มุ่งสู่ Green Supply Chain ดูแลระบบนิเวศตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อผลักดันธุรกิจไประดับโลกแบบ CPF

Green Supply Chain แปลตรงตัวว่า ห่วงโซ่อุปทานรักษ์โลก คือการออกแบบและบริหารกระบวนการผลิตสินค้าและบริการให้เป็นมิตรต่อนิเวศทั้งระบบ ตั้งแต่การคัดเลือก การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการของเสียหลังกระบวนการผลิต และการจัดการพลังงาน

ช่วงหลังภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยหันมาสนใจประเด็นนี้กันมากขึ้น เพราะข้อกำหนดจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลทั่วโลก เช่น สหภาพยุโรป รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม เริ่มตั้งเป้าหมายให้กลุ่มกิจการและผู้ผลิตพัฒนาไปสู่ Green Supply Chain เป็นมาตรฐานเดียวกันในอนาคตอันใกล้ (บางแห่งตั้งเป้าไว้ที่ปี 2030)

ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมไทยช่วงหลังจึงต้องเร่งปรับธุรกิจสู่เป้าหมายเดียวกันนี้อย่างทันท่วงที มิฉะนั้นก็อาจเสียคู่ค้ารายสำคัญ หรือติดข้อจำกัดเมื่อต้องส่งออกสินค้าไปต่างประเทศจนศักยภาพการแข่งขันลดลง ส่งผลกระทบเป็นทอดกลับมาถึงองค์กรได้ 

ทว่าแม้หลายฝ่ายจะเริ่มปรับตัว ก็ยังมีหลายคนตั้งคำถามเรื่องข้อดี-เสีย และผลลัพธ์เชิงบวกต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ว่าคุ้มค่าให้ยกเครื่ององค์กรใหม่หรือไม่

เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ เราขอชวนพาไปดูกรณีศึกษาของหนึ่งในองค์กรที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงโดยตรง และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมาจนสำเร็จ ผ่านบทสัมภาษณ์ ทศพร เพ็ชรโปรี ผู้บริหารสูงสุดด้าน Supply Chain Technology and Quality ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จากเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความยั่งยืนประจำปี GCNT Expo 2026 : From Shock To Shift

ร่วมหาคำตอบว่าบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร ที่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและผู้ผลิตรายย่อยเป็นแกนหลักของธุรกิจ รับมือผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกับยกเครื่ององค์กรใหม่ให้ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล Green Supply Chain ด้วยวิธีไหน และผลลัพธ์ที่ตามมานั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่

ทิศทางใหม่ โอกาสใหม่

ภาพจำของ CPF ในสายตาคนทั่วไป ย่อมหนีไม่พ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาธุรกิจหลากหลาย โดยมากเป็นกลุ่มอาหาร การเกษตร รวมถึงมีนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนสองสายการผลิตข้างต้น ซึ่งมุมหนึ่งก็ไม่ผิด เพราะปัจจุบัน CPF เป็นธุรกิจที่ส่งออกสินค้าไปทั่วโลกกว่าครึ่งร้อยชาติ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยมอง คือเบื้องหลังของบริษัทที่ยังมีเครือข่าย SME อีกนับไม่ถ้วนที่เติบโตมาเคียงข้างกัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรคู่สัญญา ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคู่ค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต และไม่ว่าองค์กรจะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้ CPF และเหล่าพาร์ทเนอร์ที่เดินเคียงข้างกันมานี้ หนีพ้นผลกระทบจากปัญหาระดับโลกอย่างสิ่งแวดล้อมไปได้ 

“ธุรกิจฟาร์มของเราค่อนข้างใหญ่ หนึ่งในธุรกิจหลักคือราคาอาหารสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ซึ่งช่วงปี 2014 ราคาวัตถุดิบผันผวนมาก เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก” ทศพรเล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ CPF ต้องตั้งคณะทำงานมาดูแลเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อน เพราะเมื่อต้นน้ำการผลิตได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง ก็ส่งผลสืบเนื่องมาถึงธุรกิจหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนั้น ความที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหาร ทำให้ CPF ทราบความเปลี่ยนแปลงของทิศทางตลาดโลก บรรดาคู่ค้าต่างประเทศของบริษัทเริ่มต้องการผลิตภัณฑ์ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อนิเวศแวดล้อมและให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น 

สัญญาณเหล่านี้ประกอบกันทำให้ CPF รู้ว่าต้องเริ่มปรับทิศทางองค์กรเข้าสู่ ห่วงโซ่สีเขียวให้สอดรับกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมและความต้องการตลาดโลก เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและการเติบโตของธุรกิจระยะยาว

ลดความเสี่ยงจากภายใน

ถึงอย่างนั้นเวลาพูดถึงการลงทุนใน Green Supply Chain สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายกลุ่มมักจะกังวลคือเรื่องความคุ้มค่าและผลตอบแทน เพราะการเปลี่ยนสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวนั้นไม่ต่างกับการยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่

ทว่าสำหรับ CPF นั้นมองในมุมมองที่ต่างออกไป คือไม่ได้พัฒนาเพื่อหวังผลเป็นมูลค่าที่จับต้องได้โดยตรง หากแต่มองว่าการลงทุนเพื่อความยั่งยืนนั้นช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คือธรรมชาติ ซึ่งแม้จะเกิดความผันผวนไม่บ่อย แต่หากเกิดแล้วก็กระทบธุรกิจโดยตรง แถมจะสร้างความเสียหายยิ่งกว่าเม็ดเงินในการลดความเสี่ยงมากนัก

ทางบริษัทจึงไม่ลังเลจะลงทุนพัฒนานวัตกรรมตามเป้าหมายแบบรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาดที่เป็นความเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เพราะต้นทุนการผลิตนั้นล้วนต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อน

“พลังงานเป็นความเสี่ยงใหญ่ ถ้าขาดพลังงานเราก็ผลิตไม่ได้ เพราะฟาร์มเราไม่มีวันหยุดทำงาน” ทศพรย้ำ “สำหรับเราการลดความเสี่ยงส่วนนี้จึงสำคัญยิ่งกว่าการลดต้นทุนเสียอีก”

เพื่ออุดรอยรั่วนี้ CPF จึงเดินหน้าจัดการระบบภายในอย่างจริงจัง ฟาร์มของ CPF ทยอยเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ มีการติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการนำของเสียจากการผลิตในฟาร์มมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อหมุนเวียนกลับมาเป็นพลังงานซ้ำอีกคำรบ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ปัจจุบัน CPF มีฟาร์มที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี และตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 ฟาร์มส่วนใหญ่ของบริษัทจะใช้พลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งทศพรบอกว่าเป็นการลงทุนควบคุมความเสี่ยงที่คุ้มค่าแถมยังได้ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมตามมา

‘พี่ช่วยน้อง’ เพราะเปลี่ยนคนเดียวไม่พอ

ถึงจะจัดระเบียบองค์กรภายในจนระบบเริ่มเข้าที่ ทว่า CPF ก็พบว่าความพยายามที่จะเป็น Green Supply Chain นั้นยกเครื่องแค่บริษัทหลักอย่างเดียวไม่พอ เพราะตลอดกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย และส่งออกไปต่างประเทศได้ ไม่ได้ประกอบขึ้นจากฝีมือของ CPF แต่ฝ่ายเดียว หากยังมีคู่ค้าขนาดกลางและเล็ก (SME) อีกนับไม่ถ้วนที่อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย ฟาร์มปศุสัตว์ ไปจนถึงโรงงานบรรจุภัณฑ์ 

หาก CPF ยกระดับมาตรฐานตัวเองจนตรงกับความต้องการตลาดโลก แต่ผู้ผลิตรายย่อยที่ต้นน้ำไม่ได้ปรับตามให้เท่าทัน เมื่อกลุ่มคู่ค้าในตลาดโลกและหน่วยงานกำหนดนโยบายเริ่มบังคับใช้ มาตรการทางการค้าที่เรียกร้อง Green Supply Chain สินค้าของ CPF ก็จะได้รับผลกระทบอยู่ดี ดังนั้นบริษัทจึงต้องช่วยผลักดันเหล่าคู่ค้าให้ทำงานเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยเร็ว

ความท้าทายคือ SME หลายรายนั้นไม่ได้มีที่ทางหรือทรัพยากรเหลือเฟือมาลงทุนเพื่ออนาคตได้แบบไม่ต้องกังวล

“บริษัทใหญ่เรามีช่องให้ผิดได้บ้างเพราะมีเงินทุนสำรอง ลงทุนพลาดก็ยังรับไหว แต่บริษัทเล็กไม่มี ดังนั้นคู่ค้ารายย่อยจะตัดสินใจหนักมากเมื่อต้องลงทุนเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งเรื่องความยั่งยืนก็เป็นหนึ่งในนั้น ” ทศพรขยายความอุปสรรคให้เห็นภาพ

แนวทางขับเคลื่อนของ CPF จึงไม่ใช่การทำงานแบบสั่งจากบนลงล่าง แต่ค่อยๆ ประสานความร่วมมือ ชี้จุดดีของการเปลี่ยนแปลงให้คู่ค้าเข้าใจ ผ่านโครงการความร่วมมือที่ชื่อว่า ‘พี่ช่วยน้อง’

“เราเป็นพี่ใหญ่ เรามีความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีที่ดี เราก็ส่งต่อความพร้อมเหล่านี้ไปให้พวกเขา ส่งทีมที่มีองค์ความรู้ไปช่วยแนะ นำร่องการเปลี่ยนแปลงทีละนิดจนเขาพร้อมจะขยับขยาย” ผู้บริหารด้านห่วงโซ่อุปทานอธิบายหลักการประสานงานกับคู่ค้า  

แบ่งความรู้ ปันนวัตกรรม

หนึ่งในช่องทางแบ่งปันองค์ความรู้และความช่วยเหลือสำคัญที่ทางบริษัทภูมิใจนำเสนอคือเรื่องนวัตกรรม เพราะด้วยการเติบโตของตลาด SME ในปัจจุบัน เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบมากมาย แต่หลายเทคโนโลยีก็ซับซ้อนและเกินเอื้อมของคู่ค้ารายเล็ก 

CPF จึงต้องดึงศักยภาพในฐานะบริษัทใหญ่ของตัวเองออกมา ด้วยการสร้างเครื่องมือที่ใช้งานง่าย เพิ่มต้นทุนให้รายย่อยไม่มากเกิน สำหรับส่งต่อไปยังกลุ่มคู่ค้าในห่วงโซ่ เพื่อผลักดันซึ่งกันและกันไปสู่มาตรฐาน หนึ่งในนั้นคือแอพพลิเคชั่น ฟ.ฟาร์ม หรือ ForFarm

ForFarm เป็นแอพพลิเคชั่นรวบรวมข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการเกษตร พ่วงกับระบบตรวจสอบความเป็นไปของพื้นที่เพาะปลูกแบบละเอียดยิบมาย่อยให้เกษตรกรใช้งานได้อย่างสะดวก

นอกจากจะยกระดับคุณภาพฟาร์มแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสอบทานกระบวนการเพาะปลูกโดยยืนยันว่าพื้นที่ปลูกพืชของเกษตรกรนั้นถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า แถมข้อมูลจุดนี้ยังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นำไปใช้ยืนยันกับคู่ค้าในต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้าเมื่อส่งออกอีกด้วย

หัวใจสำคัญในการพัฒนาคือ ทาง CPF รู้ธรรมชาติและข้อจำกัดของบรรดาคู่ค้าดี จึงไม่เร่งยกเครื่องทุกส่วนในคราวเดียว แต่ทยอยนำร่องปรับเปลี่ยนทีละขั้นตอนตามขีดความสามารถของคู่ค้าแต่ละราย และที่สำคัญคือต้องสื่อสารให้คู่ค้าเข้าใจว่าการยกเครื่องร่วมกับบริษัทใหญ่หนนี้จะช่วยยกระดับธุรกิจของพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร เพื่อให้ SME รู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับที่รับไหวและจะได้ผลตอบรับที่สมน้ำสมเนื้อ

“เราทำให้กลุ่มคู่ค้าและเกษตรกรเห็นว่าถ้าเราร่วมมือกัน เขาจะกลายเป็น Global Supply Chain เดียวกับเรา เราส่งออกได้กี่ประเทศ สินค้าของเขาก็จะตามเราไปด้วยทุกประเทศ พอเห็นแบบนี้เขาก็ยินดีที่จะเข้ามาร่วมงานกับเรา เพราะเห็นแล้วว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า” ทศพรเสริม

เคล็ดลับสู่ความยั่งยืน

จะเห็นได้ว่าเคล็ดลับความสำเร็จในการยกเครื่ององค์กรให้ยั่งยืนของ CPF คือการทำให้ทุกคนในองค์กรมองประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องเดียวกับความรอดและการเติบโตของธุรกิจ 

เพราะอย่างที่ทศพรบอกว่าการทำงานเรื่องความยั่งยืนในองค์กรนั้น จะต้องไม่เป็นแค่โปรเจกต์พิเศษ หรือเป็นแค่การทำ CSR ชั่วครั้งชั่วคราวให้ได้ตัวเลขตามเป้า แต่เมื่อตั้งเป้าหมายความยั่งยืนแล้วก็ต้องทำให้ได้ตามที่ตั้งไว้ สุดท้ายเมื่อผลประโยชน์ของสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ความยั่งยืนก็จะตามมาทั้งกับองค์กรและต่อนิเวศแวดล้อมภาพใหญ่

“ถ้าทำงานด้าน SDGs ให้บรรลุเป้าอย่างเดียว แรงผลักดันจะน้อยกว่าการตั้งเป้าหมายร่วมกันทั้งองค์กร” ทศพรขยายความทิ้งท้าย “เวลาพูดถึง sustainability อีกคำหนึ่งที่ต้องมาคู่กันคือ sustainable business คือธุรกิจต้องอยู่รอดและยั่งยืนไปด้วย ถ้าสองเป้าหมายนี้ไปด้วยกันได้องค์กรก็จะยิ่งพัฒนาก้าวกระโดด แต่ถ้าเอาแต่เป้าเรื่องความยั่งยืนเป็นครั้งๆ ไปจะไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ แถมความยั่งยืนก็ไม่เกิด”

จากแผงโชห่วยสู่ยานอวกาศของ Nasa และจอแก้วเกาหลี Kopiko ลูกอมกาแฟที่ไม่เคยหายไปจากความทรงจำ

ลึกลงไปในกล่องความทรงจำ รสชาติของกาแฟที่เด็กน้อยยุค 90s หลายคนได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรกในชีวิตหลังได้ค่าขนมมาไม่มากไม่มาย คือลูกอมราคาเม็ดละสองสลึงหรือไม่ก็หนึ่งบาท บรรจุในซองสีดำพาดแถบแดงดูเคร่งขรึมแปลกตาท่ามกลางโหลลูกอมสีสดใสยี่ห้ออื่นที่วางหน้าร้านโชห่วย เมื่อส่งเข้าปากได้รสขมปลายๆ ที่ชวนให้ลำพอง เหมือนได้ลองโตเป็นผู้ใหญ่ดูเป็นเวลา 5 นาที

ชื่อคุ้นตาที่ปรากฏบนแถบแดงที่ว่าคือ โกปิโก้ (Kopiko) ลูกอมยี่ห้อดังซึ่งอยู่คู่แผงขนมของคนไทยมาหลายสิบปี ทำเอาหลายคนที่โตมากับมันนึกหลงว่าเป็นแบรนด์ไทย

ที่น่าสนใจคือแม้ปัจจุบันร้านโชห่วยแถวบ้านจะทยอยปิดตัวกันไป โกปิโก้กลับไม่เคยหลุดออกไปนอกสายตาเหมือนอย่างขนมวินเทจยี่ห้ออื่นเลย กลับกันด้วยซ้ำ เราเริ่มได้เห็นมันปรากฏตัวในบริบทที่ไม่คาดคิดอย่างขอบสนามกีฬา ซีรีส์เกาหลี หรือแม้แต่สถานีอวกาศ

รสชาติที่กลั่นจากผืนดินเส้นศูนย์สูตร

ลูกอมกาแฟโกปิโก้ถือกำเนิดขึ้นในอินโดนีเซีย ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพาะปลูกกาแฟในทุกมิติ ทั้งตำแหน่งบนแนวเส้นศูนย์สูตร ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ความชื้นสูง และดินที่อุดมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟ

ทว่าเบื้องหลังรสชาติหวานมันเข้มข้นนี้คือประวัติศาสตร์อันเจ็บปวด สาเหตุที่กาแฟแพร่หลายในหมู่เกาะชวานั้นเป็นเพราะหลังการมาถึงของเจ้าอาณานิคมดัตช์ ที่นี่ก็ได้กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟขนาดใหญ่แห่งแรกของบริษัทอินเดียตะวันออกที่อยู่นอกโลกอาหรับ โดยพวกเขาได้บังคับใช้ระบบเพาะปลูกเพื่อเป็นสินค้าส่วยให้รัฐนำไปส่งออกสู่ตะวันตก (Cultuurstelsel) และกดขี่เกษตรกรท้องถิ่นอยู่เป็นเวลานานเกือบร้อยปีกว่าจะถอนตัวออกไป

ขณะที่กาแฟยอดนิยมจากภูมิภาคอื่นของโลก เช่น แอฟริกาตะวันออกหรืออเมริกากลาง มักขึ้นชื่อเรื่องรสเปรี้ยวเบาบางสดชื่น (high acidity) เอกลักษณ์ของกาแฟอินโดนีเซียที่ได้รับการยอมรับในโลกสากลคือความเป็นกรดต่ำ (low acidity) และบอดี้ที่หนาแน่น เข้มข้น ทรงพลัง เหมาะนำมาปรุงแต่ง แปรรูป และรังสรรค์เป็นของหวาน และนี่คือรสชาตินุ่มลึกแบบเดียวกับที่ปรากฏในผลิตภัณฑ์ลูกอมของโกปิโก้

กาแฟเข้มข้นที่พกพาใส่กระเป๋าได้

เพียงไม่กี่อึดใจก่อนอินโดนีเซียจะประกาศอิสรภาพ เรื่องราวของโกปิโก้ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1948 ณ กรุงจาการ์ตา ในครัวหลังบ้านของครอบครัวผู้อพยพเชื้อสายจีน พวกเขาเริ่มธุรกิจเล็กๆ ด้วยการอบบิสกิตโฮมเมดขาย ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า รู้ตัวอีกทีร้านหน้าบ้านก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นบริษัท

ในปี 1977 โจกี เฮนดรา อัตมัดจา (Jogi Hendra Atmadja) ลูกชายที่อายุได้เพียง 2 ขวบ ณ วันเปิดร้านเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เขากับหุ้นส่วนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทผลิตขนมชื่อว่ามาโยรา (Mayora) ก่อนลงทุนสร้างโรงงานผลิตบิสกิตเต็มรูปแบบขึ้นในเขตอุตสาหกรรมของเมืองตาเงอรัง แล้วบิสกิตสูตรนั้นก็ได้พัฒนาต่อมาเป็นแบรนด์โรม่า (Roma) ตามด้วยไลน์แคร็กเกอร์ที่หลายคนอาจจะพอคุ้นตา มอลคิสต์ (Malkist) นั่นเอง

ต่อมาไม่นาน หลังเข้าทศวรรษ 1980 ที่ประชากรชนชั้นกลางทำงานในออฟฟิศเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เกิดกระแส coffee boom ขึ้นในอินโดนีเซีย กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่มชูกำลังของแรงงานรากหญ้าอีกต่อไป แต่ค่อยๆ กลายมาเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์คนเมือง  เมื่อโจกีสังเกตเห็นว่าคนดื่มกาแฟกันเป็นแฟชั่น เขาจึงตัดสินใจพัฒนาลูกอมรสกาแฟขึ้นมาในปี 1982 โดยตั้งชื่อตามกาแฟป่าพันธุ์พื้นเมืองฮาวายที่เรียกว่า Kōpiko พร้อมเปิดตัวด้วยสโลแกน “Coffee in Your Pocket”

จุดขายสำคัญที่ทำให้โกปิโก้มัดใจคนทั่วโลกได้อยู่หมัดคือปริมาณคาเฟอีนที่จับต้องได้จริง ต่างจากขนมรสกาแฟเจ้าอื่นในตลาดสมัยนั้นที่เลียนแค่กลิ่นและรส โดยหากกินรสกาแฟสูตรดั้งเดิมจำนวน 4-5 เม็ด (หรือรสคาปูชิโน่ประมาณ 8-10 เม็ด) เราจะได้รับคาเฟอีนราวๆ 530 มิลลิกรัม เป็นปริมาณเทียบเท่ากับการดื่มกาแฟจริงๆ หนึ่งแก้วพอดี

ภายหลังเมื่อไลน์ลูกอมเป็นที่รู้จักแล้ว โกปิโก้ก็เริ่มวางขายกาแฟซองสำเร็จรูปและกาแฟขวดพร้อมดื่มด้วยตามลำดับ แต่สุดท้ายก็ไม่มีผลิตภัณฑ์ไลน์ไหนได้รับความนิยมถล่มทลายเท่าลูกอมกาแฟ ซึ่งทำยอดขายได้ 50 ล้านแพ็กต่อปีและวางจำหน่ายในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก

ปัจจุบันมาโยราก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 11 ของอินโดนีเซีย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้สินค้าที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือโกปิโก้และมอลคิสต์ก็จริง แต่นอกจากลูกอมกาแฟแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ ในเครือเดียวกันที่ชาวอาเซียนอย่างเราๆ รู้จักดีอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นเบงเบง (Beng Beng) ขนมเวเฟอร์กรอบสอดไส้ครีม หรือโชกี้โชกี้ (Choki Choki) ขนมครีมรสช็อกโกแลตและรสนมในรูปแบบแท่งบีบ

กลยุทธ์ที่ปลุกชื่อเสียงแบรนด์ให้ไม่หลับใหลได้อยู่หมัดประหนึ่งคาเฟอีน

เมื่อปี 2017 นาซ่าได้โพสต์รูปถ่ายงานเลี้ยงฉลองวันขอบคุณพระเจ้าบนสถานีอวกาศ ความพีคคือเมื่อลองกวาดตามองดีๆ จะเห็นว่าในบรรดาอาหารของนักบินอวกาศมีซองโกปิโก้วางปนอยู่ด้วย ภาพดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในอินโดนีเซียอยู่พักใหญ่ ไม่ว่านี่จะเป็นความบังเอิญหรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อต้องการหาตัวตายตัวแทนของรสชาติกาแฟ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงโกปิโก้

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่โกปิโก้เริ่มโด่งดังในเรื่องของการทุ่มงบเพื่อทำ Product Placement (PPL) หนึ่งเคสตัวอย่างที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ brand awareness ระดับพระกาฬซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการไปปรากฏในสารพัดซีรีส์เรื่องท็อปๆ ของเน็ตฟลิกซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีรีส์เกาหลี

Credit: Brewing Romance (2024)
credit: 
Brewing Romance (2024)
My Demon (2024)
Credit: My Demon (2024)

เนื่องจากอินโดนีเซียมีประชากรวัยรุ่นและวัยเพิ่งเริ่มทำงานจำนวนมาก นับเป็นฐานตลาด K-pop และ K-drama ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ผลพวงอีกอย่างของปรากฏการณ์นี้คือภาพลักษณ์แบรนด์ที่ลดอายุลงมาอย่างเห็นได้ชัด 

เมื่อฉากพระเอกนางเอกเกาหลีตบลูกอมกาแฟเข้าปากกลายมาเป็นภาพที่คอซีรีส์คุ้นเคย จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นลูกอมแบรนด์เก่าแก่ จู่ๆ โกปิโก้ในบรรจุภัณฑ์แผงฟอยล์แบบใหม่ก็แฝงตัวเข้ามาเป็นไอเทมคูลๆ ในกระเป๋าชาวเจนฯ ซีได้อย่างแนบเนียน

ที่มา

Kopiko Global

Mayora: Brand Story

Mayora: The founding story of the conglomerate that created Kopiko, the Elon Musk-approved candy that went to outer space

What Is Kopiko Candy? Indonesia’s Coffee Candies

LVMH Prizeรางวัลที่ไม่เพียงมอบทุนให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่แต่ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางรสนิยมและนวัตกรรมของธุรกิจแฟชั่นในอนาคต

เหล่าดีไซเนอร์ คนทำงานสร้างสรรค์ทั้งหลายต่างรู้ดีว่ากว่าจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ไปพร้อมๆ กับสร้างมูลค่าทางธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะแบรนด์แฟชั่นที่ยืนอยู่ท่ามกลางตลาดการแข่งขันความอยู่รอดทางธุรกิจ ศิลปะจึงไม่ใช่แค่ความรู้เดียวที่ดีไซเนอร์ต้องทำงาน แต่กลยุทธ์และการเข้าใจมุมมองธุรกิจก็สำคัญไม่แพ้กัน

เมื่อบริษัทแบรนด์หรูอย่าง LVMH สร้างแพลตฟอร์ม ‘รางวัล’ เพื่อเฟ้นหาดีไซเนอร์หน้าใหม่ พร้อมมอบทุนให้ต่อยอดแบรนด์ในอุตสาหกรรมด้วย จึงเป็นโอกาสที่ต้องคว้าไว้เพื่อใช้ทุนเบิกทางให้แบรนด์แฟชั่นของตัวเองยังไปต่อได้ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันดุเดือด

รางวัลนี้มีชื่อว่า LVMH Prize for Young Designer ก่อตั้งในปี 2013 โดย Delphine Arnault ซีอีโอ Dior เปิดให้ดีไซเนอร์อายุต่ำกว่า 40 ปี ที่เคยออกคอลเลกชันแบรนด์ของตัวเองมาแล้วอย่างน้อย 2 คอลเลกชัน ส่งผลงานเข้ามาให้คณะกรรมการตัดสิน โดยผู้ชนะรางวัลสูงสุดจะได้รับเงินรางวัล 400,000 ยูโร พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในเครือบริษัท LVMH เช่น การผลิต กลยุทธ์แบรนด์ และการค้าปลีก เป็นเวลา 1 ปี และยังมีรางวัลพิเศษอื่นๆ ที่ได้รับเงินรางวัลต่างออกไป พร้อมคำแนะนำจากบริษัท LVMH เพราะจุดประสงค์ไม่ใช่การมอบรางวัลแล้วจบไป แต่เป็นการเร่งการเติบโตของธุรกิจเสื้อผ้าของแบรนด์นั้นๆ ให้ยังมีศักยภาพในตลาดอยู่

แต่อิทธิพลของ LVMH Prize ที่แท้จริงอยู่ที่รายชื่อคณะกรรมการตัดสินในแต่ละปีมากกว่า ซึ่งรวมผู้กำหนดเทรนด์ รสนิยม และนวัตกรรมแฟชั่นแห่งวงการเอาไว้ การได้ชื่อว่าผลงานของตัวเองต้องตาถูกใจดีไซเนอร์แห่งยุคย่อมมีความหมายยิ่งกว่ามูลค่าเงินที่ได้รับ

ในวาระที่ LVMH Prize ประจำปี 2026 ได้ประกาศผู้ชนะรางวัล คือ Julie Kegels ดีไซเนอร์ชาวเบลเยียม Recap ตอนนี้จึงชวนไปสำรวจว่า ทำไม LVMH Prize เป็นมากกว่ารางวัลและแพลตฟอร์มที่ช่วยนักออกแบบรุ่นใหม่ได้ลืมตาอ้าปากจากการรับทุนไปสร้างแบรนด์ของตัวเอง แต่ยังเป็นพื้นที่ขยายอิทธิพลทางด้านแฟชั่นของบริษัทในเครือ LVMH ด้วย

เพราะดีไซเนอร์รุ่นใหม่ต้องการต้นทุนทั้งในรูปแบบเงินและคอนเนกชั่น

“เส้นทางของนักออกแบบรุ่นใหม่ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป การทำแบรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องการการสนับสนุนด้านการเงิน วิชาชีพ และอารมณ์ พวกเขาต้องการที่ปรึกษา แพลตฟอร์มสนับสนุน และกำลังใจจากพวกเราทุกคนเพื่อให้ประสบความสำเร็จ การสนับสนุนนักออกแบบเหล่านี้ เราไม่ได้เพียงแต่สนับสนุนพรสวรรค์ของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนนวัตกรรม ความหลากหลาย และความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมแฟชั่นด้วย” นาตาลี พอร์ตแมน ตัวแทนผู้มอบรางวัล LVMH Prize ปี 2024 กล่าว 

อย่างที่นาตาลีกล่าวไว้ โอกาสที่คนรุ่นใหม่จะก้าวขาเข้าสู่วงการแฟชั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ยืนยันข้อเท็จจริงนี้จาก Maria Grazia Chiuri อดีตครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Dior ปี 2017

“เท่าที่ฉันจำได้ตอนที่ฉันเริ่มทำคอลเลกชั่นแรกๆ ที่โรงเรียนแฟชั่น มันไม่ได้อยู่ในระดับนี้เลยจริงๆ คอลเลกชั่นของเราเรียบง่ายกว่านิดหน่อย ตอนนี้มันแตกต่างออกไป ฉันเห็นคุณภาพที่มากขึ้น” เธออธิบายภาพที่เห็นในฐานะคณะกรรมการ LVMH Prize ปี 2017 

คิอูริเล่าถึงความสำคัญของรางวัลนี้ว่า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะโอกาสที่คุณจะได้อยู่ร่วมห้องกับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ทรงอิทธิพลไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งคนที่เรียนจบปริญญาโทด้านแฟชั่นก็แทบไม่มีโอกาสแบบนี้ “ตอนที่ฉันเริ่มทำงานในวงการแฟชั่น ปกติแล้วคุณจะต้องเริ่มด้วยการเสิร์ฟกาแฟ” คิอูริกล่าวติดตลก “ฉันก็เริ่มต้นแบบนี้ค่ะ” 

ไม่แปลกเลยที่จะมีผู้สมัครเข้ามาสู่เวที LVMH Prize หลายพันคนต่อปี โดยขั้นแรกจะมีผู้เชี่ยวชาญในวงการแฟชั่น ทั้งบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่น นักเขียนและนักวิจารณ์แฟชั่น นักธุรกิจค้าปลีก นางแบบ-นายแบบ นักแสดง ดีไซเนอร์ และครีเอทีฟไดเรกเตอร์กว่า 50 คนร่วมพิจารณาคัดเลือก ซึ่งปี 2026 แบรนด์แฟชั่นไทยอย่าง ‘NONG RAK’ ก็เข้ารอบ 11 ทีมสุดท้ายด้วย

จากนั้นจะคัดเลือกผู้เข้ารอบ 8 คนสุดท้าย เพื่อนำเสนอคอลเลกชั่นให้คณะกรรมการตัดสิน ซึ่งประกอบไปด้วยคนในเครือ LVMH ไม่ว่าจะเป็นเหล่าครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ผู้บริหาร เซเลบริตี้ แบรนด์แอมบาสเดอร์ รวมทั้งดีไซเนอร์และผู้เชี่ยวชาญในวงการแฟชั่นที่เคยร่วมงานกับ LVMH 

“แบรนด์ของเราได้ก้าวสู่จุดเริ่มต้นจริงๆ หลังจากชนะรางวัลพิเศษ” Tina Sutradhar หนึ่งในผู้ก่อตั้งเบื้องหลังแบรนด์ Miuniku จากมุมไบกล่าว ทีน่าและนิกิตะ น้องสาวของเธอได้รับรางวัล LVMH Prize ในปี 2014 ซึ่งสร้างอิมแพกต์ต่อแบรนด์ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน การได้รับทุนจากรางวัลนี้ทำให้พวกเธอเช่าพื้นที่สตูดิโอผลิตเสื้อผ้าได้มากขึ้น  

“ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่มาก และเรามีคำถามมากมายว่าเราควรเดินหน้าต่อยังไง อะไรคือสิ่งต่อไปที่เราควรทำ” สองพี่น้องเจ้าของแบรนด์ Sutradhars กล่าวถึงการได้รับคำแนะนำจากดีไซเนอร์ในเครือ LVMH โดยพวกเธอให้เครดิต Sophie Brocart ซีอีโอของ Nicholas Kirkwood แบรนด์ในเครือ LVMH ที่ให้คำแนะนำตลอด แม้ว่าจะเกินกำหนดรางวัลที่ให้ปรึกษาได้ภายใน 1 ปีแล้วก็ตาม “เธอยังคงมาพบเราและดูคอลเลกชั่นของเราทุกฤดูกาล” ทีน่ากล่าว “เรายังคงเรียนรู้และมีหนทางอีกยาวไกล แต่เราไม่อาจขอการเริ่มต้นที่ดีกว่านี้ได้เลย”

เช่นเดียวกับ Vejas Kruszewski ดีไซเนอร์ชาวแคนาดาที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ LVMH Prize ปี 2016 เมื่ออายุได้เพียง 19 ปี ทำให้เขาเป็นดีไซเนอร์ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้ 

“แบรนด์นี้คงไม่มีอยู่ถ้าผมไม่มีเงินจากรางวัลนั้น” ครุสเชฟสกี้อธิบาย ก่อนจะบอกว่ารางวัลนี้ทำให้เขาได้รับการยอมรับมากขึ้น มีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาจนสามารถย้ายฐานการผลิตจากแคนาดา–ซึ่งไม่ใช่เมืองศูนย์กลางแฟชั่น–ไปยังอิตาลี ประเทศแห่งศิลปะและแฟชั่น ช่วยให้คอลเลกชั่นของแบรนด์เข้าถึงฝั่งยุโรปมากขึ้น

แม้กระทั่งดีไซเนอร์บางคนที่มีพื้นที่วางขายคอลเลกชั่นของตัวเองมากมายแล้วก็ยังมองว่าการเข้าร่วมรางวัล LVMH Prize เป็นสิ่งจำเป็น Martine Rose ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์แฟชั่นผู้ชาย Martine Rose เข้าร่วมแข่งขันในปี 2017 ช่วงเวลาเดียวกับที่มีร้านค้าจำหน่ายคอลเลกชั่นเธอกว่า 60 แห่งแล้ว “มันเป็นเกมที่แปลกดี มันเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา” เธอกล่าวถึงความยากลำบากของระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นที่แม้จะยกย่องดีไซเนอร์หน้าใหม่ให้ประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังขาดโครงสร้างรองรับให้นักออกแบบรักษาแบรนด์ให้ยั่งยืนไปได้  

ไม่เพียงแค่นักออกแบบที่ชนะเลิศจะได้รับความสนใจเพียงเท่านั้น บางคนที่ปรากฏรายชื่อเข้ารอบช่วงท้ายๆ ก็ได้รับความสนใจไม่น้อย 

“การประกวดอื่นๆ พอจบลงแล้วก็แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย แต่กับ LVMH และแบรนด์ต่างๆ ในเครือ การสร้างเครือข่ายและโอกาสนั้นน่าทึ่งมาก มันเป็นการสนับสนุนยอดเยี่ยมในการนำนักออกแบบหน้าใหม่สู่เวทีโลก และยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับบริษัทอย่าง LVMH ในการพบปะกับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลกทุกปี” Greg Rosborough ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Abasi Rosborough จากนิวยอร์กกล่าว แบรนด์ของเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปี 2017 และถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้ารอบ 8 แบรนด์สุดท้าย แต่รอสโบโรห์ก็ยังมองว่าประสบการณ์นี้มีค่า “การได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงถือเป็นการยืนยันที่สำคัญสำหรับผลงาน กระบวนการทำงาน และสตอรีของเรา” แบรนด์ของเขาได้รับความสนใจจากสื่อมากขึ้น หลังจากเข้ารอบ 21 คนสุดท้าย ช่วยสร้างการเติบโตในฐานะธุรกิจแฟชั่นอีคอมเมิร์ซเช่นกัน

รอสโบโรห์ยังบอกว่า สิ่งสำคัญคือ เขาได้รับคำแนะนำจากดีไซเนอร์ชื่อดังในเครือ LVMH และสถาบันด้านแฟชั่นที่มีชื่อเสียง “เราได้รับคำแนะนำจากพวกเขาทั้งข้อมูลอินไซต์ การเปรียบเทียบแบรนด์ให้เห็นภาพ และความคิดเห็นที่ยอดเยี่ยม” 

แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จแม้คว้ารางวัลสูงสุดของ LVMH Prize แบรนด์ Thomas Tait และ Hood By Air ผู้ชนะในปี 2014 ต่างก็เลิกผลิตคอลเลกชั่นไปแล้ว 

Ana Andjelic นักวางกลยุทธ์แบรนด์หรูกล่าวว่า LVMH Prize อาจไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เกื้อหนุนดีไซเนอร์ในระยะยาว “มันเลียนแบบโครงการเร่งพัฒนาธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ต่างกันตรงที่รางวัลนี้มีผู้ให้คำปรึกษาจากอุตสาหกรรมแฟชั่นแบบดั้งเดิม” ถึงอย่างนั้นก็ต้องกล่าวว่า การที่จะปั้นแบรนด์ให้ไปต่อได้ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ด้วย Steven Kolb ประธานบริหารของ CFDA กล่าวอย่างกำชับว่า “การตัดสินใจทางธุรกิจเป็นของพวกเขาเอง ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนมากแค่ไหนก็ตาม”

อิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ของ LVMH Prize คือการรับรองผลงานจากดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก

แน่นอนว่ารางวัลนี้มีความหมายมหาศาลสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ เพราะเรารู้กันดีว่าเส้นทางการสร้างแบรนด์เข้าสู่ตลาดไม่ใช่เรื่องราบรื่นเสมอไป การทำแบรนด์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องการการสนับสนุนด้านการเงิน และต้องการต้นทุนที่ไม่สามารถควานหาได้ง่ายๆ หากไม่พาตัวเองเข้าไปคลุกในวงการ นั่นคือการได้รับองค์ความรู้และคำแนะนำแบบอินไซต์จากบริษัทหรูอย่าง LVMH 

แต่อิทธิพลของ LVMH Prize ไม่ได้อยู่ที่เงินรางวัลแต่อย่างใด อำนาจที่แท้จริงที่ผู้ชนะได้รับมาจากการรับรองของคณะกรรมการตัดสินมากกว่า เพราะจะมีสักกี่บริษัทที่รวมครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ผู้เป็นมันสมองของวงการและทรงอิทธิพลในการกำหนดทิศทางโลกแฟชั่นบนรันเวย์มาร่วมเฟ้นหาดีไซเนอร์สายเลือดใหม่ของวงการได้ 

ตั้งแต่ปี 2013 LVMH Prize รวบรวมรายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นมาเป็นคณะกรรมการตัดสินรางวัล เช่น Karl Lagerfeld อาร์ตไดเรกเตอร์ของ Fendi, Nicolas Ghesquière อาร์ตไดเรกเตอร์ของ Balenciaga และฝั่งเสื้อผ้าผู้หญิงของ Loius Vuitton, Maria Grazia Chiuri อดีตอาร์ตไดเรกเตอร์ Dior และปัจจุบันคืออาร์ตไดเรกเตอร์ Fendi, Linda Loppa อดีตผู้อำนวยการสถาบัน Polimoda หนึ่งในโรงเรียนสอนแฟชั่นที่ดีที่สุดในโลก, Cathy Horyn นักเขียนและนักวิจารณ์แฟชั่นชื่อดัง เจ้าของบล็อก On The Runway, Tim Blanks นักเขียนแฟชั่น เจ้าของรางวัลสูงสุดของวงการวารสารศาสตร์แฟชั่นอย่าง Media Award โดย Council of Fashion Designers of America  

ยังไม่นับรวมรายชื่อครีเอทีฟไดเรกเตอร์และดีไซเนอร์ชื่อดังที่ปรากฏในภาพถ่ายคณะกรรมการตัดสินรางวัล LVMH Prize ปีล่าสุด ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาในวงการแฟชั่น จนคนเรียกว่า นี่คือ ‘แก๊ง Avengers’ ไม่ว่าจะเป็น Jonathan Anderson ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Dior, Pharrell Williams ครีเอทีฟไดเรกเตอร์เสื้อผ้าผู้ชายของ Louis Vuitton, Sarah Burton ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Givenchy, Phoebe Philo อดีตครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Celine, Michael Rider ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Celine, Jack McCollough และ Lazaro Hernandez ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Loewe, รวมทั้งดีไซเนอร์ชื่อดังในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้ง Nigo ผู้ก่อตั้งแบรนด์ HUMAN MADE และ Stella McCartney ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์แฟชั่นหรูรักษ์โลกและวีแกน 

นอกจากนี้ยังมีเหล่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ LVMH ที่ได้เข้าร่วมเป็นกรรมการแต่ละปี โดยปี 2026 นี้ญาญ่า–อุรัสยา เสปอร์บันด์ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ Louis Vuitton และ Priyanka Chopra Jonas ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ Dior ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการด้วย

ด้วยรายชื่อเหล่านี้เอง ไม่แปลกเลยที่รางวัล LVMH Prize ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาจะได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วว่าเป็นหนึ่งในการประกวดที่มีชื่อเสียงที่สุดสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ในวงการแฟชั่นทั่วโลก และให้การรับรองดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ไปต่อยอดแบรนด์ตัวเองจนโด่งดัง เช่น Cecilie Bahnsen ดีไซเนอร์ชาวเดนมาร์กที่เคยนำเสื้อเชิ้ตและสม็อกเด็กนักเรียนหญิงอันประณีต ซ้อนทับความหวานของตาข่ายและลูกไม้เข้ากับความแข็งแกร่งตามสไตล์ของเธอเข้ามาจัดแสดงในการแข่งขัน LVMH Prize ปี 2017 และ Yoon Ahn ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์เครื่องประดับชื่อดังอย่าง Ambush ก็เข้ารอบสุดท้ายในปี 2017 เช่นกัน

นั่นหมายความว่าผู้ชนะรางวัลหรือผู้เข้ารอบ LVMH Prize ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานให้เครือ LVMH เสมอไป ดีไซเนอร์บางคนก็ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในบริษัทคู่แข่งของ LVMH จะบอกว่ารางวัลนี้ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแฟชั่นได้รับประโยชน์ก็ได้ เพราะแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่ไม่ต้องไปสุ่มหาดีไซเนอร์ หรือไม่ได้ดีไซเนอร์ที่มีความรู้ทั้งดีไซน์และธุรกิจ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าสำหรับ LVMH ด้วย เพราะการสนับสนุนระบบรางวัลที่โด่งดังในอุตสาหกรรมคือการสร้าง ‘มาตรฐาน’ วงการแฟชั่น และสร้าง ‘สถาบันรางวัล’ ที่ได้รับการยอมรับคุณภาพในระดับอุตสาหกรรม 

ดังนั้นผลประโยชน์ก็ยังอยู่ที่ LVMH อยู่ดี เพราะการมีชื่อรางวัลนี้ห้อยท้ายดีไซเนอร์ก็คือตราประทับว่าใครคือผู้กำหนดทิศทางแฟชั่นและมองเห็นพรสวรรค์ของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ 

อ้างอิง

nytimes.com/2017/03/06/fashion/paris-fashion-week-lvmh-prize.html https://www.thebestmagazine.in/article/why-the-lvmh-prize-still-matters-even-if-youve-never-met-a-finalist 

vogue.co.uk/article/how-the-lvmh-prize-became-one-of-the-most-important-contests-in-fashion 

weshmindjournal.com/journal/lvmh-prize-2026-jury-power-analysis 

วิธีการใช้ต้นทุนวัฒนธรรมสร้างรายได้เศรษฐกิจประเทศถอดรหัสความสำเร็จ Italian Design System จากอิตาลีบนเวที Creative Excellence Awards 2026

ถ้าให้นึกถึงประเทศที่รุ่มรวยด้วยศิลปวัฒนธรรม และสามารถส่งออกผลงานเหล่านั้นจนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ อิตาลีย่อมเป็นหนึ่งในประเทศที่เราจะนึกถึง

อุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของอิตาลีสร้างรายได้ 115.8 พันล้านยูโร (ประมาณ 4.43 ล้านล้านบาท) มีการจ้างงานเกือบ 1.54 ล้านคน ระบบการผลิตงานวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศหลายพันล้านยูโร คิดเป็นประมาณ 2.3% จนถึงมากกว่า 11% ของ GDP นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกว่า 58 แห่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนยูเนสโกกว่า 58 แห่ง

ศิลปวัฒนธรรมไม่ได้ช่วยให้อิตาลีสร้างสรรค์รายได้เศรษฐกิจเพียงข้ามคืน แต่เป็นมรดกองค์ความรู้และประวัติศาสตร์ทางศิลปะที่มีวิวัฒนาการมาจนเป็นต้นแบบด้านงานดีไซน์และนวัตกรรมระดับโลก

นี่คือเหตุผลที่งานประกาศรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ ประจำปี 2569 หรือ Creative Excellence Awards 2026 จัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัด Creative Talk ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้การออกแบบของอิตาลี ภายใต้หัวข้อ “Design as the Pillar of ‘Made in Italy’ Global Prestige: การออกแบบในฐานะรากฐานความสำเร็จระดับโลกของ Made in Italy” โดย Perla Gianni Falvo กรรมการบริหารสมาคม (Executive Board Member) การออกแบบอุตสาหกรรม หรือ Association for Industrial Design (ADI) ของอิตาลี 

แนวคิดสำคัญของอิตาลี คือ งานออกแบบไม่ได้เป็นเรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาชีวิตด้วย 

Keynote ตอนนี้จึงชวนไปดูหลักการออกแบบในวิถีของ ‘Made in Italy’ ที่ทำให้งานดีไซน์สัญชาติอิตาลีไม่เพียงเป็นเลิศด้านความงาม ความคิดสร้างสรรค์ และสไตล์ แต่ยังช่วย ‘แก้ปัญหาชีวิต’ ของผู้คนมาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา

งานดีไซน์ที่ดีไม่ได้เกิดจาก ‘คนเพียงคนเดียว’ แต่เกิดจากปรากฏการณ์ ‘อุบัติใหม่’ (Emergence) ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อเนื่องให้ทั้งอุตสาหกรรม

Perla เริ่มต้นเสวนาด้วยการพูดถึงองค์ประกอบของความสำเร็จหลากหลายประการในเบื้องหลังงานดีไซน์ที่ตอบโจทย์ผู้คน เพราะหลายครั้ง งานออกแบบไม่ได้เกิดจากใครเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากองค์ประกอบหลายข้อที่ทำงานสอดประสานกันอย่างต่อเนื่อง

“ดังเช่นที่จอร์โจ ปาริซี (Giorgio Parisi) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอิตาลี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านงานวิจัยของเขา ถึงพฤติกรรมของการรวมฝูงของนกที่สามารถก่อตัวเป็นกลุ่มเมฆเคลื่อนตัวบนท้องฟ้าได้อย่างสอดคล้องและสมบูรณ์แบบ” Perla เปรียบเปรยให้ผู้ฟังเห็นภาพเพิ่มเติม “เราสามารถมองเห็นปรากฏการณ์นี้ได้จากฝูงนกบิน ที่ร่วมกันสร้างรูปทรงเคลื่อนตัวคล้ายกับก้อนเมฆ และบางครั้งเราก็จะได้พบกับรูปทรงใหม่ๆ ที่น่าประทับใจ ซึ่งก็เหมือนกับสิ่งสำคัญหลายๆ สิ่งในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความสำเร็จ เรามักไม่พบกฎเกณฑ์หรือแบบแผนที่ตายตัว แต่มองเห็นองค์ประกอบของความสำเร็จจากหลากหลายสิ่งที่ประกอบเข้ากัน”

Perla กล่าวว่า “ถ้ามองในเชิงวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้จะเบ่งบานได้เมื่อศาสตร์ต่างๆ และมุมมองที่หลากหลายมาบรรจบ แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงกัน เพราะนวัตกรรมเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นใหม่ (Emergent Phenomenon) ที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นเพียงการรวมกันของแต่ละศาสตร์ แต่เพราะนวัตกรรมมักจะเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ เช่นเดียวกับฝูงนกที่การเคลื่อนไหวและการตอบสนองของนกแต่ละตัวก่อให้เกิดรูปแบบการเคลื่อนที่ของฝูงที่ซับซ้อนและสวยงามขึ้นเมื่อเรามองในภาพรวม” เธอเน้นย้ำ ก่อนจะยกตัวอย่างนวัตกรรมของอิตาลีตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์ (Renaissance)

“ยุคเรอเนซองส์ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่ง การสอดประสานกันระหว่างการค้นพบวัฒนธรรมคลาสสิกอีกครั้ง เข้ากับคุณค่าใหม่ๆ ความต้องการของผู้คน และความรู้ทางเทคนิค ได้ก่อให้เกิดระบบวัฒนธรรมเชิงนวัตกรรม นั่นทำให้ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และศาสตร์แขนงต่างๆ ช่วยส่งเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน ยุคเรอเนซองส์จึงนับเป็นหนึ่งในรากฐานที่สำคัญที่สุดของวัฒนธรรมตะวันตกร่วมสมัย” 

หนึ่งในศูนย์กลางทางวัฒนธรรมยุคเรอเนซองส์เกิดขึ้นในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ซึ่งมีตระกูลเมดิชี (Medici) เป็นผู้อุปถัมภ์ให้ศิลปินและนักนวัตกรรมในยุคนั้นมีต้นทุนในการสร้างสรรค์งานอย่างเป็นระบบ ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ โดยตระกูลเมดิชีตระหนักว่าวัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแห่งอำนาจ แต่เป็นพลังที่สามารถสร้างความรู้ นวัตกรรม และการพัฒนาได้ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่สร้างสรรค์และมีความหลากหลายทางสาขาวิชาเช่นนี้ ช่วยส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถบรรลุได้ด้วยศาสตร์หลายแขนง

“ตัวอย่างผลงานที่แสดงให้เห็นการใช้ศาสตร์หลายแขนง คือผลงานของบรูเนลเลสกี (Filippo Brunelleschi) สถาปนิกและศิลปินชาวอิตาลีแห่งยุคเรอเนซองส์ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการนำหลักการของสถาปัตยกรรมคลาสสิก เรขาคณิต และวิศวกรรมผสานเป็นวิธีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ ผลงานที่มีชื่อเสียงของบรูเนลเลสกี คือเขาได้ออกแบบหลังคาโดมขนาดใหญ่ของมหาวิหารซานตามาเรียเดลฟิโอเร (Santa Maria del Fiore) ตั้งอยู่ ณ เมืองฟลอเรนซ์ โดยไม่ใช้โครงนั่งร้านไม้ขนาดใหญ่ค้ำยันจากด้านล่าง แต่เป็นการออกแบบให้โครงสร้างของหลังคาโดม และตัววิหารสามารถพยุงและรับน้ำหนักของตัวเองได้ ผ่านวิธีการกระจายน้ำหนักจากโครงสร้างหลักลงสู่ฐาน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความท้าทายด้านข้อจำกัดการก่อสร้างในยุคนั้น แต่เขาก็ประสบความสำเร็จจากการ นำเสนอนวัตกรรมการก่อสร้างรูปแบบใหม่ เช่น โครงสร้างผนังสองชั้น (Double-Shell) การก่ออิฐแบบลายก้างปลา (Herringbone Masonry) และการใช้ห่วงโซ่ยึดโครงสร้าง (Containment Chains) ซึ่งล้วนส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงทางโครงสร้างของผลงานชิ้นเอกนี้” Perla เน้นย้ำว่าการรวมการออกแบบหลากหลายศาสตร์นี้เอง ที่ทำให้มหาวิหารแห่งนี้ยังคงได้รับคำชื่นชมมาจนถึงทุกวันนี้ 

“เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักประดิษฐ์ชาวอิตาลี เป็นอีกบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนภาพ ‘บุรุษแห่งยุคเรอเนซองส์’ (Renaissance Man) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านการผสมผสานข้อสังเกตทางวิทยาศาสตร์เข้ากับสร้างสรรค์แนวทางศิลปะ เขาได้อุทิศตนให้กับการพัฒนาศิลปะ งานวิศวกรรม รวมถึงองค์ความรู้ด้านต่างๆ ส่วนพีโค เดลลา มิรันโดลา (Pico della Mirandola) นักปรัชญาและนักมนุษยนิยมชาวอิตาลี ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างบุคคลที่สังเคราะห์แนวคิดอุบัติใหม่ในยุคเรอเนซองส์ โดยผสานทั้งปรัชญาโบราณ ความคิดแบบคริสต์ศาสนา และขนบประเพณีอื่นๆ เข้าด้วยกัน” 

Perla ยกตัวอย่างนักคิดชาวอิตาลีในอดีตที่ทำให้เห็นว่า การทำงานหลากหลายศาสตร์ช่วยเสริมสร้างนวัตกรรมและงานออกแบบให้มีมิติมากกว่าความงาม แต่ยังสร้างพื้นที่ที่มองว่า “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และมนุษย์สามารถหล่อหลอมและสร้างความเป็นจริงของตนเองได้ผ่านความรู้ ซึ่งแนวคิดนี้ยังส่งต่อมาสู่อุตสาหกรรมสำคัญในอิตาลีจนถึงปัจจุบัน

งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาคือสิ่งที่เกิดมาคู่กัน

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงหลังสงครามโลก อิตาลีกลายเป็นประเทศที่ทรุดโทรม ท่ามกลางความจำเป็นในการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วนนั้นเอง อิตาลีได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ โดยนวัตกรรมที่สะท้อนศักยภาพนั้นเกิดขึ้นในโรงงานแห่งหนึ่ง ณ แถบชนบทของแคว้นทัสกานี 

เดิมทีโรงงานแห่งนี้เคยใช้ผลิตเครื่องบินสำหรับการรบ แต่เมื่อสงครามจบลง โรงงานถูกปล่อยทิ้งไว้ จึงมีความพยายามที่จะนำความรู้ทางเทคนิคในช่วงสงครามมาปรับและประยุกต์ใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ทางสังคมในขณะนั้น นั่นคือการเดินทางในชีวิตประจำวัน

Perla เล่าถึงโจทย์การออกแบบยานพาหนะประเภทหนึ่งในอิตาลี ซึ่งในขณะนั้นคนอิตาลีต้องการเดินทางด้วยยานพาหนะที่มีราคาย่อมเยาและเข้าถึงได้ง่าย ขณะเดียวกัน ก็ต้องการรถที่เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่ชำรุดเสียหายจากสงคราม 

“บริษัทที่พัฒนายานพาหนะประเภทนี้ไม่ได้มองว่ารถต้องมีความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนได้อีกด้วย รถต้องใช้งานง่ายและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงที่สวมใส่ชุดเดรสกระโปรงยาวสามารถนั่งได้สะดวก นี่คือเหตุผลที่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อเทคโนโลยีและสุนทรียศาสตร์ได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน”

แนวคิดนี้นำไปสู่การสร้างสรรค์รถ “Vespa” สกูตเตอร์สุดคลาสสิกที่ทำหน้าที่เป็นคำตอบทางวิศวกรรมในยุคหลังสงคราม โดย Corradino D’Ascanio วิศวกรการบินได้นำชิ้นส่วนของเครื่องบินและหลักอากาศพลศาสตร์มาดัดแปลงเป็นรถมอเตอร์ไซค์ และยังดีไซน์ตัวถังเหล็กขึ้นรูปชิ้นเดียวแทนการใช้โครงเหล็กแบบท่อ ทำให้โครงสร้างตัวถังแข็งแรงทนทาน ช่วยปกป้องผู้ขับขี่จากสิ่งสกปรกและน้ำมันเครื่อง จึงกลายเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมและจุดกำเนิดงานดีไซน์แบบอิตาลี (Italian Design) 

“นวัตกรรมของรถ Vespa เกิดจากความกลมกลืนขององค์ประกอบที่หลากหลาย ทั้งประสบการณ์ของเราเอง การออกแบบเชิงอุตสาหกรรม ความเข้าใจเรื่องความต้องการทางสังคม และการแสวงหาความงามในชีวิตประจำวัน สิ่งเหล่านี้มารวมกันจนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า นวัตกรรมของรถ Vespa เกิดขึ้นจากการสอดประสานความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน Vespa จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการฟื้นตัวของอิตาลีหลังยุคสงคราม และเป็นตัวแทนของสโลแกน Made in Italy” Perla กล่าว

การออกแบบ Vespa จึงเป็นการสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย พฤติกรรม และชีวิตประจำวันของผู้คน หากในยุคเรอเนซองส์มองว่ามนุษย์คือศูนย์กลาง และเป็นจุดอ้างอิงของหลักการสรีรศาสตร์ (Ergonomics) ในนวัตกรรมต่างๆ มนุษย์ก็นับเป็นมาตรวัดสำคัญของการออกแบบเช่นเดียวกัน หลักการนี้ถือเป็นแนวทางทางวิทยาศาสตร์ที่บูรณาการเทคโนโลยี ร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับนวัตกรรมให้สามารถตอบโจทย์ปัจเจกบุคคลได้อย่างแท้จริง

“การฟื้นตัวทางอุตสาหกรรมหลังยุคสงครามได้ก่อให้เกิดความตระหนักรู้ครั้งใหม่ว่า งานดีไซน์ไม่ได้เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างโดดเดี่ยวของนักออกแบบ แต่เป็นกระบวนการอันซับซ้อนที่วัฒนธรรม เทคโนโลยี อุตสาหกรรม งานฝีมือ สื่อสารมวลชน และสังคม มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน หัวใจสำคัญของงานดีไซน์จึงเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน” 

สมาคมการออกแบบอุตสาหกรรม (Association for Industrial Design: ADI) องค์กรที่สร้างสภาพแวดล้อมให้การผสมผสานหลายศาสตร์เกิดขึ้นได้จริง

แนวคิดการสร้างนวัตกรรมจากหลากหลายศาสตร์ตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์มาจนถึงหลังสงครามนี้เอง ที่ทำให้เกิดการจัดตั้ง “สมาคมการออกแบบอุตสาหกรรม (Association for Industrial Design: ADI)” ในปี 1956 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการออกแบบ ควบคู่กับการต้อนรับและเปิดบทสนทนาระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่นักออกแบบ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ขับเคลื่อนทางวัฒนธรรม นักวิจารณ์ นักวิจัย ไปจนถึงสถาบันต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายความเชี่ยวชาญที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ครอบคลุมตั้งแต่ทีมออกแบบ การพัฒนาโครงการ การบริโภค การรีไซเคิล ไปจนถึงการฝึกอบรม วิสัยทัศน์ของสมาคมแห่งนี้จึงมองอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ 

“คุณค่าของผลิตภัณฑ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ความสมดุลระหว่างฟังก์ชันการใช้งาน นวัตกรรม คุณภาพ สุนทรียศาสตร์ กระบวนการผลิต และการตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน” Perla กล่าวว่านี่คือเหตุผลที่ ADI เป็นองค์กรที่มุ่งสร้างระบบนิเวศเพื่อผลักดันให้หลายศาสตร์ทำงานสอดประสานกันได้อย่างลงตัว

Perla ยังย้ำว่าอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ในระบบออกแบบ Made in Italy คือผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ตีความวัฒนธรรมการออกแบบ เป็นผู้มองเห็นคุณค่าของแรงบันดาลใจ ขณะเดียวกันก็มีความกล้าที่จะแบกรับความเสี่ยงทางอุตสาหกรรมด้วย

“ผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นคงไม่อาจถือกำเนิดขึ้นได้เลย หากปราศจากผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์และนักออกแบบที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์” Perla กล่าว

สมาคม ADI เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีบทบาทในการเป็นผู้ขับเคลื่อนงานดีไซน์รอบด้าน ทั้งในฐานะปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นตัวเชื่อมสำคัญสำหรับภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมระบบอุตสาหกรรมการออกแบบของอิตาลี เพราะ ADI มุ่งหวังที่จะส่งเสริมและสร้างสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมต่างๆ ผ่านการทำงานร่วมกับสถาบันต่างๆ และการให้บริการหลากหลายด้าน รวมไปถึงสร้างการถกเถียงทางวัฒนธรรมเพื่อต่อยอดให้นวัตกรรมเติบโตไปสู่อนาคตด้วย โดยตั้งแต่ปี 1958 เป็นต้นมา ADI ได้เป็นผู้จัดงานมอบรางวัลคอมปัสโซโดโร (Compasso d’Oro) รางวัลการออกแบบที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยก่อตั้งขึ้นในปี 1954 โดย โจ พอนติ (Gio Ponti)

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี รางวัล Compasso d’Oro ได้สร้างมรดกอันทรงคุณค่า โดยสร้างเกียรติภูมิและการยอมรับให้กับผลงานที่ได้รางวัล กระทรวงวัฒนธรรมแห่งประเทศอิตาลีจึงประกาศให้คอลเล็กชันผลงานที่ได้รับรางวัลนี้เป็นวัตถุที่มีความสำคัญทางศิลปะและประวัติศาสตร์ และได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ

“คุณสามารถเห็นการยอมรับและคุณค่าของเวทีนี้ได้จากหนึ่งในผู้ได้รับรางวัล Compasso d’Oro ได้ เช่น ปี 1954 บรูโน มูนาริ (Bruno Munari) ผู้สร้างสรรค์ลิงของเล่น Zizì ได้นำเสนอวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการออกแบบของเล่น โดยไม่ได้พยายามเลียนแบบลิงจริงๆ แต่สร้างของเล่นเพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ผลงานชิ้นนี้ใช้นวัตกรรมโฟมยางเสริมแกนสายสลึงเหล็ก ทำให้สามารถดัดปรับเปลี่ยนท่าทางได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างรูปทรง การทดลองใช้วัสดุ และแนวคิดการเรียนรู้สำหรับเด็กเข้าด้วยกันอย่างลงตัว”

มูลนิธิคอลเล็กชัน ADI Compasso d’Oro (Fondazione ADI Collezione Compasso d’Oro) คือหน่วยงานที่รวบรวมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมด และมีหน้าที่รับผิดชอบในการอนุรักษ์ ส่งเสริมการวิจัยประวัติศาสตร์ของผลงานสร้างสรรค์ และจัดนิทรรศการที่มีเป้าหมายเพื่อสำรวจทั้งคอลเล็กชันผลงานที่ได้รับรางวัลและความสำคัญของผลงานสร้างสรรค์ในเวที ปี 2021 สมาคม ADI ยังได้เปิดตัว ADI Design Museum ขึ้นที่มิลาน เพื่อเชิดชูวัฒนธรรมการออกแบบทั้งในอิตาลีและระดับนานาชาติ ผ่านการจัดแสดงคอลเล็กชันถาวรของผลงานที่ได้รับรางวัล Compasso d’Oro 

นอกจากนี้ นิทรรศการดังกล่าวยังได้สัญจรไปจัดแสดงในระดับนานาชาติ เพื่อนำวัฒนธรรมการออกแบบของอิตาลีไปสู่สายตาผู้ชมทั่วทั้งยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา ทำให้งานดีไซน์อิตาลีได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง เป็นการสร้างตัวตนของผลงาน “Made in Italy” และสร้างพื้นที่การออกแบบที่ก้าวข้ามฟังก์ชันงานดีไซน์แบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง 

“ทั้งหมดนี้เราจะเห็นว่า ตั้งแต่ยุคเรอเนซองส์มาจนถึงยุคการออกแบบร่วมสมัย นวัตกรรมเกิดขึ้นได้เมื่อองค์ประกอบที่ต่างกันมารวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นทักษะ วัฒนธรรม และวิสัยทัศน์ การออกแบบได้กลายเป็นเครื่องมือที่สามารถเปลี่ยนความต้องการส่วนบุคคลและส่วนรวมให้เป็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ดังนั้นรางวัล Compasso d’Oro จึงมองอนาคตด้วยวิสัยทัศน์นี้เช่นกัน เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงแค่รางวัลเชิดชูความเป็นเลิศด้านการออกแบบเท่านั้น แต่ยังมองว่ารางวัลนี้จะเป็นเครื่องมือในการยกระดับบทบาทงานดีไซน์ เพื่อรับมือกับความท้าทายครั้งใหญ่ในยุคปัจจุบันนี้” Perla กล่าวปิดท้าย

สำหรับ Creative Talk ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดที่ทำให้เกิดนวัตกรรมและดีไซน์ในแบบ Made In Italy เกิดจากองค์ประกอบหลายอย่าง โดยเฉพาะการมีองค์กรอย่าง ADI ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงและผลักดันการผสมผสานศาสตร์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งนับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศของอุตสาหกรรมให้เติบโตและก้าวไปข้างหน้า ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญคือการมีองค์ความรู้ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทจริง เพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบที่ตอบโจทย์และแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของผู้คน ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นกับคนในชาติได้อีกด้วย

อ้างอิง

aspeninstitute.it/en/attivita/economic-value-italys-cultural-patrimony/ 

-billion-euros-and-provided-employment-for-almost-154-million-people-AJhG0GM

GCNT EXPO 2026 งานผนึกกำลังรัฐ UN และเอกชน พลิกวิกฤตสู่การเปลี่ยนผ่านประเทศที่ยั่งยืน

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับ GCNT EXPO 2026 งานประชุมและมหกรรมด้านความยั่งยืนสุดยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ที่จัดขึ้นโดย สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ที่คราวนี้ดำเนินภายใต้แนวคิด ‘From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World’ จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน

โดยตลอดระยะเวลาการจัดงานระหวางวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park – West กรุงเทพฯ มีผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ สหประชาชาติ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ มาร่วมกันเสวนาและแลกเปลี่ยนคำตอบโจทย์ที่ว่า “เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม ประเทศไทยจะเปลี่ยนอย่างไร?”

ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และรองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า โลกกำลังเผชิญแรงกระแทกหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และกติกา ด้านความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้คน ทั้งค่าครองชีพ รายได้ของเกษตรกร ความมั่นคงของชุมชน ตลอดจนโอกาสทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ

ดังนั้นความเข้มแข็งของประเทศไม่ควรวัดเพียงความสามารถในการรับมือกับวิกฤต แต่ควรวัดจากความสามารถของคนและสังคมในการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม โดย ‘คน’ ทุกเพศทุกวัยต้องเป็น ‘ผู้ร่วมสร้าง’ การพัฒนา ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ จากรายงานบทบาทของภาคธุรกิจไทยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดทำโดย GCNT, United Nations Global Compact และภาคีเครือข่าย พบว่าสมาชิกมีการดำเนินงานที่เชื่อมโยกับ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ที่ปรากฏในการปฏิบัติงานของทุกองค์กร

ศุภชัยยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยการชวนทุกภาคส่วนกลับออกจากงานพร้อม หนึ่งเรื่องที่จะเริ่มทำ หนึ่งความร่วมมือที่จะเริ่มสร้าง และหนึ่งผลลัพธ์ที่จะเริ่มวัดผล และหนึ่งประสบการณ์ที่จะนำมาแลกเปลี่ยนในปีหน้า เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแรงกระแทกของโลกให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้มีความเข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืน

ด้าน มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของการจัดงาน ‘From Shock to Shift’ ว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภาพของโลก ณ ปัจจุบัน ที่กำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของการค้าโลก ต้นทุนที่พุ่งสูง ผลกระทบจากภาวะโลกรวน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ซึ่งกำลังสั่นคลอนทั้งระบบเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของสังคม

เธอระบุให้เห็นภาพว่า วิกฤตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี 3 องค์ประกอบสำคัญมารวมกัน คือภาวะผู้นำ การลงทุน และความร่วมมือที่มุ่งไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมย้ำว่าภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการตัดสินใจด้านการลงทุน การจัดซื้อ นวัตกรรม และการจ้างงาน ล้วนส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน ผู้คน และชุมชนในวงกว้าง

โดยมิเกลล่าเสนอ 3 การเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ต้องทำร่วมกัน ได้แก่

  1. จากคำมั่นสัญญา สู่ความรับผิดชอบที่วัดผลได้
  2. จากเงินทุนที่ให้คำมั่น สู่เงินทุนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
  3. จากองค์กรชั้นนำ สู่ระบบนิเวศที่ทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม
    เข้าถึงแรงงาน SMEs และชุมชนได้อย่างทั่วถึง

ด้าน . ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น ทำให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ดีขึ้น และประชาชนมีโอกาสมากขึ้น โดยภาครัฐต้องสร้างระบบที่ทำให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสามารถเปลี่ยนได้ และผู้ที่พร้อมจะไปต่อสามารถไปได้ไกลขึ้น โดยเฉพาะการรับมือภัยพิบัติและการฟื้นฟูธรรมชาติ พร้อมชูแนวคิด ‘Nature Positive’ ให้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่เชื่อมโยงธรรมชาติ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกัน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าจากทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ต่อยอดแนวคิด circular economy ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนและเกษตรกร ควบคู่กับการสร้างโอกาส ความเท่าเทียมทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชน 

สำหรับงาน GCNT EXPO 2026 ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่างานประชุมด้านความยั่งยืน แต่เป็นพื้นที่สำหรับ เห็น–เรียนรู้–ทดลอง–เชื่อมโยง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำประเด็นระดับโลกมาเชื่อมโยงกับโจทย์ของประเทศ ธุรกิจ และชีวิตจริง โดยตลอด 3 วันจะครอบคลุม 6 โจทย์สำคัญ ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก, กติกาสีเขียวและการเงิน, การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน, ธรรมชาติ เมืองและการปรับตัว, เทคโนโลยีและ AI และทุนมนุษย์

ภายในงานประกอบด้วย SDGs Exhibition พื้นที่จัดแสดงผลงานและแนวทางการขับเคลื่อน SDGs ของภาคธุรกิจและภาคีเครือข่าย เพื่อให้เห็นว่าความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจและการสร้างผลลัพธ์ได้จริง

เวิร์กช็อปเปิดพื้นที่สำหรับการเรียนรู้แบบลงมือทำ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการร่วมค้นหาแนวทางหรือทางออกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ขณะที่ Innovation Showcase นำเสนอเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในอนาคต

และอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ Soul Connect Space ภายใต้การดำเนินงานของเครือข่าย Soul Connect  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เปิดบทสนทนาเรื่อง spiritual health และ well-being เชื่อมโยงการเติบโตภายในของผู้คน โดยเฉพาะคนวัยทำงาน เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในโลกภายนอก สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากนโยบาย เทคโนโลยี หรือการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผู้คนด้วย

GCNT EXPO 2026 ยังได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากองค์กรธุรกิจชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิก GCNT จำนวน 22 องค์กร ได้แก่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด, บริษัท คอรัล ไลฟ์ จำกัด, บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด, บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) และโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน (Concordian International School)

ซึ่งการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจสะท้อนว่า sustainable transition ไม่ได้เป็นเพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคม แต่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ธุรกิจ การลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาคน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงร่วมกันทั้งประเทศ–ธุรกิจ–คน

การจัดงาน GCNT EXPO 2026 จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทุกฝ่ายจะได้ร่วมมือ พร้อมหารือเรื่องของการลงทุน นวัตกรรม การพัฒนาคน และการลงมือทำที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป แต่สามารถออกแบบอนาคตและสร้างการเติบโตที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืนไปด้วยกัน

ส่วนใครที่สนใจติดตามรายละเอียดการจัดงานย้อนหลัง หรือติดตามกิจครั้งต่อไปของ GCNT สามารถไปอัพเดตต่อได้ที่เว็บไซต์ expo.globalcompact-th.com

จากคลองถมเซ็นเตอร์สู่ nostalgia marketing ความโหยหาอดีตของเจนฯ Z กำลังบอกอะไรจนทำให้ธุรกิจต้องปรับใช้เป็นกลยุทธ์การตลาด?

ช่วงที่ผ่านมามีหนึ่งข่าวใหญ่ที่ทำให้ใครหลายคนใจหาย

เหตุไฟไหม้ที่คลองถมเซ็นเตอร์ นอกจากจะสร้างความเสียหายในแง่มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านแล้ว ยังทำให้ต้องทบทวนถึงความพร้อมในการจัดการพื้นที่ยามเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้นตอของสาเหตุที่เกิดขึ้น รวมถึงมาตรการเยียวยาต่างๆ

และในมุมหนึ่ง มันยังสร้างบรรยากาศของการย้อนรำลึกให้เกิดขึ้นมา

เพราะสำหรับหลายคน การเดินเล่นในคลองถมเซ็นเตอร์คือวันวานที่เชื่อมโยงกับอดีตอันอบอุ่น ไม่ว่าจะกับครอบครัว เพื่อนฝูง คนรัก หรือใครก็ตามที่มีความทรงจำร่วมกัน

ตั้งแต่ยุคคลองสำเพ็ง แปรสภาพสู่คลองถมที่เป็นแหล่งค้าขายของเก่า ของมือสอง เครื่องใช้จิปาถะ ก่อนได้รับความนิยมในการจำหน่ายอุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการมาถึงของนโยบายจัดระเบียบห้ามค้าแผงลอย ที่ทำให้คลองถมต้องปรับตัวสู่ศูนย์การค้าในร่มอย่าง คลองถมเซ็นเตอร์ 

และนั่นก็ทำให้คลองถมเซ็นเตอร์เติบโตกลายเป็น ‘ตลาดของเล่นสะสม’ ทั้งอาร์ตทอย โมเดลจากต่างประเทศ ของเก่า และของสะสมวินเทจ 

ความวินเทจทั้งจากสินค้าต่างๆ และของเล่นเหล่านี้เองที่ได้กลายเป็นจุดดึงดูดของคลองถมเซ็นเตอร์ และกลายเป็นมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดจาก ‘nostalgia marketing’ หรือการทำตลาดจากความโหยหาอดีต ที่กำลังกลายเป็นเทรนด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนในวัยต่างๆ หาเวลามาเดินเลือกสินค้าในคลองถม เผื่อจะเจอของแรร์ไอเทมสักชิ้น 

โดยเฉพาะเหล่าเจนฯ Z ที่ ‘อดีต’ เหล่านี้ กำลังเป็นมากกว่าแค่สิ่งของ แต่กลายเป็นความน่าตื่นเต้นกว่า ‘อนาคต’ ที่ยังมาไม่ถึง

Recap รอบนี้จะขอพาไปรู้จัก nostalgia marketing ในมุมกว้างที่ว่าด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เกิดจากการหยิบความทรงจำและบรรยากาศจากอดีต มาเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้บริโภค จนเป็นปรากฏการณ์ที่ยากจะหลีกเลี่ยงในทศวรรษนี้

อดีตที่อนาคตหลีกเลี่ยงไม่ได้

nostalgia สามารถนิยามได้ว่าเป็นความโหยหาอดีตด้วยความรู้สึกและอารมณ์ โดยทั่วไปมักเป็นช่วงเวลาหรือสถานที่ที่มีความทรงจำในเชิงบวก และคำคำนี้มีต้นกำเนิดมาจากภาษากรีกว่า ‘nostos algos’ ซึ่งหมายถึงความเจ็บปวดจากการกลับบ้าน 

จะว่าไปแล้ว คำว่านอสทัลเจียก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตแล้ว พลังของคำคำนี้เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อตัวตน ความทรงจำ และความหมายได้ นี่คือเหตุผลที่ ‘คนรุ่นถัดไป’ มักนำแนวคิดจากคนรุ่นก่อนมาปรับ เปลี่ยน ผสมผสาน เพื่อสร้างความหมายใหม่ขึ้นมาเสมอ ดังที่เราจะเห็นตั้งแต่ชาวโรมันโบราณนำศิลปะ วรรณกรรม และปรัชญาของกรีกโบราณมาปรับใช้ โดยมองโลกกรีกก่อนยุคโรมันด้วยความชื่นชม กรุงโรมมองว่าตนเป็นผู้สืบทอดอารยธรรมกรีก ขณะที่ยุคเรอแนซ็องส์ หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการก็นำแรงบันดาลใจมาจากศิลปะของกรีกและโรมัน

นอสทัลเจียก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงทศวรรษ 2020 เช่นกัน

ทั้งการกลับมาของแฟชั่น 80s, 90s และ Y2K แบรนด์ต่างๆ ที่ออกสินค้าเลียนแบบของเรโทร เช่น กล้องดิจิทัลรุ่นเก่า โทรศัพท์ ผลิตภัณฑ์อย่างกระป๋องเครื่องดื่ม เครื่องเล่นเกม ไปจนถึงการนำซีรีส์ที่เคยได้รับความนิยมในอดีตกลับมาย้อนฉายซ้ำ เช่น Friends, The Office หรือ Gilmore Girls จนกลายเป็นกระแส และหลายครั้งมันก็กลับมาสู่ป๊อปคัลเจอร์ยุคใหม่ให้คนพูดถึง 

หรืออย่างการนำเพลง 80s ที่เอามามิกซ์ใหม่กับซาวด์ปัจจุบันเกิดเป็นสำเนียงใหม่ๆ เช่น Chappell Roan ศิลปินเควียร์ชาวอเมริกันที่ใส่ซาวด์แดนซ์จังหวะสนุกแบบยุค 80s ในเพลง HOT TO GO! จนทะยานขึ้นชาร์ตใน Billboard Hot 100 หรือแฟชั่นที่นำกลิ่นอายของความเรโทรกลับมาอีกครั้ง เช่น Y2K หรือ Grunge

เพราะทุกนอสทัลเจียมีคำอธิบายซ่อนอยู่

ไม่ใช่ว่าทุกยุคสมัยจะมีอาการหวนคิดถึงอดีตขึ้นมาดื้อๆ เบื้องหลังของเทรนด์เหล่านี้มีคำอธิบายเบื้องหลังซ่อนอยู่ 

คนเจนฯ ก่อนๆ ให้ความสำคัญกับนอสทัลเจียในมุมของการเติมเต็มความต้องการในอดีตที่ไม่สามารถไขว่คว้าได้ เช่น สะสมของเล่นในวัยเด็กที่ไม่สามารถซื้อได้ในตอนนั้น เพราะของมีราคาแพงและยังเด็กเกินกว่าจะหารายได้มาเติมความต้องการของตัวเอง พอมีรายได้เพียงพอในวัยที่โตขึ้นแล้ว ก็กลับไปเลือกซื้อสินค้าในอดีตมาสะสม เป็นอีกหนึ่งแนวทางให้ตัวเองได้เติมเต็มความทรงจำในวัยเด็กกลับมาอยู่ในมืออีกครั้ง

แต่เทรนด์นอสทัลเจียนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเจนฯ ที่โตแล้วเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับเจนฯ Z จำนวนไม่น้อยที่อยากโหยหาโลกในอดีตที่พวกเขาไม่เคยเจอเช่นกัน

คำถามคือ ทำไมเจนฯ Z ถึงต้องการนอสทัลเจียทั้งๆ ที่พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์กับมันมาก่อนด้วยซ้ำ?

เพราะนี้คือช่วงเวลาที่เจนฯ Z กำลังมองหาวิธีที่จะออกจากความเครียดในโลกปัจจุบัน 

ความผันผวนของเศรษฐกิจ ภาวะข้อมูลข่าวสารที่ล้นทะลักในโลกดิจิทัล วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และอีกหลายปัจจัย ทำให้เจนฯ Z ‘จำนน’ ต่อชะตากรรมของโลก และวิธีที่ง่ายที่สุดในการฮีลความรู้สึกคือการพยายามหลีกหนีจากโลกปัจจุบันแม้เพียงชั่วคราวให้ใจได้พัก ด้วยการมองหาโลกที่เคยรุ่งเรืองจึงต้องย้อนกลับไปยังอดีตที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายกว่า 

ในบทความหนึ่งของ Forbes ที่พูดถึงเรื่องพลังของนอสทัลเจียระบุว่า เจนฯ Z กำลังแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า ‘anemoia’ หรือความรู้สึกคิดถึงช่วงเวลาสถานที่ที่ตัวเองไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

ความต้องการนอสทัลเจียในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนำรากฐานจากอดีตมาสร้างอนาคตใหม่เหมือนที่กล่าวไปในพาร์ตก่อนหน้า แรงจูงใจไม่ได้อยู่ที่การต่อยอดความก้าวหน้าจากอดีต แต่เป็นความต้องการที่จะสัมผัสกับอดีตโดยปราศจากความทุกข์ยากของมันต่างหาก

คำตอบของการมองหาอดีตเพื่อเป็น ‘ที่หลบภัย’ ของคนเจนฯ Z นั้น จึงมาจากเหตุผลที่ว่า สำหรับพวกเขา ‘อนาคต’ คือ ‘ความไม่แน่นอน’ และเป็นเหมือน ‘สถานที่ที่น่ากลัว’ 

อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์คนรุ่นใหม่ตื่นเต้นกับอดีตมากกว่าอนาคต

คือประโยคที่บทความกล่าว

มีงานวิจัยระดับโลกที่แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่มีความสุขน้อยกว่าคนรุ่นเก่า ปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นมีทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความสัมพันธ์ทางสังคม พูดง่ายๆ คือพวกเขาไม่ค่อยมีความหวังกับอนาคตมากนัก

สะท้อนจากการลดลงของอัตราการเกิดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยอัตราการเจริญพันธุ์ หรือจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่ผู้หญิงหนึ่งคนจะให้กำเนิดได้ตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15-49 ปี เฉลี่ยทั่วโลกลดลง จากในช่วงทศวรรษ 1960 ที่มีประมาณ 5 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน เหลือเพียงประมาณ 2 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ในปี 2025 

ความไม่แน่นอนและน่ากังวลนี้เอง ทำให้สำหรับคนเจนฯ Z อดีตจึงดูเหมือนเป็นช่วงเวลาที่ง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และควบคุมได้มากกว่า แม้ความเป็นจริง ในช่วงเวลาอดีตที่มันเกิดขึ้นจริงนั้นอาจไม่ได้สวยงามก็ตาม

ช่วงหลังเราจึงเห็นเทรนด์จากอดีตหรือโลกก่อนโซเชียลมีเดียที่กลับมาฮิตเต็มไปหมด เช่น Dumbphone โทรศัพท์รุ่นเก๋าที่มีแค่ปุ่มกด หรือการกลับไปใช้ iPod ในการฟังเพลง

แม้เจนฯ Z จะไม่ได้เติบโตมากับสิ่งเหล่านี้โดยตรง แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้แบรนด์ต่างๆ ใช้โอกาสนี้ในการขาย ‘ภาพฝันของอดีต’ จนเกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ใช้การตลาดนอสทัลเจียนี้

มูลค่าทางเศรษฐกิจหรือแค่ติดอยู่กับอดีต

คำถามคือ ทำไมแบรนด์ต่างๆ ถึงใช้ nostalgia marketing?

คำตอบอาจเป็นเพราะ อดีตนั้นสามารถสร้าง emotional connection หรือการเชื่อมโยงทางอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ เริ่มเข้ามาใช้ประโยชน์จากความหลงใหลใน nostalgia ของคนเจนฯ Z โดยเฉพาะแบรนด์ที่เคยได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 

Ed Hardy แบรนด์แฟชั่นอเมริกันกำลังฟื้นคืนชีพจากความนิยมของเจนฯ Z และเจนฯ อัลฟ่า ขณะที่ Taco Bell ถึงกับร่วมมือกับ Ed Hardy ออกคอลเลกชั่นสินค้าใหม่ กล้องฟิล์ม Kodak ที่กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ไปจนถึง Motorola ที่คนเจนฯ ก่อนหน้าคุ้นชื่อ และเคยครองส่วนแบ่งการตลาดโทรศัพท์มือถือมากกว่า 50% ก่อนจะยื่นขอล้มละลาย แต่วันนี้แบรนด์กลับมาอีกครั้งด้วยโทรศัพท์ฝาพับ Razr อันเป็นไอคอนของยุค 2000

ตามรายงานของ Wired ปัจจุบัน Motorola เป็นหนึ่งในโทรศัพท์มือถือที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และ Razr ก็เป็นโทรศัพท์แบบฝาพับที่มียอดขายอันดับหนึ่งในอเมริกาเหนือ

หรือแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nike ก็นำดีไซน์รองเท้าฟุตบอล Total 90 อันเป็นเอกลักษณ์กลับมาอีกครั้ง ขณะที่อีกฝั่งอย่าง Adidas ก็ส่งรุ่น Predator มาเอาใจกระแสนอสทัลเจียเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในบทความของ Forbes ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับ nostalgia marketing ไว้คือ นอกจากพลังในเชิงวัฒนธรรมและธุรกิจของ nostalgia marketing จะทำให้คนที่ ‘ใช้’ เกิดการ romanticize อดีต โดยตัดความลำบากและความซับซ้อนที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ออกไปหรือไม่?

และหากผู้คนหลงใหลหรือจดจ่อกับอดีตมากเกินไป มันจะกลายเป็นสิ่งที่ขัดขวางเส้นทางไปสู่ความก้าวหน้าในอนาคตหรือเปล่า?

เพราะอันตรายของการนำเรื่องเก่ากลับมาใช้ซ้ำ คือแบรนด์อาจลงเอยด้วยการติดอยู่ในอดีตแทนที่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตก็ได้

ที่มา

forbes.com/sites/kianbakhtiari/2025/08/31/the-power-and-perils-of-nostalgia-marketing/

ivey.uwo.ca/impact/read/2025/12/ask-the-experts-the-power-of-nostalgia-in-marketing/

thaipbs.or.th/news/content/510037

businessinsider.com/gen-z-less-happy-than-previous-generations-purpose-sleep-2024-4

en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_total_fertility_rate

NomadHer แอพฯ ที่แก้โจทย์อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้หญิงเที่ยวคนเดียวได้ปลอดภัย

มีใครบ้างที่ไม่อยากลองเดินทางด้วย ‘เส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย’ ทางรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก เชื่อมต่อระหว่างเอเชียและยุโรป สำหรับแบ็กแพ็กเกอร์ทั่วโลก นี่คือเส้นทางในฝันที่พวกเขาอยากพาตัวเองก้าวข้ามผ่านความท้าทายเพื่อประสบการณ์เดินทางในชีวิต

เช่นเดียวกับ ‘คิม ฮโยจอง’ ชาวเกาหลีใต้ที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ผู้มีความฝันอยากเดินทางตั้งแต่ปารีสถึงวลาดีวอสตอค (Vladivostok) เมืองปลายทางของรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 200 ชั่วโมง เธอทำมันสำเร็จ และในที่สุดก็ขยายไปสู่การเดินทางด้วยตัวคนเดียวกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ฮโยจองทลายกรอบและช่องว่างที่ว่าผู้หญิงไม่ควรเที่ยวคนเดียว 

แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็พบจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามกับการท่องเที่ยวคนเดียว เมื่อได้เจอกับเหตุการณ์คุกคามทางเพศระหว่างเดินทาง 

“มันทำให้ฉันต้องทบทวนเรื่องการท่องเที่ยว ฉันมีสองทางเลือก นั่นคือจะเลิกเดินทางคนเดียวเพราะความกลัว หรือจะเชื่อมั่นในตัวเองต่อไปแล้วลงมือสร้างทางออกขึ้นมา” 

คำตอบของฮโยจองคือ การสร้างทางออกด้วยแอพพลิเคชั่นท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้หญิงท่องเที่ยวได้ปลอดภัยมากขึ้น และนั่นคือที่มาของ NomadHer แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลและคอมมิวนิตี้ของผู้หญิงที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว

ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 จนถึงตอนนี้ มีคนใช้งาน NomadHer กว่าครึ่งล้าน ได้รับการยกย่องว่าเป็นแอพฯ อันดับ 1 สำหรับผู้หญิงที่เดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมีส่วนผสมระหว่างความเป็นแพลตฟอร์มแบบ TripAdvisor และ Bumble BFF ด้วยระบบที่สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงสามารถส่งข้อความหากัน แบ่งปันเคล็ดลับการเดินทาง หรือแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว และไอเดียต่างๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ในหมู่ผู้ใช้งาน ด้วยลักษณะนี้เองที่ทำให้ NomadHer ช่วยแก้โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิง 3 ข้อคือ ข้อมูล ความไว้วางใจ และค่าใช้จ่าย ซึ่งแอพพลิเคชั่นท่องเที่ยวทั่วไปยังไม่ตอบโจทย์ข้อมูลสำหรับผู้หญิง เช่น มีข้อมูลพูดเรื่องความปลอดภัยและความสะอาดในมุมมองผู้หญิงน้อยมาก และบางครั้งพวกเธอมีค่าใช้จ่ายเดินทางสูงกว่าผู้ชาย เพราะต้องเลือกจองที่พักที่ปลอดภัย บางครั้งต้องจองห้องแยกเดี่ยว ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเดินทางคนเดียว

ด้วยการแก้ pain point นี้เองที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็น 1 ใน 24 สตาร์ทอัพเพื่อสังคมที่สร้างสรรค์ที่สุดโดยเมืองปารีสและคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติฝรั่งเศสในปี 2024 และได้รับรางวัลชนะเลิศจากองค์การการท่องเที่ยวแห่งสหประชาชาติ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมศักยภาพสตรีที่สร้างสรรค์ที่สุดในปี 2023  

NomadHer ยังประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจด้วยโมเดลสร้างรายได้ ทั้งแบบ B2C และ B2B ด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชนและรัฐบาลเมืองต่างๆ ในการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิง โดยคิดค่าคอมมิชชั่นประมาณ 20-30% เมื่อมีผู้ใช้งานแอพฯ มากขึ้น นักลงทุนต่างมองว่าแพลตฟอร์มนี้น่าสนใจและไม่เหมือนใคร เพราะตัวเลขการเดินทางท่องเที่ยวของผู้หญิงกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

แต่สำหรับฮโยจองแล้ว เธอไม่ได้มองว่า NomadHer จะเป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่สร้างกำไรทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าการเดินทางในทุกวันนี้คือ ‘พิธีกรรมก้าวผ่านวัยของผู้หญิงเอเชียยุคใหม่’ ผู้หญิงหลายคนใช้การเดินทางเพื่อเรียนรู้ตัวเอง ก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน NomadHer จึงตั้งเป้าผลักดันให้ผู้หญิงทั่วโลกได้เชื่อว่า การเลือกเดินทางด้วยตัวเองคือความกล้าหาญที่จะทลายกรอบสังคม และไขว่คว้าอิสรภาพเพื่อเขียนเรื่องราวที่พวกเธอเป็นคนเลือกเอง 

ในวาระที่ คิม ฮโยจอง มาเยือนไทยจากการคว้ารางวัล Cartier’s Women Initiative เราชวนไปพูดคุยถึงเบื้องหลังการสร้างแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ทั้งมุมมองธุรกิจและผลักดันการเดินทางของผู้หญิงไปพร้อมๆ กันในคอลัมน์ In Good Company ตอนนี้

อะไรคือจุดเริ่มต้นให้คุณสร้างแอพพลิเคชั่น NomadHer ขึ้นมา

NomadHer ถือกำเนิดขึ้นมาจากวินาทีของการเอาชีวิตรอดของฉัน มันเป็นช่วงเวลาคับขัน ตอนนั้นฉันกำลังเดินทางคนเดียวและได้เข้าพักใน Airbnb ในท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับคะแนนรีวิวที่ดีมาก มีรีวิวเชิงบวกหลายร้อยรายการเลย 

แต่แล้วในดึกดื่นคืนหนึ่ง ฉันตื่นขึ้นมาและพบว่าลูกชายของโฮสต์กำลังยืนอยู่ข้างเตียงของฉันและกำลังสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง มันน่ากลัวมาก และสิ่งที่ทำให้ฉันช็อกยิ่งกว่าคือการนึกได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เขาคงทำแบบนี้มานานหลายปีแล้ว โดยอาศัยเกราะกำบังจากระบบให้ดาวของแอพพลิเคชั่นที่พัก ซึ่งล้มเหลวในการปกป้องผู้หญิง

ปฏิกิริยาแรกของฉันต่อเหตุการณ์คือความรู้สึกสงสัยในตัวเอง ตั้งคำถามว่าฉันได้ทำท่าทีหรือส่งสัญญาณอะไรผิดไปหรือเปล่า แต่ฉันก็คิดได้ในทันทีว่ามันไม่ใช่ความผิดของฉันเลย 

ในช่วงเวลานั้น มันทำให้ฉันต้องทบทวนเรื่องการท่องเที่ยว ฉันมีสองทางเลือก นั่นคือจะเลิกเดินทางคนเดียวเพราะความกลัว หรือจะเชื่อมั่นในตัวเองต่อไปแล้วลงมือสร้างทางออกขึ้นมา ซึ่งฉันเลือกอย่างหลัง ด้วยการสร้างชุมชนที่ปลอดภัยให้ผู้หญิงสามารถเดินทางคนเดียวได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อตัวฉันเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้หญิงอีกหลายล้านคนที่ต้องเผชิญกับภัยเงียบเหล่านี้อยู่ทุกวัน

อะไรทำให้คุณเลือกอย่างหลัง ทั้งๆ ที่เจอเหตุการณ์น่าหวาดกลัวจนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย

สิ่งที่ฉันรักเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคือมันเป็นภาษาที่ไร้พรมแดน ผู้หญิงวัย 18 ปีกับหญิงวัย 80 ปีสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันด้วยแพสชั่นในแบบเดียวกันได้ ไม่นานมานี้ ฉันได้รับข้อความจากผู้หญิงคนหนึ่งในวัย 60 กว่าๆ สามีของเธอเสียชีวิต ลูกๆ โตจนดูแลตัวเองได้หมดแล้ว และเธอเพิ่งเกษียณจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เธอบอกฉันว่าความฝันตลอดชีวิตของเธอคือการขับรถแวนท่องเที่ยวไปทั่วยุโรป แต่เธอขาดความมั่นใจที่จะเดินทางคนเดียว แต่ก็ด้วยกำลังใจและความกล้าหาญที่เธอได้รับจากคอมมิวนิตี้ใน NomadHer ในที่สุดเธอก็เพิ่งจบทริปขับรถแวนเที่ยวคนเดียวเป็นเวลา 3 เดือนได้สำเร็จ

นั่นคือเหตุผลที่โลกต้องการแพลตฟอร์มอย่าง NomadHer เพราะเราไม่ได้เป็นเพียงแค่แอพพลิเคชั่นที่แนะนำการท่องเที่ยวสำหรับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว แต่ที่นี่มีคอมมิวนิตี้ที่ช่วยดูแลตอบสนองต่อบาดแผลทางใจของผู้หญิง ตอนเริ่มทำแพลตฟอร์มนี้ ฉันคิดว่า ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเป็นแบ็กแพ็กเกอร์วัย 18 ปี หรือหญิงวัย 60 ปีที่กำลังเริ่มต้นการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ครั้งต่อไปของเธอ NomadHer ไม่ใช่การทำให้โลกของเธอหดแคบลง แต่เป็นการขยายโลกของเธอออกไปต่างหาก

จะว่าไปแล้ว ถ้าพูดในเชิงวัฒนธรรม คนในภูมิภาคเอเชียเองก็มีความเชื่อว่าผู้หญิงไม่ควรเดินทางคนเดียว คุณทำยังไงให้ก้าวข้ามผ่านความรู้สึกกลัวเหล่านั้นมาได้ และทำให้ครอบครัวมั่นใจว่าคุณจะปลอดภัยแม้ว่าจะเดินทางคนเดียว

ใช่ค่ะ ในวัฒนธรรมเอเชีย การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเดินทางไกลตัวคนเดียวมักจะถูกมองด้วยความกังขาและสร้างความกังวลใจให้ครอบครัวอย่างมาก ซึ่งการจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นมาได้ ฉันต้องซื่อสัตย์กับตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกและยอมรับว่า “ใช่ ฉันกลัว ใช่ ฉันตื่นเต้นและประหม่า” 

การตระหนักได้ว่า จริงๆ แล้ว ความกลัวและความอ่อนไหว คือส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นพบตัวเอง ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ การค้นพบตัวเองคือสิ่งที่มอบความกล้าหาญให้ฉันก้าวเท้าออกนอกประตูบ้าน

สำหรับคุณ คำว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในการเดินทางสำหรับผู้หญิงเป็นแบบไหน แล้วคุณนำมาสร้างเป็นแอพพลิเคชั่น NomadHer ยังไงบ้าง

ในประเทศเกาหลีใต้ เรามีสำนวนเกี่ยวกับการมองโลกผ่าน ‘แว่นตากันแดด’ (colored sunglasses) หมายถึงการมองอะไรบางอย่างผ่านอคติหรือการตัดสิน ฉันเลยมองว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่แท้จริงคือสภาพแวดล้อมที่แว่นตานั้นถูกถอดออกไปอย่างสิ้นเชิง มันคือสถานที่ที่คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ พูดสิ่งที่อยู่ในใจ และแบ่งปันตัวตนที่ลึกซึ้งที่สุดโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกตัดสิน เหมือนกับการนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเย็นกับคนที่คุณไว้ใจมากจนไม่รู้สึกจำเป็นต้องสรรหาคำพูดมากลบความเงียบ คุณเพียงแค่ได้รับการยอมรับในแบบที่คุณเป็น

ในทางปฏิบัติของแอพฯ NomadHer เราก็เริ่มจากแนวคิดนั้น คือการสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงได้รู้สึกเป็นตัวเองได้เต็มที่ ได้เที่ยวอย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะต้องถูกตัดสิน ซึ่งฉันคิดว่าระบบแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องสร้างระบบนิเวศนั้นขึ้นมาในแพลตฟอร์มของเรา

ถ้าเราลองมองไปยังแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวทั่วไป จะเห็นว่าแอพฯ เหล่านี้สร้างขึ้นบนระบบนิเวศเชิงพาณิชย์และธุรกิจ พวกเขาเน้นไปที่การจองห้องพัก การซื้อตั๋ว หรือการให้คะแนนร้านอาหาร แต่ NomadHer ถูกสร้างขึ้นบนระบบนิเวศแห่งความสัมพันธ์ คือเราเห็นว่า ในการเดินทางมีความงดงามเกิดขึ้น นั่นคือ บางครั้งการเปิดเผยความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่สุดของคุณ กลับเกิดขึ้นกับคนแปลกหน้าบนท้องถนนที่คุณอาจไม่มีวันได้พบกันอีกเลย

ฉะนั้น NomadHer ก็สร้างระบบนิเวศที่เอาความกดดันในเชิงพาณิชย์และธุรกิจออกไป แล้วสร้างเครือข่ายการเดินทางจากเพื่อนหญิงทั่วโลก สร้างพื้นที่ปลอดภัยของคนแปลกหน้าที่ไว้ใจได้มาเจอกัน เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนที่เข้ามารู้สึกปลอดภัยที่จะก้าวออกจากพื้นที่เซฟโซน และเชื่อมต่อถึงกันได้จริงๆ

แต่โลกออนไลน์ก็ยังคงมีปัญหาหลอกลวง หรือขาดความน่าเชื่อถืออยู่มาก คุณมีวิธีการทำยังไงให้คนเชื่อว่า NomadHer จะปลอดภัยหากเข้ามาใช้งาน

เราเริ่มต้นจากการสร้างรากฐานของความโปร่งใสอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือ เราไม่เคยอ้างว่าเราเป็นชุมชนที่ปลอดภัย 100% เพราะความปลอดภัยสมบูรณ์แบบเป็นเพียงสัญลักษณ์ลวงตา ตอนฉันทำแพลตฟอร์มขึ้นมาใหม่ๆ มักจะมีคนถามฉันเสมอว่า “ชุมชนที่มีเฉพาะผู้หญิงปลอดภัยเสมอจริงเหรอ? แล้วถ้ามีใครบางคนแอบแฝงเข้ามาด้วยเจตนาร้ายล่ะ?” คำตอบของฉันคือ เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้แต่บนถนนที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดในโลก แล้วแทนที่ฉันจะสัญญาถึงดินแดนความปลอดภัยในอุดมคติ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เราก็ต้องมุ่งเน้นไปที่สองสิ่งสำคัญของการสร้างแพลตฟอร์มคือ ในเชิงปฏิบัติต้องมีการสร้างความปลอดภัยที่เข้มงวด และการร่วมกันรับผิดชอบของคนในสังคม เพราะถ้าเราไปดูแอพพลิเคชั่นท่องเที่ยวทั่วไป หรือรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวในแพลตฟอร์มต่างๆ เราจะเห็นว่ามีโปรไฟล์ที่ไม่ระบุตัวตนเยอะมาก

เช่น ถ้าเราจะสร้างความไว้วางใจในหมู่คนแปลกหน้า เราก็สร้างระบบคัดกรองสมาชิก โดยมีกระบวนการคัดสรรที่เข้มงวด สมาชิกทุกคนต้องยืนยันตัวตนโดยใช้ภาพถ่ายเซลฟี่แบบเรียลไทม์ควบคู่กับบัตรประชาชน และจะต้องใช้ชื่อจริงเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้นามแฝงหรือโปรไฟล์ที่ไม่ระบุตัวตน ด้วยความเข้มงวดของระบบนี้เอง ในแต่ละวันเรามีอัตราการปฏิเสธคำขอสูงถึง 20% สะท้อนว่ามีการสร้างตัวกรองที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อเข้ามาอยู่ในแอพพลิเคชั่น เราสร้างพลังความเป็นชุมชนท่องเที่ยวของผู้หญิงด้วยระบบการรายงานจากสมาชิกด้วยกันเอง เปิดให้ผู้ใช้สามารถแจ้งเบาะแสพฤติกรรมที่น่าสงสัยในสถานที่ท่องเที่ยวได้ในทันที ให้ผู้ใช้งานทุกคนได้มาแบ่งปันประสบการณ์การเดินทาง ช่วยเตือนหรือแนะนำกันและกัน ดังนั้นเราไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่อัลกอริทึมในการดูแลความปลอดภัยของผู้หญิงเพียงอย่างเดียว แต่เราพึ่งพาพลังของผู้หญิงที่คอยดูแลและปกป้องผู้หญิงด้วยกันเอง เราจึงมอบความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจให้ผู้หญิงกล้าก้าวออกจากพื้นที่เซฟโซน ลดการตั้งการ์ดลง และเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างแท้จริง

มีเรื่องเล่าอะไรใน Nomadher ที่ทำให้เห็นการสร้างชุมชนดูแลการเดินทางของผู้หญิงที่คุณยังจำได้จนถึงตอนนี้อยู่ไหม

ในช่วงแรกเริ่ม ฉันจำชื่อของสมาชิกทุกคนในชุมชน NomadHer ได้ทั้งหมด มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Olive จากเมืองดาร์จีลิง ประเทศอินเดีย เธอเข้าร่วมชุมชน NomadHer ของเราในช่วงโควิด ตอนที่ยังไม่มีใครรู้จักแอพฯ นี้เลย และเธอก็เป็นหนึ่งในสมาชิกที่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันที่สุด เธอคอยส่งข้อความให้กำลังใจฉัน บอกให้ฉันสู้ต่อ อย่าเพิ่งยอมแพ้ เธอบอกฉันว่า NomadHer ช่วยซัพพอร์ตเธออย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เธอดำดิ่งที่สุดในชีวิต และการได้พูดคุยกับเพื่อนๆ NomadHer จากส่วนต่างๆ ของโลกก็มอบกำลังใจให้เธอเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางชีวิตของตัวเอง

นับตั้งแต่ NomadHer เปิดตัว คุณคิดว่าตอนนี้การเดินทางท่องเที่ยวของผู้หญิงเปลี่ยนไปบ้างไหม

ตอนที่เราเริ่มก่อตั้ง NomadHer ใหม่ๆ เราต้องเผชิญกับปฏิกิริยาที่แตกต่าง 2 ขั้ว ด้านหนึ่งคือเหล่านักลงทุนและนักลงทุนร่วมเสี่ยง (venture capitalists) ที่ยังตั้งข้อสงสัย มักจะถามบ่อยๆ ว่า “ใครจะใช้สิ่งนี้จริงๆ?” หรือโต้แย้งว่าการมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มผู้หญิงเพียงอย่างเดียวคือการตัดตลาดโลกออกไปถึงครึ่งหนึ่ง 

แต่ในทางตรงข้าม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลับมองเห็นคุณค่าของแพลตฟอร์มเรา เขาบอกว่าตลาดการท่องเที่ยวพร้อมสำหรับการเที่ยวคนเดียวของผู้หญิง และการมีแพลตฟอร์มเฉพาะทางที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชนก็เหมาะสมในช่วงเวลานี้

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2019 เราก็มีพัฒนาการและการเติบโตอย่างน่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นที่ต้องผลักดันเพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ในกลุ่มตลาด niche เราก็ค่อยๆ เปลี่ยนผ่านและขยายไปสู่ตลาดระดับโลก เพราะถ้าดูสถิติในปี 2026 การท่องเที่ยวคนเดียวของผู้หญิงไม่ได้เพียงแค่เติบโตขึ้นเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

ตัวเลขข้อมูลในปัจจุบันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงอีกหลายล้านคนกำลังก้าวข้ามกำแพงทางวัฒนธรรมแบบเดียวกัน รายงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชี้ให้เห็นว่าการเที่ยวคนเดียวกลายเป็นการขับเคลื่อนหลักในเอเชียแล้ว โดยมากกว่า 65% ของการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวในเอเชีย ขับเคลื่อนโดยผู้หญิง เช่น 62% ของผู้หญิงไทยที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี เลือกที่จะเดินทางคนเดียว และนักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 65-75% ของยอดการจองตั๋วและที่พักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าการเดินทางคนเดียวไม่ได้ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘พิธีกรรมก้าวผ่านวัยของผู้หญิงเอเชียยุคใหม่’ เพราะกระบวนการนี้คือการตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อเรียนรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเราคือใคร ผู้หญิงหลายคนใช้การเดินทางคนเดียวเป็นการรีเซตสภาวะทางจิตใจในช่วงเวลาสำคัญของชีวิต การก้าวขึ้นเครื่องบินเพียงลำพังจึงไม่ใช่แค่การไปสำรวจประเทศใหม่เท่านั้น แต่เรากำลังเลือกอิสรภาพสูงสุดในการเขียนเรื่องราวชีวิตด้วยตัวของเราเอง

ดังนั้นตอนนี้จำนวนสมาชิกมากกว่า 600,000 คนจากกว่า 180 สัญชาติบนแอพพลิเคชั่นของเราก็ช่วยสะท้อนเช่นกันว่าทัศนคติของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจาก “ฉันเดินทางคนเดียวจะปลอดภัยไหม?” ไปสู่ “ฉันจะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งในระหว่างการเดินทางได้ยังไง?” แล้วผู้หญิงก็เริ่มเรียกร้องอิสรภาพในการตัดสินใจ ประสบการณ์ท่องเที่ยวท้องถิ่นแบบเจาะลึกและเครือข่ายความปลอดภัยที่รัดกุมไร้ช่องโหว่ เทรนด์ที่ใหญ่ที่สุดที่เราเห็นในตอนนี้คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่การท่องเที่ยวท้องถิ่นที่จัดโดยชุมชน และการร่วมมือในฐานะพันธมิตรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แบรนด์ใหญ่ๆ และพันธมิตร B2B จำนวนมากต่างเข้ามาติดต่อร่วมมือกับ NomadHer ในทุกวันนี้

จะว่าไปแล้ว นอกจากเรื่องการเดินทาง การเป็นผู้ประกอบการหญิงในโลกธุรกิจและเทคโนโลยีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน คุณเจอกับความท้าทายอะไรบ้างไหม และคุณก้าวข้ามความท้าทายนั้นยังไงบ้าง

ฉันคงจะเล่าเรื่องนี้ก่อนว่า ระหว่างที่เราเสนอโปรเจกต์นี้กับนักลงทุน เราไปเจอนักลงทุนมากกว่า 200 ราย และ 98% ในนั้นเป็นผู้ชาย

ในความเข้าใจแรก เราก็คิดว่าจะตั้งเป้าไปหานักลงทุนหญิง ซึ่งดูจะพูดคุยกันได้เข้าใจง่ายกว่า แต่มันคือความเข้าใจผิด เพราะเรากลับพบกับคอขวดของโครงสร้าง เนื่องจากมีผู้หญิงน้อยมากในบทบาทผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ถ้าไปสำรวจสถิติระดับสากลก็บอกเรื่องราวที่ตอกย้ำคำถามของคุณชัดเจน ผู้มีอำนาจตัดสินใจเซ็นเช็คขั้นสุดท้ายในธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ประมาณ 85% ยังคงเป็นผู้ชายทั้งหมด และทีมสตาร์ทอัปที่มีผู้ก่อตั้งเป็นผู้หญิงได้รับเงินทุน VC รวมทั่วโลกไม่ถึง 2% 

ส่วนผู้ช่วยนักลงทุนระดับจูเนียร์และพาร์ทเนอร์ระดับกลางที่เป็นผู้หญิงก็มักเผชิญกับแรงต้านภายในองค์กร พวกเธอลังเลที่จะผลักดันคอนเซปต์ที่เน้นผู้หญิงอย่าง NomadHer เพราะเกรงว่าข้อเสนอจะไม่ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากคณะกรรมการลงทุนระดับสูงที่มีแต่ผู้ชาย เราจึงตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าถ้าต้องการเติบโต เราต้องข้ามผ่านผู้เฝ้าประตูเหล่านี้และนำเสนอตรงต่อพาร์ทเนอร์ผู้ก่อตั้งที่ถือสมุดเช็คในมือ

อีกประเด็นความท้าทายที่ฉันเจอคือ ฉันเริ่มต้น NomadHer ที่ปารีสระหว่างเรียนต่อปริญญาโท แล้วสิ่งที่ตามมาในการสร้างตัวตนจากปารีสคืออคติทางวัฒนธรรมอีกชุด 

เมื่อใดก็ตามที่ฉันขึ้นเสนอแผนงานบนเวทีใหญ่ในยุโรปต่อหน้าคน 300-500 คน ข้อติชมหลังจากนั้นมักจะเป็น “พวกเราประหลาดใจกับพลังของคุณมาก และไม่คิดว่าผู้หญิงเกาหลีใต้จะทรงพลังได้ขนาดนี้” จะว่าไปแล้ว ฉันก็รักการทำลายภาพจำเดิมๆ

เหล่านั้นแหละ แม้ว่าคนทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าผู้หญิงเอเชียเป็นคนเงียบๆ หรือยอมตามคนอื่น แต่ฉันมองตัวเองเป็นเสือดาวน้อยเสมอ ตัวเล็ก แต่แข็งแกร่งพอที่จะปลุกโลกใบนี้ให้ตื่นขึ้นมา

ดังนั้น การฝ่าฟันอุปสรรคเชิงระบบเหล่านี้ได้จุดประกายเป้าหมายสูงสุดของฉัน นั่นคือการเปิดตัวกองทุน NomadHer Investment Fund เพื่อเปิดการระดมทุนจากหลากหลายกลุ่มโดยมีเป้าหมายว่าพวกเขาต้องเข้าใจการสนับสนุนของ NomadHer เพราะงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าบริษัทที่ก่อตั้งโดยผู้หญิงสร้างรายได้ต่อ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุน มากกว่าบริษัทที่ก่อตั้งโดยผู้ชายถึงสองเท่า เป้าหมายที่เราสื่อสารเรื่องนี้เพราะว่า เราไม่ได้ต้องการแค่ที่นั่งเพิ่มขึ้นบนโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่เราต้องการกองทุนที่นำโดยผู้ประกอบการที่มีความเข้าใจความคิดของผู้ก่อตั้งอย่างแท้จริง และพร้อมสนับสนุนผู้หญิงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเทคโนโลยีโดยตรง

ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า คุณวางเป้าหมายของ NomadHer ไว้ยังไงบ้าง และอยากเห็นภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวของผู้หญิงเป็นยังไง

นอกเหนือจากการเป็นแอพพลิเคชั่นยอดนิยมสำหรับการเดินทางคนเดียวแล้ว ฉันอยากสร้างระบบนิเวศให้ผู้หญิงพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบและยั่งยืน  ฉันยังต้องการให้ NomadHer เป็นตัวกระตุ้นการเสริมสร้างพลังให้แก่ผู้หญิงในระดับโลก เราต้องการขยายขนาดแคมป์การเดินทางในท้องถิ่นที่จัดโดยผู้หญิง ซึ่งเป็นการมอบโอกาสทางเศรษฐกิจโดยตรงให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย ตั้งแต่ไกด์ท้องถิ่นหญิงไปจนถึงผู้ให้บริการด้านที่พัก เราต้องการแสดงให้ผู้หญิงเห็นว่า การก้าวออกจากพื้นที่เซฟโซนผ่านการเดินทางคนเดียว คือก้าวแรกไปสู่การค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของพวกเธอทั้งในชีวิตและการทำงาน

ส่วนความต้องการส่วนตัว ฉันปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข และไม่ยอมแพ้ เพราะมีหลายช่วงเวลาในการสร้างสตาร์ทอัปนี้ที่ทำให้ฉันคิดว่า ถ้าเลือกจะเลิกทำมันก็ง่ายมากเลยนะ แต่ฉันดีใจมากที่ฉันเลือกเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป

ความฝันสูงสุดของฉันคือการได้เป็นคุณยายนักเล่นเซิร์ฟวัย 80 ปีที่มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และยังคงทำงานพาร์ทไทม์ให้กับ NomadHer ฉันจินตนาการถึงตัวเองที่ตื่นนอนพร้อมพระอาทิตย์ขึ้น ออกไปโต้คลื่น แล้วค่อยล็อกอินเข้ามาทำงานให้ NomadHer สักสองสามชั่วโมง พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำแก่ผู้ก่อตั้งหญิงรุ่นใหม่ที่จะมารับช่วงต่อ ฉันมองว่า NomadHer คือพันธกิจตลอดชีวิตที่จะพิสูจน์ว่า ผู้หญิงสามารถนำทางโลกใบนี้และลิขิตชีวิตของพวกเธอได้ด้วยตัวเองจริงๆ

From Thai Roots to Global Recognition เคล็ดลับที่ทำให้ผลงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยไปไกลระดับสากล เรื่องราวของ 3 ผลงานไทยจากเวที Creative Excellence Awards 2026

ตั้งแต่ปี 2564-2567 เศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโตเฉลี่ยจาก 8% ขึ้นมาอยู่ประมาณ 10% ของ GDP ประเทศ ตัวเลขนี้กำลังบอกว่า ในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเร่งการฟื้นตัว ‘ความคิดสร้างสรรค์’ ก็ช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน 

นี่คือเหตุผลที่ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ มีความสำคัญไม่น้อย แต่การจะสร้างพื้นที่ให้งานสร้างสรรค์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมและปากท้องได้ ต้องมีระบบสนับสนุนที่ทำให้ผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยเบ่งบาน และตอบโจทย์กับวิถีชีวิตและสร้างมูลค่าอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จึงเป็นองค์กรที่สร้างระบบนิเวศเพื่อส่งเสริมผลงานสร้างสรรค์ หนึ่งในนั้นคือการผลักดันผลงานที่สร้างคุณค่าและโอกาสใหม่ให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยการมอบรางวัล Creative Exllence Awards เวทียกย่องผลงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง ธุรกิจ และสังคม พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาค นับว่าปีนี้ CEA ได้จัดงานดังกล่าวเป็นปีที่ 4 แล้ว 

แต่การผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบรางวัลในเวที Creative Exllence Awards ในไทยเท่านั้น CEA ในฐานะผู้สนับสนุนนักสร้างสรรค์ มองว่าผลงานไทยมีศักยภาพในระดับนานาชาติ จึงต่อยอดผลงานที่เคยรับรางวัล Creative Excellence Awards เมื่อปี 2026 ให้ก้าวเข้าสู่เวทีรางวัลในต่างประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัล Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส และ Creative Tourism Awards ประเทศสเปน ในปี 2026 

ความสำเร็จของผู้ได้รับรางวัลในครั้งนี้เปิดโอกาสการสร้างแบรนด์ไทยให้น่าเชื่อถือ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยมีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ สนใจร่วมมือสร้างสรรค์ผลงานและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้ไทย 

ในวาระที่ทั้ง 3 ผลงานของไทยได้รับรางวัลครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของเวทีเสวนา “From Thai Roots to Global Recognition: จากความคิดสร้างสรรค์ของไทย สู่การยอมรับในระดับนานาชาติ” ที่จัดขึ้นในงาน Creative Excellence Awards 2026 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งได้เชิญ 3 ตัวแทนนักสร้างสรรค์ ผู้ที่มีผลงานชนะรางวัลหรือเข้ารอบสุดท้ายจากเวที Creative Excellence Awards 2025 และยังได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติอย่าง Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส และ Creative Tourism Awards ประเทศสเปน ในปีนี้ ตัวแทนทั้ง 3 จึงมาร่วมแบ่งปันมุมมองและแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์ผลงานของไทยสู่การยอมรับในระดับสากล 

  • จุฤทธิ์ กังวานภูมิ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มปั้นเมือง จากทีมผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ทางเดินมรดกตลาดน้อย” ผลงานนี้ได้รับรางวัล Honorable Mention สาขา Landscape Design – Parks & Public Spaces, Educational, Community & Recreation Facilities จากเวที Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส 
  • ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี BioSmart Materials and Technology จากทีมผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ไบโอซีเมนต์เพื่อฟื้นฟูดินเค็มและเพิ่มคุณค่าข้าวไทยอย่างยั่งยืน” ผลงานนี้ได้รับรางวัล Honorable Mention สาขา Architecture – Green Architecture จากเวที Paris Design Awards 2026 ประเทศฝรั่งเศส
  • เอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากทีมผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ฝาท่อเยาวราช พิพิธภัณฑ์มีชีวิตใต้ฝ่าเท้า” ผลงานนี้ได้รับรางวัล Best Creative Urban Journey Prize จากเวที Creative Tourism Awards ประเทศสเปน

Keynote ตอนนี้ เราพาทุกคนไปล้อมวงฟังเบื้องหลังแนวคิดผลงานสร้างสรรค์ทั้ง 3 โปรเจกต์ที่ช่วยสร้างแบรนด์ดิ้งความน่าเชื่อถือให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในสายตาสากลมากขึ้น

“ทางเดินมรดกตลาดน้อย” ปั้นชุมชนคนเจนฯ เก่า สู่ย่านท่องเที่ยวของคนเจนฯ ใหม่

“ตลาดน้อย” คือย่านเก่าแก่ในเขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งช่วงหลังมานี้เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ที่มักเลือกมาเดินชมสถาปัตยกรรม ถ่ายรูปกับงานศิลปะบนผนังกำแพงสีสันสะดุดตา และสำรวจตรอกซอยลึกลับน่าค้นหา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่ปี จนลบภาพจำของความเป็นย่านเก่าแก่ที่มีแต่คนอยากย้ายออก กลายเป็นย่านที่มีธุรกิจใหม่ ๆ และบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์เกิดขึ้น

จุฤทธิ์ กังวานภูมิ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มปั้นเมือง เล่าว่าผลงาน “ทางเดินมรดกตลาดน้อย” ให้ความสำคัญเรื่องย่านที่อยู่อาศัย โดยสร้างแรงจูงใจให้คนในชุมชนรู้สึกภูมิใจในย่านของตัวเองมากขึ้น เพื่อให้รากฐานมรดกทางวัฒนธรรมและความเก่าแก่ของชุมชนยังคงได้รับการรักษาไว้ 

เดิมทีตลาดน้อยเป็นย่านที่ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนย่านอื่น ๆ ผู้คนต่างย้ายออกไปมากกว่าครึ่ง โจทย์หลักที่ท้าทายคือการทำให้คนอยากย้ายเข้ามาอยู่ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ “ทางเดินมรดกตลาดน้อย” เพื่อฟื้นฟูย่านโดยใช้ “ความคิดสร้างสรรค์” ในการพัฒนาย่านอย่างครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ผ่านการอนุรักษ์อาคารเก่า ด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวริมน้ำ ด้านการเดินทาง มีท่าเรือเป็นขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย และกระตุ้นความสนใจของนักท่องเที่ยว ผ่านการจัดกิจกรรมที่สร้างความผูกพันระหว่างคนในชุมชนกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้วิถีชีวิตของชุมชนเติบโตไปพร้อมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

“ไบโอซีเมนต์เพื่อฟื้นฟูดินเค็มและเพิ่มคุณค่าข้าวไทยอย่างยั่งยืน” นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรไทย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศไทย แต่ด้วยปัจจัยทางธรณีวิทยาที่มีลักษณะเป็นดินทราย ทำให้ดินมีการกักเก็บน้ำได้น้อย และมีปัญหาดินเค็ม จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพาะปลูกเป็นอย่างมาก

นวัตกรรมนี้จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาดินเค็มและดินทรายที่กักเก็บน้ำและธาตุอาหารได้น้อย โดยมีการใช้จุลินทรีย์ทนเค็มจากกากน้ำปลาร่วมกับเปลือกไข่และกากแร่ ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรม และด้วยคุณสมบัติของไบโอซีเมนต์ที่มีความแข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อนของเกลือ จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ชะลอการเคลื่อนตัวของความเค็มจากชั้นน้ำใต้ดิน และสามารถซ่อมแซมรอยแตกขนาดเล็กได้

ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัย BioSmart Materials & Technology คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ไบโอซีเมนต์เพื่อฟื้นฟูดินเค็มและเพิ่มคุณค่าข้าวไทยอย่างยั่งยืน” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำงานที่สำคัญที่สุด คือการวางเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนจะเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นออกมา

ด้วยแนวคิดในการผลิตวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และมีความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ทุกรางวัลที่ได้รับ จึงทำให้ย้อนกลับมานึกถึงวันแรกของการทำงานที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพียงแค่ว่าจะทำผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการทำอะไรบางอย่างเพื่อให้สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นวัตกรรมไบโอซีเมนต์ไม่เป็นเพียงการออกแบบที่ได้รางวัล แต่คือผลงานที่สร้างมาเพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน

นวัตกรรมนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านเกษตรกรรม แต่จะเป็นการสร้างความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การขยายผลในอีกหลากหลายพื้นที่ในอนาคตต่อไป

“ฝาท่อเยาวราช พิพิธภัณฑ์มีชีวิตใต้ฝ่าเท้า” มองประวัติศาสตร์ชุมชนผ่านศิลปะบนฝาท่อ

เมื่อพูดถึงงานศิลปะตามท้องถนน สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดอาจเป็นลวดลายตามกำแพง แต่ระยะหลังมานี้ หากใครได้เดินเล่นแถวเยาวราช อาจสังเกตเห็นงานศิลปะอยู่บน “ฝาท่อ”

งานศิลปะดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการของกรุงเทพมหานคร ชื่อ “โครงการฝาท่อ” ตามเอกสารอาจฟังดูเป็นชื่อโครงการที่ไม่มีอะไร แต่ที่จริงโครงการนี้ได้สร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนในย่านเยาวราช ทั้งยังเชื่อมโยงความทรงจำให้กับผู้คนในย่านอีกด้วย

เอกวรัญญู อัมระปาล ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าถึงเส้นทางที่กว่าจะออกมาเป็นโครงการนี้ กรุงเทพมหานครใช้เวลานานกว่า 2 ปี โดยได้รับความร่วมมือจากศิลปินกว่า 100 คนมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โดยไม่ได้ใช้งบประมาณมหาศาล จนออกมาเป็นงานศิลปะบนฝาท่อที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของย่านเยาวราชให้นักท่องเที่ยวและคนในชุมชนได้มองเห็น

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยปรับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง แต่ยังดึงอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่และย่านมานำเสนอผ่านงานศิลปะบนฝาท่อ จึงนับเป็นการสร้างคุณค่าให้ย่านผ่านการออกแบบที่สร้างสรรค์

เมื่อออกมาใช้ชีวิตในเมือง ผู้คนจะเห็นภาพองค์ประกอบต่าง ๆ ของเมือง เช่น ถนน ทางเดินเท้า ป้ายบอกทาง หรือฝาท่อ และเมื่อทุกองค์ประกอบของเมืองผสานเข้ากับศิลปะและความสร้างสรรค์ นั่นจะสะท้อนเรื่องราว ความเป็นมา และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของย่านนั้น ๆ ดังเช่นฝาท่อเยาวราช ที่สร้างทั้งคุณค่า ความเชื่อมโยง และความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าการใช้งานในชีวิตประจำวัน

เอกวรัญญูมองว่า “อัตลักษณ์” ของแต่ละย่านเป็นสิ่งที่ควรได้รับการส่งเสริมและผลักดันต่อไป แผนการพัฒนาย่านต่อไปของกรุงเทพมหานคร จึงเป็นการทำให้ผู้คนได้มองเห็นเรื่องราวของแต่ละย่านผ่านงานศิลปะ โดยในอนาคตจะดำเนินโครงการ Art on the Street เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถนำศิลปะเข้ามาสอดแทรกในการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของพื้นที่ ย่าน หรือเมืองได้ แผนงานนี้เป็นโจทย์ใหม่ที่กรุงเทพมหานครมุ่งมั่นผลักดัน โดยไม่ได้มองว่าการพัฒนาเมืองคือการทำให้เมืองสะอาด สวยงาม หรือเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างเมืองที่มีหัวใจ เมืองที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่หลากหลายของผู้คน

นักสร้างสรรค์ทั้ง 3 ท่านได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “การที่ผลงานได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ ถือเป็นการตอกย้ำและเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะรวมถึงผลงานของนักสร้างสรรค์ไทยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แม้เส้นทางระหว่างการพัฒนาผลงานอาจต้องเผชิญกับอุปสรรค ความท้าทาย หรือข้อกำจัดต่าง ๆ แต่อุปสรรคเหล่านั้นอาจผลักดันให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และสร้างความเป็นได้ใหม่ ๆ ได้มากขึ้น จนเกิดเป็นผลงานที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นได้ ท้ายที่สุดแล้ว การที่ผลงานสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ นั่นก็นับว่าเป็นความสำเร็จของผลงานอย่างแท้จริง”

ปักหมุด 20 ที่พักทั่ว ‘กระบี่-ชลบุรี’ ที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนและยึดโยงชีวิตคนท้องถิ่น

นับตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 จุดเริ่มต้นของวิถีการท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่วัฒนธรรมการเดินทางเพื่อพักผ่อนเริ่มแพร่หลายและขยายตัว สังคมเรารู้จักกิจการโรงแรมในฐานะกลุ่มธุรกิจที่พร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การกินดื่ม นอนหลับ และสังสรรค์ 

แต่ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ผู้คนให้ความสำคัญมากกว่าแค่ความสะดวกสบายส่วนบุคคล ลำพังแค่บริการที่เลิศหรูเพียงอย่างเดียวจึงไม่อาจตอบโจทย์ความรับผิดชอบในฐานะประชากรโลกอีกต่อไป 

สำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่ วันหยุดที่ดีไม่ใช่แค่ห้องพักสบาย ทัศนียภาพงดงาม หรือมื้ออาหารที่ถ่ายรูปสวยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการไม่เบียดเบียนชุมชนและธรรมชาติ ตลอดจนโอกาสที่จะได้คืนกำไรกลับสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นที่รายล้อมรอบที่พัก

นี่จึงกลายมาเป็นพันธกิจของสถานบริการชั้นนำทั่วไทย ยิ่งเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของประเทศอย่างกระบี่และชลบุรีด้วยแล้ว ยิ่งต้องขบคิดและมองนิยามของคำว่าโรงแรมสีเขียวให้ไกลกว่าแค่ตัวเลขสถิติการลดคาร์บอน

วัตถุดิบทำอาหารที่ไม่ใช่แค่ต้องตามฤดูกาล แต่ยังยึดโยงกับท้องถิ่น

การออกแบบอาคารที่ไม่ใช่แค่ประหยัดพลังงาน แต่ยังเป็นมิตรกับธรรมชาติ

กิจกรรมจรรโลงใจที่ไม่ใช่แค่ลดขยะ แต่ยังเปิดโอกาสให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้สัมผัส เข้าใจ และบ่มเพาะความเอาใจใส่ต่อท้องทะเล ป่า และชุมชน

หากที่หมายถัดไปของทริปคุณคือกระบี่หรือชลบุรี นี่คือลิสต์ 20 โรงแรมที่ได้รับการคัดเลือกเป็น Ultimate Thailand Green Tourism Showcase 2026 โดยกรมการท่องเที่ยว เพราะโดดเด่นทั้งบริการหน้าบ้านระดับพรีเมียม และงานบริหารหลังบ้านที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกกระบวนการ

1
ชลบุรี

Easy Holiday

จังหวัดชลบุรีมีข้อดีอย่างหนึ่งที่ปลายทางไกลๆ ให้เราไม่ได้ คือเราไม่ต้องรอวันหยุดยาว ไม่ต้องวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน และไม่ต้องมีเหตุผลอะไรใหญ่โตเพียงเพื่อจะไปเที่ยว ต่อให้เพิ่งจะนึกสนุกอยากเห็นวิวทะเลหรือเปลี่ยนที่นอนเล่นๆ ขึ้นมาในเช้าวันว่าง เราก็เดินทางไปชลบุรีได้ 

คำถามสำคัญของการเดินทางสั้นๆ ทริปนี้จึงไม่ใช่แค่ “ของดีชลบุรีมีอะไรบ้าง” แต่เป็น “ถ้าได้ใช้เวลาสองวันที่นี่ เราจะรู้สึกยังไง จะมีเรื่องอะไรกลับไปเล่า”

และนี่คือคำตอบจาก 10 โรงแรมสีเขียวเมืองชล

Amari Pattaya 
วันหยุดที่ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ

บางครั้งวันหยุดที่ดีที่สุดคือการได้พักโดยไม่ต้องวางแผนอะไรให้วุ่นวาย Amari Pattaya ออกแบบทุกอย่างให้ราบรื่น ตั้งแต่ห้องพักและบริการ ไปจนถึงพื้นที่สำหรับพักผ่อนของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อให้แต่ละคนได้ใช้เวลาในแบบของตัวเอง

อีกหนึ่งจุดเด่นคือ Ari Service ที่ช่วยพาแขกไปรู้จักชลบุรีในมุมที่มากกว่าการท่องเที่ยวทั่วไป ตั้งแต่งานจักสาน อาหารท้องถิ่น ไปจนถึงกิจกรรมที่เหมาะกับความสนใจของแต่ละคน

🏠︎  240 หมู่ที่ 5 ถนนเลียบชายหาด (พัทยา-นาเกลือ) ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150
🌐︎ th.amari.com/pattaya
✉︎   facebook.com/AmariPattayaHotel
  038-418-418

Centara Sonrisa Residences & Suites Sriracha 
วันหยุดที่เข้ากับจังหวะของคนทุกเจนฯ

ไปเที่ยวด้วยกันไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องทำทุกอย่างพร้อมกันเสมอไป เด็กๆ อาจอยากลงสระแต่เช้า วัยทำงานอย่างเราๆ ขอนอนต่ออีกหน่อย ในขณะที่ปู่ย่าตายายอยากออกไปรับลมชมวิว สิ่งสำคัญคือทุกคนได้มีความสุขกับเวลาและตัวเลือกของตัวเอง

Centara Sonrisa ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบครอบครัว (living) มากกว่าแค่การเข้าพัก (staying) ผู้เข้าพักจะได้เรียนรู้เรื่องรอบตัวในเมืองชลอย่างเป็นธรรมชาติผ่านกิจกรรมที่อยากทำ

🏠︎ 59 หมู่ 4 แหลมท้าวเทวา-ไซโล ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20110
🌐︎ centarahotelsresorts.com/centara/th/css
✉︎   facebook.com/centarasonrisa
 038-316-888

Grande Centre Point Pattaya
วันหยุดสุดติดแกลมสำหรับโอกาสแสนพิเศษ

Grande Centre Point Pattaya คือ Urban Resort ที่รวมความสะดวกสบายไว้แทบครบในที่เดียว ตั้งแต่สวนน้ำขนาดใหญ่ ห้องพักโอ่อ่า ห้องอาหารวิวสวย ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับวันหยุดแบบเต็มรูปแบบ

เบื้องหลังความหรูหราคือการจัดการพลังงานและทรัพยากรอย่างเป็นระบบ โดยมี Green Team เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้แขกมีส่วนร่วมได้ด้วย

🏠︎ 456 หมู่ 6 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี 20150
🌐︎ grandecentrepointpattaya.com
✉︎   facebook.com/gcppattaya
 033-168-999

Grande Centre Point Space Pattaya 
วันหยุดสุดตื่นตาตื่นใจ เหมือนหลุดไปในอวกาศ 

ส่วนอีกสาขาจากเครือเดียวกันอย่าง Grande Centre Point Space Pattaya โดดเด่นด้วยโลกแห่งความสนุกในธีมอวกาศ ทั้งสวนน้ำตระการตาและการออกแบบแบบ futuristic ที่สร้างประสบการณ์แตกต่างจากรีสอร์ตทั่วไป เหมาะกับทริปที่อยากให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่กลับไปพร้อมเรื่องเล่าและภาพถ่ายสนุกๆ

ความตื่นตาตื่นใจนี้มาพร้อมระบบจัดการพลังงาน น้ำ และทรัพยากรที่คำนึงถึงความคุ้มค่า รวมถึงการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชน ด้วยระบบหลังบ้านที่ไม่ทิ้งเรื่องการดูแลโลกไป Grande Centre Point Space Pattaya นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันว่า ที่พักสีเขียวก็เป็นพื้นที่แห่งความสนุกและเสียงหัวเราะได้ ไม่จำเป็นต้องเงียบเหงาและเอาจริงเอาจังเสมอไป

🏠︎ 888 หมู่ 5 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี 20150
🌐︎ spacepattaya.com
✉︎   facebook.com/gcpspacepattaya
 033-628-888

Jomtien Palm Beach Hotel & Resort
วันหยุดในความทรงจำที่กลับไปได้ทุกเมื่อ

บางโรงแรมทำให้เราตื่นเต้นเพราะความใหม่ แต่บางโรงแรมทำให้เราอยากกลับไป เพราะเป็นสถานที่แห่งความสบายกายสบายใจ ท่ามกลางทะเลและดินผืนเดิม 

Jomtien Palm Beach คือรีสอร์ตริมหาดที่มีเสน่ห์แบบคลาสสิก เป็นสถานที่ในความทรงจำของใครหลายๆ คน แม้จะอยู่คู่จังหวัดชลบุรีมานาน ที่นี่ก็ยังไม่หยุดพัฒนาตามยุคสมัย คอยอัพเดตแนวทางการดูแลพื้นที่และทรัพยากรอย่างจริงจัง ด้วยความเคารพในคุณค่าของวันวานและความรับผิดชอบต่ออนาคตของพื้นที่

🏠︎ 408 หมู่ 12 ถนนเลียบหาดจอมเทียน (ถนนจอมเทียนสายหนึ่ง) ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150
🌐︎ jomtien-palmbeach.com
✉︎   facebook.com/JomtienPalmBeach
 038-231-355

OZO North Pattaya
วันหยุดสดใสใกล้หาดพัทยา

OZO North Pattaya ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ ด้วยสีสันสดใส บริการทันสมัย และบรรยากาศสนุกสนานที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ขณะเดียวกันก็วางระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมไว้เบื้องหลัง ตั้งแต่กลไกประหยัดพลังงานและลดขยะพลาสติก ไปจนถึง smart control ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร

ความน่าสนใจคือทุกอย่างถูกออกแบบให้กลมกลืนไปกับประสบการณ์การพักผ่อน แขกจึงยังได้ความสะดวกและความสนุกเต็มที่ โดยไม่รู้สึกว่ากำลังมาทำภารกิจรักษ์โลก

🏠︎ 240/43 ถนนเลียบชายหาดพัทยา ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150
🌐︎ ozohotels.com/pattaya
✉︎   facebook.com/OZONorthPattaya
 038-419-419

Royal Cliff Hotels Group
วันหยุดที่ได้ทั้งพัก ได้ทั้งงาน และได้ประสบการณ์ที่มีความหมาย

การทำงานและการพักผ่อนอาจฟังดูเป็นเหมือนสองขั้วตรงข้ามของชีวิตที่ไม่สามารถทำไปพร้อมๆ กันได้ แต่ไม่ใช่ที่ห้องประชุมเห็นวิวทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาของ Royal Cliff 

นี่คือรีสอร์ตที่เติบโตมาคู่กับอุตสาหกรรม MICE ของประเทศไทยและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ Day 1 ออกแบบมาเพื่อวันพักผ่อนทางธุรกิจที่ดีต่อโลก พร้อมสรรพทั้งที่พัก ศูนย์ประชุม พื้นที่จัดอีเวนต์ ตลอดจนสันทนาการสร้างสรรค์อย่าง Nah Pah Thai Cooking School ที่เปลี่ยนอาหารไทยจากมื้ออร่อยให้กลายเป็นประสบการณ์เรียนรู้ ให้ผู้เข้าพักได้เลือกสมุนไพรสดจากสวน ลงมือทำอาหาร และเรียนรู้เสน่ห์ของวัตถุดิบไทยผ่านครัวจริงของโรงแรม

🏠︎  353 ถนนพระตำหนัก ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150
🌐︎  royalcliff.com
✉︎  facebook.com/royalcliff
 038-250-421

Amari Bangsaen
วันหยุดที่ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ จากปลายทางเดิม

บางแสนอาจไม่ใช่จุดหมายที่อาศัยการวางแผนอะไรซับซ้อน ได้มาเมื่อไหร่ก็สบายใจและได้ทุกสิ่งตามคาดหวัง ทั้งชายหาด อาหารทะเล และวันสบายๆ

แต่ที่ Amari Bangsaen ทะเลที่คุ้นเคยจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ด้วย Ari Service บริการซิกเนเจอร์ของเครือ Amari ที่เชื่อมโยงผู้มาพักให้เข้าใกล้รสชาติ วิถีชีวิต และผู้คนในชุมชนข้างเคียงมากกว่าเดิม

มื้ออาหารที่นี่จะพาเราไปทำความรู้จักมากกว่าแค่เมนูอาหาร วัตถุดิบแต่ละอย่างมาจากไหน มีความหมายต่อระบบนิเวศอย่างไร ผ่านฝีมือการสร้างสรรค์ของใครมาบ้าง แง่มุมที่ยั่งยืนของ Amari Bangsaen จึงมาในรูปแบบที่เรียบง่ายใกล้ตัวอย่างโอกาสที่เราได้ทำความรู้จักคุณค่าของสิ่งที่มาจากท้องถิ่น

🏠︎ 44/1 ถนนบางแสนสาย 1 (ซอย 1) ตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 20130
🌐︎ amari.com/bangsaen
✉︎   facebook.com/amarihotels
 038-399-200

Bo Thong Buri Homestay & Resort
วันหยุดที่ได้ตื่นมาใช้ชีวิตใกล้ธรรมชาติ

หากอยากสัมผัสชลบุรีในมุมที่เงียบสงบกว่าเดิม Bo Thong Buri Homestay & Resort ชวนออกจากเส้นทางยอดนิยมมาใช้ชีวิตใกล้ธรรมชาติ ผ่านกิจกรรมวิถีชุมชนอย่างปลูกป่า เก็บสมุนไพร และทำนาข้าว

จุดเด่นคือการทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัว เด็กและผู้ใหญ่สามารถลงมือทำและเรียนรู้จากพื้นที่จริง แทนการเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนจากในห้องเรียน

🏠︎ 3245 หมู่ 4 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี 20270
✉︎   facebook.com/bothongburihomestay
  093-226-9249

MASON
วันหยุดที่ได้ออกไปค้นหาแรงบันดาลใจ

MASON คือพูลวิลล่าระดับอัลตราลักชูรีที่ตีความความหรูผ่านธรรมชาติและงานออกแบบ ทั้งแสง ลม ทะเล พื้นที่สีเขียว และสถาปัตยกรรมหินแกะสลักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอ่างศิลา เป้าหมายไม่ใช่แยกแขกออกจากบริบทของพัทยา แต่คือการค่อยๆ ดึงเสน่ห์ของธรรมชาติและงานออกแบบออกมาท้าทายประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้เข้าพัก ภายใต้การออกแบบที่เคารพพื้นที่และอัตลักษณ์ท้องถิ่น

ส่วนมิติความยั่งยืนของ MASON นั้นอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ที่ชวนให้สังเกตอย่างวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาล งานออกแบบโดยใช้วัสดุจากท้องถิ่น และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีความผิดชอบ

🏠︎ 3245 หมู่ 4 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี 20270
🌐︎ masonpattaya.com
✉︎   facebook.com/mason.pattaya
 038-194-699

2
กระบี่

Extended Escape

ส่วนใครที่กำลังรีเสิร์ชหาจุดหมายปลายทางถัดไปไว้รอทริปหยุดยาว กระบี่คือหนึ่งจังหวัดท่องเที่ยวในประเทศที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งเกาะน้อยใหญ่ คลองน้ำใส เขาตระหง่าน และหลากทัศนียภาพที่ควรค่าแก่การไปเยือน

แต่แน่นอน แค่เติมพลังให้ตัวเราเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เราจึงรวบรวม 10 ที่พักรางวัล Ultimate Green Hotel Showcase 2026 ให้เราได้พักร่าง พักใจ และใช้เวลากับตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอยเท้าคาร์บอนมากนัก

Centara Ao Nang Beach Resort & Spa Krabi
วันหยุดที่มีทะเลอยู่เป็นเพื่อน

รีสอร์ตเครือ Centara สาขานี้ตีความวันหยุดริมทะเลออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องหวือหวา แค่เปิดประตูออกมาเจอเห็นเส้นขอบฟ้า ได้สัมผัสหาดทรายด้วยเท้าเปล่า แล้วปล่อยเวลาไหลทิ้งไปพร้อมกับเกลียวคลื่นและความกังวล 

แต่เบื้องหลังความสุขที่เรียบง่ายนี้ยังมีอีกมิติน่าสนใจที่โรงแรมพยายามผลักดัน คือแนวคิด Responsible and Sustainable Growth ซึ่งปรากฏอยู่ในรายละเอียด ณ ฉากหลัง ทั้งทีมงานดูแลชายหาด ระบบพลังงานสะอาด พื้นที่สีเขียว รวมถึงการนำวัสดุบางส่วนกลับมาใช้ใหม่อย่างสร้างสรรค์

🏠︎ 981 หมู่ที่ 2 ซอย 15 ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ 81000
🌐︎ centarahotelsresorts.com/centara/cnk
✉︎   facebook.com/Centaraaonang
 075-815-999

Mayalay Resort
วันหยุดเบาๆ ที่ได้ลองไปรับบทชาวเกาะ

จุดขายของที่นี่ไม่ใช่ความสะดวกสบายในทุกย่างก้าว แต่คือการได้ตื่นมาเห็นธรรมชาติอย่างใกล้ชิดอย่างที่เราไม่ได้พบในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นภาพหาดทราย ร่มไม้ใหญ่พันธุ์พื้นเมืองของปักษ์ใต้ ฝูงนกเงือกที่ออกหากินยามเช้า หรือภาพวิถีชีวิตชาวเกาะลันตาแบบ authentic

🏠︎ 117/1 เกาะไหง หมู่ 4 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 81150
🌐︎ mayalaybeachresort.com
✉︎   facebook.com/MayalayResort
  081-894-3585

Rawi Warin Resort & Spa
วันหยุดที่ทั้งได้และทั้งให้

บางรีสอร์ตธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงวิวสวย แต่ทำให้ต้นไม้ น้ำ ดิน ทะเล และสิ่งมีชีวิตรอบตัว กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีดูแลแขก

Rawi Warin Resort & Spa ตั้งอยู่บนเกาะลันตา มีทั้งพื้นที่สีเขียว แหล่งน้ำ ชายหาด น้ำทะเลสวยใส และมีธรรมชาติ นก แมลง มากมาย ที่แสดงพลังความความสมบูรณ์ของธรรมชาติ

ความยั่งยืนของที่นี่จึงไม่ได้อยู่แค่การรักษาความสวยงามของพื้นที่ แต่คือการบริหารรีสอร์ตให้เติบโตไปพร้อมกับระบบนิเวศรอบตัว ตั้งแต่การดูแลสวน น้ำ พื้นที่ธรรมชาติ ไปจนถึงการทำให้แขกมองเห็นว่า ความสุขของการพักเกิดขึ้นได้จากสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

เราอาจมาที่นี่เพื่อหาความสงบ แต่สิ่งที่ได้กลับไปคือความเข้าใจว่า การพักที่ดีควรให้ทั้งความสุขกับเรา และคืนคุณค่าบางอย่างกลับไปให้โลกสวยงามต่อไป

🏠︎ 139 หมู่ 8 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 81150
🌐︎ rawiwarin.com
✉︎   facebook.com/p/Rawi-Warin-Resort-Spa-61562873427778
 075-607-400

Sofitel Krabi Phokeethra Golf & Spa Resort
วันหยุดไลฟ์สไตล์หรูที่ใส่ใจโลก

รีสอร์ตที่ตีความคำว่าลักชูรีออกไปนอกกรอบเดิมๆ ไม่ใช่แค่ห้องพัก บริการ หรือทิวทัศน์อลังการเท่านั้น แต่คือยังครอบคลุมไปถึงพื้นที่สีเขียว ทั้งในรูปแบบของสวน สนามกอล์ฟ และชายหาด โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลทั้งพื้นที่ ทรัพยากร และพลังงานอย่างเป็นระบบ 

ปัจจัยความว้าวที่สายกรีนหลายคนอาจสนใจคือระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และการนำระบบนิเวศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เข้าพักในรีสอร์ต ด้วยความพร้อมด้านทรัพยากรนี้ Sofitel Krabi Phokeethra Golf & Spa Resort คือที่พักแนวหน้าของกระบี่ที่พิสูจน์ว่าความยั่งยืนกับความสะดวกสบาย ที่เดินควบคู่ไปด้วยกันได้

🏠︎ 200 หมู่ 3 หาดคลองม่วง ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ 81180
🌐︎ sofitel.accor.com/en/hotels/6184.html
✉︎   facebook.com/SofitelKrabiPhokeethraGolfandSpaResort
 075-627-800

Thapwarin Resort
วันหยุดที่ธรรมชาติไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่คือพระเอกของทริป

ทัพวารินทร์ คือรีสอร์ต unseen บนเกาะไหงที่ว่ากันว่าได้ไปเยือนเมื่อไหร่ ธรรมชาติอันงดงามจะทำให้เวลาเหมือนเดินช้าลง 

นี่คือตัวอย่างที่ดีของรีสอร์ตที่ไม่ได้ชูแค่เรื่องของความสะดวกสบาย แต่ยังเลือกที่จะนำเสนอ ‘ความสวยงาม’ ของท้องทะเล หาดทราย และ ‘ความน่ารัก’ ของเหล่าพะยูน และตัวนาก

ด้วยโลเคชั่นที่ตั้งอยู่บนเกาะ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรอย่างน้ำ ไฟฟ้า และอาหาร วิถีชีวิตของชาวเกาะไหงจึงกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้รีสอร์ตใช้ทรัพยากรทุกอย่างได้คุ้มค่าและจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วมาต่อยอดเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล

🏠︎ 117 หมู่ 4 เกาะไหง ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 81150
🌐︎ thapwarin.com
✉︎   facebook.com/Thapwarin
✆  081-894-3585

Banyan Tree Krabi
วันหยุดที่เป็นรางวัลให้ทั้งเราและธรรมชาติ

หากการวางแผนเลือกที่พักดีๆ คือการให้รางวัลตัวเอง ความฝันของ Banyan Tree Krabi ก็คือการเติมความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้กับรางวัลนั้น ด้วยการนำทางผู้เข้าพักเข้าไปใกล้ชิดหาดทราย สายลม ป่าเขียว และภูมิทัศน์ของกระบี่ ให้มากยิ่งกว่าเดิม

🏠︎  279 หมู่ 3 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ 81180
🌐︎ banyantree.com/thailand/krabi
✉︎   facebook.com/banyantreekrabi
✆   075-811-888

Peace Laguna Resort & Spa
วันหยุดที่ได้อยู่กับธรรมชาติ

เรารู้จักจังหวัดกระบี่ในฐานะเมืองท่องเที่ยวรวยเกาะ แต่ชาวกระบี่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทริปกระบี่ที่น่าสนใจไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตติดชายหาดตลอดเวลา หากใครเป็นสายอาบป่า อยากตื่นมาเจอธารน้ำ ต้นไม้ และภูเขาหินปูนอยู่ตรงหน้า Peace Laguna Resort & Spa นี่แหละคือสถานีต่อไปของคุณ

Peace Laguna Resort & Spa ตั้งอยู่ในตำบลเหนือคลองซึ่งมีประชากรชาวกระบี่อาศัยและใช้ชีวิตประจำวันอยู่จริง ตัวรีสอร์ตจึงดูโดดเด่นสวยงามเหมือนโอเอซิสท่ามกลางตึกรารอบข้าง 

🏠︎ 193 หมู่ 2 ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ 81000
🌐︎ peacelagunaresort.com
✉︎   facebook.com/peacelagunaresortandspa
✆   075-637-344

VARANA Krabi Hotel
สถานที่พักผ่อนแห่งการทวงคืนสมดุลให้กายใจและโลก

ทริปพักผ่อนสำหรับบางคนอาจให้ภาพของความสโลว์ไลฟ์ แต่ก็มีใครอีกหลายคนที่ยังอยากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไปกับการดูแลตัวเอง หากคุณมีโจทย์แบบเดียวกัน VARANA Krabi Hotel คือสถานที่ที่ตีความการพักผ่อนผ่านแนวคิด holistic wellbeing ให้คุณได้ตื่นมาทำกิจกรรมเชื่อมร่างกายเข้ากับธรรมชาติ อาหาร การเคลื่อนไหว และพื้นที่รอบตัว ก่อนจะกลับบ้านไปพร้อมกับตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นกว่าเดิม

🏠︎ 258 หมู่ 3 ตำบลหนองทะเล อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ 81180
🌐︎ varanahotel.com/th
✉︎   facebook.com/varanakrabihotel
✆   075-656-989

Venice Krabi Villa Resort
วันหยุดที่ได้ทำความรู้จักกระบี่จากมุมใหม่ๆ

Venice Krabi Villa Resort เลือกเล่าเสน่ห์ของกระบี่ผ่านแลนด์มาร์กที่ต่างไป สำหรับใครที่เที่ยวทริป 4 เกาะยอดนิยมมาจนชักจะเบื่อ คราวนี้อาจลองเลือกมาพักใจแห่งนี้ แล้วนั่งเรือช้าๆ เลียบป่าชายเลนเข้าไปชมหน้าผาหิน

ส่วนความเชื่อมโยงกับท้องถิ่นของที่นี่เริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบวิลล่า ที่ตั้งอยู่ที่โลเคชั่นริมน้ำ สร้างด้วยวัสดุธรรมชาติ และยังขับเน้นสถาปัตยกรรมถิ่นใต้ด้วยบรรยากาศของชุมชนชาวเล

🏠︎ 478 หมู่ 5 ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ 81000
🌐︎ venicekrabi.com
✉︎   facebook.com/Venicekrabiresort
✆   075-662-222

Wareerak Hot Spring & Wellness
วันหยุดสไตล์ธรรมชาติบำบัด

wellness tourism อาจฟังดูไม่ใช่สิ่งใหม่อะไรในกิจการโรงแรม แต่ที่วารีรัก คุณจะได้ดื่มด่ำกับบริการดูแลสุขภาพท่ามกลางน้ำพุร้อนธรรมชาติกลางป่าเขียว ซึ่งเชื่อมโยงเทคโนโลยีสมัยใหม่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน 

🏠︎ 18 หมู่ 7 ตำบลคลองท่อมเหนือ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 81120
🌐︎ venicekrabi.com
✉︎   facebook.com/Wareerakhotspringandwellness
✆   075-662-222