
Happy Friday Chapter 9

Popular Search Topics

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ กันแล้ว หลังจากที่เราไม่ได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กันมากว่า 9 ปี และเมื่อเกาะติดกระแสของผู้ว่าแต่ละคนแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นช่วงที่ข้อมูลข่าวสารเข้มข้นอย่างแท้จริง หลายคนอาจจะตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ ของตัวเองไปแล้ว แต่ถ้าหากใครยังตัดสินใจไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ร้านค้า และมนุษย์เศรษฐกิจชาวกรุงเทพฯ ที่อาจไม่มีเวลานั่งหาอ่านนโยบายกันนานๆ
วันนี้เรารวบรวมข้อมูลนโยบายที่น่าสนใจ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องและส่งผลกับการใช้ชีวิตพื้นฐานและแนวทางเศรษฐกิจเอาไว้แล้ว
ไปดูกันว่าผู้ว่าคนไหนจะมีนโยบายที่ตรงใจคุณที่สุด

พูดถึงนโยบายเกี่ยวกับปากท้องครั้งนี้ แคนดิเดตผู้ว่าสุดแข็งแกร่งเบอร์ 8 นำเสนอเรื่องของการสร้าง Creative Economy เศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ และการผลักดันผู้ประกอบการรายย่อย โดยในการเปิดตัวลงสมัครครั้งนี้ เขาได้ชู 200 นโยบายที่จะผลักดันกรุงเทพฯ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งกว่า 60 นโยบายเป็นเรื่องของการสร้างระบบโครงสร้างและเศรษฐกิจที่ดี
หนึ่งในนั้นคือการสร้างเศรษฐกิจ 50 ย่านทั่วกรุงเทพฯ ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กล่าวคือลดการกระจุกตัวของพื้นที่เศรษฐกิจ สินค้า กิจกรรมหรือบริการที่คล้ายกันในพื้นที่เดียว แต่สร้างย่านให้แข็งแรงและน่าสนใจจากต้นทุนเดิมที่แต่ละพื้นที่มีอยู่ เพื่อดึงดูดให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและเกิดการท่องเที่ยวมากขึ้น โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ องค์ความรู้และการประชาสัมพันธ์ของรัฐเข้าไปสนับสนุน
นอกจากนี้ยังมีแผนงานจะผลักดันให้เกิด 12 เทศกาลที่หลากหลายตลอดปีของกรุงเทพฯ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลอาหาร เทศกาลดนตรี เทศกาลงานคราฟต์หรือเทศกาลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีการยกตัวอย่างเทศกาลแต่ละเดือนไว้ในเว็บไซต์ชี้แจงนโยบายของชัชชาติ ซึ่งเขามองว่าเทศกาลเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนงานของแรงงาน และเปิดโอกาสให้คนกรุงเทพฯ เห็นโอกาสของธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นได้
หากพูดถึงผู้ประกอบการในกุรงเทพฯ แล้ว หาบเร่แผงลอยก็ควรถูกนับเป็นร้านค้าหรือหนึ่งในผู้ประกอบการเจ้าสำคัญเช่นกัน เพราะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีราคาถูกในทุกพื้นที่ ซึ่งชัชชาติก็มีนโยบายที่ให้ความสำคัญที่จะจัดระบบและดูแลกิจการหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพฯ ให้ดียิ่งขึ้น โดยจะเก็บสถิติและขึ้นทะเบียนผู้ค้าแผงลอยในกรุงเทพฯ เพื่อดูแลคุณภาพและพิจารณาพิกัดจุดค้าขาย นำไปสู่การหาพื้นที่เอกชนหรือหน่วยงานราชการที่สามารถเป็นพื้นที่ขายหรือศูนย์อาหารเพื่อลดปัญหาเบียดบังการใช้พื้นที่คนเดิน นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างที่จำเป็นในการทำกิจการหาบเร่ควบคู่กันไป อย่างการพัฒนารถเข็นที่มีบ่อดักไขมันและจุดทิ้งขยะเพื่อความสะอาดที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ โดย กทม.จะทำงานกับประชาชนและผู้ค้าแผงลอยเป็นหลักเพื่อให้พื้นที่สะอาดอยู่เสมอ อีกทั้งยังพิจารณาผลักดันใช้พื้นที่ราชการของกรุงเทพฯ ให้เกิดตลาดนัดชุมชนและตลาดนัดเขตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ไม่ใช่แค่ผู้ค้าตามแผงลอยหรือในตลาดอย่างเดียว แต่ชัชชาติให้ความสำคัญเรื่องการขยายโอกาสและศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไปด้วยเช่นกัน โดยมีการวางแผนเตรียมจัดช่องทางข้อมูลส่งเสริมผู้ประกอบการให้เข้าถึงการค้าขายสินค้าไปต่างจังหวัดและต่างประเทศ ศูนย์ฝึกอาชีพของ กทม.จะมีการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับตลาดงานที่ปรับเปลี่ยนไปยิ่งขึ้น จะมีการสนับสนุนให้แรงงานฝีมือภายในกรุงเทพฯ เข้าถึงแพลตฟอร์มการสมัครงาน โดยมีอาสาสมัครเทคโนโลยี (อสท.) ให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม รวมถึงแนวทางผลักดันให้เกิดการจ้างแรงงานที่ในผู้สูงอายุและคนพิการมากขึ้น
นอกจากนั้นชัชชาติยังเป็นผู้ว่าที่ผลักดัน ‘เศรษฐกิจกลางคืน’ ในกรุงเทพฯ อีกด้วย โดยมองว่าธุรกิจอาหารและสตรีทฟู้ด รวมถึงธุรกิจบันเทิงต่างๆ เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ดังนั้นการดูแลความปลอดภัยการเดินทางและการอำนวยความสะดวกเศรษฐกิจส่วนนี้สามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ เกิดการว่าจ้างงานเพิ่มขึ้นและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไปในคราวเดียวกัน แนวทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในนโยบายนี้คือการนำร่องเดินรถเมล์สายหลักและสายรองจากย่านเศรษฐกิจกลางคืนสู่จุดเปลี่ยนถ่ายใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง และปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ รวมถึงห้องน้ำสาธารณะที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ให้ปลอดภัย เป้าหมายเพื่อให้คนเมืองปลอดภัยและลดค่าใช้จ่ายการเดินทางยามค่ำคืน
ถอยกลับมาในเรื่องพื้นฐานอย่างการสร้างโครงสร้างเมืองที่ดี ที่เอื้ออำนวยการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ชัชชาติเองก็ค่อนข้างเข้มแข็งในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน เขาให้ความสำคัญกับการคมนาคมอย่างการปรับปรุงขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ ด้วยการซื้อรถใหม่ที่คุณภาพดีและเพิ่มรถสายหลัก-สายรองในราคาเดียว และการพัฒนาผังเมืองเพื่อเศรษฐกิจ ด้วยการวางแผนสร้างพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์แถบชานเมือง ลดการเดินทาง ลดความแออัดของจำนวนคนและเม็ดเงินที่กรุงเทพฯ ชั้นใน

แคนดิเดตผู้ว่าที่ชูประเด็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก เบอร์ 11 มีนโยบายหลายด้านที่น่าสนใจ โดยใช้วิธีการคิดนโยบายเป็น 3 กลุ่ม นั่นก็คือ 3 P เป็นการสร้างคน (People) สร้างงาน (Profit) และสร้างเมือง (Planet) แต่หนึ่งในแกนหลักสำคัญเน้นไปที่การสร้างเศรษฐกิจด้วยแนวคิดที่สร้างสรรค์ ยกระดับเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างการผลักดันให้กรุงเทพฯ เกิดเศรษฐกิจแบบ Digital Economy สมบูรณ์แบบ กรุงเทพฯ จะไม่ใช่เพียงเมืองระดับต้นๆ ในการท่องเที่ยว แต่จะผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็น ‘เมืองที่น่าลงทุน’ ในสายตาของประชาชนภายในประเทศและต่างประเทศ ศิธาหวังว่าจะสามารถปรับสภาพเมือง ปรับเปลี่ยนกฎเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น
แต่ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจแบบดิจิทัลเท่านั้นที่จะให้ความสำคัญ ในแง่ของเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชนทั่วไป ศิธามองว่าเป็นเรื่องด่วนเช่นเดียวกันที่จะฟื้นเศรษฐกิจ ฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด เศรษฐกิจ และการเมืองที่ผ่านมาเพื่อให้กลับมาตั้งตัวได้เร็วที่สุดอีกครั้ง โดยจะสร้าง Bangkok legal Sandbox ขึ้นมา โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่นำร่อง พิจารณาและปลดล็อก หรือ พักใช้กฎหมายที่ไม่เอื้อกับการทำมาหากินในปัจจุบันชั่วคราว 3-5 ปีเพื่อดูทิศทางในอนาคต ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ มีโอกาสที่จะเป็นผู้ประกอบการหรือทำธุรกิจต่างๆ มากยิ่งขึ้น
ศิธายังเล็งเห็นถึงโอกาสในการโปรโมตธุรกิจแบบสตรีทฟู้ดขึ้นมาให้มีชื่อเสียงในต่างประเทศและกลายเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยว เพราะทรัพยาการด้านอาหารและวัฒนธรรมการกินของไทยโดดเด่นอยู่แล้ว การหันมาสนับสนุนและหาวิธีให้ร้านค้าแผงลอยหรือหาบเร่สามารถอยู่อย่างมั่นคงนั่นส่งผลดีมากกว่า เจ้าหน้าที่ กทม.จึงไม่สามารถเป็นเพียงผู้กำกับดูแลความเรียบร้อยของพื้นที่ แต่ควรเปลี่ยนบทบาทเป็นการดูแลการขายให้ถูกกฎหมาย
ในด้านของระบบโครงสร้างที่เอื้อต่อประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไป ศิธายังชูประเด็นเรื่องค่าคมนาคม โดยวัดจากอัตราส่วนจากค่าครองชีพที่ไม่ควรเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน อ้างอิงมาจากประเด็นปัญหาปัจจุบันที่เขาพบว่าคนกรุงเทพฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกือบครึ่งหนึ่งของเงินเดือนทั้งหมด ปัญหานี้ยังส่งผลทำให้คนทั่วไปหันมาใช้รถส่วนตัวเพราะคุ้มค่ามากกว่ารถขนส่งสาธารณะอีกด้วย ดังนั้นศิธาจึงเตรียมแผนการคุยกับ กทม.และฝ่ายเอกชน เพื่อดึงราคาของระบบขนส่งกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่เกิน 1,500-1,600 บาท / เดือน
อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง แต่จริงๆ แล้วเป็นแก่นที่ส่งผลสำคัญกับประชาชนทุกคนและผู้ประกอบการเช่นกัน นั่นก็คืออำนาจในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและระบบราชการ ประชาชนจะมีส่วนในการกำหนดงบประมาณของ กทม.ในทุกส่วน และสามารถมีส่วนร่วมในการเลื่อน ลด ปลด ย้ายข้าราชการ กทม.ในทุกระดับชั้น รวมถึงลดระบบการทำงานของหน่วยงานราชการรัฐโดยรวมให้ขั้นตอนน้อยลง ตรวจสอบได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

แคนดิเดตผู้ว่าสายชนเบอร์ 1 พร้อมรื้อทุกโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง นโยบายหนึ่งที่น่าสนใจของวิโรจน์คือการกล้าลดช่องว่างอำนาจการต่อรองระหว่างนายทุนและประชาชนทั่วไปให้ลงมา จัดสรรให้คนกรุงเทพฯ ทุกคนได้รับความสำคัญและสวัสดิการที่เหมาะสมเพื่อให้มีความหวังที่จะตั้งตัวได้ โดยเฉพาะคนยุคใหม่ที่ค่าครองชีพสูงเป็นพิเศษ ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจปัจจุบันอย่างได้ผลและรวดเร็วที่สุด วิโรจน์มองว่าการเปิดเมืองให้เกิดการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายใน 90 วันคือคำตอบที่ดีที่สุด การจัดทำระบบเช็กเตียงเพื่อรักษาโควิด-19 และการปูพรมฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้แก่ประชาชน 9 ล้านโดสจะทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย สามารถใช้ชีวิตเป็นปกติได้อีกครั้ง และแน่นอนว่าการจัดหาวัคซีนและระยะเวลาการดำเนินงานต้องโปร่งใสและประชาชนสามารถตรวจสอบได้
นอกจากนั้นยังมีการทำงานมุ่งเป้าให้เกิดนโยบายท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและพลิกฟื้นลมหายใจของย่าน เช่นย่านคลองสานที่มีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม การตั้งใจพัฒนาระบบขนส่งทั่วไป รวมถึงการพัฒนาเรือเมล์ชุมชน ระบบขนส่งที่หลายคนอาจหลงลืมไปแต่เป็นหัวใจหลักในการคมนาคมบางพื้นที่ เป็นความตั้งใจที่จะเชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจและขยายการคมนาคมชุมชน
ส่วนนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อคนทำงานและผู้ประกอบการทุกท่านแบบพื้นฐานเลย มีอยู่ 4 ประเด็นหลักๆ ประเด็นแรกคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 อย่างที่อยู่อาศัย หนึ่งในปัญหาหลักของคน กทม.คือค่าพื้นที่ค่อนข้างสูง ทำให้การจะซื้อบ้านหรือหาพื้นที่ทำธุรกิจใน กทม.ของคนรุ่นใหม่และวัยทำงานเป็นเรื่องยาก จึงก่อให้เกิดนโยบาย ‘บ้านคนเมือง’ ที่จะสร้างที่อาศัยราคาถูกในตัวเมือง 10,000 ยูนิตใน 4 ปี โดยมีสัญญาเช่าต่อหลังอยู่ที่ 30 ปี โดยมองว่าถ้าหากมีงบประมาณในการสร้างบ้านให้นายพลอยู่จนหลังเกษียณได้ ก็น่าจะสามารถทำให้ประชาชนทุกคนมีที่อยู่อาศัยได้เช่นเดียวกัน
ถ้าพูดถึงพื้นที่รอบๆ บ้าน หรือคุณภาพชีวิตในแต่ละพื้นที่ วิโรจน์ยังมีแนวทางการจัดสรรงบพัฒนาพื้นที่ ที่มีการแบ่งเงินให้ชุมชนโดยวัดจากขนาดพื้นที่ ชุมชนละ 500,000-1,000,000 และเขตละ 50 ล้านบาทเพื่อนำไปพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาภายในชุมชน และจัดสรร 200 ล้านบาทไว้เป็นส่วนกลาง
ประเด็นต่อมาที่สำคัญของชาว กทม.ทั้งชั้นในและชั้นนอกคือเรื่องของค่าคมนาคม โดยมีการวางแผนจะลดค่าครองชีพคนเมืองด้วย ‘ตั๋วคนเมือง’ ราคาที่ประชาชนทุกคนสามารถจ่ายได้ โดยเป็นการซื้อตั๋ว 70 บาท แต่มีค่าเงินให้ใช้เดินทางจริง 100 บาท ผลักดันให้คนใช้ขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ตามพื้นที่ต่างๆ มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพื่อลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจรายทางต่างๆ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนมากยิ่งขึ้น ส่วนทางด้านของรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ถูกถกเถียงประเด็นเกี่ยวกับการต่อสัมปทานบ่อยครั้ง วิโรจน์ได้แสดงความชัดเจนจะค้านการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว เนื่องจากมองว่าภาระค่าใช้จ่ายที่มีต่อประชาชนผู้ใช้บริการจะสูงจนเกินไป ในอนาคตอยากจะผลักดันให้ราคาการใช้บริการอยู่ที่ 15-45 บาทตลอดเส้นทางการใช้งาน
เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและคนเมืองในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา PM2.5 และเรื่องของพื้นที่ภายในกรุงเทพฯ ที่เผชิญหน้ากับปัญหามลพิษอย่าง ‘ขยะ’ วิโรจน์มีนโยบายจะเก็บภาษีขยะโดยมองจากการใช้ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เคยจ่ายค่าภาษีขยะอยู่ที่หลักหมื่นอาจถูกจัดเก็บภาษีขยะเพิ่มเติมเพื่อหมุนเอาเงินส่วนนี้ไปปรับปรุงระบบการเก็บขยะครัวเรือนของประชาชนทั่วไป โรงงานกำจัดขยะอ่อนนุชที่สร้างผลกระทบกับชุมชนชาวบ้านโดยรอบก็จะต้องถูกแก้ไขเช่นกัน
ประเด็นสุดท้ายของวิโรจน์นั่นก็คือ การยกระดับชีวิตคนเมืองด้วยการแก้ปัญหาเดิมๆ ให้ได้ ซึ่งถ้าพูดถึงปัญหาใหญ่ๆ ของกรุงเทพฯ แล้วย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของปัญหาน้ำท่วมและเส้นทางเดินเท้าอย่างฟุตพาทที่ขรุขระ ไม่เอื้อต่อการใช้งาน วิโรจน์ชูนโยบายว่าเขาจะลอกท่อทั่วเมือง ลอกคลองทั่วกรุง ด้วยงบปีละ 2,000 ล้านบาทและสร้างทางเท้าที่ดีเท่ากันทั่วกรุงเทพฯ โดยประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่เป็นผู้ใช้งานจริงต้องมีส่วนรวมในการตรวจรับงาน ไม่ใช่เป็นการสร้างเอาแต่ที่คนสร้างพอใจแล้วจบไป

แคนดิเดตผู้ว่าเบอร์ 4 เลือดใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชูนโยบายหลากหลายสำคัญที่จะเปลี่ยนเมืองกรุงเทพฯ ให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเยียวยาประชาชนจากเศรษฐกิจที่ซบเซาจากวิกฤตโควิดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แนวคิดหลักของสุชัชวีร์คือการเอาชนะโควิดให้ได้เร็วที่สุดเพื่อฟื้นนักท่องเที่ยว ลดภาระค่าใช้จ่ายและภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ที่สำคัญคือการลดงบประมาณของ กทม.ที่เกี่ยวข้องกับโควิดเพื่อหมุนเวียนไปดูแลปัญหาด้านอื่น
นอกจากนั้นยังมีนโยบาย ‘ขายได้ขายดี’ ที่ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กที่ทำการค้าขาย สุชัชวีร์มีแนวทางที่จะส่งเสริมตลาดนัดในกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มพื้นที่ค้าขายและตลาดถาวร ควบคู่ไปกับการส่งเสริมตลาดแต่ละอันให้มีอัตลักษณ์พิเศษส่วนตัวให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ กทม.ก็ต้องถูกส่งเสริมให้เปลี่ยนบทบาทจากเป็นคนที่พ่อค้าแม่ค้าแผงลอยหวาดกลัว ให้เป็นคนที่เป็นมิตรและดีต่อการค้าขายหาบเร่แผงลอยของประชาชนมากยิ่งขึ้น ตั้งใจจะวางแผนให้ กทม.ดูแลแผนงานเรื่องการทำความสะอาดและการหาพื้นที่ค้าขายรองรับในอนาคต เพิ่มท่อน้ำสาธารณะและห้องน้ำสาธารณะในแหล่งชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวให้เข้าถึงได้ง่าย
ตลาดบนดินไปแล้ว ตลาดออนไลน์ก็ถูกพูดถึงในนโยบายของแคนดิเดตผู้ว่าคนนี้เช่นเดียวกัน โดยจะส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เน้นไปที่การค้าขายออนไลน์ ด้วยบริการอินเทอร์เน็ตเร็วและฟรี ที่ต้องครอบคลุมและใช้งานได้จริง ด้วยความเร็ว 1,000 Mbps ติดตั้ง 150,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ
ในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่เพื่อขยายเศรษฐกิจ สุชัชวีร์เล็งเห็นถึงโอกาสและศักยภาพของย่านกรุงเทพฯ โซนตะวันออกที่ครอบคลุมพื้นที่ 7 เขต อย่างเขตสะพานสูง เขตบางกะปิ เขตบึงกุ่ม เขตประเวศ เขตลาดกระบัง เขตวังทองหลาง และเขตสวนหลวง ที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่กว่า 17.49 เปอร์เซ็นต์ของชาวกรุงเทพฯ มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่มีปัญหาเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและการพัฒนาบริการสาธารณะยังไม่ครอบคลุมและไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงวางแผนที่จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังเป็นพิเศษด้วยเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และปัญหาการคมนาคมที่ปัจจุบันมีขนส่งสาธารณะน้อย มีเพียง Airport Rail Link ที่เปิดให้ใช้งานเท่านั้น เมื่อขยายเมืองให้เหมาะสมแล้ว โอกาสที่ประชาชนจะทำงานได้อย่างสะดวกสบาย เกิดการประกอบธุรกิจใหม่ๆ ก็มากขึ้นไปด้วย
ในพื้นที่นอกเหนือจากนี้ สุชัชวีร์ก็เล็งเห็นปัญหาที่ต้องจัดการแก้ไขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ โดยมุ่งเป้าไปที่การนำหลักวิศวกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้แก้ไข และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหลือใช้ของหน่วยงานต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อนำมาสร้างเป็นลานกีฬาและลานกิจกรรรมที่สร้างประโยชน์กับคนหลากหลายช่วงวัย และสร้างกองทุนจ้างประชาชนที่ว่างงานเข้ามาดูแลให้เกิดเป็นรายได้หมุนเวียนแก่บุคคลและชุมชนต่างๆ ที่สนใจ

แคนดิเดตผู้ว่าที่เป็นอดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้เปิดตัวมาพร้อมสโลแกน ‘กทม.+ More’ และ ‘สกลธีโมเดล’ เพื่อผลักดันให้เมืองกรุงเทพฯ ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยมั่นใจว่าสามารถอาศัยประสบการณ์จากการทำงานในฐานะรองผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา ช่วยให้สานต่อการพัฒนาและทำงานกับหน่วยงานภายใต้การดูแลของ กทม.ปัจจุบันได้แบบไร้รอยต่อ
ในการแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจสกลธีตั้งใจจะแก้ไขปัญหาโครงสร้างเกี่ยวกับคมนาคมเป็นลำดับแรกเพื่อให้เกิดการพัฒนาและเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ก่อให้เกิดแผนงาน ‘ล้อ ราง เรือ’ ที่เกี่ยวกับการเพิ่มขนส่งสาธารณะสายรองขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงขนส่งสาธารณะหลักอย่างรถไฟฟ้าหรือรถไฟฟ้าใต้ดินได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่รถยนต์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกันที่การยกระดับขนส่งหลักของคนกรุงเทพฯ ก็มีการพูดถึงการพัฒนารถไฟฟ้าสายบางนา-สุวรรณภูมิ รวมถึงระบบตั๋วเชื่อมที่ใช้ได้ในทุกเส้นทาง และการนำเทคโนโลยีมาช่วยควบคุมระบบการจราจรให้ปล่อยรถอย่างเป็นระบบ
นอกจากการคมนาคมแล้ว การบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะก็เป็นหนึ่งในแนวคิดที่สกลธีให้ความสำคัญ เขาตั้งใจผลักดันให้เกิดพื้นที่ส่วนกลางที่กลายเป็น co-working space พร้อมๆ กับพื้นที่สีเขียวที่ประชาชนสามารถมาสร้างสรรค์กิจกรรมและงานประเภทต่างๆ ได้ เมื่อมีคนมาใช้พื้นที่ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาเป็นร้านค้าชุมชน ร้านกาแฟและร้านอาหารรายทาง ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ไปพร้อมๆ กับการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวสูงสุด ซึ่งสกลธีตั้งใจจะสร้างพื้นที่ลักษณะนี้ให้ครบทั้ง 50 เขต
ยกตัวอย่างในพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่แล้ว อย่างชุมชนตลาดน้อยและนางเลิ้ง สกลธีก็วางแผนที่จะดึงความโดดเด่นของชุมชนมาเป็นจุดขาย อาจสนับสนุนให้เกิดงานโชว์ศิลปะและงานด้านแฟชั่นสร้างเพื่อดึงดูดให้เกิดธุรกิจและเพิ่มประโยชน์เศรษฐกิจให้แก่ชุมชน
และเมื่อเจาะลงลึกยิ่งไปกว่าปัญหาเรื่องโครงสร้าง 2 ประเด็นดังกล่าว สกลธีก็ตั้งใจที่จะส่งเสริมและพัฒนากรุงเทพฯ ด้วยการแปลงสินทรัพย์ที่ไม่พัฒนาของ กทม. ให้กลายเป็นต้นทุนที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชน ยกตัวอย่างเช่นการเปิดให้เอกชนเช่าพื้นที่ของ กทม. แล้วหมุนเวียนรายได้นำไปแก้ปัญหาด้านอื่นของเมือง ก่อให้เกิดงานของแรงงาน มีกิจกรรมหรือร้านค้าต่างๆ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังพร้อมจะร่วมมือกับภาคเอกชนในการสร้าง Build Operate Transfer หรือพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ส่งเสริมการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวแก่คนในประเทศและต่างประเทศ
สกลธีมองว่าอาหารแบบสตรีทฟู้ดและตลาดนัดเป็นจุดแข็งที่น่าสนใจของกรุงเทพฯ เพียงแต่ต้องมุ่งจัดการระบบการค้าขายอาหารแผงลอยไม่ให้กระทบต่อคนเดินทาง และหาทางฟื้นฟูให้ตลาดนัดในย่านชุมชนต่างๆ กลับมาคึกคักอีกครั้ง พร้อมกับมีการเตรียมแผนที่ประสิทธิภาพสูง แต่ใช้งบประมาณต่ำ อย่าง ‘รถบัสบริการ ปลายทางเกาะรัตนโกสินทร์’ เพื่อประชาสัมพันธ์ตลาดและย่านชุมชนที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

แคนดิเดตคุ้นหน้าคุ้นตาเบอร์ 6 อดีตผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ที่ลาออกจากตำแหน่งที่ทำงานมานานกว่า 5 ปี 5 เดือน 5 วันเพื่อมาลงสมัครเลือกตั้ง อาสาเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ อีกหนึ่งสมัย โดยใช้สโลแกน ‘กรุงเทพฯ ต้องไปต่อ’ และแนวคิดทำมากกว่าพูด หวังจะได้รับความวางใจจากคนเมืองกรุงให้สานต่อโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ทำเอาไว้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อให้กรุงเทพฯ กลายเป็นสังคมปลอดภัย สงบสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน ในการหาเสียงอัศวินได้ชู 8 นโยบายหลักในการทำงาน หนึ่งในนั้นคือการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ นำไปสู่การพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
การจัดระเบียบพื้นที่ภายในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเรียบร้อยสวยงามเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญของอัศวินที่เขามั่นใจอยากสานต่อ อย่างการทำคลองให้น้ำมีคุณภาพที่ดี ภาพลักษณ์สะอาดเรียบร้อยและการจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนแออัดและปรับปรุงพื้นที่เสื่อมโทรมต่างๆ โดยเชื่อว่าหากดึงศักยภาพของพื้นที่อันหลากหลายและปรับปรุงภูมิทัศน์ต่างๆ โดยรอบกรุงเทพฯ ให้คนสามารถเข้าถึงและทำกิจกรรมได้ จะทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการท่องเที่ยวในพื้นที่มากยิ่งขึ้น
ในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วกรุงเทพฯ อัศวินได้มีการวางแผนจะผลักดันการค้าขาย ด้วยการสนับสนุนให้มีถนนคนเดินทุกเขตและตั้ง 100 ตลาดทั่วกรุงเทพฯ ที่ไม่หวังผลกำไรค่าเช่าที่จากพ่อค้าแม่ค้า ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานในชุมชนและกระจายรายได้แก่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วถึง และตั้งเป้าจะผลักดันให้เกิดเทศกาลระดับประเทศให้เกิดที่กรุงเทพฯ ทุก 3 เดือนเพื่อให้เกิดกระแส ดึงนักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากพิษโควิดกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานที่จะอำนวยการสร้างเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนกรุงเทพฯ อัศวินก็ได้ยึดมั่นที่จะทำงานในเชิงนโยบายให้ดียิ่งขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการจราจรที่ติดขัด ด้วยการทำถนน ทางลอด และจุดตัดต่างๆ เพิ่มเติม สานต่อเรื่องการสัญจรเรือไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่คลองผดุงกรุงเกษมและคลองแสนแสบ ผลักดันให้มีรถเมล์พลังงานสะอาดรับรองคนเพิ่มขึ้น 18 สายในอนาคต
อย่าลืมไปศึกษาข้อมูลและนโยบายของผู้ว่าแต่ละคนในมิติอื่นๆ ก่อนไปเลือกตั้งกันในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้
*การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ ก็เหมือนการลงทุน ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล*
แหล่งอ้างอิง
มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมนะคะ ต่อให้เรามีเพื่อนมากมายแค่ไหนก็ไม่เท่ากับการมีครอบครัวของตัวเอง โดยเฉพาะการมีพาร์ตเนอร์ที่เป็นทั้งคู่ชีวิตและคู่ใจ
หากติดตามบทความในคอลัมน์ Wealth Done มาบ้าง คงจะจำกันได้นะคะว่า การวางแผนทางการเงินเท่ากับการวางแผนชีวิต ดังนั้นการวางแผนหา ‘คู่ชีวิต’ ก็ยิ่งต้องตระเตรียมแผนการ
หลายคนมีคำถามว่า เราและเขาคนนั้นจะหากันจนเจอได้ยังไง บางคนเจอกันแล้วโชคดีมาก ตรงใจทุกอย่าง ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อให้เขามารัก บางคนคบกันแล้วต้องเปลี่ยนตัวเองเยอะมาก ซึ่งคนเราไม่ได้มาจากครอบครัวเดียวกัน ไม่ได้ถูกเลี้ยงดูแบบเดียวกัน จังหวะชีวิตไม่เหมือนกัน ยังไงไม่มีทางที่มันจะเข้ากันได้ทุกอย่างหรอกค่ะ
คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายเขาน่ารักมาก น่ารักจนไม่บอกว่าเขาอยากให้เราเปลี่ยนอะไรด้วยความที่เขารักเรามากเหมือนกัน ในขณะเดียวกัน คนที่ต้องเปลี่ยน ก็เป็นเพราะเรารักเขามากจนเห็นอะไรที่เขาชอบ เราก็อยากจะเปลี่ยนเพื่อเขา
Wealth Done ตอนนี้จะมาชวนคุยเรื่องการวางแผนหาคู่ชีวิตที่จะเติบโตไปด้วยกัน
ในการประคับประคองให้เขาหรือเธอคนนั้นอยู่เป็นคู่ชีวิตกันนานๆ อันดับแรกสุด คนทั้งสองคนควรมีเวลาที่ได้ศึกษากันจริงจัง สมัยก่อน มีคนบอกให้ไปพิสูจน์รักแท้ด้วยการเดินขึ้นภูกระดึง ต้องไปลำบากด้วยกัน เราจะได้เห็นน้ำใจ เห็นการพึ่งพาอาศัยกัน ดูแลกัน ถ้าใครเคยไปจะรู้ว่าการขึ้นภูกระดึงต้องรับผิดชอบแบกสมบัติข้าวของตัวเองด้วย มันเหนื่อยยาก มันลำบากมากนะคะ จะโกรธกัน รักกัน เห็นใจกัน วัดผลได้จากทริปนี้เลย
ในวันนี้ เราไม่ต้องไปขึ้นภูกระดึงก็ได้ค่ะ แต่ให้ลองทำอะไรสักอย่างร่วมกัน เริ่มจากการเก็บสตางค์ร่วมกัน จะได้รู้กันไปเลยว่าต่างฝ่ายต่างเป็นคนที่ใช่ของกันและกันหรือเปล่า ซึ่งมันยากมากๆ เหมือนกัน เพราะมักจะมีคนหนึ่งที่หาได้มากกว่าอีกคนเสมอ และไม่ว่าคนที่หาได้มากกว่าจะยินดีหรือไม่ นี่คือบทพิสูจน์แรกเลยว่าพวกคุณจะดูแลกันและกัน สนับสนุนและให้กำลังใจกันและกันอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่คนหนึ่งประสบความสำเร็จมากกว่าอีกคนหนึ่ง
ในภาพยนตร์เรื่อง La La Land (2016) เล่าเรื่องราวความรักของคนคู่หนึ่ง ซึ่งทั้งพระเอกและนางเอกต่างมีความฝันของตัวเองที่ต้องฝ่าฟัน แม้ว่าจะรักกันแต่พวกเขาก็ตัดสินใจแยกทาง ไม่ได้อยู่ด้วยกันในตอนจบ ซึ่งถ้าย้อนดูเส้นทางชีวิตเราจะเห็นว่า ในวันที่พระเอกกำลังรุ่งโรจน์ถึงที่สุดนั้น นางเอกกำลังเผชิญชะตาชีวิตที่ตกอับที่สุด และเมื่อถึงวันที่กราฟชีวิตพระเอกตกลงมา นางเอกก็ได้เลือกที่จะไปรุ่งโรจน์ในทางเดินของตัวเองหลังจากที่อยู่ซัพพอร์ตความฝันกันและกันมาจนสุดทาง เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเรื่องราวความรักที่ต่อให้รักกันมากบางทีอาจจะไม่ใช่คู่ชีวิตกันก็ได้
แล้วถ้าเราอยากให้คนคนนั้น เป็นคู่ชีวิต บางทีมันต้องวางแผนนะ เพราะไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ คนเราจะเจอเรื่องที่ถูกใจกันได้หมดใช่มั้ยคะ
ข้อแรก จริงจังกับการใช้เวลาหาคนที่ถูกใจ บางคนมัวแต่ทำงาน หรือใช้เวลากับเพื่อนจนลืมช่วงเวลาที่สำคัญช่วงนี้ไป และมันไม่ง่ายเลยนะที่จะเจอคนรู้ใจถ้ายังอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ที่ทำงานเดิม กิจกรรมที่ทำเดิม งานอดิเรกเดิม แล้วจะไปเจอได้ยังไง ถ้างั้นลองสมัครเรียนคอร์สสั้นๆ ไปสัมมนา ไปเล่นกีฬาที่แตกต่าง ไปอยู่ในชมรมเพื่อนของเพื่อนมั้ย นี่แหละเป็นช่วงที่เราจะได้พบเจอ ไม่ใช่แค่การตั้งใจหาคนรักนะ แต่คือไปเจอคนที่มีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ
และเมื่อเจอคนที่น่าสนใจ ข้อสองคือ เอาตัวไปใกล้ๆ เขา ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อจะได้เห็นนิสัยใจคอ แน่นอนว่าในช่วงแรกๆ ของการเจอกันนั้นทุกคนก็น่ารักกันหมด วิธีที่เราชอบใช้ก็คือ สังเกตว่าเขาเป็นคนที่รักครอบครัวแค่ไหน เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากถ้าต่างฝ่ายต่างดูแลครอบครัว เมื่อถึงเวลาที่ต้องสร้างครอบครัวเขามักจะทำได้ดี แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนที่มีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์จะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่ได้นะคะ เพราะหลายครั้งเราก็พบว่าเขาต่างได้รับบทเรียนชีวิตมากพอที่จะรักษาหรือดูแลใครให้ดีได้เช่นกัน
เมื่อเจอคนที่ใช่ ขยับไปทำตัวใกล้ชิด และศึกษานิสัยใจคอ ถ้าพบว่านี่คือคนที่ใช่แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือบททดสอบที่เราพูดในตอนต้น นั่นคือ งั้นเรามาเก็บสตางค์ร่วมกัน
เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อนก็ได้ เช่น ไปทริปร่วมกัน แล้วดูการใช้จ่ายเงิน ดูการเก็บหอมรอบริบ ก่อนไปถึงเรื่องใหญ่มากๆ เช่น ซื้อบ้านด้วยกัน เนื่องจากบางทีอาจจะยังไม่ได้ถึงขั้นแต่ง แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมในการซื้อบ้านหรือเพื่อการลงทุน หรือดูวิธีการที่ใช้ในแต่ละแผนการ แต่ละคนรับผิดชอบอะไร ซื้อของยังไง จริงๆ บ้านก็เป็นหลักประกันเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเมื่อลงเอยแต่งงานกันแล้วเรามีบ้าน อย่างน้อยภาระที่ใหญ่ที่สุดก็จะหลุดไปแล้ว ซึ่งจะไปทำเรื่องอื่นๆ ต่อได้ง่ายขึ้นมาก
คำแนะนำเรื่องการซื้อบ้านด้วยกัน สูตรคำนวณวงเงินในการซื้อบ้านที่เราใช้ประจำคือ เงินเดือนของทั้งสองคนบวกกันแล้วคูณ 100 เช่น ถ้าคนหนึ่งเงินเดือน 50,000 อีกคนเงินเดือน 60,000 รวมกันทั้งหมด 110,000 บาท คูณ 100 เท่ากับ 11,000,000 เชื่อเถอะค่ะว่า คุณมีบ้านราคา 11 ล้านบาทได้จริงๆ อันนี้เป็นสูตรของเราเลย จากตรงนี้ก็ลองมาดูว่าแล้วเราเลือกบ้านแบบไหน ซึ่งระหว่างที่คิดเราก็จะเริ่มรู้จักนิสัยใจคอ บางคนอยากได้บ้านที่มีบริเวณ มีพื้นที่ให้ทำสวน อีกคนบอกว่าอยากได้คอนโดในเมือง เราก็ต้องมาจูนกันว่าบ้านที่อยู่เป็นยังไง ลักษณะแบบไหน
เมื่อคิดและทำอะไรร่วมกันจนเกิดความผูกพัน ที่นี้เราจะดูว่าต่างฝ่ายต่างมีความมุ่งมั่นแค่ไหน มีเงื่อนไขอะไร มีความรับผิดชอบมั้ย
กลับมาที่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่ออีกฝ่าย เราเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าอะไรดีกับตัวเรา เช่น เราควรจะกินข้าวเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ สิ่งที่สำคัญคือ การที่อีกฝ่ายพยายามเปลี่ยนแปลงเรานั้น เป็นการเปลี่ยนเพื่อให้เราดีขึ้นหรือเปล่า ถ้าเป็นการเปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น เราจะต่อต้านทำไม เขาอาจจะเป็นคนที่ใช่ที่สุดสำหรับเรา ถูกสร้างสรรค์เนรมิตให้มาเจอกันตรงหน้า ในขณะเดียวกัน คนที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นแบบนี้ตลอดไป คุณอาจจะลองสังเกตดูว่าอีกฝ่ายเขาชอบอะไรและแบบไหน เราพอจะทำอะไรที่เขาชอบได้มั้ย คนรักกัน อยู่ด้วยกัน อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายชอบกินอะไร ชอบไปเที่ยวที่ไหน ชอบอ่านหนังสือแบบไหน ชอบกินกาแฟแบบไหน ถ้าเรื่องแค่นี้ยังตอบไม่ได้เราว่านี่ไม่ใช่คนที่รักกัน ถ้าเป็นรัก ก็คงเป็นคนรักที่เอาเปรียบมาก คือไม่พร้อมที่จะดูแลอีกฝ่ายเลย
และการดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่จับใจมากกว่าเรื่องใหญ่ๆ บางเรื่องอีก เช่น บางทีเขาไม่ต้องการแหวนเพชรเยอะๆ แค่จำได้ว่าวันนี้วันเกิด ชวนไปกินข้าว มื้อนั้นอาจจะเป็นหมูกระทะแต่แค่สองคนก็มีความสุขได้ นี่เป็น soft skill ซึ่งไม่มีสอนในตำราความสัมพันธ์เล่มไหน มีแต่ความรักของคนสองคนทำให้เกิดเรื่องนี้ได้ เราขอแนะนำว่า เมื่อคุณทั้งคู่เก็บสตางค์ร่วมกัน ก็ลองตั้งเป้าหมายและถ้ามันดีเพียงพอ ระหว่างนั้นไม่ต้องถึงเป้าหมายก็ได้
ส่วนเรื่องการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ซึ่งทุกวันนี้เป็นไปได้ทุกรูปแบบ จะเพศเดียวกันหรือเพศไหนแค่มีความรู้สึกอยากใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน เพื่อไปเที่ยวด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน จากนั้นก็เริ่มมีการดูแลเงินร่วมกัน คือใช้เงินร่วมกัน ส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าต้องเอาเงินทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์มารวมกัน ทุกคนควรจะมีสเปซของตัวเองเพื่อซื้อของที่อยากได้จะได้ไม่ต้องพึ่งพากันมากเกินไป
แต่ถ้าให้แนะนำ เราอยากให้ทั้งสองคนยังคงทำงานทั้งคู่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน หลายคนจะคิดว่าควรมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดลาออกมาเพื่อดูแลลูกหรืออื่นๆ ในอนาคต แต่เราคิดว่าทุกวันนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่มาช่วยให้จัดการบริหารชีวิตได้ง่ายมากขึ้น เราเลยอยากให้ทำงานทั้งคู่แล้วแบ่งเงินมาไว้ในกองกลางเพื่อใช้ร่วมกัน ไม่ควรมีใครต้องดูแลคนอีกคนจนเกินไป แล้วมันจะเป็นภาระ ซึ่งเขาจะเหนื่อยมาก แล้วเมื่ออีกคนทำตัวเป็นภาระเขาก็จะขาดอิสระในความคิดและการตัดสินใจซึ่งตามมาด้วยความเกรงใจ
ข้อดีใหญ่ๆ ของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันช่วยลดค่าใช้จ่ายหลายเรื่องมากๆ เช่น แทนที่จะต้องเช่าบ้านสองหลังก็เช่าบ้านหลังเดียว แทนที่จะต้องไปรับไปส่งกันก็ไม่ต้องแล้ว แทนที่จะกินข้าวแพงๆ ก็ทำกับข้าวกินเอง แถมวันเสาร์-อาทิตย์ก็มีสเปซ ทำให้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่น่าเก็บสตางค์ร่วมกัน
หลายคนจะเข้าใจผิดคิดว่าแต่งงานเป็นช่วงใช้เงิน จริงๆ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเก็บเงิน โดยเฉพาะ 3-4 ปีแรกของการแต่งงานเพื่อเตรียมเลี้ยงดูตัวเล็ก ซึ่งการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดคือบ้าน แล้วหลายคนวันนี้อาจจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีบ้านของตัวเองก็ได้ เขาเลือกที่จะไปเช่าคอนโดหรือบ้านเช่าก่อน นั่นก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หรือบางคู่ยังอยู่บ้านพ่อแม่ซึ่งสำหรับสังคมไทยไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ การมีห้องในบ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิง และห้องในบ้านพ่อแม่ฝ่ายชาย ขณะเดียวกันก็อาจจะมีคอนโดเล็กๆ กลางเมือง เราว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุกมากๆ อาทิตย์นี้ไปอยู่บ้านนั้น อาทิตย์นู้นมาอยู่บ้านนี้ แล้วใช้ชีวิตให้มีความสุข อยู่กับพ่อแม่วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ต้องเสียค่ากินอยู่อะไร ถือเป็นแผนการที่ดีแผนหนึ่ง
ถึงกระนั้นการเก็บเงินร่วมกันก็มีข้อควรระวัง นั่นคือ เราต้องเก็บเงินส่วนของเราไว้ด้วย และเราก็ควรบริหารจัดการเงินของเรา มีหลายคนเลยที่ซื้อของแล้วซุกเก็บไว้ประมาณ 2-3 อาทิตย์ แล้วค่อยเอาขึ้นมาเพื่อบอกว่าของเก่า ไม่ได้ซื้อใหม่อะไรประมาณนี้นะคะ คำแนะนำที่ตั้งใจมอบให้คือ จงมีความสุขในสเปซนั้นค่ะ อย่างผู้ชายที่ชอบโหลดเกม เล่นเกมใหม่อยู่เรื่อย ก็ทำได้หากเป็นเงินในส่วนที่เก็บไว้เพื่อทำเรื่องส่วนตัว
จะเห็นว่าการเก็บเงินด้วยกันเป็นบททดสอบที่ดีมากๆ ทั้งในเรื่องการตั้งเป้าหมาย การวางแผน เรียนรู้ลักษณะนิสัยกันจริงจัง ถ้ามันจะรอดไม่รอดก็อยู่กันตรงนี้แหละ บางทีทุกเรื่องโอเคหมด แต่เรื่องเงินไม่โอเค การใช้ชีวิตกันสองคนถ้าเรื่องเงินไม่โอเค ทั้งสองคนจะเหนื่อยมากๆ แล้วมันจะเป็นภาระแก่กันมากๆ เพราะฉะนั้น สำหรับมิชชั่นนี้ เราคิดว่าใช้เวลา 1-2 ปี ก็คงไม่มากหรือน้อยเกินไปที่จะรู้จักกัน
สังเกตมั้ยว่าทำไมเป้าหมายของการเก็บเงินร่วมกันถึงเป็นการซื้อบ้าน เพราะว่ายังไงบ้านก็เป็นทรัพย์สิน ถึงเวลาถ้าความสัมพันธ์นี้ไม่โอเค บ้านก็สามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นเงินได้
หลายคนจะถามว่าพอเป็นคู่ชีวิตแล้วจะจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนดีกว่า ซึ่งหากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งสองคนเห็นตรงกันว่าสำคัญ ทั้งคู่ก็ต้องคุยกัน จะจดหรือไม่จดทะเบียนก็ได้ เพราะในความเป็นจริง ชีวิตที่ไม่จดทะเบียนสมรสก็จะเป็นชีวิตที่อิสระมากๆ การมาอยู่ร่วมกันแล้วใช้ชีวิตร่วมกันมันสำคัญมากกว่ากระดาษใบเดียวด้วยซ้ำไป
เพราะฉะนั้นเลือกในสิ่งที่เราชอบและมีความสุข สิ่งสำคัญที่อยากฝากทุกคนคือ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้วห้ามปล่อยให้หลุดมือ และอะไรที่หนักนิดเบาหน่อย สำหรับคนที่เรารักยอมได้ก็ยอม อภัยได้ก็อภัย อยู่กันแบบเพื่อน อยู่กันแบบคู่ชีวิต อยู่กันแบบพี่สาวน้องสาว พี่ชายน้องชาย เชื่อเถอะค่ะว่า คุณจะเป็นคู่ชีวิตที่หลายคนอิจฉาเลยทีเดียว
Wealth Done คอลัมน์ที่อยากผลักดันให้คนหันมาวางแผนการเงิน หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุนที่เกิดขึ้นรอบตัวและสงสัยใคร่รู้เป็นพิเศษ ส่งมาบอกพวกเราได้ที่ [email protected] หรือทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Capital แล้วรออ่านคำตอบพร้อมกันทุกวันพฤหัสบดี เว้นวันพฤหัสบดี ที่ capitalread.co
“เราอยากให้ทุกสำนักงานในประเทศไทยมีตู้กดไผ่ทองไอสครีมตั้งอยู่ ฝันใหญ่ไปไหม”
หากขนาดของความฝันมีหน่วยวัด เราคงมีคำตอบที่แน่ชัดให้กับ รตา ชัยผาติกุล หญิงแกร่งทายาทรุ่นที่ 2 แห่งแบรนด์ ‘ไผ่ทองไอสครีม’ ที่ควบทั้งตำแหน่งการตลาด การสื่อสารองค์กร แถมยังดูแลเรื่องนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ไผ่ทองไอสครีมด้วย
กิจการไอศครีมของไผ่ทองมีจุดเริ่มต้นจากคุณพ่อ กิมเช็ง แซ่ซี และคุณแม่ น้ายเฮียง แซ่ซี (แซ่เดิม แซ่เซียว) ของคุณรตา ที่เริ่มคิดค้นสูตรไอศครีมโดยใช้เบสจากกะทิ เพราะเมื่อ 71 ปีที่แล้ว นมวัวยังนับเป็นของหายากและไม่ได้มีราคาจับต้องได้ง่ายในประเทศไทย

กะทิถูกต้ม ปรุง ทิ้ง มากถึง 50-60 หม้อ จนสุดท้ายถูกพัฒนาสูตรมาเป็น ‘ไผ่ทอง’ ในวันนี้ ไอศครีมที่เรามักคุ้นตากับภาพคนขายชาย-หญิงเข็นรถเข็นสั่นกระดิ่งสีทองผ่านย่านที่อยู่อาศัยและชุมชน
ช่วงที่คิดค้นจนได้สูตรที่ลงตัวและถูกใจ คุณพ่อและคุณแม่ของคุณรตาใช้อุปกรณ์ในครัวเท่าที่มีเป็นเครื่องมือในการทำไอศครีม และหนึ่งในนั้นก็คือ ชามตราไก่ ที่ถูกใช้เป็นมาตรในการชั่ง ตวง วัด ส่วนผสมต่างๆ ทั้งกะทิ เกลือ รวมถึงส่วนผสมอื่นๆ
“ตอนนั้นคุณแม่เราเป็นคนลงมือทำ ส่วนคุณพ่อเป็นคนจด เวลาจดไม่ได้จดเป็นตัวหนังสือนะ เพราะเขาไม่รู้หนังสือ เขาจดเป็นภาษาที่ตัวเองอ่านออกและเข้าใจได้คนเดียว ส่วนหน่วยชั่งเนี่ย สมัยก่อนไม่ได้มีที่ตวงที่วัดแบบทุกวันนี้นะคะ คุณพ่อคุณแม่เราเขาใช้ชามตราไก่นี่แหละ ในการวัดเอาว่าใช้อะไรไปเท่าไหร่แล้ว”
รตาเล่าถึงความหลังครั้งที่ไผ่ทองเริ่มก่อตั้งเมื่อ 71 ปีที่แล้ว แถมยังเปรยด้วยว่าสมัยที่เธอยังเป็นเด็ก เธอก็ก้าวเข้าสู่กิจการไอศครีมของที่บ้านตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ

“เราหั่นลอดช่องตั้งแต่อนุบาล 1 เลยนะ ลอดช่องที่เอาไว้ใส่ในไอศครีมกะทิน่ะค่ะ หั่นเสร็จก็ไปโรงเรียน วันหยุดก็ติดรถขายไอศครีมไปขายไอศครีมกับเขาด้วย ที่บ้านเราสอนเราให้ทำงานมาตั้งแต่เด็กเลย จนถึงทุกวันนี้ ไผ่ทองเราก็เป็นธุรกิจครอบครัวนะ แต่เรามีทีมงานที่ดีที่แข็งแรงคอยสนับสนุนเราอยู่”
นอกจากถูกปลูกฝังให้อยู่กับไอศครีมตั้งแต่เด็ก ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบทำงาน ทำงาน ทำงาน ของรตาที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านทางดีเอ็นเอ และผ่านทางการ ‘ทำให้เห็น’ ของคุณพ่อคุณแม่ และดูเหมือนว่าปัจจุบันก็กำลังถูกส่งทอดอีกต่อหนึ่งให้กับทายาทของไผ่ทองในรุ่น 3 และ 4
แต่ดูเหมือนกับว่าแค่ทำงาน ทำงาน ทำงาน อาจไม่เพียงพอ แต่แบรนด์ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ไผ่ทองไอสครีม ยังคงทันยุคทันสมัยอยู่ตลอด รตาจึงเล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น และการปรับตัวของ ‘ไผ่ทอง’ ให้ทันสมัยและเข้ากับบริบทของสังคมอีกด้วย
โดยกลยุทธ์ที่ใช้ในการปรับตัวของไผ่ทอง เริ่มต้นจากสองกระบวนการสำคัญ
การสังเกต และทดลอง

พฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคนี้ ยุคที่มีแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกสรร คือการกดสั่งอาหารแล้วรอกินอยู่ที่บ้านที่ทำงานมากขึ้น
เมื่อคนเริ่มออกมากินข้าวนอกบ้านและที่ทำงานน้อยลง นั่นหมายความว่า จากเดิมที่ไผ่ทองไอสครีมเน้นขายผ่านพนักงานขายทางรถเข็น ซึ่งจะไปจอดหรือไปวนเวียนอยู่ในย่านชุมชนที่มีคนเดินผ่านไปมา แต่เมื่อคนออกจากบ้านน้อยลง จึงเท่ากับว่า ลูกค้าที่จะออกมาซื้อไอศครีมก็น้อยลงตามไปด้วย
“จริงๆ เราเริ่มสังเกตเห็นแล้วนะคะว่ายอดขายในเมืองเราลดลง คือต่างจังหวัดขายดีนะคะ แต่ยอดในเมืองลดลง คนไม่ออกมากินข้าวตั้งแต่ก่อนช่วงโควิดแล้ว สถิติยอดขายในเมืองชั้นในลดลงอย่างมีนัยสำคัญเลย เราเลยเริ่มคิดว่าจะทำยังไงดี ถึงจะแก้ pain point นี้ได้”
รตาและทีมงานจึงผุดไอเดียที่ว่า เมื่อคนไม่ออกมาหาไอศครีม เธอจึงต้องส่งไอศครีมออกไปหาคนเอง

เมื่อเริ่มรับรู้ถึงยอดขายที่ดิ่งลง รตาและทีมงานก็เริ่มคิดหาหนทางเดลิเวอรี โดยทดลองส่งไอศครีมจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง อีกทั้งยังลองคำนวณต้นทุนที่จะต้องบวกเพิ่มขึ้นทั้งน้ำแข็งแห้ง หรือค่าขนส่ง ว่าจะทำออกมาในรูปแบบไหน ราคาเท่าไหร่ แพ็กเกจจิ้งยังไงให้ออกมาลงตัวที่สุด และกระจายเข้าถึงคนได้มากที่สุด
คงจะเหมือนกับหลายๆ ครั้งที่เราไม่รู้เลยว่า เราพร้อมจะโบกมือลาสนามซ้อมแล้วกระโดดลงสู่สนามจริงได้เมื่อไหร่ ถ้าไม่มีสถานการณ์บีบบังคับที่จำเป็นเกิดขึ้น ซึ่งสถานการณ์จำเป็นที่ทำให้ไผ่ทองไอสครีมต้องคลอดการเดลิเวอรีก็คือโควิด-19
สำหรับการส่งไอศครีมจากไผ่ทองถึงลูกค้าเธอใช้เวลาทดลอง ลองผิดลองถูก ปรับปรุงแก้ไขจนกระทั่งสถานการณ์โควิด-19 มาบังคับให้รตาและทีมงานต้องเริ่มการรับออร์เดอร์แบบออนไลน์ เพราะคนไม่ออกไปทำงานหรือเรียนนอกบ้านเลย จากแรกเริ่มที่มีแอดมินคอยรับออร์เดอร์เพียงแค่ 2 คน จนขยับขยายกลายเป็น 25 คน เพราะออร์เดอร์ไอศครีมเข้ามาแบบถล่มทลาย

“ขายดีแบบถล่มทลายเลย จริงๆ นะ จากตอนแรกที่โควิดมา เราคิดว่าอาจจะต้องลดวันทำงานพนักงาน ปรากฏว่าเพิ่มเวลาทำงาน เป็น (เวลา) โอทีทุกวันไปซะอย่างนั้นค่ะ (หัวเราะ)”
แต่การรับออร์เดอร์โดยตรงและจัดส่งถึงบ้านลูกค้าภายใน 3 วันอาจจะยังเร็วทันใจไม่เพียงพอ รตาและทีมงานจึงผุดไอเดียใหม่ให้ไอศครีมของไผ่ทองเข้าถึงลูกค้าได้เร็วยิ่งขึ้น
เดือนเมษายน 2020 ไผ่ทองไอสครีม จึงเริ่มคลอดแบรนด์ ‘ไผ่ทองสเตชั่น’ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าร้านกระจายสินค้าก็ได้ โดยไผ่ทองสเตชั่นจะอยู่ตามปั๊มน้ำมันทั่วประเทศไทย เหล่าบรรดาไรเดอร์ของแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีต่างๆ สามารถรับไอศครีมได้จากไผ่ทองสเตชั่นแล้วนำไปส่งให้กับลูกค้าได้เลย

ผลตอบรับของไผ่ทองสเตชั่นนั้นดีตามคาด ด้วยนโยบายการรักษาระยะห่างทางสังคม และพฤติกรรมการ work from home หรือเรียนออนไลน์ของนักเรียน นักศึกษา ทำให้คนไม่ออกนอกบ้าน ดังนั้นการมาของ ไผ่ทองเดลิเวอรี และ ไผ่ทองสเตชั่น จึงมาตอบโจทย์ได้ทันเวลาอย่างพอดิบพอดี
“จริงๆ เราเริ่มซ้อมมาสักพักแล้ว แต่พอโควิดมาเราต้องพร้อมเลย (หัวเราะ) พร้อมในที่นี้คือพร้อมส่ง พร้อมเปิด ทั้งการส่งเองจากไผ่ทองส่งทางไปรษณีย์ถึงบ้านลูกค้าและไผ่ทองสเตชั่น
“ไผ่ทองสเตชั่นเรามุ่งเน้นที่จะเปิดตามปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊ส ถ้าอยากจะขายไผ่ทองกับเรา มาเป็นไผ่ทองสเตชั่นกับเราได้เลย ปัจจุบันไผ่ทองสเตชั่นเรามีเกือบ 50 สาขาแล้วนะคะ”

หากคิดว่าการปรับตัวตามพฤติกรรมการออกนอกบ้านน้อยลงของลูกค้าจนเป็นที่มาของ ‘ไผ่ทองสเตชั่น’ ว่าทันสมัยแล้ว เมื่อต้นปีของปี 2022 ไผ่ทองได้เปิดช่องทางการขายแบบใหม่
นั่นคือ ตู้กดไอศครีม
“จริงๆ เราคิดไว้นานแล้ว เราเตรียมการกันมา 3 ปีแล้วนะคะ เชื่อไหม ในประเทศไทยมีคนนำเข้าตู้ vending machine ที่เป็นตู้แช่แข็งแค่เจ้าเดียวเท่านั้น และเราก็ไปเฟ้นหาเจ้านี่มาจนเจอ จนไปพัฒนาทั้งซอฟต์แวร์ที่จะใช้กับตู้นี้ ถ้วยไอศครีมที่จะใช้กับตู้นี้ ฝาปิดที่จะใช้กับตู้นี้ได้ เราต้องมาดูว่าแขนกลมันหมุนยังไงบ้าง การจ่ายเงินจะทำยังไง เราเตรียมกัน 3 ปีจนสำเร็จออกมาเป็นแบบที่เห็นที่ตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 62”
หากแต่คุณอาจยังสงสัยว่าแล้วทำไมต้องมีตู้กดไอศครีมด้วย ในเมื่อกองทัพรถเข็นของไผ่ทองก็กระจายอยู่แทบจะทุกมุมเมืองอยู่แล้ว แถมยังมี ‘ไผ่ทองสเตชั่น’ ที่สามารถส่งความอร่อยให้คุณได้ถึงบ้านเพียงแค่ปลายนิ้วสั่ง


“ถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากจะอุดให้ครบทุกรูรั่วเลยค่ะ (หัวเราะ) มันจะมีบางตึก บางอาคาร หรือบางหอพักนะ ที่คนขายเราเข้าไปไม่ถึง แต่ลูกค้าเกิดอยากกินขึ้นมาแล้วตอนนี้นี่นา อีกอย่างตู้กดไอศครีมทำงานขายให้เราได้ 24 ชั่วโมงเลยนะคะ”
ทั้งการขายได้แบบ non-stop 24 ชั่วโมงและการเข้าถึงคนได้มากกว่า ทำให้รตาและทีมงานผุดไอเดียคลอดตู้กดไอศครีมขึ้น อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้รตาเริ่มคิดถึงการนำเอาตู้กดไอศครีมมาใช้กับไผ่ทองไอสครีม นั่นคือ ปัญหาการหาคนขายไอศครีมยากขึ้น
“ทุกวันนี้เราหาคนขายยากขึ้นจริงๆ ค่ะ เราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้มีทางเลือกอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น บางคนเขาไม่อยากออกมาตากแดดร้อนๆ เข็นรถเข็นขายแล้ว เขาอยากไปทำอย่างอื่นมากกว่า เราเลยเริ่มหาคนขายได้ยากขึ้นแล้วค่ะ ตู้ vending machine ก็จะมาช่วยเราได้ตรงนี้”
ดังนั้นการนำเอาตู้กดไอศครีมมาใช้ในกิจการไอศครีมของรตาและทายาทรุ่นต่อๆ ไป ดูเหมือนกับว่าเป็นการแก้ได้ทั้งปัญหาการสรรหาคนขายไอศครีมได้ยากขึ้นแถมเป็นการเข้าถึงคนในจุดที่ ‘คนขาย’ อาจจะเข้าไม่ถึงไปในตัว

ธุรกิจอาหาร ขนม เครื่องดื่ม เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีคู่แข่งหน้าใหม่ที่พร้อมจะกระโดดเข้ามาในสนามนี้อยู่ทุกวัน แต่ ไผ่ทองไอสครีม ยังคงเป็นแบรนด์ไอศครีมสัญชาติไทยที่ยั้งยืนอยู่ในโลกที่ดูเหมือนจะหมุนวนไปอย่างรวดเร็ว
รตาให้คำตอบกับเราอย่างกระชับได้ใจความว่า เคล็ดลับการยืนระยะได้อย่างยาวนานของไผ่ทอง คือ
คุณภาพของผลิตภัณฑ์
“ในราคาที่จับต้องได้ ทุกคนเข้าถึงได้ของไผ่ทอง เราใช้กะทิจากไทยและนมผงจากสวิตเซอร์แลนด์นะคะ”
นอกจากจะใช้วัตถุดิบที่เลือกแล้ว คัดสรรแล้วว่าให้รสให้กลิ่นได้ลงตัวกับความเป็นไอศครีมที่ดีที่สุดแถมราคายังคงเข้าถึงได้ง่าย รตายังคงยืนยันในคุณภาพของไอศครีมทุกถังที่ถูกส่งออกไปจากโรงงานจนถึงปากของลูกค้าว่ามีมาตรฐานและคุณภาพเดียวกันทั้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นการทำ ไผ่ทองเดลิเวอรี หรือการคลอดแบรนด์ ไผ่ทองสเตชั่น หรือการทำตู้กดไอศครีม ทายาทรุ่นที่ 2 ของไผ่ทองกำลังพิสูจน์ให้เราทุกคนเห็นว่า ไผ่ทองไอสครีม ในวันนี้กำลังไหลลู่ไปตามสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
PDM BRAND คือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ก่อตั้งในปี 2557 โดยแมนรัตน์ สวนศิลป์พงศ์ และดุลยพล ศรีจันทร์ สองพาร์ตเนอร์ผู้อยากสร้างความแปลกใหม่ในการแต่งบ้านให้คนไทย ด้วยความเชื่อของแบรนด์ว่า Product Design Matters พวกเขาสร้างสรรค์ไอเทมดีไซน์สวย คุณภาพดี วางมุมไหนของบ้านก็ดูมีรสนิยม

เริ่มต้นจากเสื่อที่ฉีกกฎเสื่อแบบไทยๆ ด้วยกราฟิกลวดลายเก๋ไก๋ ทนทานเพราะสร้างจากวัสดุที่คัดแล้วคัดอีก แถมยังมีหลายฟังก์ชั่นอย่างการใช้ได้สองด้าน กันน้ำ กันฝุ่น พ่วงสรรพคุณอีกสารพัด แต่เพราะมันสวยและทน (เกินไป) นี่แหละทำให้ลูกค้าไม่ได้มาซื้อซ้ำบ่อยๆ PDM BRAND จึงต้องปล่อยโปรดักต์ใหม่ๆ มาให้แฟนคลับเจ้าประจำพรีออร์เดอร์กันทุกไตรมาส ซึ่งนอกจากเสื่อหลายรูปทรง ยังมีเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านอย่างเก้าอี้สตูล โต๊ะญี่ปุ่น ร่ม ชุดผ้ารองจาน และสารพัดของใช้ในบ้าน
นอกจากจะมีดีไซเนอร์ประจำ PDM BRAND ยังขยันชักชวนคนในแวดวงดีไซน์มาออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมกันเพื่อสร้างมิติใหม่ให้สินค้าบ้านๆ อยู่เสมอ
หนึ่งในนั้นคือ TUNA Dunn

TUNA Dunn เป็นชื่อในวงการของ ตุล–ตุลยา ตุลย์วัฒนจิต ศิลปินไทยที่หลายคนอาจรู้จักในฐานะนักวาดการ์ตูนผู้บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ผ่านลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งที่เผยแพร่ในสื่อโซเชียลฯ และหนังสือของสำนักพิมพ์แซลมอน อย่าง I LIKE LIKE YOU, BEST BEFORE ฯลฯ
แต่ความจริงแล้วตุลยาเป็นมากกว่านักวาดการ์ตูน เธอเคยเป็น Visual Designer ที่ฟังใจอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะบินไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ แล้วกลับมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวที่ไทย พร้อมแพสชั่นในการทดลองสิ่งใหม่ๆ ในเขตแดนที่เธอไม่เคยก้าวถึงซึ่งพกมาเต็มกระเป๋า ทั้งการจัดนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และการกระโดดไปจอยกับแบรนด์ต่างๆ เพื่อพัฒนาโปรดักต์ร่วมกัน
หนึ่งในนั้นคือ La sombra เสื่อที่เธอออกแบบร่วมกับ PDM BRAND
บ่ายวันแดดร่ม เราจึงนัดกับทีมผู้อยู่เบื้องหลังเสื่อผืนสวยที่ว่า อันประกอบไปด้วยตุลยา, จิ๊บ–รัตติยา บุญรินทร์ และเจอร์รี่–พัชรภรณ์ พิกุลแก้ว Communication Designer ประจำ PDM BRAND เพื่อพูดคุยกันถึงโปรเจกต์นี้

รัตติยา : PDM เราค่อนข้างเปิดกว้าง ทุกคนในทีมจะมีความเป็นดีไซเนอร์ในตัวเองอยู่แล้ว และเราจะชื่นชอบดีไซเนอร์ที่เก่งๆ ที่มีเอกลักษณ์ในงาน
เราเสพงานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ กราฟิกดีไซน์ นักวาดภาพประกอบ PDM ชอบทั้งหมด และตัวแบรนด์เราพยายามตามหาไวบ์ใหม่ๆ เข้ามาสร้างสีสัน อย่างช่วงหลายปีมานี้เราคอลแล็บกับหลายแบรนด์ มีดีไซเนอร์หลายคนออกแบบโปรดักต์ให้ นอกจากแค่ลายเสื่อที่เป็นโปรดักต์หลักของ PDM ก็จะมีพวกเฟอร์นิเจอร์ที่เราให้ดีไซเนอร์ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งชิ้นเลย
เรามองว่าถ้าเราออกแบบกันเองในทีม สินค้าของ PDM จะมีแค่มิติเดียว และมาจากมุมมองของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่การมีดีไซเนอร์ใหม่ๆ ทำให้โปรเจกต์ของเราหลากหลาย แถมงานของดีไซเนอร์แต่ละท่านเขาก็จะยูนีก มีกลิ่นอายไม่เหมือนกัน ทำให้โปรดักต์แต่ละตัวไม่น่าเบื่อ น่าสนใจขึ้น สนุกขึ้น ลูกค้าก็ได้เห็นอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาด้วย

รัตติยา : เรามีลิสต์ของศิลปินที่อยากทำงานด้วย เป็นลิสต์ที่ฝันไว้แต่ไม่รู้จะได้ทำงานด้วยกันหรือเปล่า (ยิ้ม) ซึ่งคุณทูน่าอยู่ในลิสต์นั้น น้องๆ ในทีมของเราชอบงานคุณทูน่าอยู่แล้ว จิ๊บเลยลองติดต่อไป ตอนแรกไม่มั่นใจด้วยว่าจะได้ร่วมงานไหม เขาอาจจะงานเยอะหรือเปล่า พอเขาตอบตกลงก็ตื่นเต้นมาก รอชมผลงานมาก
ตุลยา : จริงๆ ก็ติดตาม PDM มาตลอด อยากได้เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นมาก (หัวเราะ) ก็รู้สึกดีใจที่เขามาชวนไปทำงานด้วยกัน

ตุลยา : ตอนแรกทาง PDM อยากให้ทำเป็นคอลเลกชั่นแคนวาสเหมือนที่เคยคอลแล็บกับศิลปินท่านอื่นๆ แต่พอดีเราอยากทำโปรดักต์ที่เป็นไลน์อื่นด้วย และเสื่อหรือพรมของ PDM ก็ค่อนข้างเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว
รัตติยา : แรกเริ่ม เราแชร์มุมมองให้คุณตุลว่ามีโปรดักต์ไหนของ PDM ที่พอจะ apply กับงานออกแบบได้บ้าง ข้อจำกัดของโปรดักต์แต่ละตัวเป็นยังไง เล่นสีได้มากแค่ไหน และคิดว่าไหนๆ คุณตุลก็ออกแบบงานให้แล้วก็น่าชวนมาออกแบบเสื่อ เพราะเสื่อเป็นไอเทมที่เราคิดว่าอิมแพ็กต์ดี คุณตุลน่าจะยังไม่เคยทำ ถ้าเราเอาภาพของคุณตุลมาทอลงเสื่อจะเป็นยังไง
รัตติยา : เราให้อิสระ เพราะเราชอบงานของคุณตุลอยู่แล้วเลยอยากให้เป็นงานสไตล์คุณตุลเลย ก่อนออกแบบก็บอกแค่ว่าเทคนิคการทอมันเป็นยังไง สีใช้ได้กี่สี แล้วเราก็ส่งวัสดุไปให้คุณตุลเลือก นอกจากนั้นก็อยากให้คุณตุลทำงานที่สามารถ apply ได้หลายโปรดักต์ โจทย์มีแค่นี้เลย

ตุลยา : สิ่งที่ต้องคิดอยู่ตลอดระหว่างการทำงานคือพอมันอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า มันก็จะให้อารมณ์เหมือนทำงานแคนวาส แต่เราก็ไม่ได้อยากทรีตให้มันเป็นแค่แคนวาส แต่อยากให้มันถูก adapt ไปเป็นของแต่งบ้าน
สิ่งที่อยู่ในหัวตอนที่ทำก็คือไม่ได้อยากออกแบบอะไรที่เหมือนแค่วาดภาพหนึ่งภาพแล้วมันกลายเป็นเสื่อ แน่นอนว่าเรามีคอนเซปต์ เรามีเรื่องที่จะเล่า แต่เราก็อยากให้มันเป็นของแต่งบ้านชิ้นหนึ่งโดยที่ไม่ต้องถูกทรีตว่าเป็นอาร์ตเวิร์กขนาดนั้นด้วย

ตุลยา : ก่อนหน้านี้เราออกแบบเสื้อผ้าก็จะคำนึงถึงงานในมุมที่ต่างไป เราต้องคิดว่าลายนี้คนจะใส่ไหม คุยกับแบรนด์ว่ามันดูเข้ากันไหม มีข้อจำกัดอะไรเรื่องการตัดเย็บ แต่ครั้งนี้กับแบรนด์ PDM มันค่อนข้างชัดอยู่ว่างานจะออกมาบนพื้นที่แบนๆ ซึ่งส่วนมากเป็นซับเจกต์ เราก็ต้องคิดว่าถ้ามันไปอยู่ในบ้านคนจะโอเคไหม เรื่องวัสดุก็ไม่เหมือนกัน บางแบรนด์เอางานของเราไปสกรีน บางแบรนด์เอาไปพิมพ์ดิจิทัลลงบนผ้า แต่ PDM เอาไปทอ ซึ่งเป็นวัสดุใหม่ที่เราไม่เคยได้ทำ
รัตติยา : โชคดีที่ PDM มีโรงงานที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว เราเลยพยายามทำให้ชิ้นงานออกมาเหมือนกับที่ดีไซเนอร์ต้องการถ่ายทอดมากที่สุด ก่อนเริ่มงานเราชี้แจงคุณตุลให้เข้าใจว่าการทอเสื่อมันได้มากสุดแค่ 4 คู่สีนะ และลายอาจจะซับซ้อนมากไม่ได้ ลายเส้นคนเล็กๆ อาจจะทำไม่ได้ ควรเป็นกราฟิกที่ไม่ซับซ้อนมาก แถมเส้นพลาสติกก็จะไม่ได้เป็นสีทึบ แต่จะมีความโปร่งอยู่เล็กน้อย การผสมแต่ละสีก็จะทำให้เกิดเอฟเฟกต์ที่ต่างกัน ซึ่งตรงนี้คือความรู้ที่เราเก็บสะสมประสบการณ์มาจากการทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ท่านอื่นๆ ด้วย

ตุลยา : เพราะไม่ได้เที่ยวเลยในช่วงโควิด ทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาที่ได้ไปเที่ยวค่อนข้างเยอะ ตอนไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ เรามีโอกาสได้ไปบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียว ไม่ได้ไปกับเพื่อน
เรารู้สึกว่าการอยู่กับตัวเองมันอิสระมาก ไม่เคยไปเที่ยวแล้วรู้สึกอิสระขนาดนี้มาก่อน วันที่ไปเราไม่ได้จัดตารางท่องเที่ยวให้แน่น มันเลยมีเวลาว่างระหว่างวันคือก่อนจะถึงเวลาอาหารเย็น เราไม่ได้ทำอะไรเลย ไปเดินริมหาดคนเดียว แกล้งเล่นบทคนในพื้นที่ จังหวะนั้นเราเห็นแสงตกกระทบตรงรั้วทางเดินด้านบนเกิดเป็นเงา รู้สึกว่ามันสวยมากเลยถ่ายคลิปเก็บไว้ รู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่มีค่าพอๆ กับตอนที่ไปแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เลย
เราหยิบโมเมนต์ตรงนั้นมาตีความออกมาเป็น La sombra (แปลว่า เงา) ซึ่งในเงาที่ตกสะท้อนนั้นมันซ่อน silhouette ของคนไว้อยู่ เงานั้นก็เหมือนได้สะท้อนตัวตนของเราไปพร้อมกัน


ตุลยา : ถ้าคิดจาก logic ก่อนก็คืองานสไตล์นั้นแต่งบ้านยาก (หัวเราะ) หลังๆ เราก็ไม่ค่อยทำงานสไตล์นั้นอยู่แล้ว จริงๆ มันก็เสี่ยงนิดหน่อย ตอนแรกที่ทำส่ง PDM ไปเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะบางทีเวลาเราทำงานอะไรที่มันค่อนข้างแอ็บสแตรกท์ ลูกค้าบางที่เขาก็อาจจะไม่ได้อยากได้แบบนี้ แต่เราก็รู้สึกว่ามันน่าจะเวิร์กกับ PDM ได้ ด้วยไดเรกชั่นของงานที่เรากำลังเดินหน้าเข้าหาอยู่ตอนนี้ โชคดีที่ PDM ชอบหมดเลย (หัวเราะ) เราคิดว่ามันก็เหมาะสมกับการที่มันเป็นงานออกแบบของแต่งบ้านมากกว่า

พัชรภรณ์ : นอกจากลายที่ออกแบบโดย TUNA Dunn แล้ว PDM จะใช้เส้นพลาติกรีไซเคิลในการทอ เส้นพลาสติกนี้เวลาทอจะทำให้เสื่อที่เราเราทอแน่นกว่าเสื่อทั่วไป 30 เปอร์เซ็นต์
รัตติยา : เราเริ่มพัฒนาเส้นพลาสติกชนิดนี้มาตั้งแต่ตอนก่อตั้งแบรนด์ จากความคิดว่าเราจะทำเสื่อบ้านๆ ให้มันดีขึ้นได้ยังไงเพราะว่าบ้านเราเป็นเมืองร้อน ไม่เหมาะกับพรม เราเลยเพิ่มสารกันยูวีเข้าไปทำให้ใช้งานได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน กันน้ำ กันฝน กันแดด การทอแน่นขึ้นทำให้เสื่อหนา ทน เหนียว ไม่กรอบแตกง่าย อีกข้อดีคือเสื่อของเราสามารถพลิกใช้งานได้ทั้ง 2 ด้าน พอพลิกไปอีกด้านสีกับลายจะมีการ mirror กัน ตอนลูกค้าเอาไปใช้เขาจะรู้สึกว่าคุ้ม


สำหรับ La sombra ดีไซน์นี้ด้านหนึ่งจะเป็นสีเขียวเข้ม อีกด้านหนึ่งจะออกโทนสว่างกว่าหน่อย ใช้เปลี่ยนบรรยากาศได้ นอกจากนี้เราเย็บขอบเสื่อด้วยวัสดุที่ถูกใช้กับเฟอร์นิเจอร์บนเรือยอชต์ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่นหรือเชื้อรา อีกอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามาคือสารช่วยหน่วงการติดไฟ เพราะลูกค้ากลุ่มหนึ่งของเราคือรีสอร์ตและโรงงานที่มักจะกังวลว่าถ้าสมมติมีประกายไฟเกิดขึ้นแล้วมันจะลุกลาม ซึ่งเสื่อของเราผ่านมาตรฐานว่าถ้าโดนไฟแล้วจะไม่ลามค่ะ


ตุลยา : หวังว่าคนจะไม่ตกใจกับความแอ็บสแตรกท์ของงานมากเกินไป (หัวเราะ) แต่เราว่าชิ้นงานนี้ก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราทำในปัจจุบันมากๆ เลย เป็นการ express ไดเรกชั่นของงานเราในตอนนี้ และเป็นวิธีที่จะนำงานเราไปอยู่ในบ้านได้โดยที่ไม่ใช่รูปแบบ traditional หรือซื้อรูปเสมอไป มันเป็นการนำเสนอให้เห็นงานเราสามารถอยู่บนพื้นผิว อยู่บนโปรดักต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่กระดาษแคนวาสหรือหน้าจอ แต่สามารถแทรกเข้าไปในบ้านและไม่ได้แย่งความสนใจกับของอย่างอื่นๆ มากเกินไป

รัตติยา : ถ้าเป็น PDM เราก็หวังว่าแฟนๆ จะได้เห็นดีไซน์ใหม่ๆ มู้ดใหม่ๆ บรรยากาศใหม่ และหวังว่าแฟน TUNA Dunn จะชอบ PDM เหมือนกัน แน่นอนว่าการคอลแล็บกันทำให้เราขยายฐานลูกค้าเพิ่มมากขึ้น มีคนรู้จักแบรนด์เราเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันทุกคนก็ได้เห็นงานที่แปลกใหม่ของดีไซเนอร์ทั้งไทยและต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วยเหมือนกัน
core value หลักของ PDM ที่เราคำนึงถึงเสมอตอนทำโปรดักต์แต่ละตัว คือเรามองว่าการทำธุรกิจมันคงไม่จบที่ของชิ้นเดียวแน่ๆ เราพยายามเสิร์ฟลูกค้าทั้งในแง่ของโปรดักต์ที่แก้ pain point หรือโปรดักต์ที่ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องรีโนเวตบ้านทั้งหลังหรือต้องแต่งบ้านใหม่ทั้งหมด แต่เป็นของที่เขาเอาไปวางได้ง่ายๆ แล้วก็สวยได้ง่ายๆ อะไรแบบนี้ค่ะ

“ขออนุญาตประชาสัมพันธ์กันในรอบแรกนะคะ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์กันในรอบแรก After Yum พัทยานะคะ เปิดให้รับคิวทางไลน์ตั้งแต่เวลาเที่ยงค่ะ รับอาหารคิวแรกกลับบ้านบ่ายโมงค่ะ…”
สุ้มเสียงสดใสออดอ้อนประกาศผ่านทางไมค์ไร้สายดังก้องออกลำโพง เจ้าของเสียงดังกล่าวไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น แต๋ง–กฤษฏิ์กุล ชุมแก้ว ผู้บุกเบิกก่อตั้งร้านยำชื่อดังของเมืองพัทยา ‘After Yum’ ที่รอเสิร์ฟความแซ่บให้กับลูกค้าอยู่ในปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์ บนถนนสุขุมวิท

ว่ากันว่าหลังเหตุการณ์เคราะห์ร้าย มักจะมีโชคลาภอันยิ่งใหญ่รอเราอยู่เสมอ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ความโชคดีอันยิ่งใหญ่คงต้องเกิดขึ้นกับแต๋งอย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่เพียงแค่ครั้งเดียวที่แต๋งต้องพานพบกับอุบัติเหตุหนักๆ ในชีวิต แต่เขาได้พบกับเหตุการณ์ระทึกใจมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นล้อเครื่องบินระเบิด เรือล่ม ไวรัสขึ้นสมอง เหตุการณ์เฉียดตายที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่ากับชีวิตของคุณแต๋ง แต่เขาก็ยังรอดปลอดภัย จนกลายมาเป็นผู้บุกเบิกเปิดทางให้กิจการยำเป็นที่แพร่หลาย อย่างน้อยๆ ก็ในพัทยา
แต่การที่เราจะเหมารวมว่า ความสำเร็จในชีวิตของใครสักคนได้มาเพราะ ‘ความโชคดี’ เพียงอย่างเดียวอาจฟังดูไม่เป็นธรรมนัก ถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่านั้น เราอาจจะบอกว่า ความโชคดีของแต๋งเกิดขึ้นจากส่วนผสมของความตั้งใจ ความพยายาม และการเตรียมพร้อมที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงตอนของชีวิต จนเมื่อทุกอย่างลงตัว มันจึงผสมผสานออกมาให้เขาเป็น After Yum – ที่สุดของยำ
ว่าแต่ส่วนผสมที่ว่าเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีจนเป็นยำรสเด็ด มีรสอะไรบ้าง?

รสชาติจัดจ้านของยำ จะกลมกล่อมได้อย่างไรหากขาดรสหวานตัด นอกจากความเอร็ดอร่อยของยำและของทอดที่ขายอยู่ในร้าน การบริการในร้านที่ฝึกฝนพนักงานให้อ่อนหวานและบริการลูกค้าเป็นอย่างดี ประหนึ่งการบริการจากโรงแรม ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แต๋ง ให้ความสำคัญอย่างมาก
แนวคิดของการบริการที่อ่อนโยน ให้พนักงานมี service mind หรือจิตใจพร้อมบริการลูกค้า เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่คุณแต๋งเคยทำงานในโรงแรมมาก่อน ทั้งเคยฝึกงานโรงแรมในทุกฝ่าย ทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน ทำให้คุณแต๋งเรียนรู้การปฏิบัติการแบบโรงแรม การดูแลลูกค้าแบบโรงแรม และนำเอาทักษะนั้นมาปรับใช้กับการบริการลูกค้าในร้านยำ
“ทุกอย่างพูดจาภาษาดอกไม้นะคะ แต๋งบอกลูกน้องเลยว่า คำว่า ไอ้ อี มึง กู ขอให้เก็บเอาไว้ใช้ที่บ้าน เพราะแต๋งมองตรงนี้ว่าเป็น theatre เป็นเวทีโชว์ เราเทรนเด็กแบบโรงแรม บริการแบบโรงแรม เหลือแค่เราไม่ใส่บิลให้ลูกค้าในโฟลเดอร์เท่านั้นแหละค่ะ”

แต๋งพูดพลางอมยิ้ม เมื่อเราเอ่ยถามถึงการบริการในร้าน ที่ลูกค้าแน่นร้าน (หรือจะเรียกให้ถูกอาจจะต้องใช้คำว่าแน่นลาน เพราะเป็นสถานที่เปิดโล่ง) แต่ลูกค้าก็ยังคงติดใจทั้งในรสยำและการบริการจนกลับมาเป็นลูกค้าประจำ
“เรามี repeat customer ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์นะคะ คือถ้าคุณขายของแล้วมีลูกค้าเก่ากลับมาซื้อของคุณ คุณไปต่อได้แล้วล่ะ แต๋งเชื่อว่าอย่างนั้นนะ”
แต่ไม่ใช่เพียงแค่การบริการเพียงอย่างเดียวที่ทำให้คนติดใจบริการ หากแต่มีส่วนประกอบอื่นด้วย

ร้านอาหารไหนที่คนมาต่อคิวเยอะจนแน่นร้าน เป็นต้องหาทางออกด้วยการจัดการคิวหรือการจัดการโต๊ะลูกค้าทุกครั้งไป ไม่ต่างจากที่นี่ที่พยายามจัดระเบียบคิวและการรับประทานอาหารของลูกค้าเป็นรอบๆ การจดออร์เดอร์ของลูกค้าและการลงเวลาในใบออร์เดอร์
อีกทั้งระบบการจัดการ การวางแก้วหมายเลขโต๊ะเพื่อจัดโต๊ะในแต่ละรอบ การจัดโต๊ะให้เขากับจำนวนของลูกค้าในแต่ละคิวแต่ละรอบ ทักษะการจัดการที่เปรี้ยวจี๊ดจัดจ้านแบบนี้ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่นอน แต่ได้มาจากประสบการณ์การทำออร์แกไนเซอร์และทำอีเวนต์ของแต๋ง เมื่อครั้งยังเป็นเซลส์ (แผนกขาย) ของโรงแรม แต่ทำอาชีพเสริมเป็น ออร์แกไนเซอร์ (แถมพ่วงด้วยตำแหน่งพิธีกรในงาน)

“มีอยู่วันนึง แต๋งทำงานที่โรงแรมอยู่ แล้วเราไปงานอีเวนต์ แล้วเห็นคนเขาถือ walkie-talkie เราก็คิดเลยว่าอยากถือบ้าง มันดูเท่ดี มันดูจัดแจง เลยเริ่มทำอีเวนต์ เริ่มจากเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยทำให้สเกลมันใหญ่ขึ้นๆ”
ทักษะการจัดงานของแต๋งเมื่อครั้งยังเป็นออร์แกไนเซอร์จึงติดตัวมา เอื้อให้การจัดระบบระเบียบภายในร้านลื่นไหลไปได้ แม้ว่าลูกค้าจะมากมายขนาดที่ว่ารับบัตรคิวแล้วกลับมารับประทานยำตอนตี 4 ก็ทำกันมาแล้ว
“ลูกค้ารับบัตรคิวค่ะ แล้วกลับมาทานยำตอนตี 4 ตอนช่วงพีคๆ นะ คือใส่ชุดนอนมาเลย คือเราพยายามจัดการลูกค้า บอกเวลาเขาให้เขาออกไปใช้ชีวิตก่อน เขาจะได้ไม่เสียเวลา ถึงเวลาแล้วค่อยกลับมา”
ร้านยำที่ฮิตฮอตติดตลาดจนกลายเป็น ‘แบรนด์’ อย่าง After Yum ที่แปลงกายกลายเป็นยี่ห้อไปปรากฏในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งทูน่ากระป๋อง น้ำตาล น้ำดื่ม และอื่นๆ อีกมากมาย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหมัดเด็ดของร้านยำร้านนี้ ที่สุดของยำที่ไม่ได้มีดีแค่ยำ แต่มีดีที่โชว์!

นอกจากรสหวาน รสเปรี้ยว ความเผ็ดดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่คู่เคียงไปกับอาหารจานยำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในบริบทของที่นี่ ความเผ็ดคงไม่ได้หมายความถึงเพียงแต่ พริกที่ใส่ลงไปในยำต่างๆ แต่เป็น ‘ความเผ็ช’ ที่ออกมาจากแต๋งและดุจดิว หุ้นส่วนคนสำคัญผู้ก่อตั้งร้าน
ความเผ็ชที่ว่าคือโชว์ประกาศทวนออร์เดอร์ และกฎกติกามารยาทในการรับประทานอาหารในร้าน ทั้งการห้ามจำหน่ายและดื่มสุราในสถานประกอบการน้ำมันเชื้อเพลิง การทิ้งขยะให้เป็นที่ การซื้อน้ำปั่นที่มีบริการ (แต่ก็อาจจะปิดไปแล้วในรอบที่คุณกินยำ)
การประกาศกฎระเบียบเพื่อแจ้งให้ลูกค้าที่มารับประทานยำทราบ กลายเป็นหนึ่งในของดีของร้าน และกลายเป็น ‘โชว์’ ที่ไม่ว่าใครต่อใครมากินที่ร้านก็ต้องถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เพื่ออัพโหลดลงในสื่อโซเชียลมีเดียของตนเอง

ด้วยลีลาท่าทาง สุ้มเสียงที่ขี้เล่นเป็นกันเอง ทำให้โชว์การประกาศของที่นี่เพิ่มความเผ็ดให้แก่ยำที่ร้านและกลายเป็นความเผ็ชที่ลูกค้าติดใจ ซึ่งทักษะดังกล่าวคุณแต๋งสั่งสมมาจากอาชีพที่ 3 ของคุณแต๋งเอง ก่อนที่จะมาลงเอยทำธุรกิจยำ นั่นคือ อาชีพทำไวรัลคลิป
“ทำไวรัลคลิป คือทำคลิปวิดีโอ แต๋งทำแนวตลกนะ ลูกค้าเข้าเยอะมากเลยตอนนั้น เยอะจนแต๋งเคยต้องโอนเงินคืนลูกค้าไป เพราะทำไม่ไหวแล้วค่ะ เหนื่อยมากเลย”
จากประสบการณ์การทำไวรัลคลิป ประกอบกับนิสัยส่วนตัวของคุณแต๋งที่ชอบเล่นสนุกสนาน และเป็นคนร่าเริงจึงหล่อหลอมทักษะการคิดค้นคำ และลีลาท่าทางในการประกาศกฎกติกาของร้าน จนในที่สุดกลายเป็น ‘โชว์’ เด็ดมัดใจลูกค้า

เป็นอาหารจานยำทั้งที จะไม่มีรสเค็มได้ยังไง หากเราเคยได้ยินสำนวนที่ว่า ‘จงรักษาความดี ดุจเกลือรักษาความเค็ม’ ที่มีความหมายเปรียบเปรยให้มั่นคงในการทำดีเหมือนความเค็มที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ความเค็มที่คงที่ก็คงจะเปรียบได้กับมาตรฐานรสชาติที่คงเส้นคงวาของ After Yum
คำถามที่สำคัญของร้านอาหาร คือคุณจะรักษาคุณภาพของมาตรฐานอาหารทุกจานให้เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันได้ที่สุดยังไง
คุณอาจจะใช้สูตรชั่ง ตวง วัด เป็นคำตอบ หรือคุณอาจจะใช้เบสเครื่องปรุงสำเร็จรูปเป็นทางออก แต่สำหรับอาหารจานยำ ที่ต้องใช้พริก มะนาว และวัตถุดิบอีกหลากหลายชนิดที่เป็นเครื่องปรุงหลักในการทำอาหาร ซึ่งไม่ได้ถูกผลิตออกมาจากโรงงาน แต่ออกมาจากไร่จากสวน ซึ่งมันอาจมีรสชาติที่ไม่คงที่ แถมคุณเองอาจจะไม่สามารถยืนปรุงยำได้ทุกจานทุกวัน แล้วคุณจะควบคุมคุณภาพอาหารได้ยังไง

“ทุกวันนี้แต๋งมีมือยำ 4 มือ แต๋งต้องถ่ายทอดดีเอ็นเอ พันธุกรรมให้คนที่จะมาขึ้นยำ กว่าจะขึ้นยำคนคนนี้ต้องอยู่ติดตัวแต๋งมาเป็นปีนะคะ อย่างมะนาวแต่ละลูกก็เปรี้ยวไม่เท่ากัน ยูเห็นแล้วยูต้อง declare ให้ได้ว่ามะนาวลูกนี้เป็นยังไง เพราะมันไม่ได้ออกจากโรงงาน น้ำปลาออกจากโรงงานมันเค็มเท่ากันทุกขวดอยู่แล้ว แต่อะไรที่ไม่ได้ออกมาจากโรงงาน ยูต้อง decalre แยกแยะมันให้ได้ เอาจิตวิญญาณยูลงไปให้ได้ ให้เห็นถึงความระยิบระยับของน้ำยำให้ได้ ต้องเดาให้ออกว่ารสเป็นยังไง”
สรุปคือการรักษามาตรฐานของการยำตั้งแต่วันแรกที่แต๋งยืนยำเอง จนถึงวันนี้ที่แต๋งออกตัวแบบถ่อมตัวว่าน้องๆ ที่ร้านอาจจะยำได้ดีกว่าเขาแล้วด้วยซ้ำ คือการถ่ายทอดพันธุกรรมและจิตวิญญาณการ ‘ยำ’ ให้กับลูกน้องที่เขาจะเลือกให้ขึ้นมาเป็น ‘มือยำ’ ในร้าน

เวลาเรานั่งดูหนังสักเรื่องที่ดำเนินต้นเรื่องไปจนจบเราอาจจะเห็นพัฒนาการของตัวละครที่ฝึกฝนและสั่งสมอะไรบางอย่างจนนำพาไปถึงบทสรุป หากเราเปรียบชีวิตของแต๋งและ After Yum เป็นละครหรือหนัง เราอาจจะคิดว่ามันได้เดินทางมาถึงบทสรุปแบบ Happily Ever After แบบในนิยาย
เริ่มจากการเริ่มทำงานในโรงแรมจนได้เรียนรู้มาตรฐานการบริการที่ดี การเป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานอีเวนต์ที่ทำให้แต๋งได้ผ่านงานที่เรียกร้องการจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ และประสบการณ์การทำคลิปไวรัลที่สอนให้แต๋งเรียนรู้การเอนเตอร์เทนผู้ชมคนดู ทุกอย่างรวบรวมเป็นส่วนผสมที่นำพาให้แต๋งก่อร่างสร้างร้าน จนสามารถนำพาให้คนมานั่งกินยำตอนตี 4 ได้ เหมือนกับที่แต๋งพูดไว้ว่า
“ทุกอย่างที่ทำมาเหมือนทำมาเพื่อรอ After Yum เลย”
แต่เมื่อเราถามแต๋งในวันนี้ว่าเขาอยากจะทำอะไรต่อไปในชีวิต ในวันที่ดูเหมือนทุกอย่างกำลังลงเอยได้ด้วยดี กิจการร้านยำไปได้สวย แถมกำลังจะเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ แต๋งกลับตอบพวกเราว่า “After Yum นั้นยังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง”
เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง?
“แต๋งอยากให้ทุกบ้านมีเครื่องปรุงของ After Yum แต๋งอยากให้ต่างประเทศมี After Yum นี่ก็มีที่ที่เตรียมจะไปเปิดนะคะ เตรียมตัวไว้แล้ว แต๋งอยากทำสาขาทัวร์ อยากมีโชว์ อันนี้แต๋งเพิ่งเริ่มเท่านั้นเองค่ะ After Yum เพิ่งจะเริ่มเอง”

ทั้งกิจการร้านยำ กิจการขายน้ำยำน้ำปลาร้าที่แต๋งใช้คำว่า ‘เพิ่งจะเริ่มต้น’ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะงอกงามไปในทางไหน เชื่อว่าแฟนๆ คงจะเป็นกำลังใจและรอสนับสนุนต่อไป
ระหว่างทางรอว่าร้านยำร้านนี้จะเดินหน้าไปทางทิศใดต่อ พวกเราอาจจะรอชมอนาคตของร้านและแต๋งไปพร้อมๆ กับคำประกาศที่คุณแต๋งชอบประกาศในช่วงปิดท้ายของการ ‘โชว์’ ในร้านว่า
“เพื่ออรรถรสในการรับประทานและในการรอยำ โปรดหากิจกรรมอื่นทำระหว่างรอ”
กิจกรรมอื่นที่ว่า แต๋งอาจหมายถึง สามารถซื้อน้ำยำ น้ำปลาร้า ของ After Yum ก็เป็นไปได้

ในยุคที่ทุกอย่างในชีวิตสะดวกสบายไปซะหมด ซื้อของใช้เข้าบ้าน กดแป๊บเดียวเย็นนี้ก็มาส่งถึงแล้ว ช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นธรรมชาติที่อยากได้อะไรก็แค่เปิดแอพพลิเคชั่นขึ้นมาแล้วกดสั่ง อีกไม่กี่วัน (หรือบางกรณีวันเดียวก็มี) ก็ได้ของชิ้นนั้นอยู่ในมือ อยากทานอาหารร้านไหนก็กดสั่ง 30 นาทีก็พร้อมตักเข้าปาก คลาสเรียนเสริมความรู้ก็สามารถทำออนไลน์ได้จากทุกที่ เรียกรถแท็กซี่ก็ทำได้ง่ายๆ แค่กดไม่กี่ปุ่มเท่านั้น มีเพียงแค่ไม่กี่อย่างในชีวิตเท่านั้นที่เรายังไม่สามารถกดปุ่มสั่งงานจากโทรศัพท์สมาร์ตโฟนในมือได้ หนึ่งในนั้นคือการนำรถไปเข้าศูนย์ซ่อมบำรุง
นั่นคือแนวคิดเบื้องหลังสตาร์ทอัพ ‘RepairSmith’ ที่จะเข้ามาปฏิวัติธุรกิจซ่อมรถที่คงรูปแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลงมาเลยตลอดครึ่งศตวรรษ

คงมีสักครั้งในชีวิตที่เวลารถเสียหรือต้องเอาเข้าศูนย์เช็กระยะแล้วเรามีความคิดว่า “มันมีวิธีที่ดีกว่านี้ไหมนะ ขี้เกียจเสียเวลาขับเข้าไป นั่งรออีกไม่รู้กี่ชั่วโมง อยากเอาเวลาตรงนั้นไปทำอย่างอื่นจัง” นั่นคือปัญหาที่เจ้าของรถยนต์ทุกคนต้องพบเจอมากน้อยแตกต่างกันไป โจเอล มิลเนอ (Joel Milne) และ ฟิลิกซ์-แมตเทียส วัลเทอร์ (Felix-Matthias Walter) ผู้ร่วมก่อตั้งทราบเรื่องนี้ดีเลยสร้างสตาร์ทอัพแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าสามารถกดเรียกช่างซ่อมรถแบบ on-demand มาซ่อมถึงหน้าบ้านหรือที่ทำงาน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาขับรถไปเข้าศูนย์หรือนั่งเฝ้าให้รถซ่อมเสร็จ
RepairSmith ที่ได้รับการสนับสนุนเงินส่วนใหญ่โดย Daimler AG (เจ้าของ Mercedes-Benz) เป็นมากกว่าแค่สตาร์ทอัพแบบ on-demand ทั่วไป มันทำให้ประสบการณ์การซ่อมรถยนต์แบบดั้งเดิมเปลี่ยนไปเลย มันนำเอาความสะดวกสบายของงานบริการระดับพรีเมียมเหมือนเอารถยนต์ไปเข้าศูนย์ที่มีมาตรฐานสูง โดยใช้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เกี่ยวกับการซ่อมในรูปแบบต่างๆ มาดูแลถึงที่บ้าน บอกราคาประมาณเบื้องต้นมาให้เรียบร้อย สามารถจองผ่านออนไลน์ ถ้าซ่อมตรงนั้นไม่ได้เพราะมีงานที่ซับซ้อนหรือเสียหายมากกว่าที่ประเมิน ช่างก็จะลากเอาไปซ่อมที่อู่ให้ต่อจนจบและนัดวันเอามาคืน ที่สำคัญคือมีประกันคุ้มครองความเสียหายทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบงานเลยทีเดียว

โจเอล มิลเนอ และฟิลิกซ์-แมตเทียส วัลเทอร์ คือสองคนที่ร่วมกันก่อตั้งสตาร์ทอัพแห่งนี้ขึ้นมาในปี 2019
มิลเนอนั้นมีจิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการอยู่ในตัวอยู่แล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เขาเริ่มเขียนโปรแกรมเองตั้งแต่อายุ 10 ขวบและเข้ามหาวิทยาลัยด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น หลังจากจบมหาวิทยาลัยในวัย 21 ปีก็เริ่มก่อตั้งบริษัทแรกของตัวเอง เขาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีนส์ และปริญญาโทบริหารธุรกิจจาก Harvard Business School เป็นผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญสายเทคโนโลยีที่เคยผ่านการระดมทุนระดับ 100 ล้านดอลลาร์มาแล้วในช่วงที่ทำธุรกิจ เป็นตั้งแต่ CEO, COO และ CTO ในหลายบริษัทตลอด 20 ปีก่อนมาก่อตั้ง RepairSmith นอกจากนั้นยังเป็นนักลงทุนและผู้ให้คำแนะนำกับสตาร์ทอัพอีกหลายแห่งในแคลิฟอร์เนีย เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าความตั้งใจส่วนตัวของเขาคือการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้ชีวิตของผู้ใช้งานง่ายขึ้นก็คงไม่ผิดมากนัก
ส่วนวัลเทอร์คือคนที่เข้ามาเติมเต็มและทำให้สตาร์ทอัพแห่งนี้เกิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ มิลเนอเชี่ยวชาญเรื่องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ส่วนวัลเทอร์นั้นมีประสบการณ์ยาวนานกับอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 25 ปี ตั้งแต่การซ่อมรถในโรงรถของพ่อแม่สมัยยังเป็นวัยรุ่นไปจนถึงบทบาทผู้บริหารระดับสูงที่ Daimler AG เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นช่างเครื่องยนต์ของ Mercedes-Benz ทำงานตั้งแต่อู่ซ่อมไต่เต้าไปจนถึงตำแหน่งซีเนียร์ที่ Daimler ทำตั้งแต่วางแผนกลยุทธ์องค์กร จัดการดูแลส่วนรถยนต์มือสอง ดูแลรถที่ใช่เพื่อการพาณิชย์ และทำการตลาดสำหรับบริการและชิ้นส่วนอะไหล่อีกด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยเมื่อลูกค้าใช้บริการของ RepairSmith แล้วจะบอกว่ามาตรฐานของที่นี่สูงมากเหมือนกับเข้าอู่รถไม่มีผิด แถมเขายังคัดเลือกทั้งพันธมิตรร้านค้าที่ไว้ใจได้สำหรับการซ่อมที่อู่ และยังดูแลทีมที่ตรวจสอบความพึงพอใจของลูกค้าเองด้วย
เมื่อเอาทั้งสองคนมารวมกันก็กลายเป็น RepairSmith ที่มีเป้าหมายชัดเจน คือการเปลี่ยนประสบการณ์อันเลวร้ายในการเอารถไปเข้าอู่ ให้ลูกค้ารู้สึกว่าการซ่อมรถนั่นง่ายเหมือนกับการกดเรียก Grab หรือ Uber เลย
แต่ในยุคปัจจุบันที่ความ ‘ง่าย’ และ ‘สะดวกสบาย’ ถือเป็นพื้นฐานของบริการออนไลน์อยู่แล้ว ที่นี่จะเป็นเพียงแค่บริการแบบ on-demand แบบเดิมๆ ทั่วไปคงไม่ได้ เพราะอย่างที่บอกไปว่าตอนนี้ (แทบ) ทุกอย่างในชีวิตหาได้แค่ปลายนิ้ว สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างออกไปคือ ‘ทักษะความรู้’ หรือ ‘ความสามารถ’ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้

เมื่อเราพูดถึงบริการส่งของ ส่งอาหาร ส่งเอกสารทั่วไปนั้นจะทราบว่าใครๆ ก็พอทำได้ มีรถมอเตอร์ไซค์ มีใบขับขี่ก็โอเคแล้ว แต่ว่าการ ‘ซ่อมบำรุง’ รถยนต์ถึงหน้าบ้านต้องใช้พนักงานที่มีความสามารถเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป RepairSmith จึงมีพนักงานประจำที่มีความรู้เกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรถ ผ่านการอบรมของบริษัท และเป็นช่างที่มีประสบการณ์ หลังจากที่ลูกค้าจองคิวออนไลน์เสร็จ พนักงานก็จะขับรถตู้คันใหญ่ที่มีอุปกรณ์ซ่อมรถมาด้วย ซึ่งมิลเนอบอกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของบริการที่ลูกค้าเรียกนั้นสามารถทำได้ด้วยอุปกรณ์ในรถตู้คันนี้ ถ้าซ่อมไม่ได้จริง ๆ พวกเขาจะขับไปเข้าอู่ที่เป็นพาร์ตเนอร์และจัดการซ่อมที่นั่นแล้วขับกลับมาส่งถึงหน้าบ้านภายหลัง ส่วนราคาก็แทบจะไม่ต่างจากการขับไปที่อู่เองเลย มิลเนอให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Inc.com ว่า
“คุณไม่ยกห้องน้ำไปหาช่างประปา เมื่อมีช่างประปามาถึงบ้าน เราก็อยากจะให้มันเป็นอย่างนั้นต่อไป”
ถึงแม้ตอนนี้บริษัทจะไม่ได้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องรายได้กับสาธารณะ แต่ตัวเลขหลังจากเปิดตัวมาได้สองปีก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพ่อใจ (ราวๆ 8 หลัก หรือ 10 ล้านดอลลาร์) เติบโต 22 เปอร์เซ็นต์ต่อปี พยายามจ้างงานให้เร็วที่สุดจากความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ รถตู้สำหรับใช้งานก็ต้องมีการออกใหม่แทบอาทิตย์ละคัน และภายในสิ้นปีนี้น่าจะมีช่างซ่อมรถที่เป็นพนักงานประจำถึง 70 ตำแหน่งและรถตู้ราวๆ 100 คัน
ความท้าทายคือเรื่องของการจัดตารางเวลาให้ลงตัว มิลเนอบอกว่า “มันเหมือนการวิ่งและถือกรรไกรไว้ในมือด้วย ในช่วงวันแรกๆ ที่เรามีรถตู้แค่ 2-3 คัน ผมสามารถจัดตารางไว้ในอีเมล Outlook ได้เลย แต่พอมี 50 คัน? โชคดีนะเพื่อน”
ตอนนี้มิลเนอต้องสร้างระบบหลังบ้านเข้ามาช่วยเรื่องการวิเคราะห์และจัดการเรื่องเวลาการรอคอยให้เหลือไม่เกิน 2-3 วันเท่านั้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องรอนานจนเกินไป

ภายในเวลาสามปี ตอนนี้ RepairSmith ขยายไปแล้วกว่า 8 รัฐ อันได้แก่ ออริกอน, เนวาดา, เท็กซัส, แอริโซนา, วอชิงตัน, ฟลอริดา, จอร์เจีย และแคลิฟอร์เนีย ครอบคลุม 650 เมืองทั่วอเมริกา เป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งและปกติแล้วคิวจะเต็มอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม พวกเขาก็ยังตั้งเป้าหมายในการมอบบางสิ่งคืนให้กับสังคมที่พวกเขาอยู่ด้วย โดยในช่วงต้นปี 2021 พวกเขาตั้งเงินไว้ 125,000 ดอลลาร์สำหรับการซ่อมรถยนต์ให้กับพยาบาลหรือแพทย์ที่ต้องทำงานหนักและเป็นแถวหน้าของการต่อสู้กับโรคระบาด บางส่วนแบ่งไปใช้ซ่อมให้คนได้รับผลกระทบ ตกงานจากเศรษฐกิจที่ถูกกระทบเป็นวงกว้าง
เงินตรงนี้เป็นเงินที่พวกเขาแบ่งออกมาจากรายได้เพื่อช่วยแบ่งเบาปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม มิลเนอเล่าว่ามันเป็นการมอบคืนที่มีความหมายแต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะมีความต้องการเยอะมากแต่พวกเขาตอบสนองได้ไม่เพียงพอ เงินตรงนี้ไม่นานก็หมดและคนก็ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่ มีคนโทรติดต่อมาตลอดเพื่อขอให้ช่างของพวกเขาไปซ่อมรถให้หน่อย มันเป็นเรื่องที่ลำบากใจมากที่จะปฏิเสธ แถมไม่พอ การต้องเอาทรัพยากรของบริษัทมาตอบคำถามและดูแลเรื่องนี้ก็ทำให้งานหยุดชะงัก ทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ไม่ดีด้วยถ้าต้องรอรับบริการนานเกินไป มิลเนอจึงพยายามแก้ไขและแบ่งเงินออกมาอีกก้อนหนึ่งราวๆ 250,000 ดอลลาร์ แต่ครั้งนี้เขาวางแผนว่าต้องจัดการให้ดีขึ้นกว่าเดิม

หลังจากเรียนรู้เกี่ยวกับโครงการที่ชื่อ ‘CAHOOTS’ ในเมืองยูจีน รัฐ ออริกอน ที่แพทย์และผู้ให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพจะเดินทางไปเจอคนป่วยที่บ้านด้วยรถแวน มิลเนอจึงเกิดไอเดียขึ้นมาว่าที่จริงแล้วพวกเขาสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมตรงนี้ได้ ไม่ต้องช่วยหรือซ่อมรถของประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่สามารถซ่อมบำรุงรถแวนที่ทำงานการกุศลเหล่านี้ได้ เพื่อให้งานของพวกเขาไม่ติดขัด เพื่อที่องค์กรเหล่านี้จะสามารถใช้ความเชี่ยวชาญและความรู้ของพวกเขาไปช่วยคนอื่นๆ ในสังคมได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรเหล่านั้นและสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนด้วย
“ผมเห็นองค์กรนั้นแล้วคิด ‘เฮ้ พวกเขามีรถเก่าเยอะเลย เวลาซ่อมคงใช้เงินเยอะ เราสามารถช่วยคนกลุ่มนี้บรรลุเป้าหมายของพวกเขาได้นะ’”
ช่วงปลายปีที่ผ่านมา พวกเขาจึงเริ่มโครงการ ‘Jump Start’ ที่จะเข้าไปช่วยพาร์ตเนอร์ที่เป็นองค์กรการกุศลในเมืองต่าง ๆ ที่พวกเขาทำงานอยู่ โดยเข้าไปให้บริการแต่ละองค์กรเป็นเงินราวๆ 10,000 ดอลลาร์จนครบเป้า 250,000 ดอลลาร์ที่วางเอาไว้ พาร์ตเนอร์แรกๆ อย่าง Project Angel Food ที่ใช้รถเพื่อนำอาหารไปส่งคนป่วยที่ออกจากบ้านไม่ได้กว่า 2,100 คนทุก ๆ วัน ซึ่งพวกเขาก็จะเอารถแวนกว่า 10 คันขององค์กรนี้มาซ่อมเพื่อให้มันใช้งานต่อได้อย่างไม่ติดขัด
แอนน์-มารี วิลเลียมส์ (Anne-Marie Williams) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารและการตลาดของโครงการ Project Angel Food บอกว่า “RepairSmith ทำให้การขับรถแวนของเราเพื่อไปส่งอาหารให้กับคนที่ต้องการนั้นเป็นไปได้” ทำตั้งแต่ปรับศูนย์ถ่วงล้อ เปลี่ยนนำ้มันเครื่อง เปลี่ยนผ้าใบเบรกและเปลี่ยนปั๊มระบบพวงมาลัยพาวเวอร์

โดยมิลเนอก็เชื่อว่าเขาได้ค้นพบจุดที่บริษัทของเขาสามารถมอบคืนให้กับสังคมได้แล้ว การทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างไม่ติดขัดหมายความว่าคนที่จะได้รับความช่วยเหลือก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย
สำหรับอนาคตของบริษัทแล้ว มิลเนอเชื่อว่าพวกเขาอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าอู่ซ่อมรถทั่วไป เพราะยิ่งเทคโนโลยีของรถยนต์พัฒนาและซับซ้อนมากขึ้น บริษัทของเขาก็จะยิ่งอยู่ในจุดที่เติบโตตามไปด้วยเพราะช่างที่อยู่ในบริษัทจะได้รับการอบรมและพัฒนาความรู้อยู่ตลอดเวลา
“ที่อเมริกามีอู่ซ่อมขนาดเล็กราวๆ 200,000 แห่งทั่วประเทศ และการที่พวกเขาจะลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นทั้งราคาสูงและเป็นเรื่องยาก เรารู้สึกว่าเราเป็นแพลตฟอร์มที่ขยายได้ เราจะใช้เงินเพื่อลงทุนในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่และซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ จำนวนการซ่อมอาจจะเหมือนเดิม แต่ประเภทของงานซ่อมจะแตกต่างออกไปจากเดิมแน่นอน”
วินสตัน เชอร์ชิล (Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเคยกล่าวเอาไว้ว่า
“เราหาเลี้ยงชีพด้วยสิ่งที่เราได้ แต่เราสร้างชีวิตด้วยสิ่งที่เราให้”

ความสำเร็จของธุรกิจหนึ่งขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย ทั้งการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยขยาย และการให้บริการที่ดี มอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในราคาที่เหมาะสม แต่สำหรับ RepairSmith ในขณะที่พวกเขากำลังเติบโตก็มองไปถึงการมอบคืนให้สังคมต่อด้วย ใช้ความสามารถและความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในสังคมผ่านตัวกลางคนอื่นๆ ทำให้ไม่แปลกใจว่าทำไมภายในเวลาแค่สองปีจึงขยายไปได้กว่า 650 เมืองและมีเสียงตอบรับที่ดีขนาดนี้
inc.com/tim-crino/repair-smith-mechanic-on-demand-jump-start-nonprofits.html
inc.com/sageworks/why-business-is-booming-for-auto-repair-entrepreneurs.html?cid=search
repairsmith.com/i/blog/meet-the-driving-force-behind-repairsmith
edition.cnn.com/2020/07/05/us/cahoots-replace-police-mental-health-trnd/index.html