เมื่อคนลอนดอนและทั้งโลกรอดชีวิตจากโรคระบาดด้วยแผนที่ของ John Snow หมอผู้ปฏิวัติระบาดวิทยา 

ในซีรีส์ Game of Thrones จอน สโนว์ อาจมากับคำว่า ‘เธอไม่รู้อะไรเลย จอน สโนว์ (You know nothing, Jon Snow)’ แต่สำหรับคุณหมอชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ที่ลอนดอนคนนี้ กลับตรงกันข้าม คุณหมอจอห์น สโนว์ เป็นคนที่ ‘รู้’ แถมคุณหมอยังใช้วิธีแสนแหวกแนวคือการทำ ‘แผนที่’ ที่เปลี่ยนความคิดของวงการแพทย์ว่าโรคอหิวาต์ไม่ได้มากับอากาศ แต่มากับน้ำ

การระบาดของอหิวาต์เป็นเรื่องร้ายแรง เป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนอย่างรวดเร็วและติดต่อง่ายเป็นวงกว้าง ลอนดอนในยุควิกตอเรียน เป็นเมืองที่ขยายตัวและมีประชากรแน่นขนัดอย่างรวดเร็ว แต่หนึ่งในสาธารณูปโภคสำคัญที่ยังไม่ดีนักคือน้ำสะอาด ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีบริการน้ำประปาสาธารณะ มีแต่ระบบประปาที่ดำเนินการโดยบริษัท ซึ่งแข่งขันกันด้วยรสชาติและความใสสะอาดของน้ำ 

ทว่าแม้น้ำจะมีรสชาติดี แต่จากการติดตามโรคด้วยการเดินสอบถามและการลงข้อมูลในแผนที่โดยละเอียด คุณหมอก็พบว่าโรคระบาดมีศูนย์กลางอยู่ที่ปั๊มน้ำอันหนึ่งบนถนน Broad Street ย่านโซโห การค้นพบนั้นปฏิวัติความเข้าใจและช่วยผู้คนจากโรคระบาดรุนแรง นำไปสู่รากฐานของระบาดวิทยา การสาธารณสุข การวางระบบน้ำสะอาด กระทั่งเป็นจุดเริ่มใช้ data journalism รวมทั้งคุณหมอยังช่วยกิจการในย่านโซโห คือกิจการเกี่ยวกับหนังสือ คือการเข้าเล่ม

ทรัพย์คัลเจอร์ในครั้งนี้ เราพาผู้อ่านกลับไปยังกรุงลอนดอนในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 หรือราวทศวรรษ 1850 และเป็นอีกครั้งที่เราจะพูดถึงย่านโซโห ในฐานะพื้นที่สำคัญของการค้นพบความเข้าใจในโรคระบาดสำคัญอย่างอหิวาต์ (cholera) โรคระบาดที่แพร่กระจายและคร่าชีวิตผู้คนได้อย่างรวดเร็ว

ลอนดอนกับน้ำรสสุสาน

บริบทสำคัญของลอนดอนในขณะนั้นคือการเป็นเมืองเติบโตที่แออัด มีจำนวนประชากรพุ่งอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขคร่าวๆ ที่พอให้เห็นภาพคือ ในปี 1800 ลอนดอนมีประชากรราว 1 ล้านคน ซึ่ง 50 ปีหลังจากนั้น ประชากรเพิ่มขึ้นไปเป็น 2.5 ล้านคน และในทศวรรษ 1900 พุ่งสูงเป็น 6 ล้านคน

การกระจุกตัวของผู้คนและการก่อตัวของพื้นที่เมือง ทำให้เกิดความต้องการสาธารณูปโภคพื้นฐานคือน้ำสะอาด ในขณะนั้น ลอนดอนยังไม่มีระบบน้ำสะอาดเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน น้ำสะอาดส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโครงข่ายของเอกชน คือสูบและส่งน้ำโดยตรงผ่านระบบปั๊มเครื่องจักรเข้าสู่บ้าน โดยเฉพาะบ้านของผู้มีอันจะกิน แต่ละบริษัทก็มีการแข่งขันกันด้วยคุณภาพน้ำและความใส ไปจนถึงรสชาติ ซึ่งน้ำของแต่ละบริษัทส่วนใหญ่สูบขึ้นมาจากแม่น้ำเทมส์ ขึ้นอยู่กับว่าจะตั้งสถานีสูบขึ้นมาจากบริเวณไหนของคุ้งน้ำ 

สำหรับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะคนยากจน จะใช้น้ำจากปั๊มน้ำหรือบ่อน้ำส่วนกลาง ประกอบกับเมืองเองเป็นพื้นที่ของโรคระบาด โรคระบาดที่เกิดจากความหนาแน่นและสุขอนามัยที่ยังไม่ดี เช่น ไทฟอยด์, ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) รวมถึงการระบาด 4 ครั้งของอหิวาต์ที่ลอนดอนในช่วงปี 1830-1866 ทำให้นอกจากการอยู่อาศัยแล้ว สุสานของเมืองยังถูกใช้งานจนเต็ม 

ความสยองนิดหน่อยของชีวิตชาวลอนดอนคือ บ่อน้ำหรือปั๊มน้ำหลายแห่งอยู่ใกล้หรือเป็นพื้นท่ีที่ปนเปื้อนน้ำเสียจากสุสานหรือพื้นที่จัดการศพ รวมถึงบ้านเรือนที่ระบบจัดการน้ำเสียยังเข้าไม่ถึง (เช่น ย่านโซโห ที่จะพูดถึงต่อไป) มักมีบ่อหรือที่พักน้ำเสียของตัวเอง ทำให้หลายครั้งเกิดการปนเปื้อน เป็นต้นเหตุการระบาดของโรค

อันที่จริง นอกจากปั๊มน้ำหรือบ่อน้ำสาธารณะแล้ว น้ำประปาของบริษัทเองก็เคยพบความเกี่ยวข้องกับการระบาดของโรค กล่าวคือ บางบริษัทที่ตั้งจุดสูบน้ำจากแม่น้ำเทมส์ซึ่งใกล้กับบริเวณที่มีน้ำเสียหรือมีการปนเปื้อน ก็พบว่าเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของอหิวาต์

แผนที่และปั๊มน้ำของหมอจอห์น

อันที่จริง การบอกว่าน้ำของลอนดอนมีรสสุสานก็อาจจะเกินเลยไปหน่อย แต่ดูเหมือนว่าในขณะนั้น ประเด็นเรื่องคุณภาพและรสชาติของน้ำเป็นหนึ่งในความชอบส่วนตัว และกรณีนี้นำไปสู่ความตายได้

เรากลับมาที่ย่านโซโหและการระบาดของอหิวาต์ในปี 1854 ซึ่งถือเป็นการระบาดระลอกที่ 3 จาก 4 การระบาดครั้งใหญ่ แรกเริ่มย่านโซโหยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่อยู่ๆ ในวันที่ 31 สิงหาคมก็เริ่มมีการติดเชื้อ และสามวันให้หลัง ผู้คนที่อาศัยอยู่บนถนน Broad Street (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Broadwick Street) ก็เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 127 ราย

ในห้วงเวลานั้น การแพทย์เชื่อว่าโรคอหิวาต์สัมพันธ์กับอากาศ เป็นเรื่องของอากาศที่เน่าเสีย และอาจมีนัยทางสังคมเช่น เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมโทรม เพราะการระบาดมักเกิดในพื้นที่เช่นสลัม ทว่าในความคิดของคุณหมอคนหนึ่งซึ่งสนใจเรื่องการระบาดของอหิวาต์ มองว่าไม่ใช่เรื่องของอากาศ แต่เป็นอะไรบางอย่างที่อยู่ในน้ำ ซึ่งในขณะนั้นคนยังไม่เข้าใจเรื่องเชื้อโรค สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่มองไม่เห็น และเชื้อก่อโรค

สถานที่สำคัญของเรื่องนี้คือปั๊มน้ำสาธารณะอันหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนถนน Broad Street เมื่อคุณหมอ John Snow ดำเนินการเก็บข้อมูล สอบสวนโรคอย่างละเอียด เพื่อทำแผนที่ที่ถือว่าพลิกโลกและช่วยชีวิตเราทุกคนไว้ 

มุมที่น่าสนใจแรกคือปั๊มน้ำของถนน Broad Street เป็นปั๊มน้ำที่ค่อนข้างได้รับความนิยม สิ่งที่หมอจอห์นทำคือสำรวจและสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูลผู้ป่วยอย่างละเอียด จนในที่สุดคุณหมอได้นำข้อมูลมาแสดงเป็นแผนที่ที่แสดงบริเวณของการติดเชื้อ คุณหมอจึงได้รายงานและทำข้อสรุปที่แย้งกับประวัติศาสตร์ความเชื่อเรื่องโรคอันมีมายาวนานว่าปัญหาอยู่ที่น้ำ ไม่ใช่อากาศ และการระบาดดังกล่าวมีปั๊มน้ำแห่งถนน Broad Street เป็นศูนย์กลาง

ต้องอธิบายว่า ข้อสังเกตและรายงานของหมอจอห์นไม่ได้รับการยอมรับในทันที คุณหมอเองเมื่อทราบว่าความตายซ่อนอยู่ในน้ำรสอร่อยของปั๊มน้ำที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ก็ได้พยายามขอให้ปิดการให้บริการ ตอนนั้นมีแค่บางคนที่เชื่อคุณหมอจึงปิดการให้บริการปั๊ม แต่แล้วก็เปิดขึ้นใหม่ กระทั่งคุณหมอต้องลงมือเอาโซ่ไปล่ามปั๊มด้วยตัวเอง ซึ่งขณะนั้นน่าเสียดายว่าอหิวาต์ได้ระบาดแล้ว และสองในสามของผู้คนต้องหนีออกจากพื้นที่

จากกรณีการสืบโรคมีมุมที่น่าสนใจและตอบปริศนาสาเหตุของการระบาดว่าไม่ใช่อากาศแต่เป็นน้ำ คือบันทึกของคุณหมอว่าพบสุภาพสตรีคนหนึ่งที่อยู่บนถนนซึ่งห่างออกไป เธอเคยอาศัยอยู่บน Broad Street มาก่อนและชอบดื่มน้ำจากปั๊มที่เธอคุ้นเคย เธอชอบรสชาติสะอาดและเย็น ถึงขนาดให้คนส่งน้ำบรรจุขวดมาถึงที่บ้านซึ่งห่างจุดระบาดออกไป แต่เธอกลับเสียชีวิตลงเพราะอหิวาต์ ขณะเดียวกัน โรงเรือนที่อยู่ติดกันกับปั๊มน้ำดังกล่าวกลับไม่มีรายงานการเสียชีวิต จนในที่สุดก็พบว่าพื้นที่ดังกล่าวใช้น้ำจากคนละแหล่ง

กิจการร้านเข้าเล่มในโซโห

การพิสูจน์ด้วยแผนที่และการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอแนวคิดและงานศึกษาของหมอจอห์น คือหมอเองมีความคิดที่แย้งกับความคิดเดิมเรื่องอหิวาต์ ว่าเกี่ยวกับการสูดดมอากาศเสียเข้าไปอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งในเวลาต่อมา แผนที่และการติดตามการระบาดที่โซโหก็ถูกยอมรับโดยสาธารณชน นำไปสู่การถอดแขนปั๊มน้ำและปิดปั๊มน้ำไปในที่สุด

การค้นพบของหมอจอห์นเป็นการปฏิวัติที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายเรื่อง แน่นอนว่าเป็นรากฐานของระบาดวิทยา นำไปสู่แนวคิดเรื่องสาธารณสุข ความเข้าใจเรื่องปั๊มน้ำในโซโห ทำให้ลอนดอนมองเห็นความสำคัญของน้ำสะอาด และหลังจากนั้นก็เกิดการตั้งจุดบริการน้ำดื่มหรือน้ำพุน้ำดื่มสาธารณะ มีระบบบำบัดน้ำเสีย รวมถึงการใช้แผนที่ในการแสดงข้อมูล นำไปสู่บทบาทใหม่ๆ เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลในแง่ต่างๆ เช่น การแสดงแผนผังเรื่องประชากร ความยากจน โดยทำผ่านแผนที่ในอีกหลายรูปแบบ

ผลกระทบต่อชุมชนของโซโห หมอจอห์นได้ช่วยกิจการสำคัญของโซโหคือกลุ่มกิจการร้านเข้าเล่มหนังสือซึ่งตั้งอยู่บนถนน Broad Street และถนนใกล้เคียงคือ Poland Street และ Noel Street  ในช่วงนั้นมีรายงานว่าบนถนนสายดังกล่าวมีกิจการร้านเข้าเล่มหนังสืออย่างน้อย 23 แห่ง การเข้าเล่มหนังสือถือเป็นอีกหนึ่งงานฝีมือซึ่งเกี่ยวโยงกับวัฒนธรรมการอ่าน รวมถึงเป็นศิลปะการช่างที่เฉพาะเจาะจง เช่น การเข้าสันหนังสือ การประดับปกหรือสันหนังสือด้วยด้ายไปจนถึงอัญมณี

หนึ่งในหลักฐานหรือการเก็บข้อมูลเรื่องการระบาด หมอจอห์นได้บันทึกถึงการป่วยและการเสียชีวิตของพี่น้องตระกูล Wickwar เจ้าของกิจการเข้าเล่ม Wickwar & Co. ตอนนั้นมีรายงานว่าบริษัทเข้าเล่มวิควอร์มีพนักงานเสียชีวิตจากโรคระบาดไป 4 คน สองในสี่คือพี่น้อง John Wickwar และ William Wickwar บันทึกการสอบสวนโรคระบุว่าวิลเลียมเดินทางมายังร้านหลังจากจอห์นเสียชีวิต ส่วนจอห์นเสียชีวิตหลังมีอาการได้ 12 ชั่วโมง

บันทึกระบุว่า วิลเลียมไม่ได้เห็นกระทั่งศพของจอห์น และวิลเลียมใช้เวลาเพียง 12 นาทีในบ้าน หลังจากนั้นก็แวะกินอาหารที่ร้าน ทุกอย่างเกิดขึ้นรวบรัด นอกจากอาหารแล้ว วิลเลียมได้ดื่มบรั่นดีและน้ำเปล่าซึ่งนำมาจากปั๊มบนถนน Broad Street วิลเลียมกลับบ้านซึ่งอยู่เขตทางตอนเหนือของลอนดอน การเดินทางไปยังบ้านจอห์นเกิดขึ้นในวันที่ 1 กันยายน วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 วิลเลียมก็ติดเชื้อและเสียชีวิตในช่วงเย็นของวันถัดไป

บันทึกการเสียชีวิตของผู้คนในกิจการการเข้าเล่มหนังสือ เป็นส่วนหนึ่งของการมองเห็นความเชื่อมโยงการติดเชื้อที่มีปั๊มน้ำเป็นศูนย์กลาง สิ่งที่น่าเศร้าคือ มีข้อมูลว่าแม่ของพี่น้องตระกูลวิควอร์ก็ชื่นชอบรสชาติของน้ำจากปั๊มน้ำมรณะ เมื่อวิลเลียมเดินทางกลับบ้านในครั้งนั้น เขาได้นำน้ำดื่มที่แม่ของเขาชื่นชอบไปให้แม่ด้วย และแน่นอน แม่ของเขาก็เสียชีวิตในเวลาใกล้เคียงกัน

อันที่จริงกิจการร้านเข้าเล่มโดยเฉพาะกรณีของตระกูลวิควอร์ ไม่ได้เป็นกิจการเล็กๆ น้อยๆ แต่ถือเป็นกิจการที่ค่อนข้างใหญ่โต ซึ่งภายหลังได้รับตราจากพระราชินี กิจการดังกล่าวนอกจากการเข้าเล่มแล้ว ยังมีงานที่เกี่ยวกับกระดาษ การทำกล่อง ทำเครื่องเขียน ซึ่งในขณะนั้นล้วนเป็นงานช่างฝีมือระดับสูง จอห์น วิควอร์ ที่เสียชีวิตลงจากเหตุการณ์การระบาด รับหน้าที่ทำ ‘กล่องแดง’ ที่ใช้การช่างฝีมือระดับสูง ซึ่งกล่องนั้นใช้ตั้งแต่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ไปจนถึงพิธีพระราชทานแก่รัฐมนตรีและพระบรมวงศานุวงศ์ในกิจการต่างๆ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญทั้งในพระราชพิธีและรัฐพิธี รวมถึงประเพณีการบริหารราชการแผ่นดิน

แม้ตระกูลนี้จะมีคนเสียชีวิตจากโรคระบาด ทว่ากิจการเข้าเล่มและเครื่องเขียนของวิควอร์กลับเจริญเติบโต โดยบริษัท Wickwar & Co. ได้รับตรารับรองจากราชสำนักอังกฤษ และยังดำเนินกิจการจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันบริษัทเปลี่ยนจากกิจการที่เกี่ยวกับกระดาษและการเข้าเล่ม เป็นการผลิตกล่องสีแดงระดับตำนานเป็นหลัก

ทุกวันนี้ ถ้าเราไปย่านโซโหและเดินไปยังถนน Broadwick Street ทางสภาเมืองเวสมินสเตอร์และสมาคมจอห์นสโนว์ (The John Snow Society) สมาคมที่มุ่งเน้นการเผยแพร่คุณูปการของคุณหมอในฐานะผู้ริเริ่มด้านระบาดวิทยาและวิสัญญีแพทย์ จะเห็นว่าพวกเขาได้ทำการติดตั้งปั๊มน้ำจำลอง ซึ่งจำลองและติดตั้งลงในพื้นที่ประวัติศาสตร์พื้นที่จริง ของปั๊มน้ำโบราณที่เป็นทั้งต้นเหตุของความตายในศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นจุดเริ่มของการช่วยชีวิตในภายหลัง ซึ่งอาจรวมถึงการที่เราทุกคนยังมีชีวิตอยู่ และรอดพ้นจากโรคระบาดทั้งหลายได้ในวันนี้

อ้างอิงข้อมูล

Hide & Seek ทรายแมวมันสำปะหลังที่เหมียวขับถ่ายปลอดภัย อึ๊ไม่เป็นภาระโลก แถมโตไกลถึงต่างประเทศ

ปึ้ก ผัวะ เมี้ยว!

เสียงกระบะใบน้อยพลิกคว่ำ ทรายหกเรี่ยราด ข้างๆ มีเจ้าเหมียวเลียขา ส่ายหาง ทำหน้าทำตาไม่รู้ไม่ชี้ ราวกับจะบอกว่า “อย่าบ่นน่ะนุด หกก็เก็บสิ”  

ข้างต้นคือบริบทชวนปวดขมับที่ทาสแมวไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก่าต้องเคยเจอสักครั้ง กับการฝึกให้นายท่านหัดขับถ่ายเป็นที่ทาง ที่กว่าจะสำเร็จต้องก้มกวาดเก็บทรายจนหลังขดหลังแข็ง ไหนจะกังวลเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือคอยตรวจตราว่าลูกรักแอบชิมทรายหรือเปล่า 

ด้วย pain point ที่ว่านี้ ซัน–อภินันท์ มหาศักดิ์สวัสดิ์ และเพื่อนทาสแมวอีกสองราย ที่เรียนจบจากรั้วคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจร่วมกันคิดค้นทรายแมวที่ผลิตมาจาก ‘มันสำปะหลัง’ พืชเศรษฐกิจที่ประเทศไทยส่งออกมากที่สุดเป็นลำดับ 2 ของโลก ภายใต้ชื่อแบรนด์ Hide & Seek ล้อตามพฤติกรรมของเจ้าเหมียวที่ชอบขุดฝังกลบหลังเสร็จธุระขับถ่าย

“คนส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทรายแมวที่เรานิยมใช้กันมีสารที่เรียกว่า แร่เบนโทไนท์ (Bentonite) ซึ่งมีส่วนผสมของผลึกซิลิกา (Silica) ที่หากแมวหรือคนสูดดมเข้าไปในระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เราเลยอยากทำทรายแมวที่มีความเฟรนด์ลี่กับน้องแมวมากกว่านี้” 

ทรายแมวของ Hide & Seek จึงปราศจากสารเคมี เพื่อสุขอนามัยของเจ้าเหมียว ที่สำคัญยังออกแบบให้เก็บง่าย ทิ้งสะดวก ดูดซับกลิ่น และย่อยสลายง่ายโดยไม่เหลืออึให้เป็นภาระโลก

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Hide & Seek มีเรื่องราวน่าสนใจอีกมากมายที่ยังถูกฝังกลบไว้นอกจากเรื่องคุณประโยชน์ แต่ยังมีเรื่องของหลักการทำธุรกิจในยุคที่เทรนด์ pet parents กำลังครองโลก รวมไปถึงเรื่องของการยกระดับรายได้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนด้วยทรายแมว 

คำตอบทั้งหมดนี้หาอ่านจากบทสัมภาษณ์ด้านล่างได้เลยเมี้ยว!

ทรายแมวสัญชาติไทยที่กำเนิดจากข้อสงสัยของทาสแมวนักวิจัย

ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากการเป็นทาสแมว”

 อภินันท์เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นในการทำแบรนด์ทรายแมวให้เราฟัง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 เขาและเพื่อนอีกสองคน คือ ต่าย–ดร.ลัญจกร อมรกิจบำรุง และ เก้ง–วัฒนพร ตั้งสง่า ได้บังเอิญเห็นข่าวที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศพยายามผลักดันสินค้าทรายแมวไปยังรัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่นิยมเลี้ยงแมวเป็นอันดับ 3 ของโลก 

หากอ่านผิวเผินคงเป็นข่าวดีข่าวหนึ่งของเศรษฐกิจไทย แต่สำหรับนักวิจัยอย่างพวกเขาแล้วมันช่างน่าสงสัยเสียจริง ว่าทรายแมวที่ใช้กันอยู่ ณ ตอนนั้นผลิตจากอะไร?

จากการสำรวจตามร้าน pet shop ต่างๆ อภินันท์และเพื่อนจึงพบคำตอบว่า ทรายแมวที่นิยมใช้กันนั้นผลิตจากแร่เบนโทไนท์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่นและจับตัวเป็นก้อนเมื่อเปียกแต่แร่ธาตุดังกล่าวกลับมีส่วนผสมของผลึกซิลิกาที่หากสูดดมฝุ่นผงเข้าไปในระยะยาว อาจทำให้แมวและเจ้าของป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือโรคระบบทางเดินหายใจ 

“ผมเคยเจอกับตัวเอง คือเอาทรายแมวซิลิกาไปให้น้องแมวที่บ้านใช้ ด้วยความที่ยังเป็นแมวเด็กเขาคิดว่ามันเป็นอาหารเลยกินเข้าไป จนผมต้องรีบล้วงออกมาจากคอ ปรากฏว่าทรายที่เขากลืนเขาไปออกมาเป็นเม็ดใสๆ เพราะทรายชนิดนี้ดูดความชื้น ถ้ากลืนเข้าไปเขาอาจตายได้เลย”

เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ pet parents ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงจึงพยายามคิดค้นทรายแมวชนิดใหม่ที่เรียกว่า ‘ทรายแมวเต้าหู้’ ซึ่งปลอดภัยก็จริง แต่ในแง่ของ economies of scale นั้นมีต้นทุนการผลิตที่สูง ทำให้ประเทศที่ครองแชมป์ผลิตและส่งออกทรายแมวเป็นอันดับหนึ่งของโลกคือจีน ที่มีทรัพยากรและเครื่องจักรในการผลิตพร้อมกว่า จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่ตอนนั้นยังไม่มีทรายแมวสัญชาติไทยสักยี่ห้อวางขายในตลาด มิหนำซ้ำบางยี่ห้อที่นำเข้ากลับตรวจพบเบนโทไนท์ผสมอยู่ไม่น้อย

ในฐานะนักวิจัยและทาสแมว พวกเขาจึงตั้งปณิธานว่า จะระดมสมองผลิตทรายแมวที่ปลอดภัยต่อน้องแมวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นของตัวเองสักตั้ง

ทรายแมวจากมันสำปะหลังที่ดีต่อสุขอนามัยเจ้าเหมียวที่บ้าน

“ชัดเจนว่าถ้าเราผลิตวิธีเดียวกับเขา (ประเทศจีน) ไม่ได้ผลิตเยอะเท่าเขา เราสู้ราคาต้นทุนไม่ได้ งั้นเราลองมาหาวิธีอื่นที่มันดีกว่านี้ไหม จนเรามาค้นพบพืชชนิดหนึ่งก็คือ ‘มันสำปะหลัง’ ข้อดีของพืชชนิดนี้คือหัวของมันมีเส้นใยธรรมชาติ มีแป้งอยู่ในตัวเอง 

“ขาดอย่างเดียวคือสารให้ความเหนียว แต่เราไม่คิดจะใส่สารให้ความเหนียวที่เป็นเคมีลงไป เราเลยหันมาใช้กรรมวิธีให้ความร้อน เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของแป้งให้กลายเป็นสารให้ความเหนียวแทน ซึ่งเทคนิคนี้เรียกว่า pregelatinization”

อภินันท์เล่าถึงการค้นพบวัตถุดิบสำคัญในการผลิตทรายแมวของ Hide & Seek ซึ่งได้ ดร.ลัญจกร ที่เชี่ยวชาญเรื่องเส้นใยพืชเป็นโต้โผนำวิจัย ซึ่งก็คือ ‘มันสำปะหลัง’ พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยที่ทั้งหาได้ง่ายและมีผลผลิตตลอดทั้งปี ที่สำคัญคือสร้างความเหนียวจากธรรมชาติได้ จึงดูดซับและเก็บกลิ่นฉี่ของน้องแมวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังปลอดภัย 100% เพราะปราศจากการผสมสารเคมีใดๆ ลงไป

ข้อดีของ Hide & Seek คือเรามีฟังก์ชั่นทุกอย่างที่ทรายแมวที่ดีควรจะมี เราทดสอบกันในแล็บเลยว่า ถ้าโดนฉี่ ทรายจะจับตัวเป็นก้อนได้เร็ว กักเก็บกลิ่นได้ดีหากเทียบกับทรายแมวประเภทอื่น เรื่องความปลอดภัยเรามั่นใจถึงขั้นที่แมวเผลอกินเข้าไปก็ไม่เป็นไร

 “อีกเหตุผลหนึ่งที่เราเลือกใช้มันสำปะหลัง คือมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ เราปลูกขึ้นมาเอง ผิดจากเบนโทไนท์ที่ต้องไปบุกป่าเผากระท่อม ขุดดินแล้วถล่มภูเขาออกมา ซึ่งเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม”

อภินันท์เล่าให้ฟังต่อว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ Hide & Seek ครองใจพ่อแมวแม่แมว คือการรับผิดชอบต่อลูกค้าและหมั่นพัฒนาโปรดักต์เสมอ โดยเขาและทีมจะคอยรับฟีดแบ็กจากลูกค้าที่มีเข้ามาทางหลังบ้าน ก่อนพัฒนาต่อเนื่องจนมีให้เลือกทั้งหมด 4 กลิ่น คือกลิ่นธรรมชาติ กลิ่นเฟรชเบอรี่ กลิ่นวนิลลา และกลิ่นมะลิที่ขายดีมากที่สุด

“เรามีการทำ product market fit โดยให้ลูกค้าที่ใช้งานสินค้าของเราฟีดแบ็กกลับมา แล้วนำฟีดแบ็กตรงนั้นมาแก้จนลูกค้าถูกใจ ถึงจะ launch product ตัวใหม่ออกมาสู่ตลาด ทำให้ช่วง 1-2 ปีแรกเรามีการปรับเปลี่ยนเยอะ เปลี่ยนในที่นี้คือการเปลี่ยนเพื่อคุณภาพ หัวใจหลักของทรายแมวเรายังเป็นมันสำปะหลังร้อยเปอร์เซนต์ เพิ่มเติมคือทำให้ฝุ่นน้อยลงจนอยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย มีกลิ่นที่ดีขึ้น และจับตัวได้ดีขึ้น

“สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือเราต้องจริงใจกับลูกค้า หากลูกค้าใช้แล้วไม่ชอบ ใช้แล้วรู้สึกไม่โอเค หรือแม้แต่ได้สินค้าที่บกพร่อง เราต้องพร้อมแก้ไข ถ้าเราทำด้วยความซื่อสัตย์ การค้าขายถึงจะอยู่ได้นาน”

ทรายแมวจากมันสำปะหลังที่ทาสได้มีส่วนรักษ์โลก

นอกจากจะดีต่อสุขอนามัยของนายท่านที่บ้าน ด้วยคุณสมบัติที่ย่อยสลายง่ายของทรายแมว Hide & Seek จึงทำให้ผู้เลี้ยงได้มีส่วนในการช่วยเหลือโลก เพียงแค่กดอุจจาระน้องแมวลงชักโครก แทนที่การฝังกลบซึ่งเกิดขึ้นกับทรายแมวแบบเบนโทไนท์

“ลองนึกตามว่ามีแมวที่มีเจ้าของอยู่ 1 ล้านตัว ถ้า 50% ของผู้เลี้ยงใช้ทรายแมวเบนโทไนท์ที่ไม่สามารถทิ้งลงชักโครกได้ ประเทศไทยจะเกิดปริมาณขยะจากอุจจาระแมวที่ต้องฝังกลบถึง 16,000 ตันต่อปี แต่ถ้าเกิดเราหันมาใช้ทรายแมวที่ย่อยสลายได้ เราจะสามารถลดปริมาณจำนวนขยะมูลฝอยนี้ได้ทันที”

คำถามคือจะส่งสารที่ว่านี้ไปถึงผู้บริโภคได้ยังไง ในเมื่อพวกเขาเพิ่งเกิดใหม่ในฐานะ SMEs และตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงช่างกว้างใหญ่ระดับ red ocean ด้วยเหตุนี้กลยุทธ์การสื่อสารของ Hide & Seek ในช่วงแรกคือการเดินตรงเข้าไปยังร้านเพ็ทช็อป และออกบูทตามงาน pet expo ต่างๆ เพื่อแนะนำตัวเอง พร้อมกับอธิบายถึงจุดยืนนี้ให้ผู้บริโภคเข้าใจ ว่าทำไมต้องใช้ทรายแมวจากมันสำปะหลัง

“ปี 2020 คือปีที่เราเริ่มขายสินค้าครั้งแรก ยอมรับว่าตอนนั้นเราไม่มีความรู้เรื่องการตลาดอะไรเลย กลยุทธ์ที่เราเริ่มทำคือการพยายามเน้นปากต่อปาก เข้าไปคุยกับเจ้าของร้านเพ็ทช็อป นำเสนอสินค้า ว่าทรายแมวของเราไม่เหมือนใครนะ ผลิตจากมันสำปะหลังของไทย มันช่วยโลกยังไงได้บ้าง ให้เขาเห็นถึงความมุ่งมั่นจริงใจของเรา

“อีกวิธีคือเราพยายามไปออกบูทตามงาน pet expo ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาคือกลุ่มคนเดิมๆ ที่เลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว อะไรที่น่าสนใจแปลกใหม่ เขาก็จะบอกกันปากต่อปาก ถือเป็นการสร้าง awareness ที่ดีเหมือนกัน ขนาดคนที่เลี้ยงไก่ยังบอกเลยว่าเขาเอาทรายแมวของเราไปใช้นะ ใช้ดีเลยแหละ ชอบมากเลยอยากกลับมาให้ฟีดแบ็ก”  

นอกจาก 2 กลยุทธ์ที่กล่าวมา อภินันท์ยังบอกว่าการลงแข่งขันประกวดบ่อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือ ทั้งยังเป็นการยืนยันว่าสินค้ามีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามที่โปรโมต

“ความจริงแล้วสินค้าทรายแมวไม่ได้มีหน่วยงานไหนมา require หรือต้องมีเครื่องหมายการันตีมาตรฐานความปลอดภัย เพราะมันไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่ยา เราเลยเห็นทรายแมวจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศเราเต็มไปหมด ด้วยความที่มันไม่มี เราเลยต้องสร้างมาตรฐานขึ้นมาเองด้วยวิธีเข้าร่วมการประกวด

“อย่างปี 2021 เราได้รางวัล PM’s Export Award ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดจากกระทรวงพาณิชย์ หรืออย่างปี 2023 ที่เราได้รับรางวัลชนะเลิศรอบชิงแชมป์ประเทศไทย ในแคมเปญนิลมังกร สุดยอดธุรกิจนวัตกรรม ภูมิภาคประเทศไทย รวมไปถึงที่ได้รางวัลจากการแข่งขันที่ต่างประเทศเช่นเกาหลีใต้”

ทรายแมวโกอินเตอร์ที่ช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรไทย 

เสียงเครื่องจักรดังไม่หยุดตลอดบทสนทนา เพื่อให้ทันกับจำนวนออร์เดอร์ที่ต้องส่งไปยังต่างประเทศ เพราะทุกวันนี้ Hide & Seek นอกจากจะผลิตส่งออกขายในประเทศ อีกมุมหนึ่งยังรับหน้าที่เป็น OEM ในนามบริษัท เวลตี้ ม็อกกี้ อินโนเวชั่น เพื่อผลิตทรายแมวมันสำปะหลังส่งออกไปยังประเทศที่นิยมเลี้ยงแมว เช่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ยูเออี กาตาร์ และไต้หวัน

ปัจจุบัน Hide & Seek และบริษัท เวลตี้ ม็อกกี้ อินโนเวชั่น มียอดส่งออกทรายแมวสัมปะหลังเฉลี่ยเดือนละ 15 ตัน สอดคล้องกับยอดขายของบริษัทที่เติบโตขึ้นในทุกๆ ปี และสะท้อนให้เห็นว่าเทรนด์ทรายแมวรักษ์โลกนั้นกำลังมาแรงมากแค่ไหน

“ด้วยเทรนด์ของ pet humanization เนี่ย ทำให้เทรนด์นี้มันโตขึ้นมากกว่าปกติ ตลาดทรายแมวโตเฉลี่ยปีละ 5-10% ตอนที่เริ่มทำ Hide & Seek ตอนนั้นตลาดทรายแมวทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 280,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา 5 ปี ตลาดทรายแมวมูลค่าอยู่เกือบๆ 500,000 ล้านบาท ผมยังบอกได้ไม่เต็มปากว่า ตลาดทรายแมวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมันโตแค่ไหน แต่เท่าที่รู้ข้อมูลคือมันมากกว่าทรายแมวที่เป็นเบนโทไนท์มากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นคงบอกเรื่องแนวโน้มได้ประมาณหนึ่งแหละว่ามันนิยมมากขึ้น” 

แน่นอนว่าการส่งออกที่มากขึ้นนำมาซึ่งปัจจัยอีกทางหนึ่งในการเพิ่ม demand ให้กับผลผลิตของเกษตรกรไทยในฐานะสินค้าแปรรูป ส่งผลให้เกษตรกรไทยมีรายได้และมีช่องทางในการส่งออกผลผลิตมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่อภินันท์มองไว้คือการช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรจะต้องไม่เบียดเบียนธรรมชาติให้เดือดร้อน

“ด้วยความที่เราเป็นประเทศที่มีมันสำปะหลังเยอะมาก เราส่งออกอันดับ 1 ของโลก แล้วเราผลิตเป็นอันดับ 2 ของโลก เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าถ้าเกิดผลิตเยอะแล้วมันจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือปริมาณราคาสินค้า กลับกัน ช่วงที่ราคาผลผลิตตกต่ำเรายังช่วยเกษตรกรเพิ่ม demand ราคามันสำปะหลังในประเทศ สนับสนุนเกษตรกรที่ไม่รู้ว่าจะขายผลผลิตให้ใครได้มีที่ยืน ซึ่งเรายินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการหมุนเวียนระบบนี้ 

“จริงๆ เราเคยคำนวณแล้วว่า ถ้าทั้งประเทศใช้ทรายแมวจากมันสำปะหลังกันหมด จะกระทบต่อกำลังการผลิตมันสำปะหลังในประเทศแค่ไหน ผลคือกระทบน้อยมากไม่ถึง 0.0001 % เพราะเราผลิตออกมาเยอะมากจริงๆ”

ช่วงท้ายของบทสนทนา อภินันท์เผยถึงเป้าหมายระยะสั้นของ Hide & Seek คร่าวๆ นั่นคือการทำให้ทรายแมวมันสำปะหลังได้รับความนิยมในตลาดสัตว์เลี้ยงบ้านเรามากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง ‘ชุดตรวจปัสสาวะแมว’ ที่สามารถตรวจเช็กสุขภาพแมวได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพียงหยดทรายแมวที่ปนเปื้อนฉี่ของเจ้าเหมียวหยดลงบนชุดตรวจหน้าตาคล้าย ATK ของมนุษย์ โดยชุดตรวจสามารถตรวจจับ ‘ฮีโมโกลบิน’ หรือเลือดที่เจือจางมากับปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเบื้องต้นของอาการป่วยของแมว ทำให้สามารถพาแมวที่บ้านไปรักษาได้ทันท่วงที 

สาเหตุที่คิดค้นสินค้าใหม่นี้ขึ้นมา ไม่ใช่แค่การต่อยอดโอกาสทางธุรกิจเท่านั้น แต่เพื่อลดความทรมานของสัตว์เลี้ยงที่ต้องถูกเจาะเลือดหรือดูดปัสสาวะโดยตรงจากกระเพาะ ตาม ‘หัวใจหลัก’ ในการดำเนินธุรกิจของ Hide & Seek ตั้งแต่วันแรก คือเพื่อสุขอนามัยที่ดีและความสุขของแมวที่บ้าน

“เป้าหมายของคนเลี้ยงแมวแบบเรา แค่แมวที่เรารักไม่เจ็บไม่ป่วยก็พอแล้ว เพราะเรามองเขาเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว อยากให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ ไม่อยากเห็นเขาต้องไปโรงพยาบาล การเลือกทรายแมวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาปลอดภัย มีสุขภาพดี เราจึงเน้นเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด ให้ไม่ต่างจากแมวที่บ้านเราใช้เอง”

What I’ve Learned

  • “สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจกระแสหลักอย่าง pet parents คือต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน อาจจะโตช้ากว่าคนอื่นหน่อย แต่การค่อยๆ โตอย่างตั้งใจ ย่อมดีกว่ารีบว่ายทวนกระแสน้ำแล้วได้แค่ผลสำเร็จระยะสั้น” 
  • “ความยากของผู้ประกอบการที่ยึดหลัก BCG (Bio-Circular-Green Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ) คือการต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีและรู้เท่าทันปัญหาสิ่งแวดล้อม เรารู้ว่าที่กำลังเป็นอยู่แบบนี้ดีแล้ว แต่ถ้าสักวันหนึ่งมีองค์ความรู้ที่บ่งบอกว่ามันสำปะหลังปลูกเยอะไปไม่ดี เราก็ต้องนำมาพิจารณาเพื่อปรับตัว ส่วนตัวไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน”
  • ฝากความคิดถึงผ่าน Mycelium Coffin โลงศพจากเห็ดที่เปลี่ยนสัตว์เลี้ยงแสนรักให้กลายเป็นปุ๋ย

    ในฐานะคนที่เลี้ยงสัตว์เป็นเหมือนลูก เราต่างเลือกซื้ออาหารให้เหมาะสมกับเจ้าตัวน้อย เลือกของใช้ที่ตอบโจทย์การใช้งาน และซื้อของเล่นที่จะมาเอนเตอร์เทนพวกเขาได้ แต่เรื่องหนึ่งที่เชื่อว่าหลายบ้านแทบไม่หยิบยกมาพูดคุยกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าทำใจพูดถึงไม่ได้ ยังไม่อยากให้วันนั้นมาถึง หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่

    คือในวาระสุดท้ายของเจ้าขนปุย เราควรจะต้องทำยังไงดี

    ในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาวางแผนการเดินทางสู่สุคติอย่างเป็นสุข ในฐานะมนุษย์ที่รักสัตว์เลี้ยงสุดหัวใจก็สามารถวางแผนส่งน้องกลับดาวได้เช่นกัน และจะดีสักแค่ไหนถ้าเลือกใช้วิธีที่เป็นมิตรต่อสัตว์ เป็นมิตรต่อโลกได้

    ‘Mycelium Coffin’ คือโลงศพจากเห็ด ที่เปลี่ยนวาระสุดท้ายของเจ้าขนปุยให้กลายเป็นปุ๋ยสำหรับต้นไม้ เพื่อให้เหล่าทาสรู้สึกว่าน้องหมาน้องแมวยังไม่จากไปไหน ถ้าคิดถึงก็แค่กลับมาหาต้นไม้ต้นนั้น และยังช่วยสร้างระบบนิเวศให้สมดุลอีกด้วย

    ไอเดียรักษ์โลกของ มล–จิราวรรณ คำซาว หรือที่หลายคนรู้จักกันในนามผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘ถิ่นนิยม’ ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น เพื่อพัฒนาชุมชน ให้คนในท้องที่มีรายได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน

    “เราพูดบ่อยมากตอนพาคนไปเรียนรู้ระบบนิเวศ ว่าผู้ย่อยสลายเป็นเหมือนผู้ช่วยชีวิตจากความตาย ถ้าไม่มีเขา ระบบนิเวศจะไม่เกิดสิ่งใหม่ เมล็ดก็จะไม่งอก ต้นไม้ก็จะไม่มีปุ๋ย แล้วเห็ดก็ถือเป็นผู้ย่อยสลายที่แข็งแกร่งและอยู่ได้ในทุกฤดู”

    เธอจึงนำความรู้เรื่องไมซีเลียมหรือเส้นใยจากเห็ดตั้งแต่สมัยที่เป็นนักวิจัยมาปัดฝุ่นใหม่ ประกอบกับในช่วงนั้นเธอช่วยเลี้ยงหมาของน้องชายที่ชื่อทองหยอด และเห็นภาพหมาไปนอนอยู่ใต้ต้นไม้ ใกล้ๆ กันมีเห็ดงอกขึ้นมา และมีกองซากไม้

    “ภาพที่เราเห็นมันเป็นช็อตที่สปาร์กจอยมาก” มลบอกกับเราพร้อมรอยยิ้ม และย้ำว่าถึงแม้การพูดเรื่องวาระสุดท้ายของสัตว์เลี้ยงจะแสนเศร้า แต่ก็ทำให้เธอคิดได้ว่าถ้าบั้นปลายชีวิตของทองหยอดเป็นประโยชน์ แล้วกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ก็น่าจะดี

    จากใจที่รักษ์โลกและรักสัตว์เลี้ยงจึงเกิด Mycelium Coffin ขึ้นมา และทำให้เราได้มาสนทนากับมลถึงไอเดียนี้อย่างลงลึก เสมือนพาทุกคนไปเดินป่าเก็บเห็ด มาขึ้นรูปเป็นโลงศพ ก่อนจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย และพูดคุยถึงกลยุทธ์ที่เธอวาดฝันให้โลงศพเห็ดสำหรับสัตว์เลี้ยงเป็นทางเลือกใหม่ในวันที่เทรนด์​ pet parents และเทรนด์รักษ์โลกมาแรงอย่างต่อเนื่อง

    เส้นใยที่ 1 ถักทอจากใจที่รักษ์โลก

    แรกเริ่มเดิมทีมลเป็นนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับยารักษาโรคมาก่อน ทำให้เธอค้นพบว่าสุขภาพดีที่แท้จริงอยู่ที่อาหารการกิน จึงนึกย้อนไปถึงต้นกำเนิดของวัตถุดิบที่ดี ก็ต้องมาจากการทำเกษตรอินทรีย์ เธอจึงขยับมาทำวิจัยเรื่องนี้

    “ช่วงนั้นตลาดเกษตรอินทรีย์กำลังบูมเลย เราสามารถสุขภาพดีได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี ดีทั้งคนปลูก ดีทั้งคนกิน แต่พอเราไปบอกแบบนี้ เกษตรกรก็ไม่เชื่อไง เพราะเขาคิดว่าปลูกแล้วไปขายที่ไหน ปลูกให้ใคร ใครจะรับซื้อ แล้วช่วงนั้นน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพด้วย เราก็ไม่มีอะไรทำ เลยคิดว่ากลับบ้านเกิดที่เชียงดาวไปพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจังดีกว่า เพราะที่นั่นเขาก็ทำการเกษตรกันอยู่แล้ว”

    เธอเริ่มจากทำให้เกษตรกรเห็นว่าการทำเกษตรอินทรีย์ต้องเป็นยังไง และหาช่องทางการขายที่คุ้มค่าเหนื่อย จึงเปิด ‘ถิ่นนิยม’ เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าท้องถิ่น ซึ่งต้องปลูกหรือผลิตมาโดยไม่เบียดเบียนทรัพยากรธรรมชาติ ใช้วิธีการปลูกแบบออร์แกนิกหรือใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังมีการทำถิ่นนิยมคลาสรูม เป็นการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าป่ามาศึกษาเรื่องระบบนิเวศอีกด้วย

    “เราชอบเล่าให้คนที่มาเที่ยวฟังถึงเรื่องระบบนิเวศหมุนเวียน ว่าจะต้องมีทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย ผู้ผลิตก็คือพวกพืช ให้ผู้บริโภคที่เป็นสัตว์ได้กิน แล้วเราก็กินทั้งพืชและสัตว์เข้าไปด้วย พอผู้ผลิตกับผู้บริโภคตายก็กลายไปเป็นซาก

    “แล้วจะมีกลุ่มผู้ย่อยสลายนี่แหละ ที่ทำหน้าที่แตกโครงสร้างเหล่านั้นให้กลับไปเป็นผู้ผลิตและหมุนเวียนไปแบบเดิม เราพูดบ่อยมากว่าผู้ย่อยสลายเป็นเหมือนผู้ช่วยชีวิตจากความตาย ถ้าไม่มีเขา ระบบนิเวศจะไม่เกิดสิ่งใหม่ เมล็ดก็จะไม่งอก ต้นไม้ก็จะไม่มีปุ๋ย”

    สิ่งที่มลพูดกับนักท่องเที่ยวตลอด ทำให้เธอฉุกคิดได้ว่าหากผู้บริโภคบางกลุ่มอย่างสัตว์ที่ไม่ได้อยู่ในป่าหรือแม้กระทั่งคนเราที่กินอาหารรับพลังงานไปมากมาย ถ้าลมหายใจสุดท้ายกลายไปเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศคล้ายกับวงโคจรที่เธอเห็นในป่าก็คงจะดี

    “เรามองย้อนกลับมาที่การตายของเรา ถ้าเผาศพก็สร้าง carbon footprint สร้างมลพิษอีก สมัยก่อนไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่หลังๆ ข้อมูลเรื่องโลกร้อน PM2.5 ก็มีออกมาเยอะ เราก็พยายามศึกษาเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

    “ตอนนั้นเลยเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด อย่างการทำเกษตรอินทรีย์ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ไปช่วยชุมชนปลูกต้นไม้ ไปช่วยเรื่องไฟป่า แล้วก็คิดว่าถ้าการตายของเรามันสามารถทำได้อีกจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต มันก็เจ๋งดีนะ”

    เส้นใยที่ 2 จากเยื่อใยสานต่อให้ภาพฝันเป็นจริง

    ด้วยหัวใจที่รักษ์โลกเป็นแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้เธออยากทำโลงศพจากเห็ดออกมา และมลยังเล่าอีกว่าตัวกระตุ้นสุดท้ายที่ทำให้ไอเดียนี้เกิดขึ้นได้จริง มาจากตอนที่เธอช่วยเลี้ยงหมาของน้องชายตัวหนึ่งที่ชื่อทองหยอด

    “มีวันหนึ่งเราพาทองหยอดไปเดินเล่น เห็นเขาล้มตัวนอนใต้ต้นจำปา ตรงนั้นมีเห็ดงอกขึ้นมา แล้วก็เป็นซากไม้ที่กองๆ อยู่ มันเป็นช็อตที่สปาร์กจอยมาก ทุกอย่างที่เราอยากทำมันเห็นภาพเลย มีทั้งเห็ดเป็นผู้ย่อยสลาย มีซากไม้ที่รอถูกย่อย

    “แล้วหมาที่เราเลี้ยงวันหนึ่งก็ต้องกลายเป็นซากที่ถูกย่อยสลายไปเหมือนกัน มันฟังดูเศร้าเนาะ แต่เราคิดว่าถ้าวันที่เขาตาย แล้วกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้สักต้นหนึ่ง การตายของเขาก็จะเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้”

    มลเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าเหมือนกับนิทานปลาบู่ทอง ที่แม่ของเอื้อยตายไปกลายเป็นปลาบู่ทอง แล้วถูกจับมาทำอาหาร เธอจึงนำเกล็ดปลาของแม่ไปฝัง จนเกิดเป็นต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง เวลาคิดถึงแม่ก็แค่มาหาต้นไม้นี้ เปรียบกับตัวเธอเองถ้าวันใดวันหนึ่งเธอคิดถึงทองหยอด ก็สามารถกลับมาหาต้นไม้ที่ได้รับปุ๋ยจากร่างของทองหยอดได้เช่นกัน

    เส้นใยที่ 3 ก่อร่างสร้างโลงศพจากเห็ด

    “เรานำความรู้เรื่องไมซีเลียมสมัยที่เป็นนักวิจัยมาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งไมซีเลียมเป็นคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ หมายถึงเส้นใยจากเห็ด เราก็ไปดูว่าต่างประเทศเขาชอบใช้พวกเห็ดหูหนู จัดอยู่ในกลุ่มเห็ดกระด้าง เราก็คิดว่าในป่าบ้านเรามีเห็ดกลุ่มนี้เยอะ แล้วถ้าใช้เห็ดป่าก็จะสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่ดูแลป่าด้วย”

    มลเริ่มเข้าป่าไปเก็บเห็ดมากกว่า 30 ชนิด เพื่อนำมาเข้าแล็บวิจัยว่าเห็ดชนิดไหนย่อยสลายเก่งและทนต่อสภาพอากาศในไทยได้ทุกฤดู จนเธอค้นพบว่าเห็ดที่เรากินกันนั้นไม่สามารถนำมาทำโลงศพได้ แต่เห็ดป่าที่กินไม่ได้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะนำมาทำโลงศพจากเห็ดมากกว่า

    “เราใช้เห็ดมาทำโลงศพแล้วก็ใช้ซังเข้าโพดด้วย เพราะจากที่เราอยู่ในวงการเกษตรมา ก็อยากจัดการเรื่อง waste ให้ได้มากที่สุด ไม่อยากให้เหลืออะไรที่ต้องไปเผาให้เกิดมลพิษอีก แล้วก็อยากสร้างรายได้ให้ชาวบ้านให้ได้มากกว่าผลผลิตที่ปลูก

    “หลังจากเรารู้แล้วว่าวัตถุดิบไหนใช้ได้ ก็ขึ้นรูปทรงต่างๆ แล้วดูว่าต้องใช้ระยะเวลาเวลาขึ้นรูปกี่วัน ทำความหนาเท่าไหน ถึงจะดูดซึมน้ำได้ดี มีความแข็งแรง มีความยืดหยุ่น และย่อยสลายได้ดี จนเจอว่าใช้เวลาขึ้นรูป 10-20 วันดีที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิด้วย ถ้าอากาศร้อนก็ขึ้นรูปได้เร็วหน่อย ถ้าอากาศหนาวก็ช้าหน่อย ซึ่งนี่เป็นความยากตอนขึ้นรูป”

    อีกหนึ่งความท้าทายคือเธอใช้บล็อกในการขึ้นรูป ซึ่งมีต้นทุนทำบล็อกที่สูง และในการทำโลงศพหนึ่งโลง ต้องขึ้นรูปในบล็อกทิ้งไว้เป็นเวลานาน และต้องใช้พื้นที่วางบล็อกทิ้งไว้ค่อนข้างเยอะ จึงทำให้ในช่วงแรก มลตัดสินใจทำโลงศพเพียง 2 แบบ เป็นโลงสำหรับใส่สัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่อย่างสุนัข และสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กอย่างแมว

    อีกเหตุผลหนึ่งคือหลังจากได้มาศึกษาพบว่ากฎหมายในไทยยังไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการย่อยสลายซากศพคนได้เหมือนในบางประเทศ จากตอนแรกที่อยากทำโลงศพคนด้วย จึงเปลี่ยนเป็นโลงขนาดเล็กที่บรรจุกระดูกของคนได้แทน

    “โลงศพเห็ดของเราสามารถใส่สัตว์เลี้ยง แล้วขุดหลุมฝังแบบไม่ต้องลึกมาก ประมาณ 40 เซนติเมตร หรือเอาแค่ไม่มีอะไรไปขุดได้ก็พอ เพราะถ้าขุดลึกมาก รากของต้นไม้จะลงไปไม่ถึง แล้วก็ปลูกต้นไม้ลงไป ใช้เวลา 1 เดือน เห็ดก็จะย่อยสลายสัตว์ที่อยู่ในโลงจนหมด และจะค่อยๆ เปลี่ยนซากเป็นปุ๋ย ใช้เวลาประมาณ 1 ปีก็จะย่อยสลายจนหมด”

    มลบอกว่าวิธีนี้เหมือนกับการให้อาหาร 5 หมู่กับต้นไม้ เพราะมีทั้งซากสัตว์เลี้ยงที่เคยกินอาหารรับพลังงานเข้าไป และมีซังข้าวโพดที่เคยได้รับสารอาหารจากการเพาะปลูก นอกจากนี้เธอยังแนะนำให้เลือกปลูกในดินที่ดี ไม่มีสารพิษ เพื่อให้ต้นไม้ได้รับสารอาหารได้มากที่สุด

    เส้นใยที่ 4 เปิดประตูสู่ตลาด pet parents และเทรนด์รักษ์โลก

    กว่า 3 ปีที่มลทดลองทำโลงศพเห็ด จนเป็นรูปเป็นร่างและออกสู่สายตาประชาชนเมื่อต้นปี 2568 เธอไม่คิดว่าจะมีคนให้ความสนใจขนาดนี้ บางคนมาถามราคาไว้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ ซึ่งก็ถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้คนได้รู้จักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลังจากนั้นก็เริ่มมีออร์เดอร์เข้ามาเรื่อยๆ

    “เราเปิดขายแบบพรีออร์เดอร์ไปก่อน เพราะถ้าทำรอไว้เลย เรายังไม่รู้ว่าขนาดไหนจะขายดี แต่ลูกค้าบางคนก็เริ่มวางแผนการตายให้น้องๆ ไว้แล้ว มีคนที่สัตว์เลี้ยงป่วย เขารู้ตัวว่าน้องจะอยู่ได้อีกไม่นานก็สั่งทำโลงศพไว้เลย

    “ตอนนี้เราเน้นไปที่การออกบูทตามงานต่างๆ เพื่อให้คนรู้จักเราก่อน หลายคนก็เข้ามาถามว่าใช้เวลาทำนานไหม อยากได้เลยมีพร้อมส่งไหม คนให้ความสนใจเยอะ ถึงแม้วันนี้บางคนจะรู้สึกว่ามันแพงยังไม่ซื้อ แต่อย่างน้อยเขาก็สนใจแล้ว ถ้าวันข้างหน้าเรามีพาร์ตเนอร์มาช่วยกันทำให้ราคาถูกลง มีสินค้าพร้อมส่ง วันนั้นคนก็จะเข้าถึงโลงศพเห็ดของสัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น”

    มลวาดฝันไว้ว่าเธออยากจับมือกับโรงพยาบาลสัตว์ เพื่อนำโลงศพเห็ดไปวางขาย ให้เหล่าทาสสามารถซื้อได้ทันที แต่ก็มีโจทย์ใหม่ที่ต้องจัดการคือเรื่องเชลฟ์ไลฟ์ เพราะด้วยวัสดุที่นำมาทำเป็นเห็ด หากโดนแสงที่เข้มมากไป ก็จะเปลี่ยนสีไปตามธรรมชาติทำให้มีสีที่เข้มตามไปด้วย

    “สีที่เปลี่ยนไปไม่มีผลกระทบต่อการใช้งาน แต่บางคนอาจจะอยากได้โลงศพสีขาวมากกว่าโลงศพที่มีสีเข้ม เราก็คิดว่าอาจจะทำแค็ตตาล็อกให้ลูกค้าดู เช่น รุ่นที่ทำมา 4 เดือนแล้ว สีจะเข้มนะ คุณรับได้ไหม หรือถ้าอยากได้สีขาวอาจจะต้องรอรุ่นใหม่นะ

    “อีกข้อจำกัดของธุรกิจเราคือเรื่องโลจิสติกส์ เวลาขนส่งมารับเขาชอบบอกให้ห่อบับเบิลให้มากขึ้น เราก็บอกว่าเราจะรักษ์โลก ให้มาห่อบับเบิลอะไร เราก็เลยเอาโลงศพเห็ดทำแพ็กเกจจิ้งในการขนส่งด้วย พยายามคัสตอมให้เป็นเหมือนแพ็กเกจจิ้งห่อพวกทีวี ที่เรายัดแต่ละชิ้นส่วนไปล็อกมุมสินค้าให้พอดี ไม่ขยับเขยื้อน และในอนาคตเราก็อยากพัฒนาแพ็กเกจจิ้งจากเส้นใยเห็ดมาขายให้คนอื่นได้ใช้ด้วย”

    มลทิ้งท้ายว่า ในมุมธุรกิจ การที่เธอเลือกใช้วัสดุไม่เหมือนใครอย่างเส้นใยเห็ดและซังข้าวโพดมาทำโลงศพเห็ด ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ด้วยการทำสินค้าที่แตกต่างไม่เหมือนใคร

    ในอีกมุมหนึ่งเธอก็มองเห็นโอกาสจากเทรนด์ pet parents ที่ทำให้แม้ในวาระสุดท้ายก็อยากส่งสัตว์เลี้ยงไปสู่สุคติเสมือนบอกลาคนในครอบครัว ประกอบกับเทรนด์รักษ์โลก ที่ทำให้คนตื่นตัวแม้แต่เรื่องการตาย ที่ไม่ใช่แค่การเผาศพหรือฝังศพเฉยๆ อีกต่อไป แต่ต้องไม่เมินเฉยเรื่องผลกระทบต่อโลก และสร้างประโยชน์อย่างที่มลตั้งใจไว้

    Pet de Bath จากหมา 2 ตัวสู่รถอาบน้ำตัดขนลูกสี่ขาที่สะดวก สบายใจ และขยายทั่วกรุงใน 2 ปี

    พาไปอาบน้ำทีไร เหงื่อตกทุกที—เชื่อว่านี่อาจเป็นความรู้สึกของเจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายคน เพราะแค่คิดว่าต้องพาลูกสี่ขาขึ้นรถ ฝ่ารถติด หาที่จอดรถ แล้วรออีกเป็นชั่วโมง ยิ่งเป็นบ้านที่มีสัตว์หลายตัว เวลาและแรงที่ใช้ก็ยิ่งคูณสอง

    แค่คิดก็แทบหมดแรงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม 

    โดยเฉพาะกับคนที่เลี้ยงสัตว์เป็น ‘ลูก’ ยิ่งต้องการบริการที่เชื่อใจได้ สะอาด ปลอดภัย และไม่ทำให้น้องหมาน้องแมวเครียดหรือบอบช้ำ 

    pain point เหล่านี้คือจุดตั้งต้นของ Pet de Bath ธุรกิจรถอาบน้ำตัดขนสัตว์เลี้ยง ที่เกิดจากความรักของ ‘แบงค์–ภาณุวัฒน์ ตรีวีรานุวัฒน์’ และ ‘หมิว–เยาวลักษณ์ ดุสฎีกาญจน’ คู่รักที่เริ่มจากการดูแลดัลลัสและจอร์เจีย–ลูกๆ คอร์กี้ของตัวเอง จนมองเห็นช่องว่างของบริการในตลาด

    ตัวแบงค์เองเป็นคนนำเข้าอุปกรณ์ร่มกันแดดสำหรับรถยนต์แบรนด์ Lanmodo รวมถึงบริหารคลังสินค้า fulfillment ที่ให้บริการแพ็กและจัดส่งสินค้าออนไลน์ นั่นทำให้เขารู้จักโลกของธุรกิจตั้งแต่เบื้องหลังระบบไปจนถึงความต้องการของลูกค้า แต่ธุรกิจที่เปลี่ยนชีวิตเขาจริงๆ คือ Pet de Bath 

    จากรถคันแรกที่ทดลองเองกับมือ ภายในเวลา 2 ปีกว่า Pet de Bath ขยายรถได้กว่า 13 คันทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้บริการอาบน้ำตัดขนแบบพรีเมียมที่มาพร้อมความใส่ใจเหมือนดูแลลูกสี่ขาของตัวเอง ทั้งการเลือกแชมพูออร์แกนิกและอ่างอาบน้ำคุณภาพสูง 

    และนี่คือเรื่องราวของ Pet de Bath ธุรกิจที่สร้างจาก pain point จริง ใช้ใจบริการจริง และวางระบบแบบมืออาชีพ เพื่อให้ทุกครั้งที่ลูกๆ ต้องอาบน้ำไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

    Path to the First Bath

    เช่นเดียวกับผู้ประกอบการหลายคน pain point มักเป็นจุดตั้งต้นของธุรกิจ

    “ผมเองอยากหาธุรกิจเสริมเลยมองหาว่าธุรกิจไหนจะเป็นโอกาส ประกอบกับผมก็เลี้ยงสองแสบอยู่ด้วย แล้วเลี้ยงมันค่อนข้างดีมาก กินอาหารกระสอบละ 4,000-6,000 บาท แล้วก็พาไปอาบน้ำในห้างทุกอาทิตย์ สิ่งที่เจอคือการพาสองแสบไปอาบน้ำค่อนข้างใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายก็สูง เลยคิดว่าร้านอาบน้ำสัตว์นี่แหละน่าจะใช่”

    ในฟากฝั่งของคนรักอย่างหมิวที่มีใจอยากเรียนรู้วิธีการอาบน้ำตัดขนน้องสี่ขาอยู่แล้ว ได้ไปเรียนที่ Perfectdog ซึ่งได้รับการรับรอง International Groomers Association ส่วนแบงค์ที่มีใจรักในการทำธุรกิจก็วิเคราะห์ความเป็นไปได้เชิงธุรกิจ ซึ่งก่อนมีรถอาบน้ำคันแรก แบงค์เปิดเป็นหน้าร้านที่สาขาเอกชัย-บางบอนที่เรานั่งคุยกันอยู่ เขาจริงจังกับการทำธุรกิจนี้และตั้งเป้าว่าต้องขยายสาขา และนั่นเองที่ทำให้เขาปิ๊งไอเดียใหม่

    “ผมเป็นคนทำธุรกิจแล้วอยากทำใหญ่ เลยวางแผนสเกลตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว แล้วผมจบด้านการตลาดมา เวลาจะทำอะไรเราต้องวางแผนดู feasibility อย่างละเอียด พอจะเริ่มขยายสาขาสอง มันกลายเป็นว่า fixed cost เยอะมาก”

    ด้วยแบงค์วางจุดยืนของแบรนด์เป็น premium mass ที่ต้องมีสาขาใน prime location เขาคิดอย่างถ้วนถี่ว่าหากขยายสาขาไปตามห้าง แถมยังต้องบริการดีเหมือนบริการให้ลูกสี่ขาของตัวเองแล้ว ต้นทุนต่อเดือนของแต่ละสาขาน่าจะเหยียบแสน เขาจึงลงเอยที่บริการรถอาบน้ำตัดขน ซึ่งเมืองนอกเปิดเป็นแฟรนไชส์จริงจัง แบงค์ยังรีเสิร์ชว่าต่างประเทศสเกลยังไง เซตอัพรถแบบไหน จนเริ่มทำรถคันแรกหลังจากเปิดหน้าร้านได้ 3-4 เดือน 

    “ตัวอ่างเป็นอ่างจากุซซี่คนดีๆ นี่แหละ แต่เราออกแบบให้มันฟิตกับตัวน้องหมาน้องแมวและตัวรถซึ่งผมนำเข้าเองหมดแถมใบหนึ่งแพงหลายหมื่น มีฟังก์ชั่นที่ดีกว่าอ่างคนด้วย อุปกรณ์ที่เลือกใช้ก็อย่างดี แชมพูก็ออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์  เพราะน้องหมาน้องแมวแพ้ง่ายบ้าง อายุเยอะบ้าง ถึงจะต้นทุนสูงเราก็ใช้เพราะเราคิดจากว่าอาบให้ลูกตัวเองจริงๆ

    “พออาบน้ำตัดขนเสร็จก็จะมีกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ คือใส่เซรั่มบำรุงขน ซึ่งต้องถามลูกค้าก่อนว่าให้ใช้ไหม แล้วเราให้เลือกกลิ่นด้วย เป็นดีเทลที่ทำให้รู้สึกว่ามัน customize กับลูกค้าได้”

    กลายเป็นว่าเมื่อรถคันแรกพร้อมให้บริการ จากที่ลูกค้าเต็มหน้าร้านก็กลายเป็นเต็มรถจนแบงค์ต้องเร่งขยายคันที่ 2, 3, 4 เพิ่มเติมจนตอนนี้มี 13 คัน และหากรถคันแรกคิวเต็มเมื่อไหร่ นั่นเป็นสัญญาณว่าต้องขยายคันต่อไป  

    “ถ้าคิวไม่เต็ม 2-3 วัน ผมจะไม่ขยายคันต่อไป แล้วหนึ่งคันต้องให้บริการน้องหมาน้องแมวได้ 4-5 ตัวต่อวัน ขึ้นอยู่กับไซซ์ แปลว่าถ้าตอนนี้มีสิบกว่าคัน ปัจจุบันก็ต้องให้บริการ 50-70 ตัวต่อวัน เดือนที่แล้วน่าจะจบไปประมาณ 1,400-1,500 ตัว”

    การเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้เองทำให้มีคนสนใจให้แบงค์ขยายเฟรนไชส์จำนวนมาก แต่ด้วยเขาต้องการควบคุมคุณภาพ โมเดลปัจจุบันจึงเป็นการบริหารและขยายเองทั้งหมด

    “มีลูกค้าที่ใช้บริการซ้ำสม่ำเสมอ ลูกค้าบางคนแฮปปี้จนขนาดที่ว่าล็อกช่างคนหนึ่งทุกศุกร์ ล็อกช่างคนหนึ่งทุกเสาร์ หรือซื้อแพ็กเกจใหญ่ๆ ไปเลยทุกสามเดือน มาหาฉันหน่อย ถามว่าเพราะอะไร ผมว่าสิ่งที่เราให้ลูกค้าได้แน่นอนคือเรื่องความสะดวกสบาย การประหยัดเวลา และความสบายใจ 

    “ถ้าเราพาลูกๆ ไปอาบน้ำตามห้างหรือร้านต่างๆ มีเพียงบางส่วนที่เขาให้เราเข้าไปดูขั้นตอนการอาบน้ำได้ แต่รถผมจะมีกระจกให้พ่อแม่เห็นเลยว่าลูกๆ อาบถึงขั้นตอนไหนแล้ว พ่อแม่ก็ถ่ายรูปลงอวดความน่ารัก ผมเองก็ได้คอนเทนต์ น้องหมาน้องแมวเองก็ไม่เครียด เพราะเขายังอยู่ในพื้นที่บ้าน จากที่ตอนแรกคิดว่าลูกค้าแมวจะไม่เยอะ แต่กลายเป็นว่าสัดส่วนเยอะมาก อาจจะเพราะเป็นนิสัยน้องแมวที่เขาจะไม่ชอบออกนอกบ้านด้วย”

    Path of Precision

    “ถ้าวางระบบไม่ดีเนี่ย การสเกลพังแน่นอน” แบงค์บอก 

    ระบบที่ว่าคือตัวบริการอาบน้ำตัดขนของ Pet de Bath ถือเป็นราคามาตรฐานในแบรนด์ premium mass แต่สิ่งที่เพิ่มเติมจากนั้นคือค่าเรียกรถที่จะคำนวณค่าเดินทางจากจุดที่ใกล้ลูกค้าที่สุด ส่วนรถแต่ละคัน แทนที่จะตั้งต้นจากสาขา head office เขาเลือกให้ช่างนำรถกลับบ้าน เพื่อให้ง่ายต่อทั้งช่าง ลูกค้า และบริษัทเอง 

    ส่วนแบงค์จะติดตามงาน การใช้น้ำมัน ระยะทาง จากจีพีเอสร้อยเปอร์เซ็นต์  โดยมีทีมส่วนกลางที่ออฟฟิศคอยรับคิวลูกค้าผ่านการจองออนไลน์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สามารถจัดคิวและคาดการณ์รายได้ได้ ตัวช่างเอง ก่อนที่จะถึงบ้านลูกค้าก็ต้องโทรแจ้งล่วงหน้าก่อน 15 นาที

    “ตอนแรกผมปักตามบ้านช่าง แต่ปัญหาที่เจอคือลูกค้าไม่รู้จัก เช่น ถ้าผมบอกว่าราชพฤกษ์ 110 ลูกค้าอาจจะงงว่าที่ไหน ผมเลยเปลี่ยนเป็นชื่อสถานที่ เช่น ถ้าฝั่งรามอินทราเราปักหมุดที่แฟชั่นไอส์แลนด์ ฝั่งบางนาเราปักเมกาบางนา เพื่อให้สื่อสารง่าย  

    “แล้วถึงเราจะมีค่าเดินทางเสริมจากค่าบริการ ซึ่งเฉลี่ยไม่เกิน 100 บาท มันคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการต้องสตาร์ทรถ บางทีไปเสียค่าจอดรถที่ห้าง บางคนก็ต้องไปหาร้านกาแฟนั่งต่อ แล้วมันก็ประหยัดเวลา เพราะเมื่อจะพาลูกออกไปอาบน้ำข้างนอก มันต้องใช้เวลาประมาณครึ่งวัน”

    นั่นเป็นอีกโจทย์ให้แบงค์ต้องขยายบริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งยังกระจายไปยังฝั่งชลบุรี และกำลังจะให้บริการที่เชียงใหม่เร็วๆ นี้ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจไว แต่แบงค์เองยังควบคุมต้นทุนได้ดีกว่า

    “ถ้าเราไป extra charge ค่าเรียกรถมากเกิน ลูกค้าจะเกิดกระบวนการคิดใหม่ เช่น ลูกค้ากำลังจะจองคิววันนี้บ่ายสอง แต่แจ้งไปว่ามีค่าเดินทางอีก 300 บาท รับรองว่าเฟลแน่นอน เราต้องทำให้ค่าเดินทางมันจับต้องได้ที่สุด ที่สำคัญคือบอกไปเลยว่าจะมีค่าบริการอะไรบ้าง” ด้วยงานบริการ รวมถึงจุดเรียกรถที่ครอบคลุมนี้เองที่ทำให้ Pet de Bath แข่งขันในตลาดได้

    นอกจากการแทร็กงานออนไลน์แล้ว รถทุกคันยังติดกล้องวงจรปิด ทั้งเพื่อควบคุมคุณภาพของช่างและเพื่อให้ง่ายต่อการเช็กหากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด

    “ผมว่าปัญหาทุกอย่างมันแก้ไขได้ด้วยคำอธิบายที่ดี สมมติพ่อแม่ถามว่าเราอาบน้ำดีหรือเปล่า ถ้าเราพูดลอยๆ ว่าไม่ได้ทำอะไรนะ แต่ไม่มีหลักฐานไปคุยกับลูกค้า น้ำหนักก็คงไม่มี ตัวกล้องเลยเป็นสิ่งที่เราใช้เช็กงาน รวมถึงเป็นหลักฐานให้ทั้งสองฝ่ายได้” 

    Path with Heart

    ขึ้นชื่อว่าเป็นงานบริการ ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย เพราะไม่เพียงจะต้องบริการน้องหมาน้องแมวให้ดี ยังต้องบริการพ่อแม่น้องๆ ซึ่งเป็นลูกค้าตัวจริง และยิ่ง Pet de Bath จับกลุ่มลูกค้า premium mass ความท้าทายสูงสุดจึงคือบริการยังไงให้ตอบโจทย์ ตรงใจตามความคาดหวังที่สูงของลูกค้าได้

    “พอลูกค้าต้องเสียเวลามาดูโฆษณา ทักมาจอง ใช้ความพยายามในการแชร์โลเคชั่น มัดจำจองล่วงหน้า ลูกค้าก็ต้องคาดหวังว่าจะได้รับงานบริการที่ดี ได้ผลงานที่ดี โดยเฉพาะเรื่องความตรงต่อเวลา เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก เนื่องจากลูกค้าใช้บริการเราเพราะเขาอยากประหยัดเวลา ถ้าเราไม่สามารถรักษาเวลาได้ ลูกค้าก็ไม่ใช้ซ้ำ แต่ถ้าสายจริงๆ ก็ต้องมีเหตุผล 

    “สมมติบ้านแรกล็อกไว้แล้วว่าชั่วโมงหนึ่งจบ แต่ถึงเวลาบ้านแรกน้องดื้อมาก ลากเป็นชั่วโมงครึ่ง ก็ส่งผลให้คิวต่อไปช้าลง สิ่งที่จะบรรเทาลูกค้าคิวต่อไปได้คือโทรแจ้งว่า “คุณแม่คะ ขออนุญาตเลื่อนครึ่งชั่วโมงนะคะ” เนื่องจากคิวก่อนหน้าใช้เวลานานเกินกว่ากำหนด ไม่ใช่ว่าถึงเวลาแล้วให้รอไปเรื่อยๆ หรือถ้ามันเกินเวลาเราก็เปิดโอกาสให้ลูกค้ายกเลิกได้ เพราะผมเป็นคน strict กับเวลามาก ผมวางตารางตัวเองไว้หมดในแต่ละวันว่าจะทำอะไรเวลาไหน ดังนั้นผมจึงเข้าใจสิ่งนี้”

    นอกจากการจัดการคิวให้ดี Pet de Bath ยังมี customer service คอยโทรสอบถามความพึงพอใจ เพื่อรับฟังลูกค้าและพัฒนาการบริการให้ดีขึ้น แบงค์ยังแชร์ว่าการอาบน้ำตัดขนสัตว์ถือเป็นงานศิลปะ ถ้าช่างสุขภาพจิตไม่ดี สิ่งที่จะส่งมอบให้ลูกค้าก็อาจไม่ดี สิ่งที่ยากที่สุดจึงคือการหาช่างที่ต้องขับรถได้ อาบน้ำตัดขนได้ และพร้อมให้บริการลูกค้าจริงๆ

    “ผมดีลกับโรงเรียน Perfectdog ที่ช่างซึ่งจบจากที่นี่จะได้รับการรับรอง IGA อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเจอช่างที่ตรงใจง่ายๆ เวลาผมสัมภาษณ์พนักงานผมจะถามเลยว่าปัจจุบันเป็นหนี้อะไรบ้าง ผ่อนอะไรอยู่บ้าง เพราะผมว่ามนุษย์ทุกคน ถ้าภาระเกินสัก 70% ของรายได้เนี่ยเริ่มทุกข์แล้ว และถ้าทุกข์เมื่อไหร่ก็จะส่งผลกับงานบริการแน่นอน เขามีโอกาสที่จะนอนดึก นอนไม่หลับ มีโอกาสรถชน

    “งานนี้มันยังค่อนข้างหนัก ช่างต้องสู้งานในเดือนแรกเพราะมันใหม่ทุกอย่าง แต่พอผ่านหนึ่งเดือนไปได้แล้ว สิ่งที่ช่างทุกคนรีวิวคือ เขาชีวิตดีขึ้นจนผมกล้าโพสต์ตอนรับสมัครงาน เพราะ Pet de Bath กล้าจ่ายผลตอบแทนที่ดี เราให้กัน 40-50% เขาไม่ต้องเข้าร้าน เอารถกลับบ้านไปเลยซึ่งไม่มีใครทำกันหรอก  

    “ตอนแรกป๊าผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่าก็ต้องใจแลกใจ ผมไม่มีตอกบัตรเข้างาน วันไหนคิวจบเร็วก็เลิกงานได้ แต่สิ่งที่ช่างต้องไปจัดการให้ได้คือเรื่องของความมีวินัย ต้องตื่นแต่เช้าไปหาลูกค้าได้”

    ไม่เพียงแค่ช่างที่ต้องส่งมอบบริการให้ดีที่สุด แต่แบงค์ยังคอยเทรนแอดมินให้รู้จักวิธีการพูดคุย ตั้งแต่ประโยคแรกว่าควรจะเป็นยังไง กระทั่งต้องลงท้ายด้วยประโยคคำถามเสมอ ไม่ปล่อยเดดแอร์ 

    “ถ้าเราตั้งคำถามเป็น ต่อบทสนทนาเป็น มันจะเกิด conversation ที่ดีจนสามารถพาบทสนทนาไปถึงเรื่องราคา การจองคิวได้ พวกนี้เป็นพื้นฐานมาร์เก็ตติ้งว่าต้องเริ่มจากอะไร”​ อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่มีธุรกิจเป็นของตัวเองถึง 3 ธุรกิจอธิบาย

    Path for Growth

    “ถ้าเราลงทุนในธุรกิจขาลงมันยากที่จะเติบโต แต่ถ้าคุณมาจับในธุรกิจขาขึ้นได้ ด้วยแรงที่ใส่ไปเท่ากัน ผลลัพธ์มันอาจจะดีกว่า” 

    สำหรับแบงค์ ธุรกิจฝั่งอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงเป็นธุรกิจขาขึ้นที่ค่อนข้างขึ้นชัน จึงไม่แปลกใจหากมีหลายภาคส่วนที่กระโดดเข้ามาเล่นในตลาดนี้ ส่วนเจ้าที่อยู่มานาน แบงค์มองว่าหากยกระดับบริการหรือแบรนด์ขึ้นมาจะสามารถเติบโตต่อไปได้

    ตอนนี้ Pet de Bath จึงไม่ได้มีแค่ลูกค้า B2C อย่างพ่อแม่น้องหมา แต่ยังมีลูกค้า B2B อย่างห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวคือ Pet de Bath มีโอกาสได้ออกร้านในห้างใหญ่ ทั้งยังได้เข้าไปบริการให้ลูกบ้านของบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้า

    “โชคดีมากเลยที่ผมได้ดีลกับแบรนด์ใหญ่ๆ ตั้งต้นมาจากเจ้าหน้าที่ระดับ MD ของแต่ละเจ้าเคยใช้บริการ Pet de Bath กันทั้งนั้น อย่างโครงการหมู่บ้าน นิติบุคคลเหมาเราทั้งวัน วันละ 6-7 คัน เพื่อให้ไปบริการที่บ้านลูกบ้านเลย ผมยังได้ออกอีเวนต์ที่ห้างใหญ่อย่างเซ็นทรัล ซึ่งตอนนี้ได้ดีลยาวไปจนถึงสิ้นปีเลย

    “มันวิน-วินทั้งสามฝ่าย ลูกบ้านก็วินที่ได้ส่วนลดพิเศษจากทาง Pet de Bath ทางอสังหาฯ ก็วินที่มีพริวิเลจเพิ่มเติมให้ลูกบ้าน Pet de Bath ก็วินที่ได้ภาพลักษณ์ที่พรีเมียมและน่าเชื่อถือขึ้น ทั้งยังได้ organic reach จากทางแบรนด์ใหญ่”

    โอกาสทางธุรกิจที่วิ่งเข้าหา Pet de Bath นั้น ไม่ได้มาด้วยโชคช่วยแต่อย่างใด สำหรับแบงค์ผู้ที่ฟูมฟักแบรนด์ตั้งแต่วันแรก เขามองว่าการสร้างแบรนดิ้งให้แข็งแรงเป็นเรื่องสำคัญ

    “ถ้าแบรนดิ้งดี บริการดี ยังไงก็โตได้อย่างยั่งยืน เพราะบริการที่ดีจะทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอยู่ตลอด สำหรับ Pet de Bath เราต้องการเป็นแบรนด์ที่ส่งความคุ้มค่าให้กับลูกค้า เป็นแบรนด์ที่จับต้องได้ ไม่แพงจนเกินไป เราถึงตั้งราคาที่สมเหตุสมผลกับงานบริการที่คุ้มค่า ขยายจุดเรียกรถที่มีอยู่อย่างครอบคลุมพื้นที่ เรียกที่ไหนก็ไม่แพง เรียกที่ไหนก็ยังถูกกว่าการที่คุณขับรถพาลูกไปอาบน้ำที่ห้าง

    “ผมคิดว่าการทำแบบนี้มันทำให้เราอยู่ได้ในระยะยาว เพราะเทรนด์ value for money มาแน่ๆ ในต่างประเทศเทรนด์นี้ก็มาสักพักแล้ว”

    การทำแบรนด์ให้แข็งแรง พรีเมียม แต่เข้าถึงได้นี้เองที่ทำให้ Pet de Bath มีลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการซ้ำชนิดที่ในแต่ละเดือนกว่า 70% ส่วนอีก 30% เป็นลูกค้าใหม่ที่เขาต้องทำให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์  

     “ผมกับแฟนตั้งใจว่าจะไม่มีลูก แล้วเราก็เลี้ยงลูกหมาเหมือนลูกแท้ๆ เลยเลี้ยงอย่างดี ผมเลยแฮปปี้มากที่ได้มาอยู่ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงซึ่งได้คลุกคลีกับน้องหมาน้องแมวตลอด เราเลยวางแผนระยะยาว อย่างการขยายรถในทุกเดือน และขยาย Pet de Bath ไปที่หัวเมืองใหญ่ๆ ซึ่งล่าสุดก็เพิ่งไปดูงานที่เชียงใหม่มา คิดว่าภายในปีนี้ต้องพา Pet de Bath ไปให้ได้เลย”

    What I’ve Learned

  • “สำหรับคนที่ทำธุรกิจในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว ผมว่ามันเป็นโอกาส แต่คุณต้องมองภาพรวมว่าธุรกิจตอนนี้คุณเป็นยังไง คุณกำลังขาดอะไร เพื่อไปหาความรู้มาเติม แล้วยกระดับให้ดีขึ้น เพื่ออยู่รอดในอุตสาหกรรม”
  • “ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจ ถ้าเราไม่มั่นใจ พนักงานและลูกค้าก็ไม่มั่นใจกับเรา โดยเฉพาะพนักงาน ถ้าเขาไม่มั่นใจในตัวผู้นำ ถือว่าเฟลในการบริหารเหมือนกันนะ แต่ว่าถ้าเราไปผิดทางล่ะ เริ่มติดตัวแดง เทรนด์ธุรกิจเริ่มเป็นขาลง ก็ต้องยอมรับและยอมตัดออกไปให้ได้ ตรงนี้ก็สำคัญ”
  • ที.ซี. ฟาร์มา-เคม บริษัทที่อยากเป็น health agency ให้คนสุขภาพดี มากกว่ามารักษาทีหลัง

    “คุณค่าของเราไม่ใช่เรื่องเงิน”

    หลายคนที่อ่านประโยคนี้อาจรู้สึกว่าเป็นแนวคิดที่สวนทางกับการทำธุรกิจโดยทั่วไป ที่ในสมการนั้นต้องมีเรื่องเงิน กำไร และการขาดทุนเป็นหลัก แต่ตลอดการสนทนานี้ บี–เมธินี สหะปิยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮาชชิ (Hashi) และกรรมการผู้จัดการบริษัท ที.ซี.ฟาร์มา-เคม จำกัด จะพูดย้ำเสมอว่า “เราไม่ได้แค่ขายของ แต่เรากำลังส่งมอบสุขภาพดีให้กับเขา”

    สุขภาพดีที่ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องร่างกาย แต่ยังมองลึกไปถึงเรื่องของจิตใจ ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าสินค้าทุกชิ้นภายใต้ชื่อ ที.ซี.ฟาร์มา-เคม แตกต่างจากแบรนด์อื่นที่เราเคยเห็นในท้องตลาด และเกิดมาเพื่อแก้ pain point ทั้งด้านการใช้งานและด้านความรู้สึกให้กับผู้คน

    Hashi ผงเกลือและอุปกรณ์ล้างจมูก ที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ใช้ เพื่อให้การดูแลสุขภาพจมูกเป็นเรื่องง่ายและสะดวกในชีวิตประจำวัน

    I-Kids Pops อมยิ้มวิตามินที่ออกแบบมาให้เด็กๆ รู้สึกสนุกกับการดูแลตัวเอง โดยไม่รู้สึกฝืนหรือถูกบังคับ

    Mewbio โพสต์ไบโอติกส์เจ้าแรกๆ ของไทย ที่ช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกายได้และยังอร่อยด้วย

    แม้บีจะทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพและยา แต่เธอตั้งวิสัยทัศน์ตัวโตๆ ไว้เลยว่า “อยากให้คนกินยาเท่าที่จำเป็น” เพื่อให้คนหันมาดูแลตัวเองให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการเจ็บป่วย มากกว่าที่จะต้องรอป่วยแล้วค่อยไปรักษา

    ความตั้งใจนี้ไม่เพียงส่งต่อให้กับลูกค้าเท่านั้น เธอยังสร้างสุขภาพกายและใจที่ดีให้กับพนักงาน ผ่านการทำสวนผักปลอดสารพิษในบริเวณออฟฟิศ และใช้เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงในระบบไบโอไดนามิกหรือการเลี้ยงแบบเกื้อกูลธรรมชาติ มาทำอาหารให้กับพนักงานและจำหน่ายในราคาเพียง 30 บาทเท่านั้น พร้อมจัดเต็มทุกกิจกรรมที่ทำให้คุณภาพชีวิตของทีมงานดียิ่งขึ้น

    ‘การทำธุรกิจด้วยความเข้าใจ ใส่ใจ และจริงใจ’

    เป็นคีย์เวิร์ดที่สรุปได้จากการสนทนาในครั้งนี้ และทำให้ที.ซี. ฟาร์มา-เคมยืนหยัดมาได้กว่า 50 ปี หรือ กว่าครึ่งศตวรรษ เราจึงอยากพาผู้อ่านไปสัมผัสประสบการณ์เดียวกัน ผ่านคอลัมน์ Brand Belief ที่พูดคุยถึงความเชื่อของบีในการบริหารสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพธุรกิจให้แข็งแรง

    แม้ในวันที่โควิด-19 ยังอยู่กับเราไม่ไปไหน และฝุ่น PM2.5 ยังคงครองเมือง แต่หลังพูดคุยกับเธอก็ทำให้เรามีความหวังว่าเรายังสามารถมีสุขภาพที่ดีได้เช่นกัน

    ความตั้งใจในวันแรกเมื่อ 50 ปีที่แล้วกับวันนี้แตกต่างกันไหม

    จุดเริ่มต้นผู้ก่อตั้งเคยเป็นผู้แทนขายยามาก่อน แล้วก็เริ่มเห็นโอกาสเลยก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา เพื่อทำเกี่ยวกับยา และค่อยๆ พัฒนากลุ่มยาไปเรื่อยๆ ถ้ายารุ่นแรกของเราที่คนรู้จักก็คือ TC-Mycin

    ปัจจุบันบริษัทอยู่ภายใต้การดูแลของรุ่น 3 เขาก็ชวนเรามาบริหาร เราได้พูดคุยกันว่า อยากเป็นมากกว่าบริษัทยา ซึ่งมองตรงกันว่า ยาไม่ใช่ทางออกเดียวของสุขภาพ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้นเราจึงตีโจทย์ใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้คนสุขภาพดีขึ้น

    แล้วตีความคำว่าสุขภาพ ไม่ได้มีแค่ร่างกาย แต่เรามองเรื่องจิตใจด้วย ในยุค 10 กว่าปีก่อนเราก็จะเจอคำพูดที่ว่า holistic health หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม แต่มันก็เป็นคำสวยๆ ที่เรามองไม่ออกหรือตีความยากว่ามันรวมถึงอะไร สำหรับบริษัทเราตีความว่าต้องทำสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้ง functional benefits และ emotional benefits ทำให้ทุกวันนี้เราไม่ได้มองว่าจะต้องแตกไลน์สินค้าที่เป็นยาออกมา แต่เลือกผลิตสินค้าที่อยู่ภายใต้กรอบของการดูแลสุขภาพ

    ทำไมคุณถึงตีความว่าสินค้าต้องตอบโจทย์ทั้ง functional และ emotional

    เราเคยไปอ่านงานวิจัยต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ เขาไม่ได้ประเมินแค่ผลสัมฤทธิ์ทางการรักษา แต่เขาจะประเมินว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยหรือเปล่า ทำให้เรานึกถึงภาษาสมัยก่อนที่ว่าใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันเชยจังเลย (หัวเราะ)

    แต่เราคิดว่าประโยคนี้มันเป็นความจริง เพราะพอเราได้เรียนรู้ว่ากลไกความเครียดและความสุขจะทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีต่างๆ ออกมาทำปฏิกิริยากับร่างกาย แล้วถึงค่อยมาเป็นโรค เราเลยคิดว่าสินค้าเราต้องนำเสนอประสบการณ์ที่ดีทั้งในแง่ของการใช้งานและความรู้สึก พอเขาใช้งานแล้วรู้สึกว่าทำให้ใจสบาย โอกาสการเจ็บป่วยก็จะน้อยลงไปด้วย

    อะไรที่ทำให้คุณคิดว่าการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วย ดีกว่าการที่ป่วยแล้วค่อยไปรักษา

    เราว่าร่างกายคนก็เหมือนกับรถ ถ้าเราเอารถใหม่ๆ สวยๆ ไปขับชนมา ก็รู้สึกเจ็บปวด แล้วพอเอาไปซ่อมหน้าตาภายนอกมันก็สวยเหมือนเดิมหรืออาจจะใกล้เคียงของเดิม แต่เรารู้แหละว่าโครงสร้างข้างในมันเปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราแข็งแรงได้ตั้งแต่ต้น แล้วทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดีตั้งแต่ต้นก็จะดีกว่า

    คุณทำบริษัทเกี่ยวกับสุขภาพและยา แต่ทำไมถึงตั้งวิสัยทัศน์ว่าอยากให้คนกินยาเท่าที่จำเป็น

    ถ้าเราให้คนกินยาไปเยอะๆ โดยไม่จำเป็น เขาต้องรับสารเคมีเข้าไปด้วย แต่กลไกร่างกายมหัศจรรย์มากเลย มันสามารถรักษาตัวเองได้ แต่บางทีเราก็ไปขัดขวางกลไกธรรมชาติของร่างกายด้วยการกินยามากเกินไป เราอาจจะคิดว่าร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้แหละ แล้วเรากินยาเข้าไปช่วยเสริม พอเสริมไปเยอะๆ กลไกร่างกายจะเริ่มขี้เกียจ รักษาตัวเองไม่เป็น

    พอมีเชื้อใหม่เข้ามาหรือเป็นเชื้อเดิมที่มีมากขึ้น ถ้าร่างกายทำงานไม่เป็นก็ต้องรอแต่กินยา เหมือนเราตอนเด็กๆ ที่เป็นภูมิแพ้เยอะ แล้วก็เป็นหวัดตลอด เรียกว่าเป็นทุกเดือนเลย เราก็จะได้กินพวกยาฆ่าเชื้อตลอด พอยิ่งกินมันก็ยิ่งป่วยซ้ำๆ

    เราก็เลยลองพักไม่กินยา ช่วงแรกในการปรับตัวก็จะป่วยหนักนิดนึง แต่พอหลังจากนั้นก็ป่วยน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญมาก เหมือนร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ แต่ช่วงที่เลิกกินยาก็ต้องดูว่าเรารับปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นช่วงนั้นได้ไหม พ่อแม่เรายอมรับได้หรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่คนรอบข้างนี่แหละที่จะเป็นห่วง ทนเห็นเราป่วยไม่ได้แล้วก็อยากให้กินยา

    ซึ่งคนอื่นอาจจะไม่ต้องถึงขั้นหักดิบแบบเราก็ได้ สามารถกินยาควบคู่ไปกับการออกกำลังกายหรือสร้างภูมิต้านทานอย่างอื่นก็ได้ แต่เวลาจะกินยาอะไรต้องดูว่าเรากำลังดูแลสุขภาพหรือกำลังทำลายสุขภาพอยู่กันแน่ แต่อะไรที่มันเยอะไปก็ต้องเป็นการทำลายสุขภาพอยู่แล้ว

    เราก็มาคิดว่าถ้าเราได้กำไรจากการให้คนกินยาเยอะๆ เราจะมีความสุขจริงๆ เหรอ คือเงินก็สำคัญนะ แต่คุณค่าของเราไม่ใช่เรื่องเงิน คุณค่าของเราคือการพัฒนาอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ เจตนารมณ์ของเราก็เลยเป็น Health Beyond Medicine อยากให้คนกินยาเท่าที่จำเป็น

    ด้วยแนวคิดเหล่านั้น ทำให้คุณมีไอเดียในการคิดสินค้าแต่ละตัวออกมายังไงบ้าง

    เรามองไปที่ pain point ของลูกค้าก่อนเลย แล้วก็หา consumer insight เพื่อดูว่าเราจะพัฒนาอะไรไปแก้ปัญหาให้เขาได้บ้าง เหมือนพอโจทย์มันกว้างกว่าแค่เรื่องยา เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ก็ทำให้เราสามารถมีแนวคิดใหม่ๆและสร้าง innovation ต่อไปได้เรื่อยๆ

    อย่าง Hashi ที่เป็นผงเกลือล้างจมูกและอุปกรณ์ล้างจมูก ก็มาจากข้อมูลเชิงลึกของเราเองที่เป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก คุณหมอก็บอกว่าต้องกินยาแก้แพ้ไปตลอด เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้น ก็ไปค้นคว้าเจองานวิจัยของอเมริกาแล้วก็ของยุโรป บอกว่าระบบหายใจที่ดีขึ้นช่วยเรื่องภูมิแพ้และทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นได้

    เราก็เลยอยากทำที่ล้างจมูกออกมา ก่อนทำก็มานั่งวิเคราะห์ว่าทำยังไงให้คนใช้งานง่าย แล้วจุดที่เป็นข้อควรระวังคืออะไร ก็เลยต้องศึกษา anatomy ของจมูกว่าเป็นยังไง ซึ่งการที่เราหายใจลำบาก มักมาจาก 2 สาเหตุ คือขี้มูกแห้งเกินไปหรือผนังจมูกบวม

    ถ้าเกิดจากขี้มูกแห้ง เราโดนน้ำนิดเดียวแล้วก็สั่งออกสัก 2-3 ครั้ง มันก็สามารถหลุดออกมาได้ แต่ถ้าเราใช้แรงดันน้ำสูง แปลว่าจะต้องดันผ่านโพรงไซนัสทั้งหลายแล้วก็ไปออกอีกทาง ก็เกิดความเสี่ยงที่เราจะพาขี้มูกที่มีและเชื้อโรคต่างๆ ขึ้นไปด้วย ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้เยอะ

    ถ้าเกิดจากผนังจมูกบวม ยิ่งเราอัดแรงดันเข้าไปก็อาจจะยิ่งบวมขึ้น ทำให้น้ำไม่สามารถไหลย้อนออกมาได้ น้ำที่เข้าไปก็มีความเสี่ยงในการดูดเศษสิ่งสกปรกไว้แล้วอุดตันข้างใน ทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นไปอีก

    เราเลยมีการออกแบบการใช้งาน ถ้าใช้ภาษาสวยๆ ที่เขาเรียกกันก็คือการทำ product design, design thinking และ process design เน้นให้ปริมาณน้ำเข้าไปเยอะ แต่ใช้แรงดันเบา เพื่อให้เกิดการล้างที่นุ่มนวล หรืออย่างที่ล้างจมูกเด็กเอง เราก็เห็นว่าถ้าเป็นเด็กเล็ก พอล้างจมูกไปแล้ว เขาจะสั่งขี้มูกออกไม่เป็น ก็เลยจะมีที่ดูดให้ด้วย

    หรืออย่างอมยิ้มวิตามิน เราเริ่มพัฒนามาจากโจทย์ที่เรามองปัญหาของเด็ก ๆ ที่มีอาการไม่สบายในลำคอ หรือคอแห้ง เราก็คุยกับทีมว่าเด็กชอบอะไร เด็กดูจะชอบลูกอม แต่ถ้าเป็นลูกอมธรรมดาก็มีโอกาสติดคอได้  เราเลยทำอมยิ้ม ที่มีก้านสำหรับจับ และคัดเลือกส่วนผสมที่ตอบโจทย์ที่เราตั้งไว้  ไม่ว่าจะเป็นเพกตินที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ลำคอ และมีวิตามินที่เป็นส่วนผสม พอเขากินอมยิ้มอันนี้ก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย

    และตัวโพสต์ไบโอติกส์ ก็มาจากแกนหลักของเราคือใช้ยาเท่าที่จำเป็น เราก็กลับมาดูว่ามีอะไรที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด แล้วช่วยปรับสมดุลร่างกายของเราตั้งแต่ต้น ก็เจองานวิจัยว่าจุลินทรีย์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับลำไส้สามารถช่วยได้

    แต่ pain point ก็คือจุลินทรีย์เหล่านั้นมักจะย่อยสลายก่อนที่จะไปถึงลำไส้ โดยส่วนใหญ่ก็จะใช้เป็นพรีไบโอติกและโพรไบโอติก ซึ่งเชื้อที่มีชีวิต พอโดนความร้อนหรือกรดในกระเพาะอาหารปุ๊บก็ตายแล้ว ทำให้พอกินเข้าไป ผ่านกระเพาะอาหารแป๊บเดียวก็ตายและไปไม่ถึงลำไส้

    เราก็เลยแก้ pain point โดยการใช้โพสต์ไบโอติกส์ เขาเป็นเหมือน second generation ของโพรไบโอติก ที่ทำงานกับลำไส้เสร็จสรรพแล้ว ทำให้สามารถกินเข้าไปได้เลย และเรียกว่าเราเป็นโพสต์ไบโอติกส์เจ้าแรกๆ ของเมืองไทยด้วย

    เห็นว่ากว่าจะออกสินค้าแต่ละตัว คุณทดลองใช้กันเอง ต้องมีเอกสารถูกต้อง มีงานวิจัยรองรับ ทำไมถึงให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้

    เรารู้สึกว่าเราไม่ได้แค่ขายของ แต่กำลังส่งมอบสุขภาพดีให้กับลูกค้า เราเลยต้องคิดให้ละเอียดเหมือนทำให้คนในบ้านกินเอง แล้วก็ลองก่อนว่ากินแล้วดีขึ้นไหม และมีงานวิจัยมารองรับความปลอดภัยของเรา เราส่งแล็บตรวจโน้นนี้เยอะเลย และเราระบุส่วนผสม สรรพคุณ ข้อควรระวังไว้ทั้งหมด

    ยกตัวอย่าง อันนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับสินค้า แต่ว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เคยมีคนมาถามว่ามัทฉะดีจริงไหม เราก็พอมีความรู้นิดหน่อยเลยแนะนำเขาไปว่าสำหรับเค้าอย่ากินเลย เพราะหากคุณมีภาวะเลือดจางหรือขาดธาตุเหล็ก สารในมัทฉะอาจขวางการดูดซึมธาตุเหล็กได้ ไม่ใช่มันไม่ดีนะ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่กินอันนี้แล้วเห็นผลดี หรืออย่างพวกอาหารเสริมเราก็จะเขียนไปให้คนรู้ว่าต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง เพราะเราเป็นห่วงว่าถ้าให้ข้อมูลไม่ครบ มันเหมือนหลอกให้เขามาซื้อของเราหรือเปล่า

    แล้วกระแสตอบรับเป็นยังไงบ้าง

    กระแสตอบรับเรียกได้ว่าดีเกินคาด คำว่าดีเกินคาดของเราก็มีเรื่องยอดขายด้วยส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือเรารู้สึกดีเวลาที่เด็กได้กินแล้วกลายเป็นว่าเขาชอบไปเลย พ่อแม่ก็จะซื้ออมยิ้มวิตามินอันนี้เก็บไว้เป็นกล่องๆ เวลาลูกป่วยก็มีพร้อมให้กิน เหมือนพ่อแม่ก็มีความสุขมากขึ้นที่ไม่ต้องบังคับให้เด็กกินยา เด็กๆ ก็แฮปปี้ เหมือนเราทำให้เขาเจอรูปแบบการแก้ปัญหาในการดูแลลูกได้ แต่เมื่อก่อนมันไม่มีตัวเลือกให้เขาแบบนี้

    หรืออย่างตัว Mewbio ที่เป็นโพสต์ไบโอติกส์ เรายังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็จะมีไปให้พนักงานและคนรู้จักลอง พอเขาชิมปุ๊บ ลูกเขาก็อยากกินตาม ถึงขนาดที่ลูกเขาขอเองเลยว่าจะกินต่อเนื่องด้วย เพราะเขารู้สึกว่าอร่อย ซึ่งก็มาจากทีมเราที่เขาค่อนข้างจะเก่งเรื่องการชิมอาหาร เรายกให้คุณประโยชน์มาก่อน แล้วต้องมีรสชาติที่ดีด้วย คนถึงจะรู้สึกมีความสุขกับมัน เพราะบางทีของที่ดีแต่ไม่อร่อย คนก็ไม่อยากกิน แล้วมันก็จะไม่ได้ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเขา

    ในมุมของคุณ คิดว่าหัวใจสำคัญในการทำสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพคืออะไร

    หัวใจสำคัญคือเรากำลังทำให้คนสุขภาพดีและมีความสุขหรือเปล่า ถ้าสุขภาพดีเฉยๆ แต่ไม่มีความสุข ก็อาจจะไม่ใช่แนวทางของเรา มันดูฝืน ดูเหมือนเราทำไปไม่สุด เพราะเราเป็นคนที่เอาความสุขเข้ามาใส่ในชีวิตประจำวัน เราเลยอยากฉีกกฎเดิมๆ บ้าง เราคิดว่าตัวเองเป็นเหมือนนักเรียนประถมคนหนึ่งที่ชอบอะไรเฟี้ยวๆ เพราะฉะนั้นพอโจทย์มาปุ๊บ เราก็สนุกที่จะคิดอะไรให้มันต่าง

    เรามองว่าเรื่องสุขภาพไม่ใช่แค่ตัวสินค้า คือถ้าสินค้าดีแต่ว่าลูกค้าหรือคนที่ช่วยแนะนำสินค้าเราไม่รู้ว่าควรใช้ยังไง ก็อาจจะขายได้ในช่วงสั้นๆ แต่ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมจริง เวลาทำสินค้าเราจะยึดแต่ functional อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเข้าใจอินไซต์ของผู้บริโภคด้วย เข้าใจชีวิตเขาจริงๆ เช่น เด็กไม่ชอบกินยา แล้วก็ทะเลาะกับพ่อแม่เพราะว่าลูกไม่ยอมกินยา ก็เกิดบรรยากาศไม่ดีในครอบครัว แต่สินค้าของเราเป็นสิ่งที่ช่วยแก้ปัญหาให้เขาและทำให้พวกเขามีความสุข

    กว่าจะมีสินค้าที่ดีออกมาได้ คุณมี vision การทำงานภายในองค์กรยังไง

    มาจาก vision ของบริษัทเราคืออยากจะเป็น health agency ทีนี้เราก็มาคิดว่าจะทำยังไงให้ไปถึงจุดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราอย่างหนึ่งคือ ซอฟต์แวร์ไม่ใช่ตัวระบบ แต่คือผู้คน เคยมีปรัชญาหนึ่งที่เราได้ฟังตอนเรียน เขาบอกว่าเมืองเมืองหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างที่สวยงามที่บอกว่าเมืองนั้นเป็นยังไง แต่มาจากแก่นของคนข้างในที่สะท้อนว่าเมืองนั้นเป็นยังไงต่างหาก นึกถึงตอนเราพบเจอชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ไต้หวัน อเมริกา แล้วเราสามารถบอกได้ว่าบุคลิกลักษณะแบบนี้คือคนที่น่าจะมาจากประเทศอะไร

    เราเลยสร้างวัฒนธรรมองค์กร ว่าคนของที.ซี. ฟาร์มา-เคม จะมีบุคลิก ลักษณะ หรือตัวตน ประมาณนี้ ผ่าน 6 value ที่เราตั้งไว้คือ 

    Health Outside the Box คิดค้นวิธีใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพหรือรักษาอาการป่วยให้ดีขึ้น เหมือนอย่างอมยิ้มวิตามิน พอเราตีโจทย์ให้กว้างขึ้น ก็จะเห็นความเป็นไปได้ที่จะทำอะไรใหม่ๆ ออกมา

    Thoughtful Expert เราอยากให้พนักงานเป็นผู้ที่รู้จริงและต้องคิดให้ละเอียด อย่างตัวอมยิ้มวิตามิน เราต้องคิดว่าจะใส่รสชาติอะไรบ้าง ใส่ซองแบบไหน คิดไปถึงประสบการณ์ตอนซื้อว่าต้องวางชั้นล่าง เพื่อให้เด็กหยิบได้ อันนี้คือการคิดละเอียดเรื่อง value chain ทั้งหมดเลย

    Quality Without Compromise คุณภาพสินค้าและบริการดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เช่น มีงานวิจัยรองรับ เราทดลองชิมกันเองจนมั่นใจก่อน ถึงจะปล่อยสินค้าออกไป

    Honest Family เราจริงใจกับทุกคนเหมือนเป็นคนในครอบครัว ทำให้เราต้องใส่รายละเอียดสินค้าให้ครบ บอกข้อควรระวังทั้งหมด

    Live a Sufficient Life ในออฟฟิศเราจะส่งเสริมเรื่องการเก็บเงินและใช้ชีวิตแบบพอดี ซึ่งแต่ละคนไม่จำเป็นต้องประหยัดอย่างเดียว แค่ให้มีพอดี ถ้าใครมีรายได้ทางอื่นแล้วอยากใช้จ่ายมากกว่านั้นก็เป็นวิถีของเขา เพราะการใช้ชีวิตอย่างพอดี มีความสุขพอเหมาะ จะช่วยลดความเครียดในการต้องมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อเรามีความกังวลน้อยลง เราก็จะสามารถแบ่งปันหรือทำเรื่องดีๆได้มากขึ้น

    Fail Reflect Grow การที่เราจะทำ innovation ได้ก็ต้องสนับสนุนให้น้องๆ ในทีมทดลองทำ มีพื้นที่ให้เขาได้ผิดพลาดและเรียนรู้กับมัน เช่น แผนกบัญชีอยากโปรโมตเรื่อง saving marathon สนับสนุนให้คนในออฟฟิศออมเงิน เขาก็ไปคิดมาว่าจะประชาสัมพันธ์ยังไง จะมีโปสเตอร์ยังไง จะสื่อสารยังไง บางทีสื่อสารไปไม่มีใครสนใจ เขาก็จะได้ปรับเปลี่ยนและเรียนรู้เนื้องานอื่นที่นอกเหนือจากงานปกติของเขา เพราะส่วนใหญ่เราพยายามให้ทำงานกันเป็นทีม เขาจะได้เห็นอะไรที่มากกว่าขอบเขตงานตัวเองด้วย

    ดูเหมือนคุณให้ความสำคัญกับเรื่องคนมาก

    ใช่ค่ะ เพราะเราเคยอยู่บริษัทต่างชาติมาก่อน แล้วก็คิดว่ามันเหมือนเราทำงานให้คนต่างชาติไปเรื่อยๆ เราอยากทำอะไรที่มีประโยชน์กับคนไทยบ้าง เรารู้สึกว่าคนไทยไม่ได้เก่งน้อยกว่าคนชาติอื่นเลย แต่แค่อาจจะขาดโอกาส

    เราก็เลยอยากให้โอกาสคน เราคิดว่าคุณค่าของการทำงานไม่ใช่การทำธุรกิจแล้วได้กำไร แต่คือการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการบางอย่างที่เกิด value เราเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ แต่ยังมีอะไรบางอย่างมาปิดกั้นความคิดหรือมุมมองของเขา ทำให้เขายังไม่ดึงมันออกมาใช้ได้เต็มที่

    เราเลยพยายามส่งเสริมเรื่องจิตวิทยา มีการจัดอบรมให้กับพนักงาน พอไปอบรมมาปุ๊บ เขาก็กล้าที่จะเปิดเผยข้อมูลและความรู้สึกมากขึ้น กล้าที่จะบอกตัวตนมากขึ้น แล้วบอกตัวตนในมุมที่ไม่ได้สวยงาม เช่น ที่เขาคิดหรือเขาตัดสินใจตอนนั้นเป็นเพราะแบบนี้นะ เราก็เข้าใจ ไม่มีการตัดสินกัน จะเกิดรูปแบบของภาษาบางอย่างที่เราคุยลึกในระดับจิตใจกันมากขึ้น เราเห็นประโยชน์ของการตัดสินใจด้วยข้อมูลที่กว้างขึ้น

    เรื่องจิตวิทยาเรารู้สึกว่ามันเป็นจุดประสานที่เหมาะสม คือถ้าใจมันไม่มา งานจะไม่เดิน เรื่องนี้เรายอมรับเลย แล้วก็ก่อนหน้านี้เรามีการทำ KPI ทำ OKR ซึ่งเราก็รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เข้าใจและเอามาใช้พัฒนาคนได้ไม่เต็มที่ แถมรู้สึกว่าสร้างความเครียดให้กับคนทางอ้อมด้วย ซึ่งมันก็จะขัดแย้งกับเป้าหมายที่ทำให้เราอยากมาทำงานที่นี่ แต่พอมีเรื่องจิตวิทยาเข้ามา เราได้เปิดใจคุยกับเขา แล้วพอเขาทำได้เราก็จะบอกว่า เห็นไหมล่ะ คุณทำได้ ตัวเขาเองก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นด้วย

    นอกจากเรื่องจิตวิทยาแล้ว คุณมีกิจกรรมอื่นที่ส่งเสริมพนักงานทั้งสุขภาพกายและใจอีกไหม

    เราปลูกผักกันในออฟฟิศด้วยนะ (หัวเราะ) มาจากว่า ถ้าเราอยากจะดูแลสุขภาพคนอื่น เราต้องดูแลสุขภาพพนักงานเราก่อน เราปลูกผักสวนครัวเป็นสวนเล็กๆ แบบปลอดสารพิษ คนทั่วไปก็มาหยิบได้ โรงครัวอาหารกลางวันก็มาเอาผักนี้ไปใช้ได้ด้วย แล้วเราก็สั่งเนื้อสัตว์จากฟาร์มที่เลี้ยงแบบไบโอฯ มาทำอาหารขายพนักงานในราคา 30 บาท เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้องๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ไม่ต้องไปจ่ายค่าอาหารข้างนอกแบบแพงๆ

    ที่ทำแบบนี้ทุกวันเรามีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนในการจัดการอาหารพนักงานที่เป็นงบสวัสดิการสนับสนุนเพิ่มให้เดือนละประมาณ 1 แสนบาท แต่เรามองว่ามันคุ้มค่า โดยเงินส่วนหนึ่งที่เอามาทำตรงนี้ก็มาจากการที่ในออฟฟิศเก็บแยกขยะแล้วก็ขายขยะเก็บสะสมเงินไว้ ทำให้มีเงินสำรองเก็บจากตรงนี้ 4 แสนบาทเอาไปเป็นเงินทุนดูแลสวัสดิการพนักงาน

    แล้วเรามีการแบ่งงบประมาณบริษัทมาดูแลพนักงานประมาณ 30% ซึ่งก็มีเอามาจัดอบรมต่างๆ ใครอยากรู้เรื่องอะไรขอให้บอกมาก็พร้อมจัดให้ เช่น money coach มาสอนการออมเงิน การลงทุน การวางแผนเกษียณ มีอบรมเรื่องการวาง strategy หรือมีอบรมอะไรดีๆ ข้างนอกเราก็ส่งพนักงานไปเทรนนิ่งด้วย

    ภาพในอนาคตคุณอยากเห็นแบรนด์เติบโตไปในทิศทางไหน

    เราไม่ได้คาดหวังว่าธุรกิจต้องใหญ่โตมาก เราคำนวณตัวเลขไว้แล้วว่าถ้าขนาดธุรกิจประมาณนี้ จะต้องมีรายได้ กำไร และความแข็งแกร่งของแบรนด์ระดับไหน ที่จะสามารถหล่อเลี้ยงพนักงานได้

    คือเรามองบริษัทเป็นเหมือนคนคนหนึ่ง ถ้าทำงานหาเงินมาแล้วใช้เงินไปเรื่อยๆ ไม่ได้ประหยัดอะไร เราก็จะกลายเป็นคนที่ต้องทำงานหาเงินไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเรามีเงินเก็บก้อนนึง แล้วใช้มันสร้างรายได้กลับมาให้เรา เราก็จะสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

    เราเลยคุยกันในบริษัทว่าจะมีเงินก้อนหนึ่งมาใช้ลงทุนบ้าง อาจจะเป็นการลงทุนในบริษัทใกล้เคียงหรืออาจจะเป็นการลงทุนให้น้องพนักงาน คนไหนที่มีแวว เราก็ซัพพอร์ตธุรกิจให้เขาต่อไป

    JAIKLA แบรนด์ขนมหมาโปรตีนแมลงที่อยากเซฟโลกด้วยการสร้างคอมมิวนิตี้พ่อแม่หมาให้แข็งแรง 

    บทสนทนาของเราวันนี้มีเสียงเห่าดังแทรกขึ้นมาเป็นระยะ

    มันเป็นวันฟ้าครึ้ม แต่ใต้เงาร่มรื่นของโครงการ My Paws Backyard พื้นที่เพื่อคนรักหมาย่านรามอินทรา ขวักไขว่ไปด้วยเจ้าสี่ขาและผู้เป็นเจ้าของ บ้างก็กำลังฝึกน้องว่ายน้ำในสระ บ้างก็กำลังช้อปปิ้งไอเทมใหม่ในร้านขายของ และบ้างก็พาน้องมากินขนมที่ early yuyen คาเฟ่ที่เรากำลังนั่งรอใครบางคน (หรือตัวบางตัว) อยู่ด้านใน

    ไม่นาน สมิง น้องหมาพันธุ์บีเกิลก็ปรากฏตัวพร้อมกับ โด่ง–อิทธิกร เทพมณี ผู้เป็นเจ้าของ เขาและ เพชร–พชรพล อัจฉริยะศิลป์ คือคู่หูผู้ก่อตั้ง JAIKLA แบรนด์ขนมหมาเพื่อความยั่งยืนที่เกิดขึ้นราว 5 ปีก่อน  

    หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น โด่งคือนักวิเคราะห์การลงทุน และเพชรคือที่ปรึกษาด้าน digital transformation ที่สนใจในประเด็นสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอาหารส่วนเกินหรือ food surplus อีกจุดร่วมที่เหมือนกันคือทั้งสองล้วนเป็นพ่อน้องหมา 

    จุดร่วมนี้เองทำให้สองเพื่อนรักมองเห็นโอกาสบางอย่างในตลาดที่ยังไม่มีใครเคยทำ นั่นคือขนมหมาที่ช่วยเรื่องความยั่งยืน

    หากคุณรู้จัก JAIKLA อยู่แล้ว คงรู้ว่าแบรนด์ของพวกเขาเปิดตัวครั้งแรกในชื่อ LAIKA บิสกิตจากโปรตีนแมลง ที่โด่งกับเพชรปลูกฟาร์มเลี้ยงกันเอง พวกเขารับเศษอาหารเหลือจากโรงงานต่างๆ ทั่วไทยมาเป็นอาหารให้แมลงวันทหารสีดำ (black soldier fly) ซึ่งรุ่มรวยไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ก่อนแปรรูปแมลงเหล่านั้นให้กลายเป็นบิสกิตสำหรับน้องหมา บำรุงสุขภาพพร้อมกับรักษ์โลกไปพร้อมกัน 

    “แค่ให้หมากินขนมก็ช่วยโลกได้แล้ว” คือปณิธานของ JAIKLA ที่ทั้งสองย้ำบ่อยๆ 

    เวลาผ่านไปเข้าสู่ปีที่ 5 JAIKLA ลดปริมาณเศษอาหารส่วนเกินได้มากกว่า 500 ตัน แถมพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น นอกจากโปรตีนแมลง JAIKLA ออกสินค้า plant-based อย่าง Dog Drinks เครื่องดื่มสำเร็จรูปสำหรับน้องหมา และขนมมันทอดญี่ปุ่นที่ไม่ว่าจะหมาหรือคนก็กินอร่อย 

    JAIKLA ไม่ได้โดดเด่นแค่จุดขายหรือสินค้า สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือคำว่า ‘คอมมิวนิตี้’ ของน้องๆ และพ่อแม่ โด่งกับเพชรเชื่อว่า น้องหมาจะดึงดูดคนที่มีไลฟ์สไตล์และความสนใจคล้ายกันมาเจอกันได้ มากกว่านั้นคือ น้องหมาสามารถพาพ่อแม่ไปเปิดประสบการณ์ในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติใหม่ๆ และสร้างความรู้สึกอยากปกป้องโลกของเราได้ แม้สักนิดก็ยังดี

    ในช่วงปีที่ผ่านมา เราจึงเห็น JAIKLA จัดกิจกรรมเล็กใหญ่ที่ชวนให้หลายคนออกนอกบ้านไปสู่ธรรมชาติ พาน้องหมามาวิ่งเล่นกับเพื่อนใหม่ เช่นเดียวกับพ่อแม่ของน้องหมาที่มาเจอคนคอเดียวกัน มีตติ้งของ JAIKLA นั้นฮอตมากถึงขนาดที่เปิดรับเมื่อไหร่ คนสมัครก็จะเต็มภายในไม่กี่ชั่วโมง

    วันนี้ที่เราได้มานั่งคุยกับโด่งและเพชร จึงไม่ใช่การคุยเรื่อง JAIKLA ทำอะไรหรือมีสินค้าแบบไหนอีกแล้ว รอบนี้เราอยากอัพเดตเรื่องการเติบโตของธุรกิจ ความยากลำบากของการสื่อสารเรื่องความยั่งยืน เทรนด์ของตลาดน้องหมาปัจจุบัน ไปจนถึงความสำคัญของการสร้างคอมมิวนิตี้ที่มีต่อธุรกิจ

    แบรนด์เดินทางเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ในสายตาของคุณ JAIKLA เติบโตขึ้นยังไงบ้าง

    โด่ง : ถ้าเป็นเรื่องผลประกอบการ เราโตขึ้นทุกเดือน ฐานลูกค้าของเรากว้างขึ้น เริ่มมีลูกค้าประจำ และมีสินค้าใหม่เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้เราไม่ได้ทำแค่ขนมจากโปรตีนแมลงแล้ว แต่ขยายไปสู่สินค้า plant-based ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อของ JAIKLA เปลี่ยนไป เรายังอยากเป็น sustainable pet brand เหมือนเดิม

    ช่วงที่ผ่านมา JAIKLA ทำงานกับลูกค้าทั้งในประเทศและนอกประเทศ อย่างปีที่ผ่านมาเราได้เข้าไปเป็น 1 ใน 10 สตาร์ทอัพในโครงการของ Hong Kong Science and Technology Park ซึ่งบอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะสินค้าของเราเป็นสินค้าที่วางอยู่แล้วขายด้วยตัวมันเองไม่ได้ มันมีเรื่องราวอยู่ข้างหลังเยอะ 

    เป็นความท้าทายที่เราต้องใช้พลังและทีมทำให้มันเกิดขึ้น แต่เราไม่ใช่บริษัทใหญ่ที่มีทรัพยากรมากมาย เลยอยากกลับมาโฟกัสตลาดไทยที่เรามองว่ายังมีโอกาสอยู่เยอะ

    เพชร : ถ้าไม่นับเรื่องทีม เราคิดว่าเราเข้าใจหมา เข้าใจเพื่อนๆ ที่ทำธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) มากขึ้น เราเจอเพื่อนบางคนที่อาจไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเลย แต่เขาก็ทำบางอย่างที่ดีมาก ตั้งใจมาก บางอย่างเราก็นำมาปรับปรุงแบรนด์ JAIKLA ได้ด้วย 

    แปลว่าทุกวันนี้ ความตั้งใจในการทำแบรนด์ของคุณก็ยังเหมือนเดิม

    เพชร : แน่นอน ผมคิดว่าถ้าเราทำแค่แบรนด์ขนมหมา ผมว่าผมอาจจะไม่ได้อยู่ถึงตรงนี้ แต่กับ JAIKLA มันมีอิมแพกต์บางอย่างที่เราอยากสร้าง ทั้งเรื่องอาหารส่วนเกินที่นำมาอัพไซเคิลในอุตสาหกรรมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงเรื่องความยั่งยืนเท่าไหร่ ไหนจะเรื่องโปรตีนแมลงที่เราไม่แน่ใจว่าจะมีคนเข้าใจไหม แต่เวลาที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่ามีคนสนใจ 

    เราโตมาเรื่อยๆ อาจจะไม่ได้โตเร็วแต่โตอย่างยั่งยืน มันเป็นการบ้านของเราในขั้นต่อไปว่า เราจะทำยังไงให้คนได้ยินเรื่องราวของเราแล้วเขารู้สึกว่าชอบจัง อยากสนับสนุน จริงๆ จุดขายของ JAIKLA ไม่ได้มีแค่โปรตีนแมลง เรายังมีการสร้างคอมมิวนิตี้ที่เราอยากพาลูกค้าไปเจอธรรมชาติ เพราะเราเชื่อว่าคนที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติจะปกป้องธรรมชาติ ซึ่งไม่ค่อยมีแบรนด์ที่พูดเรื่องนี้กัน

    เจ้าของแบรนด์เพื่อความยั่งยืนหลายคนพูดคล้ายๆ กันว่า บางครั้งการเดินบนเส้นทางนี้และการพยายามจะสื่อสารเรื่องความยั่งยืนก็ทำให้พวกเขารู้สึกเหนื่อย คุณเป็นแบบนั้นไหม และอะไรที่ทำให้อยากไปต่อ

    โด่ง : ‘For Dogs and Our Planet’ ยังเป็นคำเดิมตั้งแต่วันที่เริ่มทำแบรนด์ สำหรับผม ผมอยากเปลี่ยนโลกผ่านพลังของน้องหมา อยากให้น้องหมาเป็นแรงบันดาลใจให้คนเขาทำบางอย่างเพื่อส่วนรวมมากขึ้น อยากให้ JAIKLA สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ 

    อาจเพราะผมเพิ่งมีลูกด้วย แต่ก่อนเคยได้ยินผู้ประกอบการพูดกันว่า ‘ผมอยากทำโลกให้ดีขึ้นเพื่อคนรุ่นต่อไป’ ผมคิดว่าเขาพูดโคตรเท่เลย แต่โกหก ไม่เชื่อคุณหรอก แต่พอมีลูก บางครั้งมันก็ทำให้ผมคิดว่าเขาจะโตมาในโลกแบบไหน 

    เพชร : เราพัฒนาสินค้าใหม่ให้มันดีกับโลกและสุนัขอยู่แล้ว แต่อีกส่วนที่ทำให้เราไปต่อคือ JAIKLA มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับลูกค้า เราเห็นว่าเขาเลี้ยงน้องหมาดี แล้วเขาก็ซัพพอร์ตเรามาก มันมีหลายโมเมนต์ที่เราเหนื่อยแต่พอมาเจอลูกค้าก็หายเหนื่อยเลย เพราะมิตรภาพ ความห่วงใยที่เขาให้เรา 

    อย่างก่อนหน้านี้ JAIKLA เคยทำเสื้อผ้ากับ moreloop ลูกค้าบางคนก็ซื้อมาใส่ครบชุด ดูเป็นเจ้าของ JAIKLA มากกว่าผมอีก (หัวเราะ) ผมไม่คิดว่าจะมีคนที่ภูมิใจกับแบรนด์ได้ขนาดนี้ แต่เราดีใจที่ได้เห็นและมันเติมพลังให้เรามาก เพราะฉะนั้น สินค้าที่จะออกมาและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้น เราก็ต้องทำเต็มที่

    การให้ความสำคัญกับลูกค้าและการสร้างคอมมิวนิตี้สำคัญกับแบรนด์ยังไง

    เพชร : JAIKLA โตแบบออร์แกนิกมาก การที่จะโตแบบนี้ได้คือต้องมีใครสักคนไปช่วยบอกต่อ ซึ่งก็คือคอมมิวนิตี้ที่เห็นสิ่งที่เราตั้งใจทำและเอาไปแชร์ เราเลยอยากให้คอมมิวนิตี้ของเราแข็งแรง 

    มี 2 คำที่เราพูดบ่อยคือ JAIKLA Hero หมายถึงลูกค้าของเราทุกคน ที่เราใช้คำว่า Hero เพราะเชื่อว่าน้องหมาเป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง เขามีพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลกได้ อีกคำคือ JAIKLA Explorer กลุ่มลูกค้าของ JAIKLA ที่พาน้องหมาออกไปเที่ยวในที่ต่างๆ เพราะเราเชื่อว่าน้องหมาสามารถพาเพื่อนมนุษย์​ไปสำรวจ (explore) ธรรมชาติและปกป้องมัน 

    มันเริ่มมาจากลูกค้า JAIKLA นี่แหละที่พาเราไปสำรวจธรรมชาติ แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่า เฮ้ย หมาไปที่นี่ได้ด้วยเหรอ เฮ่ย ทำไมที่นี่มันสวยแบบนี้ หลายสถานที่เดินทางไปลำบากมาก ถ้าไม่มีหมาเราคงไม่ไปกัน แต่ถ้าหมาเราไปแล้วแฮปปี้ พ่อแม่ก็ยอมพาไป ลูกค้าของ JAIKLA เป็นแบบนี้เยอะ เราเลยอยากโฟกัสตรงนี้มากขึ้น 

    โฟกัสยังไงบ้าง

    เพชร : ก่อนหน้านี้เราจัด mini meet ในวันคุ้มครองโลก (Earth Day) เมืองนอกเขาจะให้คนมาเจอกันเพื่อพูดเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เราชวนลูกค้าเอาน้องหมามาเดินด้วยกัน กลายเป็นว่ามีหลายคนมาแล้วบอกว่าชอบจังเลยเพราะมาแล้วคุยกันสนุก เจอคนที่มีความสนใจเดียวกัน และได้เจอน้องหมาหลากหลาย หลังจากนั้นเราเลยมี mini meet เล็กๆ ระหว่างปี และช่วงสิ้นปีที่อากาศดีหน่อย เราก็อยากจัดงานที่ใหญ่ขึ้น

    โด่ง : สำหรับผม คอมมิวนิตี้คือส่วนที่ทำให้ธุรกิจของเราแข่งขันได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น ถ้าคอมมิวนิตี้ดีมันก็เกิดการสนับสนุน (advocate) กัน เพราะฉะนั้นถ้ามีคนรวมกันแบบนี้เยอะๆ คิดดูสิว่าโอกาสทางธุรกิจจะเกิดขึ้นขนาดไหน 

    ข้อดีอีกข้อคือ ทุกวันนี้คนห่างจากธรรมชาติ พอห่างกันแล้วใครจะอยากปกป้องมัน และผมพูดบ่อยว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมคือเรื่องที่ทำคนเดียวไม่ได้ เราก็ใช้กิจกรรมพวกนี้หลอกล่อให้พ่อแม่น้องหมาอยากออกไปเจอธรรมชาติ สิ่งที่เขาจะได้คือการเชื่อมสัมพันธ์กัน หนึ่งคือเชื่อมสัมพันธ์ตัวเขากับหมาของเขาเอง สองคือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างหมากับหมาตัวอื่น สามคือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน เขาจะได้รู้จักครอบครัว JAIKLA คนอื่นๆ ที่เป็นคนคล้ายๆ กัน สี่คือเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

    สถานที่จัดมีตติ้งก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติบางอย่าง เช่น เขาชีจรรย์ จังหวัดชลบุรี เป็นภูเขาที่โดนระเบิด หรือสวนพฤกษศาสตร์ระยอง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดในแหล่งนั้น แต่ตอนที่เราไปมันแห้งแล้งมาก เจ้าหน้าที่ยังบอกเลยว่าไม่เคยแห้งแล้งขนาดนี้มาก่อน เราก็หวังว่านอกจากลูกค้าจะได้มาเที่ยว เจอเพื่อนใหม่แล้ว เขาจะได้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมมันมีผลกระทบยังไงบ้าง

    นอกจากลูกค้าและน้องหมาแล้ว เห็นว่า JAIKLA ไปจับมือกับคนทำธุรกิจอื่นๆ หรือที่เรียกว่า Friends of JAIKLA เพื่อทำโปรเจกต์ร่วมกันด้วย ทำไมการร่วมมือกันจึงเป็นสิ่งที่คุณสนใจ

    เพชร : Friends of JAIKLA หมายถึงกลุ่มคนทำธุรกิจที่ดี น่าสนใจ หรืออาจเป็นร้านคาเฟ่ที่เอาสินค้าของเราไปขาย เราไม่อยากมองว่าเป็นแค่พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจแต่มองว่าเป็นเพื่อนกันมากกว่า เพราะบางทีมีจุดที่แชร์กันหลายเรื่อง บางครั้งไม่ได้พูดเรื่องธุรกิจกันอย่างเดียว เช่น ร้านบางร้านเขาทำมูลนิธิ หรือบางโรงแรมที่มีนโยบายให้น้องหมาเข้าไปพักได้ เราก็อยากเล่าเรื่องนี้ให้ลูกค้าของเราฟัง เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่เขาน่าจะสนใจ

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Friends of JAIKLA เช่น บางโรงแรมที่เป็น pet-friendly นอกจากจะมี welcome drink ให้คนแล้ว เขาก็เอาขนมเราไปแจกเป็น welcome snack ให้น้องหมาด้วย ลูกค้าก็แฮปปี้ 

    ในมุมของ JAIKLA พฤติกรรมของผู้บริโภค เทรนด์สินค้าน้องหมา และเทรนด์สินค้าเพื่อความยั่งยืนในตอนนี้ กำลังจะมุ่งไปในทิศทางไหน

    โด่ง : ถ้าเป็นสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ผมว่าตลาดโตขึ้นนะ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคืองาน Pet Expo ที่ผ่านมา ปีแรกๆ จัดในฮอลล์ 2 ฮอลล์ ล่าสุดคือ 4 ฮอลล์ แปลว่ามีความต้องการของลูกค้าและผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ แบรนด์ใหญ่ก็โตขึ้นแน่ๆ เพราะถ้าไม่โตเขาคงไม่ลงทุนมากขึ้น ในขณะที่แบรนด์เล็กก็มีการเติบโตขึ้นมากมาย อีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือที่พักที่เป็น pet-friendly เปิดกันเยอะขึ้น 

    เพชร : ส่วนผู้บริโภค หากอ้างอิงลูกค้า JAIKLA ส่วนใหญ่ก็เป็นคู่รักที่ไม่มีลูก มีรายได้สองทาง และมักเลือกเลี้ยงน้องหมาแทนลูก และเนื่องจากลูกค้า JAIKLA ชอบใกล้ชิดธรรมชาติ เขาก็จะมีการฝึกหมาอีกแบบหนึ่ง เลือกที่จะใช้เวลาของตัวเองกับหมาเยอะ และอีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้คือเลี้ยงหมาเด็กเยอะมาก 

    โด่ง : ส่วนตลาดสินค้าเพื่อความยั่งยืน ในเวลาที่ผ่านมาผมเห็นเพื่อนๆ ผมหายไปเยอะ และยังไม่เห็นแบรนด์ที่เป็น top-of-mind ขึ้นมา ประเทศไทยเรายังไม่มีแบรนด์แบบ Patagonia ซึ่งผมอยากให้มีมาก เพราะเมื่อเรามีแล้ว มันจะทำให้น้องๆ คนทำธุรกิจได้เห็น วงการจะครึกครื้นเพราะเหมือนมีเคสที่ประสบความสำเร็จแล้ว 

    7-8 ปีที่ผ่านมา หลายงานวิจัยบอกว่า sustainability เป็นเทรนด์ใหญ่ที่มันมาแน่นอน แต่ผมก็มีคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าจริงเหรอ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะ ตราบใดที่เรายังมีคำว่า Green Premium ลูกค้าต้องจ่ายพรีเมียมเพื่อผลประโยชน์ในอนาคตที่ทุกคนได้เท่าๆ กัน ผมว่ามันก็คงจะไม่ใช่การลงทุนที่เขาอยากจะจ่ายเพิ่ม 

    จากเทรนด์ที่มองเห็น JAIKLA มีแผนจะปรับตัวยังไงต่อ

    โด่ง : เราอยากนำเสนอเรื่องความยั่งยืนยังไงให้เข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้ เราต้องชัดเจนกับตัวเองก่อนว่าเราจะทำอะไร เพื่ออะไร ยกตัวอย่าง เราอยากไปสู่กลุ่มคนที่กว้างขึ้น เราจะเอาฮุกเดิมๆ มาใช้ไม่ได้แน่นอน เพราะมันอาจจะไม่มีใครฟังแล้ว เราอาจจะหาสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันเขามากกว่า

    ตอนนี้ JAIKLA เพิ่งเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ประกอบการเพื่อสังคม (SE Thailand) โด่งชอบข้อความหนึ่งในหนังสือต้อนรับของสมาคมที่เขียนไว้ว่า ‘สิ่งที่เราทำโคตรเหนื่อยเลย แต่มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำ’ ทำกันเองก็เหนื่อย เพราะฉะนั้น เราต้องฝึกการทำงานร่วมกับคนอื่น ถ้าเราได้เรียนรู้อะไรเราแชร์เข้าไปให้เพื่อนเรา และเราเชื่อว่าเพื่อนๆ เราได้เรียนรู้อะไร เราก็จะได้เรียนรู้จากเขาเหมือนกัน

    เพชร : เห็นด้วยกับโด่ง อย่างที่เราย้ำบ่อยว่าเรื่องนี้เราทำคนเดียวไม่ได้หรอก จริงๆ เราโทษผู้บริโภคไม่ได้ มันอยู่ที่ว่าเขาชอบรับการสื่อสารแบบไหน เราก็ต้องสื่อสารให้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ JAIKLA ยังเรียนรู้อยู่

    ขอขอบคุณสถานที่ ร้าน early yuyen ในโครงการ My Paws Backyard

    Arak โรงพยาบาลสัตว์ดีไซน์อบอุ่น บริการสบายใจ ที่อยากเป็นเพื่อนคลายกังวลให้ pet parents 

    โรงพยาบาลสัตว์ในภาพจำของทุกคนเป็นแบบไหน? 

    หากได้ก้าวเท้าเข้ามายัง Arak ไม่ว่าจะที่สาขาทองหล่อ หลังสวน เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือเพชรเกษม เชื่อว่าภาพจำโรงพยาบาลสัตว์ของคุณต้องเปลี่ยนไป เพราะที่นี่แสนจะโปร่งโล่ง สบายตา และสบายใจ 

    ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความตั้งใจของ หมอปุ้ย หรือ สพ.ญ.ทัศวรินทร์ กาญจนฉายา ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลสัตว์ Arak 

    “เรามีความฝันว่าอยากทำโรงพยาบาลสัตว์ในแบบของตัวเอง พอมันได้โอกาส เราก็อยากเอาความรู้และประสบการณ์ของเรามาปรับปรุงประสบการณ์ของ pet parents หรือเจ้าของสัตว์เลี้ยง อยากยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์ให้มันดีขึ้น และที่สำคัญคืออยากยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ด้วย”

    ด้วยเทรนด์การเลี้ยงสุนัขแทนการมีลูกนั้นสูงขึ้นตั้งแต่ก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่แล้ว เมื่อโควิด-19 เกิดขึ้น จึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้คนตัดสินใจเลี้ยงสัตว์แทน ขณะที่การเลี้ยงแมวนั้นค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ ควบคู่กับเทรนด์การอยู่อาศัยที่เปลี่ยนจากบ้านเป็นคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์มากกว่า

    การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่การเลี้ยงเพื่อเฝ้าบ้านหรือการเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนแก้เหงาเท่านั้น แต่สัตว์เลี้ยงยังมีสถานะเป็นลูก และเจ้าของก็มีสถานะเป็นพ่อเป็นแม่นั่นเอง เป็นที่มาของเทรนด์ pet humanization และ pet premiumization ที่ทุกคนพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพที่ดีกว่าให้ลูกๆ  

    ธุรกิจสัตว์เลี้ยงแบ่งออกเป็นหลากหลายประเภท สำหรับอารักษ์นั้นจัดเป็น pet healthcare ที่มีผู้เล่นไม่น้อย และยังมีหลายประเภท ทั้งธุรกิจโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ธุรกิจโรงพยาบาลเชนที่มีผู้เล่นหลักสิบราย ซึ่งอารักษ์จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้ ขณะที่ประเภท standalone มีจำนวนมาก และยังมีกลุ่มคลินิกด้วย

    คำถามสำคัญคือ ในเมื่อผู้เล่นแต่ละประเภทต่างมีกลุ่มลูกค้าเป็นของตนเองและยืนระยะมาอย่างยาวนาน หากหมอปุ้ยอยากทำโรงพยาบาลสัตว์ขึ้นอีกแห่ง เธอจะสร้างสรรค์โรงพยาบาลในฝันออกมาแบบไหนให้ทั้งตอบใจของเธอ ตอบโจทย์ pet parents และบุคลากร 

    ขอชวนไปทำความรู้จัก Arak ให้มากขึ้นพร้อมๆ กัน

    At-Home Comfort

    อบอุ่น ปลอดภัย–เป็นความรู้สึกเมื่อแรกก้าวเข้ามาในพื้นที่ของอารักษ์  

    “เราอยากให้เจ้าของเดินเข้ามาแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่โรงพยาบาล แต่เป็นสถานที่ที่เขาเข้ามาแล้วอบอุ่น ผ่อนคลาย” 

    ความรู้สึกดังกล่าวสอดแทรกไปในทุกพื้นที่ของโรงพยาบาล ตั้งแต่ทางเข้าด้านหน้า แทนที่จะต้อนรับเราด้วยโซนรักษาทันที กลับเป็นคาเฟ่ที่เจ้าของสามารถมานั่งพักพลางจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ หรือแม้ไม่ใช่ลูกค้าที่มารับบริการที่อารักษ์ก็เข้ามาในคาเฟ่นี้ได้เช่นกัน

    “เราเป็นแบรนด์ใหม่ คนอาจจะยังไม่เชื่อเราก็ได้ใช่ไหม เราเลยต้องมีบริการที่ให้เขาได้มาลองรู้จักเราก่อน ก็เลยออกแบบให้มีคาเฟ่อยู่ด้านหน้าให้คนรู้สึกว่าไม่ป่วยก็มาโรงพยาบาลได้ ถัดจากคาเฟ่จะเป็นโซนอาบน้ำตัดขน โรงแรม สระว่ายน้ำ สวนเล็กๆ ที่ถึงเขาไม่ใช่ลูกค้าเรา เขาก็พาสุนัขมากินขนม มากินอาหาร มาเดินเล่นได้”

    เหนือคาเฟ่ที่เราพูดถึง คือซุ้มประตูโค้งที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย และหากมองเข้าไปเราจะพบกับโซนฉุกเฉิน เช่นเดียวกับโรงพยาบาลคน

    “ลูกค้าบอกว่าออกแบบดีมากเลย มาถึงปุ๊บเข้าห้องฉุกเฉินได้ทันทีไม่ต้องนั่งรอปนกับแผนกอื่น ถามว่าทำไมเราต้องออกแบบแบบนี้ นอกจากมันจะเกี่ยวโยงกับเรื่อง pet humanization แล้ว มันยังมาจากประสบการณ์การทำงานเป็นหมอของเราเองด้วย ว่าถ้ามันมีส่วนนี้แยกออกมาเลยจะสะดวกมากกว่า”

    นอกจากรายละเอียดเหล่านี้แล้ว อาคารของอารักษ์ยังออกแบบอย่างใส่ใจ เรียกว่าไม่เหมือนโรงพยาบาลสัตว์ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนโรงแรมคนมากกว่าด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นโซนอาบน้ำตัดขน โซนโรงแรมสัตว์เลี้ยง โซนรอพบแพทย์ ไปจนถึงโซนสัตว์ป่วย ล้วนออกแบบอย่างเข้าใจความรู้สึกเจ้าของ

    “เวลาสัตว์ป่วย เขาควรจะมีที่เดินเล่นใช่ไหม ทุกสาขาของเราเลยมีพื้นที่แบบนั้น อย่างสาขานี้จะเป็นสวนลอยฟ้าที่อยู่บริเวณหน้าห้องผ่าตัด นอกจากช่วยสัตว์เองแล้ว มันยังช่วยให้เจ้าของ ไปจนถึงบุคลากรของเราผ่อนคลาย เพราะเราเองเข้าใจความกังวลของเจ้าของเวลานั่งรอลูกหน้าห้องผ่าตัด

    “ส่วนโซนห้องผ่าตัดกับโซนวินิจฉัย ต้องบอกว่าสุนัขและแมวเนี่ย เวลาวินิจฉัยอาจจำเป็นจะต้องวางยาสลบเพราะเขาดิ้น เราเลยวางแปลนให้โซนวินิจฉัยใกล้ๆ กับโซนห้องผ่าตัดเพื่อที่เวลาเจอต้นเหตุหรือรอยโรคแล้ว เราไม่ต้องวางยาสลบครั้งที่สอง เราเข็นเข้าห้องผ่าตัดได้เลย”

    หน้าโซนห้องพักสัตว์ป่วยใน ยังมีห้องพักเหมือนโรงแรมให้พ่อสุนัข แม่แมวได้มาค้างคืน ระหว่างรอลูกๆ ผ่าตัดหรือแอดมิต ทำให้ทั้งเจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้อยู่ใกล้กัน ช่วยลดความกังวลระหว่างรักษา หรือในช่วงวิกฤตยังช่วยให้กำลังใจสัตว์เลี้ยงได้

    ไม่เพียงใส่ใจกับเจ้าของและสัตว์เลี้ยง หมอปุ้ยยังใส่ใจทีมงานด้วยการวางแปลนให้ห้องพักแพทย์อยู่ใกล้ห้องตรวจ OPD เพื่อที่หากหมอเครียด อยากพักผ่อน ก็เดินมากินข้าว หรือพักในห้องพักแพทย์ซึ่งมีทั้งห้องส่วนตัว ห้องอาบน้ำ และห้องนอนอยู่ในนั้น

    “ความตั้งใจของเราคือ เราอยากให้เขาเข้ามาแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่โรงพยาบาล มันเหมือนเป็นสถานที่ที่เขาเข้ามาแล้วอบอุ่น ทั้งจากการออกแบบอาคาร ไปจนถึงการแต่งตัวและการบริการที่เป็นกันเองของพนักงาน เราอยากให้เขาเข้ามาแล้วรู้สึกตัวไม่ลีบ ไปจนถึงราคาบริการต่างๆ ก็พยายามทำให้มันจับต้องได้ มันคือความ approachable หรือความเข้าถึงได้ ซึ่งรวมไปถึงการเลือกขยายสาขาที่เราจะเลือก prime location เท่านั้น เพื่อให้เจ้าของมาหาเราได้ง่ายจริงๆ”

    Relationship Over Routine

    “จริงๆ ก่อนที่เราจะมาเปิดโรงพยาบาลเอง เราเห็นว่านอกจากต้องการให้สุนัขหายป่วยแล้ว เจ้าของเขายังต้องการความสบายใจ เขาอาจจะไม่ต้องการความหรูหรา เขาต้องการความเข้าถึงง่าย ‘More than just treatment, it’s family-like care’ เลยเป็นแท็กไลน์สำคัญ” 

    จากแท็กไลน์นั้น นอกจากจะรักษาให้หาย ยังใส่ใจเหมือนคนในครอบครัว คือโรงพยาบาลต้องมีเครื่องมือครบครัน ราคาสมเหตุสมผล และบริการเหมือนคนในครอบครัว

    “หมอของเราไม่ได้เห็นว่าสุนัขเป็นสุนัข เขามองเป็นเด็กคนหนึ่งที่พ่อแม่เอามาฝากเรา เราเห็นพนักงานทำกันเป็นนิสัยเลยว่าถ้าสุนัขตัวไหนแอดมิตอยู่แล้วเป็นวันเกิดเขา เขาจะซื้อเค้กเล็กๆ มาเป่ากันเอง” 

    ที่ผ่านมาเธอยังเห็น pain point ของคนที่ไม่เคยเลี้ยงสัตว์ซึ่งจะมีความกังวลสูงกว่าคนที่เคยมีประสบการณ์ในการเลี้ยงสัตว์ อารักษ์จึงเน้นความสำคัญของการรักษาและดูแลกลุ่มพ่อแม่มือใหม่ เพื่อให้คลายความกังวลของเจ้าของ บวกกับสัตว์เลี้ยงพูดหรือบอกอาการไม่ได้ สิ่งสำคัญที่อารักษ์จริงจังึงคือการเป็นที่พึ่งช่วยคลายกังวลให้เจ้าของ 

    “เราไม่ได้รักษาแบบ disease-centric (ยึดโรคเป็นศูนย์กลาง) ไม่ได้มองแบบ doctor-centric (ยึดความคิดเห็นของหมอเป็นศูนย์กลาง) และไม่ได้มองแบบ text-centric (ยึดตำราเป็นศูนย์กลาง) แต่เน้น  patient-centric (ยึดคนไข้เป็นศูนย์กลาง) คือเรามองที่ตัวสัตว์เลี้ยงและเจ้าของเป็นหลัก 

    “หมอของเราไม่ได้เป็นหมอที่รักษาสัตว์อย่างเดียว แต่ต้องรักษาจิตใจของเจ้าของด้วย สมมติสุนัขเป็นโรคมะเร็ง มันมีทางเลือกให้เจ้าของเยอะมากก็จริง แต่ในที่สุดแล้วหมอต้อง detect ได้ว่า ณ จุดนั้น เจ้าของอยู่ในสภาพจิตใจที่เลือกออพชั่นได้หรือเปล่า หมออาจจะต้องแนะนำไปเลยไหมว่า หมอเห็นแล้วว่าทางบ้านอาจไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยง เราไปแบบนี้ด้วยกันเอาไหม แล้วก็ทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีที่สุด” 

    ไม่ว่าจะเป็นหมอ พยาบาล หรือแผนกต้อนรับ อารักษ์ก็ต้องเทรนให้เข้าใจสิ่งนี้ “จริงๆ เราเพิ่งคุยกับเจ้าของคนหนึ่ง เขาบอกเขาค่อนข้าง appreciate สิ่งนี้เพราะเขาไม่ค่อยเจอโรงพยาบาลที่ทำอะไรอย่างนี้”

    All-in for the Team

    “เราวางแผนตั้งแต่แรกว่าธุรกิจนี้จะต้องสเกลต่อไปได้”

    หมอปุ้ยย้อนเล่าถึงวันแรกที่คิดอยากเปิดโรงพยาบาลสัตว์ตามความฝัน จนวันนี้มีสาขามากถึง 5 แห่งทั่วไทยในระยะเวลาไม่นาน

    “เราเลยวางระบบหลังบ้านให้แน่นมาก เช่น ระบบ Hospital Information System (HIS) แล้วเราก็มีตัวแปลงข้อมูลจาก HIS ให้กลายเป็นแดชบอร์ด หรือเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกันทั้งองค์กร ซึ่งทำให้การสื่อสารกับคนในทีมง่ายขึ้นมาก ว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น

    “แม้กระทั่งตอนคัดเลือกทีม เราต้องคุยถึงทิศทางของแบรนด์ว่าจะสเกลตั้งแต่ต้น มองว่าเขาพร้อมที่จะโตไปกับแบรนด์หรือเปล่า เพราะเราคิดว่าการที่ธุรกิจจะโตได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องระบบหลังบ้านที่ดีอย่างเดียว แต่มายด์เซตของบุคลากรต้องไปพร้อมกับธุรกิจ

    “แล้วความเป็น Arak คืออะไร A ตัวแรก หมายถึง Agility หรือความคล่องตัว ที่จำเป็นมากเวลาต้องสเกลหรือขยายธุรกิจ R หมายถึง Responsibility คือความรับผิดชอบที่เรามีร่วมกัน ไม่ใช่แค่ในทีม แต่รวมถึงลูกค้าและสัตว์เลี้ยงที่เราดูแล

    “A อีกตัว คือ Appreciation เพราะบุคลากรของเรามาจากหลายที่ เราให้ความสำคัญกับการให้คุณค่าซึ่งกันและกัน ทั้งเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และสัตว์เลี้ยง ส่วน K หมายถึง Kaizen หรือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นมายด์เซตสำคัญที่เรามองหาในคนที่จะร่วมงานกับเรา”

    ตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกคน การเทรนก่อนทำงานจริง และระหว่างที่ทำงานไปแล้วนั้น หมอปุ้ยจะพยายามให้บุคลากรทุกฝ่ายเข้าใจดีเอ็นเอของแบรนด์อารักษ์ การเทรนของอารักษ์นั้น นอกจากเรื่องการรักษาแล้ว ยังต้องเน้นการสื่อสารเพื่อให้บุคลากรทุกฝ่ายเข้าใจวิธีการพูดคุยกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงด้วย

    “ความยากในช่วงแรกคือ เรานำคนที่เป็นมืออาชีพจากหลายอุตสาหกรรมมารวมกัน แต่ละคนมีวิธีทำงาน ระบบงาน รวมถึงวัฒนธรรมจากที่เดิมที่ไม่เหมือนกัน ตอนแรกเราเลยอาศัยการพูดคุยกับพนักงานทุกคน และคุยต่อเนื่องเป็นรายเดือนหรือสองเดือนครั้ง เพื่อทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าวัฒนธรรมการทำงานของที่นี่ควรเป็นแบบไหน เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจและทำงานไปในทิศทางเดียวกัน”

    แม้ปัจจุบันจะเป็นผู้บริหารเต็มตัว แต่ทุกวันนี้หมอปุ้ยยังลงตรวจเองสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อพูดคุยกับลูกค้า และที่สำคัญคือคุณหมอและบุคลากรแผนกต่างๆ เพราะเธอต้องการเข้าใจว่าทีมของเธอรู้สึกหรือต้องการอะไรเพิ่มเติม กระทั่งว่าระบบของเธอนั้นตอบโจทย์การทำงานจริงหรือเปล่า

    Keep Evolving with Care

    ทั้งแนวคิดเบื้องหลังการดีไซน์โรงพยาบาล แนวคิดการทำงาน รวมไปถึงการสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแรงนั้น ล้วนเต็มไปด้วยกลยุทธ์ธุรกิจที่คิดมาแล้วอย่างลึกซึ้ง ฟังดูเหมือนเธอไม่น่าจะจบแค่ปริญญาด้านสัตวแพทย์อย่างเดียว 

    “ดูออกเลยใช่ไหม” เธอหัวเราะเมื่อถามว่าศัพท์เฉพาะทางธุรกิจหลายๆ คำ หรือแนวคิดการบริหารที่พรั่งพรูออกมานั้นสะท้อนอะไรบางอย่าง

    “เราจบปริญญาตรีสัตวแพทย์ แล้วเรียนต่อด้านเภสัชวิทยาทางสัตวแพทย์ พอมาทำงานก็ได้โอกาสทำในตำแหน่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ดูแล 4-5 แผนกพร้อมกัน มันทำให้เรารู้สึกว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกหลายอย่าง เลยตัดสินใจไปเรียนเรื่องการเป็นผู้นำ แล้วก็จดโน้ตเลยว่าฉันต้องปรับพฤติกรรมตัวเองยังไง จากนั้นค่อยไปต่อ MBA เพื่อให้เข้าใจหลายประเด็นเกี่ยวกับธุรกิจ 

    “ถามว่าทำไมต้องเรียนเยอะขนาดนี้ คือเราชอบพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ในทุกๆ ปีจะมีเป้าหมายว่าเราต้องทำอะไรให้สำเร็จบ้าง อย่างการทำ Arak ณ จุดนี้ยังไม่เคยคิดว่าลงตัวเลยนะ เพราะส่วนตัวคิดว่าความพอมันอาจจะไม่ได้มีอยู่จริง วันแรกเราเริ่มธุรกิจจากศูนย์ ตอนนี้อาจจะถึงสิบละ แต่จากสิบเนี่ย เราจะให้มันกลายเป็นร้อยเป็นพันได้อีกไหม เราว่ามันยังไปได้อีก อยากพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในทุกๆ วัน”

    เธอยังย้อนเล่าถึงความยากลำบากจากการสร้างแบรนด์ตั้งแต่ศูนย์ว่าช่วงแรกที่ทำ Arak เวลาจะไปออกอีเวนต์ที่ไหน แทบจะต้องขอร้องอ้อนวอน แต่ตอนนี้มีหลากหลายเจ้าที่ชวน Arak ไปแจมในกิจกรรมต่างๆ เสมอ

    “ถามว่าแบรนดิ้งของเราคืออะไร เราอยากให้จดจำอารักษ์ว่าเราให้ความสำคัญกับ pet humanization ตั้งแต่วันที่โรงพยาบาลยังสร้างไม่เสร็จ เราก็จัดอีเวนต์ที่โรงแรม Kimpton Maa-Lai พยายามทำให้คนเห็นว่าโรงพยาบาลมันไม่ใช่แค่เรื่องของ medical หรือการรักษา แต่มันเป็นเรื่อง non-medical อย่างการป้องกัน หรือเรื่องอื่นๆ ได้”

    อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการทำอีเวนต์การตลาดที่ดึงไลฟ์สไตล์ของ pet parents มาสร้างการรับรู้ให้กับโรงพยาบาล เช่น กิจกรรมทำขนมให้สุนัข กิจกรรมชวนน้องมาสร้างงานศิลปะ เพื่อสะท้อนว่าอารักษ์ไม่ใช่แค่เพียงโรงพยาบาลสัตว์ ที่เมื่อน้องๆ ป่วยจะต้องมาหาเท่านั้น

    “ถ้ารู้จักกันมา เราไม่ชอบทำอะไรเหมือนคนอื่น คือคนอื่นทำดีอยู่แล้วเราก็ไม่ทำ ส่วนกิจกรรมพวกนี้มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนเห็นภาพว่าอารักษ์เป็นแบรนด์โรงพยาบาลสัตว์ที่ไม่ป่วยก็มาหาเราได้นะ แคมเปญต่างๆ ที่เราทำเราพยายามทำให้มันเกิด call to action ให้คนอยากเปิดใจมาใช้บริการ เพราะเราเชื่อว่าทีมของเราสามารถผูกใจเขาหลังจากการใช้บริการครั้งแรกได้ และนั่นทำให้เกิดการบอกปากต่อปากและสร้างความเชื่อใจ”

    เธอยังแชร์ว่าผลความพึงพอใจของลูกค้าและการติดตามนัดลูกค้าของอารักษ์ยังเป็นตัวเลขที่สวยงามตามที่เธอตั้งใจ อย่างสาขาภูเก็ตที่ Arak เข้าไปซื้อกิจการต่อก็พบว่าการเติบโตของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้นสองเท่า 

     “แต่ถามว่า Arak จะหยุดแค่นี้ไหม เรายังมีเป้าหมายที่อยากให้ Arak เป็นได้มากกว่าโรงพยาบาล และตั้งใจขยายโรงพยาบาลไปยัง segment อื่นๆ เพิ่มมากขึ้นภายในปีนี้

    “เรายังอยากเป็นแพลตฟอร์มที่ยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์ เราอยากเป็นแบรนด์ที่ทุกคนมองเห็นว่าเราเข้าถึงได้ เป็นที่พึ่งของคนรักสัตว์จริงๆ ขณะเดียวกัน เราอยากให้ทีมของอารักษ์ค่อยๆ เติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับแบรนด์ได้ด้วย”

    What I’ve Learned

  • เราเชื่อเรื่องของ growth mindset มากๆ ตั้งแต่เป็นหมอ จนมาเปิดธุรกิจนี้ ถ้าไม่มี growth mindset จิตใจเราคงไม่แข็งแรงพอที่จะทำอะไรแบบนี้ได้
  • เราต้องมี self-awareness เสมอในการทำธุรกิจ ว่าเราทำอะไรได้ดี เราทำอะไรได้ไม่ดี เวลาเลือกทีมเข้ามา เราเลยไม่ได้เลือกทีมที่มีทักษะแบบเดียวกับเรา หรือเป็นคนเหมือนเรา เพราะเรารู้ว่าอะไรคือจุดแข็ง แล้วอะไรคือจุดอ่อน และทีมงานของเราก็ต้องปิดจุดอ่อนหรือทุกช่องโหว่ของเราให้ได้ 
  • โรงพยาบาลของเราเป็นการรวมคนจากหลายภาคส่วน ดังนั้น เราต้องรู้จักมองเห็นคุณค่าของคนอื่นให้เป็น