เบื้องหลัง ‘SCOPE Collection’ โครงการที่อยู่อาศัย ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่ดีผ่านความลักชูรี

หากมีใครสักคนพูดถึง ‘ความลักชู’ หรือลักชูรี (luxury) ในการใช้ชีวิต บางคนอาจมีภาพจำของ ‘ความหรูหรา’ จากการใช้ข้าวของเครื่องประดับที่มีราคาแพงหรือการใช้จ่ายไม่อั้น แต่ในยุคสมัยที่ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับความหมายของชีวิตที่ลึกซึ้งกว่านั้น นิยามคำว่า ‘ลักชู’ อาจเปลี่ยนไป

เพราะ ‘ความหรูหรา’ อาจไม่ใช่เรื่องในเชิงภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือคำที่บ่งบอกถึง ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ ต่างหาก

ทุกวันนี้ จึงมีคำพูดที่เราได้ยินบ่อยขึ้น คือ well-being living หรือการใช้ชีวิตที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยรวม ไม่ใช่แค่สุขภาพร่างกาย แต่รวมถึงสุขภาพจิต อารมณ์ ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อม 

หากมีอะไรสักอย่างที่เราจะยอมจ่ายเพื่อความลักชูนั้น ‘ที่อยู่อาศัย’ คงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าจากการเลือกจ่าย เพราะที่อยู่อาศัยที่ดีคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี อันจะต่อเนื่องไปสู่การใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความสุขและมีความหมาย

เราชวนทำความรู้จักโครงการที่อยู่อาศัยจาก SCOPE ที่จะช่วยตอบคำถามที่ว่า ทำไมความหรูหราที่แท้จริงของคนเราในทุกวันนี้ คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

SCOPE COLLECTION โครงการที่เชื่อในการยกระดับการใช้ชีวิตผ่านที่อยู่อาศัย

เราอาจเคยได้ยินชื่อของ SCOPE (สโคป) ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในระดับ ‘ultra luxury’ จากโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงหลายแห่งที่ทัดเทียมมาตรฐานคอนโดมิเนียมร่วมสมัยที่ดีที่สุดในนิวยอร์กและลอนดอน! 

แต่รู้ไหมว่าเบื้องหลังความ ‘ลักชู’ นั้นมีแนวคิดที่น่าสนใจอยู่หลายข้อ

เริ่มตั้งแต่การยกระดับที่อยู่อาศัยผ่านแนวคิด ‘well-being’ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งสุขภาพ การใช้ชีวิต และคุณค่าในระยะยาว ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพชีวิต’ ควบคู่กับมูลค่าการเติบโตระยะยาว

แม้แต่ละโครงการจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามบริบทของทำเล แต่ทั้งหมดถูกพัฒนาภายใต้มาตรฐานเดียวกันของ SCOPE เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือระดับให้ลูกค้า

ที่น่าสนใจอีกข้อคือการให้ความสำคัญกับการออกแบบ เพราะทุกวันนี้นอกจากความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยแล้ว คนยัง ‘เลือก’ มากขึ้นกับการออกแบบ และการออกแบบที่ดีจะส่งผลต่อทั้งความรู้สึกที่ดีและประสบการณ์ที่ดีในการอยู่อาศัย

นั่นจึงเป็นที่มาของการคัดสรรผู้เชี่ยวชาญและแบรนด์ชั้นนำระดับโลกในการร่วมงานกับ SCOPE เพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยสู่สากล อาทิ โทมัส ยูล-ฮันเซน (Thomas Juul-Hansen) ดีไซเนอร์ที่โด่งดังระดับโลก, KPF (Kohn Pedersen Fox) บริษัทรับออกแบบสถาปัตยกรรมผู้ออกแบบตึกที่เป็นแลนด์มาร์กของเมืองต่างๆ ทั่วโลก

หรือแบรนด์ระดับสากล อาทิ Ligne Roset แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส, SieMatic แบรนด์ชุดครัวระดับเฟิสต์คลาสจากประเทศเยอรมนี, Gaggenau แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวระดับพรีเมียมจากประเทศเยอรมนี หรือแบรนด์จากอเมริกัน Sub-Zero เพื่อสะท้อนคุณภาพในทุกองค์ประกอบของโครงการ

SCOPE เชื่อว่าเทรนด์การอยู่อาศัยในยุคใหม่เป็นมากกว่าแค่ความหรูหราในเชิงภาพลักษณ์ แต่คือ well-being living ที่สมดุลในทุกด้านของการใช้ชีวิต ทุกโครงการจึงถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด well-being ที่หลอมรวมการออกแบบ ฟังก์ชั่น และบริการเข้าไว้ด้วยกันอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างสมดุลของการใช้ชีวิต สุขภาพ และคุณค่าในระยะยาวอย่างแท้จริง

SCOPE Thonglor ความหรูหราจากความเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุด

หนึ่งในความหรูหราของที่อยู่อาศัยทุกวันนี้หนีไม่พ้นเรื่องความเป็นส่วนตัว

SCOPE Thonglor คือโครงการที่อยู่อาศัยระดับ ultra luxury สุดเอกซ์คลูซีฟภายใต้แนวคิด ‘All-Penthouse Residence’ แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งทั้งอาคารจะประกอบด้วยเพนต์เฮาส์เพียง 18 ยูนิตเท่านั้น และทุกยูนิตเป็นแบบ 1 ชั้นต่อ 1 ยูนิต พร้อมลิฟต์ส่วนตัว บนพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 416-765 ตารางเมตร เทียบเท่าบ้านเดี่ยวระดับลักชูใจกลางเมืองในราคาเริ่มต้น 200 ล้านบาท!

ความพิเศษจากความจำกัดนี่เองที่ SCOPE Thonglor ให้ความเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุดแก่ผู้อยู่อาศัย ในขณะที่โครงการก็ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ติดบีทีเอสทองหล่อ สะดวกมากในการเดินทาง และตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากได้พื้นที่ แต่ก็ยังอยากอยู่ในเมือง เสมือนเป็นการซื้อเวลากลับคืนมาให้ชีวิต 

แน่นอนว่าโครงการนี้ได้ที่ปรึกษาการออกแบบอย่าง โทมัส ยูล-ฮันเซน ที่มาช่วยดูแลทั้งการออกแบบสถาปัตยกรรมและตกแต่งภายใน SCOPE Thonglor จึงถูกถ่ายทอดตามมาตรฐานสากลผ่านการจัดวางเลย์เอาต์ การเลือกใช้วัสดุ และรายละเอียดในทุกองค์ประกอบ

นอกจากนี้ พื้นที่ส่วนกลางกว่า 1,800 ตารางเมตรยังถูกออกแบบเพื่อรองรับแนวคิด well-being ครบทุกมิติ และให้ความสำคัญกับคุณภาพการอยู่อาศัยในทุกองค์ประกอบ ความพรีเมียมทั้งหมดนี้ช่วยรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่เป็นเจ้าของสินทรัพย์ระดับบนอย่างแท้จริง ทั้งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความเป็นส่วนตัว และการถือครองอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูง เพื่อการรักษาและต่อยอดมูลค่าในระยะยาว

SCOPE Langsuan ความหรูหราใจกลางย่านธุรกิจ ความสุขแม้ในส่วนที่มองไม่เห็น

ถนนหลังสวนถือเป็นทำเลใจกลางเมืองที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และเป็นหนึ่งในที่ดินที่มีราคาแพงที่สุดในประเทศไทย ทั้งยังรายล้อมไปด้วยสถานทูตหลายแห่ง 

SCOPE Langsuan คือโครงการ freehold บนที่ดินผืนท้ายๆ ของถนนหลังสวน ได้รับการพัฒนาผ่านการร่วมมือกับบริษัทสถาปัตยกรรมระดับโลกอย่าง KPF รวมถึงโทมัส ยูล-ฮันเซน ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่โดดเด่นเหนือกาลเวลา ผ่านการคัดสรรรายละเอียด วัสดุ และฟังก์ชั่นการใช้ชีวิตอย่างพิถีพิถัน

ทั้งหมดสะท้อนผ่านความสมบูรณ์แบบของ SCOPE Langsuan ที่ตอบโจทย์ทุกการอยู่อาศัย โดยผสานดีไซน์เข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว บนที่ดินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในกรุงเทพฯ

การออกแบบที่โดดเด่นของ SCOPE Langsuan ยังรวมไปถึงการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูงระดับไฮเอนด์ที่ให้มาในทุกยูนิต อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า Gaggenau 400 series, ชุดครัว bulthaup kitchen, ตู้แช่ไวน์ Sub-Zero รวมถึง walk-in closet จากแบรนด์ LEMA ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความหรูหราที่แท้จริงของแนวคิด well-being ผ่านการผสมผสานกันระหว่างประโยชน์ใช้สอย ขนาด และการเลือกใช้วัสดุอย่างลงตัว เพื่อสร้างพื้นที่ทางกายภาพที่มอบคุณค่าทางความรู้สึกให้กับผู้อยู่อาศัยได้ในทุกวัน

แน่นอนว่ารวมถึงพื้นที่ส่วนกลางที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่มาในรูปแบบของการบริการระดับโรงแรม เพื่อรองรับทั้งการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ทำให้การใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยสบายขึ้น สะดวกขึ้น และมีความสุขมากขึ้น แม้กระทั่งในส่วนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

SCOPE Promsri ความหรูหราที่เติมเต็มผ่านประสบการณ์และบริการที่ลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในโซนที่มีความต้องการการอยู่อาศัยระยะยาวสูงที่สุดของกรุงเทพฯ คือ ทำเลที่เชื่อมต่อสุขุมวิท 39, 49 ในโซนพร้อมพงษ์และทองหล่อ เพราะรายล้อมด้วยศูนย์การค้า โรงเรียนนานาชาติ และพื้นที่ไลฟ์สไตล์ทั้งหลาย 

SCOPE Promsri คือโครงการ luxury low-rise residence ที่ถ่ายทอดแนวคิด well-being ผ่านการออกแบบพื้นที่ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความคล่องตัว โดยไม่ลดทอนคุณภาพชีวิต 

ความพิเศษของ SCOPE Promsri คือที่อยู่อาศัยแห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก ที่ได้ร่วมมือกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกอย่าง Ligne Roset ใช้ในพื้นที่ส่วนกลางและยูนิตพักอาศัย และใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ Liebherr และ Miele เป็นหลัก

แม้จะเป็นที่อยู่อาศัยกลางเมืองบนเส้นเลือดใหญ่ของสุขุมวิท แต่ SCOPE Promsri นำแนวคิด science of sleep มาใช้ผ่านการออกแบบห้องพัก ทั้งกระจกและเฟรมอะลูมิเนียมที่ลดเสียงรบกวนจากภายนอก เสริมด้วยม่านทึบแสง blackout blinds ที่ช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพในทุกช่วงเวลา

ที่ชอบมากอีกข้อคือ SCOPE Promsri ไม่เพียงถูกออกแบบให้ทนทานต่อกาลเวลา แต่ยังสวยงามแบบมีระดับ ด้วยการออกแบบภูมิทัศน์ที่ประณีต ทำให้ที่นี่โอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ

พื้นที่ส่วนกลางก็ยังคงถูกออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ เช่น ยิม ที่มาพร้อมอุปกรณ์จาก Technogym, ไพรเวตออนเซ็น และซาวน่า ที่รองรับทั้งการดูแลสุขภาพและการผ่อนคลายในชีวิตประจำวัน

ในขณะที่หลายคนบอกว่านี่คือยุคแห่งกาแฟและมัทฉะ ที่ SCOPE Promsri ก็มีบริการกาแฟและมัทฉะทุกวัน พร้อมทั้ง housekeeping รายสัปดาห์ ทำให้ประสบการณ์การอยู่อาศัยยิ่งถูกเติมเต็มผ่านบริการที่ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวันเหล่านี้

และสำหรับคนรักน้องหมาและแมวก็ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่เป็น Bangkok’s Most Pet-Welcoming Residence ที่รองรับการเลี้ยงสัตว์โดยไม่จำกัดขนาดและน้ำหนัก พร้อมบริการ Pet Care & Grooming และคอมมิวนิตี้ที่ออกแบบมาเพื่อคนรักสัตว์อย่างแท้จริง

ทั้งหมดที่กล่าวเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า การสร้างชีวิตที่ดีให้ตัวเอง เริ่มต้นได้จากการเลือกที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์กับชีวิตของตัวเอง ที่จะกลายเป็น ‘พลังบวก’ นำไปสู่การต่อยอดสิ่งอื่นๆ ได้ไม่รู้จบ 

‘ไม่สบายทำไมไม่ลา’ ทำไมการตัดสินใจหยุดพัก ถึงกำลังสะท้อนโลกการทำงาน อันซับซ้อนของยุคสมัยนี้?

‘วันไหนที่เรามาทำงานที่ออฟฟิศแต่ป่วยเกินจะทำงานได้ วันแบบนั้นสู้เรานอนอยู่บ้านพักผ่อนไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ไม่เสียเวลา แถมได้แรงเพิ่มกลับมาทำงานในวันถัดไปด้วย’

สารภาพตามตรง เมื่อสมัยเราทำงานแรกๆ มีบางห้วงขณะจริงๆ ที่เราเผลอคิดตามข้างต้น อาจเพราะในช่วงเวลานั้น เราเป็นมนุษย์ที่สนใจแต่ผลลัพธ์ และมองทุกอย่างผ่านเลนส์ของประสิทธิภาพ เราสนใจเพียงว่างานเดินหรือไม่เดิน งานสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ส่วนร่างกาย สุขภาพ หรือความรู้สึก ดูจะเป็นเพียงปัจจัยรองที่มีไว้เพื่อพาไปถึงผลลัพธ์ก็เท่านั้น

แถมแนวคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่มันยังทำให้เราสงสัยในตัวคนอื่นด้วย ตอนนั้นเราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบางคนถึงพาร่างกายที่ป่วยมาทำงาน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าวันนั้นคงทำงานได้ไม่เต็มที่ และยิ่งไม่เข้าใจค่านิยมที่ชื่นชมคนประเภทนี้ ราวกับว่าการมาปรากฏตัวที่ออฟฟิศสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ไม่ใช่ผลลัพธ์เพียวๆ เหมือนที่เราเชื่อ

แต่พอวันนี้ย้อนกลับไปมองตัวเองในวันนั้น เราก็ได้แต่ก้มหน้าพลางส่ายหัว ทำไมเราถึงคิดได้คับแคบขนาดนั้นนะ

เพราะเมื่อโตขึ้น เราพบว่าโลกการทำงานจริงซับซ้อนกว่าที่คิดมาก หลายคนที่เลือกมาทำงานทั้งที่ป่วย ไม่ได้ทำเพราะขาดเหตุผล ตรงกันข้าม พวกเขามักมีเหตุผลบางอย่างที่สำคัญพอจะทำให้ตัดสินใจ  หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ป่วย มาทำงานตามปกติ แต่กลับทำงานไม่ไหว เขาเหล่านั้นก็อาจมีที่มาและเรื่องราวอีกแบบหนึ่งที่ซ่อนอยู่เช่นกัน พูดง่ายๆ ว่ายิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น เราก็ยิ่งค้นพบว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปรากฏการณ์ซับซ้อนที่พบเห็นได้ทั่วโลก จนกลายเป็นประเด็นศึกษาหลักของนักจิตวิทยาการทำงานแล้ว

แล้วเด็กผู้คับแคบในวันนั้น ในวันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง? เดี๋ยวเราจะค่อยๆ เล่าถึงปรากฏการณ์ที่ว่าให้ฟังกัน


ความเป็นมาของ “presenteeism” หรือปรากฏการณ์ตัวมาทำงานแต่งานไม่เดิน”

ถ้าลองเปิดพจนานุกรมดู คำว่า “presenteeism” อาจถูกแปลอย่างง่ายที่สุดว่า “การอยู่ในที่ทำงาน” หรือ “การปรากฏตัวอยู่ในที่ทำงาน” แต่ในทางวิชาการ ความหมายของมันกลับไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น 

อย่างในประเทศไทยเราเอง ปัจจุบันนักวิชาการมักแปล presenteeism ว่า “ภาวะฝืนทำงาน” ซึ่งบ่งบอกถึงสถานการณ์หนึ่งของคนทำงาน แต่หากย้อนกลับไปในช่วงแรกของการศึกษาเรื่องนี้ เราจะพบว่านักวิจัยในฝั่งสหรัฐอเมริกาสนใจ presenteeism ในฐานะ ‘ปัญหา’ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการทำงานมากกว่า พวกเขาใช้คำนี้เพื่ออธิบายปัญหาที่พนักงานยังคงมาทำงาน แต่ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพเนื่องจากปัญหาสุขภาพ งานศึกษาจำนวนมากในช่วงนั้นจึงพยายามหาคำตอบว่าองค์กรต้องสูญเสียไปมากเพียงใดจากพนักงานที่ “มาทำงาน แต่ทำงานได้ไม่เต็มที่” เหล่านี้

แต่ในเวลาใกล้เคียงกัน นักวิจัยในฝั่งยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย กลับสนใจในคำถามอีกแบบหนึ่ง พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าองค์กรสูญเสียอะไร หรือมุ่งวิเคราะห์ไปที่ปัญหา แต่พวกเขาเริ่มที่ ‘ทำไมคนเราถึงยังเลือกมาทำงาน ทั้งที่สุขภาพของตนเองอยู่ในสภาพที่ควรพักรักษาตัว’ หรือพูดง่ายๆ ว่าพยายามหาคำตอบในมุมของบุคคลมากกว่าจะตอบคำถามในมุมขององค์กรนั่นเอง

โดยหนึ่งในงานศึกษาที่มักถูกอ้างถึงเสมอ คือการศึกษาของ Aronsson และคณะในปี 2000 ซึ่งนิยาม presenteeism ว่าเป็นการที่บุคคลมาทำงาน ทั้งที่ตนเองรู้สึกว่าควรลามากกว่า นิยามนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักจิตวิทยาการทำงานยุคนั้น เพราะมันสนใจศึกษาใน “การตัดสินใจ” ของมนุษย์เป็นหลัก มากกว่าจะมองเฉพาะผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามมา แต่จากจุดตั้งต้นนั้นเอง ที่ทำให้นักวิชาการค้นพบว่าปรากฏการณ์นี้มีอะไรมากกว่าที่คิด

เพราะจากการศึกษาที่ตามมา นักวิชาการกลับพบว่าคนทำงานที่มี presenteeism สูง ไม่ได้มีลักษณะแค่ “คนที่ฝืนมาทำงานทั้งที่ป่วย” เพียงเท่านั้น แต่เขายังพบปรากฏการณ์ที่ว่านี้ในคนบ้างาน คนที่กลัวหัวหน้างาน หรือแม้กระทั่งคนที่กลัวถูกไล่ออก รวมถึงพบระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญในบางกลุ่มอาชีพด้วย ได้แก่ ครู พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ ซึ่งล้วนเป็นอาชีพที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้คนจำนวนมากทั้งนั้น

ข้อค้นพบเหล่านี้เองทำให้มุมมองต่อ presenteeism เริ่มเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เพราะมันสะท้อนว่า การมาทำงานทั้งที่รู้ว่าไม่ได้งาน ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะกรณีป่วย แต่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะสาเหตุอย่างแรงกดดัน ความรู้สึกรับผิดชอบต่องาน ต่อทีม หรือแม้แต่ต่อผู้คนที่กำลังรอความช่วยเหลือจากเราอยู่ จนต่อมาเมื่อ Miraglia และ Johns ได้รวบรวมผลการศึกษาจากงานวิจัยของ presenteeism กว่าร้อยชิ้น พวกเขาก็ได้สรุปว่าปัจจัยที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ presenteeism นั้นสามารถเป็นได้ทั้งด้านลบและด้านบวก เช่น บางคนมาทำงานทั้งที่ไม่ไหวเพราะกลัวผลกระทบจากการลางาน กลัวสูญเสียรายได้ หรือกังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงาน ขณะที่บางคนมาทำงานทั้งที่รู้ว่าจะไม่ได้งานเพราะรู้สึกผูกพันกับองค์กร รักงานที่ทำ หรือเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำมีความสำคัญ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ presenteeism ในปัจจุบันจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัญหาสุขภาพ หรือปัญหาประสิทธิภาพการทำงานอีกต่อไป แต่มันถูกมองในฐานะปรากฏการณ์ที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างสุขภาพ แรงจูงใจ ความรับผิดชอบ วัฒนธรรมองค์กร และเงื่อนไขของโลกการทำงานร่วมสมัย

 และเพราะมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เลยทำให้ภาวะนี้สามารถมีผลต่อหลายด้านของคนทำงานได้ด้วยเช่นกัน

แล้วทำไมเราต้องสนใจ “presenteeism” กันด้วย?

ถ้า presenteeism เป็นเพียงเรื่องของคนไม่กี่คนที่ดื้อดึงไม่ยอมพักเวลาเจ็บป่วย แน่ล่ะว่ามันคงไม่กลายเป็นหัวข้อที่นักวิจัยทั่วโลกสนใจกันต่อเนื่องมานานกว่า 2 ทศวรรษ เพราะสิ่งที่ทำให้ presenteeism น่าสนใจ คือหลักฐานจำนวนมากชี้ให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมของคนบางคน หากเป็นปรากฏการณ์ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานร่วมสมัยทั่วโลก

หากย้อนกลับไปในอดีต การลาป่วยอาจเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาพอสมควร เมื่อป่วยก็หยุดพัก เมื่อหายดีก็กลับมาทำงาน เหมือนกับที่ตัวเราเองเคยเข้าใจสมัยทำงานแรกๆ แต่เมื่อโลกการทำงานเริ่มเปลี่ยนไป การตัดสินใจว่าจะพักหรือไม่พักก็เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนที่เราเคยคิด ตามที่นักวิชาการอย่าง Gary Johns ได้เคยอธิบายว่าความสนใจต่อ presenteeism เริ่มเติบโตขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ตั้งแต่การปรับโครงสร้างองค์กร การลดจำนวนพนักงาน ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน ไปจนถึงแรงกดดันด้านผลงานที่เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้บริบทเช่นนี้ การลาจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสุขภาพ แต่เริ่มเชื่อมโยงกับความกังวลเรื่องสถานะการทำงาน ความมั่นคงในอาชีพ และความคาดหวังขององค์กรมากขึ้น

นอกจากนี้ งานศึกษาของแอรอนส์สันและคณะ ยังพบว่า ในหลายกรณี การลาป่วยไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะกับตัวผู้ลางานเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเพื่อนร่วมงานที่ต้องเข้ามารับภาระแทน โดยเฉพาะทีมที่มีบุคลากรจำกัด หรือในงานที่ไม่สามารถหาคนมาทดแทนได้ง่าย เมื่อคนหนึ่งหายไป งานก็ไม่ได้หายไปด้วย แต่กลับกระจายไปอยู่กับคนที่เหลือ หรือย้อนกลับมารอเจ้าตัวในวันที่กลับมาทำงานอีกครั้ง ดังนั้น สำหรับคนจำนวนไม่น้อย การมาทำงานทั้งที่ป่วยจึงอาจดูเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า อย่างน้อยก็ช่วยให้งานเดินต่อไปได้ ไม่ต้องเพิ่มภาระให้เพื่อนร่วมงาน และไม่ต้องกลับมาเผชิญกับกองงานที่พอกพูนขึ้นกว่าเดิมในวันถัดไป

แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป เราจะพบว่าปัญหาของ presenteeism อยู่ตรงที่สิ่งที่ดูเหมือนเป็นทางออกในระยะสั้นนี้ อาจกำลังสร้างผลกระทบในระยะยาวโดยที่คนทำงานไม่รู้ตัว

ในระดับบุคคล งานวิจัยจำนวนมากพบว่า การมาทำงานทั้งที่สุขภาพไม่พร้อม สัมพันธ์กับการฟื้นตัวที่ช้าลง ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่รุนแรงขึ้นในอนาคต รวมถึงความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจที่สะสมมากขึ้น บางการศึกษาถึงกับพบว่าคนที่มี presenteeism เป็นประจำมีแนวโน้มลาป่วยระยะยาวในอนาคตมากกว่าคนที่เลือกพักรักษาตัวตั้งแต่แรกเสียอีก

ในระดับการทำงาน ผลกระทบของ presenteeism นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวพนักงาน เพราะเมื่อร่างกายและจิตใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ สมาธิ ความแม่นยำ และคุณภาพการตัดสินใจก็มักลดลงตาม ลองนึกภาพตามดูก็ได้ ในวันที่เราไม่ได้ป่วยแต่หมดใจในการทำงาน เราจะพบว่าวันแบบนั้นนั่นเองที่งานเราไม่เดินเอาเสียเลย หรืออย่างงานบางประเภทก็อาจใช้เวลานานขึ้น แต่ที่แย่ที่สุดคือในบางอาชีพ โดยเฉพาะงานด้านสุขภาพ ความปลอดภัย หรือการให้บริการผู้คน ที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยจากภาวะดังกล่าวอาจสร้างผลกระทบที่ใหญ่กว่าที่คิดได้เลยทีเดียว

ส่วนในระดับองค์กร นอกจากผลการทำงานที่ตกลงแล้ว ยังมีงานวิจัยที่ค้นพบด้วยว่า presenteeism เป็นหนึ่งใน ‘ต้นทุนที่มองเห็นได้ยากที่สุดขององค์กร’ เพราะพนักงานยังคงมาทำงาน ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะเดิม ยังคงเข้าประชุม และยังดูเหมือนว่าทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ แต่เบื้องหลังนั้น งานของพวกเขากลับแช่แข็งอยู่กับที่ จนบางงานศึกษาประเมินว่าความสูญเสียจาก presenteeism อาจสูงกว่าการขาดงานเสียอีก!

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ presenteeism กลายเป็นประเด็นสำคัญของโลกการทำงานร่วมสมัย เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงสุขภาพของพนักงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนวิธีที่ผู้คนตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน ความรับผิดชอบ และเงื่อนไขการทำงานที่รายล้อมพวกเขาในองค์กรได้ด้วยนั่นเอง

ลด  “presenteeism” ยังไงดี? แล้วนี่เป็นความรับผิดชอบของใคร?

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มคิดว่า ถ้าการมาทำงานทั้งที่ป่วย หรือมาทำงานทั้งที่สภาพร่างกายและจิตใจไม่พร้อม ส่งผลเสียทั้งต่อคนทำงานและองค์กร ทางออกก็คงไม่ซับซ้อนนัก แค่ส่งเสริมให้คนลามากขึ้นเมื่อไม่ไหว หรือรณรงค์ให้ทุกคนหยุดพักทันทีที่เริ่มรู้สึกไม่สบายก็น่าจะเพียงพอ

แต่ยิ่งศึกษาเรื่อง presenteeism มากขึ้น นักวิจัยกลับพบว่าความจริงอาจไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น

เหตุผลสำคัญคือนักวิชาการชี้ว่า presenteeism ไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ดีหรือเลวโดยตัวมันเองเสมอไป แม้เราจะคุ้นเคยกับภาพของพนักงานที่ฝืนมาทำงานจนสุขภาพแย่ลง ทำงานผิดพลาดมากขึ้น หรือสะสมความเหนื่อยล้าจนกลายเป็นปัญหาในระยะยาว แต่ในบางสถานการณ์ การมาทำงานระหว่างที่กำลังฟื้นตัวจากอาการป่วย การได้รับการปรับลักษณะงานให้เหมาะกับข้อจำกัดทางสุขภาพ หรือการยังคงได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในที่ทำงาน ก็อาจช่วยให้คนคนหนึ่งกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ดีขึ้นเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยบางคนจึงเสนอว่า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเราควรกำจัด presenteeism หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้การตัดสินใจมาทำงานหรือหยุดพัก เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกับทั้งสุขภาพของบุคคลและลักษณะของงานในช่วงเวลานั้น

เมื่อมองจากมุมนี้ คำถามที่ว่าใครควรรับผิดชอบต่อ presenteeism จึงอาจไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเสียทีเดียว เพราะหากเรามองว่าเป็นหน้าที่ของพนักงานเพียงอย่างเดียว เราก็อาจกำลังมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า การตัดสินใจของคนคนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หลายครั้งพวกเขากำลังทำงานอยู่ท่ามกลางภาระงานที่สูงขึ้น การขาดคนทดแทน ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน หรือวัฒนธรรมองค์กรที่ชื่นชมคนซึ่งพร้อมทำงานตลอดเวลาโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของตนเอง

ขณะเดียวกัน หากเรามองว่าเป็นหน้าที่ขององค์กรทั้งหมด เราก็อาจกำลังละเลยอีกด้านหนึ่งของเรื่องเช่นกัน เพราะงานวิจัยจำนวนมากพบว่า คนที่เกิด presenteeism ไม่ได้ถูกผลักดันด้วยแรงกดดันเพียงอย่างเดียว หลายคนเลือกมาทำงานเพราะความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมงาน ความผูกพันกับองค์กร หรือความรู้สึกว่างานที่ตนเองกำลังทำมีความหมายและส่งผลต่อผู้คนรอบตัว

ด้วยเหตุนี้เอง แนวทางจัดการ presenteeism ในปัจจุบันจึงเริ่มขยับจากการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงาน ไปสู่การมองทั้งระบบที่อยู่รอบตัวพวกเขา

สำหรับแนวทางแก้ไขขององค์กร สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การบอกพนักงานว่า “ป่วยก็พัก” แล้วจบไป แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้พนักงานสามารถพักได้จริงเมื่อจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการมีคนรองรับงานในช่วงที่พนักงานลาป่วย มีระบบที่ทำให้รู้ว่าเมื่อลาแล้วงานจะถูกแก้อย่างไร การกระจายภาระงานอย่างเหมาะสม การสนับสนุนจากหัวหน้างาน ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศที่ทำให้การดูแลสุขภาพตนเองไม่ถูกมองว่าเป็นการขาดความรับผิดชอบ เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวพนักงานเองก็อาจต้องกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ของตนเองกับการทำงานเช่นกัน เพราะบางครั้งเส้นแบ่งระหว่าง “ความรับผิดชอบ” กับ “การฝืนตัวเอง” อาจไม่ได้ชัดเจนอย่างที่คิด สิ่งที่เริ่มต้นจากความตั้งใจดี อาจค่อย ๆ กลายเป็นความเหนื่อยล้าที่สะสมโดยไม่รู้ตัวจากคำว่า “เดี๋ยวค่อยพัก” หรือ “ขออีกวันเดียว” จนเผลอมองข้ามสัญญาณที่ร่างกายและจิตใจกำลังพยายามบอกเรา ดังนั้น ในฐานะคนทำงาน สิ่งที่เราควรทำจึงอาจไม่ใช่แค่การพยายามทำงานให้น้อยลง แต่คือการซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น ว่าวันไหนเรายังไหว วันไหนพอไหว และวันไหนที่เราไม่ไหวจริง ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบของ presenteeism จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การมาทำงานเสมอไป และก็ไม่ได้อยู่ที่การหยุดงานเสมอไปเช่นกัน แต่อยู่ที่การมีพื้นที่มากพอให้แต่ละคนสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับตนเองในเวลานั้น โดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับการดูแลสุขภาพของตัวเอง และไม่ต้องรู้สึกว่าการพักผ่อนคือการละทิ้งความรับผิดชอบที่มีต่อผู้อื่น

และบางที สิ่งที่โลกการทำงานต้องการ อาจไม่ใช่คนที่พร้อมฝืนตัวเองเพื่อให้งานเดินต่อไปเสมอ แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเดินหน้า และเมื่อไหร่ควรหยุดพัก รวมถึงคนทำงานที่ไม่ได้คับแคบ แต่เห็นภาพรวมของปรากฏการณ์เหล่านี้ เพื่อให้บรรยากาศของความเข้าใจอบอวลอยู่ในทีม และเพื่อให้องค์กรยังเดินต่อไปได้ในระยะยาวนั่นเอง

รู้จักกับ ‘MRP’ โปรแกรมพัฒนาสติและจัดการสภาวะจิตใจจาก House of MRP

ว่าด้วยเรื่องการใช้ ‘สติ’ ในการดำรงชีวิตทุกวันนี้คงไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสิ่งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่เราตื่นนอน อาบน้ำ เดินทางปฏิบัติภารกิจในชีวิต แม้กระทั่งทุกลมหายใจเข้า-ออกเองก็ตาม

ทว่าท่ามกลางโลกที่กดดันเต็มไปด้วยความท้าทาย ก็อาจมีบ้างที่สติถูกบดบังด้วยอารมณ์จนส่งผลต่อการตัดสินใจ ซึ่งสิ่งนี้เองนำมาสู่การที่ มด–ดุษฎี ตันเจริญ และ หลิน–อุบลวรรณ ขอถาวรวงศ์ สองผู้ก่อตั้ง House of MRP ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาทักษะการเจริญสติ ภายใต้ มูลนิธิปิยโปฎก ที่มุ่งเน้นการฝึกสอนการจัดการสภาวะจิตใจ พัฒนาทักษะการรู้เท่าทันอารมณ์ และเชื่อมโยงหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการฝึกสติ ผ่านโปรแกรมที่มีชื่อว่า MRP หรือ Mind Retreat Program

ในงานเปิดบ้าน House of MRP ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานมานี้ ดุษฎีและอุบลวรรณ ได้อธิบายถึงหลักการพัฒนาสติด้วยโปรแกรม MRP ไว้ว่า เป็นระบบการฝึกพัฒนาสติที่มีโครงสร้างชัดเจน โดยเชื่อมโยงหลักการเจริญสติเข้ากับภาษาที่คนยุคใหม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น หนึ่งในหัวใจสำคัญของ MRP คือสมการ O+B=PP

โดย O หมายถึง observer base หรือ ฐานของจิตผู้สังเกตการณ์, B หมายถึง breath หรือลมหายใจและชีพจร และ PP หมายถึง problem point หรือจุดปัญหาที่เข้ามากระทบใจในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลักการดังกล่าวสะท้อนว่า เมื่อผู้ฝึกสามารถวางจิตให้อยู่ในฐานะ ‘ผู้สังเกต’ กลับมาอยู่กับลมหายใจ และรับรู้สภาวะภายในได้ทัน สิ่งที่เข้ามากระทบใจจะไม่จำเป็นต้องกลายเป็นแรงเหวี่ยงทางอารมณ์เสมอไป แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นตัวเองอย่างชัดเจนขึ้น

อุบลวรรณกล่าวเสริมว่า สติเปรียบเหมือน ‘เบรกมือ’ ของชีวิต เพราะคนเราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเดินหน้า เมื่อไหร่ควรหยุด และเมื่อไหร่ควรวางใจให้อยู่กับปัจจุบัน การฝึกสติจึงทำให้มองเห็นธรรมชาติของชีวิตตามความเป็นจริง เห็นว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีอะไรที่ควบคุมได้ทั้งหมด และไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอดกาล

ขณะเดียวกันอุบลวรรณยังมองว่า MRP ไม่ได้มองการฝึกสติเป็นเพียงการแสวงหาความสงบหรือการพักใจชั่วคราว แต่เป็นทักษะที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เปรียบเหมือนระบบความปลอดภัยภายในใจ เมื่อเราฝึกจนเกิดความมั่นคง เราจะสามารถรับมือกับปัญหาหรือแรงกระทบต่างๆ ได้ดีขึ้น เหมือนนักกีฬาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถรับลูกที่เข้ามาได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าลูกนั้นจะเร็วหรือแรงเพียงใด

นี่จึงเป็นที่มาที่ House of MRP ต้องการส่งต่อการฝึกสติไปยังคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม young entrepreneur และ new leader ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ท่ามกลางความเครียดและแรงกดดันสูง เพราะก่อนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมหรือโลกภายนอกได้อย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงภายในคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ

สำหรับใครที่สนใจเรื่องการฝึกสติ หรือต้องการติดตามความเคลื่อนไหวของ House of MRP สามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ www.HouseofMRP.com รวมไปถึงเฟซบุ๊กและอินสตราแกรม @House of MRP

almost sober กลุ่มที่ชวนนักดื่มเข้าบาร์ฟังเสวนา รินความรู้-เติมความคิดให้งอกงามนอกห้องเรียน

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติฯ พบว่าปี 2567 คนไทยกว่า 20 ล้านชีวิตดื่มแอลกอฮอล์ ถือว่าเยอะ–เดินสวนสามชีวิตต้องเจอสักคนหรือมากกว่า–ซึ่งคู่หูที่เราชวนคุยวันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

เอมมี่นัทธมน วีระกุล สอนวิชาการตลาดควบบทบาทนักธุรกิจอิสระ เจ้าของเพจ marketing101_byaimmie ส่วน เอมภูมิภัทร ถาวรศิริ สวมหมวกนักแสดงจอเงินจอแก้ว เรียกว่าอยู่กันคนละสายงาน ใช้ชีวิตคนละแบบ แต่วันนี้ทั้งสองได้ร่วมสร้างความเป็นไปได้ใหม่ร่วมกันก็เพราะการดื่ม

ในสังคมที่มองน้ำเมาและการดื่มในแง่ลบ เอมมี่กับเอมถอดหมวกนักดื่มของตัวเอง ถอยออกมาจนเห็นตรงกันว่าพื้นที่สังสรรค์มีบทบาทมากกว่าช่วยผ่อนกายหย่อนใจเป็นครั้งคราว และพื้นที่เรียนรู้ต่อยอดความคิดก็ไม่จำเป็นต้องอยู่แต่ในห้องประชุม โต๊ะเลกเชอร์ หรือในแชทที่มนุษย์ถามปัญญาประดิษฐ์

ทั้งคู่จึงนำ 2 พื้นที่มาซ้อนทับ เกิดเป็นกลุ่ม almostsober.club จัดวงสนทนาหัวข้อต่างๆ ในบรรยากาศสบายๆ ของบาร์กลางกรุง หยิบเอาองค์ความรู้เฉพาะทางมารินใส่แก้ว มีผู้เชี่ยวชาญตรงสายพร้อมนักสื่อสารร่วมกันทำหน้าที่น้ำแข็งและมิกซ์เซอร์ลดความขม ให้นักดื่มที่อยากสวมหมวกนักเรียนได้จิบเติมความคิดและหล่อเลี้ยงจิตใจอย่างคล่องคอ

ด้วยความหวังว่าสิ่งที่ทำจะเพิ่มคุณภาพให้การดื่มสังสรรค์ ไม่ใช่แค่ในวงสังคมของทั้งสองและผองเพื่อนชาว almost sober แต่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม เหมือนที่เอมมี่นิยามเอาไว้

“เราคือทูตของบทสนทนาวิชาการในร้านเหล้า เราอยากเป็นสะพานเชื่อมให้คนได้เห็นว่ามันมีความเป็นไปได้อื่น…นอกจากการมาเมาอย่างเดียว” 

ปัจจุบัน almost sober จัดงานมาแล้วสองครั้ง สองวง สองหัวข้อที่คนสนใจล้นหลาม เราจึงขอเอาวาระที่งานหนสามกำลังจะตามมาในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (ดูรายละเอียดที่นี่) ขอชวน 2 ทูตสันถวไมตรีเชื่อมการสังสรรค์กับการเรียนรู้มานั่งจับเข่าคุย ว่าพวกเขาชง…ไม่สิ เก็บเกี่ยวความเป็นไปได้ไหนมาหมักบ่มจนกลั่นเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่น่ายกดื่ม…น่าต่อยอดบทสนทนาด้วยขนาดนี้

บ่ม (ไอเดีย)

เดิมทีเอมและเอมมี่เจอกันผ่านไปมาในชีวิตอยู่ก่อนแล้ว แต่มาถูกคอกันก็ด้วยวิธีมองการดื่มสังสรรค์ เอมมี่ที่ใช้บาร์เป็นพื้นที่ทำงาน ทำสื่อการสอนคละกับหาบทสนทนาดีๆ ให้มีสีสัน มาปะกับเอมที่เดินเข้าร้านเพื่อหลีกความวุ่นวายภายใน วงดื่ม ‘2 เนิร์ดขี้เมา’ ผู้ก่อตั้งจึงมีทั้งบทสนทนาเรื่องสังคม ความคิด เศรษฐกิจ การเมือง ไหลบ่ามารวมกันเสมอๆ จนต่อกันติดไม่ยากเย็น

“การดื่มเป็นโอกาสให้เราเจอคนดีๆ เยอะมาก เพื่อนใหม่ที่บังเอิญเจอกันที่บาร์ แล้วได้แชร์มุมมองได้คุยกันหลายประเด็น ตอนหลังกลายเป็นเพื่อนสนิท เครือข่ายธุรกิจ หรือถึงขั้นเป็นพาร์ตเนอร์ทำแบรนด์ด้วยกัน” เอมมี่ย้อนนึกความทรงจำประทับใจจากการดื่มให้ฟัง

เสน่ห์ในบทสนทนาเคล้าเครื่องดื่มนี้เองที่เอมมี่จับมาเป็นวัตถุดิบ เจ้าตัวผุดไอเดียขยายบทสนทนาวงเล็กให้เป็นพื้นที่กลางทางการเรียนรู้ ซึ่งคนหลากหลายจะมาแลกเปลี่ยนความสนใจ ใช้ประโยชน์ หรืออย่างน้อยก็มาสัมผัสความรู้สึกดีๆ ร่วมกันได้

“ฟอร์แมตของการได้ความรู้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนอย่างเดียว เราเลยอยากสร้างชั้นเรียนในบาร์ ให้คนได้ประสบการณ์ดื่มไปด้วย ฟังความรู้ไปแล้วสนุกขึ้น เปิดใจที่จะคุยกับคนอื่นง่ายขึ้น”

เหมือนชีวิตปล่อยคิว เพราะเอมมี่ไม่ต้องรอพิสูจน์คำพูดตัวเองนาน แค่ความพยายามตั้งต้นโปรเจกต์ สายสัมพันธ์ในวงนักดื่มก็เบ่งบานให้เห็น “เราไปเล่าไอเดียให้เจ้าของบาร์แห่งหนึ่งฟัง เผื่อจะขอใช้บาร์เขาเป็นที่จัด บังเอิญพี่เอมอยู่ใกล้ๆ พอดี เขาบอก ‘เอ้ย เอมมี่อยากทำสิ่งนี้เหรอ เราก็สนใจเหมือนกัน งั้นเรามาจอยกันไหม’ ก็เลยเกิด almost sober ขึ้นมาได้”

กลั่น (ความคิด) มาบรรจุขวด

ทั้งสองคนเน้นให้ฟังอยู่ตลอดว่า almost sober ไม่ใช่บาร์ พวกเขาไม่มีสถานที่เป็นของตัวเอง แต่เวียนจัดเสวนาไปตามบาร์ต่างๆ ที่คัดมาแล้วว่าเหมาะกับหัวข้อนั้นๆ

ขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ได้มองว่าพื้นที่นี้เป็นเลกเชอร์เต็มรูปแบบ หากเป็นพื้นที่สนทนา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิด ให้คนเข้าร่วมได้ฟัง ถาม ตอบ แลกเปลี่ยนกับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ความมุ่งหมายนี้ถูกขับเน้นออกมาผ่านองค์ประกอบการสื่อสารที่กลั่นกรองมาอย่างดี

เริ่มจากชื่อ almost sober ที่แปลว่าเกือบสร่าง แทนทั้งความรู้สึกขณะดื่มจนกึ่มๆ และคำแซวเวลาที่ดื่มจนมึนระดับหนึ่งแต่ต้องบอกว่า ‘xูแค่ใกล้จะสร่างเฉยๆ ’ คือเป็นจุดพอดีทั้งขาขึ้นและขาลงของความเมา ที่ทำให้บทสทนาลื่นไหลได้อรรถรส แน่นอนว่าชุดสีที่ใช้โปรโมตก็คือสีไวน์แดง ไม่สดไป แต่ไม่หม่นเกิน

เช่นเดียวกับโลโก้ของคลับที่เอมมี่กับเอมบรีฟนักออกแบบว่าอยากให้คล้ายกระดาษจดเลกเชอร์ แต่เป็นลายมือของคนที่กึ่ม ใกล้เมา ลายเส้นจึงออกมาไม่สม่ำเสมออย่างที่เห็น พร้อม ‘r’ ตัวสุดท้ายที่ลากหางยาวเหมือนคนเมาพับ แล้วปากกาลากไปถึงขอบกระดาษ

เรายกข้อสังเกตว่าช่วงหลังในไทยและต่างประเทศ ทั้งจีนและอเมริกาเริ่มเกิดเทรนด์เข้าบาร์ฟังทอล์กวิชาการแพร่หลายขึ้น อาจเพราะคนรุ่นใหม่เข้าบาร์และดื่มน้อยลง เราถามว่าทั้งคู่ได้ลองดูวิธีทำงาน จัดสื่อสารของฝั่งต่างประเทศมาปรับใช้ตอนออกแบบบ้างไหม คำตอบของเอมก็ช่วยให้เราเห็นปรากฏการณ์นี้ในอีกมุม 

“บทสนทนาเชิงวิชาการในร้านเหล้าไม่ใช่สิ่งที่มันแปลกใหม่ขนาดนั้น ผมเคยไปงานเปิดตัวหนังสือของนักเขียนคนหนึ่งที่จัดในร้านหนังสืออิสระ คือมีวงทอล์ก มีขายเบียร์ ผมรู้สึกว่าการรวมคนที่ถือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีบทสนทนาเชิงวิชาการให้ฟัง มันเกิดขึ้นนานมากแล้ว แต่คำว่าเลกเชอร์บาร์ที่มันเป็นเทรนด์ขึ้นมากลางปีที่แล้ว เรารู้นะว่ามีอยู่แต่ไม่ได้ไปดูว่าเป็นยังไง ฉันแค่อยากทำสิ่งนี้ในแบบของฉัน ออกมาเป็นภาพที่ฉันอยากเห็น”

ชงเข้มถึงใจ

แม้วัตถุดิบพร้อมสรรพ แต่คลับคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีผู้เข้าร่วม ดังนั้นขั้นต่อไปคือการห่อหุ้มความตั้งใจ สร้างบรรยากาศส่งไปให้ถูกจริตกับผู้ฟัง ซึ่งคงไม่มีสิ่งไหนสำคัญกว่าความประทับใจแรก อย่างหัวข้อเสวนาที่เตะตา และการเลือกคนที่จะมานำบทสนทนาให้ดึงดูดใจ 

ทีแรกเอมมี่อยากสร้าง almost sober เป็นชั้นเรียนธุรกิจและการตลาดรูปแบบใหม่ แต่ก็ได้เอมช่วยให้คำแนะนำว่าบทสนทนาน่าจะแตกไอเดียออกไปไกลกว่าสิ่งที่เอมมี่ถนัด จนทั้งคู่เห็นทิศทางของโปรเจกต์ชัดขึ้น

“เอมทำให้เราเห็นว่า จริงๆ สิ่งนี้มันไปไกลกว่าแค่คลาสธุรกิจได้ เรื่องที่เอามาคุยกันมีสเปกตรัมเยอะมาก สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ป๊อปคัลเจอร์ ความสัมพันธ์ ปรัชญา จิตวิทยา ซึ่งเราตั้งใจว่าจะต้องเป็นหัวข้อที่หาฟังในอินเทอร์เน็ตไม่ได้” เอมมี่ขยายความ

2 ผู้ก่อตั้งหมายถึงเรื่องที่ค้นจากแหล่งข้อมูลหรือถาม AI ไม่ได้ ซึ่งสุดท้ายมาลงล็อกด้วยการหยิบ 2 ประเด็นที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมกัน เพื่อดึงความสนใจคนฟังที่อินเรื่องนั้นอยู่แล้ว โดยให้สปีกเกอร์ที่เลือกมาเป็นคนนำบทสนทนา อย่างหัวข้อจัดงานครั้งแรกคือการเมืองในมังงะ ที่เชิญอิสระ ฮาตะ จับคู่กับ ต่อ–คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง ส่วนครั้งที่ 2 คือเรื่องความสัมพันธ์ในโลกที่เปลี่ยนไป

“AI เก่ง แต่เราว่าสิ่งที่ถามได้มีแต่ข้อมูล สิ่งที่หาไม่ได้คือ opinion ซึ่งเรา 2 คนไม่ได้มีความรู้ที่จะพูดประเด็นพวกนั้นเอง งั้นก็ต้องเชิญคนเชี่ยวชาญมา แล้วเราเป็นตัวแทนคอยช่วยดำเนินกิจกรรม ให้ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นถ่ายทอดความรู้ สปีกเกอร์จะเป็นตัวจุดประกายที่ทำให้เห็นว่า เฮ้ย จริงๆ หัวข้อที่ตั้งมา มองได้หลายมุม แล้ว 2 แนวทางที่แตกต่างกันมันเกี่ยวกันนะ เดี๋ยวฟังแล้วพวกคุณคุยกันต่อ” ผู้ก่อตั้งฝ่ายชายอธิบายความสำคัญของสปีกเกอร์ให้ฟัง

“ต้องมีคนหนึ่งที่เป็นทูต เป็นเหมือนผู้แปรสาร เป็นแม่เหล็กดูดคนฟังให้มาเข้าร่วม กับอีกคนหนึ่งที่ต้องรู้ลึก ซึ่งตอนเลือกผมใช้เซนส์นำเลย ต้องดูเป็นรายคน มีความยากง่ายต่างกัน อย่างคนที่ผมอยากฟัง เขาพูดมากแต่ว่าเขาอาจจะไม่เหมาะกับบรรยากาศ บางคนไม่ได้ชอบการจัดแบบนี้ ก็ไม่เป็นไร เราก็ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเป็นรูปแบบเดิมตลอดไป ครั้งหน้าอาจจะมีคนพูดคนเดียว 3 คน หรือเราไปร่วมพูดด้วยก็ได้” 

ดื่ม (บทสนทนา)

เพื่อให้ได้ซึมซับผลงานที่ 2 ผู้ก่อตั้งร่วมกันปลุกปั้น ค่ำคืนนั้นชาว Capital จึงขอร่วมฟังบทสนทนาหัวข้อ ‘Relationship After Tomorrow’ ที่เชิญ ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการและโฮสต์พ็อดแคสต์ว่าด้วยความสัมพันธ์ open relationship มานั่งคู่กับ แชมป์–ทีปกร วุฒิพิทยามงคล นักสื่อสาร นักจัดรายการ นักแปล และอดีตบรรรณาธิการสื่อออนไลน์ เพื่อสานบทสนทนาว่าด้วยความสัมพันธ์ในโลกที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ 2 พาร์ตเนอร์แตะมือ ตัดสลับกันทำหน้าที่ส่วนของตัวเองให้คลับดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน เอมมี่รับบทพิธีกร ปูสร้างบรรยากาศส่งสู่บทสนทนา พร้อมนำผู้ฟังร่วมถามตอบข้อสงสัยด้วยพลังเต็มเปี่ยม ขณะที่เอมลงนั่งร่วมโต๊ะกับผู้เสวนาทั้งสอง ทั้งสาม ต่างมีแก้วต่างทรงบรรจุเครื่องดื่มต่างชนิดกันคนละใบ ชักนำบทสนทนาไปตามคำตอบและคำถามที่เกิดขึ้นตรงหน้า ขับเน้นบรรยากาศ สลับยกแก้วขึ้นจิบดื่มไปพร้อมบรรดาผู้ฟัง ที่เคลิ้มไปกับมวลอารมณ์ของงานวันนั้นเคล้ารสแอลกอฮอล์

คนร่วมงานอาจเห็นความกลมกล่อมของผู้พูดทั้งสองซึ่งชำนาญในหัวข้อ เราเห็นด้วยว่าเป็น ‘คู่’ สนทนาที่คัดสรรมาอย่างดี ชักนำบทสนทนาและพาสารไปถึงที่หมายได้อย่างงดงาม แต่ความงามในค่ำนั้นคงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดความลงตัวของคนทำงานอีกคู่หนึ่ง คือ 2 ผู้ก่อตั้ง almost sober ที่ร้อยเรียงประสบการณ์ทั้งยังร่วมกันสร้างบรรยากาศ ก่อน ระหว่าง และหลังบทสนทนาจบลง ชนิดที่รู้ว่าคิดวางแผนมาอย่างดี 

เอม: “เราเป็น experience as a whole เราไม่ได้สร้างแค่บทสนทนา เราออกแบบประสบการณ์ทั้งหมด เครื่องดื่ม แล้วก็ดีเจหลังจบงาน เขามานั่งฟัง แล้วก็มิกซ์เพลงสดๆ ตามบรรยากาศคืนนั้นเลย อย่างงานครั้งแรกเป็นเรื่องมังงะ เขาก็ทำคนฟังร้องเพลงวันพีซในบาร์กลางทองหล่อกันทั้งร้าน (หัวเราะ)”

เอมมี่: “คุณมาที่นี่จะไม่ได้เจอบาร์แบบปกติ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของบาร์ แล้วก็ไม่ใช่เลกเชอร์ มันคือล้อมวงนั่งคุย มีคนมาให้ความรู้จุดประกายไอเดียแล้วก็คุยต่อ เราคิดถึงประสบการณ์ผู้มาร่วมฟังตั้งแต่ก่อนเขาจะมาถึง ให้เขารู้ว่ามาเจอเราแล้วจะได้สัมผัสอะไร มีเครื่องดื่มพิเศษ อธิบายเรื่องการเดินทาง ที่จอดรถ กินข้าว เป็นห่วงยันจะไปกินข้าวที่ไหน ส่งเมนูอาหารให้ดูด้วย

เสร็จแล้วเราก็ดูแลประสบการณ์ทั้งหมดต่อ ตั้งแต่ออกจากลิฟต์ ก้าวเข้ามาจะเจออะไรบ้าง จุดลงทะเบียน เข้ามาในบาร์เจอแสงสี มู้ดเพลงต่างๆ จนถึงช่วงที่เริ่มคุยบนเวที ดูบรรยากาศระหว่างคุย คุยจบมีดีเจเป็นบริการหลังการขาย”

เราได้เห็นข้อยืนยันความตั้งใจนี้กับตา คือระหว่างการสนทนาของคืนนั้นดำเนินไป เอมที่ร่วมโต๊ะก็ดูคุยแบบเป็นตัวเองเต็มที่ แต่ที่จริงเอมมี่ซึ่งผลัดลงมาอยู่นอกเวทีจะคอยเดินสัมผัสบรรยากาศจุดต่างๆ ทั่วร้าน และสื่อสารกับเอมที่ใส่หูฟังไปด้วย เพื่อให้คนบนเวทีรู้ และปรับทิศทางการคุยไปตามอารมณ์คนฟังได้ทันท่วงที

แค่กึ่มๆ – ใกล้สร่างแล้ว

almost sober จัดงานมาแล้ว 2 ครั้ง (เอมใช้คำว่า 1.9 ในวันที่คุยกัน) เสียงตอบรับล้นหลาม แขกเหรื่อมาร่วมงานกันคับคั่ง แน่นอนทั้งสองไม่ได้คิดให้สิ่งนี้เป็นผลงานชั่วคราว แต่บอกว่ามีแผนอนาคตต่อยอดอีกเป็น 10 หัวข้อ รวมถึงแตกหน่อวิธีการให้หลากหลาย เพื่อเข้าถึงทั้งคนฟังและคนพูดหลากหลายกลุ่มเพื่อให้คลับมีที่ทางระยะยาว เช่น การจัดงานฉบับกลางวัน แทนที่จะเป็นน้ำเมาก็เป็นชา กาแฟ จิบกรุ่นๆ เคล้าบทสนทนา ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตตอนเช้ามากกว่า

“เราไม่อยากยึดติดว่าจะใช้รูปแบบนี้ วิธีนี้ตลอดไป เราคิดว่าหาไอเดียที่เสนอแล้วปิ๊งกันทั้งคู่น่าจะดีที่สุด และเราพร้อมจะปรับเพื่อให้ตรงกับทิศทางที่เราอยากมุ่งไป”

จริงอยู่ว่า almost sober เกิดจากความตั้งใจขยายแบรนด์ในธุรกิจเดิม แต่ 2 ผู้ก่อตั้งก็หวังว่าเนื้องานที่ยังอยากทำต่อจะสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือเปิดมุมมอง เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ขยับขยายออกไปได้บ้าง

“ถ้าพูดในมุมธุรกิจ ต้องไม่อยากให้มีใครทำเหมือนเรา แต่เอมมี่กับพี่เอมไม่ได้รู้สึกแบบนั้น สมมติเราเป็นทูตกลุ่มแรก เป็นสะพานที่ทำให้คนได้เข้าใจสิ่งนี้ แล้วมันเกิดขึ้นเยอะๆ แปลว่าประสบการณ์ที่เราอยากให้คนมาลองสัมผัสมันสำเร็จแล้ว เพราะถ้าอยู่ได้ในมุมธุรกิจแต่ไม่เหลือจิตวิญญาณของคนทำ ก็ไม่ใช่ภาพที่เราอยากเห็น”

และไม่ใช่แค่ในฐานะกลุ่มก้อนปัจเจก แต่เอมเองก็อยากให้วงสนทนาในบาร์เป็นตัวแทนพื้นที่ทางความคิดของผู้คน ในเมืองที่อาจไม่ได้เอื้อให้เราขยับตัวไปในทิศทางที่หวังได้ตลอดเวลา

“บาร์ก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่กลางในตัวมันเองอยู่แล้ว ผมว่าสิ่งที่ไทยขาดอาจไม่ใช่พื้นที่เชิงกายภาพ แต่เป็นการให้คนใช้พื้นที่นั้นทำเรื่องที่สนใจ เราแก้ผังเมืองเอื้อให้คนมีพื้นที่สาธารณะมากขึ้นได้ยากในตอนนี้ แต่อย่างน้อยเราเปลี่ยนให้พื้นที่เดิมใช้งานหลากหลายขึ้นได้ ซึ่งสิ่งนี้ (almost sober) ก็อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีเปลี่ยนแหละ ผมเลยอยากทำให้มันเกิดขึ้น อยากเป็นส่วนหนึ่งในคลื่นแถวใหม่ อยากเดินสะดุด เซล้มไปทางไหนก็เจอแต่บาร์แลกเปลี่ยนความรู้เต็มไปหมด”

ดื่มบทสนทนาของค่ำคืนไปครู่ใหญ่ เรานึกขยายประเด็นออกไปหลากหลายจนเวลาผ่านไปแบบไม่รู้ตัว คงเหมือนความตั้งใจของคลับนี้กระมัง ต้องกึ่มความคิดสักหน่อย ถึงจะลื่นไหล และต่อยอดได้ไกลขึ้น สมดังความหวังที่เอมมี่และเอมฝากทิ้งไว้ก่อนจากกัน

“แค่ 1 คนที่มาฟังแล้วเขารีเฟลกต์อะไรบางอย่างกลับไปกับชีวิตเขา หรือเขาได้เพื่อนดีๆ กลับไป 1 คน เราว่าจริงๆ มันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ทำแล้ว”

อ้างอิง

เมื่อนิยาม “ชีวิตดี…ทุกวัน’ ถูกถ่ายทอดโดย “ลูกบ้าน” ที่อยู่อาศัยจริง แสนสิริ เปลี่ยนการเล่าเรื่องด้วยแบรนด์ สู่แคมเปญวิดีโอที่มาจากชีวิตจริงของลูกบ้าน

เปิดหน้าฟีดโซเชียลมีเดียยุคนี้ ใครๆ ก็พูดถึงแต่ความสวยงามของดีไซน์บ้าน แต่สำหรับ ‘แสนสิริ’ ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี กับโครงการคุณภาพกว่า 500 โครงการ สิ่งที่เป็นมาตรฐานสำคัญที่สุดกลับไม่ใช่แค่อิฐหินปูนทราย แต่คือ ‘ความสุขของลูกบ้าน’

หากย้อนกลับไปในปี 2568 แสนสิริได้นำเสนอแคมเปญใหญ่ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของตัวเองในรูปแบบ Cinematic โทนขาว-ดำอันทรงพลัง เพื่อสื่อถึงความตั้งใจในการสร้างบ้านที่มอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนได้ แต่มาในปี 2569 นี้ แสนสิริยกระดับแนวคิด “Every day…Life is Good ทุกวัน…ชีวิตดี” ไปอีกขั้นสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเปลี่ยนจาก ‘การเล่าเรื่องโดยแบรนด์’ มาเป็นการให้ ‘ลูกบ้าน’ เล่าเรื่องจากประสบการณ์ที่ชื่นชม และถ่ายทอดเรื่องราวการอยู่อาศัยที่ดีในโครงการของแสนสิริ รวมทั้งการดูแลจากทีมงาน’ ผ่านวิดีโอแคมเปญล่าสุดที่สร้างขึ้นจากเรื่องจริงในรั้วคอมมูนิตี้ โดยเชื่อว่า “ทุกวัน…ชีวิตดี” ในทุกมิติ คือ รากฐานที่แข็งแกร่งจากหัวใจของแสนสิริ

นิยามของ ‘ชีวิตดี…ทุกวัน’ ในแบบของแสนสิริจึงไม่ได้เป็นเพียงปรัชญาที่สวยงามหรือคำโฆษณาเท่ๆ แต่คือความจริงที่เกิดขึ้นผ่านความมุ่งมั่นในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งจากหัวใจขององค์กร โดยแสนสิริได้เดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งใน 3 มิติหลักเพื่อส่งมอบความสุขให้เกิดขึ้นได้จริงในทุกวัน

  • Good Neighborhood and Service: รากฐานของสังคมที่อบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรือเพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือกัน พร้อมการดูแลด้วยหัวใจจากทีมงาน
  • Good Common Space and Property Management: การบริหารจัดการพื้นที่ส่วนกลางและทรัพยากรด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพ เพื่อให้ทุกพื้นที่ใช้งานได้จริงและยั่งยืน
  • Good Community and Activity: พื้นที่และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่คอยเชื่อมโยงผู้คนและการใช้ชีวิตเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
    ทั้ง 3 องค์ประกอบนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่หลอมรวมเป็นนิยามของชีวิตสมบูรณ์แบบที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ลูกบ้านได้มี “ชีวิตดี…ในทุกๆ วัน” ข้อความนี้ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็น “ความจริง” ผ่านวิดีโอ 3 เรื่อง The true story of Every day…Life is Good “CAT – VEGGIE – BOO!” จากแรงบันดาลใจของลูกบ้าน ที่สะท้อนว่าระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่นี่ซัพพอร์ตความสุขในทุกมิติ จนกลายเป็นต้นแบบของสังคมแห่งความสุขที่ทุกคนสัมผัสได้จริง
  • THE CAT OF T77 แมวหนึ่งตัวหายไป แต่หัวใจของคนทั้งคอมมูนิตี้กลับเชื่อมถึงกัน 
    เมื่อ “เจ้าคุโระ” แมวดำตัวหนึ่งจากร้านอาหารเวียดนามหายตัวไป แต่นี่ไม่ได้จบลงที่ความกังวลของเจ้าของเพียงลำพัง เพราะพลังของเพื่อนบ้านใน T77 Community ทำให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ออกตามหาเสมือนแมวตัวนั้นเป็นสมาชิกในครอบครัวของตัวเอง นี่คือความตั้งใจของแสนสิริที่ต้องการมอบให้มากกว่าแค่ความสะดวกสบาย แต่คือ ‘ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจ’ ที่ได้อยู่ในสังคมที่มีคนแคร์กันจริงๆ  
  • FROM TABLE TO BACKYARD แปลงผักที่ไม่ใช่แค่พื้นที่ส่วนกลาง แต่กลายเป็นเรื่องของความซาบซึ้งและคำขอบคุณ
    เรื่องราวสุดซาบซึ้งของลูกบ้านผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่จะมาเก็บผักสดสะอาดจาก Sansiri Backyard เพื่อนำไปปั่นทานเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ ความทุ่มเทของทีมงานที่ใส่ใจดูแลทุกแปลงผัก ได้กลายเป็นพลังใจมหาศาล ส่งต่อคุณค่าจากสวนครัวเล็กๆ สู่การเป็นพื้นที่เยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจของลูกบ้าน ยกระดับบทบาทของแสนสิริสู่การเป็น “ผู้ดูแลคุณภาพชีวิต” (Health & Well-being) อย่างเต็มตัว
  • YOUNG AT HEART ต่างวัย แต่หัวใจผูกพันด้วยความสุขเดียวกัน
    เมื่อ ‘แก๊งเด็ก’ และ ‘แก๊งวัยเกษียณ’ ในแสนสิริ คอมมูนิตี้ มาบรรจบกันผ่านกิจกรรมวันพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลฮาโลวีนหรือปีใหม่ ภาพของคนต่างรุ่น ต่างวัย ที่มาร่วมสนุกและหัวเราะไปกับสิ่งเดียวกัน คือภาพสะท้อนของความสุขที่ไร้ช่องว่าง พื้นที่ที่แสนสิริตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้น ได้กลายเป็นจุดนัดพบสำคัญที่ช่วยคลายความเหงาให้ผู้สูงวัย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม พิสูจน์ว่าแสนสิริเข้าใจโครงสร้างสังคมไทยในแบบ Intergenerational Living และพร้อมออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนในโครงการรู้สึก ‘มีตัวตน’ และ ‘มีความหมาย’ กลายเป็นสังคมที่ดี ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในโครงการให้ลูกบ้าน

แสนสิริเชื่อว่า Every day…Life is Good ไม่ใช่แค่ปรัชญา แต่คือแนวคิดที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอ และสะท้อนออกมาสู่การลงมือทำในทุกรายละเอียด แสนสิริจึงไม่ได้สร้างเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่สร้างคอมมูนิตี้ที่เป็นสังคมคุณภาพในแบบของแสนสิริ ซึ่งสั่งสมมาอย่างยาวนาน รวมถึงการดูแลโครงการและสภาพแวดล้อม เพื่อให้ลูกบ้านมีชีวิตที่ดี ในทุกวัน 

รับชมเรื่องราวความประทับใจจาก 3 เรื่องจริงของลูกบ้านแสนสิริ

ได้แล้ววันนี้ที่ https://siri.ly/06SxQO5  หรือ ทุกช่องทางของ Sansiri PLC

BioActive+ ฉลองครบรอบ 1 ปี ลุยพัฒนานวัตกรรม ‘สีธรรมชาติ’ ในผลิตภัณฑ์เสริมเพื่อสุขภาพ

รู้ตัวอีกที ‘BioActive+’ แบรนด์ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามระดับพรีเมียมจากนิวซีแลนด์ ที่ก่อตั้งโดย เมย์–ดร.วาสนา อินทะแสง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จำกัด และนักแสดงหนุ่ม จี๋–สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร ก็ได้ฉลองครบรอบ 1 ปี ที่ได้เปิดให้บริหารในไทย 

ด้วยวาระสำคัญที่ว่านี้เอง ล่าสุด BioActive+ ได้ประกาศข่าวครั้งสำคัญ คือการประกาศลงนามความร่วมมือกับ EXBERRY® ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสีจากธรรมชาติระดับโลกจากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อร่วมพัฒนาแนวทางการใช้ ‘สีจากธรรมชาติ’ ในผลิตภัณฑ์สุขภาพของ BioActive+ อย่างเป็นทางการ 

โดยเฉดสีแรกที่เกิดจากการพัฒนาร่วมกันของทั้งสองแบรนด์มีชื่อว่า ‘Purple Plum’ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์ Concentrated Liquid Collagen ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ล็อตการผลิตวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และเลขที่ล็อต 2605043048 เป็นต้นไป โดยเฉดสีดังกล่าวพัฒนาจากสารสกัดธรรมชาติ 100% จากแบล็กแคร์รอตกับบลูเบอร์รีซึ่งผ่านเทคโนโลยีการสกัดสีจากธรรมชาติของ EXBERRY® เพื่อช่วยเพิ่มความคงตัวของสี มอบโทนสีที่ดูสดใสเป็นธรรมชาติ และช่วยลดปัญหาการเปลี่ยนสีในผลิตภัณฑ์ประเภทลิควิดเข้มข้น

ทั้งนี้ การปรับเฉดสีใหม่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพ ความปลอดภัย หรือประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ และได้ผ่านการทดสอบด้าน stability ตามมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว

นอกจากการพัฒนาเฉดสีใหม่ ในอนาคต BioActive+ และ EXBERRY® ยังวางแผนร่วมกันเฟ้นหาวัตถุดิบใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนานวัตกรรมสีจากธรรมชาติสำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ BioActive+ ในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้าน natural color innovation 

ขณะเดียวกัน BioActive+ ยังเตรียมติดสัญลักษณ์ 100% Natural Colour บนผลิตภัณฑ์ที่ใช้สีจากธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน และสะท้อนถึงแนวทางของแบรนด์ในการเลือกใช้นวัตกรรมจากธรรมชาติอย่างจริงจัง

จากมาสก์ดำยอดฮิต สู่ธุรกิจพันล้าน เบื้องหลัง Her Hyness คลีนบิวตี้เพื่อผิวแพ้ง่าย

ในโลกของธุรกิจความงามที่เต็มไปด้วยแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน หลายแบรนด์แข่งขันกันด้วยส่วนผสมใหม่ล่าสุด เทรนด์ความงามที่กำลังมาแรง หรือแพ็กเกจจิ้งที่ดึงดูดสายตาผู้บริโภค แต่สำหรับ Her Hyness จุดเริ่มต้นของแบรนด์กลับไม่ได้เกิดจากคำถามว่า ‘จะขายอะไร’ หากเกิดจากความเชื่อที่ว่า ‘คนผิวแพ้ง่ายควรมีทางเลือกที่เสริมให้ผิวแข็งแรงอย่างยั่งยืน’

เพราะในวันที่ใครหลายคนมองว่าผิวแพ้ง่ายเป็นเพียงกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะทาง แอล–กัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ Founder and CEO Her Hyness กลับมองเห็นผู้คนจำนวนมากที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกันกับเธอ ปัญหาของคนที่ผิวอ่อนแอ แพ้ง่าย ต้องเลือกใช้สกินแคร์อย่างระมัดระวัง

ยิ่งเมื่อได้ทำงานอยู่ในบริษัทความงามระดับโลกมายาวนาน เธอยิ่งเชื่อว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์ แต่ถูกกำหนดด้วยมาตรฐาน การวิจัย และความตั้งใจในการพัฒนาสินค้า เพื่อให้คนไทยเชื่อมั่นว่าแบรนด์ไทยก็สามารถสร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลกได้เช่นกัน

Her Hyness จึงเริ่มต้นด้วยความตั้งใจเล็กๆ ในการทำสกินแคร์สำหรับคนผิวแพ้ง่าย สู่วันนี้ที่มียอดขายระดับพันล้านบาท และยืนอยู่ในตลาด Red Ocean มาได้นานถึง 10 ปี อะไรที่ทำให้แบรนด์เติบโตและแตกต่างจากแบรนด์อื่นในท้องตลาด ตามมาหาคำตอบได้ผ่านคอลัมน์ Brand Belief ในครั้งนี้กันได้เลย

จาก Global Beauty Company สู่วันที่อยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง

ก่อนจะเป็นผู้ก่อตั้ง Her Hyness แอลกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ คร่ำหวอดอยู่ในบริษัทความงามระดับโลกมานานหลายปี ตั้งแต่ที่แรกคือ L’Oreal Group ที่สิงคโปร์ ก่อนจะกลับมาไทยไปเป็น Marketing Manager ของ Biotherm หลังจากนั้นได้ขึ้นมาเป็น Head of Marketing ของ Lancôme เมืองไทย ก่อนจะไปเป็น Senior Head of Marketing ของ MAC Cosmetics บริษัท Estee Lauder Companies ที่ประเทศจีน

“การที่เราได้ไปอยู่บริษัท global brand ได้ไปดูตลาดทั้งสิงคโปร์ ไทย และจีน ทําให้เราอยากสร้างแบรนด์ของคนไทยที่มี global standard หรือมาตรฐานระดับโลก เราตั้งใจทำแบรนด์ที่ตอบ pain point ของตัวเอง และเชื่อว่าหลายๆ คนก็มี pain point เดียวกัน คือมีผิวที่อ่อนแอ แพ้ง่าย ไม่แข็งแรง สำหรับเราแล้วอยากเห็นทุกคนมีผิวที่สวย โดยไม่เกิดผลข้างเคียง ซึ่งความเชื่อในการสร้างแบรนด์ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นจุดยืนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”

แอลเล่าให้เราฟังพร้อมเปิดรูปปัญหาผิวเมื่อก่อนให้ดู ว่าเธอไม่ใช่คนผิวดีตั้งแต่เด็ก และมีปัญหาผิวทั้งแพ้ง่าย เป็นผดผื่น และอยากมีผิวขาวเหมือนคนอื่นๆ จนต้องไปหาหมอผิวหนังมาตลอด ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้มีหัตถการที่ทันสมัยเหมือนตอนนี้ เธอจึงได้ใช้ AHA Treatment เป็นกรดแบบเข้มข้นมากๆ ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้หน้าใสขึ้น แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ทำให้หน้าแดงขึ้น

“เรียกว่ามันทำให้ผิวชั้นนอกหลุดเลยดีกว่า หลังจากนั้นเราต้องอยู่บ้านจนผิวกลับขึ้นมาใหม่ แต่ว่าผิวที่มันกลับขึ้นมาก็ค่อนข้างบาง ทำให้ผิวตรงแก้มเห็นเส้นเลือดเลย พอโดนแดด โดนเหงื่อก็จะแสบยิบๆ เป็นผดผื่นขึ้นง่าย ตอนนั้นอยู่ได้ด้วยสเตียรอยด์ ต้องกินยาแก้แพ้ทุกวัน

“เหตุการณ์นั้นเป็นจุดที่ทำให้เราคิดว่าไม่ได้อยากจะขาวแล้ว เราแค่อยากมีผิวที่แข็งแรง อยากมีผิวที่สวยที่สุดในแบบของเรา โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ นับตั้งแต่ที่มาทำ Her Hyness เราก็ใช้สินค้าของตัวเองทุกชิ้น ไม่ต้องกลับไปทายา กินยาแก้แพ้ และไม่มีสเตียรอยด์บนหน้าอีกเลย”

เมื่อความสวยไม่ควรแลกมาด้วยการทำร้ายผิว

Her Hyness นิยามตัวเองว่าเป็นแบรนด์ Clinically-Proven Clean Beauty ในพาร์ตของ Clean Beauty คือไม่มีสารเคมีอันตราย ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคือง คำว่า Clinically Proven คือการเลือกส่วนประกอบที่มีผลทดสอบทางคลินิก ใส่ส่วนผสมในประมาณที่มีประสิทธิภาพ และมีผลการทดสอบว่าได้ผลจริง

“ความตั้งใจของ Her Hyness คือเป็นแบรนด์คลีนบิวตี้ที่อ่อนโยน ใช้แล้วได้ผล เพื่อให้ทุกคนมีผิวสวยอย่างยั่งยืน”

แอลย้ำประโยคนี้กับเรา และยังเล่าอีกว่าสินค้าต่างๆ ของแบรนด์ต้องอยู่ภายใต้ 3 value นี้คือเรื่องของ authenticity หรือความจริงใจ เรื่องของ smart and effectiveness หรือประสิทธิภาพ และเรื่องของ optimistic and empowerment หรือการช่วยให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีความมั่นใจ ใช้ชีวิตได้อย่างไม่จำกัด 

“สมมติว่าให้ Her Hyness เป็นคนสักคนหนึ่ง คิดว่าเป็นผู้หญิงที่จริงใจ เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าคิดกล้าทำ ส่วนบุคลิกของลูกค้า ถึงแม้เราไม่ได้เจอกับทุกคน แต่คิดว่าน่าจะเป็นคนที่ฉลาดเลือก และรู้ว่าสิ่งที่เขาเลือกใช้ให้ value ที่ดีกลับมา”

เมื่อการออกสินค้าไม่ใช่แค่วิ่งตามเทรนด์ แต่คือการรู้จักจุดยืนของตัวเอง

หนึ่งในความท้าทายของธุรกิจความงาม คือการอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีเทรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน วันนี้อาจเป็น skin barrier หรืออาจเสริมเกราะป้องกันผิว พรุ่งนี้อาจเป็นเรื่อง glass skin หรือการมีผิวที่เรียบเนียน สำหรับหลายแบรนด์การออกสินค้าให้ทันเทรนด์อาจเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างยอดขาย แต่สำหรับ Her Hyness กลับเลือกเริ่มจากคำถามว่า ‘ปัญหาของผู้บริโภคคืออะไร’ โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวแพ้ง่ายที่เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์มาตั้งแต่วันแรก

“สินค้าตัวแรกๆ ที่เราทำออกมาเบสิกมาก คือน้ำตบ เซรั่ม ครีมแค่นั้นเลย เพราะเวลาคนมีปัญหาผิว ต้องการใช้สกินแคร์ให้น้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้มีผิวที่แข็งแรง”

หากพูดถึง Her Hyness สินค้าที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นมาสก์ชีตสีดำ สินค้าที่กลายเป็น hero product ของแบรนด์ และกลายเป็นเจ้าตลาดมาส์กชีต ที่ทำยอดขายได้อันดับ 1 ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี 

“เมื่อก่อนเราใช้มาสก์แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นผล แถมมันไม่ค่อยเกาะหน้า พอขยับหน้าทีหนึ่งก็จะชอบมีเซรั่มมาหยดติ๋งๆ เลอะไปหมด แล้วเราเป็นคนที่มีแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ไม่ชอบอยู่เฉยๆ ถ้าจะต้องเสียเวลามาสก์หน้าก็ต้องได้รับประโยชน์อะไรบางอย่าง

“เราเป็นผู้บุกเบิกการทำเทคโนโลยีแผ่นมาส์กที่ไม่เหมือนใคร มาสก์เราผสานถ่าน Premium Binchotan แล้วก็มี Nano Platinum อยู่ในนั้น ซึ่งเราถือเป็นเจ้าแรกเลยที่เริ่มทำแผ่นมาสก์แบบนี้ ซึ่งตัวถ่าน Premium Binchotan มีคุณสมบัติช่วยดูดสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก แม้กระทั่ง PM 2.5 และยังปล่อยประจุลบเข้าไปรีเฟรชผิวได้ ส่วน Nano Platinum ช่วยในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ แผ่นมาสก์บางแนบหน้ามาก มาสก์แล้วรู้สึกนุ่มสบาย กระชับพอดีหน้า ไม่ใช่ขาดง่าย เราลองเอาไปมาสก์ตอนขับรถและเล่นโยคะก็ยังไม่หลุดเลย”

แอลเปรียบเทียบให้เราเห็นภาพว่าเหมือนเวลาเราไปอยู่ท่ามกล่างธรรมชาติ จะรู้สึกว่าผิวเราสดชื่น ต่างจากเวลาเดินอยู่ใจกลางเมือง พอส่องกระจกดูจะรู้สึกว่าหน้าเราหมอง นั่นก็เพราะว่ามันมีมลพิษเยอะ ไม่เหมือนตามธรรมชาติหรือตามชายหาดที่จะมีประจุลบ ช่วยเติมออกซิเจนเข้าไปให้ผิว นี่คือสาเหตุที่ทำไมคนที่ใช้มาสก์ของ Her Hyness รู้สึกว่าหลังใช้แล้วมีผิวหน้าโกลว์ใส ซึ่งถือเป็นจุดขายที่ไม่ซ้ำใครของมาสก์ Her Hyness ก็ว่าได้

“เรามีการต่อยอดมาสก์ดำ ออกมาเป็นโทนเนอร์แพดด้วย สินค้าตัวนี้เกิดจากเสียงของลูกค้าที่ไม่มีเวลามาส์กหน้านานๆ เพราะมาสก์เราต้องใช้เวลามาสก์ 30-40 นาทีเลย โทนเนอร์แพดเลยเข้ามาตอบโจทย์คนที่มีเวลาน้อยหรืออยากเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าแค่ 10-15 นาที เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ต้องการสินค้าที่จะตอบโจทย์ลูกค้าผิวแพ้ง่าย แต่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันด้วย 

“ล่าสุดเราเพิ่งเปิดตัวมาสก์ใหม่ ชื่อ โคโค่มาส์ก ซึ่งเป็นมาสก์แรกในตลาดที่ช่วยลิฟต์ผิวได้ทันทีหลังมาสก์ และมีเทคโนโลยีแผ่นที่บางกว่าแผ่นไฮโดรเจล 200 เท่า เพื่อให้แนบสนิทผิวได้ 100%”

เมื่อสกินแคร์ไม่ได้ขายแค่ประสิทธิภาพ แต่ขายความรู้สึกร่วมด้วย

สินค้าฮิตอีกอย่างของ Her Hyness คือครีมกันแดด ที่เกิดจาก pain point ของแอลและคิดว่าหลายๆ คนน่าจะเจอปัญหาเดียวกัน อย่างการไม่ชอบทาครีมกันแดด เพราะรู้สึกว่าเหนอะหนะหน้า โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้ทาสเตปเดียวแล้วจบ บางคนอาจจะทาน้ำตบ เซรั่ม ครีม และไพร์เมอร์ก่อนจะแต่งหน้า แม้แต่เธอที่อยู่วงการบิวตี้มานานยังไม่ชอบการทาครีมกันแดด

“เราเลยทำครีมกันแดดสูตรแรกออกมาเพื่อคนที่เกลียดการทาครีมกันแดด เป็นสูตรเนื้อน้ำที่เบามากๆ ทาแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้ทา และไม่กวนเมกอัพ สามารถแต่งหน้าต่อได้ รวมถึงผ่านการทดสอบบนผิวคนว่ากันแดดได้จริง ซึ่งเราถือเป็นแบรนด์ไทยเจ้าแรกๆ ที่ทำกันแดดเนื้อบางเบา ทำให้คนหันมาใช้กันแดดมากขึ้น”

นอกจากกันแดดของ Her Hyness จะตอบโจทย์เรื่องความรู้สึกในขณะใช้แล้ว สินค้าตัวนี้ที่อ่อนโยน ปราศจากสารเคมีอันตราย เด็ก 3 ขวบขึ้นไปสามารถใช้ได้ ยังได้มีการไปคอลแล็บกับดิสนีย์ออกกันแดดรุ่นลิมิเต็ด Disney Frozen Collection

“การคอลแล็บกับ Disney Frozen ตรงกับ value ของเราในเรื่อง optimistic และ empowerment ที่เราอยากให้คนใช้ Her Hyness มีความสุขกับชีวิตให้มากที่สุด เหมือนเวลาเราพูดถึงดิสนีย์ คนก็จะรู้สึกถึงความสุขเช่นกัน การคอลแล็บในครั้งนี้ทำให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ รู้จักแบรนด์เราเพิ่มขึ้นด้วย”

แบรนด์ที่อยู่ได้ด้วยคุณภาพ แม้เติบโตช้าแต่มั่นคง

หลังจากที่เราถามแอลว่าความยากหรืออุปสรรคในการทำแบรนด​์สกินแคร์คืออะไร เธอตอบแทบจะทันทีว่าเป็นธุรกิจ Red Ocean ที่เริ่มต้นทำง่าย แต่โตได้แบบยั่งยืนยาก เป็นธุรกิจที่คนข้างนอกมองแล้วคิดว่าสวยงาม แต่จริงๆ แล้วเหนื่อยมากๆ แบรนด์ที่จะอยู่รอดได้ยาวๆ กลับมีไม่มากนัก

“เราเริ่ม Her Hyness มาตั้งแต่ปี 2016 ช่วงแรกเราเอาสินค้าไปขายใน EVEANDBOY ไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย กว่าจะบูมขึ้นมาได้ใช้เวลาถึง 4 ปี เป็นที่รู้จักในฐานะสินค้าที่มีคุณภาพ พอคนใช้แล้วชอบ ใช้แล้วเห็นผล เขาก็บอกต่อกันไปเรื่อยๆ เราไม่ได้รีบเร่งอะไรมากตอนแรก อยากให้เติบโตไปอย่างยั่งยืนมากกว่า”

เมื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก แอลถึงเริ่มทำการตลาดทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ มีการเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ แต่ต้องเป็นคนที่ใช้แล้วชอบสินค้าของแบรนด์จริงๆ เพราะจะพูดถึงแบรนด์ได้อย่างจริงใจ รวมถึงเพิ่งเปิดตัว brand ambassador คนแรกไปไม่นานนี้คือ หลิงหลิง–ศิริลักษณ์ คอง เพราะตรงกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เป็นคนจริงใจ ฉลาด และมีความสุขกับชีวิต นอกจากนี้เธอยังใช้กันแดดของ Her Hyness อยู่แล้ว ทำให้แอลรู้สึกว่าคนที่ใช้สินค้าจริงนี่แหละ เหมาะกับการเป็น brand ambassador ของแบรนด์

“ในตอนที่เรายังอยู่ global company ยุคนั้นคนไม่นิยมใช้แบรนด์ไทยเท่าไหร่ ส่วนมากเลือกไปใช้แบรนด์นอกอย่างญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป แต่เราดีใจที่ทุกวันนี้แบรนด์ไทยหลายแบรนด์ทำได้ดีมาก ช่วยยกคุณภาพของแบรนด์ไทย ทำให้คนมองเห็น value ในแบรนด์ไทย แล้วก็หันมาใช้แบรนด์ไทยเยอะขึ้น

แน่นอนว่าตอนนี้ T-Beauty เรายังสู้ K-Beauty ไม่ได้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ ถ้าหลายๆ คนลุกขึ้นมาช่วยกันยกระดับ T-Beauty ได้มากขึ้น ขนาดเรายังเห็นว่าคนไทยเปิดใจ และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็หันมาใช้ของไทยกันแล้ว อย่าง Her Hyness ก็มีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติที่มาไทยแล้วซื้อของเรากลับไปใช้ เขามาฟีดแบ็กว่าใช้แล้วผิวดีขึ้น ต้องกลับมาสั่งของเราให้ส่งไปที่ต่างประเทศ พอได้ยินแบบนี้เราก็ดีใจ”

เมื่อเธอพูดถึงลูกค้าชาวต่างชาติก็ทำให้เราอดที่จะถามไม่ได้ว่า Her Hyness มีเป้าหมายอยากไปบุกตลาดโลกบ้างหรือไม่ แอลตอบว่าตัวเธอเองยังโฟกัสที่ตลาดในประเทศอยู่ และรู้สึกว่าตลาดในไทยเธอยังไปไม่สุด ทั้งยังมีช่องว่างให้ไปเจาะตลาดอยู่ด้วย แต่การโกอินเตอร์ก็อยู่ในแผนอนาคตเช่นกัน

และในวันนี้ที่ Her Hyness เดินทางเข้ามาสู่ปีที่ 10 และมียอดขายระดับพันล้านเป็นที่เรียบร้อย เป้าหมายต่อไปคืออยากมียอดขายทะลุ 2,000 ล้าน พร้อมย้ำอีกว่าเธอไม่ได้อยากแข่งกับใครหรืออยากโตไปมากกว่าใคร แต่อยากชนะใจตัวเองและแข่งกับตัวเองเท่านั้นพอ เพราะอยากเห็นแบรนด์ไทยอย่าง Her Hyness เติบโตไปในฐานะแบรนด์ที่มีมาตรฐานระดับโลกต่อไป

Bangkok World Music Day 2026 เทศกาลดนตรีใจกลางกรุงเทพฯ พบศิลปินนานาชาติกว่า 30 ราย 5 เวทีตั้งแต่บ่ายสองยันเที่ยงคืน

ใครที่หลงรักเสียงดนตรีและสนใจความหลากหลาย สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ร่วมกับ วัน แบงค็อก สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ และ Live Promotions จัดงานเทศกาลดนตรีกรุงเทพ ’69 หรือ Bangkok World Music Day 2026 งานแสดงดนตรีและวัฒนธรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล Fête de la musique อันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เวลา 14:00 น. ถึงเที่ยงคืน 

กรุงเทพฯ จะกลายเป็นเวทีดนตรีกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่เฉลิมฉลองความหลากหลายทางศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเทศกาลดังกล่าวเปิดให้ทุกคนเข้าร่วมฟรี ต่อยอดจากความสำเร็จของปีที่ผ่านมาซึ่งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 7,000 คน เทศกาลดนตรีกรุงเทพได้กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญในกรุงเทพฯ และได้รับความสนใจจากผู้ชมที่หลากหลายและกว้างขวาง

สำหรับเทศกาลปีนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับไลน์อัพที่มากกว่าเดิม และโปรแกรมดนตรีต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง โดยมีศิลปินไทย ฝรั่งเศส และนานาชาติรวมกันกว่า 30 ราย ทั้งการแสดงสดและดีเจที่จะจัดขึ้นบน 5 เวทีทั่วพื้นที่ วัน แบงค็อก และสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ โดยเทศกาลนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ของดนตรีในเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งผู้ชมสามารถเลือกชมจากเวทีหนึ่งไปอีกเวทีหนึ่งได้อย่างอิสระ เพื่อเข้าถึงบรรยากาศและโลกทางดนตรีที่หลากหลาย

เทศกาลดนตรีกรุงเทพสะท้อนถึงจิตวิญญาณและความหลากหลายทางดนตรี สอดคล้องกับความเป็นเมืองสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ป๊อป หมอลำ ฮิปฮอป แจ๊ส เทคโน รวมถึงการแสดงโว้กกิ้ง แต่ละเวทีจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดความหลากหลายและความเข้มข้นของการแสดงออกทางศิลปะร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน

งานนี้เปิดให้เข้าชมฟรีและเหมาะสำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม ทุกวัย ทั้งผู้ชมชาวไทยและต่างชาติ นอกจากการแสดงดนตรีแล้ว ผู้เข้าร่วมยังสามารถเพลิดเพลินกับตลาดที่รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าสุดฮิป กิจกรรมแบบให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม และการแสดงดนตรีเปิดหมวก (Bangkok Busking) ที่ส่งเสริมการแสดงออกทางศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติและการมีส่วนร่วมของผู้ชมอย่างเต็มที่

มรดกทางดนตรีระดับนานาชาติ

เทศกาลดนตรีกรุงเทพได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล Fête de la musique ซึ่งก่อตั้งขึ้นในประเทศฝรั่งเศสเมื่อพ.ศ. 2525 ริเริ่มโดยกระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส โครงการนี้เกิดจากข้อสังเกตว่า แม้การเล่นดนตรีจะเป็นเรื่องแพร่หลาย แต่การเข้าชมคอนเสิร์ตยังคงมีข้อจำกัด กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศสจึงมีเป้าหมายที่จะนำดนตรีออกสู่ท้องถนน และเปิดโอกาสให้ทุกคน ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ได้แสดงผลงานอย่างอิสระ

นับตั้งแต่นั้นมา Fête de la musique ได้กลายเป็นการเฉลิมฉลองระดับโลกที่จัดขึ้นในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โดยสะท้อนแนวคิดสำคัญที่มองว่าวัฒนธรรมเป็นสมบัติสาธารณะร่วมกัน ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดแนวเพลง พื้นเพ หรือระดับประสบการณ์

เทศกาลดนตรีกรุงเทพได้นำแนวคิดและจิตวิญญาณนี้มาปรับใช้กับบริบทของกรุงเทพฯ ในยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเป็นสากลสูง

ความร่วมมือทางวัฒนธรรมระยะยาว

การนำหน่วยงานทางวัฒนธรรม ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีมาร่วมมือกัน ทำให้เทศกาลดนตรีกรุงเทพ มีส่วนช่วยกระตุ้นและผลักดันแวดวงดนตรีท้องถิ่น รวมถึงเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างฝรั่งเศสและประเทศไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ความร่วมมือนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย โครงการ วัน แบงค็อก สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ และ Live Promotions ในการร่วมจัดงานประจำปีที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน และฝังรากอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

เทศกาลในปีนี้ยังเน้นย้ำความร่วมมือระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ผ่านการเชื้อเชิญศิลปินจากทั่วโลก สะท้อนถึงความตั้งใจของผู้จัดงานในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางดนตรี โดยมีศิลปินนานาชาติชื่อดัง อาทิ OJOS (ฝรั่งเศส), André Mergenthaler (ลักเซมเบิร์ก), Claudio Filippini (อิตาลี), JJ Paulo (เดนมาร์ก), Olympe4000 (ฝรั่งเศส) และดีเจรับเชิญจากประเทศเยอรมนี เพื่อสร้างสะพานเชื่อมวัฒนธรรมทางดนตรีอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น แจ๊ส ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และเพลงร่วมสมัย โดยมีเป้าหมายในการเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนที่มีชีวิตชีวาระหว่างวงการดนตรีนานาชาติและไทย พร้อมเฉลิมฉลอง “ภาษาสากลของดนตรี” ณ พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ

เทศกาลที่มุ่งมั่นเปิดกว้างต่อความหลากหลาย

เทศกาลดนตรีกรุงเทพ ’69 จัดขึ้นในช่วงเดือนแห่งความภาคภูมิใจ หรือ Pride Month ซึ่งจะมีการให้ความสำคัญกับศิลปินและชุมชนเควียร์ผ่านโปรเจกต์และไฮไลต์พิเศษหลายรายการ โดยจะมีการจัดแสดง Ballroom สุดพิเศษร่วมกับ Vinii Revlon และ La Gaîté Lyrique ณ สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ เพื่อเฉลิมฉลองวัฒนธรรมโว้กกิ้ง และรูปแบบการแสดงออกทางศิลปะของชุมชนหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQIA+

การแสดงภายใต้ชื่อ GLITTER BALL นำโดย Vinii Revlon ตำนานแห่งวงการ และ La Gaîté Lyrique จะนำเสนอพื้นที่สนทนาทางศิลปะที่สร้างสรรค์ สนุกสนาน และเปิดกว้างระหว่างฝรั่งเศสและไทย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากกระจกและแสง อีกทั้งยังเป็นการรำลึกถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันยาวนานของทั้งสองประเทศ และเฉลิมฉลองวาระสำคัญของความสัมพันธ์ทางการทูตฝรั่งเศส-ไทย

ในวัฒนธรรม Ballroom นั้น ‘Ball’ หมายรวมถึงการแข่งขัน การแสดง และพื้นที่แห่งการเฉลิมฉลองร่วมกัน ที่ซึ่งทุกคนสามารถยืนยันตัวตน สไตล์ และความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้

ภายในงานยังมีโปรเจกต์ “Echoes of Plurality” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยร่วมกับสถาบันเกอเธ่ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี และ NON NON NON ร่วมกับการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) โครงการนี้จะเปิดโอกาสให้ดีเจหญิงรุ่นใหม่และดีเจเควียร์ เข้าร่วมเวิร์กช็อปและแลกเปลี่ยนทางศิลปะด้านดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับศิลปินนานาชาติ อาทิ ดีเจฝรั่งเศส Olympe4000 และดีเจรับเชิญจากเยอรมนี

โปรแกรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลดนตรีกรุงเทพยืนหยัดในการสนับสนุนวงการดนตรีที่เปิดกว้าง หลากหลาย และสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงดนตรีอย่างแท้จริง

มาร่วมเฉลิมฉลองให้กับความหลากหลายทางดนตรีในกรุงเทพฯ ไปด้วยกัน ในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เวลา 14:00 น.เป็นต้นไป

รายชื่อเวที และศิลปิน

  • Main Stage at One Bangkok Park (16:00-22:00 น.) : Hot Like Hell, NIXSA JINGLE, YONLAPA, OJOS (France), Salin, JPBS x DuckUnit
  • Chang Canvas (15:30-23.15 น.) : pami, JJ Paulo (Denmark), GYMV, H 3 F, Hugo, The Young Wolf, TONTRAKUL
  • The Wireless Club (14:00-00:00 น.) : Ham Tanid, Hot Club of Siam, The Hymmapan Electron Tapejam, BKK Beat Cipher, RomRom, Olympe4000 (France), NON NON NON, Special DJ from Germany
  • สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ หรือ Alliance Française Bangkok (14:00-21:45 น.) : Claudio Filippini (Italy), André Mergenthaler (Germany), Vinii Revlon (France), Cykatrix, SONS., LEPYUTIN
  • Busking Stage (14:00-16.00 น.)

จากเรื่องราวมัทฉะแม่ตุ๊ก สู่บทเรียนธุรกิจในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อความเชื่อใจ

หน้าฟีดในช่วงนี้ต่างเต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรงจากกระแสแบรนด์ Hi Matcha Girlies ของ แม่ตุ๊ก Little Monster หลังจากที่คนจดจำภาพแม่ตุ๊กในฐานะมัทฉะเลิฟเวอร์ที่ทำคลิปชงมัทฉะแทบทุกวัน และได้ไปร่วมคิดค้นเมนูมัทฉะร่วมกับ After You จนกลายเป็นไวรัล ทำให้หลายคนเฝ้ารอและคาดหวังอยากลองชิมเมนูมัทฉะจากแบรนด์ของแม่ตุ๊กบ้าง

แม่ตุ๊กจึงได้เปิดตัวสินค้าเกี่ยวกับมัทฉะ ภายใต้แบรนด์ Hi Matcha Girlies โดยมีสินค้ากลุ่มแรกคือผงมัทฉะเกรด super ceremonial 2 ตัว ได้แก่ Kyoto Uji Matcha ขนาด 30 กรัม ราคา 990 บาท และ Yame Matcha ขนาด 30 กรัม ราคา 1,280 บาท นอกจากนี้ยังมี matcha recipe box กล่องการ์ดที่รวบรวมสูตรการชงมัทฉะที่แม่ตุ๊กคิดค้นสูตรเองไว้ถึง 50 สูตร ในราคา 550 บาท

โดยเปิดให้กดสั่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนแล้ว sold out อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเกิดกระแสตามมามากมาย ทั้งมีคนนำผงมัทฉะไปรีเซล จนถึงตอนที่ลูกค้าได้ของเสียงรีวิวแตกออกเป็น 2 ฝั่ง ทั้งคนที่มองว่ารสชาติเป็นเรื่องความชอบส่วนบุคคล และคนที่มองว่าคุณภาพของมัทฉะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ประเด็นเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงดราม่าระหว่างเจ้าของแบรนด์กับผู้บริโภคเท่านั้น แต่หากมองให้ลึกกว่ากระแสที่เกิดขึ้น เรื่องราวของมัทฉะแม่ตุ๊กอาจกำลังสะท้อนบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจในยุคนี้ ที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่กำลังซื้อ ‘ความเชื่อใจ’ และยังมีอีกหลายบทเรียนที่เราจะมา Recap ให้ได้อ่านกัน

ปรากฏการณ์รีเซลที่ลุกลามแทบทุกวงการ

ประเด็นแรกเกิดขึ้นตั้งแต่เปิดให้มีการกดสั่งมัทฉะแม่ตุ๊ก แล้วมีกลุ่มคนที่กดสั่งของเพื่อนำไปรีเซล ตั้งแต่ราคากระปุกละ 1,400 ไปจนถึง 3,000 บาท หากมองในมุมธุรกิจ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเราเคยเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้วกับรองเท้าสนีกเกอร์รุ่นลิมิเต็ด, กระเป๋า Hermès, นาฬิกา Rolex หรือแม้แต่ Labubu ที่หลายคนยอมต่อคิวซื้อ ก่อนนำไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้น

แม้แต่วงการมัทฉะก็เคยเกิดการรีเซลขึ้นมาในช่วงมัทฉะขาดตลาด สอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ‘ความต้องการมากกว่าอุปทาน’ หรือ demand สูงกว่าจำนวนสินค้าที่มีอยู่ในตลาด ทำให้สินค้าที่หายากไม่ได้ถูกกำหนดราคาโดยแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยความต้องการของผู้บริโภคด้วย

ในกรณีนี้แม่ตุ๊กได้ออกมาเทคแอ็กชั่นอย่างรวดเร็ว ทั้งการแนะนำให้ลูกค้าไม่ซื้อมัทฉะในราคารีเซล และติดต่อไร่ชาที่ญี่ปุ่น พบว่าใบชา first harvest ของ Uji ล็อตเดียวกับใบชาที่นำมาทำมัทฉะก่อนหน้านี้ยังเหลืออยู่ จึงเปิดพรีออร์เดอร์ล็อตใหม่ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาเรื่องรีเซลได้อีกทางหนึ่ง

ปัญหาของธุรกิจที่คนรู้จัก ‘เจ้าของแบรนด์’ ก่อนรู้จัก ‘ตัวแบรนด์’

กระแสเริ่มถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางหลังจากผงมัทฉะส่งถึงมือลูกค้า และเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทั้งเรื่องสีของมัทฉะ ซึ่งผู้บริโภคบางส่วนมองว่ามีโทนสีเขียวอ่อนออกเหลือง แตกต่างจากภาพจำของมัทฉะเกรดพรีเมียมที่หลายคนคุ้นเคย

ขณะที่แม่ตุ๊กได้อธิบายว่าข้อมูลจากเจ้าของไร่ชาในญี่ปุ่น มัทฉะระดับ super ceremonial ไม่ได้จำเป็นต้องมีสีเขียวสดเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยเธอเลือกใช้ใบชาที่เก็บเกี่ยวครั้งแรก เพื่อให้ได้รสชาติที่นุ่มละมุนและมีความขมน้อยกว่า ซึ่งในอนาคตอาจจะมีมัทฉะที่มีสีเขียวสดมาให้ได้ลองชิมเช่นกัน

อีกประเด็นคือเรื่องรสชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ดื่มมัทฉะแบบ clear matcha หรือการชงกับน้ำเปล่า ซึ่งบางส่วนมองว่ารสชาติแตกต่างจากความคาดหวัง ขณะที่แม่ตุ๊กเคยอธิบายว่า แนวคิดในการพัฒนาสินค้าของเธออยากได้รสชาติที่ไม่ขม และสู้นม เพราะเธออยากให้เป็นผงที่ตัวเธอเองและคนรักมัทฉะลาเต้ชงดื่มได้ทุกวัน จึงมีการทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วมกับนมและน้ำมะพร้าวเป็นหลัก

ในความเป็นจริงเรื่องรสชาติเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ถึงแม้จะเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน ผู้บริโภคแต่ละคนก็อาจมีความคาดหวังหรือประสบการณ์ที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของมัทฉะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะของธุรกิจที่ผู้คนรู้จัก ‘เจ้าของแบรนด์’ ก่อนรู้จัก ‘ตัวแบรนด์’ เมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าจากความเชื่อมั่นที่มีต่อบุคคล ความคิดเห็นที่เกิดขึ้นหลังการใช้งานจึงไม่ได้สะท้อนเพียงมุมมองต่อสินค้า แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงภาพจำและความคาดหวังที่มีต่อเจ้าของแบรนด์ด้วย

ที่ผ่านมาหลายคนจดจำแม่ตุ๊กในฐานะคนที่มีสไตล์การรีวิวตรงไปตรงมา ชอบหรือไม่ชอบอะไรก็สื่อสารตามความรู้สึกจริง จนเกิดปรากฏการณ์ #กินตามแม่ตุ๊ก ที่ทำให้ผู้คนตามไปชิมอาหารตามคำแนะนำของเธอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความตรงไปตรงมานั้นก็มาจากรสนิยมและความชอบส่วนบุคคลเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่อาจตรงกับผู้บริโภคบางกลุ่ม และแตกต่างจากผู้บริโภคบางกลุ่ม

หากมองในธุรกิจก็มีหลายครั้งที่ธุรกิจเริ่มต้นมาจากความชอบหรือความเชื่อของผู้ก่อตั้ง ก่อนจะค้นพบว่ามีลูกค้าที่มี pain point หรือความต้องการใกล้เคียงกันอยู่ในตลาด

เมื่อลูกค้าไม่ได้ต้องการแบรนด์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการแบรนด์ที่แสดงความรับผิดชอบ

หากย้อนดูวิกฤตของหลากหลายแบรนด์ จะเห็นว่าหลายครั้งผู้บริโภคพร้อมเปิดโอกาสให้แบรนด์ ตราบใดที่แบรนด์ออกมาสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา รับฟังข้อกังวล และหาทางแก้ไข เพราะในโลกธุรกิจ ไม่มีแบรนด์ไหนที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกคน แต่สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังมองหา คือวิธีที่แบรนด์รับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า

ในกรณีของมัทฉะแม่ตุ๊กจะเห็นว่าแบรนด์พยายามออกมาสื่อสารและหาทางรับมือกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เรื่องการรีเซลสินค้าที่มีการเปิดพรีออร์เดอร์เพิ่มเติม ไปจนถึงการออกมาชี้แจงในประเด็นที่ผู้บริโภคตั้งคำถาม รวมถึงการประกาศว่าจะนำความคิดเห็นของลูกค้าไปใช้ในการพัฒนาสินค้าในอนาคต

นอกจากนี้แบรนด์ยังประกาศคืนเงินเต็มจำนวนให้กับลูกค้าที่ไม่พึงพอใจในสินค้าโดยไม่ต้องส่งสินค้ากลับคืน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้การตัดสินใจดังกล่าวอาจมีต้นทุนทางธุรกิจตามมาก็ตาม

บทเรียนนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ Hi Matcha Girlies เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกแบรนด์ ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถส่งเสียงได้ตลอดเวลา ทั้งการพัฒนาสูตรหรือไลน์สินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มมากขึ้น ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจแบรนด์ได้ตรงกับสิ่งที่แบรนด์ตั้งใจสื่อสาร เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคอาจซื้อสินค้าครั้งแรกจากกระแส แต่การจะอยู่กับแบรนด์ต่อไป ต้องเกิดจากความเข้าใจและความเชื่อใจที่ค่อยๆ สร้างขึ้นร่วมกัน

ที่มา

tiktok.com/@hi.matcha.girlies?_r=1&_t=ZS-9740xg8NY5C