Green Supply Chain แปลตรงตัวว่า ห่วงโซ่อุปทานรักษ์โลก คือการออกแบบและบริหารกระบวนการผลิตสินค้าและบริการให้เป็นมิตรต่อนิเวศทั้งระบบ ตั้งแต่การคัดเลือก การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการของเสียหลังกระบวนการผลิต และการจัดการพลังงาน
ช่วงหลังภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยหันมาสนใจประเด็นนี้กันมากขึ้น เพราะข้อกำหนดจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลทั่วโลก เช่น สหภาพยุโรป รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม เริ่มตั้งเป้าหมายให้กลุ่มกิจการและผู้ผลิตพัฒนาไปสู่ Green Supply Chain เป็นมาตรฐานเดียวกันในอนาคตอันใกล้ (บางแห่งตั้งเป้าไว้ที่ปี 2030)
ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมไทยช่วงหลังจึงต้องเร่งปรับธุรกิจสู่เป้าหมายเดียวกันนี้อย่างทันท่วงที มิฉะนั้นก็อาจเสียคู่ค้ารายสำคัญ หรือติดข้อจำกัดเมื่อต้องส่งออกสินค้าไปต่างประเทศจนศักยภาพการแข่งขันลดลง ส่งผลกระทบเป็นทอดกลับมาถึงองค์กรได้
ทว่าแม้หลายฝ่ายจะเริ่มปรับตัว ก็ยังมีหลายคนตั้งคำถามเรื่องข้อดี-เสีย และผลลัพธ์เชิงบวกต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ว่าคุ้มค่าให้ยกเครื่ององค์กรใหม่หรือไม่

เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ เราขอชวนพาไปดูกรณีศึกษาของหนึ่งในองค์กรที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงโดยตรง และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมาจนสำเร็จ ผ่านบทสัมภาษณ์ ทศพร เพ็ชรโปรี ผู้บริหารสูงสุดด้าน Supply Chain Technology and Quality ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จากเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความยั่งยืนประจำปี GCNT Expo 2026 : From Shock To Shift
ร่วมหาคำตอบว่าบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร ที่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและผู้ผลิตรายย่อยเป็นแกนหลักของธุรกิจ รับมือผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกับยกเครื่ององค์กรใหม่ให้ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล Green Supply Chain ด้วยวิธีไหน และผลลัพธ์ที่ตามมานั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่

ทิศทางใหม่ โอกาสใหม่
ภาพจำของ CPF ในสายตาคนทั่วไป ย่อมหนีไม่พ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาธุรกิจหลากหลาย โดยมากเป็นกลุ่มอาหาร การเกษตร รวมถึงมีนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนสองสายการผลิตข้างต้น ซึ่งมุมหนึ่งก็ไม่ผิด เพราะปัจจุบัน CPF เป็นธุรกิจที่ส่งออกสินค้าไปทั่วโลกกว่าครึ่งร้อยชาติ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยมอง คือเบื้องหลังของบริษัทที่ยังมีเครือข่าย SME อีกนับไม่ถ้วนที่เติบโตมาเคียงข้างกัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรคู่สัญญา ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคู่ค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต และไม่ว่าองค์กรจะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้ CPF และเหล่าพาร์ทเนอร์ที่เดินเคียงข้างกันมานี้ หนีพ้นผลกระทบจากปัญหาระดับโลกอย่างสิ่งแวดล้อมไปได้
“ธุรกิจฟาร์มของเราค่อนข้างใหญ่ หนึ่งในธุรกิจหลักคือราคาอาหารสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ซึ่งช่วงปี 2014 ราคาวัตถุดิบผันผวนมาก เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก” ทศพรเล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ CPF ต้องตั้งคณะทำงานมาดูแลเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อน เพราะเมื่อต้นน้ำการผลิตได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง ก็ส่งผลสืบเนื่องมาถึงธุรกิจหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนั้น ความที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหาร ทำให้ CPF ทราบความเปลี่ยนแปลงของทิศทางตลาดโลก บรรดาคู่ค้าต่างประเทศของบริษัทเริ่มต้องการผลิตภัณฑ์ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อนิเวศแวดล้อมและให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น
สัญญาณเหล่านี้ประกอบกันทำให้ CPF รู้ว่าต้องเริ่มปรับทิศทางองค์กรเข้าสู่ ห่วงโซ่สีเขียวให้สอดรับกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมและความต้องการตลาดโลก เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและการเติบโตของธุรกิจระยะยาว

ลดความเสี่ยงจากภายใน
ถึงอย่างนั้นเวลาพูดถึงการลงทุนใน Green Supply Chain สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายกลุ่มมักจะกังวลคือเรื่องความคุ้มค่าและผลตอบแทน เพราะการเปลี่ยนสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวนั้นไม่ต่างกับการยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่
ทว่าสำหรับ CPF นั้นมองในมุมมองที่ต่างออกไป คือไม่ได้พัฒนาเพื่อหวังผลเป็นมูลค่าที่จับต้องได้โดยตรง หากแต่มองว่าการลงทุนเพื่อความยั่งยืนนั้นช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คือธรรมชาติ ซึ่งแม้จะเกิดความผันผวนไม่บ่อย แต่หากเกิดแล้วก็กระทบธุรกิจโดยตรง แถมจะสร้างความเสียหายยิ่งกว่าเม็ดเงินในการลดความเสี่ยงมากนัก
ทางบริษัทจึงไม่ลังเลจะลงทุนพัฒนานวัตกรรมตามเป้าหมายแบบรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาดที่เป็นความเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เพราะต้นทุนการผลิตนั้นล้วนต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อน
“พลังงานเป็นความเสี่ยงใหญ่ ถ้าขาดพลังงานเราก็ผลิตไม่ได้ เพราะฟาร์มเราไม่มีวันหยุดทำงาน” ทศพรย้ำ “สำหรับเราการลดความเสี่ยงส่วนนี้จึงสำคัญยิ่งกว่าการลดต้นทุนเสียอีก”
เพื่ออุดรอยรั่วนี้ CPF จึงเดินหน้าจัดการระบบภายในอย่างจริงจัง ฟาร์มของ CPF ทยอยเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ มีการติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการนำของเสียจากการผลิตในฟาร์มมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อหมุนเวียนกลับมาเป็นพลังงานซ้ำอีกคำรบ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ปัจจุบัน CPF มีฟาร์มที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี และตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 ฟาร์มส่วนใหญ่ของบริษัทจะใช้พลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งทศพรบอกว่าเป็นการลงทุนควบคุมความเสี่ยงที่คุ้มค่าแถมยังได้ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมตามมา

‘พี่ช่วยน้อง’ เพราะเปลี่ยนคนเดียวไม่พอ
ถึงจะจัดระเบียบองค์กรภายในจนระบบเริ่มเข้าที่ ทว่า CPF ก็พบว่าความพยายามที่จะเป็น Green Supply Chain นั้นยกเครื่องแค่บริษัทหลักอย่างเดียวไม่พอ เพราะตลอดกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย และส่งออกไปต่างประเทศได้ ไม่ได้ประกอบขึ้นจากฝีมือของ CPF แต่ฝ่ายเดียว หากยังมีคู่ค้าขนาดกลางและเล็ก (SME) อีกนับไม่ถ้วนที่อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย ฟาร์มปศุสัตว์ ไปจนถึงโรงงานบรรจุภัณฑ์
หาก CPF ยกระดับมาตรฐานตัวเองจนตรงกับความต้องการตลาดโลก แต่ผู้ผลิตรายย่อยที่ต้นน้ำไม่ได้ปรับตามให้เท่าทัน เมื่อกลุ่มคู่ค้าในตลาดโลกและหน่วยงานกำหนดนโยบายเริ่มบังคับใช้ มาตรการทางการค้าที่เรียกร้อง Green Supply Chain สินค้าของ CPF ก็จะได้รับผลกระทบอยู่ดี ดังนั้นบริษัทจึงต้องช่วยผลักดันเหล่าคู่ค้าให้ทำงานเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยเร็ว
ความท้าทายคือ SME หลายรายนั้นไม่ได้มีที่ทางหรือทรัพยากรเหลือเฟือมาลงทุนเพื่ออนาคตได้แบบไม่ต้องกังวล
“บริษัทใหญ่เรามีช่องให้ผิดได้บ้างเพราะมีเงินทุนสำรอง ลงทุนพลาดก็ยังรับไหว แต่บริษัทเล็กไม่มี ดังนั้นคู่ค้ารายย่อยจะตัดสินใจหนักมากเมื่อต้องลงทุนเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งเรื่องความยั่งยืนก็เป็นหนึ่งในนั้น ” ทศพรขยายความอุปสรรคให้เห็นภาพ
แนวทางขับเคลื่อนของ CPF จึงไม่ใช่การทำงานแบบสั่งจากบนลงล่าง แต่ค่อยๆ ประสานความร่วมมือ ชี้จุดดีของการเปลี่ยนแปลงให้คู่ค้าเข้าใจ ผ่านโครงการความร่วมมือที่ชื่อว่า ‘พี่ช่วยน้อง’
“เราเป็นพี่ใหญ่ เรามีความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีที่ดี เราก็ส่งต่อความพร้อมเหล่านี้ไปให้พวกเขา ส่งทีมที่มีองค์ความรู้ไปช่วยแนะ นำร่องการเปลี่ยนแปลงทีละนิดจนเขาพร้อมจะขยับขยาย” ผู้บริหารด้านห่วงโซ่อุปทานอธิบายหลักการประสานงานกับคู่ค้า

แบ่งความรู้ ปันนวัตกรรม
หนึ่งในช่องทางแบ่งปันองค์ความรู้และความช่วยเหลือสำคัญที่ทางบริษัทภูมิใจนำเสนอคือเรื่องนวัตกรรม เพราะด้วยการเติบโตของตลาด SME ในปัจจุบัน เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบมากมาย แต่หลายเทคโนโลยีก็ซับซ้อนและเกินเอื้อมของคู่ค้ารายเล็ก
CPF จึงต้องดึงศักยภาพในฐานะบริษัทใหญ่ของตัวเองออกมา ด้วยการสร้างเครื่องมือที่ใช้งานง่าย เพิ่มต้นทุนให้รายย่อยไม่มากเกิน สำหรับส่งต่อไปยังกลุ่มคู่ค้าในห่วงโซ่ เพื่อผลักดันซึ่งกันและกันไปสู่มาตรฐาน หนึ่งในนั้นคือแอพพลิเคชั่น ฟ.ฟาร์ม หรือ ForFarm
ForFarm เป็นแอพพลิเคชั่นรวบรวมข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการเกษตร พ่วงกับระบบตรวจสอบความเป็นไปของพื้นที่เพาะปลูกแบบละเอียดยิบมาย่อยให้เกษตรกรใช้งานได้อย่างสะดวก
นอกจากจะยกระดับคุณภาพฟาร์มแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสอบทานกระบวนการเพาะปลูกโดยยืนยันว่าพื้นที่ปลูกพืชของเกษตรกรนั้นถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า แถมข้อมูลจุดนี้ยังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นำไปใช้ยืนยันกับคู่ค้าในต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้าเมื่อส่งออกอีกด้วย
หัวใจสำคัญในการพัฒนาคือ ทาง CPF รู้ธรรมชาติและข้อจำกัดของบรรดาคู่ค้าดี จึงไม่เร่งยกเครื่องทุกส่วนในคราวเดียว แต่ทยอยนำร่องปรับเปลี่ยนทีละขั้นตอนตามขีดความสามารถของคู่ค้าแต่ละราย และที่สำคัญคือต้องสื่อสารให้คู่ค้าเข้าใจว่าการยกเครื่องร่วมกับบริษัทใหญ่หนนี้จะช่วยยกระดับธุรกิจของพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร เพื่อให้ SME รู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับที่รับไหวและจะได้ผลตอบรับที่สมน้ำสมเนื้อ
“เราทำให้กลุ่มคู่ค้าและเกษตรกรเห็นว่าถ้าเราร่วมมือกัน เขาจะกลายเป็น Global Supply Chain เดียวกับเรา เราส่งออกได้กี่ประเทศ สินค้าของเขาก็จะตามเราไปด้วยทุกประเทศ พอเห็นแบบนี้เขาก็ยินดีที่จะเข้ามาร่วมงานกับเรา เพราะเห็นแล้วว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า” ทศพรเสริม

เคล็ดลับสู่ความยั่งยืน
จะเห็นได้ว่าเคล็ดลับความสำเร็จในการยกเครื่ององค์กรให้ยั่งยืนของ CPF คือการทำให้ทุกคนในองค์กรมองประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องเดียวกับความรอดและการเติบโตของธุรกิจ
เพราะอย่างที่ทศพรบอกว่าการทำงานเรื่องความยั่งยืนในองค์กรนั้น จะต้องไม่เป็นแค่โปรเจกต์พิเศษ หรือเป็นแค่การทำ CSR ชั่วครั้งชั่วคราวให้ได้ตัวเลขตามเป้า แต่เมื่อตั้งเป้าหมายความยั่งยืนแล้วก็ต้องทำให้ได้ตามที่ตั้งไว้ สุดท้ายเมื่อผลประโยชน์ของสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ความยั่งยืนก็จะตามมาทั้งกับองค์กรและต่อนิเวศแวดล้อมภาพใหญ่
“ถ้าทำงานด้าน SDGs ให้บรรลุเป้าอย่างเดียว แรงผลักดันจะน้อยกว่าการตั้งเป้าหมายร่วมกันทั้งองค์กร” ทศพรขยายความทิ้งท้าย “เวลาพูดถึง sustainability อีกคำหนึ่งที่ต้องมาคู่กันคือ sustainable business คือธุรกิจต้องอยู่รอดและยั่งยืนไปด้วย ถ้าสองเป้าหมายนี้ไปด้วยกันได้องค์กรก็จะยิ่งพัฒนาก้าวกระโดด แต่ถ้าเอาแต่เป้าเรื่องความยั่งยืนเป็นครั้งๆ ไปจะไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ แถมความยั่งยืนก็ไม่เกิด”











































