Month: June 2026
Camper แบรนด์รองเท้าจากเกาะเล็ก และการออกแบบแสนประหลาดที่ปฏิวัติวงการกว่า 50 ปี
ช่วงนี้เวลาไถฟีดโซเชียลฯ เรามักได้เห็นคนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเด็กเจนฯ Z ที่ออกมารีวิวรองเท้าแบรนด์ Camper หลายรุ่นกันยกใหญ่ จนไปอยู่ในลิสต์ ‘รองเท้าที่ได้ไปต่อในปี 2026’
“ดูแปลก…จนกว่าจะได้ลองใส่”
ใครเคยพูดถึงดีไซน์ของรองเท้า Camper ว่าช่างดูแตกต่าง สนุกสนาน และไม่เหมือนรองเท้าแฟชั่นทั่วๆ ไป แต่พอได้ลองใส่ หลายคนกลับกลายเป็นลูกค้าประจำ เพราะความสบายและการใช้งานจริง
แต่เพราะการออกแบบที่อยู่กึ่งกลางระหว่างงานฝีมือแบบคราฟต์กับงานดีไซน์สมัยใหม่นี่แหละ ที่ทำให้ Camper โดดเด่นจนกลายเป็นรองเท้าขวัญใจของผู้สวมใส่ เพราะดึงความสนใจของสายตาผู้คนให้มองมายังสิ่งที่หุ้มข้อเท้าได้แบบไม่ต้องตะโกน
ตั้งแต่รองเท้ารุ่นแรกที่ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าของชาวไร่ชาวนา ซึ่งสะท้อนกลับไปยังชื่อแบรนด์ Camper ที่มีความหมายว่า ‘ชาวชนบท’ ในภาษาคาตาลัน มาจนถึงรุ่นที่ตั้งใจทำให้ข้าง ‘ซ้ายและขวา’ ไม่เท่ากัน และอีกหลายต่อหลายรุ่นที่ใครเห็นก็ต้องพูดว่า…
รองเท้าอะไร มันจริงๆ!
เบื้องหลังรองเท้า Camper หลายรุ่นที่คนหลายเจนฯ เลือกใส่ เริ่มต้นจากครอบครัวช่างทำรองเท้าบนเกาะในยุค 70s ที่ถูกส่งต่อมาหลายชั่วอายุคน ก่อนค่อยๆ เติบโต พัฒนาไปสู่สิ่งที่ใหญ่ขึ้นในที่สุด
งานฝีมือและมรดกของครอบครัวกลายเป็นแบรนด์รองเท้ายักษ์ใหญ่ได้ยังไง เรื่องราวการเดินทางของแนวคิด Camper น่าสนใจขนาดไหน ทำไมแบรนด์ถึงเติบโตได้โดยไม่ทิ้งตัวตน และยังขยายไปสู่ระดับโลกโดยยังรักษาอัตลักษณ์แบบท้องถิ่นไว้ได้ คอลัมน์ Biztory รอบนี้จะพาไปรู้จักพร้อมกัน
เกาะแห่งรองเท้า
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากเกาะที่ชื่อว่า มายอร์กา (Mallorca)
หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลอาจเคยได้ยินชื่อสโมสรมายอร์กาแห่งศึกลาลีกา (La Liga) สเปน หรือหากคุณชื่นชอบการท่องเที่ยว ก็อาจรู้ว่ามายอร์กาคือเกาะที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของสเปน แถมยังโดดเด่นด้วยชายหาดขาวและทะเลใส

แต่รู้ไหมว่า มายอร์กายังได้ชื่อว่าเป็น ‘เกาะแห่งรองเท้า’ อีกด้วย
มายอร์กาเป็นเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของสเปน อย่างที่เล่าว่า แม้ปัจจุบันคนมักนึกถึงเกาะนี้ในแง่ของการท่องเที่ยว แต่ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่นี่มีเศรษฐกิจอีกด้านที่สำคัญมาก นั่นคือการผลิตรองเท้า
เหตุผลนั้นมีหลายปัจจัย เริ่มตั้งแต่การที่คนมายอร์กาในอดีตต้อง ‘เดิน’ เยอะมาก ทั้งบนถนนกรวดหิน พื้นที่การเกษตร ตลาดชุมชน หรือการเดินทางระหว่างหมู่บ้าน รองเท้าของชาวเกาะจึงต้องทนทาน ซ่อมได้ สวมใส่สบาย และใช้ได้นาน
ที่สำคัญ เกาะแห่งนี้มีการเลี้ยงวัวและแกะ จึงทำให้เข้าถึงวัสดุหนังสัตว์ได้ ขณะที่การอยู่บนเกาะทำให้ชุมชนต้องพึ่งพาการผลิตของตัวเองมานาน มีทั้งวัฒนธรรมการผลิตแบบครอบครัว โรงงานขนาดเล็ก และช่างทำรองเท้าท้องถิ่นจำนวนมาก
นั่นทำให้วัฒนธรรมรองเท้าของเกาะมายอร์กา ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการผลิตสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ อันเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชาวเกาะ
และเมืองที่เป็นเสมือนศูนย์กลางของอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมรองเท้าสุดคราฟต์นี้ก็คือ เมืองอินคา (Inca) ซึ่งอยู่ทางตอนกลางของเกาะมายอร์กา

ที่อินคานั้นมีโรงงานรองเท้าหลาย 10 แห่ง มีช่างฟอกหนัง ช่างตัดหนัง ช่างขึ้นทรงรองเท้า โรงงานผลิตพื้นรองเท้า และผู้ผลิตเครื่องมือสำหรับงานรองเท้าอยู่ กล่าวได้ว่าทั้งเมืองเติบโตขึ้นรอบอุตสาหกรรมนี้
ถึงขั้นมีคำพูดที่ว่า ในอดีต ครอบครัวจำนวนมากในอินคาต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับรองเท้า เด็กบางคนจึงโตมากับภาพจำของกลิ่นหนังในโรงงาน เสียงจักรเย็บรองเท้า กองแม่พิมพ์รองเท้าไม้ และบทสนทนาของคนในบ้านเกี่ยวกับการผลิตรองเท้า
เช่นเดียวกับเด็กชายอันโตนิโอ ฟลูซา (Antonio Fluxa) ที่เติบโตมากับบรรยากาศครอบครัวที่ทำธุรกิจรองเท้า
เด็กหนุ่มผู้สร้างธุรกิจรองเท้า
อันโตนิโอ ฟลูซา เกิดในปี 1853 เติบโตและอาศัยอยู่ในเมืองอินคา เมืองเล็กๆ ในเกาะมายอร์กาที่เต็มไปด้วยสวนอัลมอนด์ สวนมะกอก พื้นที่เกษตรกรรม และช่างทำรองเท้าท้องถิ่น
ในศตวรรษนั้น อันโตนิโอเติบโตมากับวัฒนธรรมการค้าขายและงานช่างของเมือง ได้คลุกคลีกับรองเท้าตั้งแต่อายุยังน้อย และตอนอายุประมาณ 19 ปี จึงได้เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยในเวิร์กช็อปรองเท้าเล็กๆ ในอินคา

หลังจากนั้นเขาผ่านการรับราชการทหารและสงครามคาร์ลิสต์ (Carlist War) ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองของสเปน ก่อนจะกลับมาที่อินคาอีกครั้ง ด้วยความที่เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรมรองเท้า และซึมซับงานช่างมาตั้งแต่เด็ก รวมถึงเคยทำงานเป็นผู้ช่วยเวิร์กช็อปรองเท้า เขาจึงตัดสินใจเปิดเวิร์กช็อปรองเท้าเล็กๆ ที่บ้านในช่วงประมาณปี 1878
ก่อนจะเกิดระบบอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ รองเท้าในมายอร์กานั้นทำกันแบบ ‘งานฝีมือ’ รองเท้าเหล่านี้มีกระบวนการแบบดั้งเดิมที่คราฟต์มาก ตั้งแต่การเลือกหนังคุณภาพดี อันเป็นหัวใจสำคัญ ตัดชิ้นส่วนด้วยมือและเย็บประกอบ ซึ่งต้องอาศัยทักษะความเชี่ยวชาญและแม่นยำของช่าง ไปจนถึงการขึ้นทรงรองเท้าโดยใช้หุ่นไม้รองเท้า (shoe last) เป็นแม่แบบ ก่อนจะขัดแต่งและตรวจจบในขั้นตอนสุดท้าย ด้วยความรอบคอบ เพราะรองเท้าแต่ละคู่มีรายละเอียดเฉพาะตัว
จะเรียกว่าเป็นรองเท้าแบบคัสตอมก็ว่าได้ เพราะสำหรับมายอร์กา รองเท้าไม่ใช่ของใช้แล้วทิ้ง แต่เป็นสิ่งที่จะอยู่กับคนใช้ไปอีกนาน
ประสบการณ์และความมุ่งมั่นในการเป็นช่างฝีมือทำรองเท้าแบบดั้งเดิมทำให้คนในเมืองต่างเรียกขานอันโตนิโอว่า mastre หรือผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนว่าเขามีฝีมือและความรู้ในเรื่องรองเท้าอย่างลึกซึ้ง
แต่นอกจากฝีไม้ลายมือในการทำรองเท้า บุคลิกหนึ่งที่โดดเด่นของอันโตนิโอคือ เป็นคนที่มีความทะเยอทะยาน ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ และมองไปไกลกว่าแค่เกาะบ้านเกิดของตัวเอง
วันหนึ่ง จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อเขาได้ยินข่าวว่าที่อังกฤษกำลังมีวิธีผลิตรองเท้าแบบใหม่ที่ทันสมัยกว่าเดิมมาก จึงต้องการเดินทางไปดูให้เห็นกับตา
และเมื่อถึงปี 1877 เขาจึงเริ่มออกเดินทางตามเป้าหมายนั้น
สู่อังกฤษ
ยุคนั้น อังกฤษกำลังอยู่ในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม เทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ เริ่มเข้ามาเปลี่ยนโลก รวมถึงอุตสาหกรรมรองเท้าด้วย
โลกกำลังเปลี่ยนจากงานฝีมือทีละชิ้น มาสู่การผลิตแบบโรงงาน
สำหรับช่างรองเท้าเล็กๆ อย่างอันโตนิโอที่มาจากเกาะ การเดินทางไปยังอังกฤษทำให้เขามองเห็นอนาคตอยู่ตรงหน้า ทั้งโรงงานผลิตรองเท้า เครื่องจักรเย็บรองเท้า มาตรฐานการผลิตในระบบโรงงาน รวมไปถึงการทำงานอย่างมีระบบของคนงาน ซึ่งต่างจากระบบช่างฝีมือขนาดเล็กในมายอร์กา
แน่นอนว่าการเดินทางในครั้งนั้นสร้างแรงกระเพื่อมในใจของอันโตนิโอเป็นอย่างมาก เมื่อได้ไปเห็นโลกกว้าง เขารู้สึกได้ว่า อุตสาหกรรมรองเท้ากำลังจะเปลี่ยนไป

เมื่อกลับมายังมายอร์กา เขาจึงไม่ได้กลับมามือเปล่า แต่นำเครื่องเย็บรองเท้าสมัยใหม่กลับมา พร้อมกับ ‘แนวคิด’ ใหม่ในการผลิตรองเท้า
แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้
แม้จะได้เครื่องเย็บรองเท้าสมัยใหม่และแนวคิดใหม่กลับมา แต่อันโตนิโอไม่ได้มีความคิดที่จะโละทิ้งงานฝีมือแบบเก่าที่สั่งสมมาแล้วหันไปใช้เครื่องจักรทั้งหมด เพราะสิ่งที่เขามองเห็นคือ งานฝีมือที่ดีและเทคโนโลยีที่ดีจะช่วยเกื้อหนุนกัน และนี่ต่างหากที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เรียกว่า อนาคต
ไม่ปฏิเสธโลกใหม่ และยังโอบรับโลกเก่า ไม่ละทิ้งความดั้งเดิม พร้อมเปิดรับเทคโนโลยี
มายอร์กาก็มีช่างฝีมือเก่งๆ และความรู้เกี่ยวกับงานหนัง งานช่าง อยู่แล้ว หากเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเครื่องจักรสมัยใหม่เข้าไปก็น่าจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดมากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าการเดินทางของอันโตนิโอไปยังอังกฤษครั้งนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแนวคิดและสิ่งใหม่ที่เขานำกลับมา กำลังจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของเกาะมายอร์กาให้เติบโตเป็นเมืองอุตสาหกรรมรองเท้า
รวมถึงเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะกลายเป็นดีเอ็นเอและมรดกมายังรุ่นลูกรุ่นหลานของตระกูลฟลูซาในอนาคต ที่จะให้กำเนิดแบรนด์ Camper ในอีกเกือบ 100 ปีต่อมา
กำเนิด Camper จากมรดก 100 ปี
สิ่งที่อันโตนิโอ ฟลูซา สร้างไว้ ทำให้ครอบครัวฟลูซารุ่นลูกรุ่นหลานแห่งเกาะมายอร์กายังคงดำเนินธุรกิจรองเท้ามาเรื่อยๆ ด้วยองค์ความรู้เรื่องหนัง เทคนิคการผลิต และเครือข่ายในอุตสาหกรรมรองเท้าสเปน
ธุรกิจของครอบครัวฟลูซาในเมืองอินคายังคงดำเนินมาหลายชั่วอายุคนจนถึงรุ่นหลานอย่าง โลเรนโซ ฟลูซา (Lorenzo Fluxa)
โลเรนโซเติบโตมาท่ามกลาง ‘บรรยากาศของครอบครัวทำรองเท้า’ ที่รุ่นปู่ของเขาสร้างไว้ อันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมาตั้งแต่ยังเด็ก

นอกจากวัฒนธรรมรองเท้าแล้ว ในมุมหนึ่ง โลเรนโซเติบโตในยุคที่สเปนอยู่ภายใต้การปกครองของฟรานซิสโก ฟรังโก (Francisco Franco) จอมพลเผด็จการผู้โด่งดัง กระทั่งถึงช่วงยุคกลางของทศวรรษ 70s ที่จอมพลฟรังโกสิ้นอำนาจ สเปนก็เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ประเทศเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมสมัยใหม่ การออกแบบที่ร่วมสมัย ดนตรี ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงไลฟ์สไตล์แบบคนรุ่นใหม่
กล่าวได้ว่า หลังยุคเผด็จการฟรังโก คนรุ่นใหม่ในสเปนเริ่มมองหาชีวิตที่อิสระและเป็นตัวเองมากขึ้น
ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องแต่งกาย สินค้ามากมายต่างเปิดรับดีไซน์ใหม่ๆ ขณะที่โลเรนโซเห็นว่า ‘รองเท้า’ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของครอบครัวยังติดภาพเดิมอยู่ เช่น ดูจริงจังและเป็นทางการ เน้นความคลาสสิกมากกว่าการออกแบบ เขาจึงมองว่า รองเท้าแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่และคนรุ่นใหม่อีกต่อไปแล้ว
แม้ธุรกิจรองเท้าของครอบครัวจะมีทั้งเทคโนโลยีและฝีมือ แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นกับโลเรนโซคือ จะนำองค์ความรู้ของครอบครัวที่มีมากว่า 100 ปี มาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยได้ยังไง

เมื่อเข้าสู่ปี 1975 โลเรนโซได้คำตอบด้วยการก่อตั้งแบรนด์ Camper ขึ้น เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างงานฝีมือของเกาะมายอร์กากับการออกแบบสมัยใหม่ เป็นการผสานอดีตและอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน
แรกๆ
คำว่า Camper มาจากคำในภาษาคาตาลัน มีความหมายว่า คนชนบท คนบ้านนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่โลเรนโซประทับใจมาก เพราะมันสะท้อนวิถีชีวิตแบบมายอร์กาที่เรียบง่าย สบายๆ ไม่เร่งรีบ และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
Camper เริ่มต้นด้วยแนวคิดที่ไม่ใช่แฟชั่นหรูหรา แต่เป็นรองเท้าที่ผู้คนอยากสวมใส่ในชีวิตประจำวัน รองเท้าในยุคแรกของ Camper จึงมีลักษณะแบบไม่เป็นทางการ ดูมีความครีเอตและขี้เล่น แต่ก็ใช้งานได้จริง ในเว็บไซต์ของแบรนด์ระบุว่า “คำว่า ‘ลำลอง’ มีความหมายพิเศษสำหรับเรา เราสร้างสรรค์สไตล์ที่ดูผ่อนคลายแต่ก็มีความประณีต ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างรองเท้าผ้าใบและรองเท้าที่เป็นทางการ”

รองเท้ารุ่นแรกของ Camper อย่าง Camaleon ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าแบบชนบทที่ชาวไร่ชาวนาสวมใส่ สะท้อนถึงความเรียบง่าย ความอุดมสมบูรณ์ และความสง่างามของวิถีชีวิตแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่เป็นมรดกตกทอดจากอดีต ก่อนที่รองเท้ารุ่นนี้จะกลายเป็นหนึ่งใน ‘ไอคอน’ ของรองเท้าลำลองของแบรนด์
หลังก่อตั้ง Camper ในปี 1975 ช่วงแรกโลเรนโซยังขายรองเท้าผ่านร้านรองเท้าแบบมัลติแบรนด์เหมือนแบรนด์รองเท้าทั่วไป แต่หลังจากผ่านไปประมาณ 7 ปี เขาเริ่มมองเห็นปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น
โลเรนโซมองว่ารองเท้า Camper นั้นต่างจากรองเท้าทั่วไป เพราะมีทั้งแนวคิดของความสะดวกสบาย ความครีเอต แถมยังสะท้อนไลฟ์สไตล์แบบเมดิเตอร์เรเนียน แต่เมื่อไปวางอยู่บนชั้นวางรองเท้าในร้านขายรองเท้าแบบเดิม มันกลายเป็นเพียงรองเท้าอีกคู่เท่านั้น

เพราะร้านขายรองเท้าแบบเดิมไม่สามารถเล่าเรื่องของแบรนด์ได้ จึงนำมาสู่จุดสำคัญในการเปิดร้านสาขาแรกที่บาร์เซโลนาในปี 1981 ซึ่งออกแบบโดย เฟอร์นันโด อามัต (Fernando Amat) เจ้าของ Vinçon ร้านขายสินค้าตกแต่งบ้านชื่อดัง บนถนนมุนตาเนอร์ในเมืองบาร์เซโลนา ภายหลังสาขานี้ถูกรีโนเวตในปี 2018 โดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น เคนโกะ คุมะ (Kengo Kuma) โดดเด่นด้านการตกแต่งภายในด้วยเพดานโค้งเซรามิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเทคนิคก่อสร้างโค้งเซรามิกแบบคาตาลัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นบาร์เซโลนา

ช่วงปี 1981 สเปนกำลังเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ หลังยุคเปลี่ยนผ่านประเทศของเผด็จการฟรังโก การกำเนิดของร้าน Camper สาขาแรกนั้นมีแนวคิดที่แตกต่างจากร้านรองเท้าในยุคนั้นที่ยังใช้ระบบให้ลูกค้านั่ง และพนักงานไปหยิบรองเท้าจากหลังร้านมาลองทีละคู่ แต่ที่ร้าน Camper ลูกค้าสามารถเดินดูเองได้อย่างอิสระ จึงทำให้เห็นทุกรุ่น ทุกไซส์ ทุกสี ที่มีจำหน่าย ซึ่งถูกจัดวางให้เห็นอย่างเปิดเผย นับเป็นการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ self-service ที่ปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง
ภายในร้าน Camper ยังมีการใช้โปสเตอร์ ถุงสินค้า งานกราฟิก กล่าวคือใช้การออกแบบมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ Camper ทำต่อมาอีกหลาย 10 ปี และด้วยความเชื่อว่าร้านแต่ละร้านควรมีบุคลิกของตัวเอง ภายหลังแบรนด์จึงมีการทำงานร่วมกับนักออกแบบ สถาปนิก จนร้าน Camper หลายแห่งทั่วโลกดูสวยงามและโดดเด่น
Camper ร้านแรกที่บาร์เซโลนาจึงเป็นมากกว่าแค่ร้านรองเท้า แต่ทำให้โลกได้รู้จักแบรนด์หนึ่ง และสิ่งที่แบรนด์นั้นกำลังสื่อสารผ่านรองเท้า
สวมรองเท้าก้าวสู่สากล
หลังสาขาแรกของ Camper ค่อยๆ เติบโตทีละขั้นผ่านการสร้างตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจนในทศวรรษ 80s จนถึงช่วงทศวรรษ 90s แบรนด์ Camper จึงมาถึงอีกจุดสำคัญในการเริ่มขยายไปต่างประเทศ
ในปี 1992 Camper เลือกเปิดใน 2 เมืองใหญ่อย่างปารีสและมิลานที่มีวัฒนธรรมแฟชั่นและดีไซน์แข็งแรงมาก ขณะที่ปารีสมีภาพของแฟชั่นแบบ ‘ลักชู’ เรียบหรู มิลานก็คือจุดตัดของแฟชั่นและสถาปัตยกรรม

หากแบรนด์จากต่างประเทศสามารถอยู่รอดในปารีสได้ก็แปลว่าแบรนด์มีความแข็งแรงมากพอ ส่วนการอยู่ในมิลานเหมือนเป็นการพาแบรนด์เข้าไปสู่โลกของงานดีไซน์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้คนในวงการสร้างสรรค์รู้จักแบรนด์มากขึ้น
ช่วงแรกคนจดจำ Camper ในฐานะรองเท้าสวมใส่สบายจากมายอร์กา แต่เมื่อพาตัวเองออกมาสู่ระดับสากล ภาพเท่านั้นยังไม่เพียงพอ หากแต่สิ่งที่ Camper ทำคือปรับบางอย่าง แต่ไม่เปลี่ยนตัวตน
Camper เริ่มสื่อสารตัวตนในการเป็น ‘แบรนด์จากสเปน’ ที่ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตรองเท้า แต่เน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์และไลฟ์สไตล์แบบเมดิเตอร์เรเนียนอันเป็นรากฐาน จนผู้คนเริ่มมอง Camper ในฐานะแบรนด์มากกว่าแค่สินค้า ในขณะเดียวกัน พวกเขาเริ่มลงทุนกับการทำร้านมากขึ้น เพราะใครๆ ก็รู้ว่าในปารีสและมิลานนั้น ‘ตัวร้านค้า’ ในทางกายภาพนั้นมีความสำคัญพอๆ กับสินค้าเลยทีเดียว
Camper ใส่ใจเรื่องการออกแบบภายนอกและภายใน ตัวดิสเพลย์ รวมถึง ‘กระจกร้าน’ ที่ทำให้คนภายนอกสามารถมองเห็นพื้นที่ภายในร้านค้าได้ จนร้านไม่ได้ดูเหมือนแค่ร้านรองเท้า แต่มีความรู้สึกราวกับเป็นแกลเลอรีสวยๆ สตูดิโอที่มีการออกแบบดีๆ หรือพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการเลยทีเดียว

ขณะที่หลายแบรนด์พยายามจะดูหรูขึ้นเมื่อบุกมายังปารีสและมิลาน แต่ Camper ยังคงความเป็นตัวเองจากการออกแบบที่สนุกสนาน ใส่สบาย และไม่เป็นทางการจนเกินไป แบรนด์เองจึงเริ่มดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่เป็นคนทำงานสร้างสรรค์ นักออกแบบ สถาปนิก คนทำโฆษณา มากขึ้น และเป็นจุดที่ทำให้แบรนด์ดูแตกต่างในเมืองที่เต็มไปด้วยแบรนด์หรู
เมื่อตีตลาดต่างประเทศได้ ผู้คนจดจำแบรนด์แล้ว ล่วงเข้าสู่ทศวรรษ 90s Camper จึงก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเริ่มสร้างรองเท้าที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งดีไซน์ที่แปลกขึ้น สีสันที่สนุกขึ้น จนหลายรุ่นกลายเป็นรองเท้าไอคอนิกมาจนทุกวันนี้
แตกต่างไม่แตกแยก
การออกแบบของ Camper เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะสามารถสร้างภาษาในการออกแบบของตัวเองได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ บางคนแค่เห็นรองเท้าก็เดาได้ว่าเป็นของ Camper ทั้งที่บางรุ่นไม่ได้มีโลโก้ใหญ่เลยด้วยซ้ำ
สิ่งนี้เกิดมาจากวิธีคิดต่อการดีไซน์รองเท้า ที่ไม่ได้หยุดแค่ความสวยงาม แต่คือทุกอย่าง ตั้งแต่รูปทรง วัสดุ วิธีเดิน ความรู้สึกของผู้สวมใส่ ไปจนถึงวิธีเล่าเรื่องของแบรนด์ และเมื่อรากฐานของ Camper มาจากเกาะมาร์ยอกาที่มีวิถีชีวิตแบบชาวเมดิเตอร์เรเนียนที่สบายๆ มีความเป็นมนุษย์และไม่เนี้ยบเกินไป รวมถึงมรดกทางองค์ความรู้ในการทำรองเท้าแบบคราฟต์ของครอบครัว ดีเอ็นเอของ Camper จึงคล้ายกับรองเท้าที่ดู ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’ มีกลิ่นอายความสนุกสนาน ขี้เล่น และแปลก
นั่นคือปรัชญาการออกแบบของ Camper ที่โดดเด่นมากๆ
มาลองดูตัวอย่างรุ่นรองเท้าของ Camper และการคอลแล็บที่น่าสนใจกันบ้าง

Pelotas
ชื่อ Pelotas แปลว่า ลูกบอล ในภาษาสเปน นี่คือรองเท้าที่เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ทำให้ Camper โด่งดังระดับสากล มีจุดเด่นคือ พื้นรองเท้าคล้ายลูกบอลเล็กๆ 87 จุด คล้ายฟองอากาศรองรับแรงกระแทก ดูแปลกตา สวมใส่สบาย ดูไม่เป็นทางการแต่ก็มีสไตล์ในการออกแบบ


Camper Twins
ใครจะเชื่อว่ามีแบรนด์ที่ทำรองเท้าที่ 2 ข้างซ้าย-ขวาไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกัน นี่คือหนึ่งในรุ่นที่เป็นไอคอนิกและเป็นโปรเจกต์ที่อธิบายตัวตนของ Camper ได้ดีที่สุด โดยมีแนวคิดว่า รองเท้าแต่ละข้างไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ความต่างของข้างซ้ายและขวาจะบาลานซ์กัน และยังใส่ไปด้วยกันได้ ก่อนที่จะมีซีรีส์รุ่นนี้ออกมาอีกมากมายและฮิตถล่มทลายด้วยความแหวก

Camper Peu
นี่คือโมเดลที่นิยามความเป็น Camper ได้อย่างครอบคลุมมาก ถึงกับมีคำกล่าวว่า หากต้องเลือกรองเท้า 1 คู่ที่พรีเซนต์ความเป็น Camper ได้ดีที่สุดทั้งระบบความคิด นั่นคือ Peu ซึ่งคำว่า Peu มาจากคำว่า เท้า ในภาษาคาตาลัน รองเท้ารุ่นนี้สะท้อนแนวคิดหลักที่มีมาตั้งแต่แรกของแบรนด์คือ การออกแบบให้รูปทรงธรรมชาติเหมือนเท้าจริง ขณะที่ดีไซน์แบบเชือกเยื้องข้าง หนังย่นๆ ก็กลายเป็นซิกเนเจอร์ของ Camper มาจนถึงทุกวันนี้

Karst Finch (2026) Camper x Issey Miyake
คอลเลกชั่นรองเท้าผ้าใบรุ่นแรกที่เป็นการคอลแล็บกันระหว่าง Camper และซาโตชิ คอนโด (Satoshi Kondo) ดีไซเนอร์ของ Issey Miyake ที่ได้แรงบันดาลใจจากความสนุกสนานในธรรมชาติของนกที่ขับขาน โดยสีสันของรองเท้าสะท้อนถึงขนของนก ขณะที่ความเบาของรองเท้าทำให้รู้สึกถึงความอิสระ
ตัวตนในโลกร่วมสมัย
ในโลกปัจจุบัน แบรนด์รองเท้ามากมายที่กำเนิดในทศวรรษ 70s ต่างต้องประสบปัญหาเดียวกัน คือการรักษาตัวตนในโลกร่วมสมัย ขณะที่บางแบรนด์ก็ล้มหายตายจาก
อย่างที่รู้ว่า แต่ไหนแต่ไร Camper เลือกทางที่จะ ‘ปรับ’ มากกว่า ‘เปลี่ยน’ เสมอ และมีหลายวิธีที่เห็นได้ชัดในช่วง 10 ปีหลัง ซึ่ง CAMPERLAB ก็เป็นหนึ่งในการปรับที่ชัดเจนที่สุด


ในปี 2015 แบรนด์ได้สร้าง CAMPERLAB เพื่อเข้าสู่โลกแฟชั่นร่วมสมัยมากขึ้น กล่าวคือ CAMPERLAB เป็นแบรนด์ที่แตกแขนงออกมาจาก Camper เพื่อทำหน้าที่เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ผลักดันขอบเขตของการผลิตรองเท้าแบบดั้งเดิมด้วยสุนทรียศาสตร์ล้ำสมัย รูปทรงเหนือจริง และโทนสีที่โดดเด่น

โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ภายใต้การนำของ อคิลลีส ไอออน กาเบรียล (Achilles Ion Gabriel) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ CAMPERLAB ได้ผสมผสานมรดกจากเกาะมายอร์กาอันเป็นรากฐานดั้งเดิมของ Camper เข้ากับการออกแบบที่ใช้คำว่า ‘Ugly-beautiful’ ในการพลิกโฉมรูปทรงรองเท้าแบบคลาสสิก เช่น Derby, Loafer หรือ Mary Jane ให้กลายเป็นรูปทรงที่โดดเด่นและแปลกใหม่
นอกจากนี้ ในปี 2025 CAMPERLAB ยังเปิดตัว eyewear collection ครั้งแรก และขยับตัวเองไปไกลกว่ารองเท้าอีกขั้น กับคอลเลกชั่นแว่นกันแดดแนวล้ำสมัยที่เน้นความยั่งยืน โดดเด่นด้วยความเซอร์เรียล ทำจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพ (bio-circular acetate) เหล็กรีไซเคิล และเลนส์แว่นกันแดดที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิลผสมโพลีคาร์บอเนต

นั่นทำให้ Camper เข้าไปในโลกแห่งแฟชั่นระดับสากลมากขึ้น จากเดิมที่อยู่ในพื้นที่ของรองเท้าของคนทำงานสร้างสรรค์ และอาจเป็นเหตุผลที่ Camper อยู่ยืนยงมากว่า 50 ปี ทั้งที่โลกแฟชั่นหมุนเวียนเปลี่ยนไว แต่แบรนด์ก็ยังพยายามพาตัวเองมุ่งไปข้างหน้า โดยไม่ตัดขาดจากจุดเริ่มต้นของตัวเอง
50 ปีแห่งอนาคต
อาจกล่าวได้ว่า Camper เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่น่าสนใจที่สุดในอุตสาหกรรมรองเท้าและแฟชั่นร่วมสมัย เพราะไม่ได้เป็นเพียงแค่แบรนด์จากสเปน แต่เป็นแบรนด์ที่ปฏิวัติวิธีคิดเกี่ยวกับรองเท้าอย่างสิ้นเชิง
ก่อนการถือกำเนิดของ Camper โลกของรองเท้าแบ่งขั้วอย่างชัดเจน หากรองเท้าสวยต้องแลกมากับการสวมใส่ที่ไม่สะดวกสบาย หรือหากต้องการความสบาย ดีไซน์ก็อาจไม่ใช่จุดเด่น แต่ Camper นำองค์ความรู้ ความสนุกสนาน เรียบง่าย และแตกต่าง ตามฉบับของเกาะมายอร์กาเข้ามาลบเส้นแบ่งนั้น
แบรนด์แสดงให้เห็นว่า ความสบายและดูดีเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ในคราวเดียวกัน และความสร้างสรรค์ก็ไม่จำเป็นต้องแลกกับการใช้งานจริง

ปัจจุบัน Camper ดำเนินการมาจนถึงรุ่นที่ 4 แล้ว และยังขยายสาขาไปทั่วโลก โดยมีร้านค้าอยู่ในกว่า 40 ประเทศ ขณะที่แม้ว่าฐานการผลิตขนาดใหญ่ของ Camper จะย้ายไปต่างประเทศเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ทว่าสำนักงานใหญ่และโรงงานช่างฝีมือเฉพาะทางของแบรนด์ยังคงตั้งอยู่ในเมืองอินคา ใจกลางชนบทของเกาะมาร์ยอกา จุดกำเนิดของ Camper ที่ซึ่งทีมงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่ๆ ทำงานร่วมกับช่างฝีมือ เพื่อออกแบบ พัฒนา สร้างต้นแบบรองเท้ากว่า 500 รุ่นในแต่ละฤดูกาล
นี่คือเรื่องราวของแบรนด์ที่มีจุดกำเนิดจากเกาะเล็กๆ ของสเปน โดยช่างเย็บรองเท้าผู้มุ่งมั่น ก่อนที่มรดกขององค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนานนับ 100 ปีในการผลิตรองเท้า จะถูกต่อยอดด้วยรุ่นลูกหลานที่มองเห็นนิยามของรองเท้าในโลกยุคใหม่
เมื่ออดีตไม่เคยถูกทอดทิ้ง และอนาคตไม่เคยถูกปฏิเสธ ไม่น่าแปลกใจที่ Camper จะยังโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมรองเท้าได้อย่างยั่งยืน โดยไม่เคยสูญเสียตัวตนถึงแม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 50 ปีแล้วก็ตาม
อ้างอิง
- camper.com/en_US/content/history/origins
- modaes.com/global/companies/camper-appoints-abra-founder-as-creative-director-of-camper-and-camperlab
- fashionunited.com/news/people/camper-and-creative-director-achilles-ion-gabriel-part-ways/2026011469986
- fashionnetwork.com/news/Camperlab-launches-eyewear,1683161.html
- theimpression.com/camperlab-launches-sustainable-eyewear-for-2025
ฟัง ‘ณพน เจนธรรมนุกูล’ CEO สัมมากร เล่าถึงการตามหา ‘เซฟโซน’ ที่ชื่อว่า BARNYARD KHAOYAI
ฉากหน้าของชายที่ชื่อ ปอย—ณพน เจนธรรมนุกูล ที่หลายคนได้เห็น คือ CEO แห่งบริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวก แพชชั่นล้นเหลือ และมุ่งมั่นกับทุกงานที่ทำ สะท้อนภาพคนทำงานรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน
ซึ่งความ productive ของเขาส่งต่อไปถึงองค์กรชัดเจนจากการยกระดับสัมมากรที่มีอายุกว่า 5 ทศวรรษให้กลายเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงการหมู่บ้านจัดสรรแถวหน้าของไทยที่ทันสมัย มีความไฮเอนด์มากขึ้น และ ‘เข้าใจ’ ความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง
แต่อย่างที่ว่า มนุษย์ก็คือมนุษย์ ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักรที่จะสามารถเดินเครื่องได้ 24 ชั่วโมง เบื้องหลัง ณพน เจนธรรมนุกูล คือชายที่ให้ความสำคัญกับการพักผ่อนเพื่อสร้างสมดุลแก่ชีวิต หรือที่ผู้คนปัจจุบันนิยามสิ่งนี้ว่า ‘holistic health’
ได้ตื่นมารับแสงแดดยามเช้าพลางวิ่งออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด เท้าเปล่าได้สัมผัสกับผืนดิน ในขณะที่ตาจ้องมองไปยังบรรยากาศร่มรื่นจากแมกไม้สีเขียวรอบกาย เหล่านี้คือกิจวัตรของ CEO แห่งสัมมากรยามปิดสวิตช์ตัวเองเพื่อรีเฟรชจากความเหนื่อยล้า ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ธรรมชาติ’ นี่แหละคือเครื่องมือบำบัดจิตใจชั้นดี
และจากความเชื่อข้างต้นนี้เอง ที่นำมาสู่การตามหา ‘เซฟโซน’ ที่เป็นทั้ง ‘บ้าน’ และพื้นที่ ‘พักใจ’ ของณพน ก่อนจะมาลงเอยเป็น BARNYARD KHAOYAI (บาร์นยาร์ด เขาใหญ่) โครงการที่อยู่อาศัยที่เชื่อมต่อระหว่างความเป็นมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่บน ‘เขาใหญ่’
Capital ชวนณพนปลีกตัวพักจากการทำงานมาพักผ่อนสบายๆ พร้อมพูดคุยถึงอีกมุมของเขาที่ยังไม่มีใครเห็น ตั้งแต่แนวคิดการสร้างสมดุลให้กับชีวิต มุมมองที่มีต่อแนวคิด longevity และไขข้อสงสัยว่าเหตุใดเขาใหญ่จึงเป็นทั้งเซฟโซน และสถานที่ที่เหมาะแก่การสร้างสมดุลให้แก่ชีวิตจนนำมาสู่การสร้างโครงการ BARNYARD KHAOYAI
เอนกายพักผ่อนกันสักครู่ ทำตัวตามสบาย แล้วเลื่อนหน้าจอลงมาหาคำตอบไปพร้อมกัน
work life balance ของ CEO สัมมากรที่ชื่อว่า ‘ธรรมชาติ’
2 ชั่วโมง กับอีก 141 กิโลเมตร คือระยะเวลาและระยะทางที่ใช้เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงเขาใหญ่ เป็นระยะเวลาไม่มากไม่น้อยจนเกินไปที่จะนำพาตัวเองจากป่าคอนกรีตไปสู่ป่าจริงๆ
รถยนต์สี่ล้อขับเคลื่อนถึงถนนเขาใหญ่ วังน้ำเขียว ถัดไปไม่ไกลสายตา ภาพของบ้านสไตล์ Classic American Farmhouse ตั้งเรียงราย สลับภาพวิวผืนหญ้าเขียวขจีบนเนินเขาและลำธารชุ่มชื่น เป็นสัญญาณว่าเรามาถึงที่ BARNYARD KHAOYAI เรียบร้อยแล้ว
ณพนชวนเรามายังบ้านหลังหนึ่งจากทั้งหมด 47 หลังของโครงการที่ด้านในตกแต่งสไตล์คลาสสิกมินิมอลชวนสบายตา ก่อนจะนั่งพักหายใจหายคอกันสักเล็กน้อยบริเวณห้องรับแขก แล้วจึงเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง
“ผมพยายามจะทำให้งานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่อยากมองมันเป็นภาระ” ณพนเริ่มแชร์ให้เราฟังถึงชีวิตการทำงานของเขา “ผมรู้สึกสนุกและยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรและเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ ถ้ามีน้องในทีมเดินมาบอกว่าเครียดกับการทำงาน ผมมักจะแนะนำกลับไปเสมอว่า คุณอย่าเครียดกับการทำงานนะ คุณค่อยๆ จัดการแก้ไขปัญหา ทำงานในปริมาณที่คุณทำได้ดีที่สุด เพราะต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่คือการสร้างความสุขในรูปแบบโปรดักต์ที่เรียกว่าบ้าน ถ้าคุณทำงานแบบมีความสุข พลังงานบวกนี้ก็จะส่งต่อไปถึงลูกค้าได้แน่นอน“


อย่างไรก็ดี ณพนมองว่าตัวเขาเองก็เป็นมนุษย์ทำงานคนหนึ่งที่จะต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้าและความเครียดจากการทำงาน ซึ่งวิธีสร้างสมดุลชีวิตของเขาคือการออกกำลังและพาตัวเองไปใกล้ชิดกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด
“หลายครั้งที่ผมรู้สึกเบิร์นเอาต์ หรือร่างกายส่งสัญญาณว่าเครียดจนนอนไม่หลับ ผมจะรีบรีเฟรชตัวเองทันที วิธีรีเฟรชอย่างแรกของผมคือการออกไปวิ่ง เคยมีคำอธิบายถึงสิ่งนี้อยู่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเครียดหรือร่างกายไม่ฟิต หัวใจก็จะเต้นเร็วกว่าปกติ แต่เมื่อไหร่ที่เราร่างกายแข็งแรง คาร์ดิโอสม่ำเสมอ ร่างกายก็จะแข็งแรงและรับมือกับความเครียดได้ดีกว่า
“วิ่งของคุณในที่นี้คือการวิ่งในที่แบบไหน” เราถามต่อถึงงานอดิเรกของณพน
“ผมเป็นคนชอบวิ่งที่สวนสาธารณะมากกว่าวิ่งบนลู่ เมื่อก่อนผมไปวิ่งช่วงเช้าที่สวนลุมพินีเป็นประจำ แต่พักหลังคนเยอะเลยไม่ค่อยได้ไปสักเท่าไหร่ (หัวเราะ) กับถ้ามีโอกาสก็จะไปออกรอบตีกอล์ฟ
“ที่ผมชอบวิ่งสวนสาธารณะและตีกอล์ฟเพราะผมรู้สึกได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ด้วยความที่เราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ทำงานก็ทำงานในเมือง เลยอยากจะเปลี่ยนวิวตรงหน้าให้เห็นแต่ธรรมชาติ เคยมีงานวิจัยบอกว่าการที่มนุษย์ได้กลิ่นจากต้นไม้ NK Cell ในร่างกายจะพุ่งสูงขึ้น การได้รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า ร่างกายของเราจะมีความสุขมากขึ้น ภูมิต้านทานดีขึ้น หรือแค่การที่ตาเราได้เห็นใบไม้เคลื่อนไหว ได้เห็นสีเขียวจากธรรมชาติแค่นี้ ร่างกายเราก็จะรู้สึกรีแลกซ์มากขึ้นแล้ว
“กับถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะไปเดินเทรคกิ้งเป็นประจำ เหมือนเป็นการทดสอบร่างกายตัวเองว่า จากที่เราได้ไปออกกำลังกายมาทำให้ขาเราแข็ง ร่างกายเราฟิตมากแค่ไหน ซึ่งรางวัลคือวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดทาง ตรงช่วงนี้อาจจะเป็นเนินเขา เดินต่อไปอีกหน่อยอาจจะเป็นลำธาร บางคนอาจจะคิดว่าผมเป็นสปอร์ตแมน แต่จริงๆ แล้วผมแค่เป็นคนที่ชอบพาตัวเองไปในที่ที่ไม่เคยไปมากกว่า
“ผมว่าธรรมชาติมันคือชีวิตนะ เมื่อเราออกเจอกับธรรมชาติเพื่อรีเซตตัวเอง มันเกิดไอเดียที่อยากจะนำความรู้สึกที่ดีตรงนั้นมาใส่ในการทำโครงการบ้านของเรา อย่างโครงการ BARNYARD KHAOYAI ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เราก็ดีไซน์ออกมาให้ไม่เหมือนบ้านจัดสรร แต่เป็นบ้านที่ทุกคนได้รีแลกซ์ไปกับสภาพแวดล้อมของโครงการ”

magic moment ของพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ธรรมชาติ‘
ถึงตรงนี้หลายคนรวมถึงผู้เขียนในห้วงเวลาที่กำลังสนทนากับณพนเกิดคำถามในใจว่า ทำไมสัมมากรถึงเลือกปักพื้นที่โครงการใหม่ในพื้นที่ที่ชื่อว่าเขาใหญ่ ในเมื่อมีพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยอยู่มากมาย และที่ผ่านมาพวกเขาเลือกปักหมุดโครงการที่อยู่อาศัยเชิงราบในเมืองกรุงเป็นหลัก
ไม่กี่อึดใจณพนคลายความสงสัยดังกล่าวด้วยคำตอบที่ว่า เขาเห็น magic moment บางอย่างที่เขาใหญ่มอบให้ในฐานะพื้นที่ที่เชื่อมโยงระหว่างคนและธรรมชาติเข้าด้วยกันจากตอนที่มีโอกาสได้บวชพระ
“ผมเคยมีโอกาสได้มาบวชพระอยู่ที่เขาใหญ่เป็นระยะ 1 เดือนกว่า ผมรู้สึกว่าอากาศที่นี่มันสดชื่นมาก อย่างตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมจะรู้สึกว่ามีฝุ่นอยู่ในจมูกตลอดเวลา แต่ที่นี่ไม่เกิดอาการแบบนั้นเลย
“เหตุผลที่ผมตัดสินใจบวชที่นี่เพราะผมอยากใช้เวลาที่จำกัดให้เกิดประโยชน์ที่สุด คือเป็นวัดป่าที่ห่างไกลจากผู้คน ถ้าใครจะมาเยี่ยมคือต้องใจมาจริงๆ (หัวเราะ) ตอนนั้นผมมีความสุขมาก ยิ้มแทบจะทั้งวัน คือไม่ว่าจะมองไปตรงไหนก็เห็นทิวทัศน์ เห็นป่าไม้ธรรมชาติ กับการที่เท้าเปล่าได้เหยียบผืนหญ้า หรือที่เรียกว่า nature grounding มันทำให้รีแลกซ์มาก
“ผมรู้สึกว่า magic moment ของที่นี่มันเรียบง่ายมากเลยนะ แค่ได้เห็นลมพัดต้นไม้ ได้เห็นธารน้ำไหล มีเสียงนกร้องเป็นพื้นหลังบรรยากาศ ผมว่าแค่นี้มันก็พิเศษมากพอโดยไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ”


นอกจากแมกไม้ธรรมชาติ ว่าถึงบรรยากาศและสภาพแวดล้อมภายในตัวบ้านของโครงการ BARNYARD KHAOYAI ที่ถึงจะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นความเรียบง่ายที่ล้ำค่าและน่าจะถูกใจคนรักการแต่งบ้านสไตล์มินิมอล ทุกพื้นที่ถูกเชื่อมโยงให้เข้ากับธรรมชาติ หน้าต่างที่มีแสงแดดสาดส่องทั่วถึง สนามหญ้าหลังบ้านที่ติดกับทะเลสาบ รวมไปถึงพื้นที่บ้านที่ถูกแบ่งสัดส่วนเหมาะกับการทำกิจกรรมง่ายๆ ตั้งแต่รับประทานอาหารพร้อมหน้ากับครอบครัว นั่งเอนกายพิงหลังกับโซฟาตัวโปรด หรือจะขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือเหมือนที่ณพนทำเป็นประจำเมื่อมาที่นี่
“ส่วนใหญ่ถ้าผมมาที่นี่ผมแทบจะไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำอะไรในที่นี้คือหยุดพักจากความวุ่นวายเพื่อชาร์จพลังตัวเองให้เต็มที่ ได้ทบทวนตัวเองหรือทบทวนถึงปัญหาที่กำลังเผชิญเพื่อหาทางออก แต่กิจกรรมที่ผมชอบที่สุดคือใช้เวลาอ่านหนังสือ ผมพกหนังสือติดตัวตลอด ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือในที่ที่รู้สึกว่าตัวเองอยู่แล้วรีแลกซ์ยิ่งทำให้ผมเกิดความคิดสร้างสรรค์และคิดไอเดียใหม่ๆ ได้มากขึ้น”



health is wealth ที่ดีไซน์ได้ผ่านสิ่งที่เรียกว่าบ้าน
ในฐานะที่เป็นคนทำงานที่ต้องอยู่กับการบริหารและตัวเลข สิ่งนี้นำมาซึ่งคำถามถึงณพนว่า นิยามของคำว่า health is wealth ในแบบของเขาคืออะไร? ท่ามกลางยุคที่ผู้คนมองว่า การลงทุนให้กับชีวิตและสุขภาพก็ไม่ต่างจากความรุ่มรวยทางทรัพย์สิน
“สำหรับผมมันคือคำว่า ‘อิสระ’ ซึ่งมองได้ 2 แบบ อย่างแรกคือถ้าคุณรวยเรื่องสุขภาพ คุณมีสุขภาพแข็งแรง คุณก็จะมีอิสระในการทำอะไรหลายๆ อย่างได้มากขึ้น
“อย่างที่สองคือเรื่องของอิสระในการใช้เวลา เราเลือกที่จะทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่เราอยากทำ โดยที่เราสามารถจัดสรรเวลาได้เอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมว่าเราสามารถดีไซน์ได้เอง เราสามารถมีอิสระได้โดยที่ไม่ต้องกระทบถึงคนอื่น และไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าให้ไกลตัว
“อย่างคุณมีอิสระในการออกกำลังกาย ถ้าคุณใส่ใจในการออกกำลังกายมากขึ้น ไขมันคุณก็จะลดลง ภูมิต้านทานคุณก็จะมากขึ้น พลังงานในการใช้ชีวิตคุณก็จะมากขึ้น ผมว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนให้ความสำคัญกันมากขึ้น เข้าใจมันมากขึ้น พอเราหันมาใส่ใจตัวเอง สิ่งเหล่านี้มันมีประโยชน์กลับมาหาเราแน่นอน”
ขณะเดียวกันณพนมองว่า ทั้งหมดทั้งมวลในเรื่องของการดูแลสุขภาพหรือการได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติมีสิ่งหนึ่งที่สามารถรวมทั้งสองสิ่งนี้ไว้ได้ นั่นคือ ‘บ้าน’
“ผมว่าข้อดีอย่างหนึ่งของการมีบ้านเป็นของตัวเองคือเราสามารถ ‘ดีไซน์’ ชีวิตของตัวเองได้ ยกตัวอย่างถ้าเราไปเช่าอยู่เราอาจจะไม่กล้า built-in ห้องในแบบที่เราชอบได้ ซึ่งผมเชื่อว่าบ้านคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเราได้ดีที่สุด
“เมื่อไหร่ที่เราได้อยู่ในที่ที่เป็นของเรา เวลาเราหยุดพักผ่อนเราก็จะรู้สึกสบายกับมันมากขึ้น ไม่รู้สึกว่าติดขัด ไม่รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา ฉะนั้นในมุมของผมการซื้อบ้านมันมีผลต่อชีวิตมากจริงๆ มันมีผลประโยชน์ตามมาอีกมากมาย นอกจากการพักผ่อนยังมีเรื่องของการทำงาน ถ้าคุณได้อยู่พื้นที่ที่เรารีแลกซ์คุณก็จะสบายใจในการทำงาน ทำเรื่องส่วนตัวของคุณมากขึ้น ถ้าจะพูดง่ายๆ บ้านก็คือเซฟโซนของเรา”


ซึ่งนั่นเองเป็นสิ่งที่ทำให้ CEO แห่งสัมมากรตั้งใจดีไซน์ BARNYARD KHAOYAI ให้ออกมาตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยได้ครบถ้วนมากที่สุดตั้งแต่การพักผ่อนไปจนถึงการเป็นพื้นที่ในการสร้างครอบครัว
“BARNYARD KHAOYAI มีความบาลานซ์ในตัว ปกติถ้าคุณอยากอยู่กับธรรมชาติ คุณอาจจะต้องไปไกลมากๆ จนอาจจะกลัวว่าไกลจนเอื้อมไม่ถึงแหล่งสาธารณูปโภคอื่น แต่ที่นี่เราตั้งใจให้เป็นพื้นที่กึ่งกลางระหว่างธรรมชาติกับความเป็นเมือง คือคุณสามารถใช้เวลาไม่กี่นาทีจากที่นี่ไปห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรือโรงพยาบาล แต่ขณะเดียวกันถ้าคุณมองไปทางนั้น คุณก็จะเห็นว่าเราอยู่ติดกับเขาใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และอากาศดี นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกโลเคชั่นตรงนี้


“เราคิดเผื่อผู้อยู่อาศัยที่คิดจะมาปักหลักอยู่ที่นี่แบบ long-term คือคนมาเที่ยวอาจจะต้องการประสบการณ์แบบหนึ่ง แต่คนที่ต้องการมาอยู่ยาวๆ ก็ต้องการประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง คือเราตั้งใจทำให้คนที่เลือก BARNYARD KHAOYAI เหมือนคุณมาอาศัยที่บ้านเพื่อนที่สะดวกสบายเหมือนอยู่รีสอร์ต ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ส่วนกลางมีสระว่ายน้ำ มีฟิตเนส แถมสวนหลังบ้านทุกหลังได้วิวธรรมชาติเป็นของตัวเอง
“ผมเคยนึกภาพตัวเองที่อยู่ที่นี่ไปอีก 10 ปีข้างหน้า ผมคิดว่าผมคงจะมี
ความสุขมากๆ ได้ออกกำลังกาย ได้วิ่ง ได้ตีกอล์ฟ ได้เลี้ยงหมาหรือแมว อยู่กับครอบครัวและธรรมชาติที่เราหลงใหล สำหรับผมแค่นี้ก็มากพอแล้ว” ณพนกล่าวทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม
ซึมซาบความงามของศิลปะการ ‘เที่ยว-กิน-ดื่มเชิงธุรกิจ’ อย่างยั่งยืนไปกับ TCEB SPICE UP THAI MICE
น้ำผึ้งที่ราดบนขนมหวานถูกส่งมาจากเชียงใหม่ เป็นระยะทาง 790 กิโลเมตร
หอยเม่นในจานเรียกน้ำย่อยถูกส่งมาจากสัตหีบ เป็นระยะทาง 170 กิโลเมตร
ส่วนเนื้อแกะในจานหลักถูกส่งมาจากมีนบุรี ห่างออกไปจากจุดเสิร์ฟอาหารเพียง 58 กิโลเมตรเท่านั้น
หากธุรกิจอาหารซื่อตรงในการคัดสรรคุณภาพวัตถุดิบต่อผู้บริโภค จำนวนตัวเลขข้างต้น
จะติดตามเราไปยังบทสนทนาและห้วงความคิด แบบเดียวกับจำนวนก้าวที่เดินได้ต่อวัน จำนวนหนังสือที่อ่านได้ต่อเดือน หรือสถิติการฟังเพลงต่อปีจากแอพฯ สตรีมมิ่งเพลงบ้างหรือไม่?
นี่คือคำถามที่เทสติ้งเมนู 7 คอร์สของ Haoma ทิ้งเอาไว้ในใจนักชิม
ห้องอาหารอินเดียร่วมสมัยซึ่งเป็นตำนานดาวเขียวมิชลินดวงแรกของไทยแห่งนี้ คือที่หมายปิดท้ายวันของ SPICE UP THAI MICE PROGRAM 2026 สาเหตุที่ Haoma ได้รับเลือกโดยทีเส็บนั้นชัดเจน วัตถุดิบแต่ละอย่างในจานล้วนเป็นเครื่องยืนยันชั้นดี ว่าธุรกิจไฟน์ไดนิงของไทยไม่ได้ผูกติดอยู่กับประสบการณ์หรูหราสิ้นเปลืองแบบเดิมๆ ที่ไม่ยึดโยงกับท้องถิ่นอีกต่อไป
แน่นอน นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ซึ่งกำลังเติบโตอยู่ในระบบนิเวศทางเศรษฐกิจเดียวกันนี้ย่อมเปลี่ยนผ่านไปในทิศทางที่ยั่งยืนเช่นกัน
‘สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ’ หรือที่เรียกกันโดยย่อว่า ‘ทีเส็บ’ (TCEB) จึงจับมือกับเครือข่าย ‘Thai Restaurant Global Network’ (TRGN) พาผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศมาดื่มด่ำสัมผัสความเฉพาะตัวของวัตถุดิบไทย พร้อมทำความเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังอาหารและวัฒนธรรมการกินของไทย
Market-to-Table
ชุมทางความสดใหม่ใจกลางกรุง
เราเริ่มต้นวันด้วยภารกิจสวมบทเป็นเชฟไปเสาะสรรหาวัตถุดิบที่ ‘ตลาดสามย่าน’ แต่เช้าตรู่ นำทัพโดย เชฟซีตรอง–วลาสุระ ณ ลำปาง แชมป์รายการมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซั่น 6 และเจ้าของแฟรนไชส์ร้านอาหารไทยฟิวชั่น สรรพรส
คำว่าตลาดสดอาจฟังดูไม่เข้ากับย่านที่ทันสมัย มีความเป็นเมืองสูง ทั้งยังห้อมล้อมด้วยสารพัดห้างและตึกระฟ้าเท่าไหร่นัก แต่ในความเป็นจริง ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดสดคู่ชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 4 ทศวรรษ เติบโตขึ้นมาจากการพัฒนาของชุมชนเยาวราช พระราม 4 และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อถึงยุคเปลี่ยนผ่านก็โยกย้ายจากเดิมตรงจุฬาฯ ซอย 15 (ปัจจุบันกลายเป็นโครงการสามย่านมิตรทาวน์) มาอยู่ตรงพื้นที่ระหว่างจุฬาฯ ซอย 32 และ 34 ไม่ไกลจากสนามจุ๊บ


ไม่ว่าใครที่เคยเดินตลาดสดก็คงรู้ดีว่าพื้นที่ทางเศรษฐกิจลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงสถานที่ซื้อ-ขายวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างเกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดที่โดดเด่นเรื่องวัตถุดิบหลากหลายเกรดอย่างที่นี่ มีทั้งโซนอาหารสด อาหารแห้ง อาหารทะเล เนื้อสัตว์ เครื่องใน ผักสด ผลไม้สด เหมาะทั้งสำหรับนำไปประกอบอาหารขายและรับประทานเอง
นี่คือจุดเริ่มต้นของสายพานในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งพึ่งพาทั้งเครือข่ายชุมชนและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน นอกจากจะได้เรียนรู้การคัดเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาล กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารต่างชาติยังมีโอกาสได้ทำความเข้าใจที่มาของอาหารและพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่เบื้องหลัง


Heritage-to-Table
40 ปีแห่งความเป็นเลิศด้านวัตถุดิบ
รูทอาหารมื้อกลางวันกลางเมืองกรุงของทีเส็บทอดตัวสั้นๆ จากสามย่านไปสู่สาทร สำหรับมื้อนี้ Blue Elephant คือหมุดหมายทางวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่อาหารไทยสู่เวทีโลกมากว่า 40 ปี ภายใต้การนำของ เชฟนูรอร์ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ หรือที่เหล่าคนครัวของภัตตาคารแห่งนี้เรียกกันติดปากว่าเชฟแม่
ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสเทคนิคการปรุงแบบไทยผ่านคลาสเรียนทำสำรับไทยคลาสสิก อันประกอบไปด้วยแกงระแวงและสาคูพัทลุง เริ่มตั้งแต่การศึกษาวัตถุดิบ GI จากทั่วไทย จนกระทั่งลงมือเคี่ยวด้วยตนเอง


ด้วยพื้นเพลูกแม่ค้าขายข้าวแกงจากจังหวัดฉะเชิงเทรา เชฟนูรอร์ไม่เพียงให้ความสำคัญกับประสบการณ์บนโต๊ะอาหาร เธอยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง Blue Elephant จึงดำเนินธุรกิจอยู่บนแนวคิด Responsible Culinary Practice
หลังจบคลาส มื้อกลางวันที่ถ่ายทอดความงดงามของตำรับชาววังจึงเริ่มต้นขึ้น โดยผสมผสานระหว่างการสร้างประสบการณ์แบบดั้งเดิมและการอนุรักษ์มรดกทางอาหาร



Urban Farm-to-Table
ปรัชญามื้ออาหารไม่ก่อขยะ
ปิดท้ายวันด้วยมื้อค่ำที่ Haoma ร้านอาหารร่วมสมัยผู้นำด้าน sustainable dining ของไทย โดดเด่นด้วยแนวคิดที่จะดำเนินกิจการร้านอาหารแบบซีโรเวสต์ (zero waste) โดยเชื่อมโยงการผลิตอาหาร การจัดการทรัพยากร และประสบการณ์การรับประทานอาหารเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือ เชฟดีเค–ดีแพงเกอร์ คอสลา (Deepanker Khosla) ผู้ประกอบการชาวอินเดียที่ย้ายมาตั้งรกรากในไทยและก่อตั้ง Haoma ขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาโตมาในเมืองบ้านเกิดที่ได้ชื่อว่าเริ่มแบนการใช้พลาสติกเป็นเมืองแรกของอินเดีย จึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบนิเวศร้านอาหารที่รับผิดชอบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและก่อขยะจากในครัวน้อยที่สุด


พืชผักสมุนไพรคือหัวใจของอาหารอินเดียร่วมสมัย ภายในพื้นที่ร้านจึงมีการทำเกษตรแนวตั้งด้วยระบบ aquaponics หมายความว่าวัตถุดิบบางส่วนที่นำมาใช้ในเมนูประจำวัน รวมถึงน้ำที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงพืชผักเหล่านั้นให้เติบโตพร้อมรับประทานล้วนเป็นทรัพยากรหมุนเวียนภายในฟาร์มกลางเมืองของร้านเอง ซึ่งแน่นอนว่าก่อรอยเท้าคาร์บอนน้อยอย่างเหลือเชื่อ
วัตถุดิบใดที่ไม่ยากเกินจะเสาะหามาเพาะพันธุ์เอง เช่น ไก่และแกะ จะคัดมาจากฟาร์มอีกแห่งของร้านที่ตั้งอยู่ในเขตมีนบุรี ส่วนวัตถุดิบอย่างไหนที่ต้องอาศัยความร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่น เชฟดีเคก็จะเลือกอุดหนุนวัตถุดิบตามฤดูกาลจากเกษตรกรรายย่อยที่มีแนวทางการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


เทสติ้งเมนู 7 คอร์สที่ได้ลิ้มลองกันในวันนั้นจึงเป็นผลลัพธ์ของห่วงโซ่อาหารที่โปร่งใสและยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นแยมมะเขือเทศรสจัดจ้านในจาฏ (chaat) ปลาเนื้อนุ่มละลายในปากในน้ำแกงอัลเลปปี้ หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์กรุบกรอบที่เสิร์ฟมาพร้อมกับช็อกโกแลตซอร์เบต์
58 กิโลเมตรจากฟาร์มสู่โต๊ะในค่ำคืนนั้น ดูผิวเผินอาจเป็นเพียงระยะการเดินทางของวัตถุดิบ แค่ข้อมูลเรียบง่ายชุดหนึ่งที่ไม่ว่าร้านอาหารไหนๆ ก็ควรบอกได้ แต่ก็คงเพราะเหตุนั้น ทีเส็บถึงเล็งเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากวิสัยทัศน์ของร้านที่สะท้อนความพร้อมแข่งขันของไมซ์ไทย
หากนี่คือทิศทางที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไป หากประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารสามารถสร้างทั้งความประทับใจและความตระหนักไปพร้อมกันได้ ในอนาคต ความสำเร็จของอุตสาหกรรมไมซ์อาจไม่จำเป็นต้องชี้วัดด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมเสมอไป แต่วัดจากศักยภาพในการโอบอุ้มสิ่งแวดล้อม ชุมชน และผู้คนเบื้องหลัง ไปพร้อมๆ กับการสร้างอิมแพกต์ทางเศรษฐกิจ
สงครามราคาประหยัด? ในวันที่ MacBook Neo มียอดขายล้านเครื่องเพียงเดือนเดียว
MacBook Neo วางจำหน่ายเมื่อ 11 มีนาคม 2569 ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 599 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 19,900 บาท) และยิ่งใช้โปรโมชั่นส่วนลดเพื่อการศึกษาก็จะลดเหลือ 499 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16,900 บาท) ถือว่าราคาถูกที่สุดในบรรดาแล็ปท็อปทั้งหมดที่แบรนด์เคยจำหน่าย
เทียบในตลาดแล็ปท็อปราคาประหยัดด้วยกันก็ยังนับว่าราคาดี แถมเนื้อในนั้นคุณภาพเหนือกว่าแบบทิ้งห่าง จึงไม่แปลกที่ Neo จะขายได้ถึง 1.1 ล้านเครื่องในเวลาไม่ถึง 20 วัน เกินกว่า 1 ใน 4 ของแล็ปท็อปที่ Apple ขายได้ในสามเดือนแรกของปี
ยอดขายก็เรื่องหนึ่ง หากสิ่งสำคัญคือผลกระทบต่อตลาดคอมพ์พกพาตัวเริ่มต้นถึงกลาง (entry-mid level) เพราะก่อนหน้านี้ถึงแล็ปท็อปของ Apple Inc. จะมีฐานลูกค้าแน่นเหนียว แต่เพราะแบรนด์ผลไม้เน้นเจาะตลาดกลางค่อนสูงด้วยแล็ปท็อปราคาหลักพันดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปมาตลอด ทำให้พื้นที่ในตลาดเริ่มต้นถึงกลางยังเปิดกว้าง ทว่าเมื่อยักษ์ใหญ่โดดลงมาเล่นตลาดนี้ด้วยสินค้าที่ทั้งถูกและดีกว่าจนได้ใจผู้ใช้ ทำให้การแข่งขันเข้มข้นและบีบคั้นยิ่งกว่าเก่า
ล่าสุดแบรนด์คอมพิวเตอร์ระดับโลกอย่าง Dell, HP และ Acer ต้องออกมาแก้เกมด้วยการเปิดตัวแล็ปท็อปราคาประหยัดสเปกดีมาชนกับ Neo ตรงๆ โดยชูจุดขายด้านประสิทธิภาพหลายด้าน ที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าแบรนด์ผลไม้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรับเสียงวิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพการใช้งานโดยรวมว่าน่ากังขา
เมื่อคำนึงว่าตลาดแล็ปท็อปทั่วโลกนั้นมีมูลค่าสูงถึง 228,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกว่า 44% คือกลุ่มราคาประหยัด จึงเป็นที่น่าสนใจว่า การขยับตัวลงมาเล่นตลาดเริ่มต้นของ Apple ที่ทำให้แบรนด์เดิมตื่นตัวกันยกใหญ่นั้น แท้จริงแล้วเล็งเห็นความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มกลุ่มผู้ใช้ใหม่ หรือมีเหตุผลใดซ่อนอยู่เบื้องหลังกันแน่
Recap ตอนนี้เราชวนไปสำรวจเทรนด์สินค้าไอทีราคาประหยัดของแบรนด์ระดับโลก ว่ากระแสแข่งกันขายแล็ปท็อปถูกและดีนี้จะเป็นเพียงการโต้กลับในช่วงที่ Neo ยังได้รับความนิยมเพราะขายถูกได้ หรือกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมกันแน่

ลดทุนได้ถูกส่วน ทำให้ลูกค้าเก่ายังรัก แถมได้ลูกค้าใหม่มาเติม
อธิบายก่อนว่าที่ Neo ขายดีขนาดนั้น เพราะในกลุ่มแล็ปท็อปราคาประมาณ 600 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 19,900 บาทขณะนี้ คุณสมบัติของ Neo ยังกินขาด ทั้งวัสดุ ความสว่างจอ กล้องหน้า อายุแบตเตอรี ไปจนถึงความเร็วชิปประมวลผล มีการประมาณการว่าหากจะหาแล็ปท็อปที่คุณภาพเหนือกว่า ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30,000 บาท) ทีเดียว
ความคุ้มค่าระดับนี้ จึงไม่แปลกใจที่จะดึงดูดคนซื้อระดับตลาดเริ่มต้นอย่างกลุ่มนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศที่ไม่ได้ใช้งานโปรแกรมใหญ่ เน้นเพียงงานเอกสาร ติดต่อสื่อสาร และใช้ในชีวิตประจำวันเป็นหลักได้มากมาย จนมียอดขายหลักล้านในเวลาไม่ถึงเดือน
ถึงอย่างนั้นก็มีข้อสงสัยว่า เดิมทีแม้จะไม่มีแล็ปท็อปราคาประหยัดโดยตรง แต่ Apple ก็เจาะตลาดกลุ่มนี้ด้วย iPad ที่ราคาย่อมเยากว่าอยู่แล้ว ทำไมจู่ๆ จึงวางจำหน่ายแล็ปท็อปราคาเริ่มต้นเสริมเข้ามาอีก ที่จริงคำตอบของเรื่องนี้ อาจจะเป็นเหตุผลที่ Apple ขาย Neo ในราคาถูกได้ตั้งแต่แรก
มีการเปิดเผยว่า สาเหตุที่ Apple สามารถขาย Neo ที่คุณภาพดีในราคานี้ เพราะบริษัทหยิบเอาชิป A18 Pro ที่เหลือจากการนำไปใช้ใน iPhone 16 ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อสองปีก่อนมาใช้เป็นหน่วยประมวลผลของแล็ปท็อปรุ่นใหม่ โดยไม่ต้องเสียต้นทุนสั่งผลิตชิปชุดใหม่
ที่ชิปชุดนี้ไม่ได้ใช้งานจริง ก็เพราะมีข้อบกพร่องระหว่างการผลิตทำให้มีหน่วยประมวลผลย่อยบางตัวทำงานไม่สมบูรณ์ ฟังทีแรกเหมือน Apple เอาของตกเกรดมาย้อมขาย แต่ความจริงนี่เป็นขั้นตอนปกติของอุตสาหกรรม เพราะในกระบวนการผลิตหน่วยประมวลผลนั้น ไม่ใช่ทุกชิ้นจะสมบูรณ์ และชิปมีตำหนินี้จะถูกแยกออกมาเก็บตามประเภท
แต่ใช่ว่าไม่สมบูรณ์แล้วจะใช้ไม่ได้เลย ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจะนำชิปที่มีตำหนิแต่ยังใช้งานได้ดีมาแยกเป็นรุ่นย่อย แล้วใช้ในผลิตภัณฑ์ระดับรองลงมา เช่น iPhone 16 กับ 16e หรือ iPhone 16 Pro กับ MacBook Neo ที่ใช้ชิปหลักเดียวกัน แต่ของ 16e กับ Neo จะมีหน่วยประมวลผลย่อยน้อยกว่าหนึ่งตัว
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับฝั่ง Apple บริษัท Intel ก็แบ่งรุ่น CPU ออกเป็น i3, i5, i7, i9 ด้วยเกณฑ์ความสมบูรณ์ของวัสดุที่ใช้เช่นกัน เป้าหมายเพื่อคุมต้นทุนและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปในตัว ทั้งนี้ต้องหมายเหตุว่าชิปที่มีตำหนินี้ไม่ใช่ว่าเอามาขายได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานอย่างเข้มงวดว่าปลอดภัย ประสิทธิภาพเพียงพอ ก่อนนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่าย
พูดง่ายๆ คือ Apple ผลิตสินค้าเดียวได้ประโยชน์สองต่อ คือทั้งได้ลดชิ้นส่วนเหลือ แถมเมื่อลดต้นทุนหน่วยประมวลผลไปได้มาก ยังได้ตีตลาดกลุ่มผู้ใช้แล็ปท็อประดับเริ่มต้นเพิ่มอีกด้วย เพราะพอ Apple เพิ่มคุณภาพให้ส่วนอื่นของผลิตภัณฑ์จนออกมาเป็น Neo ที่คุ้มค่า แล้วรวมกับการออกแบบที่สวยงาม และความเข้มแข็งของชื่อแบรนด์ผลไม้แล้ว จึงตกคนใช้กลุ่มนี้เข้าวงการ Apple เพิ่มได้ไม่ยาก

แล้วการโต้กลับของแบรนด์อื่นได้ผลแค่ไหน?
จากเดิมที่การแข่งขันระหว่างแบรนด์แล็ปท็อประดับเริ่มต้นเข้มข้นอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าตลาดแล็ปท็อปเกือบครึ่งคือกลุ่มราคาประหยัดมูลค่าราวแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ทุกฝ่ายต้องแย่งส่วนแบ่งกันดุเดือด ทั้งตัดกันด้วยราคา ชูประสิทธิภาพหน่วยประมวลผล วัสดุ แบตเตอรี การระบายความร้อน ทว่าเมื่อแบรนด์อย่าง Apple มาเจาะตลาดราคาประหยัด ทั้งฐานผู้ใช้เดิมที่เหนียวแน่น บวกกับผู้ใช้ใหม่ที่โดนความคุ้มค่าต่อราคาที่จ่ายของ Neo ตก ทำให้แบรนด์ใหญ่ทั้งหลายต้องรีบหาทางแก้เกมกันอย่างไว
จึงไม่น่าแปลกใจที่ 2 เดือนมานี้ เราจะเห็นบรรดาแบรนด์คอมพิวเตอร์เจ้าใหญ่เริ่มเคลื่อนไหว เปิดตัวแล็ปท็อปรุ่นประหยัดแนวใหม่ ที่คุ้มค่าต่อราคามากกว่าเดิม เพื่อชิงตลาดคนซื้อกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานคืน ซึ่งหลายสื่อเห็นตรงกันว่าเป็นความพยายามจะท้าชนกับ Neo โดยตรง
อย่าง HP OmniBook 5 ที่ให้หน่วยความจำ 16 GB กับแบตเตอรีที่โฆษณาว่าทนพอกับ Neo ในราคาเริ่มต้นแค่ 500 ดอลลาร์สรัฐ (ประมาณ 16,000 บาท)
หรือในงาน COMPUTEX 2026 มหกรรมเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกที่จัดเป็นประจำทุกปีในกรุงไทเป ไต้หวัน แบรนด์ดังอย่าง Acer ก็เปิดตัว Acer Swift 14 กับ Aspire Go 15 ที่มาพร้อมจอสีสดสวย แบตเตอรีใช้งานได้นาน และความไวหน้าจอ 120 ภาพ/วินาที และชิปประมวลผลรุ่นใหม่ ส่วน Dell ก็เตรียมวางจำหน่าย XPS 13 แล็ปท็อปตัวกลางที่ขยับเนื้อในบางส่วนอย่างวัสดุและจอแสดงผลคุณภาพสูงขึ้น
กระนั้นแล็ปท็อปตัวใหม่เหล่านี้ก็ได้รับคำวิจารณ์จากผู้ใช้งานไม่น้อยเช่นกัน ส่วนมากเน้นหนักไปที่เรื่องประสิทธิภาพการใช้งาน อย่าง HP OmniBook 5 ที่วัสดุกับจอภาพด้อยกว่า Neo หรือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ของทั้ง Acer และ Dell นั้นให้หน่วยความจำหรือ RAM เริ่มต้นมาเพียง 8 GB เท่านั้น
เพราะ RAM เหมือนเลขาฯ ส่วนตัวที่ช่วยบันทึกการใช้งานในขณะนั้นเอาไว้ ยิ่งมี RAM มากก็แปลว่าอุปกรณ์นั้นจะทำงานต่อเนื่องได้ลื่นไหล ซึ่งปัจจุบันแล็ปท็อปส่วนมากควรมี RAM เริ่มต้นพื่อการใช้งานระดับทั่วไปที่ 16 GB เมื่อ RAM น้อยทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องประสิทธิภาพการใช้งานระยะยาวอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่ Apple ตั้งใจเปิดตลาดใหม่จริงหรือ?
ระหว่างที่แบรนด์ทั้งหลายกำลังวิ่งวุ่นตอบโต้ MacBook Neo อยู่นั้น กลับมีข่าวว่าชิป A18 Pro ในคลังของ Apple ใกล้หมดเพราะได้รับความนิยมเกินคาด (รวมถึงมีข่าวว่า Neo หมดจากหน้าร้านทางการหลายแห่งทั่วโลก) ทำให้ Apple กำลังวางแผนสั่งผลิตชิปคำรบใหม่เพื่อให้ทันความต้องการของผู้ซื้อที่อยากครอบครอง Neo กันอย่างล้นหลาม
ฟังเผินๆ ก็เหมือนข่าวสินค้าขายดีจนหมดคลังทั่วไป แต่ข้อมูลนี้ทำให้เกิดความเห็นและบทวิเคราะห์อีกด้านตามออกมา ว่าการที่ Neo ใช้ชิปเหลือของ iPhone นั้นอาจเป็นดาบสองคม มีข้อดีคือทำให้ต้นทุนถูกลง มีคุณภาพเกินราคาจนตกคนใช้ได้มาก
แต่หลายคนอาจลืมคิดไปว่าแล้วถ้าชิปมีตำหนิในคลังหมดจนต้องสั่งผลิตเพิ่ม ก็จะมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นพอควร แล้ว Apple จะยังขายราคาถูกเพื่อตีตลาดแล็ปท็อปราคาประหยัดต่อไปได้ไหม หรือที่จริง Apple เพียงแค่อยากลดชิ้นส่วนที่เหลือใช้โดยไม่ได้ตั้งใจเจาะตลาดใหม่ตั้งแต่แรกกันแน่ ก็ยังเป็นความเคลื่อนไหวที่ต้องติดตามกันต่อไป
ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ Apple มีระบบจัดการต้นน้ำถึงปลายน้ำของตัวเองแบบครบวงจร สั่งผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์คราวละมากๆ ทำให้ควบคุมการใช้งานส่วนประกอบได้ยืดหยุ่นกว่าแบรนด์อื่นที่ต้องสั่งผลิตส่วนประกอบแยกจากหลายแหล่ง แม้แบรนด์ไอทีทั้งหลายจะเริ่มปรับตัวเพื่อต่อกรกับบริษัทผลไม้ แต่ด้วยความที่ต้องคงระดับราคาจำหน่ายให้บริษัทยังคุ้มทุน แถม Apple มีข้อได้เปรียบที่ไม่ต้องเสียต้นทุนผลิตชิปประมวลผลเพิ่ม ทำให้ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าไหนสร้างแล็ปท็อประดับเริ่มต้นที่ให้ความคุ้มค่าพร้อมประสิทธิภาพสูงได้เหมือน Neo
แต่นี่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นการแข่งขันในตลาดในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตแล็ปท็อปราคาประหยัดกำลังมุ่งไปในทิศทางไหน จะมีช่องว่างอะไรที่ทำให้ผู้ผลิตได้สำรวจ ปรับปรุง และสร้างผลิตภัณฑ์มานำเสนอให้ผู้บริโภคอีก
ที่มา
- grandviewresearch.com/industry-analysis/laptop-market
- mordorintelligence.com/industry-reports/pc-market
- facebook.com/share/p/183sFE6mai
- wsj.com/tech/apple-is-making-hit-products-and-high-profits-from-imperfect-chips-d32c21d8?mod=Searchresults&pos=2&page=1
- theverge.com/tech/908328/macbook-neo-windows-laptop-competitors-asus-lenovo-acer-review-comparison
- theguardian.com/technology/2026/mar/31/macbook-neo-review-budget-apple-laptop-iphone-chip
- youtu.be/stWvh7e9q4E?si=qyOuPToVVFGbjy4Z
- contextworld.com/context-apple-s-macbook-neo-gains-early-momentum-with-23-share-of-brand-notebook-sales-in-first-three-weeks
- abs-cbn.com/news/technology/2026/6/3/acer-drops-nitro-handheld-pc-for-streaming-games-new-predator-laptops-0840
- wired.com/review/apple-macbook-neo/
- wired.com/story/hp-omnibook-5-deal-0426-1/
- pcmag.com/news/apple-reportedly-running-out-of-a18-pro-chips-for-macbook-neo
- cnet.com/tech/mobile/apple-expects-significantly-higher-memory-costs-to-impact-iphone-macbook-neo/
- stuff.tv/news/macbook-neo-price-could-rise-thanks-to-increased-demand/
การเติบโตและวิธียืนหยัดของ TMK ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นดังสัญลักษณ์ของชาวกาญจนบุรี
สร้างความมั่นใจด้วยโทนสีประจำตัว คุยกับ Colorsayyoo ผู้บุกเบิก personal color ในไทย
หากถามคนทำงานวัยผู้ใหญ่ตอนต้นในยุคนี้ว่า สิ่งที่มักเปิดขึ้นมาดูอ้างอิงเวลายืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าคืออะไร คำตอบที่สองรองจาก Pinterest คงหนีไม่พ้นตารางสีเสื้อมงคล ไม่ใช่เพราะแค่คนรุ่นเรางมงายหรือหมกมุ่นเรื่องโชคลาง แต่เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่รักการจัดวางตัวเองให้เข้าที่เข้าทางที่สุดอยู่เสมอ ไม่ว่าวันนี้จะออกไปไหน มีแผนทำอะไร เราทุกคนล้วนอยากรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนหนึ่ง
แต่หากวันนี้มีคนบอกกับคุณว่า นอกจากโหราศาสตร์แล้ว เรายังสามารถใช้วิทยาศาสตร์ความงามเป็นเครื่องมือในการตามหา ‘สีที่ถูกโฉลก’ กับคุณได้ด้วยล่ะ
นี่คือศาสตร์ที่ ขวัญ–เชิญขวัญ มุกดาประกร ตัดสินใจเดินทางไปร่ำเรียนมาจากเกาหลีใต้ โดยศาสตร์เกี่ยวกับสีประจำตัว (personal color) ของที่นี่ไม่เพียงนำมาใช้ได้ดีกับการเลือกเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสีผม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ หรือกระทั่งธีมงานแต่งที่ขับเน้นความเป็นเรา
“คนไทยส่วนใหญ่ยังมองการใช้บริการเกี่ยวกับความงามว่าเป็นเรื่องของโอกาสพิเศษ หรือเป็นสิ่งลักชูรี สังเกตจากลักษณะการให้บริการก็ได้ ที่นี่เราจะเรียกช่างแต่งหน้าช่างทำผมมาบริการเรา ในที่ที่เราสะดวก ขณะที่ในเกาหลีลูกค้าจะเดินทางไปหาช่างและรับบริการกันในชีวิตประจำวันทั่วไปเลย
“เป้าหมายของเราคือการนำเอาความงามเข้ามาอยู่ในวันธรรมดาๆ ของคนไทยแบบนั้นบ้าง ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องเข้ามาปรึกษา personal color ทุกวัน แค่เมื่อได้ลองเรียนรู้ personal color ของตัวเองแล้ว เขาจะเริ่มสังเกตเห็นสีพวกนี้ในชีวิตประจำวัน และเลือกใช้มันได้อย่างเหมาะสมในทุกๆ วัน”
แล้ว ‘Colorsayyoo’ ก็ค่อยๆ เติบโตมาจากห้องคอนโดเล็กๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงตัวคนเดียว เพียงไม่ถึง 3 ปีขวัญก็สามารถขยับมาเปิดเป็นสตูดิโอกว้างขวางใจกลางย่านอโศกได้ แถมยังมีลูกค้าทั้งขาจรขาประจำเป็นคนมีชื่อเสียงมากมาย
คอลัมน์ Micro Wave วนกลับมาทั้งที ขอพาผู้อ่านไปสำรวจภูมิทัศน์ของคลื่นการตามหา personal color และ one-woman business ว่ามีแรงขับเคลื่อนอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง

Test the Waters
ปากทางเข้าโลกธุรกิจของมนุษย์เงินเดือน
แรกเริ่ม แม้เรียนจบด้านธุรกิจมา แต่ด้วยความที่สมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ทำงานประจำ ขวัญจึงก้าวตามรอยผู้ใหญ่ไปในเส้นทางที่ปลอดภัย และนั่นก็เปิดโอกาสให้เธอได้เข้าไปเปิดหูเปิดตาลองงานในหลายวงการ
“ทำมาหลายอย่าง มีทั้งอีคอมเมิร์ซ บริษัทเกาหลี อุตสาหกรรมอาหาร สายการบินก็เคยทำ ตอนทำอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านอะไร แต่ด้วยธรรมชาติเป็นคนชอบหาเงิน แม้แต่ตอนที่ทำงานประจำแล้วเวลาว่างน้อยลงเราก็ยังแอบคิดตลอดว่าอยากหาเงินให้ได้เยอะกว่านี้”
ด้วยเหตุนี้ เวลาว่างที่เหลือจากงานจึงอุทิศให้กับทำเงินทุนก้อนจิ๋วๆ ให้งอกเงย ด้วยธุรกิจระยะสั้นๆ อย่างการรับสินค้ามาขายออนไลน์ตามแต่เทรนด์ช่วงนั้น
“แต่สุดท้าย ถ้างานประจำรัดตัวเราก็เหลือเวลามาคิดทำอะไรได้ไม่มาก ต้องช่วงที่ลาออกมาแล้วนู่นแหละ เราถึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้ว่าอยากลองทำธุรกิจเกี่ยวกับ personal color”
Find the Blue Ocean
น่านน้ำสีครามที่เหลือไม่มากในมหาสมุทรความงาม
“เราเป็นคนชอบความสวยความงามมาตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าชอบมองผู้คน มองผู้หญิงสวย มองดูจุดที่ดูสวยงามบนใบหน้าและร่างกายคน อาจจะเป็นด้วยเครื่องหน้าหรือวิธีการแต่งหน้าแต่งตัวของเขาก็ได้ เรารู้สึกว่าได้มองแล้วเกิดแรงบันดาลใจ อยากสวย อยากดูแลตัวเอง
“จุดเริ่มต้นของความสนใจในธุรกิจความงามมันน่าจะมาจากตรงนี้ แต่ในช่วงที่เริ่มคิดทำธุรกิจ การแข่งขันมันก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว”
อุตสาหกรรมความงามของไทยครองอันดับ 1 ของอาเซียนในแง่ของมูลค่าตลาด ฐานการผลิต และแรงดึงดูดนักลงทุนมาสักพักใหญ่ ต่อให้ย้อนกลับไป 3-4 ปีก่อนหน้า ในช่วงที่สตูดิโอของขวัญยังไม่ตั้งไข่ก็ตาม ในยามนั้น ไม่ว่ามองไปทางไหนด้วยสายตานักธุรกิจก็คงเจอแต่ตลาดที่มีคู่แข่งนำเสนอสินค้ากลุ่มเดียวกันอยู่แล้วมากมาย (red ocean) แต่ในบรรดาเรื่องที่ขวัญสนใจ มีอยู่ไอเดียหนึ่งที่พูดถึงเมื่อไหร่เป็นต้องได้มาทั้งคำถามและเสียงปรามจากคนรอบข้าง

“เรารู้จัก personal color มาก่อนหลายปี พูดตามตรงมันไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ขนาดนั้น เพียงแต่ก่อนนี้มันยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ปัญหาก็คือเราพูดถึงไอเดียนี้ให้คนรอบตัวฟังทีไร ส่วนใหญ่เขาจะงงและถามว่ามันคืออะไร หรือไม่ก็คัดค้านว่าอย่าทำเลย ถ้าคนไม่รู้จักมัน เขาจะมองมันเป็นสิ่งจำเป็นได้ยังไง”
ขวัญไม่รู้ว่าจะเรียกการยืนหยัดครั้งนั้นว่าความดื้อรั้นหรือความเชื่อมั่น แต่ในท้ายที่สุด เธอตัดสินใจไปต่อกับไอเดียนี้ คิดแค่ว่ายังไงก็ยังอยากทำงานกับสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ปรากฏว่าความชอบส่วนตัวนี่แหละ คือเข็มทิศที่นำทางขวัญไปเจอกับพื้นที่ตลาดขนาดย่อมซึ่งยังไม่มีใครเปิดให้บริการคล้ายๆ กับเธอ น่านน้ำสีคราม (blue ocean) ที่เธอตามหาอยู่นั่นเอง
“สตูดิโอของเราเปิดวันแรกโดยที่เราไม่คาดหวังอะไร แค่เตรียมสถานที่ ถ่ายคอนเทนต์ง่ายๆ และยิงแอดธรรมดาๆ แต่ปรากฏว่าจากโพสต์นั้น มีคนเข้ามาจองจนคิวล้นตั้งแต่วันแรก เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้มีอยู่ทั่วไป แค่ลูกค้ายังไม่รู้จักมันดีก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ต้องการมัน”

Ride the K-Wave
ความพิเศษของศาสตร์เกาหลี
การวิเคราะห์ personal color อาศัยการรวมตัวกันของความรู้หลายแขนง ไม่ใช่แค่ทักษะการเสริมความงามเท่านั้น แต่ยังมีศิลปะ จิตวิทยาบุคลิกภาพ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ส่วนสาเหตุที่ต้องเป็นศาสตร์ของเกาหลีนั้น ขวัญเล่าที่มาที่ไปให้เราฟังว่า
“คนเกาหลีให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ และการดูแลตัวเองมาก ด้วยวัฒนธรรมของเขา เขามองว่าภาพลักษณ์ของคนคนหนึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเขาเองคนเดียว แต่เกี่ยวโยงไปถึงสังคมด้วย จะออกจากบ้านสักครั้งหนึ่งได้เขาเลยมักจะดูแลกันเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า ศาสตร์นี้ของเขาเลยพิถีพิถันมากๆ ไปด้วย
“อย่างที่บอกไป personal color ไม่ใช่ของใหม่อะไร ไม่ได้เริ่มขึ้นในเกาหลีด้วยซ้ำ แต่เอกลักษณ์ของศาสตร์เกาหลีคือจะให้ความสำคัญและลงรายละเอียดเรื่องการแต่งหน้ากว่ามาก แล้วไกด์การแต่งตัวก็จะเน้นสอนวิธีคุมโทนมากกว่าฝรั่งที่เน้นจับคู่สีเยอะๆ และด้วยความที่มันเป็นศาสตร์ที่พัฒนามาจากมาตรฐานใบหน้าและสีผิวคนเอเชียนเหมือนกัน ฉะนั้นทั้งในแง่วัฒนธรรมและกายภาพ มันใกล้เคียงกับคนไทยมากกว่า”

Where Taste Meets Theory
เมื่อสีที่ชอบอาจไม่ตรงกับ ‘สีที่ใช่’
แน่นอน เราไม่พลาดโอกาสที่จะยิงคำถามคลาสสิกในใจคนส่วนใหญ่ที่เพิ่งมารู้จักกับศาสตร์นี้ได้ไม่นาน ขวัญประเดิมคำตอบด้วยการหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดรูปถ่ายของตัวเธอเองสมัยก่อนให้ดูประกอบเรื่องเล่า
“ด้วยความที่เป็นสาวไทย เมื่อก่อนเราจะยึดติดอยู่ตลอดว่าพื้นผิวติดเหลืองต้องแต่งหน้าวอร์มโทน ต้องปัดแก้มสีส้ม ต้องสวมเสื้อผ้าสีเข้มๆ เช่น สีน้ำตาล มาเข้าใจเอาหลังจากไปเรียนมาแล้วว่าตัวเองเป็นซัมเมอร์ แปลว่าแต่งหน้าสีชมพูคูลโทนและใส่เสื้อผ้าสีอ่อนจะดูดีกว่ามาก
“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากลับไปหาสีเหล่านั้นไม่ได้เลย โดยเฉพาะถ้าเป็นสีที่ชอบ ทริกสำคัญคือต้องแต่งให้สมดุล เช่น จับคู่สีที่เป็น personal color กับสีที่เราชอบให้ได้สัดส่วนสัก 70:30 และถ้าให้ดี พยายามสวมใส่ไอเทมสีที่ไม่ใช่ personal color ให้ห่างจากใบหน้าก็จะช่วยได้มาก เรื่องสีมันไม่ใช่กรอบตายตัวอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องของบาลานซ์นี่แหละ”


Who’s on Board?
เสียงตอบรับที่ไม่คาดคิด
“จริงๆ ก็ไม่ได้คาดคิดไว้สักอย่าง ตั้งแต่ที่มีคนจองจนเต็มภายในวันแรกนั่นก็ด้วย แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มเป้าหมาย แน่นอนว่าลูกค้ากลุ่มแรกๆ เริ่มจากกลุ่มที่เราคาดคิดเอาไว้ก่อนคือผู้หญิงวัยทำงาน แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีกลุ่มอื่นๆ ที่เราไม่คาดคิดไว้เข้ามาสนใจ เด็กสุดคือน้องๆ วัยมัธยมจูงมือมากับผู้ปกครอง หรือกลุ่มที่อายุเยอะหน่อยคือลูกค้าเดิมเขาชวนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านมาทำด้วยกัน
“ยุคนี้ดีกว่าเมื่อก่อนอย่าง ถ้าย้อนกลับไปสักสิบปี เราจะพบว่าผู้ชายไม่สนใจเรื่องความงามเลย แต่เดี๋ยวนี้มันเปิดกว้าง ผู้ชายสนใจเสื้อผ้า สกินแคร์ หรือกระทั่งเมคอัพก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“กลุ่มที่ไม่คาดฝันที่สุดคือคนมีชื่อเสียง คนเหล่านี้เป็นมืออาชีพในด้านภาพลักษณ์อยู่แล้ว ย่อมต้องมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องความงามรายล้อม เราเลยไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะนึกอยากมาใช้บริการสตูดิโอเล็กๆ ของเรา”


Branch out the Route
ดูแลมากกว่าแค่เรื่องสี
“ตัว Korean personal color จะเป็นการวิเคราะห์เรื่องเฉดสีเป็นหลัก ดูตั้งแต่สีผิว สีตา สีผม สีคิ้ว โดยมีแกนกลางเป็นแนวคิดเรื่องฤดูกาล อย่างที่เราจะเห็นเขาวิเคราะห์รูปถ่ายคนดังในโซเชียลฯ กันบ่อยๆ ว่าเป็นคูลซัมเมอร์ เป็นไบรท์วินเทอร์ต่างๆ ซึ่งคนแต่ละฤดูก็จะมีชุดสีที่เหมาะกับเขาที่สุด
“บริการอย่างที่สองจึงไม่ใช่เรื่องสีแล้ว แต่เป็น face and body fit ที่จะเน้นทำความเข้าใจบอดี้ไทป์และสัดส่วนของใบหน้าและร่างกาย ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นเรื่องของทรง (silhouette) มากกว่าสี เช่น ทรงเสื้อผ้า ทรงผม ทรงแว่นตา ทรงคอเสื้อ ความสั้นยาวของเสื้อผ้า วิธีการคอนทัวร์ใบหน้า เป็นต้น ความน่าสนใจคือลูกค้าที่เป็นผู้ชายมักจะสนใจ face and body fit มากกว่า Korean personal color
“สุดท้ายคือ wedding consult ตามชื่อเลย เป็นการให้คำปรึกษาสำหรับงานแต่งซึ่งเป็นส่วนผสมของทั้งการวิเคราะห์สีและทรงแบบครบวงจร แต่เน้นใช้งานในงานแต่งโดยเฉพาะ เช่น ชุดแต่งงาน ผ้าคลุมหน้า เครื่องหัว ชุดสูท ไท ธีมงาน ไปจนถึงสีของดอกไม้ที่ใช้ประดับ”

Read the Currents
มองอนาคตเทรนด์ความงาม
“ถ้ามองภาพใหญ่ เราก็ยังเห็นว่าเกาหลีนำเราอยู่หลายก้าวในตลาดความงาม เขามีนวัตกรรมมากกว่า ทั้งเรื่องเทคนิค เรื่องเครื่องสำอาง หรือหัตถการที่พัฒนาไปไกล ซึ่งหลายอย่างไทยยังไม่มีและต้องไปตามศึกษาดูงานเขาอยู่ ถ้าเกาหลีคิดค้นหรือเกิดเทรนด์ความงามอะไร กว่าคนไทยจะเริ่มหันมาหยิบจับตามจนนิยมที่นี่บ้างก็ผ่านไปแล้ว 6 เดือนถึง 1 ปี
“แต่ไม่ปฏิเสธว่าตลาดไทยเองก็โตมากเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่เราชอบเกี่ยวกับคนไทยคือเราตามแฟชั่นกันแล้วผลลัพธ์มันสร้างสรรค์กว่า ต่างจากคนเกาหลีที่สังคมมีความ collective สูง เลยมักจะแต่งตามกัน หลีกเลี่ยงอะไรที่เด่นเกินไป ไม่อยากแปลกแยกจากคนอื่น เทียบกันแล้วคนชาติเราหลากหลายกว่า ทั้งภูมิภาคและชาติพันธุ์ เราเลยมีแนวโน้มที่จะดัดแปลงเทรนด์ต่างๆ ให้เข้ากับตัวเองมากกว่า ที่เราเห็นว่าสาวไทยจะมีสายฝอ สายเกา สไตล์ญี่ปุ่น สไตล์ไทยๆ ใครเคยไปเกาหลีจะรู้ว่ามีวาไรตี้แบบนี้ให้เห็นน้อยมาก
“อาจเพราะอย่างนี้ เราเลยติดตามชมอย่างตื่นตาเสมอว่ากระแสความงามในไทยจะเดินทางต่อไปในทิศทางไหน และขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้ว่าศาสตร์ของเกาหลีจะพัฒนาต่อไปยังไง ในฐานะคนที่อยากไปเรียนรู้ ปรับใช้ และส่งต่อสิ่งเหล่านั้นให้ลูกค้าของเราต่อไป”
จากทุน 500 บาทสู่ร้านเสื้อวินเทจที่คอลแล็บแบรนด์ระดับโลก จุดเจ็บของ โย Knowwhere
เบื้องหลังการเติบโตตลอด 15 ปี ของ KAMU KAMU สู่รายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท
ไดโนไมโล แรปเตอร์ ชานมดอกคามิเลีย มัทฉะ วาราบิโมจิ และอีกสารพัดเมนูจาก KAMU KAMU ที่ขึ้นแท่นเป็นเครื่องดื่มในดวงใจของใครหลายคนจนสร้างรายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท พร้อมการครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 10% ของตลาดชานมไข่มุก และจัดอยู่ในอันดับท็อป 5 ของแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุด
ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดูน่ารักสดใส ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นแบรนด์คนไทยที่อยู่มายาวนานถึง 15 ปี ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและการแข่งขันที่เข้มข้น
แม้ภาพรวมตลาดชาในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท และหากเจาะเฉพาะตลาดชานมไข่มุกจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่ส่วนแบ่งหน้าเค้กนี้กลับมีแบรนด์คู่แข่งถึง 45 แบรนด์ โดยมีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จากต่างประเทศ
ในวาระครบรอบ 15 ปีของ KAMU KAMU ภายใต้เครื่องดื่มสุดหวานหอมนี้มีเรื่องราวการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับจุดแข็งด้านคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเราได้สรุปทั้งเบื้องหลังความสำเร็จและทิศทางการดำเนินธุรกิจของ KAMU KAMU มาให้อ่านกันผ่านคอลัมน์ Keynote ในครั้งนี้

จาก ‘คุณภาพ’ สู่ ‘ความได้เปรียบในการแข่งขัน’
ตลอดเส้นทางกว่า 15 ปีของ KAMU KAMU เติบโตจากแบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่น สู่แบรนด์เครื่องดื่มที่มีสาขามากกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์ในการปรับตัวและเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดเครื่องดื่ม
เบื้องหลงความสำเร็จนี้เกิดจาก ‘การเลือกสิ่งที่ดีที่สุด’ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การชงสดใหม่ในทุกวัน ไปจนถึงการพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย KAMU KAMU ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการต้มใบชาสดใหม่ทุกวันในทุกสาขา การใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และการพัฒนาเมนูผ่านการทดลองกับผู้บริโภคจริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือมาตรฐานที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน KAMU KAMU ยังพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่ดื่มเครื่องดื่ม แต่ดื่มด่ำไปกับความสวยงามของแก้วด้วย จึงรีแบรนดิ้งไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เปลี่ยนหน้าตาของแก้วให้ดูน่ารักสดใสมากยิ่งขึ้น

‘ชา’ คือหัวใจของแบรนด์ สู่แกนหลักการเติบโตในบทใหม่
สำหรับ KAMU KAMU กลุ่มชานมไข่มุกยังคงเป็นเมนูหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 60% ของยอดขาย ขณะที่กลุ่มชา เช่น ชาไทย มัทฉะ และชาอื่นๆ คิดเป็น 20% และกลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ คิดเป็น 20% สะท้อนให้เห็นว่า ‘ชา’ ไม่ได้เป็นเพียงรากฐานของแบรนด์ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดพอร์ตสินค้าและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป
นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่หมัดเด็ดที่หลายคนติดใจ ทั้งเมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีและฮอตฮิตมากในหมู่คนรักโกโก้ ชาไทยไม่ใส่สีที่ตอบรับกับเทรนด์รักสุขภาพ เมนูมัทฉะที่หลากหลายเอาใจสายมัทฉะเลิฟเวอร์ เมนูชาดอกไม้และชาผลไม้ สอดคล้องกับเทรนด์ในตอนนี้ที่คนไม่ได้แค่ดื่มด่ำกับรสชาติอร่อยแต่ยังชอบกลิ่นหอมของเครื่องดื่ม ไปจนถึงท็อปปิ้งเด็ดอย่างวาราบิโมจิสุดนุ่มหนึบที่ทำสดใหม่ทุกวัน



เมื่อ Product & Brand Experience คือเรื่องเดียวกัน
KAMU KAMU ได้เปิดตัวเมนูใหม่ ‘Oolong Peach’ ภายใต้แนวคิด The Harmony of Oolong Peach ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างชาอู่หลงที่มีกลิ่นหอมละมุนกับความหวานสดชื่นของพีช เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มที่นุ่มนวล สดชื่น และมีความพรีเมียมในทุกคำ
ขณะเดียวกันก็ได้เปิดตัว ‘Kamu & Friends’ แก๊งมาสคอตสุดน่ารักที่เป็นตัวแทนความสดใสและวัตถุดิบหลักของ KAMU KAMU เช่น คามุซัง มาสคอตหมีที่เป็นตัวแทนภาพลักษณ์หลักของแบรนด์, เลมอนซัง มาสคอตเลมอนสุดเปรี้ยวซ่า ตัวแทนของเครื่องดื่มกลุ่มชาผลไม้ และโมโม่จัง น้องพีชสีชมพูละมุน สมาชิกใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับเมนูพิเศษ เพื่อสร้าง brand engagement เพิ่มการจดจำและเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในระยะยาว

หมุดหมายต่อไปของ KAMU KAMU
จากปัจจุบันรายได้กว่า 600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายก้าวสู่รายได้ 1,000 ล้านบาท และจาก 200 สาขา ขยายสาขาสู่ 300 แห่งภายใน 3 ปี โดยการเติบโตดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1. การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบร้านที่คล่องตัว โดยมีขนาดเฉลี่ยราว 23 ตารางเมตร เพื่อรองรับทำเลที่หลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น
2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
3. การสร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกชัดเจน ทันสมัย และอยู่ในใจผู้บริโภคในระยะยาว
การก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของ KAMU KAMU จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในการก้าวสู่อนาคต ในฐานะแบรนด์ที่มี ‘ชา’ เป็นแกนหลักของการเติบโต และมุ่งสร้างประสบการณ์เครื่องดื่มคุณภาพที่เข้าถึงผู้บริโภคไทยในทุกวัน
NEON Rated เราเรียนรู้อะไรได้จากกลยุทธ์ซุ่มซื้อหนัง จนคว้าแชมป์คานส์ 7 ปี ของบริษัทนี้
หลังจากเทศกาลหนังคานส์เพิ่งจบไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม หนังเรื่อง Fjord ก็คว้ารางวัลปาล์มทองคำไปครอง และหน้าข่าวที่ขึ้นมาพร้อมๆ กันคือ นี่คือหนังเรื่องที่ 7 แล้วที่ NEON บริษัทจัดจำหน่ายหนังสัญชาติอเมริกัน เฉียบคมพอที่จะเซ็นสัญญาคว้าสิทธิ์มาไว้ในมือล่วงหน้า ก่อนที่หนังจะทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดบนพรมแดง
สำหรับ NEON การเลือกซื้อหนังที่คว้ารางวัลหลากเวที นับตั้งแต่ Parasite, Triangle of Sadness, Anatomy of a Fall, Anora, It Was Just an Accident, The Worst Person in The World, Sentimental Value ทำให้สื่ออย่าง The Hollywood Reporter บอกว่า การที่ NEON ซื้อหนังเหล่านี้ได้ คือความสำเร็จที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในวงการภาพยนตร์ และยังได้รับการยกย่องให้เป็น ‘ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์อิสระแห่งปี 2024’ (Independent Distributor of the Year)
พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เหตุผลที่ทำให้คนตื่นตาตื่นใจกับ NEON เพราะในมิติของธุรกิจภาพยนตร์ หนังนอกกระแสหรือภาพยนตร์ประกวดในเทศกาล ไม่ใช่ ‘สินค้ามวลชน’ ที่จะซื้อง่ายขายคล่องในวงกว้าง แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจของภาพยนตร์เหล่านี้จะด้อยไปกว่าใคร เพียงแต่ตัวเลขกำไรของมันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยสูตรสำเร็จเดิมๆ หากแต่ต้องอาศัย ‘การตลาด’ และศิลปะการจัดจำหน่ายที่ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่ม niche โดยเฉพาะ ซึ่งวิธีการทำการตลาดที่ง่ายที่สุดคือ ‘หนังคว้ารางวัล’ นี่แหละที่ช่วยการันตีความสำเร็จได้แล้ว
ดังนั้น การที่ NEON สามารถ ‘คาดการณ์อนาคต’ ได้อย่างแม่นยำซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่น่าใช่เรื่อง ‘บังเอิญ’ แน่ๆ ความสำเร็จของ NEON กลายเป็นภาพสะท้อนของ ‘สัญชาตญาณทางธุรกิจ’ แบบไหน พวกเขาเปลี่ยนภาพยนตร์จำเพาะกลุ่มที่ค่ายใหญ่มองข้าม ให้กลายเป็น ‘ผลผลิตทางวัฒนธรรม’ ที่กวาดทั้งเงินและกล่องรางวัลได้ในทุกพื้นที่ได้ยังไง นี่คือสิ่งที่เราชวนไปทำความเข้าใจในคอลัมน์ Entretainment ร่วมกัน
ทำความเข้าใจโลกการซื้อ-ขายในตลาดภาพยนตร์
โดยทั่วไปแล้ว นักจัดจำหน่ายภาพยนตร์หรือ distributor จะมีเข็มทิศในการเลือกหนังที่ต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง ‘ตลาดหนังแมสกระแสหลัก’ เช่น หนังแอ็กชั่น หนังครอบครัว การ์ตูน ฯลฯ กับ ‘ตลาดหนังเทศกาลและหนังอาร์ตเฮาส์’
สูตรการซื้อ-ขายภาพยนตร์ในตลาดหนังแมสพอเดากันได้ไม่ยาก วิธีการทำงานคือ เลือกซื้อหนังที่มีดาราดังๆ หรือไม่ก็หนังแฟรนไชส์ที่การันตีความสำเร็จ หนังรีเมค หนังแอ็กชั่น หนังซูเปอร์ฮีโร่ เหล่านี้คือการกดสูตรที่ค่ายหนังจนถึงบริษัทจัดจำหน่ายเดาได้ว่าจะการันตีผู้ชมได้แน่ๆ และเป็นท่าที่ช่วยลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด (เพราะใช่ว่าหนังแมสไม่มีความเสี่ยงเลย ในแง่ของการลงทุน สตูดิโอใหญ่ต้องจ่ายเงินหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อผลิตหนังฟอร์มยักษ์ แต่ถ้ายอดคนดูไม่เป็นไปตามเป้า พวกเขาก็ต้องขาดทุน)
ทว่าในโลกตลาด niche วิธีคิดแบบเพลย์เซฟเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะภาพยนตร์นอกกระแสหรือภาพยนตร์ประกวดในเทศกาลมีอัตลักษณ์จำเพาะ ทั้งในแง่ประเด็นสังคมที่แหลมคม วิธีการเล่าเรื่องที่ท้าทาย และภาษาภาพยนตร์ที่หลากหลาย ไม่ได้ยึดติดกับขนบ ทำให้ภาพยนตร์กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในการขายต่างจากหนังกลุ่มแมส แต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่มากกว่าสินทรัพย์ที่เป็นเงิน นั่นคือมูลค่าทางวัฒนธรรม (แต่ในแง่การลงทุนอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่าหนังแมส เพราะหากหนังเรื่องไหนมีการลงทุนต่ำ แต่พอออกฉายหนังเกิดไวรัลหรือชนะรางวัลใหญ่ขึ้นมา รายได้ที่กลับคืนมาอาจพุ่งสูงเป็น 10-20 เท่าเลยก็ว่าได้)
โจทย์ของผู้จัดจำหน่ายหนังนอกกระแสจึงจำเป็นต้องใช้ ‘สมการคำนวณความเสี่ยงรูปแบบใหม่’ โดยการเรียนรู้ที่จะ ‘อยู่ร่วมและเปลี่ยนความเสี่ยงให้กลายเป็นความเท่’ ผ่านการคัดสรรภาพยนตร์ แล้วทำให้หนังเหล่านี้กลายเป็นหมุดหมายทางรสนิยมที่คนรู้สึกว่า ‘ต้องดู’ ผ่านการโปรโมตหนังในรูปแบบต่างๆ
เหล่าผู้จัดจำหน่ายหนังสายหนังรางวัลจึงไม่ได้มองคนดูทั้งประเทศ แต่มองกลุ่มซีเนไฟล์ หรือคนรักหนังตัวจริง นักศึกษาภาพยนตร์ คอหนังอาร์ต และคนรุ่นใหม่ที่มองหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ลึกซึ้ง และแปลกใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ติดตามหนังอาร์ตตามเทศกาลต่างๆ ทุกปี และพร้อมที่จะบอกต่อ เขียนรีวิว และเดินทางไปดูในโรงหนังด้วยตัวเอง
ยกตัวอย่างจากการซื้อ-ขายภาพยนตร์เทศกาลหนังเมืองคานส์ ที่นี่มีตลาดซื้อ-ขายหนังที่ใหญ่และสำคัญที่สุด เรียกว่า Marché du Film ที่นี่เป็นตลาดหนังที่ผู้จัดจำหน่ายทั่วโลกแห่กันไปแย่งซื้อหนัง เพราะพวกเขากำลังใช้สูตรที่มาจาก ‘คุณค่าและแรงกระเพื่อม’ ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ตลาดนี้จึงเป็นพื้นที่ให้โปรดิวเซอร์ ตัวแทนขายหนัง (sales agent) ผู้จัดจำหน่ายหนังมาเจรจาธุรกิจร่วมกัน
เหล่าบริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ในประเทศต่างๆ ที่ได้ลิขสิทธิ์หนังจากคานส์ไปครองก็จะได้สิทธิ์ขาดในการนำหนังเรื่องนั้นๆ ไปทำซับไตเติล พากย์เสียง จัดการเรื่องการเซนเซอร์และจัดเรตติ้งให้เข้ากับกฎหมายของประเทศนั้นๆ เจรจากับโรงภาพยนตร์เพื่อนำหนังเข้าฉายและแบ่งรายได้กัน หลังจากหนังออกจากโรงก็ยังขายสิทธิ์ต่อให้แพลตฟอร์มสตรีมมิง หรือแผ่นบลูเรย์ในประเทศตัวเอง รวมถึงวางแผนการตลาด ควักทุนทำสื่อโฆษณา โปรโมต ทำโปสเตอร์เวอร์ชั่นประเทศตัวเอง และจัดรอบสื่อมวลชน
รูปแบบการซื้อ-ขายแบ่งออกเป็น 3 ช่วงตามสถานะของภาพยนตร์
- Pre-sales ซื้อตั้งแต่เป็นบทหรือเป็นเพียงโปรเจกต์–ผู้ซื้อจะดูจากบทภาพยนตร์ ชื่อผู้กำกับ และทีมนักแสดงนำ หากพอใจจะเซ็นสัญญาจ่ายเงินล่วงหน้า เพื่อให้ผู้สร้างนำเงินก้อนนี้ไปใช้เป็นทุนในการถ่ายทำ
- Work-in-Progress หนังยังทำไม่เสร็จ–หนังอาจถ่ายเสร็จแล้วแต่ยังตัดต่อไม่เรียบร้อย sales agent จะตัดคลิปสั้น 10-15 นาที มาเปิดให้ผู้ซื้อดูในห้องฉายส่วนตัว
- Completed Films หนังที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว–หนังที่ฉายในสายประกวดหลัก หรือหนังนอกสายตาที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเปิดฉายในตลาด (market screenings) เพื่อให้ผู้จัดจำหน่ายแย่งชิงสิทธิ์ในการฉายในประเทศของตัวเอง เช่น สิทธิ์สำหรับฉายในอเมริกา สิทธิ์สำหรับฉายในญี่ปุ่น หรือสิทธิ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เจาะลึกความสำเร็จของ NEON อะไรคือกลยุทธ์ซุ่มซื้อหนังจนคว้ารางวัลหลายเวที
NEON ก่อตั้งโดย Tom Quinn และ Tim League ในปี 2017 ทั้งสองเป็นคนในแวดวงภาพยนตร์อยู่แล้ว ควินน์อยู่ในวงการหนังมากว่าสามทศวรรษ ทำงานกับค่ายภาพยนตร์อิสระชื่อดังอย่าง Samuel Goldwyn, Magnolia และ RADiUS-TWC ซึ่งเป็นค่ายในเครือ The Weinstein Company ส่วนทิม ลีก คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเครือโรงภาพยนตร์ Alamo Drafthouse และ Fantastic Fest รวมทั้งบริษัทจัดจำหน่าย Drafthouse Films ทั้งสองเป็นคนที่ชมภาพยนตร์มาเป็นร้อยๆ พันๆ เรื่อง และเข้าใจอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี
“ถ้าคุณได้ฟังทอมพูดคุยเกี่ยวกับภาพยนตร์สัก 5 นาที คุณจะรู้สึกคล้อยตามความหลงใหลที่เขามีต่อภาพยนตร์อย่างแน่นอน” Chirstina Zisa ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ NEON ให้คำอธิบายถึงเจ้าของบริษัท
จึงไม่แปลกเลยที่ภายในสองปี NEON ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นทรงอิทธิพลที่สุดในโลกภาพยนตร์อิสระอย่างรวดเร็ว จากจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเป็นผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่อง Parasite ในปี 2019 สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในฐานะภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องแรก และยังสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกกว่า 263 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา NEON ก็ทำสถิติเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังรางวัลปาล์มทองคำจากเมืองคานส์ถึง 7 เรื่อง คือ Parasite (2019), Titane (2021), Triangle of Sadness (2022), Anatomy of a Fall (2023), Anora (2024), It Was Just an Accident (2025) และ Fjord (2026)
ตราประทับของรางวัลปาล์มทองคำได้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายในตลาดอเมริกา จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ชมพบว่า รางวัลดังกล่าวได้กระโดดขึ้นมาเป็น ‘เหตุผลอันดับหนึ่ง’ ที่ทำให้คนตัดสินใจตีตั๋วเข้ามาชมภาพยนตร์ของ NEON
“สิ่งหนึ่งที่ผมรู้และมั่นใจอย่างที่สุดคือ ตั้งแต่แรกเริ่ม ทอม ควินน์ มองเห็นว่า Parasite เป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นสากล และเขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะจำกัดกรอบให้มันเป็นแค่ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศหรือภาพยนตร์นานาชาติ” บงจุนโฮ ผู้กำกับเรื่อง Parasite ชาวเกาหลีใต้คนแรกที่คว้ารางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากออสการ์ให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter ว่าบงจุนโฮเคยร่วมงานกับควินน์มาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Snowpiercer, Mother, The Host และ Barking Dogs Never Bite แล้ว
“ทอมเข้าถึงหัวใจของ Parasite และเข้าใจดีว่ามันคือเรื่องราวของพวกเราทุกคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันที่ถูกแบ่งแยกด้วยชนชั้น ซึ่งผมรู้สึกขอบคุณเขาในเรื่องนี้เสมอมา” บงจุนโฮกล่าว
ในช่วงการระบาดโควิด ธุรกิจภาพยนตร์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้จัดจำหน่ายหนังอิสระต่างพากันล้มพับมากมาย ในขณะที่สตูดิโอใหญ่ๆ หรือผู้จัดจำหน่ายหนังเจ้ายักษ์ต่างก็กำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดกัน แต่ NEON ดูจะไม่สะทกสะท้านสิ่งนี้มากนัก พวกเขายังคงดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยการสร้างแบรนด์การคัดเลือกหนังที่น่าเชื่อถือสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยที่มีคลังภาพยนตร์ที่ดีที่สุดจากเทศกาลหนังทั่วโลกมาครอง และแล้วก็ประสบความสำเร็จล้นหลามจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Longlegs ที่กวาดรายได้ในอเมริกาไปถึง 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อ NEON สร้างปรากฏการณ์อยู่เรื่อยๆ ก็เริ่มมีสื่อติดตามถามเคล็ดลับเบื้องหลังของพวกเขา ประเด็นแรกที่คนพูดถึงมากที่สุด คือ ‘ประสบการณ์ดูหนังอันหลากหลาย’ ที่ทำให้พวกเขาบ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่า ‘สัญชาตญาณ’ และ ‘รสนิยมที่ดี’ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการคัดเลือกหนังของพวกเขา กลายเป็นว่าวิธีการนี้สวนทางจากบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัย ‘ข้อมูลหลังบ้าน’ ว่าผู้ชมกดจองตั๋วหรือดูหนังแบบไหนมากที่สุด
“เราไม่ใช้วิธีมักง่าย การไปคานส์ที่ถูกต้องคือคุณต้องดูหนังให้เยอะที่สุด เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่ายอดเพชรเม็ดต่อไปจะโผล่มาจากไหน” ควินน์กล่าว
“ทอมมีบางอย่างในตัวเขา คุณลักษณะของมนุษย์ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องอย่างสูง ซึ่งหากมองไปรอบๆ แล้วอาจกล่าวได้ว่ามนุษย์ไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว นั่นก็คือรสนิยมที่ดี ทอมมีมันอย่างเหลือเฟือ ผมคิดว่าเขาอาจจะใส่รสนิยมนั้นลงในผงซักฟอก ยาสีฟัน และมิลก์เชคของเขาด้วยซ้ำ” Osgood Perkins ผู้กำกับ Longlegs บอกกับ The Hollywood Reporter
อีกประเด็นที่ควินน์แบ่งปันประสบการณ์คือ ช่วงเริ่มต้นบริษัทพวกเขามีทีมงาน 12 คน แบ่งเป็นทีมนิวยอร์ก 6 คน และทีมลอสแอนเจลิส 6 คน มีกันเพียงเท่านี้ แต่ในปีแรกพวกเขาสามารถพา NEON ไปบนโต๊ะเจรจาหนังที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโต (TIFF) ได้อย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนทำแทบทุกหน้าที่และพร้อมขยับไปทำหน้าที่แทนกันได้หมด
ควินน์กำลังสื่อว่า การที่พวกเขาเป็นองค์กรขนาดเล็ก ทำให้เกิดการตัดสินใจรวดเร็ว ต่างจากสตูดิโอใหญ่ๆ ที่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายชั้น “เราใช้ความคล่องตัวนี้ให้เป็นประโยชน์มาโดยตลอด” ควินน์ให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter
“พวกเราทำงานกันในลักษณะของสตาร์ทอัพ และเป็นเหมือน ‘อะมีบาที่มีระบบความคิดซับซ้อน” ควินน์ให้คำนิยามทีมของเขา ก่อนจะบอกว่าในปีนั้นพวกเขาสามารถปิดดีลคว้าสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง I, Tonya มาได้ โดยเอาชนะคู่แข่งอย่าง Netflix ซึ่งเพิ่งเริ่มสนใจจะซื้อภาพยนตร์ที่มีโอกาสคว้ารางวัล เมื่อ NEON ได้ลิขสิทธิ์ I, Tonya พวกเขาก็เริ่มวางแผนแคมเปญล่าออสการ์ให้กับหนังทันที ทำให้หนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงสามรางวัล และ Allison Janney ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม
“พวกเขามีความกระตือรือร้นในแบบที่ทำให้คุณในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์รู้สึกตื่นเต้น” Steven Soderbergh ผู้กำกับภาพยนตร์ตระกูล Ocean ให้สัมภาษณ์ระหว่างที่เขาเปิดตัวหนังเรื่อง Presence ที่เขาได้ฉายที่ซันแดนซ์ในรอบ 35 ปี “พวกเขามาชมรอบฉายแรกของเทศกาลซันแดนซ์ในคืนวันศุกร์ และเมื่อเราคุยกันทาง Zoom ในสัปดาห์ถัดมา ปรากฏว่าพวกเขารู้สึกตื่นเต้นกับรอบฉายแรกมากจนถึงขั้นพยายามหาทางเข้ามาชมรอบฉายเช้าวันเสาร์เวลา 9:30 น. เพราะพวกเขาอยากดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง” นั่นคือเหตุผลที่โซเดอร์เบิร์กเลือกที่จะขายลิขสิทธิ์หนังเรื่อง Presence NEON ทันที สื่อให้เห็นว่าคนในวงการหนังก็เชื่อใจค่ายจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้
กลยุทธ์อีกอย่างที่ทำให้ NEON ประสบความสำเร็จในแง่การใส่เงินลงทุนเข้าไปด้วยคือ การซื้อลิขสิทธิ์หนังตั้งแต่ยังเป็นเพียงโปรเจกต์หรือมีแต่บทหนัง เพราะถ้ารอให้หนังสำเร็จแล้ว ราคาจะสูงขึ้นมาก ทีม NEON ใช้ความสัมพันธ์ที่มีมาบวกกับรสนิยมที่สั่งสมมา ซื้อหนังตั้งแต่ขั้นตอนอ่านบท เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Anora ที่พวกเขาได้ลิขสิทธิ์มาครองตั้งแต่ปี 2023 ก่อนหนังออกฉายเป็นปี คนในวงการมองว่าเหตุผลที่ NEON ทำเช่นนี้ได้ เพราะ ‘เครือข่ายความสัมพันธ์’ ที่ควินน์และลีกมีกับคนในอุตสาหกรรมมายาวนาน เพราะถ้าไม่รู้จักคนในแวดวงมาก่อนคงไม่มีใครยอมขายลิขสิทธิ์ให้ตั้งแต่หนังยังเป็นวุ้นอยู่ด้วยซ้ำ แสดงว่าคนทำหนังก็ต้อง ‘เชื่อใจ’ ว่าบริษัทจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้จะดูแลหนังของพวกเขาเหมือนงานศิลปะอย่างที่พวกเขาคาดหวัง
ถึงอย่างนั้น สายตาการเลือกหนังเพียงอย่างเดียวคงไม่อาจทำให้ NEON ประสบความสำเร็จได้ สิ่งสำคัญคือ เมื่อได้หนังแล้วพวกเขาทำอะไรต่อจากนั้น และนั่นคือช่วงเวลาของ ‘แคมเปญการตลาด’ ที่จะปูพรมให้หนังเดินทางสู่เวทีรางวัล
เช่น ในภาพยนตร์ I, Tonya กุญแจสำคัญของแคมเปญคือการที่พวกเขาไม่สนใจกฎเกณฑ์ปกติของฤดูกาลแจกรางวัล NEON เริ่มเทรลเลอร์หนังด้วยฉาก LaVona Golden (รับบทโดย อลิสัน แจนนีย์) คุณแม่ผู้เข้มงวดของทอนย่าด่าผู้ปกครองคนหนึ่งว่า “อีเหี้ย” ในลานสเก็ตน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยเด็กๆ ภายใน 45 วินาทีแรก
“ทุกคนต่างพูดว่า นี่คือภาพยนตร์ชิงรางวัล ต้องมีเกียรติ! ต้องมีเกียรติ! คุณจะเปิดตัวด้วยตัวอย่างภาพยนตร์เรต R ไม่ได้” ซิซา ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ NEON กล่าว “แล้วเราก็คิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้เป็น ทำไมเราถึงพยายามเปลี่ยนสิ่งที่หนังเป็นล่ะ? มาเฉลิมฉลองสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอดีกว่า”
ควินน์ก็บอกเช่นกันว่าอุตสาหกรรมบันเทิงเต็มไปด้วย ‘ผู้รู้’ ที่เชื่อว่าการโปรโมตหนังควรทำในแบบที่กำหนดไว้ “แต่เราเริ่มต้นจากมุมมองที่ใช้สามัญสำนึก โดยตั้งคำถามก่อนว่าอะไรดีที่สุดสำหรับภาพยนตร์แต่ละเรื่อง เราก็หวังว่ามันจะดึงดูดผู้ชม และเมื่อถึงเวลาประกาศรางวัล ผู้ลงคะแนนจะรู้สึกเช่นเดียวกับเรา” เทคนิคที่ควินน์ว่าไว้ เป็นสิ่งที่ NEON เริ่มวางแผนตั้งแต่ซื้อลิขสิทธิ์ได้ และโปรโมตต่อเนื่องโดยใช้แนวคิดที่ว่าพวกเขากำลัง ‘สื่อสารทางวัฒนธรรม’ ทำให้หนังป๊อปขึ้น เป็นเนื้อเดียวกันกับภาษาคนรุ่นใหม่ หรือพลวัตทางสังคมมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สร้างกระแสให้หนังยืนระยะไปจนถึงพรมแดงเวทีรางวัลได้
แต่ไม่ใช่ภาพยนตร์ทุกเรื่องของ NEON ที่คว้ารางวัลมาครอง หลายเรื่องยังสร้างข้อถกเถียง และถ้าต้องพูดตรงๆ คือ ‘ขายยาก’ หลายเรื่องทำรายได้ไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐด้วยซ้ำ แต่ควินน์บอกว่า เหตุผลที่ NEON ซื้อลิขสิทธิ์หนังเรื่องนั้นๆ ก็มาจากความหลงใหลของคนอย่างน้อยหนึ่งคนในบริษัทที่เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นมีผู้ชม เพียงแต่พวกเขาต้องหาวิธีเข้าถึงผู้ชมเหล่านั้น
“สิ่งที่เราทำนั้นสำคัญที่สุดในภาพรวม คือภาพยนตร์ทั้งหมดเหล่านี้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ตลอดไป” ควินน์กล่าว
แม้จะครองลิขสิทธิ์หนังรางวัลมากมาย แต่ NEON ก็ยังคงต้องรักษาสมดุลด้านเงินทุน
ท่ามกลางเสียงชื่นชมการคัดเลือกหนังอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์ ตัวเลขทางการเงินของ NEON กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้น แม้ว่าในปี 2024 NEON จะทำเงินได้สูงสุดจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Longlegs แต่คนในวงการภาพยนตร์ต่างบอกว่า บริษัทจัดจำหน่ายหนังแห่งนี้ยังคงต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อทำกำไรให้ได้สม่ำเสมอ และบ่อยครั้งยังต้องพึ่งพาเม็ดเงินทุนก้อนใหม่เข้ามาหมุนเวียนเพื่อใช้ในการซื้อสิทธิ์และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ โดยในปี 2024 NEON ได้รับการอนุมัติวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากธนาคาร Comerica เพื่อนำมาเพิ่มศักยภาพในฝั่งโปรดักชั่น (ซึ่งพวกเขาพยายามขยายธุรกิจเพิ่มเติม) และเสริมสภาพคล่องทางการเงิน
แต่ก็จะต้องให้บริบทด้วยว่า แนวทางการสร้างรายได้ของ NEON คือให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมในโรงหนังเป็นอันดับแรก สวนกระแสกับแนวทางของสตูดิโอส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่นิยมลดระยะเวลาการฉายในโรงให้สั้นลง โดย NEON ยืนหยัดปฏิเสธโมเดลฉายหนัง 17 วันแล้วปล่อยให้เช่าในสตรีมมิงแบบเช่าซื้อล่วงหน้าของค่าย Universal มาโดยตลอด ด้วยเหตุผลเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต่อต้านราคาเช่าที่สูงเกินไป รวมถึงความเสี่ยงที่ตัวหนังจะเลือนหายไปในโลกดิจิทัลโดยไม่มีใครจดจำเลย NEON เลือกที่จะสนับสนุนระยะเวลาการฉายที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ 38-180 วัน ขึ้นอยู่กับกระแสและความแรงของภาพยนตร์แต่ละเรื่องในขณะนั้น
อีกปัจจัยคือ NEON พยายามขยับขยายธุรกิจมาสู่การผลิตภาพยนตร์ด้วยตัวเอง เพื่อความพยายามในการเข้ามาควบคุม ‘ห่วงโซ่คุณค่าในการจัดจำหน่าย’ ให้ได้มากขึ้น ส่งผลให้งบประมาณการสร้างต่อโครงการพุ่งทะยานจากเดิมที่เป็นหนังทุนสร้างระดับไมโคร (microbudget) ขึ้นมาสู่ระดับที่มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 ปี
นอกจากนี้ ในปี 2024 Neon ได้เปิดตัวฝ่ายขายสิทธิ์ภาพยนตร์ในตลาดต่างประเทศ ของตัวเอง เพื่อเข้ามาดูแลการจัดจำหน่ายทั่วโลก แทนที่จะต้องพึ่งพาเอเจนซีหรือบริษัทตัวแทนจากภายนอก นี่คือ ‘การควบรวมกิจการตามแนวดิ่ง’ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้บริษัทสามารถเข้าช้อนซื้อสิทธิ์ในการจัดจำหน่ายทั่วโลกตั้งแต่เนิ่นๆ และยังสามารถเป็นผู้กำหนดทิศทางในการตักตวงผลประโยชน์ในตลาดปลายน้ำ ซึ่งรวมถึงการเจรจาเงื่อนไขลิขสิทธิ์บนระบบสตรีมมิง และช่องสถานีโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย
“จนถึงวันนี้ เรามีทีมงานเพิ่มขึ้นเป็น 52 คนแล้ว มีเหตุผลมากมายที่ทำให้องค์กรของเราขยายใหญ่ขึ้นเกิน 2 เท่าตัว เหตุผลแรกแน่นอนว่าคือความสำเร็จ แต่ปัจจัยสำคัญคือการเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยับมาลุยฝั่งการผลิตเอง การเพิ่มศักยภาพในการจัดจำหน่ายหนังในวงกว้าง รวมถึงการจัดตั้งทีมขายสิทธิ์ภาพยนตร์ในตลาดสากลเพิ่มเข้ามา” ควินน์อธิบายถึงแผนธุรกิจของ NEON และโมเดลธุรกิจนี้กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหล่าคนทำหนังสายทดลองจากทั่วโลกเข้าหา NEON มากขึ้น แต่ควินน์ยังคงย้ำในตัวตนของพวกเขา
“ถ้าเรายึดมั่นในหลักการที่ชัดเจนว่าเราคือใครและต้องการนำเสนออะไร เราก็จะประสบความสำเร็จโดยรวม” ควินน์กล่าว “สิ่งสำคัญสำหรับเรานั้นชัดเจนมาก นั่นคือภาพยนตร์ที่ขับเคลื่อนโดยผู้กำกับที่มีจุดมุ่งหมาย มีสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ในบางกรณีก็มีผลกระทบทางสังคม แต่ก็มีคุณค่าทางศิลปะในระดับที่เท่าเทียมกัน สิ่งเหล่านี้ไม่อาจอยู่ได้โดยปราศจากกันและกัน หากคุณมุ่งมั่นในสิ่งเหล่านี้อย่างไม่ประนีประนอม นี่คือแนวคิดที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมหนังที่มีความผันผวนสูง”
อ้างอิง
- hollywoodreporter.com/movies/movie-features/neon-rise-longlegs-parasite-rivalry-a24-1235990240
- theankler.com/neon-ceo-tom-quinn-how-i-built-anora-oscars-parasite
- theringer.com/2025/01/22/movies/neon-presence-anora-longlegs-oscar-nominations
- filmtake.com/distribution/the-secret-behind-neons-rise-and-why-its-future-still-hangs-in-the-balance