1013
October 6, 2026

ประชุม IMF-World Bank ที่จัดในไทยคืออะไร?

หลายคนอาจจะเห็นหน้าข่าวประกาศว่ารัฐบาลได้ให้ข้าราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานครเตรียมเวิร์กฟรอมโฮม ในช่วงวันที่ 12-18 ตุลาคม และให้บริษัทเอกชน โรงเรียน และสถานที่สำคัญๆ ในบริเวณใกล้กับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์พิจารณาเวิร์กฟรอมโฮมเพื่อลดความแออัดของจราจร เตรียมสำหรับต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม IMF-WBG Annual Meetings ประจำปี

การเห็นประกาศนี้อาจทำให้หลายคนสงสัยว่า การประชุมที่ว่านี้คืออะไร ทำไมประเทศไทยถึงได้เป็นเจ้าภาพปีนี้ สเกลงานมีความยิ่งใหญ่มากแค่ไหนถึงขั้นที่รัฐบาลต้องประกาศให้มีวันหยุดพิเศษ ซึ่งจะทำให้ธนาคาร ข้าราชการที่ทำงานในเขตกรุงเทพฯ งดเว้นการทำงานในวันที่ 16 ตุลาคม

Recap ตอนนี้จึงพาไปตอบคำถามว่า การประชุมครั้งนี้คืออะไร สำคัญกับเศรษฐกิจโลกมากแค่ไหน รวมทั้งประเทศไทย คนไทย และธุรกิจไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการประชุมบ้าง

การประชุมที่เปรียบเหมือน ‘งานโอลิมปิกทางการเงิน’ 

การประชุมนี้มีชื่อว่า IMF-World Bank Group Annual Meetings ในวงการการเงินและธนาคารเรียกสั้นๆ ว่า IMF-WBG Annual Meetings เป็นการประชุมที่รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าฯ การธนาคารกลาง สถาบันทางการเงิน นักวิชาการ และผู้แทนจาก 190 กว่าประเทศ รวมกว่า 15,000 คน จะมาร่วมหารือประเด็นทางการเงินโลกด้วยกัน

การจัดประชุมการเงินระดับโลกนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2490 และจัดขึ้นในเดือนตุลาคมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จำนวน 2 ปี เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศสมาชิก โดยไทยเคยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ก่อสร้าง ‘ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์’ ขึ้นมา 

การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานการเงินระดับโลกนั้น นับว่าเป็นโอกาสที่ประเทศนั้นๆ จะได้เปรียบในพื้นที่แข่งขันเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการลงทุน เพราะถ้าเปรียบอย่างเห็นภาพ นี่คือการประชุมที่เหมือนกับ ‘โอลิมปิกทางการเงิน’ 

ที่คนทั่วโลกจะมาร่วมหารือนโยบายด้านการเงินระหว่างประเทศ ประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน หาแนวทางรับมือกับความท้าทายร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ย ทิศทางการลงทุน และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน

จึงไม่แปลกเลยที่รัฐบาลและกรุงเทพมหานครจะต้องเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับผู้นำด้านการเงินระดับโลกเข้ามาประชุมที่ไทยในครั้งนี้

ประเด็นพูดคุยเรื่องอะไรที่น่าจับตามองบ้าง?

ธีมหลักของงานคือ Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience แนวคิดการพัฒนาประชาชนเป็นศูนย์กลางและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงระบบเศรษฐกิจการเงินในอนาคต โดยประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพเป็นกำหนดธีมเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาการเงินโดยมี ‘คน’ เป็นแกนกลาง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้คำนิยามไว้ว่า “ประเทศไทยบนขอบฟ้าใหม่ ใส่พลังไปที่คน เท่าทันต่อความเสี่ยง” โดยกล่าวว่า การพัฒนาประเทศไม่ใช่แค่การผลักดันศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่คุณภาพคนก็สำคัญ รวมทั้งระบบที่มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายทางการเงินในอนาคต และพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศ

ธนาคารแห่งประเทศระบุไว้ว่า ภายใต้ธีมนี้จะทำงานผ่าน 4 ประเด็นหลัก คือ

🏦 Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth 

การเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการเติบโตที่ทั่วถึงและยืดหยุ่น หรือการทำให้ระบบนิเวศดิจิทัลปลอดภัย น่าเชื่อถือ และสร้างโอกาสการเข้าถึงในทุกกลุ่ม

🏦 Building Resilience in a Fragmented World

ในโลกที่มีความแตกแยกสูง บทบาทของประเทศขนาดกลางที่จะเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อความร่วมมือถือเป็นเรื่องสำคัญ การทำให้ไทยมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของประเทศเพื่อเป็น trusted hub ของการลงทุน การผลิต และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาคจะช่วยสร้างสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศได้

🏦 New Financial Architecture for Climate Adaptation

สร้างระบบหรือโครงสร้างทางการเงินรูปแบบใหม่เพื่อรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมผลักดันโครงการ Financing the Transition และจัดทำ Thailand Taxonomy เพื่อสนับสนุนการระดมเงินทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

🏦 Demographic Change and the Longevity Economy 

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและเศรษฐกิจแห่งการมีอายุยืน เตรียมพร้อมสำหรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจได้ตลอดช่วงชีวิต พร้อมสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประชากร เช่น อุตสาหกรรม wellness 

นอกจากนี้ เรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมาก็เป็นประเด็นที่จะต้องหยิบยกมาประชุม ทั้งการเงินที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทั่วโลก โดยเฉพาะปัญหาสงคราม การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน อาหาร และปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต หรือเสถียรภาพทางการเงินของหลายประเทศที่แบกภาระหนี้หนักขึ้นเรื่อยๆ หลังช่วงโควิด  

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัยของเทคโนโลยีและการเงินดิจิทัล ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินข่าวสแกมเมอร์ อาชญากรรมทางการเงินหลากหลายแบบที่เป็นภัยคุกคามความปลอดภัยการเงินดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการเข้าถึงโอกาส และความปลอดภัย ในยุคที่การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

งานนี้สำคัญกับคนไทยยังไงบ้าง? 

ถ้านับจริงๆ แล้ว มีเพียง 3 ประเทศในโลกเท่านั้นที่ได้รับโอกาสให้เป็นเจ้าภาพมากกว่า 1 ครั้ง นั่นคือ ตุรกี ญี่ปุ่น และไทย

นั่นหมายความว่านี่ไม่ใช่แค่โอกาสมูลค่าทางทางเศรษฐกิจที่จะมีเงินสะพัดในช่วงจัดงานประมาณ 5,000–10,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ไทยจะสร้างความเชื่อมั่น และถ่ายทอดภาพลักษณ์ว่าประเทศไทยพร้อมเป็น ‘ผู้กำหนดวาระทางการเงิน’ และ ‘จุดเชื่อมความร่วมมือ’ ของโลก

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในงานประชุมด้านเทคโนโลยีและธุรกิจระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Techsauce Global Summit 2026) ว่าการประชุม IMF-WBG Annual Meetings จะทำให้ได้เป็นผู้ร่วมกำหนดวาระการเงินโลก (agenda shaper) 

สอดคล้องกับที่วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าประเทศไทยเตรียมจัดทำ Bangkok Blueprint ด้านการป้องกันภัยการเงินดิจิทัล ร่วมกับ IMF และธนาคารโลก เพื่อเป็น ‘ไบเบิล’ ให้ทั้งโลกได้นำไปประยุกต์ใช้รับมือกับภัยทุจริตและอาชญากรรมทางไซเบอร์ 

การสร้างความเชื่อมั่นต่อสายตาโลก ยังรวมถึงการเป็น ‘จุดเชื่อมต่อ’ ที่สามารถผสานความร่วมมือระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งของการเมืองโลก ซึ่งส่งผลมาถึงเศรษฐกิจโลก บีบให้หลายประเทศใช้การ์ดป้องกันตัวเอง โหมดตัวใครตัวมันกำลังถูกขับเคลื่อนระหว่างผู้นำระดับโลก ดร.สันติธาร จึงมองว่าการเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยสามารถวางตำแหน่งตัวเองในฐานะ ‘Trusted Connector’ เพื่อให้นักลงทุน นักการเงิน และอื่นๆ ไว้วางใจ และเห็นว่าไทยมีศักยภาพเชื่อมต่อระบบการเงินและห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเจอความท้าทายในตอนนี้

ดังนั้น การเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งในระยะใกล้ คือการสร้างรายได้หมุนเวียนในช่วงจัดงานประชุมตลอดสัปดาห์ และในระยะยาว คือการสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในฐานะศูนย์กลางเชื่อมต่อและผู้ร่วมกำหนดนโยบายสำคัญของโลก ทำให้นักลงทุนเชื่อถือ และเข้ามาลงทุนในประเทศไทย สร้างโอกาสต่อธุรกิจไทย แรงงาน และเศรษฐกิจไทยต่อไปนั่นเอง

อ้างอิง

Writer

ตอนเด็กๆ อยากทำงานเขียนเพราะชอบอ่านหนังสือ ตอนโตอยากทำงานเขียนเพราะต้องการเงิน

You Might Also Like