เดินป่าตามดารา ป่าตลาด และ ‘ป่าแตก’ กับโอกาสที่รัฐน่าคว้าไว้ให้ได้

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว อีกหนึ่งกิจกรรมที่กำลังเป็นที่พูดถึงคือการเดินป่า โดยเฉพาะเมื่อคนในแวดวงบันเทิงหันมาเดินป่ากันมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีของ ‘เฟย ภัทร’ ที่ทำคอนเทนต์เดินป่าในช่อง KARNFOEI และมีอีพีหนึ่งที่เรื่องราวการเดินป่าของเพื่อนดาราอย่าง ‘ท็อป ทศพล’ ตีคู่ไปกับเรื่องราวความรักระหว่าง ‘ก้อย อรัชพร’ ก็ยิ่งจุดประเด็นให้คนสนใจ และอยากจะลองเดินป่า เกิดเป็นปรากฏการณ์ ‘ป่าแตก’ 

ที่จริงแล้วปรากฏการณ์ ‘ป่าแตก’ เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่คนหันไปท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น เช่นเมื่อปลายปี 2024 คนก็แห่ขึ้นภูกระดึงจนเกินลิมิตที่อุทยานกำหนดไว้และลูกหาบไม่เพียงพอต่อการให้บริการ สะท้อนว่าการเดินป่าไม่ได้เป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป  

จากกระแสโซเชียลสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

มากไปกว่ากระแสเดินป่า ที่ทำให้หลายช่องทางโซเชียลมีเดียกำลังถกเถียงกันว่าใครเดินป่าก่อนกัน หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจคือหากนี่เป็นกระแสที่มาต่อเนื่องและเริ่มเข้าไปหยั่งรากลึกในใจคน ถ้ารัฐบาลคว้าโอกาสนี้ได้ ไม่แน่ว่าการเดินป่าของไทยอาจสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นได้

ข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติระบุว่า ในเดือนกันยายน 2568 อุทยานทั่วประเทศมีรายได้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ไม่เพียงแต่ตัวอุทยานเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ การที่ผู้คนเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ยังสร้างผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งลูกหาบ ไกด์ท้องถิ่น โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และร้านขายอุปกรณ์เอาต์ดอร์ รวมถึงบริษัททัวร์ที่จัดแพ็กเกจเดินป่าโดยตรง

‘ป่าตลาด’ ประตูบานแรกของนักเดินป่าหน้าใหม่  

เมื่อการเดินป่ากลายเป็นกิจกรรมยอดฮิต พื้นที่อย่างภูกระดึง, ดอยหลวงเชียงดาว หรือภูสอยดาว ก็ถูกขนานนามว่า ‘ป่าตลาด’ หรือเส้นทางยอดนิยมที่เดินง่ายและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทำให้นักเดินป่าหน้าใหม่เลือกเริ่มต้นที่นี่ก่อน

รูป : อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
รูป : อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

แม้บางคนจะมองว่า ‘ป่าตลาด’ คือพื้นที่ของนักท่องเที่ยวตามกระแส แต่ในอีกมุมหนึ่ง ป่าตลาดคือจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเดินป่าในไทย เพราะเมื่อคนเริ่มต้นได้ง่าย ก็ย่อมอยากลองเส้นทางที่ยากขึ้นหรือแปลกใหม่กว่า นำไปสู่การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง และพื้นที่ธรรมชาติที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

กระแสนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่มุ่งส่งเสริมจังหวัดเมืองรองให้เป็นเป้าหมายใหม่ของนักเดินทาง ผ่านโครงการอย่าง ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ ที่ให้ส่วนลดพิเศษเมื่อท่องเที่ยวในเมืองรอง ส่งผลให้หลายจังหวัดทางผ่านมีรายได้ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น กล่าวได้ว่าเมื่อกระแสเดินป่ามาบรรจบกับนโยบายรัฐที่เน้นกระจายรายได้ ‘ป่าตลาด’ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น 

การเดินป่าในวัฒนธรรมโลก

ในหลายประเทศ การเดินป่าไม่ใช่แค่กิจกรรมยามว่าง แต่เป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่ผูกพันกับเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

ญี่ปุ่นมีวันหยุดแห่งชาติที่เรียกว่า ‘วันภูเขา’ และระบบ mountain huts กระจายอยู่ตามเส้นทางปีนเขายอดนิยม ช่วยให้คนทุกวัยขึ้นเขาได้ง่ายโดยไม่ต้องแบกของเอง ที่พักเหล่านี้บริหารโดยคนในท้องถิ่น ทำให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนรายได้ในพื้นที่

ในขณะที่สหรัฐอเมริกานั้น กิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงการเดินป่าและแคมป์ปิ้ง มีมูลค่าคิดเป็น 2.3% ของ GDP และสร้างการจ้างงานกว่า 5 ล้านตำแหน่ง

จากป่าแตก อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ 

สำหรับประเทศไทย กระแสเดินป่าที่กำลังขยายตัวอาจกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ หากภาครัฐและเอกชนจัดการอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านเส้นทางเดินที่ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบข้อมูลนักท่องเที่ยว

หนึ่งในตัวอย่างความก้าวหน้าคือการที่กรมอุทยานแห่งชาติ เริ่มใช้ระบบ E-Ticket สำหรับการเข้าพื้นที่อุทยานฯ ตั้งแต่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นต้นมา ผ่านระบบจองออนไลน์ การชำระเงินดิจิทัล และระบบสแกนใบหน้า เพื่อยกระดับการจัดการข้อมูลและความปลอดภัย

หากรัฐสามารถพัฒนานโยบายเชื่อมโยงกับชุมชน เช่น แพ็กเกจเดินป่าร่วมกับคนในพื้นที่ หรือพัฒนาเส้นทางเดินในเมืองรอง การเดินป่าอาจสร้างรายได้หมุนเวียนและงานใหม่ให้คนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน และสุดท้าย ‘ป่าแตก’ อาจไม่ได้เป็นเพียงภาพความแออัดในอุทยาน แต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านเชิงวัฒนธรรมของคนไทย ที่เริ่มหันกลับมาหาธรรมชาติอีกครั้ง และเห็นคุณค่าของป่าในมิติที่มากกว่าแค่การพักผ่อน

หากรัฐ เอกชน และชุมชนร่วมกันออกแบบระบบท่องเที่ยวที่สมดุลระหว่างรายได้ ธรรมชาติ และประสบการณ์ของผู้เดินทาง ไทยอาจก้าวสู่จุดเดียวกับญี่ปุ่นหรือเกาหลี ที่การเดินป่าไม่ใช่กระแส แต่คือวิถีชีวิตที่ทำให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโตได้จริง

รูป : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
รูป : อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว

อ้างอิง

‘เจี้ยนชา’ ร้านชาผลไม้องุ่นสดปอกมือเจ้าแรกของไทย ที่ขยายถึง 40 สาขาในเวลาไม่ถึง 2 ปี

ชาองุ่นสดปอกมือเจ้าแรกของคนไทย ชานมโมจิดรีมมี่ ชานมโมจิเผือกหอม และสารพัดชาที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกว่าไม่เหมือนกับร้านชาไหนๆ ท่ามกลางสงครามชาที่กำลังดุเดือด จากการที่คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพและเปลี่ยนเครื่องดื่มจากน้ำหวานมาเป็นน้ำชากันมากยิ่งขึ้น

เมนูที่เราพูดไปข้างต้นเป็นเมนูของ ‘เจี้ยนชา’ ร้านที่หลายคนเคยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแบรนด์จีน แต่แท้จริงแล้วคือแบรนด์ไทยที่ใส่ใจทุกขั้นตอน แม้แต่การคัดเลือกใบชามาจากต้นกำเนิดชาแห่งแรกของโลกอย่างประเทศจีน คัดสรรผลไม้สดจากเกษตรกรไทย ใส่ใจแม้แต่น้ำที่ใช้ต้มชา และอุณหภูมิ 

พลอย–พอลลี่ เฮสันต์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งเจี้ยนชา ไม่ได้ตั้งใจแค่เปิดร้านชาเท่านั้น แต่อยากให้เกิดวัฒนธรรมการดื่มชาในไทย ด้วยการสเกลธุรกิจให้ไว ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปีก็ขยายได้ถึง 40 สาขาและเป็นร้านชา top-of-mind ในใจของใครหลายคน แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ตาม

สิ่งที่ทำให้เราสงสัยคืออะไรที่ทำให้เจี้ยนชาเติบโตได้เร็วและถูกพูดถึงเป็นวงกว้างทั้งๆ ที่เพิ่งปั้นแบรนด์มาไม่นาน อีกทั้งยังไปบุกตลาดโลกด้วยการขยายสาขาไปไกลถึงใจกลางเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย อยู่ท่ามกลางแบรนด์ระดับโลกมากมาย

ในวันที่เจี้ยนชาปรับโฉมสาขาใหม่ในสยามพารากอน เราถือโอกาสแวะไปสั่งเจี้ยนชาแก้วโปรดจิบไปพลางๆ ระหว่างพูดคุยกับพลอย ถึงแก่นแท้ที่เจี้ยนชาใช้ปรุงรสธุรกิจให้หอมหวนท่ามกลางสมรภูมิร้านชา พร้อมแอบกระซิบฝันใหญ่ให้เราฟังว่าอยากขยายไปถึง 1,000 สาขาทั่วโลกเลยทีเดียว

ก่อนที่จะเปิดร้านเจี้ยนชา คุณเคยทำธุรกิจอะไรมาก่อนไหม

เราคิดว่าตัวเองมีเลือดแม่ค้าอยู่ในตัว เพราะเห็นการทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็กจากที่บ้านที่ขายรถมือสองมานานกว่า 30 ปี เราก็เคยเทรดซูเปอร์คาร์มาขาย และลองทำมาหลายธุรกิจมากๆ เคยเปิดบาร์ เปิดร้านอาหาร ลองซื้อเสื้อผ้าจากจีนมาขาย เคยทำแบรนด์อาหารเสริมด้วย 

ทุกธุรกิจที่เราเคยทำจะใช้เงินเริ่มต้นไม่เยอะ แต่จะเริ่มจากการที่ว่าเรามีไอเดียก่อน แล้วลองดูว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะไม่ต้องใช้กระแสเงินสดเยอะมากในการเริ่มธุรกิจ

อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณเริ่มมาทำธุรกิจเกี่ยวกับชา

ช่วงหลังๆ มานี้เราเริ่มมองเห็นว่าเทรนด์โลกเรื่องชากำลังมา จากที่เมื่อก่อนชาเคยเป็นเครื่องดื่มของคนยุคอากง อาม่า มาจนถึงยุคคุณพ่อ คุณแม่เรา แต่ช่วงหลังคนยุคใหม่ได้รู้ว่าชาเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ และเทรนด์เฮลตี้ก็กำลังมาแรง ทำให้เรามองเห็นโอกาสในธุรกิจนี้

อีกอย่างคือร้านชาเป็นธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าใหม่เรื่อยๆ มีการกลับมาซื้อซ้ำค่อนข้างบ่อย ทำให้ดูเป็นธุรกิจที่สเกลขึ้นไประดับโลกได้ เพราะจากที่เราทำมาหลายธุรกิจ ทำให้รู้ว่าจุดสุดท้ายเราต้องมองถึงการสเกลธุรกิจ โดยเฉพาะการสเกลไปประเทศอื่นๆ หรือว่าไปทั่วโลก ซึ่งเรามองว่าร้านชามีโอกาสเติบโตสูงมาก

ร้านชามีหลายแบบ แต่ทำไมคุณถึงเลือกเปิดเป็นร้านชาผลไม้

เราเห็นว่าเทรนด์สุขภาพเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ชอบออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ชอบทานผลไม้ จากเทรนด์ตรงนี้เราก็เลยอยากทำชาผลไม้ อีกอย่างคือผลไม้เมืองไทยก็อร่อยอยู่แล้ว เราเคยไปดูโรงงานผลไม้ทั้งในไทยและต่างประเทศ เห็นวิธีการปลูก กระบวนการดูแลทั้งหมด คิดว่าตอบโจทย์กับแบรนด์ที่เราจะสร้างด้วย

เวลาได้ยินชื่อหรือเห็นแบรนด์ของคุณ บางคนชอบคิดว่าเป็นแบรนด์จีน เป็นความตั้งใจของคุณหรือไม่

ใช่ค่ะ เพราะช่วงแรกที่ทำแบรนด์ เราก็มาดูว่าชามีหลายประเภท ทั้งชาที่มาจากประเทศจีน อิตาลี ฝรั่งเศส ชาอังกฤษ ตอนแรกก็คิดว่าหรือจะไปนำเข้าชาจากยุโรปมาดี แต่เราไปรีเสิร์ชเจอว่าต้นกำเนิดชาที่แรกของโลกคือประเทศจีน

ตอนนั้นเราเลยไปรู้จักกับพีเตอร์ เขาเคยเปิดร้านชื่อว่าเจี้ยนชาอยู่ในประเทศจีน แต่ร้านไม่ได้อยู่ในเมืองมาก ถ้าเทียบกับบ้านเราก็อารมณ์เหมือนเปิดร้านที่เชียงราย ต้องนั่งเครื่องบินจากตัวเมืองของจีนไปอีก 3-4 ชั่วโมง หรือถ้าขับรถไปก็ 8 ชั่วโมง คือไปยากมากๆ

พีเตอร์เขามีความเชี่ยวชาญในการทำร้านชา เราก็คิดว่าน่าสนใจเลยชวนให้เขามาเปิดร้านในไทย ตอนแรกคิดว่าจะทำทุกอย่างเหมือนร้านเจี้ยนชาที่จีนมาเปิดเลย แต่พอรีเสิร์ชดูแล้วคิดว่าคนไทยไม่น่าชอบแน่ๆ เพราะเท่าที่เราไปกินชามาแล้วทั่วโลก ทุกที่เขาก็มีเอกลักษณ์ของเขา

แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่รสชาติแบบที่คนไทยชอบคือต้องหอมชา มีรสผลไม้ชัด เราเลยคิดว่าปรับส่วนผสมในแก้วทั้งหมดเลยว่าเมนูไหนจะต้องมีส่วนผสมของอะไร ในสัดส่วนเท่าไหร่บ้าง เพื่อให้รสชาติถูกปากคนไทยที่สุด

ตอนนั้นเราเอาผลไม้ไทยใส่กระเป๋าเดินทาง บินไปเทสต์กับชาที่จีน มีการเอาชาที่จีนกลับมาเทสต์รสชาติในไทยด้วย เทสต์กันหลายรอบมากกว่าจะได้รสชาติที่ลงตัว เรื่องแพ็กเกจจิ้งกับ CI แบรนด์เราก็ทำใหม่หมดให้เข้ากับรสนิยมคนไทย

เรายังคงชื่อเดิมคือเจี้ยนชาเอาไว้ แต่ในโลโก้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษคือ JIAN CHA เพราะพอเราตั้งใจจะเป็น global brand ที่สเกลธุรกิจไปทั่วโลกก็เลยอยากให้ดูอินเตอร์ ส่วนในโลโก้ที่เป็นภูเขาก็มาจากต้นกำเนิดใบชาที่เราใช้มาจากยอดเขาแห่งหนึ่งในจีนที่ดังเรื่องชามากๆ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพีเตอร์ด้วย

ถ้าให้เปรียบเทียบเจี้ยนชาเป็นคนสักคนหนึ่ง คิดว่าจะเป็นคนที่มีคาแร็กเตอร์แบบไหน

เรามองว่าเป็นคนที่รักสุขภาพ รักการดูแลตัวเอง อยากที่จะดูแลตัวเอง เลยมองหาอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกาย และถือแพ็กเกจสินค้าที่ดูดี ทำให้เราใส่ใจในการออกแบบแพ็กเกจให้ดีด้วย และลูกค้าเราก็เป็นคาแร็กเตอร์แบบนี้เลย แล้วก็เป็นคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ กล้าที่จะทำอะไรแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

เจี้ยนชาให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง

กระบวนการในการทำแต่ละแก้วของเราสำคัญมาก ทุกอย่างมีผลหมดเลย แม้กระทั่งน้ำที่ใช้ต้องเป็นน้ำที่เหมาะกับการต้มชา เราเลยใช้น้ำที่ผ่านเครื่องกรองของเราโดยเฉพาะ เราไปคัดมาแล้วว่าเครื่องนี้ไม่ว่าจะไปกรองน้ำที่ไหนบนโลกก็ให้รสชาติที่ดี

เรื่องอุณหภูมิน้ำเราก็จะมีเครื่องต้มชา ที่ทำให้ทุกกระบวนการมีอุณหภูมิเหมาะกับชาแต่ละตัว เพราะชาจะมีเวลาที่ใช้ในการต้มไม่เหมือนกัน ใช้อุณหภูมิไม่เท่ากัน แล้วเราใช้ใบชาจริงๆ มาต้มสด ไม่ได้ใช้เป็นผงมาผสมกับน้ำ

เรื่องผลไม้เราก็ตั้งใจอยากสนับสนุนเกษตรกรไทย เพราะฉะนั้นเราเลยใช้ผลไม้สดทั้งหมด และมีกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพของผลไม้ดีตามมาตรฐานของเจี้ยนชาที่เราวางเอาไว้

คุณมีวิธีการคุมคุณภาพใบชาและผลไม้ ซึ่งเป็นวัตถุดิบตามฤดูกาลยังไง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายเราเหมือนกัน เพราะชาที่เราใช้ปีหนึ่งก็เก็บเกี่ยวได้แค่ครั้งเดียว เราเลยไปศึกษาวิธีการว่าจะทำยังไงให้เก็บเกี่ยวได้ถึง 3 ครั้ง แล้วไปให้ความรู้กับเกษตรกรที่ปลูกชาในจีน กลายเป็นว่าเราไปสนับสนุนอาชีพให้พวกเขา

ปกติคนที่ทำการเกษตรเขาจะทำงานกันเป็นครอบครัว ก็จะมีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวปีละครั้งแค่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่พอเก็บเกี่ยวได้ทุกฤดูเขาก็จะได้อยู่กับครอบครัวตลอด และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

เคยมีเกษตรกรที่จีนเขียนจดหมายมาให้เราว่า ‘ขอบคุณมากนะ’ ทำให้เรามีเป้าหมายอยากสนับสนุนให้ทุกๆ หมู่บ้านที่ปลูกชาในจีนได้มีความรู้เรื่องนี้ เพราะประเทศเขาใหญ่มาก บางเมืองอาจจะยังเข้าไม่ถึงความรู้เหล่านี้ เราคิดว่าสามารถสร้างสิ่งที่อิมแพกต์มากขึ้นกว่านี้ได้ ถ้าแบรนด์เรายิ่งขยายสาขาเยอะขึ้น ก็จะกระจายรายได้มากขึ้น และไปสนับสนุนในส่วนนี้ได้

ส่วนเรื่องผลไม้เราก็จะมีการคัดก่อนว่าผลไม้ชนิดไหนเหมาะกับการนำมา remarketing (เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ที่ใช้ยิงโฆษณาซ้ำไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจมาก่อน) ทีมเราต้องเข้าใจกระบวนการว่าผลไม้อะไรที่มีทั้งปี แล้วช่วงไหนมีรสชาติหวานหรือไม่หวาน ถ้าช่วงไหนคุณภาพไม่ได้เราจะไม่ขายเมนูนั้น เราก็จะขายเมนูอื่นแทน ถ้าถึงฤดูกาลของผลไม้นั้นก็จะนำกลับมาขาย

แล้วเราก็จะมีบางเมนูที่ไม่ได้ต้องอาศัยฤดูกาลมาก เช่น ชาเผือก ชาโมจิ ชานม มัทฉะ หรืออย่างชาส้มก็เป็นผลไม้ที่ปลูกได้ทั้งปี แต่บางสถานที่ปลูกรสชาติแต่ละช่วงเวลาก็จะแตกต่างกัน เราก็มีสลับการใช้ผลไม้ที่ปลูกทางใต้บ้าง ทางตะวันออกบ้างผลัดเปลี่ยนกันไปให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด

ไอเดียชาองุ่นปอกมือเจ้าแรกของไทยมาจากไหน

มาจาก pain point ที่คนเข้าใจว่าเราเป็นแบรนด์จีนหรือเปล่า แล้วไม่อยากสนับสนุนแบรนด์ของคนจีน ตอนนั้นเราก็ทำคลิปสื่อสารออกมานะว่าเราเป็นแบรนด์คนไทยที่ใช้ชาจีน แต่คอนเทนต์นั้นอาจจะยังไม่เพียงพอให้คนรู้กันในวงกว้าง

เราอยากให้เมนูนี้เป็นตัวแทนบอกว่าเราเป็นแบรนด์ไทย เราเลยให้น้องพนักงานปอกเปลือกและปอกเม็ดองุ่นด้วยมือ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าแรกในไทยที่ทำแบบนี้ แล้วเราก็ใส่คำอธิบายเข้าไปในแอพฯ เดลิเวอรีว่าเมนูนี้คือชาองุ่นสดปอกมือเจ้าแรกของคนไทย ก่อนกดสั่งคนจะได้รู้ว่า อ๋อ นี่แบรนด์คนไทยนะ

ถ้าสังเกตทุกเมนูที่อยู่ในแอพฯ เดลิเวอรีเราชอบใส่แคปชั่นที่สื่อถึงเมนูนั้นออกมา ก่อนหน้านี้เราเขียนเองหมดเลยแล้วชอบมาก คือเราเขียนว่ากินเมนูนี้แล้วจะเหมือน first kiss ให้ความรู้สึกนึกถึงเดตแรก ทำให้คนอ่านแล้วรู้สึกสนุก อยากลองว่ารสชาติมันเป็นยังไง ทำให้เรารู้สึกถึงบรรยากาศหรือโมเมนต์นั้นได้เลยหรอ

ทำไมช่วงแรกถึงเลือกเปิดร้านทีเดียวพร้อมกัน 2 สาขา

ช่วงแรกเราเปิดสาขา The Up พระราม 3 และสาขาสยามพารากอนพร้อมกัน เพราะเราต้องการจะดูความเป็นไปได้ว่าร้านควรจะอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรืออยู่นอกห้างดีกว่ากัน อย่างสาขาในห้างสรรพสินค้าจะมีคนเยอะในวันเสาร์ อาทิตย์ แต่วันธรรมดาคนจะน้อยหน่อย

ส่วนสาขานอกห้างมีความเป็นไปได้ในเรื่องของค่าเช่าที่ราคาดีกว่า แต่ revenue หรือรายได้รวมจากการขายอาจจะไม่ได้ดีมาก ยกเว้นแต่ว่าแถวนั้นมีออฟฟิศหรือสามารถสั่งเดลิเวอรีได้ยอดขายก็จะดีในวันธรรมดา แต่วันเสาร์-อาทิตย์ยอดขายก็จะตกลง

ซึ่งแต่ละที่มีข้อดี-ข้อเสียคนละแบบ แต่ว่าสุดท้ายแล้วเราต้องเข้าใจก่อนว่ากลุ่มลูกค้าเราคือใคร เป็นคนแบบไหน รายได้เขาควรจะอยู่ประมาณเท่าไหร่ ถึงจะตัดสินใจซื้อชาของเราได้ เราถึงจะต้องไปอยู่ในโลเคชั่นที่ถูกต้อง

กว่าจะรู้ว่าเป็นที่ไหนเราต้องสร้างร้านต้นแบบในทุกๆ แบบ อย่างตอนนี้เรามีร้านทั้งใน avenue ข้างนอก มีตามตึกแถว ดูเป็นโมเดลสาขาที่สามารถเป็นไปได้ เพราะเราตั้งใจจะขายแฟรนไชส์ และตั้งใจจะขยายสาขาไปทั่วประเทศไทยด้วย

คิดเห็นยังไงที่ในทุกวันนี้หลายๆ แบรนด์เลือกทำสงครามราคา

เรามองว่าลูกค้าจะได้รับอะไรมากกว่า สุดท้ายแล้วคุณภาพของสินค้า ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ เราว่าสำคัญมากกว่าการแข่งขันกันทางด้านราคา ยิ่งทุกวันนี้คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้ตัดสินเรื่องราคาเป็นหลัก แต่ตัดสินที่ความพึงพอใจ อาจจะจัดโปรโมชั่นสนุกๆ ได้ แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขัน ไปแข่งกันที่รสชาติ คุณภาพสินค้า การบริการดีกว่า เพราะเรื่องพวกนี้คือ value ที่ลูกค้าต้องการมากกว่า

ในมุมของคุณคิดว่าตอนนี้ตลาดชาเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

ตอนนี้ตลาดชาค่อนข้างดุเดือดมาก แต่เรามองว่าเป็นข้อดี ยิ่งมีคนมาเล่นในตลาดนี้เยอะเท่าไหร่ยิ่งดี แปลว่ามีกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อเยอะขึ้น และรู้สึกว่าถ้ามีคนมาทำธุรกิจเกี่ยวกับชาเยอะ ก็ยิ่งช่วยกันโฆษณาให้ตลาดนี้บูมขึ้นไปอีก

ก่อนหน้านี้ชาเป็นกลายกระแสขึ้นมาก่อน ซึ่งกระแสเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ายังได้รับความนิยมในช่วงเวลาที่นานขึ้น แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คนในวงกว้างสิ่งนั้นถึงกลายมาเป็นเทรนด์

และถ้ายิ่งอยู่นานขึ้นอีก เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนได้มากขึ้นอีก สิ่งนั้นก็จะกลายมาเป็นวัฒนธรรม เหมือนเวลาเรากินเนื้อคู่กับไวน์ มันกลายเป็นวัฒนธรรมที่คนทำจนชินไปแล้ว ทำให้เรารู้สึกว่ายิ่งมีคู่แข่งในตลาดนี้เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เรื่องการดื่มชาจะกลายเป็นวัฒนธรรมของคนไทย

หลังจากนี้อยากเห็นเจี้ยนชาเติบโตไปในทิศทางไหน

เราใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี สามารถขยายไปได้ 40 สาขา จากการขยายสาขาด้วยตัวเองและจากการขายแฟรนไชส์ และตั้งใจว่าภายในสิ้นปี 2025 นี้จะขยายให้ถึง 100 สาขา ส่วนเป้าหมายใหญ่ของเราหลังจากนี้อีก 5 ปีอยากขยายให้ถึง 1,000 สาขาทั่วโลก

ตอนนี้เรามีสาขาในต่างประเทศแล้วที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย อยู่ในย่านที่การแข่งขันดุเดือดมาก เพราะว่าเราเลือกเปิดใจกลางเมืองเลย ก็จะมีแบรนด์ระดับโลกเปิดร้านอยู่แถวนั้นติดๆ แล้วก็กำลังก่อสร้างสาขาที่สิงคโปร์อยู่ ส่วนปลายปีคิดว่าน่าขยายสาขาไปที่สหรัฐอเมริกา

แต่ละประเทศที่ไปเราก็มีการปรับบางเมนูไม่เหมือนที่ไทย เพื่อให้เข้ากับประเทศนั้นๆ อย่างที่เมลเบิร์นตอนนี้อากาศบ้านเขา 3-5 องศา เราก็ทำเมนูร้อนเพิ่มเข้าไป เช่น ชาโมจิร้อน ชาเผือกร้อน

เวลาเราจะขยายสาขาไปประเทศไหน เราจะมานั่งวิเคราะห์แล้วว่าแบรนด์ไทยอย่างเราจะนำโปรดักต์อะไรไปสู้กับเขาได้ รวมถึงผลไม้ก็ไม่เหมือนที่ขายในไทย เราก็ต้องไปดูอีกว่าผลไม้บ้านเขามีผลไม้อะไรที่ออกผลทั้งปีหรือผลไม้อะไรมีช่วงไหนบ้าง

เพราะเราอยากให้เจี้ยนชาเป็นไปตามที่ตั้งใจไว้คือเป็น global brand ที่สเกลธุรกิจไปได้ทั่วโลก

เพ-ลา ร้านสารพัดของใช้และเครื่องหอมคู่สยาม ที่ขายประสบการณ์และความเรียบง่ายไม่ตะโกน

ในโลกธุรกิจที่สารพัดแบรนด์ต่างงัดข้อดีของตนเองโฆษณาผ่านกลยุทธ์การตลาดมากมาย มีแบรนด์เล็กๆ แบรนด์หนึ่งกลับเลือกดำเนินธุรกิจด้วยวิธีตรงกันข้าม อย่างการทำให้เงียบ เรียบง่าย ที่สุด เพื่อหวังอยู่ข้างๆ ผู้คนในชีวิตประจำวัน 

แบรนด์ที่ว่าคือ เพ-ลา ที่หากใครเคยเป็นเด็กแถวสยามอาจรู้จักดี

เพ-ลาก่อตั้งขึ้นในปี 2012 เป็นธุรกิจครอบครัว ที่มีแกนนำหลักคือ ยู้–ภิญญาพัชร์ ศุภิศราอธิวงศ์ ผู้หญิงที่เชื่อในพลังของความธรรมดา เธอและครอบครัวเริ่มต้นจากการต้มสบู่และทำถุงหอมขายที่ตลาดจตุจักร ด้วยความตั้งใจเพียงข้อเดียวว่าอยากให้ลูกค้าได้ใช้ของดี ในราคาที่ไม่ต้องลังเลจะควักเงินจ่าย

สิบกว่าปีผ่านไป ร้านเล็กๆ ในจตุจักรกลายเป็นแบรนด์ของใช้ประจำวันที่อยู่กลางใจเมืองใหญ่อย่างสยาม สินค้าของเพ-ลายังขยายจากเครื่องหอมไปสู่ของใช้ในบ้าน เครื่องเขียน และของแฟชั่น ของจุกจิกต่างๆ ทุกอย่างยังคงสะท้อนแนวคิดเดิมคือของต้องดี ใช้งานได้จริง เข้าใจง่าย และใช้ได้ทุกวันอย่างมีความสุข 

ท่ามกลางสยามอันแสนวุ่นวาย เราขอพาทุกคนไปพักกายและใจ ฟังเรื่องราวธุรกิจ และเรื่องเล่าของเพ-ลา ไปพร้อมๆ กัน

เพ-ลาแห่งการเริ่มต้น

อย่างที่เกริ่นไปแล้ว เพ-ลา เริ่มจากสบู่ที่ต้มกันเองและถุงหอมที่ทำกันเอง ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีเงินทุนมหาศาล มีเพียงความตั้งใจอยากให้คนได้ใช้ของคุณภาพดี ในราคาที่ไม่ต้องคิดมาก เมื่อคนใช้แล้วรู้สึกว่าดี พวกเขาก็บอกต่อเอง แบบปากต่อปาก 

จนแทบจะเรียกได้ว่าเพ-ลาเป็นแบรนด์ที่มาก่อนกาล ก่อนที่ใครๆ จะหันมาลงเล่นตลาดเครื่องหอมเช่นปัจจุบัน

“พอคนใช้แล้วรู้สึกว่ามันดี เขากลับมาถามว่ามีอย่างอื่นไหม เราก็เลยค่อยๆ พัฒนาสินค้าใหม่ๆ ตามที่ลูกค้าอยากได้ มันก็เริ่มจากคำถามว่าในชีวิตประจำวันของคนคนหนึ่ง เขาใช้ของอะไรบ้าง”  

จากสบู่และถุงหอมในวันนั้น กลายเป็นสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ในวันนี้ ยิ่งเมื่อย้ายไปสาขาสยาม กลุ่มลูกค้าที่เป็นนักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง สินค้าในหมวดของใช้ในบ้าน เครื่องเขียน และของแฟชั่นอย่างหมวกหรือกระเป๋าก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่แม้สินค้าจะหลากหลายขึ้น ยู้ก็บอกว่าสินค้าเหล่านี้มีจุดร่วมเดียวกัน

หนึ่ง–สินค้าทุกชิ้นต้องมีประโยชน์และใช้งานได้จริง

สอง–ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องตีความ

สาม–เป็นของที่ทุกคนเข้าถึงได้ในราคาสมเหตุสมผล

“เราไม่ได้อยากตะโกน เราอยากอยู่เงียบๆ ข้างๆ ชีวิตลูกค้า ไม่ว่าจะวันที่เขามีความสุขหรือวันที่เขาเหนื่อยล้า” 

แนวคิดนี้ชัดเจนตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจที่ลดสิ่งฟุ่มเฟือยลงเหลือเพียงสิ่งจำเป็นที่สุด 

“เราคุยกันในทีมว่า คนแบบเพ-ลาสามารถกินอาหารข้างทางก็ได้ หรือจะกินอาหารในโรงแรมหรูๆ ก็ได้ เราไม่ต้องเลือกข้าง เราอยู่ได้ทุกแบบ และเราก็อยากให้แบรนด์เราเป็นแบบนั้น อยู่ตรงไหนก็กลมกลืน อยู่ได้ในทุกชีวิต

สิ่งนี้มันเลยสะท้อนกลับมาที่แนวทางการทำสินค้าของเรา เราอยากผลิตของที่เป็นเหมือนเราคือไม่ต้องหรู ไม่ต้องซับซ้อน แต่ดีในเนื้อแท้ ข้างนอกอาจดูเรียบๆ แต่ข้างในต้องมีคุณภาพจริงๆ เราเลยไม่เน้นแพ็กเกจหรู ไม่ใช้มาร์เก็ตติ้งอลังการ ทุกอย่างถูกลดทอนให้เรียบง่ายที่สุด เพื่อเอาทุนทั้งหมดไปใส่ในไส้ในของสินค้า” 

และเบื้องหลังแนวคิดนี้มาจากประสบการณ์ตรงของเธอเอง

“เราไม่ได้เกิดจากครอบครัวที่มั่งมี เลยรู้ว่าคนอีกจำนวนมากอยากใช้ของดี แต่ไม่อยากจ่ายแพง เราเลยพยายามอยู่ตรงกลาง ของคุณภาพดี ราคาเข้าถึงได้” 

 เพ-ลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

ก่อนจะกลายเป็นร้านในสยามอย่างทุกวันนี้ เพ-ลาเคยเริ่มจากร้านเล็กๆ ในจตุจักร

“ที่จตุจักรเปิดได้แค่เสาร์-อาทิตย์ เราเลยอยากหาที่ที่เปิดได้ทุกวัน ก็เลยเลือกสยาม”  

การเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกของการตั้งไข่ธุรกิจ คือการปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ตั้งที่เปลี่ยนไป อันหมายถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนไทยมากขึ้น เช่น ลูกค้าต่างชาติชอบกลิ่นสดชื่น แต่ลูกค้าคนไทยแถวสยามอาจชอบกลิ่นฟรุตตี้

ส่วนอีกหนึ่งการปรับตัวที่ยู้และทีมเองยังคงหาวิธีแก้โจทย์กันอยู่ คือการปรับตัวให้อยู่คู่สยามได้แม้ในวันที่มีผู้เล่นในตลาดเพิ่มมากขึ้น และความสนใจของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป แม้เพ-ลาจะอยู่ในสยามมากว่าทศวรรษ แต่ยู้ก็ยอมรับว่า “ทุกวันนี้ยากกว่าสมัยก่อน”

“ลูกค้าสมัยนี้เปลี่ยนแบรนด์ง่ายขึ้น เราต้องรักษาลูกค้าเก่าไว้ พร้อมดึงลูกค้าใหม่เข้ามาในเวลาเดียวกัน” 

ลูกค้ารุ่นเก่าที่เคยเดินร้านตอนเรียนมหาวิทยาลัย วันนี้หลายคนกลายเป็นพนักงานออฟฟิศ หรือกลายเป็นคุณแม่ ทีมเพ-ลาจึงต้องระดมสมองว่าจะทำยังไงให้ร้านยังอยู่ในชีวิตพวกเขาได้

ขณะเดียวกัน เธอก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจลูกค้าเจนฯ ใหม่ๆ มากขึ้น

“วัยรุ่นตอนนี้เขาอยากได้ความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องหวือหวา ไม่ต้องแบรนด์เนม ขอแค่ตรงกับชีวิตของเขา เขาก็เลือกจะเปิดใจ”  

สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอกลับมาทบทวนเสมอว่า เพ-ลาไม่ใช่ร้านขายของใช้ทั่วไปอีกต่อไป แต่เป็นร้านที่ สะท้อนชีวิตคนเมืองในแบบเรียบง่ายและจริงใจ เพ-ลาไม่ใช่แค่ร้านขายของแต่มอบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้ บรรยากาศในร้านจึงเต็มไปด้วยกลิ่น เสียง และแสงที่อบอุ่นเหมือนบ้าน  

“เราอยากให้รู้สึกว่ามีชีวิตชีวา สนุกสนาน เมื่อได้มาเดินในร้านของเรา ขณะเดียวกันก็ต้องเรียบง่ายและเป็นกันเอง”  

ไม่ว่าคุณจะใส่รองเท้าแตะ เสื้อผ้าแบบเจนฯ ไหน หรือมากับใคร ทุกคนจะรู้สึกเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ในสถานที่แห่งนี้ เสมือนว่าเมื่อก้าวเท้าเข้ามายังอาณาเขตของเพ-ลา พลันเวลาก็หยุดเดิน จนเราสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา เลือกหยิบของอะไรมาใช้ก็ได้โดยไม่ต้องอิงกับเทรนด์ใดๆ

“เท่าที่เห็นลูกค้านะ กลุ่มแรกคือคนที่รู้จักเราจากเครื่องหอมโดยตรงเลย เพราะเขาชอบคุณภาพของเรา กลิ่นของเราเป็นเอกลักษณ์ หาซื้อจากที่อื่นไม่ได้ แล้วก็รู้สึกว่าราคาไม่แพงจนเกินไป ใช้แล้วคุ้มค่า อันนี้จะเป็นกลุ่มที่ซื้อเพราะชอบสินค้าจริงๆ

“ส่วนอีกกลุ่มคือคนที่เดินเข้ามาแล้วรู้สึกว่าร้านเรามีของให้เลือกเยอะ มีของกระจุกกระจิกน่ารัก เหมือนมาเดินเล่น มาช้อปปิ้งแบบเพลินๆ ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อเครื่องหอมอย่างเดียว แต่ได้อารมณ์เหมือนมาใช้เวลาผ่อนคลาย

“มันเลยกลายเป็นว่าเพ-ลามีเสน่ห์สองแบบในร้านเดียว ทั้งความเป็นเอกลักษณ์ของ ‘กลิ่น’ และ ‘ประสบการณ์’ ที่ลูกค้าได้รับตอนอยู่ในร้าน บางคนบอกว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนได้ครบทุกอย่าง ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง เป็นร้านที่ไม่ได้ขายแค่ของ แต่ขายความรู้สึกดีๆ”

แต่การจะทำให้ร้านมีชีวิตชีวาและบรรยากาศแบบนั้นได้ ทุกอย่างต้องเริ่มจาก ‘คน’ ยู้จึงให้ความสำคัญกับทีมงานมาก โดยเฉพาะพนักงานหน้าร้านที่เป็นด่านแรกในการสื่อสารความรู้สึกของแบรนด์

“พนักงานคือสิ่งแรกที่ลูกค้าสัมผัสได้ ดังนั้นการคัดเลือกคนสำคัญมาก ถ้ารับคนผิด เราจะเสียทั้งเวลาและพลังในการปรับให้เข้าใจความเป็นเพ-ลา” 

เธอใช้วิธีดูแลทีมเหมือนคนในครอบครัว “เราคุยกันบ่อย เป็นพี่เป็นน้อง ทุกคนมีสิทธิ์เสนอไอเดียได้” 

 เพ-ลาในวันพรุ่งนี้

ถึงวันนี้ เพ-ลาเดินทางมาไกลกว่า 20 ปี สำหรับยู้แล้ว อนาคตของเพ-ลาไม่ได้อยู่ที่จำนวนสาขา แต่คือการได้อยู่ในทุกชุมชนเมืองในฐานะเพื่อนที่ไว้ใจได้ในชีวิตประจำวัน

“เราอยากเป็นร้านไลฟ์สไตล์ในทุกชุมชนเมืองสำหรับลูกค้า” ไม่ว่าจะขายเครื่องหอม ของแฟชั่น หรือของใช้ในบ้าน เธออยากให้ทุกสิ่งจากร้านนี้ “อยู่ในช่วงเวลาชีวิตของลูกค้าได้ อยากให้วันธรรมดาของเขากลายเป็นวันที่พิเศษขึ้นมานิดหน่อย”  

เป้าหมายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เธอและทีมกำลังหาทางไปให้ถึงในแบบฉบับเรียบง่ายและไม่ตะโกนเช่นที่เป็นมา เพราะที่จริงแล้วในทุกช่วงเวลาของการทำธุรกิจ เธอบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดคือ “ไม่มีวันไหนที่ไม่ต้องเรียนรู้ เราเรียนรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องสินค้า การตลาด การเงิน ไปจนถึงคน มันมีเรื่องให้เรียนรู้ทุกวัน” 

สำหรับเธอ การเป็นเจ้าของกิจการยังไม่ใช่การเข้าใจเรื่องของเงินอย่างเดียว แต่คือการฝึกใจให้เข้าใจตัวเองและคนอื่น

“คนที่รู้ตัวเองเร็วจะดีมาก ต้องรู้ตัวเอง รู้ลูกค้า และรู้จังหวะ สำหรับเพ-ลาเราเห็นว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ลอง เรายังสนุกกับมันอยู่” 

ก่อนจบบทสนทนา ยู้หัวเราะเบาๆ เมื่อถูกถามว่าถ้าย้อนกลับไปบอกตัวเองตอนเริ่มธุรกิจ จะบอกอะไร

“อยากให้ตัวเองเตรียมใจและออกกำลังกายให้มากกว่านี้ เพราะการทำธุรกิจมันคือการวิ่งมาราธอนจริงๆ”

น้ำผึ้งหยดเดียวในวงการ HealthTechStrava เปิดศึกฟ้อง Garmin แล้ว SUUNTO ก็มาร่วมด้วย?

คนรักสุขภาพหรือสาย running club น่าจะพอทราบข่าวคราวที่ Strava แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับวิเคราะห์การออกกำลังกายตัดสินใจยืนคำร้องต่อศาลรัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อฟ้องร้อง Garmin แบรนด์สมาร์ตวอตช์ชื่อดัง ฐานละเมิดสิทธิบัตรและฝ่าฝืนข้อตกลงที่ทั้งสองบริษัทเคยตกลงร่วมกัน

คำถามคือทั้งสองแบรนด์ที่คนรักสุขภาพหลงรักไฉนจึงเปิดศึกกัน สาเหตุเริ่มต้นจากตรงไหน งานนี้กระทบกับใครบ้าง? ใครที่กำลังสงสัยขอชวนล้อมวงเข้ามาหาคำตอบได้จาก Recap ตอนนี้ 

[Strava Live Segments vs Garmin Connect แตกต่างแต่เหมือนกันจนเป็นเรื่อง]

เท้าความถึงที่มาของคดีนี้กันสักนิด โดยต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 ที่ Strava ได้เปิดตัว Strava Live Segments ฟีเจอร์แบบพรีเมียมที่ต้องจ่ายเงินเพื่อใช้งาน โดยคุณสมบัติของฟีเจอร์ที่ว่าคือสามารถ

กำหนดเส้นทาง (segments) และโชว์ Heat Map ในการออกกำลังกาย รวมไปถึงเก็บสถิติระยะทางเอาไว้ขิงกับกลุ่มเพื่อน 

ขณะที่ฟีเจอร์ Strava Live Segments กำลังเป็นกระแส จู่ๆ ฝั่ง Garmin ตัดสินใจเปิดตัว Edge 1000 GPS จักรยาน ซึ่งฟังก์ชั่นดันไปตรงกับจุดเด่นของ Strava Live Segments พอดิบพอดี 

จะด้วยความบังเอิญหรือจงใจก็ตาม สุดท้ายทั้งสองบริษัทตัดสินใจแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการเจรจาทำข้อตกลงกันว่า จะแบ่งสัดส่วนพื้นที่การให้บริการโดยไม่ล่วงล้ำพื้นที่ที่อีกฝ่ายดูแล และสามารถใช้ Strava Live Segments บนอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ของ Garmin ได้ โดยต้องไม่มีการดัดแปลง แก้ไข และสร้างซ้ำ

อย่างไรก็ตาม Strava อ้างว่าในเวลาต่อมา Garmin ได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ด้วยการเปิดตัว Garmin Connect ฟีเจอร์ที่กำหนดเส้นทางการออกกำลังกายและโชว์ Heat Map ระยะทาง เรียกว่าแทบจะถอดแบบมาจาก Strava Live Segments ผลกระทบคือพวกเขาสูญเสียรายได้มหาศาลจากฐานกลุ่มลูกค้าที่ใช้อุปกรณ์ของ Garmin ที่หนีไปใช้ Garmin Connect ถึงขั้นที่มีข่าวว่าปี 2022 Strava ขาดทุนอย่างหนักจนต้องปลดพนักงาน  

ในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองแบรนด์ไม่สามารถหาข้อยุติปัญหานี้ได้ ผลลัพธ์จึงนำมาสู่การฟ้องร้องอย่างที่เห็นในตอนนี้ โดย Strava ยื่นคำขาดต่อศาลว่า Garmin ต้องห้ามเสนอขายผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่มีฟีเจอร์กำหนดเส้นทางและโชว์ Heat Map รวมไปถึงให้ยกเลิกทั้งสองฟีเจอร์นี้ในแพลตฟอร์ม Garmin Connect  

ไฟแค้นของ Strava ยังไม่จบแต่เพียงเท่านั้น พวกเขาฟ้องต่อศาลเพิ่มเติมถึงแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ (developer API guidelines) ของ Garmin ที่บังคับผู้บริโภคเป็นนัยๆ โดยให้ทุกภาพหรือทุกกิจกรรมจากทุกฟีเจอร์ที่แชร์ผ่านอุปกรณ์ของ Garmin ต้องมีโลโก้แบรนด์ Garmin อยู่ด้วย ซึ่งฝั่ง Strava มองว่านี่เป็นการยัดเยียดเรื่องแบรนดิ้งโดยที่ผู้ใช้งานไม่มีทางเลือก

ขณะเดียวกัน Strava ยังมองว่า การที่ Garmin แปะโลโก้ของตัวเองลงบนทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ใช้งานแชร์ เป็นเหมือนการใช้ประโยชน์จาก ‘ข้อมูลส่วนตัว’ ของผู้บริโภค มากกว่าจะคำนึงถึงประโยชน์การใช้งานเป็นหลัก

[SUUNTO กระโดดร่วมวงฟ้องร้อง Garmin]

ไม่ใช่แค่ฝั่ง Strava ที่กำลังมีคดีความกับ Garmin เพราะในระยะเวลาไล่เลี่ยกันฝั่งแบรนด์สมาร์ตวอตช์จากประเทศฟินแลนด์อย่าง SUUNTO ได้ประกาศฟ้องร้อง Garmin เช่นกัน เพราะพวกเขาอ้างว่า Garmin ได้ละเมิดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่ใช้ออกแบบสมาร์ตวอตช์จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ 

– การวัดอัตราการหายใจ

– การออกแบบเสาอากาศ

– การจัดวางอุปกรณ์ภายในตัวเรือนนาฬิกา 

– การตรวจจับวงสวิง

– การบันทึกตำแหน่งของลูกกอล์ฟ 

โดย 2 ข้อท้ายถือเป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อกีฬากอล์ฟโดยเฉพาะ 

ถึงตรงนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าทั้งสองคดีที่กล่าวในข้างต้นจบลงยังไง แต่สิ่งนี้สะท้อนนัยสำคัญได้ว่า เมื่อตลาด HealthTech ที่เคยเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มเติบโตขึ้นตามเทรนด์รักสุขภาพของคนทั่วโลก การแข่งขันเพื่อช่วงชิงและรักษาฐานผู้บริโภคยิ่งทวีความเข้มข้น 

ยิ่งในฝั่งของ Strava ที่กำลังเตรียมขายหุ้นเพื่อเข้า IPO การเสียฐานลูกค้าไปแม้จะแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์นับว่าไม่ใช่ผลดีแน่นอน ถึงขั้นที่คำขาดสุดท้ายหากการตัดสินไม่เป็นไปตามคาดหวัง Strava จะบล็อกการใช้งานทุกฟีเจอร์ของ Strava บนทุกอุปกรณ์ของ Garmin 

ถึงกระนั้นฝั่งลูกค้าของ Garmin บางรายก็มองว่า Strava เป็นเพียงฟีเจอร์ที่ยึดโยงกลุ่มคนรักสุขภาพแค่นั้น ถ้าเทียบกับคุณภาพการใช้งานของ Garmin หรือแบรนด์สมาร์ตวอตช์อื่นๆ การขาดหายไปของแพลตฟอร์มนี้แทบไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

เรียกว่าจากน้ำผึ้งหยดเดียวกลายเป็นสงครามข้อพิพาทเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ให้ได้ติดตามดราม่ากันยาวๆ 

ที่มา : 

ญี่ปุ่นผลิตชาไม่ทันขาย ชาจีนบุก SEA แล้วชาไทยอยู่ตรงไหนในเวทีโลก 

จากกระแสชาไทย ชาผลไม้สไตล์จีน ไปจนถึงมัทฉะ เราอาจรู้สึกว่าชากลับมาได้รับความนิยมในไทยมากขึ้น แต่ที่จริงแล้วการกลับมาเฟื่องฟูของชาเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก ที่ได้รับผลโดยตรงจากเมกะเทรนด์สุขภาพและอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย

ตั้งแต่ปี 2024 ถึงปี 2025 อาจเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปีทองของชา ที่เครื่องดื่มเก่าแก่ชนิดนี้กลับมายืนเคียงข้างกาแฟได้อย่างสง่างาม ไม่เพียงแต่แบรนด์ต่างชาติที่ตบเท้ากันเข้ามาปักหลักในไทย แต่แบรนด์ไทยมากมายก็มีเวทีเฉิดฉาย

ใน ISSUE TEA POP ครั้งนี้ Capital จึงขอพาไปสำรวจว่าชาเติบโตและครองใจผู้คนทั้งไทยและทั่วโลกยังไงบ้าง แล้วอะไรทำให้ผู้คนกลับมาตกหลุมรักชาได้อีกครั้ง

1. ตลาดชาเติบโตต่อเนื่องจากเมกะเทรนด์สุขภาพ

ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่ามูลค่าตลาดชาทั่วโลกในปี 2024 อยู่ที่ 51.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 6.1% ต่อปี จนแตะ 69 พันล้านดอลลาร์ในปี 2029 โดยชาดำครองตลาดสูงสุดที่ 41.3% รองลงมาคือชาเขียว 22.8% และชาผลไม้/ชาสมุนไพร 19.5%

การเติบโตนี้เกิดจากกระแสเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ผู้คนทั่วโลกหันมาลดการบริโภคกาแฟและน้ำตาล ชาจึงกลายเป็นทางเลือกของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ ‘ชาเขียว’ ที่ถูกมองว่าเป็น clean caffeine หรือคาเฟอีนที่ช่วยให้ตื่นตัวโดยไม่ใจสั่น และยังดีต่อสุขภาพในระยะยาว

2. ‘มัทฉะ’ สัญลักษณ์ของความเฮลตี้และมีเทสต์

ในโลกโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok หรือ Instagram มีรีวิวคาเฟ่มัทฉะเปิดใหม่จำนวนมาก บ้างก็เห็นคนโพสต์ภาพมัทฉะทั้งในสตอรี่และหน้าฟีดของ Instagram เรียกว่ามัทฉะได้กลายเป็นเครื่องดื่มของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เพียงดื่มดี แต่ดื่มแล้วยังดูดี มีเทสต์ด้วย

อันที่จริงความนิยมของมัทฉะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทยเท่านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการส่งออกชาเขียวของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า โดยมัทฉะคิดเป็นกว่า 70% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ที่น่าสนใจคือความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้มัทฉะเกรดพรีเมียมจากเมืองอุจิ (Uji Matcha) ขาดตลาดในช่วงปลายปี 2024

หลายร้านต้องจำกัดจำนวนการซื้อ หลังจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ซื้อกลับประเทศจนสินค้าหมด ขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย มัทฉะก็ถูกนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าเดิม 2–3 เท่า ส่วนในตลาดต่างประเทศอย่างสหราชอาณาจักรก็มีการเติบโตสูง โดยยอดขายชาเขียวและมัทฉะเพิ่มขึ้นกว่า 200%

กระแสมัทฉะนี้ไม่เพียงเป็นผลจากเทรนด์สุขภาพ แต่ยังกลายเป็น soft power ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ที่ผลักให้ชาเขียวและมัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มระดับโลกได้เลยทีเดียว

3. ชาไทยในตลาดโลก กับ ‘ชาตรามือ’ แบรนด์ที่ผลักดันให้ชาไทยเป็น Soft Power

หากมองชาในแง่สินค้าเกษตรกรรม ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่ามูลค่าการส่งออกชาไทยและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มจาก 70 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 เป็น 73 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยตลาดหลักยังคงเป็นอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย

แต่ในเชิงวัฒนธรรม ‘ชาไทยสีส้ม’ ก็กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ในปี 2023 เว็บไซต์ TasteAtlas จัดให้ชาไทยติดอันดับ 7 ของเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ที่ดีที่สุดในโลก และในปี 2024 ก็อยู่ที่อันดับ 9 ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองศูเปอร์สตารร์สาวชาวไทย LISA ก็ได้เปิดตัว ‘Lisa Thai Tea’ เครื่องดื่มเทสต์ดีกับซูเปอร์มาร์เก็ต Erawon ในสหรัฐฯ จนเกิดกระแสชาไทยฟีเวอร์

ในบรรดาแบรนด์ชาไทยที่ยืนหนึ่งและเรียกได้ว่าเป็นผู้ผลักดันให้ชาไทยเป็น Soft Power ก็คือชาตรามือ ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 80 ปี ปัจจุบันมีสาขาในต่างประเทศกว่า 114 แห่งใน 10 ประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 130 สาขาภายในปี 2025 พร้อมรายได้กว่า 3,000 ล้านบาทในปี 2024 โดยชาตรามือยังวางเป้าเติบโตอีก 20% และมุ่งสู่การเป็น Global Brand ผ่านการส่งออกชาไทยไปกว่า 23 ประเทศทั่วโลก

ถึงอย่างนั้น เราอาจพูดได้ไม่เต็มปากนักว่าชาไทยได้รับความนิยมไปทั่วโลกแบบมัทฉะ แต่เราอาจกล่าวได้ว่ากระแสความนิยมชา และการขยายไปต่างประเทศของชาตรามือและแบรนด์อื่นๆ ก็ช่วยทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นซึ่งไม่แน่ว่า รสชาติชาไทยที่คนไทยหลงรัก อาจถูกปากคนทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีก็เป็นได้

4. ตลาดชาไทยพรีเมียม เมื่อผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพ

เราอาจคุ้นกับชาไทยหวานๆ ส้มๆ มานานแสนนาน แต่กระแสสุขภาพและความใส่ใจในคุณภาพก็ทำให้เกิดตลาดใหม่อย่างชาไทยพรีเมียม

แบรนด์ใหญ่ๆ เช่น ชาตรามือหันมาเปิดตัวชาไทยไร้สี และชาไทยคอมบูฉะ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลีกเลี่ยงสีผสมอาหาร ขณะเดียวกัน แบรนด์รุ่นใหม่ก็นำเสนอชาไทยในรูปแบบใหม่ อย่าง Karun Thai Tea กับชาสลัชชี่ที่มาพร้อมประสบการณ์ หรือจะเป็น Chongdee ชาใต้ท้องถิ่นเสิร์ฟพร้อมขนมเคียง สะท้อนว่าผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์และรสชาติที่แตกต่าง

5. ชาจีนสไตล์ใหม่ กับการบุกตลาดไทย

อีกหนึ่งคลื่นที่น่าจับตาคือแบรนด์ชาจีนแนวใหม่ (New-Style Tea) รายงานจาก EqualOcean และ China Daily ชี้ว่าแบรนด์ชาจีนกำลังขยายสาขาในไทยมากขึ้น โดยมองไทยเป็นเหมือนสนามทดลอง ก่อนต่อยอดไปยุโรปและอเมริกาเหนือ สาเหตุหลักๆ มาจากที่ตลาดภายในจีนอิ่มตัวมากขึ้น

ส่วนเหตุผลที่ไทยเป็นหมุดหมายที่น่าสนใจเพราะความต้องการของผู้บริโภคสูง คนไทยเปิดใจให้กับแบรนด์ใหม่ได้ง่าย ต้นทุนการขยายสาขาในไทยอาจถือว่าดีกว่าเมื่อเทียบกับจีนเอง ที่สำคัญคือ ประเทศไทยก็เป็นอีกตลาดที่ตลาดชาเติบโต โดยเฉพาะชาผลไม้ ชาไข่มุก และมัทฉะ

อย่าง Chagee ที่เพิ่งเปิดสาขาที่สูงที่สุดในโลกบนตึกมหานคร โดยใช้ใบชาจากฟาร์มออร์แกนิกในยูนนาน ส่วน Naixue’s Tea เน้นชาผลไม้และชานมพรีเมียมเสิร์ฟพร้อมเบเกอรี่คุณภาพ การเข้ามาของแบรนด์เหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มการแข่งขัน แต่ยังช่วยขยายตลาดชาในไทยให้เติบโตจากเครื่องดื่มเฉพาะกลุ่ม (niche) สู่เครื่องดื่มหลักของคนรุ่นใหม่

จากมัทฉะ ถึงชาไทย และชาผลไม้จากจีน ‘ชา’ กลายเป็นเครื่องดื่มที่สะท้อนทั้งสุขภาพและวัฒนธรรมของโลกยุคนี้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะในฐานะพืชเศรษฐกิจ เครื่องดื่มแฟชั่น หรือ Soft Power ชากำลังเติบโตไปทั่วโลก และประเทศไทยก็กำลังเป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางสำคัญ

สำหรับแบรนด์ไทย แม้ต้องเผชิญการแข่งขันเพิ่มขึ้น แต่ก็ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาเมนูใหม่ รสชาติใหม่ หรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่มเติม โดยยังต้องมีจุดแข็งที่ทำให้แตกต่างจากท้องตลาดให้ได้
.
อ้างอิง

niko and … แบรนด์ญี่ปุ่นที่ชวนศิลปินไทยและแบรนด์ไทยในตำนานสร้างสรรค์ไอเทมคอลแล็บสุดคาวาอี้

หากใครเคยแวะมาที่ร้าน niko and …  แบรนด์ไลฟ์สไตล์จากญี่ปุ่นที่มีแฟล็กชิปสโตร์ตั้งอยู่ที่สยาม จะสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่แวะไปมักมีคอลเลกชั่นใหม่ๆ ที่สนุกสนาน พร้อมไอเทมหลากหลาย ให้เซอร์ไพรส์อยู่เสมอทั้งเสื้อผ้า ของใช้ ตุ๊กตา หมอนอิง รองเท้า กระเป๋า พวงกุญแจ เครื่องเขียน เคส แก้ว ร่ม ฯลฯ 

วันนี้คอลัมน์ X Change ที่เล่าเรื่องราวสารพัดการคอลแล็บของแบรนด์ ขอชวนแวะมาที่ niko and … แบรนด์ที่วางกลยุทธ์การคอลแล็บเป็นหัวใจสำคัญในการออกสินค้าใหม่ และนิยามคอนเซปต์แบรนด์ว่าเป็น Editorial Brand ซึ่งทำหน้าที่เหมือนบรรณาธิการ ผู้คัดสรรแบรนด์รอบตัวและนำมาตีความใหม่ให้มีชีวิตชีวาในแบบของตัวเอง

ณ วันที่เราแวะไปเยือน นอกจากที่ร้านจะมีคอลเลกชั่น New Retro ซึ่งนำเสนอสไตล์เรโทรของญี่ปุ่นสมัยก่อนในลายเส้นสดใส และคอลเลกชั่น Looney Tunes ยังมีคอลเลกชั่นไฮไลต์ที่ทำร่วมกับศิลปินไทยคือ niko and …  X Beebs Penthouse ซึ่งนำเสนอเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านลายเส้นสุดป๊อป

ก่อนหน้านี้ในไทย niko and …  เริ่มต้นคอลแล็บกับแบรนด์ท้องถิ่น เช่น Fats and Angry ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังที่มีลายเส้นสไตล์คาเฟ่อเมริกันย้อนยุค ตามด้วยแบรนด์ในตำนานอย่างหงส์ไทย และเด็กสมบูรณ์ ซึ่งครั้งนั้นสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับ Witti Studio ที่เชี่ยวชาญงานพิมพ์แบบ risograph

เมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีดีเอ็นเอความเท่มาคอลแล็บกับแบรนด์ไทยเหล่านี้ สินค้าในคอลเลกชั่นพิเศษจึงมีกลิ่นอายความเป็น ‘ญี่ปุ๊นนน ญี่ปุ่นนน’ อย่างชัดเจน และน่าสนใจว่าเบื้องหลังแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการชวนแบรนด์ไทยมาร่วมคอลแล็บเป็นยังไง

ชวนพูดคุยกับทัตสึยะ (Tatsuya Taharasako) Brand Director ของ niko and … thailand ที่จะพาเดินชมร้าน พร้อมเล่าเรื่องราวเบื้องหลังไอเทมน่ารักไปพร้อมๆ กัน

niko and … & Partners

ทัตสึยะอธิบายว่า แนวคิดการคอลแล็บของ niko and … เน้นการตีความคอนเซปต์ของแบรนด์พาร์ตเนอร์ในมิติสดใหม่ โดยไม่ทำลายเอกลักษณ์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้ทุกคอลเลกชั่นมีความพิเศษและมีเรื่องราวของตัวเอง

“Editorial Brand หมายถึง เราจะเอาความเป็นแบรนด์นั้นมา edit ในสไตล์ของเรา เวลาเราคอลแล็บกับใคร เราไม่ได้แค่เอาโลโก้เขามาแปะ แต่จะดูว่าเอกลักษณ์ของเขาคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงหรือสินค้าที่ขาย แล้วจะปรับให้กลายเป็นสไตล์ในแบบของเรา โดยยังคงความเป็นเขาอยู่ด้วย เช่น ถ้าแบรนด์นั้นมีคาแร็กเตอร์เฉพาะเราจะไม่ใช้มันตรงๆ แต่จะเปลี่ยนให้กลายเป็นสไตล์เรโทร หรือมู้ดที่เข้ากับดีเอ็นเอของ niko and … ”

ในแต่ละโปรเจกต์ ทีมงานจะขอโลโก้ คาแร็กเตอร์ และองค์ประกอบทางภาพทั้งหมดจากแบรนด์พาร์ตเนอร์มา แล้วนำมาปรับโทนสี ปรับสไตล์ และแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน เพื่อสร้างสินค้าเวอร์ชั่นใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันจริงๆ

หนึ่งในคอลแล็บที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือการร่วมงานกับหงส์ไทย แบรนด์ยาดมระดับตำนานที่คนญี่ปุ่นเองก็รู้จักดี ทัตสึยะเล่าว่า “เราเอาโลโก้ของหงส์ไทยที่เห็นคุ้นตามาวาดใหม่ในสไตล์เรโทร แล้วนำโลโก้มาใส่ในเสื้อยืดแนวสตรีท ทำให้แบรนด์ดูร่วมสมัยขึ้น แต่ก็ยังมีความคลาสสิกของหงส์ไทยอยู่ในนั้น”

อีกโปรเจกต์ใหญ่ที่ทีมภาคภูมิใจคือการร่วมงานกับเด็กสมบูรณ์ แบรนด์ซีอิ๊วขาวเก่าแก่จากเครือบริษัท ‘หยั่น หว่อ หยุ่น’ ที่อยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ปี 2490 โดยครั้งนี้ niko and … ชวนศิลปินนักวาดไทยรุ่นใหม่สามคน ได้แก่ meanleeee, Ployjaploen และ nnene.iie มาวาดโลโก้ใหม่ในสไตล์ของแต่ละคน

“กับเด็กสมบูรณ์ เราให้ศิลปินไทยตีความโลโก้แบรนด์ออกมาใหม่เป็นสามแบบ แล้วนำโลโก้นั้นไปพิมพ์เป็น risograph ใส่ในสินค้าของเรา ความจริงเราไม่ได้ทำในสไตล์เรโทรทุกครั้ง แต่ขึ้นอยู่กับคอนเซปต์ของแต่ละโปรเจกต์ เราอยากทำในสิ่งที่แบรนด์เหล่านี้ไม่เคยทำมาก่อน เปลี่ยนให้แบรนด์มีความสนุก สร้างความเซอร์ไพรส์ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าทุกครั้งที่มาที่นี่จะได้เจออะไรใหม่เสมอ”

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกพาร์ตเนอร์ คือการมองหาแบรนด์ที่มีตัวตนชัด มีเอกลักษณ์ และเปิดกว้างพอที่จะทดลองสิ่งใหม่ร่วมกันได้ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมเกินไป เพื่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์ร่วมที่ทั้งสองฝ่ายต่างเติบโตไปด้วยกัน

Stay Indy & Go Mass  

ที่ญี่ปุ่น niko and … มีสาขากว่า 140 แห่งทั่วประเทศ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ต้องแนะนำตัวกับตลาดมาก แตกต่างกับในประเทศไทยที่ยังถือเป็นแบรนด์หน้าใหม่ซึ่งเพิ่งเริ่มสร้างฐานแฟนคลับในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลยุทธ์สำคัญในตลาดไทยจึงเริ่มต้นจากการเลือกแบรนด์พาร์ตเนอร์ในการคอลแล็บอย่างรอบคอบเพื่อสร้างการจดจำ (awareness)

“niko and … เป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของแบรนด์ (identity) สูงมาก มีความเป็นอาร์ทิสต์สูง ทีนี้พอแบรนด์มีกลุ่มลูกค้าที่มีความเฉพาะกลุ่ม (niche) มาก ถ้าเราไม่ปรับอะไรเลย ลูกค้าที่เข้าถึงก็จะมีแค่กลุ่มหนึ่งเท่านั้น มันจะไม่เหมือนแบรนด์แมสที่ใครก็ชอบได้ง่ายๆ และกลุ่มลูกค้ากว้าง

“และพอเป็นแบรนด์ niche ลูกค้าที่ชอบจะค่อนข้างอินดี้ และจะมีบางคนที่ไม่เข้าใจแบรนด์เราเลย ซึ่งเราก็มองว่าถ้าอยากอยู่ในตลาดไทยต่อไป แบรนด์เราต้องคิดว่าจะรักษาความเป็นตัวเองยังไงโดยยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มแมสส่วนใหญ่ได้ด้วย”

พอร์ตโฟลิโอในการเลือกทำคอลแล็บของแบรนด์จึงมีการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 20s ไปจนถึง 40s ออกเป็นสองแบบหลัก มีทั้งโปรเจกต์คอลแล็บใหญ่ เน้นทำสินค้าร่วมกับแบรนด์แมสที่ลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจง่าย ส่วนอีกแบบจะเป็นคอลเลกชั่นเล็กที่เน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

“ปีที่แล้วเราทําคอลเลกชั่น ‘มหาเวทย์ผนึกมาร Jujutsu Kaisen’ เป็นแอนิเมชั่นที่แมสมาก ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ตอนที่ทําคอลเลกชั่นนี้ ทางแบรนด์ niko and … ไม่ได้ทำแค่ในไทยด้วย ทำเป็นโครงการใหญ่เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น แต่ทั้งนี้เวลาที่ทีม global ของแบรนด์มีการทำคอลแล็บ ก็ไม่ได้หมายความว่าสาขาไทยจะเอาเข้ามาทุกคอลเลกชั่น เราจะเลือกกันว่าอันไหนเหมาะกับไทยที่สุด”

ส่วนผลงานที่เฉพาะกลุ่ม ได้แก่ คอลเลกชั่นร่วมกับศิลปิน Beebs Penthouse ที่สร้างสรรค์คาแร็กเตอร์สีสันสุดป๊อปจากวัฒนธรรมไทย ทั้งคุณลุงแตงโมเข็นรถเข็นผลไม้ คุณจานลายดอกไม้ขอบแดงที่พบเห็นในร้านส้มตำ งานแต่ง งานบวช พิธีไหว้เจ้า แก๊งพวงเครื่องปรุงประจำโต๊ะอาหารไทย คุณหนูปิ่นโตเคลือบสีเหลืองขอบเขียว 

ทั้งนี้ความท้าทายของ niko and … จึงเป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการคงตัวตนกับการขยายขอบเขตของแบรนด์ เพราะหากปรับตัวมากเกินไปจนกลืนไปกับตลาดแมส แบรนด์ก็อาจสูญเสียจุดยืนเดิมที่ทำให้แฟนพันธุ์แท้หลงรัก แต่หากยึดความเป็นอาร์ทิสต์มากเกินไป ก็อาจพลาดโอกาสในการเติบโต

Kawaii of Thai & Japanese

ทัตสึยะเล่าว่าความท้าทายอีกอย่างของการทำตลาดในไทย คือความต่างของรสนิยมระหว่างสองประเทศ “คนญี่ปุ่นจะมีเทสต์ที่ชัดเจนว่าน่ารักคืออะไร เท่คืออะไร แต่บางทีสิ่งที่คนญี่ปุ่นคิดว่าน่ารัก หรือคาแร็กเตอร์ที่คนญี่ปุ่นมองว่าเก๋มาก คนไทยอาจจะไม่รู้สึกว้าว หรือไม่เข้าใจว่าทำไมถึงดี อันนี้คือสิ่งที่เราต้องบาลานซ์”
เขายกตัวอย่างว่าในช่วงแรก แบรนด์เลือกสินค้าที่วางในร้านเหมือนประเทศญี่ปุ่น เช่น tableware ซึ่งเป็นหมวดสินค้าอย่างชามและแก้วน้ำ เพราะในญี่ปุ่นลูกค้ายินดีจ่ายราคาสูงกับของเหล่านี้ แต่เมื่อมาทำตลาดในไทยกลับพบว่าคนไทยไม่ค่อยลงทุนกับสินค้าประเภทนี้ 

“ที่ niko and …  เราพบว่าคนไทยชอบซื้อสินค้า merchandise (สินค้าลิขสิทธิ์) มากกว่า และได้เรียนรู้ว่าต้องไม่อิงสายตาของคนญี่ปุ่นเกินไป ต้องเข้าใจว่าคนไทยชอบอะไร และให้ความสำคัญกับอะไรในไลฟ์สไตล์จริงๆ”

อีกหนึ่งตัวอย่างที่แตกต่างกันทางวัฒนธรรมความชอบคือเรื่องวัสดุและดีไซน์ของสินค้า “วัสดุบางอย่างที่สำหรับคนญี่ปุ่นเห็นว่ามีราคา แต่สำหรับลูกค้าไทยเห็นแล้วดูราคาถูก ตัวอย่างเช่น eco bag คนญี่ปุ่นจะอยากซื้อในราคาสูงถ้าดีไซน์ดี แต่สําหรับคนไทยจะรู้สึกว่า eco bag ก็คือ eco bag มันจึงเพิ่มมูลค่าให้สินค้าไม่ได้มากนัก แม้ดีไซน์จะดีแค่ไหน คนไทยก็ไม่ค่อยอยากซื้อในราคาสูง

จุดนี้กลายเป็นสิ่งที่ทีม niko and … ที่สาขาไทยต้องเรียนรู้และปรับตัว จากที่เคยให้ทีมหลักที่ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเสนอไอเดียสินค้าตามเซนส์ความชอบของคนญี่ปุ่น ซึ่งบางครั้งก็พลาด จึงปรับให้มีการแลกเปลี่ยนกับทีมที่สาขาไทยอยู่เสมอ เพราะความ ‘คาวาอี้’ ในแบบญี่ปุ่น อาจไม่เท่ากับความ ‘น่ารัก’ ในแบบไทย

เมื่อถามถึงสิ่งที่ทำให้ทัตสึยะรู้สึกสนุกกับการทำงานในไทย เขาตอบด้วยรอยยิ้มว่า “คนไทยกล้าแสดงความเห็นมาก กล้าพูดว่าอันนี้ชอบ อันนี้ไม่ชอบ ต่างจากคนญี่ปุ่นที่มักเก็บความรู้สึกไว้เยอะ”

เขาเสริมว่า สิ่งนี้ทำให้เขาได้เห็นมุมที่น่ารักของตลาดไทย คือผู้บริโภคที่ไม่ยึดติดกับอายุหรือกรอบเดิมๆ ของดีไซน์  “คนญี่ปุ่นจะมีแนวคิดว่า ถ้าอายุถึงจุดหนึ่งต้องเลิกชอบสิ่งที่เคยชอบ แต่คนไทยไม่เป็นแบบนั้น ถ้าชอบก็คือชอบ ไม่เกี่ยวกับอายุเลย”

นี่คือเสน่ห์สำคัญที่ทำให้ตลาดไทยเป็นสนามเรียนรู้ใหม่ของแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง niko and … แบรนด์ที่ไม่ได้มองเพียงยอดขายหรือความเท่ของสินค้า แต่ยังนำแบรนด์ไทยมาตีความใหม่ให้มีความคาวาอี้ พร้อมเรียนรู้รสนิยมและความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับญี่ปุ่นไปพร้อมกัน