PIECE เปิดตัว PIECE Gallery at Song Wat นิทรรศการเล่าความคิดสร้างสรรค์ผ่านแว่นตา

จากเมืองที่อดีตและอนาคตอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม สู่พื้นที่ที่เราเชื่อว่าทุกคนสามารถออกแบบตัวตนของตัวเองได้

ข้างต้นคือความเชื่อในการกำเนิดของ PIECE Gallery at Song Wat shophouse แห่งแรกบนถนนทรงวาด ซึ่งถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์แบบกรุงเทพฯ ผ่านแว่นตา ศิลปะ และการแสดงตัวตน ภายใต้แนวคิด Design a Piece of You

ซึ่ง Proudly Designed in Bangkok ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ หากแต่เป็นมุมมองที่หล่อหลอมเรา เมืองที่ความเชื่อ ศิลปะ วัฒนธรรม และความหลากหลายของผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และเป็นแรงบันดาลใจให้ PIECE สร้างผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยในรูปแบบร่วมสมัย พร้อมเปิดตัวสู่ระดับสากล

การเปิดตัว PIECE Gallery at Song Wat จึงเปรียบเสมือนการเชื้อเชิญให้ผู้คนได้ค้นพบอีกหนึ่งชิ้นส่วนของตัวเอง ผ่านประสบการณ์ที่เปลี่ยนการเลือกแว่นตาให้กลายเป็นการสำรวจเรื่องราว ความทรงจำ ความเชื่อ และการเติบโตของแต่ละคน

ทั้งนี้ Shophouse แห่งแรกของ PIECE ตั้งอยู่ภายในอาคารพาณิชย์เก่าที่ได้รับการบูรณะบนถนนทรงวาด หนึ่งในย่านประวัติศาสตร์และย่านสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวาที่สุดของกรุงเทพฯ ซึ่งอาคารการค้าเก่า โดยได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่ถ่ายทอดศิลปะที่เรียบง่าย แต่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน โดยยึดแนวคิดหลัก 3 รูปทรงของแบรนด์ ได้แก่

  • Vessel – A memory we haven’t told anyone
  • Divine Form – A belief that held us together in a hard time
  • Circle of Life – Growth never looks finished

ซึ่งสามรูปทรงที่ว่าเป็นดังตัวแทนของ 3 มิติแห่งความเป็นมนุษย์ที่ PIECE ต้องการเฉลิมฉลอง ได้แก่ ความทรงจำ ความเชื่อ และการเติบโต

ใครที่รักแว่นตา ชื่นชอบงานศิลปะ หรืออยากไปเดินเสพบรรยากาศเมืองเก่าย่านทรงวาด บอกเลยว่านิทรรศการนี้ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ถอดแนวคิด Lazada x Vogue เมื่อ 9.9 ไม่ได้แข่งแค่ดีล แต่เป็นสนามยกระดับแบรนด์

เข้าสู่เดือนที่ 9 ของปี ต่อให้ไม่ใช่สายช้อป หลายคนก็คงเผลอไถแอพพลิเคชั่นดูดีลเลขเบิ้ลอย่าง 9.9 กันอยู่ดี 

แต่หากมองให้ลึกกว่าภาพการกดสินค้าใส่ตะกร้า 9.9 คือหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่ธุรกิจทุกขนาดต่างจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นมหกรรมช้อปปิ้งครั้งใหญ่แล้ว ยังเป็นจังหวะที่แบรนด์มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก สร้างการมองเห็น เปิดประตูสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ และเปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขาย 

ยิ่งในประเทศไทยที่การช้อปออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน 

โดยรายงานจากเว็บไซต์ครีเอทีฟเอเจนซี We Are Social ระบุว่า 69.2% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์ สูงที่สุดในโลก เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 55.8%

แต่เมื่อทุกแบรนด์ต่างมองเห็นโอกาสเดียวกัน โจทย์ของ 9.9 จึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะ ‘ลด แลก แจก แถม’ ได้มากกว่ากัน เพราะสิ่งที่ท้าทายกว่า คือแบรนด์จะทำอย่างไรให้โดดเด่นและโดนใจผู้บริโภค ท่ามกลางตัวเลือกสินค้ามากมายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แล้วแบรนด์จะสร้างความแตกต่างท่ามกลางการแข่งขันนี้ได้ยังไง และแพลตฟอร์ม eCommerce จะเข้ามามีบทบาทมากกว่าแค่การเป็นพื้นที่ขายสินค้าได้แค่ไหน ชวนหาคำตอบไปพร้อมกันที่ด้านล่างนี้

ยุคที่บทบาทของ eCommerce กำลังเปลี่ยนไป

สำหรับ Lazada โอกาสในการสร้างการเติบโตให้แบรนด์ไม่ได้เริ่มต้นที่จังหวะกดซื้อเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างการรับรู้ ช่วยให้แบรนด์ถูกค้นพบและสร้างความชื่นชอบ เชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ก่อนต่อยอดความสนใจไปสู่การตัดสินใจซื้อ หรือแนวคิดที่ Lazada กำลังขับเคลื่อนภายใต้บทบาท ‘Beyond Commerce’

เพราะในยุคที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เต็มไปด้วยสินค้าและแบรนด์มากมาย การมีสินค้าที่ดีหรือราคาที่น่าสนใจอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้แบรนด์สร้างความโดดเด่นและเข้าไปอยู่ในความสนใจของผู้บริโภค ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มมองหาสินค้า และหนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดของแนวคิดนี้ในแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา คือการผนึกกำลังกับ Vogue ประเทศไทย ผ่านโปรเจกต์ ‘LazShade of Style Bangkok City’ ที่นำอิทธิพลและความเชี่ยวชาญด้านแฟชั่นของ Vogue มาผสานกับระบบนิเวศด้าน eCommerce โซลูชันการตลาด และฐานนักช้อปคุณภาพของ Lazada 

แทนที่จะนำเสนอสินค้าและโปรโมชั่นแบบตรงไปตรงมา โปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากการหยิบ 5 เทรนด์แฟชั่นเอเชียมาจุดประกายความสนใจ พร้อมพาผู้บริโภคไปรู้จักแบรนด์ไทยศักยภาพสูงและแบรนด์ชั้นนำที่กำลังขับเคลื่อนเทรนด์เหล่านั้น ทำให้สินค้าไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงในฐานะ ‘ของที่ต้องขาย’ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และแรงบันดาลใจ ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคค้นพบและอยากทำความรู้จักแบรนด์มากขึ้น

‘LazShade of Style’ ฉายสปอตไลท์ให้แบรนด์แฟชั่น

ยกตัวอย่างโปรเจกต์นี้ ที่ดึงเอาเซเลบริตี้อย่างมิลค์-พรรษา, เดียร์น่า ฟลีโป, พั้น-พันธิตา (พั้นรักแมว) และโยชิ-รินรดา มาถ่ายแฟชั่นเซ็ตทั่วกรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันตีความ 5 เทรนด์แฟชั่นที่สะท้อนตัวตน พร้อมเชื่อมแต่ละเทรนด์เข้ากับไอเทมที่กดช้อปได้ทันทีบน Lazada ไม่ว่าจะเป็น

1.Boho, But Make It Asian: การกลับมาของ Boho ในเวอร์ชันละมุนและร่วมสมัย ผ่านลูกไม้ ระบาย และซิลูเอตพลิ้วเบา ผสมกับไอเทมในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ

2.  The New Urban Athletic: เทรนด์สายสปอร์ตปี 2026 ที่ไม่จำกัดแค่งานออกกำลังกาย แต่หยิบแจ็กเก็ตผ้าร่มมามิกซ์แอนด์แมตช์กับกระโปรงยาวหรือขาสั้นกุด สวมใส่ลุยกิจกรรมในเมืองได้ตลอดวัน


3. Statement Prints, Maximum Personality: เสน่ห์ความสนุกของสาวเอเชีย ด้วยการแต่งตัวอย่างมีลูกเล่น ตั้งแต่เสื้อยืดสกรีนลายการ์ตูน งานศิลปะ ไปจนถึงลายโพลกาดอตสุดคลาสสิก

4. Soft Layers, Smart Styling: การหยิบเสื้อคลุมซิลูเอตสีพาสเทลมาสวมทับหรือผูกเอว พร้อมเล่นกับโทนสีและการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์

5. Active Allure: กระโปรงสั้น เสื้อเข้ารูป และดีเทลสไตล์ Y2K ที่ถูกนำมารีสไตลิ่งให้ดูทะมัดทะแมง เสริมแอ็กเซสซอรีที่โดดเด่น เผยลุคหวานซ่อนเปรี้ยวอย่างมั่นใจ

ซึ่งโปรเจกต์ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่สปอตไลต์ให้แบรนด์ไทยศักยภาพสูงอย่าง lookbooklookbook, Endless Holiday, Sarin, paloystudio และ SARIN ได้ร่วมตีความเทรนด์เคียงข้างแบรนด์ระดับโลกอย่าง Nike, Puma, Crying Center และ VERAFIED พร้อมเปิดโอกาสให้นักช้อปค้นพบหลากหลายสไตล์ได้ในที่เดียวบน Lazada

เมื่อผสานกับการสื่อสารการตลาดแบบครบวงจร ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อนอกบ้าน และช่องทางของทั้ง Lazada และ Vogue ย่อมช่วยขยายการมองเห็นตลอดเส้นทางของผู้บริโภค ดันยอดขายแคมเปญ 9.9 ให้เติบโต โดยแบรนด์ดาวรุ่งที่เข้าร่วมโปรเจกต์มียอดขายเติบโตเฉลี่ย 25 เท่า ขณะที่แคมเปญสามารถช่วยดึงดูดนักช้อปรายใหม่เพิ่มขึ้น 35 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ

แคมเปญ 9.9 ในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายของการหั่นราคาหรืออัดส่วนลดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือจังหวะเวลาสำคัญที่แบรนด์จะได้เข้าไปอยู่นั่งในใจผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ในช่วงที่มีความสนใจและพร้อมจับจ่ายมากที่สุดช่วงหนึ่งของปี

9.9 จึงทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘พื้นที่แห่งการค้นพบ’ สำหรับผู้บริโภคในการเปิดรับสไตล์ใหม่ๆ และในขณะเดียวกัน สำหรับแบรนด์ นี่คือโมเมนต์สำคัญในการเปิดประตูการมองเห็น สร้างส่วนร่วม และเปลี่ยนความสนใจของนักช้อปคุณภาพ ให้กลายเป็นความผูกพันกับแบรนด์และการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

และนั่นคืออีกมิติของ ‘Beyond Commerce’ ที่ Lazada กำลังขับเคลื่อนสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยสร้างโอกาสให้แบรนด์ตลอดเส้นทางการช้อป

‘ข้างนอกสดใส ข้างในแตกสลาย’ การต้องฝืนอารมณ์ดีตอนทำงานทำให้เหนื่อยเกินกว่างานที่ต้องทำ

ตามปกติแล้วด้วยเนื้องานที่เราทำ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ไม่ได้พบเจอผู้คนเสียเท่าไหร่ อย่างมากก็เป็นแค่การสัมภาษณ์แหล่งข่าวในไม่กี่ชั่วโมง ทำให้โดยทั่วไปแล้วเรามักจะใช้เวลาอยู่กับแป้นพิมพ์เป็นหลักเสียมากกว่า ไม่ต้องออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับใครมากขนาดนั้น

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราจำได้ดี ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ที่ทำงานของเราจัดอีเวนต์ที่มีผู้เข้าร่วมงานกว่าสองร้อยคน และเรา ในฐานะส่วนหนึ่งขององค์กร ถูกจัดให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องประสานงาน ต้อนรับ และพูดคุยกับผู้เข้าร่วมทุกคนเหล่านั้น

ถึงแม้อีเวนต์จะกินเวลาแค่ 3 ชั่วโมง แต่สารภาพเลยว่าใน 3 ชั่วโมงเหล่านั้นที่เราต้องยิ้มและทำตัวเป็นมิตรตลอดเวลา มันกลับทำให้เราเหนื่อยล้าแทบขาดใจ 

พูดก็พูดเถอะ มันเหนื่อยมากกว่าการต้องนั่งเขียนงานตลอดทั้งคืนด้วยซ้ำ

เพราะเป็นอินโทรเวิร์ตเหรอ? ในแง่หนึ่งเราตอบตัวเองว่าก็คงใช่ การออกไปเจอคนเยอะๆ ไม่ใช่สิ่งที่เราถนัด แต่เมื่อคิดทบทวนดีๆ เราพบว่าใน 3 ชั่วโมงดังกล่าวมีอะไรเกิดขึ้นในใจเรามากกว่านั้น และนั่นเองก็เกิดเป็นคำถามให้เราสงสัยในตัวเองมาโดยตลอด ว่าในอนาคตถ้าเราต้องมาทำงานที่เจอคนมากๆ แบบนี้อีกครั้ง เราจะไหวไหม อะไรจะเกิดขึ้นในใจเราบ้าง 

และถ้ารู้ล่วงหน้าว่ามันจะเกิดขึ้น เราจะป้องกัน เยียวยา หรือรักษาความเหนื่อยล้าที่ตามมาได้หรือไม่? อย่างไร?


emotional labor คืออะไร? ทำไมถึงเรียกว่า ‘แรงงานทางอารมณ์’?

emotional labor หรือ ‘แรงงานทางอารมณ์’ ได้รับการพูดถึงครั้งแรกโดย Arlie Russell Hochschild นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันในปี 1983 โดยใช้อธิบายถึงการที่คนทำงานต้องจัดการความรู้สึกของตนเอง เพื่อสร้างสีหน้า ท่าทาง และการแสดงออกที่ผู้อื่นสามารถสังเกตเห็นได้ โดยงานศึกษาแรกนี้เน้นไปที่การจัดการความรู้สึกของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เพราะเป็นอาชีพที่ถูกคาดหวังให้ยิ้มแย้ม เป็นมิตร และสร้างความรู้สึกอบอุ่นใจในการทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้อารมณ์ที่แท้จริงจะอยู่ตรงกันข้ามก็ตาม ดังนั้นแนวคิดนี้จึงเป็นเหมือนการชี้ให้เห็นว่า ‘อารมณ์’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่สามารถเป็นข้อเรียกร้องส่วนหนึ่งของการทำงานได้ด้วย

แต่เหตุใดล่ะ ที่หลักการนี้ถึงใช้คำว่า ‘แรงงาน’ ตั้งแต่แรก? ผู้วิจัยได้ตอบคำถามนี้ว่า นั่นก็เพราะการแสดงอารมณ์ไม่ได้เกิดขึ้นตามความรู้สึกของคนทำงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายาม การวางแผน และการควบคุม เพื่อแสดงอารมณ์ที่องค์กรหรืออาชีพต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการจัดการอารมณ์ถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ หรือถูกแลกเปลี่ยนกับค่าจ้าง (อย่างในกรณีเราคือในสถานการณ์ที่ต้องจัดอีเวนต์) อารมณ์ที่เคยอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวจึงกลายเป็นสิ่งที่มี ‘มูลค่าในการแลกเปลี่ยน’ ไม่ต่างจากแรงกายหรือทักษะทางความคิดที่แรงงานนำมาใช้ในการทำงาน หรือพูดง่ายๆ ว่าพนักงานไม่ได้รับค่าตอบแทนเพียงเพื่อทำงานบางอย่างให้สำเร็จเท่านั้น แต่ในหลายอาชีพยังได้รับค่าตอบแทนเพื่อแสดงอารมณ์ให้ ‘ถูกต้อง’ ตามที่บทบาทและองค์กรคาดหวัง

เพราะเหตุนี้เอง แรงงานทางอารมณ์จึงอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ บางครั้งคนทำงานเพียงปรับการแสดงออกภายนอก โดยซ่อน ระงับ หรือแสร้งแสดงอารมณ์ที่ตนไม่ได้รู้สึกจริง หรือที่เรียกว่า ‘surface acting’ เช่น การฝืนยิ้มให้ลูกค้าทั้งที่กำลังไม่พอใจ ในขณะที่บางครั้งพนักงานอาจพยายามปรับความรู้สึกภายในของตนให้สอดคล้องกับอารมณ์ที่ต้องแสดงจริงๆ หรือที่เรียกว่า ‘deep acting’ เช่น การพยายามมองสถานการณ์จากมุมของลูกค้าเพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง แต่หากอารมณ์ที่รู้สึกอยู่จริงไม่ตรงกับอารมณ์ที่งานกำลังเรียกร้องให้เราเป็นในตอนนี้ ช่องว่างดังกล่าวจะเรียกว่า ‘emotional dissonance’ หรือความไม่สอดคล้องทางอารมณ์ ซึ่งคำหลังนี้เองคือต้นตอของผลกระทบที่ตามมาของแรงงานทางอารมณ์ 

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าแรงงานทางอารมณ์ไม่ได้หมายถึงการ ‘เสแสร้ง’ หรือฝืนยิ้มอยู่ตลอดเวลาเพียงเท่านั้น เพราะในบางสถานการณ์ อารมณ์ที่งานต้องการอาจตรงกับความรู้สึกจริงของพนักงานอยู่แล้ว เช่น พยาบาลที่รู้สึกห่วงใยผู้ป่วยจริง หรือครูที่รู้สึกยินดีกับความสำเร็จของนักเรียน แต่ถึงอารมณ์นั้นจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ คนทำงานก็ยังต้องใช้ความพยายามในการถ่ายทอดออกมาให้เหมาะสมกับเวลา บุคคล และสถานการณ์อยู่ดี เหล่านี้จึงยังนับเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานทางอารมณ์ได้ ดังนั้นหัวใจของแนวคิดนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอารมณ์นั้น ‘จริงหรือปลอม’ แต่อยู่ที่การที่อารมณ์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่การงาน เป็นสิ่งที่องค์กรคาดหวัง และเป็นแรงที่คนทำงานต้องลงมือจัดการไม่ต่างจากแรงงานรูปแบบอื่น

แล้วถ้าเหนื่อยจากแรงงานทางอารมณ์ ผลกระทบคืออะไรบ้าง?

แม้ในเบื้องต้นแรงงานทางอารมณ์ไม่ได้สร้างผลกระทบเหมือนแรงงานทางกาย แต่การที่คนทำงานต้องคอยตรวจสอบและควบคุมอารมณ์อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องใช้ทรัพยากรทางความคิดและพลังในการควบคุมตนเองอยู่มาก ยิ่งเมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่มีเวลาฟื้นตัว ไม่แปลกเลยที่ในท้ายที่สุดจะทำให้คนทำงานรู้สึกหมดพลัง และไม่มีแรงเหลือสำหรับเรื่องอื่น

โดยหากความเหนื่อยดังกล่าวสะสมเป็นเวลานาน มีงานวิจัยที่อธิบายไว้หมือนกันว่าผลกระทบที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ burnout ซึ่งอาจแสดงออกผ่านความอ่อนล้า การเริ่มตีตัวออกห่างจากผู้คน หรือความรู้สึกว่าตนเองไม่มีประสิทธิภาพ โดยสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนที่เคยยิ้มเปลี่ยนเป็นเย็นชาได้อย่างไม่น่าเชื่อ รวมถึงเกิดความเครียดสูงและความรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองตามมาได้เช่นกัน

นอกเหนือจากนั้น ผลกระทบที่ว่ายังอาจเคลื่อนจากพื้นที่ภายในใจไปสู่ความสัมพันธ์และการทำงานได้ด้วย เพราะเมื่อพลังทางอารมณ์ลดลง คนทำงานอาจมีความพึงพอใจในงานและความผูกพันต่อองค์กรน้อยลง เริ่มขาดงาน หรือคิดถึงการลาออก รวมถึงอาจทำให้พนักงานเหลือความอดทนน้อยลงในการทำงาน ส่งผลให้คุณภาพของงานหรือความสัมพันธ์กับผู้อื่นแย่ลงตามไป

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ใช่ว่าการทำงานที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์จะต้องลงเอยด้วยภาวะหมดไฟเสมอไป เพราะมีงานศึกษาที่พบเช่นกันว่าผลกระทบด้านลบจะพุ่งสูงเป็นพิเศษเมื่อพนักงานต้องฝืนแสดงอารมณ์ที่ต่างกับความรู้สึกในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ขณะที่การแสดงอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจไม่ได้สัมพันธ์กับความเสียหายที่ว่าขนาดนั้น หรืออย่างในบางกรณียังสัมพันธ์กับความสำเร็จในการทำงานและความพึงพอใจของลูกค้าด้วยซ้ำ 

ดังนั้นคำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่เพียงว่า “งานนี้ต้องใช้อารมณ์มากแค่ไหน?” แต่ต้องถามต่อไปด้วยว่า คนทำงานต้องฝืนตัวเองบ่อยเพียงใด มีอิสระในการแสดงออกมากน้อยแค่ไหน และหลังจากใช้พลังทางอารมณ์ไปแล้ว พวกเขามีพื้นที่ให้พักและกลับมาเป็นตัวเองมากพอหรือเปล่า?

แล้วองค์กรและคนทำงานควรป้องกัน ‘แรงงานทางอารมณ์’ ยังไงดี?

ด้วยความที่ประเด็นเรื่องแรงงานทางอารมณ์ได้รับการพูดถึงมายาวนาน งานศึกษาที่พยายามทำความเข้าใจและหาวิธีแก้ปัญหาในเรื่องนี้จึงมีอยู่มากเช่นกัน แต่ภายใต้งานศึกษาจำนวนมากเหล่านั้น หลายงานชี้ไปในทางเดียวกันว่าเราไม่สามารถป้องกันไม่ให้แรงงานทางอารมณ์เกิดขึ้นได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะงานหลายงานโดยเฉพาะงานประเภทที่ต้องดูแล ช่วยเหลือ หรือประสานงานกับผู้อื่นย่อมมีความคาดหวังด้านอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่องค์กรควรป้องกันจึงไม่ใช่ ‘การใช้อารมณ์ในการทำงาน’ ให้คนทำงานทุกคนกลายเป็นหุ่นตายซาก แต่ควรเป็นการป้องกันให้คนทำงานไม่ต้องฝืนความรู้สึกของตนเองซ้ำ ๆ โดยไม่มีความช่วยเหลือรองรับมากกว่า 

ทำให้จากจุดนั้นเอง งานศึกษาถึงประเด็นแรงงานทางอารมณ์ในปัจจุบันจึงหันไปโฟกัสที่วิธีการออกแบบงาน กฎขององค์กร และทรัพยากรที่พนักงานได้รับเป็นหลัก จนเกิดเป็นคำแนะนำที่ในบทความนี้เราสรุปมาให้ 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง องค์กรควรทบทวน ‘กฎการแสดงอารมณ์’ ประจำองค์กรว่าสมเหตุสมผลเพียงใด เช่น การคาดหวังให้พนักงานสุภาพและให้เกียรติผู้รับบริการอาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่การกำหนดว่าต้องยิ้ม ต้องอารมณ์ดี และห้ามแสดงความรู้สึกเชิงลบในทุกสถานการณ์ นั่นอาจเป็นกฎที่มากเกินไป จนกลายเป็นการควบคุมที่เข้มงวดเกิน องค์กรจึงควรกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ เช่น การสื่อสารอย่างเคารพและการดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานเลือกวิธีแสดงออกที่สอดคล้องกับบุคลิกและสถานการณ์ของตนด้วย

สอง องค์กรไม่ควรฝากความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับพนักงานเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรควรสร้างระบบสนับสนุนที่ใช้งานได้จริง เช่น การมีหัวหน้างานที่พร้อมรับฟัง สร้างพื้นที่ที่เพื่อนร่วมงานสามารถพูดถึงประสบการณ์ยากๆ ได้โดยไม่ถูกตัดสิน ตลอดจนช่องทางขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญความขัดแย้งหรือพฤติกรรมก้าวร้าวที่กระทบกระเทือนจิตใจ เพราะสุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ที่สนับสนุนกันช่วยให้คนทำงานมีพื้นที่ระบายและกลับมาแสดงความรู้สึกโดยไม่ละเมิดบทบาทหน้าที่ สิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มพลังใจในการเผชิญงานด้านอารมณ์ให้แก่พนักงานได้มากกว่าที่คิด

และสาม สำหรับคนทำงาน การสำรวจ ‘ความพอดีระหว่างอารมณ์ของตนเองกับความต้องการทางอารมณ์จากงาน’ อย่างตรงไปตรงมาคือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือคนทำงานต้องถามตัวเองเป็นประจำว่างานที่ทำอยู่ กำลังเรียกร้องให้เราแสดงอารมณ์แบบไหน เราต้องฝืนตัวเองบ้างไหม ถ้าฝืนแล้วฝืนบ่อยแค่ไหน และเรายังสามารถทำหน้าที่นั้นภายใต้ขีดจำกัดของตนเองได้อยู่หรือเปล่า โดยหากคำตอบคือเราต้องสวมบทบาทที่ไม่ใช่ตัวเองอยู่แทบทุกวันจนจะไม่ไหวแล้ว นั่นอาจสะท้อนว่างานหรือบทบาทที่เราทำอยู่ไม่สอดคล้องกัน ดังนั้นการพูดคุยเพื่อขออิสระในการทำงานมากขึ้น หรือการลองใช้วิธีอื่นๆ อย่างการมองสถานการณ์จากมุมของอีกฝ่ายหรือการตีความเหตุการณ์บางอย่างใหม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการดูแลตนเองอย่างหนึ่ง ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอหรือความไม่เป็นมืออาชีพแต่อย่างใด

และจากทั้งหมดที่ว่ามา ถึงแม้เราอาจจะไม่ใช่คนที่ประสบกับปัญญาแรงงานทางอารมณ์ แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองภาพรวมให้กว้างกว่านั้นผ่านแว่นของหลักการนี้ เราจะพบความจริงอีกข้อหนึ่งที่ว่าเบื้องหลังรอยยิ้ม น้ำเสียงสุภาพ และคำว่า “ยินดีให้บริการ” ที่เราได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สิ่งเหล่านั้นอาจมีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่ไม่มีใครมองเห็นซ่อนอยู่ก็ได้ ดังนั้นการร่วมป้องกันผลเสียจึงไม่ควรจบลงที่การสอนให้คนทำงานเก็บอารมณ์ได้เก่งกว่าเดิม หรือการมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องของฉันเสียหน่อย แต่เป็นการมองเห็นและสนับสนุนทำให้พวกเขาเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองโดยลำพัง

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว งานที่ดี ไม่ควรเป็นงานที่วัดว่าใครสามารถซ่อนความรู้สึกได้แนบเนียนที่สุด

แต่ควรเป็นงานที่ไม่บังคับให้ใครต้องทิ้ง “ความเป็นมนุษย์” ไว้หน้าประตูก่อนเริ่มงานต่างหาก

อ้างอิง

Grandey, A. A. (2000). Emotion regulation in the workplace: A new way to conceptualize emotional labor. Journal of Occupational Health Psychology, 5(1), 95–110. doi.org/10.1037/1076-8998.5.1.95

Hülsheger, U. R., & Schewe, A. F. (2011). On the costs and benefits of emotional labor: A meta-analysis of three decades of research. Journal of Occupational Health Psychology, 16(3), 361–389. doi.org/10.1037/a0022876

Humphrey, R. H., Ashforth, B. E., & Diefendorff, J. M. (2015). The bright side of emotional labor. Journal of Organizational Behavior, 36(6), 749–769. https://doi.org/10.1002/job.2019

Jeung, D.-Y., Kim, C., & Chang, S.-J. (2018). Emotional labor and burnout: A review of the literature. Yonsei Medical Journal, 59(2), 187–193. https://doi.org/10.3349/ymj.2018.59.2.187

Morris, J. A., & Feldman, D. C. (1996). The dimensions, antecedents, and consequences of emotional labor. Academy of Management Review, 21(4), 986–1010. https://doi.org/10.5465/amr.1996.9704071861

Wharton, A. S. (2009). The sociology of emotional labor. Annual Review of Sociology, 35, 147–165. https://doi.org/10.1146/annurev-soc-070308-115944

La Marzocco เครื่องชงกาแฟอายุ 99 ปี ที่ยังคงใช้ช่างทำมือผลิตสินค้าจนทุกคาเฟ่ต้องมีใช้

นี่คือแบรนด์เครื่องชงกาแฟที่พลิกวงการกาแฟถึงสองครั้งด้วยนวัตกรรมที่พวกเขาสร้างขึ้น

และคือแบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่าอยู่เคียงข้างเหล่าบาริสต้ามาแล้วทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ก้าวแรกๆ ของสตาร์บัคส์ ยาวนานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ café culture ในปัจจุบัน

ทั้งความเก่าและความเก๋านี้เอง ที่ทำให้ ‘La Marzocco’ แบรนด์เครื่องชงกาแฟจากประเทศอิตาลีครองใจคนรักกาแฟทั่วโลก และกลายเป็นแบรนด์เครื่องชงกาแฟระดับพรีเมียมที่คอกาแฟต่างก็อยากครอบครอง จนสามารถขยายการส่งออกไปได้กว่า 120 ประเทศทั่วโลก และประเทศไทยก็กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น เพราะแบรนด์เพิ่งจะมาเปิดสาขาที่ไทยด้วย

ตลอด 99 ปีที่ผ่านมา La Marzocco ทำยังไงให้แบรนด์เติบโตได้อย่างโดดเด่นและยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเครื่องชงกาแฟที่มีทั้งคู่แข่งหน้าเก่าอันคุ้นเคยและหน้าใหม่ที่เข้ามาร่วมตลาดไม่เว้นวัน

เราขอชวนทุกคนย้อนเวลากลับไปตั้งแต่วันแรกแล้วร่วมเดินทางไปกับ La Marzocco จนถึงวันที่แบรนด์กำลังจะเดินทางเข้าสู่ขวบปีที่หนึ่งร้อยในอีกไม่ช้านี้ แล้วจะได้คำตอบเลยว่าทำไม La Marzocco ถึงเป็นแบรนด์ที่ครองใจคนรักกาแฟได้ยาวนานไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สองพี่น้องที่พลิกวงการกาแฟด้วยสองมือ

ในช่วงเวลาที่เทคนิคการชงกาแฟด้วยการใช้ผงคั่วบดละเอียด สกัดออกจากเครื่องด้วยน้ำร้อน หรือ ‘เอสเพรสโซ’ ถูกคิดค้นขึ้น นักธุรกิจหลายคนก็เริ่มกระโดดเข้าสู่ตลาดการชงกาแฟที่สะดวก รวดเร็ว และไม่นานเอสเพรสโซก็กลายเป็นเครื่องดื่มติดตลาดไปทั่วอิตาลี

แต่ต้องบอกก่อนว่า กาแฟเอสเพรสโซต้องใช้กระบวนการผลิตและชงที่ละเอียดอ่อน เพราะใช้แรงดันน้ำสูงดึงสารสกัดจากเมล็ดกาแฟออกมาในเวลาอันสั้น ทำให้ทุกขั้นตอนมีผลต่อรสชาติทันที ตั้งแต่การบดกาแฟที่ต้องทำละเอียดพอดี เพื่อไม่ให้เกิดรสปรี้ยวหรือขมผิดเพี้ยน ต้องกดอัดด้วยน้ำหนักที่สม่ำเสมอ เพื่อให้น้ำร้อนไหลผ่านผงกาแฟได้ทั่วถึงทุกจุด และต้องใช้เครื่องชงที่มีแรงดันมาตรฐาน ควบคุมความร้อนของน้ำให้คงที่ตลอดเวลา

นั่นคือเหตุผลที่เหล่านักธุรกิจด้านกาแฟต่างตามหาเครื่องชงที่ยังคงรักษามาตรฐานรสชาติกาแฟเอสเพรสโซได้ ทำให้ร้านเครื่องยนต์เล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองฟลอเรนซ์ได้รับการว่าจ้างให้ประดิษฐ์เครื่องชงกาแฟขึ้น

Giuseppe Bambi คือช่างเหล็กเจ้าของร้านเครื่องยนต์เล็กๆ คนนั้น เขาไม่ได้เป็นนักธุรกิจหรือบาริสต้า แต่เขาก็ได้รับการว่าจ้างจากนักธุรกิจรายหนึ่งนามว่า Ascanio Galletti ให้ผลิตเครื่องชงกาแฟหม้อต้มแนวตั้ง (vertical boiler) จากโปรเจกต์นี้เอง ทำให้เขาเริ่มหลงใหลการทำเครื่องชงกาแฟ จนได้หยิบสกิลการประดิษฐ์ของตนเองมาต่อยอด ร่วมหุ้นกับพี่ชาย Bruno Bambi ออกแบบโมเดลเครื่องชงกาแฟของตัวเองในปี 1927 พร้อมตั้งชื่อแบรนด์ว่า La Marzocco โดยเลือกใช้โลโก้รูปสิงโต ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองฟลอเรนซ์ บ้านเกิดของพวกเขา

แม้ในยามนั้นจะมีผู้ผลิตเครื่องชงกาแฟมากมายในท้องตลาด แต่สิ่งที่ทำให้ La Marzocco โดดเด่นไม่เหมือนใครก็คือการที่สองพี่น้องผลิตเครื่องชงกาแฟทุกเครื่องอย่างตั้งใจด้วยฝีมือของตัวเอง โดยเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และใส่ใจในทุกรายละเอียด ทำให้เครื่องชงกาแฟของพวกเขาออกมาสวย มีเอกลักษณ์ จนเกิดฐานลูกค้าประจำที่เข้ามาซื้อและให้ความเห็นในการพัฒนาเครื่องชงกาแฟอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งปี 1939 จูเซปเปก็ได้คิดค้นและจดสิทธิบัตรเครื่องชงกาแฟหม้อต้มแนวราบ (horizontal boiler) เครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของอุณหภูมิความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม ส่งผลให้เอสเพรสโซทุกช็อตถูกชงที่อุณหภูมิเท่ากันอย่างแม่นยำ เครื่องชงกาแฟนี้จึงกลายเป็นต้นแบบของเครื่องชงกาแฟในคาเฟ่ทั่วโลกในเวลาต่อมา เพราะมันถูกออกแบบมาให้สะดวกต่อการยืนชงกาแฟของเหล่าบาริสต้า ลดความเกะกะของหน้าร้าน และทำให้การชงกาแฟสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

แม้สงครามโลกครั้งที่สองจะทำให้สองพี่น้องต้องหยุดการผลิตเครื่องต้มกาแฟที่ว่า แต่พวกเขาก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป หลายปีต่อมาพี่น้อง Bambi จึงสามารถส่งเครื่องต้มกาแฟรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ท้องตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และอีกครั้งในปี 1971 La Marzocco ก็สามารถจดสิทธิบัตรเครื่องต้มกาแฟแบบหม้อต้มคู่ (dual-boiler system) ในชื่อ ‘Gruppo Saturo’ ได้สำเร็จ โดยเครื่องต้มกาแฟนี้ออกแบบมาให้หัวชงเชื่อมตรงกับหม้อต้ม และแยกฟังก์ชั่นการอุ่นและต้มออกจากกัน ทำให้บาริสต้ากะอุณภูมิในการชงได้ง่ายขึ้น นวัตกรรมนี้ทำให้ La Marzocco ขึ้นชื่อว่าสามารถชงเอสเพรสโซที่มีคุณภาพดีไม่เหมือนที่ไหน และทำให้แบรนด์เติบโตอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ในไม่กี่ปีให้หลัง La Marzocco ก็ได้กลายเป็นพาร์ตเนอร์กับสตาร์บัคส์ ขายเครื่องชงกาแฟให้กับแฟรนไชส์กาแฟชื่อดัง และอยู่ร่วมกับสตาร์บัคส์มายาวนานถึง 15 ปี

จะเรียกได้ว่า La Marzocco เป็นการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมและงานฝีมือของอิตาลี และสไตล์ความเป็นศิลปะในการออกแบบ จนเป็นเอกลักษณ์ที่กำหนดนิยามของวงการ specialty coffee ระดับโลกก็คงไม่ผิดนัก

ทุกโรงงานคือวันวานในเมืองฟลอเรนซ์

เพราะมีต้นกำเนิดในเมืองฟลอเรนซ์ที่รุ่มรวยไปด้วยช่างฝีมือมากคุณภาพ และแบรนด์ยังเกิดขึ้นจากช่างฝีมือที่ประกอบเครื่องชงกาแฟด้วยตนเอง ในวันที่ La Marzocco เติบโตไปจนกลายเป็นแบรนด์ขนาดใหญ่ที่บาริสต้าทั่วโลกต่างพูดถึง ทำให้เมืองฟลอเรนซ์อาจไม่มีพื้นที่มากพอจะรองรับการผลิต จนแบรนด์ต้องขยับขยายโรงงานและสายการผลิตออกไปสู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้เคียง และในที่สุดก็ไกลออกไปจนถึงต่างแดน แต่สิ่งหนึ่งที่แบรนด์ยังไม่เคยละทิ้งก็คือการผลิตเครื่องชงกาแฟด้วยเทคนิคเดิม 

จนถึงวันนี้เครื่องชงกาแฟทุกตัวของ La Marzocco จึงยังเกิดขึ้นจากการผลิต ประกอบ และทดสอบโดยช่างฝีมือที่มีคุณภาพ และยังทำทุกขั้นตอนให้ใกล้เคียงเดิมกับวันวานในเมืองฟลอเรนซ์มากที่สุด โดยไม่มีหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่เลยแม้แต่ขั้นตอนเดียว

ในโรงงานของ La Marzocco สเตชั่นทำงานจะถูกแบ่งอย่างเป็นสัดส่วนพร้อมช่างฝีมือประจำการในแต่ละจุด โดยแต่ละสเตชั่นถูกออกแบบมาเพื่อให้ช่างมองเห็นเครื่องชงกาแฟที่ตนเองต้องประกอบอย่างรอบด้าน เมื่อประกอบจุดหนึ่งเสร็จแล้วก็จะส่งต่อไปยังขั้นตอนถัดๆ ไป และเนื่องจากทุกขั้นตอนยังทำโดยแรงงานมนุษย์ การตรวจสอบระบบจึงเกิดขึ้นแทบจะตลอดกระบวนการ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco จะไปถึงมือลูกค้าในสภาพและคุณภาพดีที่สุด

ความพิเศษก็คือช่างฝีมือในโรงงานของ La Marzocco ทุกคนจะได้รับการเทรนด์ให้ทำงานได้ในทุกขั้นตอน เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจระบบการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ และสามารถทำงานแทนที่กันได้โดยไม่ติดขัด

ไปให้ไกลทั่วโลก แล้วค่อยๆ กลับมาเติบโตในบ้าน

ในปัจจุบัน เครื่องชงกาแฟของ La Marzocco ได้ออกเดินทางไกลจากฟลอเรนซ์ ไปถึงมือบาริสต้าและคนรักกาแฟแล้วกว่า 120 ประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดหลักคือกลุ่มคนรักกาแฟสเปเชียลตีในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในวันที่แบรนด์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ อิตาลีกลับกลายเป็นเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เล็กๆ ของยอดขายทั้งหมด

แผนการของ La Marzocco จึงเป็นการพาแบรนด์กลับบ้าน

สิ่งที่แบรนด์เลือกทำคือการหันกลับมาลงทุนกับตลาดในบ้านอีกครั้ง โดยเริ่มจากการเปิดออฟฟิศการขาย และโกดังในเมืองมิลานในปี 2002 และเริ่มต่อยอดกิจกรรมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2009 เพื่อให้แบรนด์ใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้าชาวอิตาลีมากขึ้น พร้อมกันนี้แบรนด์ยังเริ่มลงไปทำกิจกรรมกับนักคั่วกาแฟและร้านกาแฟอิสระในเมือง เพื่อให้คนกลุ่มนี้เห็นว่า La Marzocco อยู่ใกล้ชิดและพร้อมจะสนับสนุนการผลิตกาแฟที่ตั้งต้นจากความใส่ใจของเหล่าบาริสต้าทุกคน

อีกแผนการที่ La Marzocco ทำได้อย่างเนียบเนียนก็คือการแฝงตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลงานศิลปะในอิตาลี เช่น ในงาน Milan Design Week ที่แบรนด์ได้ร่วมงานกับดีไซเนอร์หลายแขนง ร่วมกันออกแบบเครื่องชงกาแฟรุ่นพิเศษ หรือเปิดมุมทดลองกาแฟให้ผู้ที่เข้ามาร่วมงาน สิ่งเหล่านี้เองทำให้ภาพจำของแบรนด์ La Marzocco ในฐานะแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดจากอิตาลี ซึ่งให้ความสำคัญกับงานคราฟต์และมองการชงกาแฟเป็นศิลปะนั้นชัดเจนมากขึ้น จนทำให้แบรนด์กลับมาเติบโตขึ้นทีละเล็กละน้อยในตลาดบ้านเกิดอีกครั้ง

 La Marzocco ไม่ใช่แค่เครื่องชงกาแฟ แต่คือไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม

ถึงจะเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความพรีเมียมอยู่แล้ว แต่เพื่อที่จะขยับไปอีกขั้นให้แบรนด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าไลฟ์สไตล์สุดหรูระดับโลก La Marzocco จึงเลือกใช้จุดเด่นของตัวเองซึ่งก็คือความเป็นตำนานและความคราฟต์ จับมือกับแบรนด์พรีเมียมแขนงต่างๆ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องเดียวกัน 

ความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เครื่องชงกาแฟที่ประดับโลโก้ของแบรนด์พาร์ทเนอร์ แต่เป็นสินค้าไลน์อื่นๆ ที่ต่อยอดในจักรวาลกาแฟ เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่รักทั้งตัวแบรนด์และการดื่มกาแฟ เช่น การร่วมงานกับ POLSPOTTEN แบรนด์เครื่องปั้นเซรามิกจากอัสเตอร์ดัม ที่โดดเด่นเรื่องการทำงานกับช่างศิลป์ท้องถิ่นทั่วโลก ร่วมกันออกแบบแก้วกาแฟเอสเพรสโซสีสดสี่สี ซึ่งเป็นสีเดียวกับเครื่องชงกาแฟรุ่น Linea Mini และ Linea Micra เครื่องชงกาแฟสำหรับชงที่บ้าน ให้ใครที่จับจองเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco ได้มีชุดแก้วกาแฟที่เข้าคู่กัน

หรือการร่วมงานกับ Victorinox แบรนด์มีดพับที่ระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ ที่เห็นคุณค่าในการทำงานคราฟต์และงานที่ใส่ใจในรายละเอียด ทั้งสองแบรนด์ได้จับมือกันออกแบบมีดพับรุ่นพิเศษที่กลายเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์สำหรับการชงกาแฟ เช่น ที่ไขเครื่องชงกาแฟ แท่งเหล็กสำหรับเปิดตะกร้ากรอง มีดช่วยเปิดถุงกาแฟ และเครื่องมืออื่นๆ ที่ทำให้การทำกาแฟง่ายขึ้นเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ La Marzocco ยังเคยก้าวออกไปร่วมงานกับเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland ด้วยการออกแบบเครื่องชงกาแฟดีไซน์ใหม่ที่หยิบเอารูปทรงเรขาคณิตและฟอร์มต่างๆ จากธรรมชาติ มาประกอบเข้ากับตัวเครื่องเพื่อสะท้อนธีมของงาน โดยความแปลกใหม่ก็คือ La Marzocco ได้เชิญช่างฝีมือมาตัดเหล็กที่ใช้ในการตกแต่งเครื่องในงาน ทำให้ผู้ที่แวะเวียนมาได้สัมผัสประสบการณ์การประกอบเครื่องชงกาแฟสดๆ ตรงหน้าคล้ายกับตอนอยู่ในโรงงาน พร้อมทั้งเปิดบูธให้ผู้เข้าร่วมงานมาชิมกาแฟ จนทำให้เกิดพื้นที่เล็กๆ สำหรับคอกาแฟ (ที่รักเสียงเพลง) ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน

จากบาริสต้าสู่โฮมบาริสต้ากับเครื่องชงกาแฟที่ใครๆ ก็อยากมีไว้ที่บ้าน

แม้ La Marzocco จะเป็นที่นิยมและที่รู้จักในฐานะเครื่องชงกาแฟสำหรับร้านค้า แต่การเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดเข้าสู่ยุคคลื่นลูกที่สาม (Third Wave) ของวงการกาแฟตั้งแต่ช่วงปลายปี 90 ที่ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการกินกาแฟที่มีแหล่งที่มาและมีกระบวนการผลิตที่ใส่ใจมากขึ้น ยิ่งดันให้ La Marzocco ซึ่งมีกระบวนการผลิตคล้ายงานศิลปะนั้นโดดเด่นยิ่งขึ้น แบรนด์เองเริ่มมองว่าไม่เพียงแค่เจ้าของคาเฟ่ต่างๆ เท่านั้นที่จะสนใจเครื่องชงกาแฟระดับพรีเมียม แต่คอกาแฟประจำบ้านก็ยังเป็นอีกหนึ่งกลุ่มลูกค้าที่น่าจับตามอง

อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาที่สูงกว่าเครื่องชงกาแฟทั่วไปจึงไม่ง่ายนักที่แบรนด์จะจับลูกค้าผู้รักการชงกาแฟที่บ้านได้ทุกกลุ่ม La Marzocco จึงวางตัวเองให้พิเศษกว่าการเป็นเครื่องชงกาแฟทั่วไป แต่มองไกลไปถึงการเป็นอุปกรณ์ครัวดีไซน์สวยที่จะชงกาแฟให้อร่อยก็ได้ หรือจะประดับห้องครัวให้มีสีสันก็ดี

สิ่งที่ La Marzocco ทำ จึงเป็นการเพิ่มความหลากหลายของเครื่องชงกาแฟ ทั้งสี ขนาด และวัสดุ เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการซื้อเครื่องชงกาแฟที่เข้ากับบ้านของตนเองมากที่สุด โดยลูกค้าสามารถเลือกประกอบตัวเครื่องที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้ผ่านเว็บไซต์ La Marzocco Home ซึ่งในเว็บไซต์ไม่ได้ขายแค่เครื่องชงกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการชงกาแฟง่ายๆ ให้เหล่าโฮมบาริสต้าได้เข้ามาอ่าน และทดลองนำไปใช้เพื่อให้เครื่องชงกาแฟทำงานออกมาอย่างมีคุณภาพสูงสุดด้วย

นอกจากนี้แบรนด์ยังเพิ่มความน่ารักด้วยการทำให้ผู้ซื้อรู้สึกเหมือนได้รับของที่ขนส่งมาจากฟลอเรนซ์ตรงถึงบ้าน ด้วยการออกแบบกล่องของเครื่องชงกาแฟขนาดเล็กสำหรับใช้ที่บ้านให้เหมือนกล่องพัสดุที่ขนส่งมาผ่านเรือ

ท้ายที่สุด เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนเมืองอย่างแท้จริง La Marzocco ยังได้เปิดคาเฟ่ในเมืองใหญ่ที่เป็นตลาดสำคัญอย่างซีแอทเทิล เพื่อให้ผู้คนได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่าเครื่องชงกาแฟของ La Marzocco นั้นโดดเด่นและแตกต่างอย่างไรก่อนตัดสินใจซื้อ พร้อมเปิดคลาสให้เหล่าบาริสต้าที่มาลองชงกาแฟและใช้ตัวเครื่องไปพร้อมกัน ถือเป็นการพาเครื่องชงกาแฟที่เห็นได้ในเว็บไซต์ออกมาให้ลูกค้าได้ลองสัมผัสจริง

“คุณสามารถเรียนรู้เทคนิคได้ แต่ความหลงใหลนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณมีความทุ่มเท ความรัก ความภาคภูมิใจ และความเคารพต่องานของคุณเท่านั้น” 

ทุกสิ่งที่ La Marzocco พยายามทำคงสรุปออกมาได้สั้นๆ ตามคำกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นความเชื่อที่แบรนด์ยึดถือมาตลอด 99 ปี เพราะต่อให้วงการกาแฟจะมีการแข่งขันสูงสักแค่ไหน หรือต่อให้เทคโนโลยีการผลิตพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดเพียงใด สิ่งสำคัญที่ทำให้ La Marzocco ยังคงโดดเด่นในตลาดเครื่องชงกาแฟจนถึงทุกวันนี้คงหนีไม่พ้นความรักและความเคารพต่อศิลปะการชงกาแฟ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่เหล่าบาริสต้าต่างมองหา

ที่มา:

The Goodcery เชียงใหม่ 4 ปีของธุรกิจสร้างคอมมิวนิตี้ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายในต่างจังหวัด

จะดีแค่ไหน หากในเมืองมีสถานที่สักแห่งที่รวบรวมร้านค้าหลากหลายอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผ่านการออกแบบพื้นที่อย่างดี โดยไม่ต้องพึ่งพาวันหยุดแค่ในห้าง หรือจบแค่ในร้านกาแฟ

หากเป็นในกรุงเทพมหานคร พื้นที่ดังกล่าวอาจมีตัวเลือกมากมาย แต่ในเชียงใหม่ น้ำตาล–ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร มองว่ายังน้อยมาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง The Goodcery เมื่อสี่ปีก่อน เพื่อเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวบรวมวัตถุดิบจากทั่วทุกภูมิภาคมาวางขาย และทำหน้าที่เป็นพื้นที่รวมคอมมิวนิตี้ของร้านที่มีคาแร็กเตอร์และแนวความคิดในทางเดียวกัน เป็นทางเลือกให้คนได้เข้ามาใช้บริการ 

แต่การสร้างพื้นที่เช่นนี้ในเชียงใหม่อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเงื่อนไขและปัจจัยมากมาย

สี่ปีที่ผ่านมาจึงไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตาของร้านค้าใน The Goodcery แต่เปลี่ยนวิธีคิดของภัทรานิษฐ์ในการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพื้นที่คอมมิวนิตี้ไปด้วย

แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือความคิดความเชื่อที่อยากสร้างพื้นที่ให้คนมาใช้เวลาร่วมกัน และผลักดันให้เชียงใหม่มีพื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นอีก

คอลัมน์ Micro Wave รอบนี้ เราชวนภัทรานิษฐ์มาสนทนาในวันที่ The Goodcery กำลังก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 5 ถึงแรงผลักดันของการสร้างพื้นที่คอมมิวนิตี้ในจังหวัดเชียงใหม่ และมุมมองที่เปลี่ยนไป ในวันที่เผชิญหน้ากับความเป็นจริงเรื่องอุดมการณ์กับการทำธุรกิจ

เจตจำนงของการสร้างพื้นที่ให้ทุกคนมาใช้ร่วมกัน

“หลายคนอาจจำ The Goodcery ได้จากการเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่รวมวัตถุดิบท้องถิ่นจากทั่วประเทศมาวางขาย หรือบางคนอาจจำว่าเป็นร้านกาแฟ แต่ย้อนกลับไปคอนเซปต์แรก เริ่มจากไอเดียที่เราจะพาร้านหลายๆ ร้านมาอยู่ด้วยกัน โดยไม่ได้พยายามจะเป็นร้านใดร้านหนึ่ง ทั้ง Goodcery ที่เป็นร้านขายของชำ มีร้านกาแฟ Taste และก็มีร้านอาหารที่นำวัตถุดิบของ Goodcery มาใช้” 

“ตอนนั้น The Goodcery ค่อนข้างจะได้รับความสนใจเยอะ เพราะดูเป็นคอนเซปต์ใหม่ สินค้าที่วางขายก็ดูน่าตื่นเต้น แต่ปัญหาคือ ตอนนั้นคนมีภาพจำว่า The Goodcery คือคาเฟ่ ไม่ได้มองเป็นพื้นที่ที่มีทั้งอาหาร คาเฟ่ แต่เจตจำนงของเราคือการให้ทั้งคนที่เป็นผู้ประกอบการ คนขายของ ผู้บริโภค ผู้คนที่มาใช้พื้นที่ร่วมกัน”

“เราคิดว่า ก่อนหน้านั้นยังไม่มีการทำพื้นที่แบบที่เดินเข้ามาแล้วเห็น มีขายของ มีอาหาร มีคาเฟ่ในเชียงใหม่เยอะเท่าไหร่ คนจะเห็นเป็นคาเฟ่อย่างเดียว แต่เราคิดว่า โอเค เห็นเป็นคาเฟ่ก็ไม่เป็นไร เพราะผลพลอยได้คือคนเดินเข้ามาเพื่อกินกาแฟ และได้เห็นอย่างอื่นด้วย”

“หลังจากนั้น The Goodcery ก็ดำเนินไป บางครั้งคนมาเที่ยวก็มาซื้อของฝาก มากินกาแฟ กินข้าว กลายเป็นว่าดึงความต้องการที่หลากหลายเข้ามาในพื้นที่”

การสื่อสารและสร้างพื้นที่ที่ตอบโจทย์คนในเมืองอย่างแท้จริง

“ความยากคือการสื่อสารว่าพื้นที่แบบนี้คืออะไร แล้วจะออกแบบตัวเองกับที่นี่ยังไง นอกจากมานั่งกินกาแฟ มานั่งคุยกับเพื่อน มานั่งกินข้าว ทำอะไรได้อีก เพราะความจริงแล้วพื้นฐานของการเริ่มต้นตรงนี้คือ พอเราได้พื้นที่มา เราไม่ได้เอาพื้นที่เป็นตัวตั้งแล้วคิดธุรกิจเข้าไปจับ แต่เรามีธุรกิจ มีความต้องการในหัว มี pain point อยู่แล้ว”

“แต่พอหลังจากนั้นมันคือโจทย์ทั้งหมดในการสร้าง ecosystem ของเมืองให้เกิดขึ้น ดังนั้นเราเลยจับวางทุกอย่างให้เป็นแบบนี้ หมายถึงว่ามีร้านแบบไหนในที่เราเลือกมาลงในพื้นที่บ้าง แต่มันก็ผ่านการทดลองมาหลายรูปแบบนะ ต้องคอยทดลองอยู่ตลอดว่า แบบไหนถึงจะใช่”

“ในความเป็นจริง สมมติคอนเซปต์ดี เรามีความตั้งใจจริง คุมคุณภาพได้จริง แต่หากมันไม่เดินไปกับผู้คนในเมือง มันจะตอบโจทย์อะไร แล้วตอบโจทย์คนส่วนใหญ่แบบไหน ก็ต้องปรับไปอีก ย่อยลงไปอีก ทำการทดลองและความเข้าใจทุกวันจนถึงตอนนี้”

เพราะเชียงใหม่ต้องมีพื้นที่แบบนี้

“เชียงใหม่ไม่มีพื้นที่แบบนี้เลยคือปัจจัยหลัก อีกอย่างคือเราเป็นแม่ เรามีลูก ตอนที่เริ่มทำ The Goodcery ลูกก็ยังเด็กอยู่ มันคือแรงขับเคลื่อนที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับลูก ให้กับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ พ่อเราก็วัยเกษียณ แต่ทำไมพ่อแม่ไม่มีที่ไปพักผ่อนบ้าง พออยู่ในเมือง เรารู้สึกว่าตัวเองมีคำถามกับทุกอย่างไปหมด”  

“ทีนี้เรามีต้นทุนคือมีพื้นที่ แต่พื้นที่ของเราไม่ใช่สาธารณะ คนเข้ามาต้องจ่ายเงิน ซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของคนเชียงใหม่ เพราะคนเชียงใหม่ไม่ได้จับจ่ายกันเยอะขนาดนั้น อันนี้ไม่ได้พูดถึงนักท่องเที่ยวนะ เราเลยอยากทำให้คนเชียงใหม่เข้ามาซื้อกาแฟ 60 บาทก็ใช้พื้นที่ไปเลย อาจจะไม่มีปลั๊ก และพื้นที่สำหรับ working space เพราะเราไม่ได้อยากมุ่งเน้นความเป็น working space ขนาดนั้น ซึ่งก็อาจจะยังยากอยู่”

“ตอนที่มี The Goodcery ก็เป็นความชอบกับความเนิร์ดของตัวเองที่เสาะหาวัตถุดิบต่างๆ มีร้านนู้นร้านนี้เหมือนตอบแพสชั่นของตัวเอง แต่อาจจะสวนทางกับการทำธุรกิจนิดหนึ่ง คนอาจจะมองว่าเป็น social enterprise ก็ได้ แต่เราไม่ได้มองว่าตัวเองเป็น social enterprise ขนาดนั้น เรายังอยากได้กำไรจากสิ่งนี้ แต่สุดท้ายโมเดลมันออกมาเป็นรูปแบบนั้น ก็ต้องยอมรับว่ามันอยู่ยาก แต่เราเก็บทดไว้ในใจ ว่ามันยังไม่หายไปไหน แต่จะออกมารูปแบบไหนก็ต้องแก้โจทย์ต่อ” 

ดึงดูดคนทำธุรกิจที่มีความเชื่อเดียวกัน

“เรากลับมาดูว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในมือคือคอนเนกชั่นที่มี ก่อนหน้านี้เราเคยทำบริษัทเป็น distributor ดังนั้นเพื่อนฝูงที่อยู่ใน F&B ก็เยอะ เราเลยคิดว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องมีอาหารสบายๆ ง่ายๆ หรือได้กลุ่มคนที่มีฐานลูกค้า สุดท้ายก็มาเจอร้าน NIYOM ซึ่งเป็นเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้ว เขาก็อยากมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มันตอบโจทย์เราคือเขาเป็นอาหารไทยที่ไม่ต้องคิดเยอะ ไข่พะโล้ แกงปู มีเท่านี้ก็แฮปปี้ เป็นเมนูที่ตรงโจทย์ของเรา เลยชวนมาอยู่ด้วย” 

“วิธีการเลือกร้านของเราเลยเหมือนการดึงดูด เราอยากได้คนแบบไหน อยากเจอคนแบบไหน ก็ดึงคนแบบนั้นเข้ามา ดึงคอมมิวนิตี้เข้ามา เป็นคนที่มีความคิดเหมือนกัน”

“ต่อมาคือร้าน &Then มันมาจากความคิดที่เรามองว่า ต้องเอาวัตถุดิบ เอาภาพความคิดวุ่นวายในหัวออกมาเป็นอาหารให้ได้สิ ซึ่งมีอยู่วันหนึ่ง ทำอีเวนต์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ มีวงเสวนาและทำอาหารตามตำราของท่าน วันนั้นเชฟทริช (Trish) ร้าน &Then มาด้วยเพราะอยากฟังทั้งที่ไม่เข้าใจภาษาไทย แล้วได้รู้จักกัน คุยกันรู้เรื่อง แล้วรู้สึกว่าอาหารพม่าน่าสนใจ เลยลองชวนมาทำด้วยกัน”

“ตอนแรกทำเป็นอีเวนต์อาหารพม่า คนจองเต็ม ผลตอบรับดี เห็นแนวทางว่าคนน่าจะสนใจก็เลยคุยกันต่อ จนออกมาเป็นร้าน And then we drink ร้านอาหารฟิวชั่นล้านนา-พม่า ไวน์บาร์ที่เป็นพื้นที่เล่าเรื่องวัฒนธรรมร่วมสมัยของเชียงใหม่”

“พอทำไปได้หนึ่งปีก็คิดว่ามันยังไปต่อได้อีกไหม เลยมานั่งคุยกัน ได้เป็นคอนเซปต์ของร้าน And then we drink ปีที่ 2 จนถึงวันนี้จะเข้าปีที่ 3 จนกลายเป็นอาหารล้านนา Burmese cuisine คือผสมผสานความเป็นล้านนากับพม่า โดยเอาประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา มาตีความทุกอย่างออกมาเป็นอาหาร นี่คือความภาคภูมิใจมากว่า And then we drink คือมาสเตอร์พีซที่ตรงกับทุกอย่างใน ecosystem ของ The Goodcery”

ให้คนเล็กคนน้อยอยู่ในสปอตไลต์

“เรารู้สึกว่าตอนนี้พื้นที่ค่อนข้างลงตัว เพราะมันตรงกับสิ่งที่ทำ คืออยากผลักการใช้พื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพราะตอนนี้เรารู้สึกว่าร้านลงตัวแล้ว ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรกับมัน ทุกคนก็อยู่ของตัวเองได้ มีลูกค้า มีฐานแฟนของตัวเอง ทีนี้ก็เหลือแค่การออกแบบการใช้พื้นที่ ซึ่งมันก็ยังเป็นโจทย์วันแรกจนถึงวันนี้ว่าพื้นที่ของเราทำอะไรได้บ้าง”

“ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังต้องทำเรื่อยๆ เราเปิดพื้นที่ชั้น 2 ให้เช่าเป็นบาร์ชื่อ Doplace บาร์ที่มีความอบอุ่น เป็นห้องที่คุณจะทำอะไรก็ได้ เป็น activity room โดยที่เซตอัพออกมาให้รู้สึกสบายที่สุด ส่วนชั้น 3 เป็นสตูดิโอของศิลปินอีกท่านหนึ่ง”

“โซนอื่นๆ ก็จะมี Mani-Tabi ของคนญี่ปุ่น เป็นบริษัททัวร์ที่พาคนญี่ปุ่นไปทัวร์กับชุมชนย่อยๆ ต่างๆ ในเชียงใหม่ แล้วก็มีของขายจากชนเผ่า สิ่งที่เขาทำอยู่ตอนนี้ก็ตรงกับสิ่งที่เราพยายามทำ คือการดึงเอาคนเล็กคนน้อยออกมาอยู่ในสปอตไลต์ เราเลยมองว่าพวกเราทุกคนอยู่ที่ตรงนี้คือคนที่จะช่วยกันทำอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นในเชียงใหม่ได้”

“เพราะก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนอื่น เมื่อก่อนเราจะคิดตลอดว่าเฮ้ย จะทำอันนั้นมาใส่ เอาอันนี้มาใส่ แต่ตอนนี้เริ่มคิดว่า คนที่มาอยู่กับเราตอนนี้โอเคทุกอย่าง มีเอกลักษณ์รูปแบบของตัวเอง แต่มีแนวทางเดียวกัน ตอนนี้ทุกคนดูกลืนกัน เลยคิดว่าอาจจะถึงเวลาที่ The Goodcery จะได้ทำอะไรที่มาจากผู้คนที่อยู่ด้วยกันตรงนี้”

“เหมือนเราเจอแนวทางที่ควรจะเป็น ที่ไม่ได้แตกแถว และยังอยู่ในเป้าหมาย และไม่ใช่เราคนเดียวที่จะต้องทำ เรายังได้การซัพพอร์ตจากคนที่อยู่ด้วยกันตรงนี้ เรามีความเชื่อเดียวกัน นี่คือคอมมิวนิตี้ของเรา แล้วแต่ละร้านก็มีคอมมิวนิตี้ของตัวเองที่คอยซัพพอร์ตอีก”

พื้นฐานธุรกิจจากความเป็น active citizen

“ต้องบอกว่าเรามีความเป็นนักการเมืองและนักประวัติศาสตร์สูง ด้วยพื้นฐานการมองโลกของเราที่ถูกสั่งสอนให้เป็นคนมองโลกเป็นระบบแบบนี้ คือให้มองเชื่อมโยง หาจุดอะไร หลักฐานคืออะไร พิสูจน์หลักฐาน แล้วหาทางแก้ไข” 

“เรามีแพสชั่นเกี่ยวกับการเมืองค่อนข้างเยอะ เพราะเรารู้สึกว่ามันคือปัจจัยหลักที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น ด้วยพื้นฐานที่เราเรียนประวัติศาสตร์ เราก็มีความเป็น active citizen สูงมาก ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับความเป็นการเมืองสูงไปด้วย แล้วพอเรามาทำธุรกิจ ซึ่งมันก็เป็นคือพื้นฐานของการทำงานธุรกิจของเรา เพราะมันคือโลกทัศน์ของการใช้ชีวิตและเลือกอาชีพของเรา” 

“ทีนี้พอเวลาได้เดินทางและได้เห็นบ้านเมืองอื่น เช่น เราเดินทางไปอังกฤษและเห็นสวนสาธารณะ ก็จะคิดว่า สวนลักษณะนี้ที่บ้านเราคือที่ไหน แบบที่ไม่ต้องมีอะไรไปจับวาง ไม่ต้องมีของเล่นไปวางให้เด็กต้องเล่น ไม่ได้ถูกจับวางและโดนสร้างเลย์เอาต์หรือดีไซน์ออกมาให้คุณต้องทำอะไร แต่เป็นพื้นที่เปล่าที่จะทำอะไรก็ทำ เรารู้สึกว่าความคิดสร้างสรรค์มันเกิดขึ้นจากการมีพื้นที่ว่างเปล่า และมีแค่หญ้า น้ำ ลม”

“นี่คือสิ่งที่เราเห็นแล้วเก็บมาคิดว่าจะหาสถานที่ที่เป็นสวนสาธารณะที่ไม่ได้มีการจัดวางอะไรที่ไหนในเชียงใหม่ ซึ่งที่เชียงใหม่ช่วงหลังก็จะมีอ่างแก้ว หรือสวน อบจ. สวนรถไฟ ที่คนนิยมไป ฉะนั้นเราเชื่อว่าความต้องการของคนเชียงใหม่ที่ต้องการพื้นที่สาธารณะแบบธรรมดาๆ มันยังมี และควรจะมีเพิ่มอีกเรื่อยๆ”

“การได้เห็นสิ่งต่างๆ มันคือโลกทัศน์ที่เราเดินทางและไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เลยคิดว่าถ้าทำธุรกิจ ก็ต้องเป็นธุรกิจที่ทำแล้วเรายังเชื่อกับมันอยู่ทุกวัน ถึงแม้มันจะยากเหลือเกิน”

“ฉะนั้นเราก็จะเป็น active citizen ที่บาลานซ์ตัวเองด้วยความเข้าใจด้วย คือยังต้องสู้ ต้องยึดถือความถูกต้อง ต้องเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงสังคมอยู่ แต่ด้วยความเข้าใจว่า ปัจจัยทุกอย่างคืออะไร เราทำอะไรได้ ทำแบบที่เราก็ยังมีความสุขกับการใช้ชีวิต ไม่สุดขั้วกับมันจนใช้ชีวิตไม่ได้ ลดอีโก้ ลดทุกอย่าง ลดความคิดที่จะต่อสู้แบบไร้ทิศทาง เป็นต่อสู้แบบมีกลยุทธ์ แล้วค่อยๆ ดำเนินมันไป ยอมรับความจริงว่าธรรมชาติเป็นยังไง”

ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่เกิดขึ้นยาก

“ถ้าถามว่าทำยังไงให้มีพื้นที่ มันเป็นเรื่องง่าย คุณแค่สร้างพื้นที่แล้วเอาอันนั้นอันนี้มาโยนใส่แล้วทำออกมา ถ้าทำดีได้ก็ดีเลย มันคือทางเลือกของการใช้ชีวิตที่ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” 

“บริบทของความยาก-ง่ายมันอยู่ที่บริบทของที่ตั้ง ในแง่ทั้งจังหวัด และจุดตำแหน่งของที่ตรงนั้นด้วย เราพูดถึงตัวใหญ่อย่างจังหวัด ถ้าเป็นจังหวัดเชียงใหม่ อย่างที่รู้ไม่ได้ง่าย ถ้าจะทำให้ชุมชนไปเลยก็ต้องเป็นแบบนั้น ถ้าจะให้เป็นคนโลคอลไปเลย ก็ต้องเป็นแบบนี้ หรือถ้าเป็นเจนฯ แบบพวกเราที่ได้รับการศึกษาแล้วก็อาจจะเป็นแบบหนึ่ง นักท่องเที่ยวแบบหนึ่ง แต่การที่จะเอาทั้งหมดมาอยู่ด้วยกันได้คือความยาก แล้วความเป็นเชียงใหม่อาจติดเรื่องไม่จับจ่ายใช้สอยของแพง รายได้ต่ำ การจ้างงานต่ำ”

“อีกข้อคือเรื่องผู้ให้เช่าที่ในเชียงใหม่ที่ไม่ได้มีการควบคุม คือกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เช่าและผู้ให้เช่าพื้นที่ก็ยังไม่มี ราคาของการให้เช่าก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการต่อรอง สุดท้ายเหมือนเป็นการผลักภาระให้กับคนที่ไปเช่ากับผู้ให้เช่า ซึ่งก็ไม่เสี่ยงอะไรอยู่แล้ว ไม่มีเราก็อยู่ได้ ไม่มีเราก็มีคนมาเช่าใหม่ ไม่มีเราก็มีคนจีนมาเช่าต่อ แล้วสุดท้ายเราก็ต้องเสียพื้นที่ดีๆ ไปให้กับอะไรอย่างอื่น เพราะเราไม่มีเงิน สิ่งนี้ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นยาก”

อุดมการณ์กับธุรกิจที่ต้องเดินไปพร้อมกัน

“เราอยากชวนมานึกถึงคำว่าอุดมการณ์ในความคิดของผู้ประกอบการในไทยตอนนี้ มันกลายเป็นว่าถูกหยิบขึ้นมาเพื่อเสิร์ฟให้นโยบายรัฐเช็ก KPI ไปสร้างที่ทางในตลาดโลก เพื่อทั้งหมดถูกป้อนให้กับสัดส่วนการใช้จ่ายของชนชั้นกลางและสูง มีแต่คนกระจุกเดียวที่เสพได้และเข้าใจ อันนี้คือการนำไปใช้ที่เราว่ามันลักลั่นอยู่” 

“แต่ยังมีข้อดีคือการเลื่อนชั้นของธุรกิจให้เติบโต และมันเป็นพื้นฐานที่ดีของการสร้างศีลธรรมทางด้านธุรกิจ เราแอบหวังว่าการใช้อุดมการณ์ที่เจตนาดีคือการสร้างนิสัยของการเป็นผู้ประกอบการที่รับผิดชอบมากๆ ต่อระบบนิเวศโดยรวม ซึ่งมันควรส่งเสริมต่อไป” 

“แต่ข้อจำกัดของมันอีกเรื่องคือการแตะคำว่าอุดมการณ์ที่ถูกใช้ในโครงสร้างสังคมไทย มันกีดกันบาง sector ออกไปจากระบบ โดยจะไม่มีคำอธิบายให้กับ sector ตรงนั้นว่า ‘มีอุดมการณ์’ ซึ่งอันนี้สอดคล้องกับที่บอกไปว่าจริงๆ คำนี้มันอยู่ในหลักการของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกรูปแบบ ทุกขนาด แต่หากเราไม่เรียกมันสวยมากจนจับต้องไม่ได้ เราก็จะมีโอกาสเข้าใจอุดมการณ์ของทุก sector ในไทย ซึ่งตรงนี้มันจะเป็นพลังและคลื่นใต้น้ำเงียบๆ ที่จะเปิดโอกาสให้ตลาดการค้าของไทยผูกขาดน้อยลง เป็นหลักที่เราค่อยๆ แตะให้โอกาสการค้า ส่วนแบ่งการตลาดเกิดขึ้นได้เพียงแค่เราย่อยคำนิยามใหญ่ๆ ลง เพื่อจับต้องความเข้าใจภาพรวมของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและระดับชาติได้”

“โดยความคิดตรงนี้ พอเรากะเทาะเจอมันเรื่อยๆ มันเลยประกอบให้เราเข้าใจระบบ แล้วเราก็ขยับปรับตัวเอง กับธุรกิจและกับเครือข่ายที่เราเลือกจะอยู่ในวงจรด้วยกัน เป้าหมายคือเราต้องสุขใจ เราต้องไม่ทำใครเดือดร้อนและพอจะมีแรงเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้”

อ่านแนวคิดจากคนของ 7-Eleven ในวันที่เศรษฐกิจและโลกจะขับเคลื่อนได้ ‘มนุษย์’ ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอีกหนึ่งกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือเหล่าแรงงานมนุษย์ ผู้ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองเล็กๆ อยู่ในระบบขนาดใหญ่

ดังนั้นวันที่การแข่งขันของตลาดแรงงานสูงขึ้น การปรับตัว รีสกิล (reskill) อัพสกิล (upskill) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ และโอกาสในอนาคตข้างหน้าอยู่เสมอ

จึงเป็นเหตุให้ ในงาน ‘GCNT Business Playbook เคล็ดลับการพลิกวิกฤต’ สู่ ‘โอกาสแห่งความยั่งยืน’ จากสมาชิก GCNT ได้จัดเวที ‘The Opportunity Equation : From Education to Decent Work เปิดสมการโอกาส จากการศึกษาสู่การมีงานที่มีคุณค่าในทุกช่วงวัย’ โดยเชิญ แก้ว–ธันยาภรณ์ ชูนวล ผู้ร่วมบริหารธุรกิจร้าน 7- Eleven สาขาคู้บอน 30 และอุบล แป้นเขียว พนักงานร้าน 7- Eleven ในโครงการผู้ใหญ่ใจดี มาเล่าประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวว่า คำว่า ‘โอกาส’ มีพลังจนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ยังไง เหตุใดการศึกษาจึงยังสำคัญในปัจจุบัน ตลาดแรงงานที่มีช่วงอายุวัยแตกต่างกัน วันนี้พวกเขาปรับตัวเข้าหากันด้วยวิธีไหน เราชวนมาหาคำตอบพร้อมกันที่ด้านล่างนี้

มีวันนี้ เพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘โอกาส’

หัวข้อแรกที่ทั้งคู่เล่าให้เราฟัง  คือโอกาสและจุดเริ่มต้นของการได้มาทำงานร่วมกับ CP ALL โดยธันยาภรณ์เล่าว่า เดิมทีเธอเป็นเด็กต่างจังหวัด ที่มีโอกาสได้รับทุนเข้ามาศึกษาคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ จากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ก่อนจะได้มาร่วมงานกับทาง CP ALL ในฐานะ Store Partner หรือผู้ร่วมบริหารธุรกิจร้าน 7- Eleven สาขาคู้บอน 30 ตั้งแต่วัย 23 ปี วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่หลายคนยังไม่กล้าตัดสินใจลงหลักปักฐานในธุรกิจใดๆ

ส่วนอุบลมีโอกาสมาร่วมงานกับ CP ALL ในเส้นทางที่แตกต่างออกไป เธอสมัครมาทำงานที่ 7- Eleven ด้วยตนเอง ในตำแหน่ง แม่บ้าน คอยดูแลความสะอาด ในวัย 70 ปี วัยที่หลายคนมองว่าเป็นช่วงเกษียณ ควรพักผ่อนอยู่บ้านได้แล้ว 

แต่สิ่งที่ทั้งคู่มองต่างออกไป และตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง คือคำว่า ‘โอกาส’ ที่เข้ามาในชีวิต 

ธันยาภรณ์เล่าว่า เดิมทีที่บ้านไม่ได้มีทุนการศึกษามากมาย จึงเคยคิดตัดสินใจศึกษาต่อถึงเพียงแค่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่พอมาได้ศึกษาโครงการของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ที่มีรูปแบบการเรียนสลับกับการฝึกงาน (work-based education) จึงทำให้เธอมีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

“เราได้ทุนการศึกษาในโครงการที่ออกแบบระบบการเรียนรูปแบบเรียน 3 เดือนสลับกับทำงานอีก 3 เดือน จึงทำให้นอกจากได้เรียนภายในห้องแล้ว ยังมีโอกาสได้เรียนรู้และเข้าใจการบริหารร้านสะดวกซื้อ และที่สำคัญสามารถสร้างรายได้ ทำให้เรามีทุนใช้สำหรับเลี้ยงชีพช่วงที่เรียนอยู่ได้

“จนพอได้มาบริหารร้านเอง เราก็ได้เอาประสบการณ์และความรู้จากตอนที่เรียนและฝึกงานมาใช้ เวลาน้องพนักงานในร้านเจอปัญหา ก็สามารถให้คำแนะนำได้ หรือในบางเรื่องนอกจากเรื่องงาน เช่นการศึกษาหรือเส้นทางอาชีพ เราจะยินดีพูดคุยให้คำแนะนำเสมอ 

“ในบางครั้ง เวลาเห็นน้องพนักงานที่ยังเป็นนักศึกษาเข้ามาทำงานก็มักจะนึกถึงตัวเองสมัยก่อน” ธันยาภรณ์เล่า 

ด้านอุบลเธอตัดสินใจมาสมัครเป็นพนักงานที่ 7- Eleven ด้วยความเชื่อที่ว่า  ตัวเองยังมีศักยภาพและพร้อมรับโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ

“ด้วยความที่เราเป็นคนรักในงานบริการ คือหน้าที่ปกติก็เป็นแม่บ้าน คอยรักษาความสะอาด ทำให้ร้านเรียบร้อย แต่บางทีเวลาที่ลูกค้าเยอะ เราก็จะไปคอยช่วงน้องๆ เขาเติมของ หรือบางทีก็ช่วยแนะนำสินค้าให้ลูกค้า 

“ซึ่งมันก็ยาก มาเริ่มทำงานในตอนนี้ แต่เราเองก็อยากจะขอลองทำดูสักครั้ง ซึ่งพอได้ทำมาเรื่อยๆ ก็ค้นพบว่าเป็นงานที่มีความสุขดี น้องๆ ในร้านก็ช่วยเหลือกัน หรือบางทีลูกค้าก็ชมว่า ป้าอุบล ทำไมแกดี แกเก่งจัง มาช่วยหาของให้ด้วย  อะไรแบบนี้ก็ทำให้เรารู้สึกดีใจ และมีกำลังใจอยากทำงานต่อ (ยิ้ม)”

หลังจากนี้ยังต้องศึกษาและพัฒนาทักษะต่อไป

นอกจากเรื่องชีวิตการทำงาน ธันยาภรณ์และอุบลยังให้ความเห็นว่า ในวันที่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และสังคม เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษา และการพัฒนาตนเองเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังต้องเพิ่มพูนอยู่เสมอ 

“หากเป็นไปได้ เราอยากเรียนวิชาความรู้เรื่องการเงินเพิ่มเติม เพราะพอมีรายได้มากขึ้น เรื่องจัดการการเงิน เรื่องภาษี เรื่องเงินสำหรับเกษียณ เราคิดว่าองค์ความรู้พวกนี้จะทำให้เราเป็นผู้บริหารที่เกษียณได้ไว 

นอกจากนี้ธันยาภรณ์ยังเสริมว่า ในวันนี้การศึกษาและใบปริญญายังคงเป็นเรื่องสำคัญ แม้เราจะอยู่ในยุคที่มีอาชีพ หรือคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ตาม

“อย่าด้อยค่าการทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เราเข้าใจว่าช่วงแรกอาจมีน้อยเนื้อต่ำใจกันบ้าง ว่าทำไมไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นเหมือนคนอื่นเขา แต่เชื่อเถอะว่าในอนาคตมันจะดีต่อตัวพวกคุณเอง

“ส่วนใบปริญญาเรามองว่าก็ยังเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเราไม่รู้เลยว่าในอนาคตสถานการณ์จะเป็นยังไง ตลาดแรงงานจะเปลี่ยนแปลงแบบไหน แต่การที่เรามีใบปริญญามันเป็นเครื่องการันตีว่าเราเป็นคนมีความรู้ มีทักษะในสาขาที่จบมาเป็นใบเบิกทาง ช่วยต่อยอด สร้างโอกาส ให้กับตัวเราได้”

ด้านอุบลมองว่า แม้อายุตนเองจะล่วงเลยถึงวัย 70 ปี แต่การศึกษายังคงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเรียนรู้ในองค์ความรู้ใหม่ และการปรับตัวเข้ากับวัยรุ่นในปัจจุบัน

“เราคิดว่าโลกวันนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว วันนี้ก็เลยยังไม่หยุดเรียนรู้ ยังอยากทำงานอยู่ และก็อยากให้คนรุ่นเดียวกันคิดแบบนั้น เพราะการมีงานทำมันจะได้ไม่เครียด ไม่เป็นอัลไซเมอร์ เพราะการไม่มีงาน มันทำให้ห่อเหี่ยวไปหมด เงินเดือนที่เคยได้ก็จะไม่ได้ อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ มันจะเหงา มันจะหงอย เราไม่อยากให้เกิดอาการอะไรแบบนั้น” 

สำคัญกว่าโอกาสที่ได้รับ คือการได้ส่งมอบโอกาสให้กับผู้อื่นต่อ 

สุดท้ายนี้ ธันยาภรณ์และอุบลบอกกับเราและผู้ฟังคนอื่นๆ ถึงจุดมุ่งหมายในการ

นำเรื่องราวของตัวเองมาแบ่งปัน ก็เพื่อต้องการส่งต่อกำลังใจ และชี้ช่องทางโอกาส ที่ไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ก็สามารถทำงานร่วมกับ CP ALL ได้ 

“สำหรับเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้ตัวเองพร้อมก่อน เราเชื่อว่าโอกาสมักจะเข้ามาหาคนที่พร้อมเสมอ และที่สำคัญโอกาสไม่ได้มีเข้ามาตลอดทุกช่วงชีวิตของเรา 

“ดังนั้นทำตัวให้พร้อม อย่ายอมแพ้ แม้วันนี้จุดเริ่มต้นเราอาจดีไม่เท่าคนอื่นเขา แต่หมั่นหาความรู้ หาช่องทางการศึกษาต่อ ที่สำคัญอย่าลืมส่งต่อโอกาส ความคิด ข้อแนะนำ ให้คนอื่นๆ ได้ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ เลี้ยงดูครอบครัว” ธันยาภรณ์ เล่า

ส่วนอุบลกล่าวปิดท้ายว่า “ถ้าที่ไหนเปิดโอกาสให้เรา ไม่ว่าจะเป็นองค์กรไหนเราต้องทำให้เต็มที่ ทำให้สุดความสามารถ ที่สำคัญเราต้องมีความรักกับสิ่งนั้น ยิ่งเรารักสิ่งไหน เราก็ยิ่งได้รับความรักตอบกลับมา

“ถ้าเรารักและตั้งใจกับสิ่งที่ทำ สิ่งนั้นจะตอบแทนเราเสมอ” 

จากร้านเช่าวีซีดีในตำนาน สู่ประสบการณ์ร้านหนังสือที่ไม่เหมือนใคร ทำไมชาวไทยไฮป์กับการมาของ Tsutaya Bookstore

หากคุณเป็นคนที่รักหนังสือและชื่นชอบญี่ปุ่น หนึ่งในหมุดหมายที่ต้องเคยไปเยือนสักครั้งในโตเกียว คือร้าน Tsutaya Bookstore ที่ Daikanyama T-Site 

ชาวไทยในยุค 90s และมิลเลนเนียลอาจคุ้นชื่อ Tsutaya ว่าเป็นร้านเช่าวีซีดี ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะคือร้านเดียวกัน เพียงแต่การเข้ามาของ Tsutaya ในยุคนั้นเป็นช่วงที่โลกยังคงความนิยมในการชมภาพยนตร์ผ่านวีซีดี แต่สิ่งที่ทาง CCC (Culture Convenience Club) บริษัทแม่ของ Tsutaya ตั้งใจสร้างแบรนดิ้งนี้ตั้งแต่แรก คือ lifestyle store หรือพื้นที่ที่ให้ผู้คนเข้ามาหาความบันเทิงที่ตอบโจทย์ต่อไลฟ์สไตล​์ของตนเอง

เมื่อผ่านกาลเวลาและจุดเปลี่ยน Tsutaya จึงเป็นหนึ่งในเครือร้านหนังสือที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะที่สาขา Daikanyama T-Site ทั้งความใหญ่โตแต่เป็นมิตร และความหลากหลายของการแบ่งพื้นที่ในร้าน แถมตั้งในย่านชุมชนอันเงียบสงบ ทำให้มันกลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนอยากมาใช้เวลา 

พอรู้ตัวอีกที เราก็ตกหลุมรัก Tsutaya Bookstore ที่ Daikanyama T-Site จนต้องกลับไปซ้ำแล้วซ้ำอีก

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เมื่อ Tsutaya Bookstore ประกาศปักหมุดมาเปิดที่ประเทศไทย จะทำให้ชาวไทยอย่างเราๆ อดตื่นเต้นไม่ได้ ว่าหน้าตาของร้านหนังสือ Tsutaya สาขาแรกในประเทศจะเป็นยังไง จะมีบรรยากาศแบบไหน และจะอลังการเท่าที่ญี่ปุ่นไหม

น่าสนใจว่าทำไม ‘ความไฮป์’ ของคนไทยที่มีต่อ Tsutaya Bookstore ซึ่งมีจุดกำเนิดย้อนไปถึงต้นทศวรรษ 80s ถึงมากมายเพียงนี้ แต่ที่แน่ๆ Recap รอบนี้จะพาไปสำรวจพร้อมกัน

Tsutaya Bookstore พลิกโฉมประสบการณ์ร้านหนังสือ

หากใครยังไม่รู้จัก Tsutaya ต้องย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ร้านหนังสือส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นจะขายเพียงแค่หนังสือเท่านั้น ในขณะที่ร้านวิดีโอก็ทำหน้าที่เพียงแค่ให้เช่าภาพยนตร์และหนัง ‘สำหรับผู้ใหญ่’ ส่งผลให้ร้านวิดีโอมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก รวมถึงผู้หญิงและเด็กก็มักไม่ค่อยเข้าไปใช้บริการ

ที่โอซาก้า มูเนอากิ มาสึดะ (Muneaki Masuda) ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ ในปี 1983 เขาจึงเริ่มต้นธุรกิจในการเปิดร้าน Tsutaya Bookstore แห่งแรก ที่ย่านฮิรากาตะ 

แนวคิดในการเริ่มต้นธุรกิจนี้เองที่นับว่าล้ำสมัยอย่างยิ่งในยุคนั้น เพราะ Tsutaya Bookstore ผสมผสานบริการให้เช่าซีดี ร้านหนังสือ และคาเฟ่ไว้ในพื้นที่เดียวกัน มาสึดะนิยามแนวคิดนี้ไว้ว่าเป็น Multi-Package Store (MPS) ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่และแตกต่างจากมาตรฐานทั่วไปในยุคปลายสมัยโชวะ

หลังจาก Tsutaya เปิดให้บริการ 2 ปี บริษัท CCC ก็มาเป็นบริษัทแม่ที่ดำเนินกิจการให้ Tsutaya โดยมาสึดะเคยกล่าวไว้ในหนังสือ Chiteki Shihon-ron ของเขาว่า พันธกิจของ CCC คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมให้แก่ประเทศญี่ปุ่นและสังคมโลก มุ่งนำเสนอแนวคิดและข้อเสนอใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์เพื่อปรับเปลี่ยนหรือสร้างรูปแบบปฏิสัมพันธ์ใหม่ระหว่างผู้คนกับสภาพแวดล้อมรอบตัว อันจะนำไปสู่การมีวิถีชีวิตที่มีความสุขและเปี่ยมด้วยความพึงพอใจยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า

จึงเข้าใจได้ว่าพื้นฐานการก่อร่างของ Tsutaya มีเป้าหมายคือการสร้างสถานที่ที่จะทำให้ผู้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างอบอุ่นผ่านการออกแบบพื้นที่ 

ข้อนี้พิสูจน์ว่ามาสึดะคิดถูก เพราะภายในปี 1984 เขาสามารถขยายสาขาในระบบแฟรนไชส์จาก 1 เพิ่มเป็น 55 แห่ง และพุ่งเกินกว่า 200 แห่งทั่วญี่ปุ่นในอีกเพียง 2 ปีถัดมา จนเมื่อเข้าสู่ยุคมิลเลียนเนียมก็เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ กับการเปิดร้าน flagship store ที่ Roppongi Hills ในปี 2003 และนำเชนกาแฟยอดนิยมอย่าง Starbucks เข้ามาเปิดให้บริการภายในร้าน ซึ่งถือเป็นร้านต้นแบบแนวคิด Books & Cafe แห่งแรกที่พลิกโฉมประสบการณ์การใช้บริการใน ‘ร้านหนังสือ’ ของผู้คน

คุ้นๆ ไหมว่า นั่นคล้ายกับแนวคิด third place ที่กลายเป็นคัลเจอร์ของโลกปัจจุบันนี้ และความสำเร็จจากสาขา flagship store นี่เอง ที่ทำให้มาสึดะต้องการยกระดับและสร้างนิยามใหม่ให้กับ ‘พื้นที่พบปะสังสรรค์ของผู้คนในญี่ปุ่น’

และในอีกเกือบ 10 ปีต่อมา ร้าน Tsutaya Bookstore ที่ Daikanyama T-Site ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในร้านหนังสือที่งดงามที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคนที่หลงใหลในหนังสือและสถาปัตยกรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอันก้าวหน้า Tsutaya กลับเลือกนำเสนอสิ่งที่ตรงกันข้าม โดยสร้างพื้นที่ที่มากกว่าแค่ร้านหนังสือ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและงดงามสบายตา เพื่อให้ผู้คนได้ชะลอจังหวะชีวิตและค้นพบความสุขเล็กๆ ในการใช้ชีวิต

Tsutaya ร้านวีซีดี และยุคมิลเลนเนียม

หากคุณเป็นคนที่เติบโตมาในยุค 90s และมิลเลียนเนียม อาจจะพอจำได้รางๆ กับชื่อร้าน Tsutaya ที่เป็นร้านเช่าวีซีดี เคียงคู่มากับร้านแมงป่อง หรือ Blockbuster และเคยมีสาขาในไทยหลายแห่ง เช่น เซ็นทรัล คาฟูร์ หรือโลตัส

นี่แหละคือ Tsutaya เดียวกันกับที่เราพูดถึงในบทความนี้

หากแต่เมื่อตลาดวีซีดี ดีวีดี หายไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่พัฒนา พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน หันไปโหลดสตรีมมิงหรือดูยูทูบ Tsutaya ในไทยก็เผชิญปัญหาทางธุรกิจไปด้วย จนค่อยๆ ทยอยปิดกิจการไปอย่างเงียบๆ ก่อนที่ในปี 2017 กรมสรรพกรจะยื่นฟ้องต่อศาลให้ บริษัท ซึทาญ่า (ประเทศไทย) จำกัด ล้มละลาย และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ในไทย แต่ Tsutaya ในญี่ปุ่นเองก็เผชิญวิกฤตจากกรณีเดียวกัน จนร้านเช่าแผ่นดีวีดีและวีซีดีร้านสุดท้ายปิดไปเมื่อปี 2023 ก่อนที่บริษัทแม่อย่าง CCC จะนำ Tsutaya กลับมาอีกครั้งในชื่อ Tsutaya Book Daikanyama ในปี 2011 พร้อมกับการปรับโมเดลธุรกิจจากร้าน content rental ให้กลายเป็น Bookstore ภายใต้คอนเซปต์ Real Space หรือพื้นที่ที่สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสของโลกยุคอินเทอร์เน็ตอย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้

แม้ชื่อของ Tsutaya ในไทยจะจางหายไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำ กระทั่ง Tsutaya ประกาศมาเปิดทำการในบ้านเราเป็นครั้งแรก ที่ศูนย์การค้า One Bangkok ชั้น G ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 2 ชั้น และมีไฮไลต์ในการรวบรวมหนังสือ นิตยสาร และสินค้าไลฟ์สไตล์กว่า 50,000 เล่ม ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยประเทศไทยถือเป็นสาขาล่าสุด ต่อจากไต้หวันที่มี 11 สาขา, จีน 12 สาขา และมาเลเซีย 2 สาขา 

นอกจากการที่ Tsutaya เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ อีกความพิเศษที่ทำให้คนรักหนังสือตั้งตารอการมาของ Tsutaya Bookstore คือแนวคิด Lifestyle Curation หรือการจัดวางหมวดหมู่บนชั้นหนังสือที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้คน เช่น ถ้าสนใจเกี่ยวกับกาแฟ ก็จะมีชั้นหนังสือที่รวบรวมจักรวาลโลกกาแฟไว้รอตอบโจทย์ ตั้งแต่หนังสือที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์การชง ไปจนถึงหนังสือที่รวบรวมข้อมูลของคาเฟ่ต่างๆ ไว้ หรือจะสนใจวรรณกรรม งานอาร์ต สถาปัตยกรรม การออกแบบ การท่องเที่ยว อาหาร ภาพยนตร์ ดนตรี ไปถึงเรื่องรถ ใน Tsutaya ล้วนมีการแบ่งพื้นที่ตามความสนใจต่างๆ

ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ Tsutaya ต่างจากร้านทั่วไปที่ขายสินค้า เพราะการมาที่นี่เสมือนกับการที่เราได้มาใช้เวลาอย่างที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายหลักก็ได้ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ดื่มกาแฟ ฟังเพลง นั่งเฉยๆ มีบทสนทนา ทำงาน เดินดูของ พบพานผู้คนมากหน้าหลายตาหลากความสนใจ

ยังไม่นับการออกแบบสาขาที่ประเทศไทย เพราะ Tsutaya ขึ้นชื่อเรื่องการสร้าง ‘คาแร็กเตอร์’ แต่ละสาขาให้ต่างกันตามแต่บริบทพื้นที่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ยิ่งทำให้กระแสของความไฮป์ที่มีต่อ Tsutaya กลับมาอีกครั้ง ทั้งในแง่ของความคิดถึง และในแง่ความตื่นเต้นว่า Tsutaya ในไทยจะมีหน้าตายังไง

แต่ที่แน่ๆ อีกไม่นานเราจะพูดได้แล้วว่า ประเทศไทยมี Tsutaya Bookstore แล้วนะ

ที่มา

chuxinhuang.com/blog/tsutaya-beyond-the-bookstore/

medium.com/@normanteh/tsutaya-reimagining-the-future-of-bookstores-3815987ab658

matichon.co.th/economy/news_784454

marketeeronline.co/archives/485823

facebook.com/share/1FcUm6JBAa/?mibextid=wwXIfr

มุ่งสู่ Green Supply Chain ดูแลระบบนิเวศตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อผลักดันธุรกิจไประดับโลกแบบ CPF

Green Supply Chain แปลตรงตัวว่า ห่วงโซ่อุปทานรักษ์โลก คือการออกแบบและบริหารกระบวนการผลิตสินค้าและบริการให้เป็นมิตรต่อนิเวศทั้งระบบ ตั้งแต่การคัดเลือก การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการของเสียหลังกระบวนการผลิต และการจัดการพลังงาน

ช่วงหลังภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยหันมาสนใจประเด็นนี้กันมากขึ้น เพราะข้อกำหนดจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรกำกับดูแลทั่วโลก เช่น สหภาพยุโรป รวมถึงคู่ค้ารายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม เริ่มตั้งเป้าหมายให้กลุ่มกิจการและผู้ผลิตพัฒนาไปสู่ Green Supply Chain เป็นมาตรฐานเดียวกันในอนาคตอันใกล้ (บางแห่งตั้งเป้าไว้ที่ปี 2030)

ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมไทยช่วงหลังจึงต้องเร่งปรับธุรกิจสู่เป้าหมายเดียวกันนี้อย่างทันท่วงที มิฉะนั้นก็อาจเสียคู่ค้ารายสำคัญ หรือติดข้อจำกัดเมื่อต้องส่งออกสินค้าไปต่างประเทศจนศักยภาพการแข่งขันลดลง ส่งผลกระทบเป็นทอดกลับมาถึงองค์กรได้ 

ทว่าแม้หลายฝ่ายจะเริ่มปรับตัว ก็ยังมีหลายคนตั้งคำถามเรื่องข้อดี-เสีย และผลลัพธ์เชิงบวกต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงนี้ ว่าคุ้มค่าให้ยกเครื่ององค์กรใหม่หรือไม่

เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ เราขอชวนพาไปดูกรณีศึกษาของหนึ่งในองค์กรที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงโดยตรง และก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมาจนสำเร็จ ผ่านบทสัมภาษณ์ ทศพร เพ็ชรโปรี ผู้บริหารสูงสุดด้าน Supply Chain Technology and Quality ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จากเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความยั่งยืนประจำปี GCNT Expo 2026 : From Shock To Shift

ร่วมหาคำตอบว่าบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร ที่ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติและผู้ผลิตรายย่อยเป็นแกนหลักของธุรกิจ รับมือผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมกับยกเครื่ององค์กรใหม่ให้ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล Green Supply Chain ด้วยวิธีไหน และผลลัพธ์ที่ตามมานั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่

ทิศทางใหม่ โอกาสใหม่

ภาพจำของ CPF ในสายตาคนทั่วไป ย่อมหนีไม่พ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสาขาธุรกิจหลากหลาย โดยมากเป็นกลุ่มอาหาร การเกษตร รวมถึงมีนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนสองสายการผลิตข้างต้น ซึ่งมุมหนึ่งก็ไม่ผิด เพราะปัจจุบัน CPF เป็นธุรกิจที่ส่งออกสินค้าไปทั่วโลกกว่าครึ่งร้อยชาติ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยมอง คือเบื้องหลังของบริษัทที่ยังมีเครือข่าย SME อีกนับไม่ถ้วนที่เติบโตมาเคียงข้างกัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรคู่สัญญา ผู้ประกอบการรายย่อย หรือคู่ค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต และไม่ว่าองค์กรจะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้ CPF และเหล่าพาร์ทเนอร์ที่เดินเคียงข้างกันมานี้ หนีพ้นผลกระทบจากปัญหาระดับโลกอย่างสิ่งแวดล้อมไปได้ 

“ธุรกิจฟาร์มของเราค่อนข้างใหญ่ หนึ่งในธุรกิจหลักคือราคาอาหารสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลือง ซึ่งช่วงปี 2014 ราคาวัตถุดิบผันผวนมาก เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก” ทศพรเล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ CPF ต้องตั้งคณะทำงานมาดูแลเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่เมื่อ 12 ปีก่อน เพราะเมื่อต้นน้ำการผลิตได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง ก็ส่งผลสืบเนื่องมาถึงธุรกิจหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนั้น ความที่เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตรและอาหาร ทำให้ CPF ทราบความเปลี่ยนแปลงของทิศทางตลาดโลก บรรดาคู่ค้าต่างประเทศของบริษัทเริ่มต้องการผลิตภัณฑ์ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อนิเวศแวดล้อมและให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น 

สัญญาณเหล่านี้ประกอบกันทำให้ CPF รู้ว่าต้องเริ่มปรับทิศทางองค์กรเข้าสู่ ห่วงโซ่สีเขียวให้สอดรับกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมและความต้องการตลาดโลก เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและการเติบโตของธุรกิจระยะยาว

ลดความเสี่ยงจากภายใน

ถึงอย่างนั้นเวลาพูดถึงการลงทุนใน Green Supply Chain สิ่งที่ผู้ประกอบการหลายกลุ่มมักจะกังวลคือเรื่องความคุ้มค่าและผลตอบแทน เพราะการเปลี่ยนสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวนั้นไม่ต่างกับการยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่

ทว่าสำหรับ CPF นั้นมองในมุมมองที่ต่างออกไป คือไม่ได้พัฒนาเพื่อหวังผลเป็นมูลค่าที่จับต้องได้โดยตรง หากแต่มองว่าการลงทุนเพื่อความยั่งยืนนั้นช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คือธรรมชาติ ซึ่งแม้จะเกิดความผันผวนไม่บ่อย แต่หากเกิดแล้วก็กระทบธุรกิจโดยตรง แถมจะสร้างความเสียหายยิ่งกว่าเม็ดเงินในการลดความเสี่ยงมากนัก

ทางบริษัทจึงไม่ลังเลจะลงทุนพัฒนานวัตกรรมตามเป้าหมายแบบรอบด้าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาดที่เป็นความเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร เพราะต้นทุนการผลิตนั้นล้วนต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อน

“พลังงานเป็นความเสี่ยงใหญ่ ถ้าขาดพลังงานเราก็ผลิตไม่ได้ เพราะฟาร์มเราไม่มีวันหยุดทำงาน” ทศพรย้ำ “สำหรับเราการลดความเสี่ยงส่วนนี้จึงสำคัญยิ่งกว่าการลดต้นทุนเสียอีก”

เพื่ออุดรอยรั่วนี้ CPF จึงเดินหน้าจัดการระบบภายในอย่างจริงจัง ฟาร์มของ CPF ทยอยเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ มีการติดตั้งแหล่งกำเนิดพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการนำของเสียจากการผลิตในฟาร์มมาหมักเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อหมุนเวียนกลับมาเป็นพลังงานซ้ำอีกคำรบ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ปัจจุบัน CPF มีฟาร์มที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี และตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 ฟาร์มส่วนใหญ่ของบริษัทจะใช้พลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งทศพรบอกว่าเป็นการลงทุนควบคุมความเสี่ยงที่คุ้มค่าแถมยังได้ผลดีต่อสิ่งแวดล้อมตามมา

‘พี่ช่วยน้อง’ เพราะเปลี่ยนคนเดียวไม่พอ

ถึงจะจัดระเบียบองค์กรภายในจนระบบเริ่มเข้าที่ ทว่า CPF ก็พบว่าความพยายามที่จะเป็น Green Supply Chain นั้นยกเครื่องแค่บริษัทหลักอย่างเดียวไม่พอ เพราะตลอดกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย และส่งออกไปต่างประเทศได้ ไม่ได้ประกอบขึ้นจากฝีมือของ CPF แต่ฝ่ายเดียว หากยังมีคู่ค้าขนาดกลางและเล็ก (SME) อีกนับไม่ถ้วนที่อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อย ฟาร์มปศุสัตว์ ไปจนถึงโรงงานบรรจุภัณฑ์ 

หาก CPF ยกระดับมาตรฐานตัวเองจนตรงกับความต้องการตลาดโลก แต่ผู้ผลิตรายย่อยที่ต้นน้ำไม่ได้ปรับตามให้เท่าทัน เมื่อกลุ่มคู่ค้าในตลาดโลกและหน่วยงานกำหนดนโยบายเริ่มบังคับใช้ มาตรการทางการค้าที่เรียกร้อง Green Supply Chain สินค้าของ CPF ก็จะได้รับผลกระทบอยู่ดี ดังนั้นบริษัทจึงต้องช่วยผลักดันเหล่าคู่ค้าให้ทำงานเป็นมาตรฐานเดียวกันโดยเร็ว

ความท้าทายคือ SME หลายรายนั้นไม่ได้มีที่ทางหรือทรัพยากรเหลือเฟือมาลงทุนเพื่ออนาคตได้แบบไม่ต้องกังวล

“บริษัทใหญ่เรามีช่องให้ผิดได้บ้างเพราะมีเงินทุนสำรอง ลงทุนพลาดก็ยังรับไหว แต่บริษัทเล็กไม่มี ดังนั้นคู่ค้ารายย่อยจะตัดสินใจหนักมากเมื่อต้องลงทุนเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งเรื่องความยั่งยืนก็เป็นหนึ่งในนั้น ” ทศพรขยายความอุปสรรคให้เห็นภาพ

แนวทางขับเคลื่อนของ CPF จึงไม่ใช่การทำงานแบบสั่งจากบนลงล่าง แต่ค่อยๆ ประสานความร่วมมือ ชี้จุดดีของการเปลี่ยนแปลงให้คู่ค้าเข้าใจ ผ่านโครงการความร่วมมือที่ชื่อว่า ‘พี่ช่วยน้อง’

“เราเป็นพี่ใหญ่ เรามีความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีที่ดี เราก็ส่งต่อความพร้อมเหล่านี้ไปให้พวกเขา ส่งทีมที่มีองค์ความรู้ไปช่วยแนะ นำร่องการเปลี่ยนแปลงทีละนิดจนเขาพร้อมจะขยับขยาย” ผู้บริหารด้านห่วงโซ่อุปทานอธิบายหลักการประสานงานกับคู่ค้า  

แบ่งความรู้ ปันนวัตกรรม

หนึ่งในช่องทางแบ่งปันองค์ความรู้และความช่วยเหลือสำคัญที่ทางบริษัทภูมิใจนำเสนอคือเรื่องนวัตกรรม เพราะด้วยการเติบโตของตลาด SME ในปัจจุบัน เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบมากมาย แต่หลายเทคโนโลยีก็ซับซ้อนและเกินเอื้อมของคู่ค้ารายเล็ก 

CPF จึงต้องดึงศักยภาพในฐานะบริษัทใหญ่ของตัวเองออกมา ด้วยการสร้างเครื่องมือที่ใช้งานง่าย เพิ่มต้นทุนให้รายย่อยไม่มากเกิน สำหรับส่งต่อไปยังกลุ่มคู่ค้าในห่วงโซ่ เพื่อผลักดันซึ่งกันและกันไปสู่มาตรฐาน หนึ่งในนั้นคือแอพพลิเคชั่น ฟ.ฟาร์ม หรือ ForFarm

ForFarm เป็นแอพพลิเคชั่นรวบรวมข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการเกษตร พ่วงกับระบบตรวจสอบความเป็นไปของพื้นที่เพาะปลูกแบบละเอียดยิบมาย่อยให้เกษตรกรใช้งานได้อย่างสะดวก

นอกจากจะยกระดับคุณภาพฟาร์มแล้ว ยังเป็นเครื่องมือสอบทานกระบวนการเพาะปลูกโดยยืนยันว่าพื้นที่ปลูกพืชของเกษตรกรนั้นถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ได้บุกรุกพื้นที่ป่า แถมข้อมูลจุดนี้ยังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นำไปใช้ยืนยันกับคู่ค้าในต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางการค้าเมื่อส่งออกอีกด้วย

หัวใจสำคัญในการพัฒนาคือ ทาง CPF รู้ธรรมชาติและข้อจำกัดของบรรดาคู่ค้าดี จึงไม่เร่งยกเครื่องทุกส่วนในคราวเดียว แต่ทยอยนำร่องปรับเปลี่ยนทีละขั้นตอนตามขีดความสามารถของคู่ค้าแต่ละราย และที่สำคัญคือต้องสื่อสารให้คู่ค้าเข้าใจว่าการยกเครื่องร่วมกับบริษัทใหญ่หนนี้จะช่วยยกระดับธุรกิจของพวกเขาอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร เพื่อให้ SME รู้สึกว่าความเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับที่รับไหวและจะได้ผลตอบรับที่สมน้ำสมเนื้อ

“เราทำให้กลุ่มคู่ค้าและเกษตรกรเห็นว่าถ้าเราร่วมมือกัน เขาจะกลายเป็น Global Supply Chain เดียวกับเรา เราส่งออกได้กี่ประเทศ สินค้าของเขาก็จะตามเราไปด้วยทุกประเทศ พอเห็นแบบนี้เขาก็ยินดีที่จะเข้ามาร่วมงานกับเรา เพราะเห็นแล้วว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า” ทศพรเสริม

เคล็ดลับสู่ความยั่งยืน

จะเห็นได้ว่าเคล็ดลับความสำเร็จในการยกเครื่ององค์กรให้ยั่งยืนของ CPF คือการทำให้ทุกคนในองค์กรมองประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องเดียวกับความรอดและการเติบโตของธุรกิจ 

เพราะอย่างที่ทศพรบอกว่าการทำงานเรื่องความยั่งยืนในองค์กรนั้น จะต้องไม่เป็นแค่โปรเจกต์พิเศษ หรือเป็นแค่การทำ CSR ชั่วครั้งชั่วคราวให้ได้ตัวเลขตามเป้า แต่เมื่อตั้งเป้าหมายความยั่งยืนแล้วก็ต้องทำให้ได้ตามที่ตั้งไว้ สุดท้ายเมื่อผลประโยชน์ของสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ความยั่งยืนก็จะตามมาทั้งกับองค์กรและต่อนิเวศแวดล้อมภาพใหญ่

“ถ้าทำงานด้าน SDGs ให้บรรลุเป้าอย่างเดียว แรงผลักดันจะน้อยกว่าการตั้งเป้าหมายร่วมกันทั้งองค์กร” ทศพรขยายความทิ้งท้าย “เวลาพูดถึง sustainability อีกคำหนึ่งที่ต้องมาคู่กันคือ sustainable business คือธุรกิจต้องอยู่รอดและยั่งยืนไปด้วย ถ้าสองเป้าหมายนี้ไปด้วยกันได้องค์กรก็จะยิ่งพัฒนาก้าวกระโดด แต่ถ้าเอาแต่เป้าเรื่องความยั่งยืนเป็นครั้งๆ ไปจะไม่ตอบโจทย์ธุรกิจ แถมความยั่งยืนก็ไม่เกิด”

จากแผงโชห่วยสู่ยานอวกาศของ Nasa และจอแก้วเกาหลี Kopiko ลูกอมกาแฟที่ไม่เคยหายไปจากความทรงจำ

ลึกลงไปในกล่องความทรงจำ รสชาติของกาแฟที่เด็กน้อยยุค 90s หลายคนได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรกในชีวิตหลังได้ค่าขนมมาไม่มากไม่มาย คือลูกอมราคาเม็ดละสองสลึงหรือไม่ก็หนึ่งบาท บรรจุในซองสีดำพาดแถบแดงดูเคร่งขรึมแปลกตาท่ามกลางโหลลูกอมสีสดใสยี่ห้ออื่นที่วางหน้าร้านโชห่วย เมื่อส่งเข้าปากได้รสขมปลายๆ ที่ชวนให้ลำพอง เหมือนได้ลองโตเป็นผู้ใหญ่ดูเป็นเวลา 5 นาที

ชื่อคุ้นตาที่ปรากฏบนแถบแดงที่ว่าคือ โกปิโก้ (Kopiko) ลูกอมยี่ห้อดังซึ่งอยู่คู่แผงขนมของคนไทยมาหลายสิบปี ทำเอาหลายคนที่โตมากับมันนึกหลงว่าเป็นแบรนด์ไทย

ที่น่าสนใจคือแม้ปัจจุบันร้านโชห่วยแถวบ้านจะทยอยปิดตัวกันไป โกปิโก้กลับไม่เคยหลุดออกไปนอกสายตาเหมือนอย่างขนมวินเทจยี่ห้ออื่นเลย กลับกันด้วยซ้ำ เราเริ่มได้เห็นมันปรากฏตัวในบริบทที่ไม่คาดคิดอย่างขอบสนามกีฬา ซีรีส์เกาหลี หรือแม้แต่สถานีอวกาศ

รสชาติที่กลั่นจากผืนดินเส้นศูนย์สูตร

ลูกอมกาแฟโกปิโก้ถือกำเนิดขึ้นในอินโดนีเซีย ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพาะปลูกกาแฟในทุกมิติ ทั้งตำแหน่งบนแนวเส้นศูนย์สูตร ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ความชื้นสูง และดินที่อุดมไปด้วยเถ้าภูเขาไฟ

ทว่าเบื้องหลังรสชาติหวานมันเข้มข้นนี้คือประวัติศาสตร์อันเจ็บปวด สาเหตุที่กาแฟแพร่หลายในหมู่เกาะชวานั้นเป็นเพราะหลังการมาถึงของเจ้าอาณานิคมดัตช์ ที่นี่ก็ได้กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกกาแฟขนาดใหญ่แห่งแรกของบริษัทอินเดียตะวันออกที่อยู่นอกโลกอาหรับ โดยพวกเขาได้บังคับใช้ระบบเพาะปลูกเพื่อเป็นสินค้าส่วยให้รัฐนำไปส่งออกสู่ตะวันตก (Cultuurstelsel) และกดขี่เกษตรกรท้องถิ่นอยู่เป็นเวลานานเกือบร้อยปีกว่าจะถอนตัวออกไป

ขณะที่กาแฟยอดนิยมจากภูมิภาคอื่นของโลก เช่น แอฟริกาตะวันออกหรืออเมริกากลาง มักขึ้นชื่อเรื่องรสเปรี้ยวเบาบางสดชื่น (high acidity) เอกลักษณ์ของกาแฟอินโดนีเซียที่ได้รับการยอมรับในโลกสากลคือความเป็นกรดต่ำ (low acidity) และบอดี้ที่หนาแน่น เข้มข้น ทรงพลัง เหมาะนำมาปรุงแต่ง แปรรูป และรังสรรค์เป็นของหวาน และนี่คือรสชาตินุ่มลึกแบบเดียวกับที่ปรากฏในผลิตภัณฑ์ลูกอมของโกปิโก้

กาแฟเข้มข้นที่พกพาใส่กระเป๋าได้

เพียงไม่กี่อึดใจก่อนอินโดนีเซียจะประกาศอิสรภาพ เรื่องราวของโกปิโก้ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1948 ณ กรุงจาการ์ตา ในครัวหลังบ้านของครอบครัวผู้อพยพเชื้อสายจีน พวกเขาเริ่มธุรกิจเล็กๆ ด้วยการอบบิสกิตโฮมเมดขาย ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า รู้ตัวอีกทีร้านหน้าบ้านก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นบริษัท

ในปี 1977 โจกี เฮนดรา อัตมัดจา (Jogi Hendra Atmadja) ลูกชายที่อายุได้เพียง 2 ขวบ ณ วันเปิดร้านเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เขากับหุ้นส่วนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทผลิตขนมชื่อว่ามาโยรา (Mayora) ก่อนลงทุนสร้างโรงงานผลิตบิสกิตเต็มรูปแบบขึ้นในเขตอุตสาหกรรมของเมืองตาเงอรัง แล้วบิสกิตสูตรนั้นก็ได้พัฒนาต่อมาเป็นแบรนด์โรม่า (Roma) ตามด้วยไลน์แคร็กเกอร์ที่หลายคนอาจจะพอคุ้นตา มอลคิสต์ (Malkist) นั่นเอง

ต่อมาไม่นาน หลังเข้าทศวรรษ 1980 ที่ประชากรชนชั้นกลางทำงานในออฟฟิศเริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เกิดกระแส coffee boom ขึ้นในอินโดนีเซีย กาแฟไม่ใช่แค่เครื่องดื่มชูกำลังของแรงงานรากหญ้าอีกต่อไป แต่ค่อยๆ กลายมาเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์คนเมือง  เมื่อโจกีสังเกตเห็นว่าคนดื่มกาแฟกันเป็นแฟชั่น เขาจึงตัดสินใจพัฒนาลูกอมรสกาแฟขึ้นมาในปี 1982 โดยตั้งชื่อตามกาแฟป่าพันธุ์พื้นเมืองฮาวายที่เรียกว่า Kōpiko พร้อมเปิดตัวด้วยสโลแกน “Coffee in Your Pocket”

จุดขายสำคัญที่ทำให้โกปิโก้มัดใจคนทั่วโลกได้อยู่หมัดคือปริมาณคาเฟอีนที่จับต้องได้จริง ต่างจากขนมรสกาแฟเจ้าอื่นในตลาดสมัยนั้นที่เลียนแค่กลิ่นและรส โดยหากกินรสกาแฟสูตรดั้งเดิมจำนวน 4-5 เม็ด (หรือรสคาปูชิโน่ประมาณ 8-10 เม็ด) เราจะได้รับคาเฟอีนราวๆ 530 มิลลิกรัม เป็นปริมาณเทียบเท่ากับการดื่มกาแฟจริงๆ หนึ่งแก้วพอดี

ภายหลังเมื่อไลน์ลูกอมเป็นที่รู้จักแล้ว โกปิโก้ก็เริ่มวางขายกาแฟซองสำเร็จรูปและกาแฟขวดพร้อมดื่มด้วยตามลำดับ แต่สุดท้ายก็ไม่มีผลิตภัณฑ์ไลน์ไหนได้รับความนิยมถล่มทลายเท่าลูกอมกาแฟ ซึ่งทำยอดขายได้ 50 ล้านแพ็กต่อปีและวางจำหน่ายในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก

ปัจจุบันมาโยราก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 11 ของอินโดนีเซีย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 4.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้สินค้าที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือโกปิโก้และมอลคิสต์ก็จริง แต่นอกจากลูกอมกาแฟแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ ในเครือเดียวกันที่ชาวอาเซียนอย่างเราๆ รู้จักดีอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นเบงเบง (Beng Beng) ขนมเวเฟอร์กรอบสอดไส้ครีม หรือโชกี้โชกี้ (Choki Choki) ขนมครีมรสช็อกโกแลตและรสนมในรูปแบบแท่งบีบ

กลยุทธ์ที่ปลุกชื่อเสียงแบรนด์ให้ไม่หลับใหลได้อยู่หมัดประหนึ่งคาเฟอีน

เมื่อปี 2017 นาซ่าได้โพสต์รูปถ่ายงานเลี้ยงฉลองวันขอบคุณพระเจ้าบนสถานีอวกาศ ความพีคคือเมื่อลองกวาดตามองดีๆ จะเห็นว่าในบรรดาอาหารของนักบินอวกาศมีซองโกปิโก้วางปนอยู่ด้วย ภาพดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในอินโดนีเซียอยู่พักใหญ่ ไม่ว่านี่จะเป็นความบังเอิญหรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อต้องการหาตัวตายตัวแทนของรสชาติกาแฟ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงโกปิโก้

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่โกปิโก้เริ่มโด่งดังในเรื่องของการทุ่มงบเพื่อทำ Product Placement (PPL) หนึ่งเคสตัวอย่างที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ brand awareness ระดับพระกาฬซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการไปปรากฏในสารพัดซีรีส์เรื่องท็อปๆ ของเน็ตฟลิกซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีรีส์เกาหลี

Credit: Brewing Romance (2024)
credit: 
Brewing Romance (2024)
My Demon (2024)
Credit: My Demon (2024)

เนื่องจากอินโดนีเซียมีประชากรวัยรุ่นและวัยเพิ่งเริ่มทำงานจำนวนมาก นับเป็นฐานตลาด K-pop และ K-drama ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ผลพวงอีกอย่างของปรากฏการณ์นี้คือภาพลักษณ์แบรนด์ที่ลดอายุลงมาอย่างเห็นได้ชัด 

เมื่อฉากพระเอกนางเอกเกาหลีตบลูกอมกาแฟเข้าปากกลายมาเป็นภาพที่คอซีรีส์คุ้นเคย จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นลูกอมแบรนด์เก่าแก่ จู่ๆ โกปิโก้ในบรรจุภัณฑ์แผงฟอยล์แบบใหม่ก็แฝงตัวเข้ามาเป็นไอเทมคูลๆ ในกระเป๋าชาวเจนฯ ซีได้อย่างแนบเนียน

ที่มา

Kopiko Global

Mayora: Brand Story

Mayora: The founding story of the conglomerate that created Kopiko, the Elon Musk-approved candy that went to outer space

What Is Kopiko Candy? Indonesia’s Coffee Candies