ทำไมการรู้เงินเดือนเพื่อนร่วมงาน ถึงทำร้ายใจเราได้มากกว่าที่คิด?

สมัยที่ยังเป็นแค่ first jobber เรา ‘บังเอิญ’ เห็นสลิปเงินเดือนของพี่ในที่ทำงานที่ไม่ค่อยทำงาน แต่มีตัวเลขเงินเดือนมากกว่า สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกเชิงลบที่เกิดขึ้นภายในใจเราทันที แต่ที่เราตกใจมากกว่าคือผลลัพธ์ที่ตามมาเพิ่ม เพราะนอกจากความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นกับบุคคล เราเองยัง “เหนื่อยที่จะพยายามเท่าเดิม” ด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาใดๆ 

แม้เวลาจะค่อยๆ เยียวยาความรู้สึกนั้น (และพี่คนนั้นก็ลาออกไปในไม่ช้า) แต่กลายเป็นว่าตะกอนที่หลงเหลือกลับทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่า ทำไมการรู้เงินเดือนคนอื่นถึงส่งผลกับเรามากขนาดนี้ 

เราอิจฉาเขาหรือเปล่า –นี่หรือไม่คือเหตุผลที่ผู้ใหญ่เตือนว่าอย่าเปิดเผยเงินเดือนกัน จนกระทั่งสิบปีต่อมานั่นเอง ที่เมื่อมองย้อนกลับด้วยประสบการณ์และความรู้ด้านจิตวิทยาการทำงาน เราถึงเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นไม่ใช่เพราะ ‘ความอิจฉา’ แต่เพราะ ‘ความรู้สึกไม่ยุติธรรม’ ต่างหาก


ทฤษฎีความเสมอภาค (equity theory) ของ J. Stacy Adams คือทฤษฎีที่มีอายุมากถึง 60 ปี แต่หลักการของมันยังคงร่วมสมัย จนถูกนำมาใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ในสังคมการทำงานได้จนถึงตอนนี้ โดยใจความหลักของทฤษฎีความเสมอภาคคือการเสนอว่าแรงจูงใจของคนทำงานนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ‘ความยุติธรรมของสิ่งที่ได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ให้ไป’ และ ‘ความยุติธรรมที่เราได้รับเมื่อเทียบกับคนอื่น’

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ทฤษฎีนี้กำลังอธิบายกับเราว่าในหัวของเราทุกคนมี ‘ตาชั่ง’ ตามภาพ 

โดยตาชั่งนี้จะคอยวัดว่า สิ่งที่เราทุ่มเทลงไป (inputs) เช่น เวลา ความพยายาม ความสามารถ หรือประสบการณ์ (ด้านหนึ่งของตาชั่ง) มันคุ้มค่าหรือไม่ กับสิ่งที่เราได้รับกลับมา (outputs) หรือไม่ เช่น เงินเดือน การยอมรับ โอกาสเติบโต หรือคำชมจากหัวหน้า

และแน่นอนว่า มนุษย์เราไม่ได้ดูตาชั่งของตัวเองเท่านั้น เรายังแอบเหลือบมองตาชั่งของคนอื่นอยู่เสมอ ว่า “เขาได้เท่าเราไหม” “เราทำเยอะกว่ารึเปล่า” หรือ “เราถูกให้ค่าน้อยกว่าเขาไหม” ซึ่งนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกยุติธรรม (หรือไม่ยุติธรรม) ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจโดยตรง

การแอบเหลือบมองตาชั่ง สามารถเปรียบเปรยเป็นสมการตามภาพนี้ได้

สมการนี้บอกอะไรกับเรา? 

ลองนึกภาพตามว่าในบริบทการทำงาน ในใจเราจะมีตาชั่งอยู่สองข้าง ฝั่งซ้ายคือตาชั่งของเราเอง ฝั่งขวาคือตาชั่งของเพื่อนร่วมงานที่เราเผลอเอาตัวเองเทียบตลอดเวลา ทีนี้เวลาทำงาน ทฤษฎีได้อธิบายว่ามนุษย์จะคำนวณในใจโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอว่า “สิ่งที่ฉันทุ่มเทลงไป” กับ “สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา” มันยุติธรรมไหมถ้าเทียบกับคนอื่น 

เช่น ถ้าเรารู้สึกว่าทำงานหนัก (ลงแรงไป 1) แล้วได้ผลตอบแทนกลับมา 2 เราจะรู้สึกโอเค แต่ทันทีที่เราเห็นเพื่อนอีกคนทำงานแรงเท่ากัน (ลงแรงไป 1) แต่ได้กลับมา 4 ตาชั่งในใจนี้จะสั่นคลอนทันที

สิ่งที่ทฤษฎีความเสมอภาคกำลังบอกคือ มนุษย์ไม่ได้ต้องการให้ ‘ทุกคนได้เท่ากัน’ เสมอไป แต่เราต้องการให้สิ่งที่ได้ ‘สมเหตุสมผลพอๆ กัน’ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ให้ไป เพราะเมื่อเรารู้สึกว่าตาชั่งในใจยังสมดุล มนุษย์จะรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ มีกำลังใจ และพร้อมทุ่มเทต่อ 

แต่องค์กรที่ปล่อยให้ตาชั่งของคนทำงานเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งนานๆ จะเหมือนมีแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ค่อยๆ สะสม จนวันหนึ่งกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ใหญ่ในใจพนักงานได้

โดยกรณีที่ทำให้เกิดความไม่สมดุล แบ่งได้ดังนี้

เมื่อตาชั่งเอียงซ้าย : รู้สึกว่า ‘ได้ไม่คุ้มกับที่ให้’

นี่คือภาวะที่ทฤษฎีเรียกว่า ‘under-rewarded inequity’ หรืออธิบายง่ายๆ ว่าเป็นภาวะที่เราทุ่มเทมากแต่รู้สึกตนเองได้กลับมาน้อยกว่า เช่น ทำงานหนักกว่าเพื่อนแต่เงินเดือนน้อยกว่า หรือเห็นคนที่ผลงานน้อยกว่าได้โปรโมตก่อน ซึ่งเมื่อเกิดขึ้น ความรู้สึกไม่ยุติธรรมจะค่อยๆ กัดกินจนทำให้หมดไฟ ไม่อยากทุ่มเท อิจฉา เริ่มตั้งคำถามกับระบบในที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามกับตนเอง ว่าที่ฉันทำไปมันไม่ดีหรอ ฉันไม่มีความสามารถพอหรือเปล่า 

แล้วถ้ายังต้องอยู่ล่ะ พนักงานควรทำอย่างไร? 

1)  อย่าลืมประเมินให้ครบทุกมิติของสิ่งที่ได้ อย่าดูแค่เงินเดือน ลองมองโอกาสเรียนรู้ ความยืดหยุ่น work-life balance หรือทีมที่สนับสนุนเรา สิ่งเหล่านี้ล้วนนับเป็นผลตอบแทนได้ทั้งนั้น

2) สื่อสารด้วยข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์ เพราะถ้ารู้สึกว่าขนาดลองพิจารณาแล้วแต่ยังรู้สึกไม่เป็นธรรมจริงๆ ให้ลองคุยกับหัวหน้าโดยใช้ข้อมูล เช่น ผลงาน หรือเป้าหมายที่อยากพัฒนา แทนการระบายด้วยอารมณ์ จะช่วยให้การสนทนาสร้างสรรค์และนำไปสู่การปรับสมดุลได้

3) ใช้ความรู้สึกไม่ยุติธรรมเป็นแรงขับ เพราะบางครั้งความไม่สบายใจนี่แหละ คือเชื้อเพลิงให้หลายคนอยากพัฒนาตัวเอง เช่น ลองตั้งเป้าหมายเป็นการเพิ่มทักษะหรือสร้างผลงานที่ชัดเจนขึ้น เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ด้านของเราในตาชั่ง

องค์กรล่ะ ควรทำยังไง?

1) ทำระบบตอบแทนให้โปร่งใส ทุกคนรับรู้และตรวจสอบได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเงินเดือนทุกคน แต่องค์กรต้องอธิบายได้ว่าเกณฑ์การให้รางวัลหรือเลื่อนขั้นคืออะไร และใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน

2) ให้ฟีดแบ็กบ่อยและยุติธรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่รอคำชมปีละครั้งอีกแล้ว พวกเขาต้องการรู้ว่าความพยายามของตัวเอง ‘ถูกเห็นหรือไม่’ ดังนั้นการสื่อสารอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้รู้ว่าตาชั่งยังสมดุล

3) กล้าพูดเรื่องความยุติธรรมในที่ทำงาน เช่น เรื่องภาระงาน โอกาส หรือการโปรโมต โดยมีงานวิจัยที่พบว่าทีมที่คุยเรื่องนี้ได้อย่างเปิดใจ มีความผูกพันกับองค์กรสูงกว่าทีมที่หลีกเลี่ยงถึง 1.6 เท่า

เมื่อตาชั่งเอียงขวา : รู้สึกว่า ‘ได้มากกว่าที่ให้’

ตรงกันข้ามของภาวะตาชั่งเอียงซ้าย นี่คือภาวะที่เรียกว่า “over-rewarded inequity” หรือสถานการณ์ที่เรารู้สึกว่าได้เยอะเกินไปทั้งที่ทำพอๆ กับคนอื่น 

ฟังดูเหมือนดีใช่ไหม แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์นี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกรู้สึกผิดจนกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัวได้อยู่เหมือนกัน

แล้วถ้ายังต้องอยู่ล่ะ พนักงานควรทำยังไง? 

1) ใช้ความรู้สึกผิดให้เป็นพลังบวก เปลี่ยนเป็นแรงผลักให้เราทำผลงานดีขึ้น หรือช่วยพัฒนาเพื่อนร่วมทีม กล่าวคือเป็นการคืนสมดุลด้วยการแบ่งปัน

2) หาความหมายในงานให้มากขึ้น ลองเพิ่มงานที่ตรงกับคุณค่า หรือใช้ทักษะเฉพาะตัวเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ จะช่วยให้รู้สึกว่าสิ่งที่ได้มานั้นสมเหตุสมผล

3) สะท้อนตัวเองอย่างโปร่งใส เพราะในบางครั้งภาวะนี้ก็เกิดจากการประเมินตัวเองต่ำเกินไป ดังนั้นควรยอมรับว่าเราสมควรได้รับมันบ้าง แล้วอาจจะถามต่อไปว่า “แล้วเราจะใช้สิ่งนี้ช่วยคนอื่นได้ไหม” เช่น เป็นพี่เลี้ยง แชร์ความรู้ หรือช่วยทีมให้เติบโตไปพร้อมกัน

องค์กรล่ะ ควรทำยังไง?

1) ทบทวนระบบตอบแทนให้ยุติธรรมในทุกระดับ โดยแนะนำให้ใช้ระบบตอบแทนที่สะท้อนผลงานจริงเป็นหลัก เช่น skill-based pay หรือ project bonus ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน

2) สร้างวัฒนธรรม pay it forward’ ส่งต่อโอกาสและความรู้จากคนที่ได้เปรียบไปสู่คนอื่นในทีม เพราะจะช่วยให้ทุกคนรู้สึกเติบโตไปด้วยกัน มีความสมดุลต่อกันได้

3) สร้างวัฒนธรรมการสื่อสารอย่างเท่าเทียม หลีกเลี่ยงการชมแบบเปรียบเทียบ เช่น คนนี้เก่งกว่าอีกคน เพราะจะทำให้เกิดทั้งคนรู้สึกด้อยและคนรู้สึกผิดพร้อมกัน


แต่ถ้าปล่อยให้ ‘ตาชั่งในใจ’ เอียงนานๆ จะเกิดอะไรขึ้น?

ทฤษฎีความเสมอภาคนั้นได้บรรยายไว้ด้วยว่าความไม่ยุติธรรมที่ไม่ได้รับการพูดถึงหรือแก้ไข จะค่อยๆ ทำให้แรงจูงใจของคนทำงานลดลง จนความกระตือรือร้นกลายเป็นความท้อแท้ และจากความท้อแท้กลายเป็นความเฉยชา และจบลงที่การลาออกไปอย่างเงียบๆ โดยที่องค์กรไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความสมดุลในใจของพนักงานนั้นพังไปแล้ว

เพราะฉะนั้นเมื่อรู้แบบนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าการคืนสมดุลให้ตาชั่งในใจของคนในองค์กรไม่ใช่เรื่องของแผนก HR เพียงฝ่ายเดียว แต่คือสิ่งที่ทุกคนทำได้เพื่อดูแลพลังชีวิตของทั้งองค์กร โดยองค์กรที่เข้าใจกลไกนี้จะไม่รอให้ความไม่ยุติธรรมสะสม แต่จะมองหาสัญญาณตั้งแต่เนิ่นๆ ในขณะเดียวกัน คนทำงานเองก็ต้องรู้จักตั้งคำถามกับความรู้สึกของตัวเองอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้การเปรียบเทียบกลายเป็นกับดักที่ทำลายแรงบันดาลใจ รวมถึงในมุมกลับกัน ในกรณีที่ความไม่พอใจเกิดขึ้นแล้ว (เช่น เราเองเมื่อครั้งอดีต) สติและความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ก็จะทำให้เราอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกได้และหาทางแก้ไขอย่างทันท่วงที

เพราะในโลกการทำงานที่ผันผวนและแข่งขันสูงอย่างตอนนี้ ความยุติธรรมไม่ได้เป็นแค่เรื่องโลกสวย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดทั้งของพนักงาน ผู้บริหาร และองค์กร เพราะเมื่อเครื่องชั่งในใจกลับมาตรงอีกครั้ง คนทำงานก็จะกลับมามีแรงใจและพร้อมเติบโตไปกับองค์กรอย่างมั่นคงนั่นเอง

อ้างอิง

  • Adams, J. S., & Freedman, S. (1976). Equity theory revisited: Comments and annotated bibliography. In L. Berkowitz & E. Walster (Eds.), Advances in experimental social psychology (Vol. 9, pp. 43–90). Academic Press. https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60058-1
  • Shinde, S. (2025). From perceived inequity to retention: Leveraging equity theory in contemporary workforce management. Research Review: International Journal of Multidisciplinary, 10(4), 292–300. https://doi.org/10.31305/rrijm.2025.v10.n4.032
  • Tavoletti, E., Cohen, E. D., Dong, L., & Taras, V. (2024). Revisiting equity theory in the global virtual teams. Management Research Review, 47(5), 840–858. https://doi.org/10.1108/MRR-05-2023-0334

Tomorrowland เทศกาลดนตรี EDM อันดับ 1 ของโลก กระตุ้นเศรษฐกิจให้กับทุกประเทศที่ไปจัดงานได้ยังไง

หลังจาก Tomorrowland ประกาศปักหมุดมาไทย ซึ่งถือเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลที่ Wisdom Valley จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569 นี้ พร้อมยังวางแผนจัดต่อเนื่องยาวถึง 5 ปีเต็ม สร้างกระแสฮือฮาให้คนรักเสียงดนตรีไม่น้อย

ขณะเดียวกันก็ถือเป็นโอกาสทองของเหล่าผู้ประกอบ เพราะ Tomorrowland เป็นเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกหรือ EDM อันดับ 1 ของโลก ที่มีผู้เข้าชมงานกว่า 4 แสนคนต่อปี และมีผู้คนยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาชมงานจาก 200 ประเทศทั่วโลก นั่นแปลว่าการจัดงานที่ไทยในครั้งนี้ย่อมดึงดูดนักท่องเที่ยวมหาศาลมาที่บ้านเรา

Recap ครั้งนี้ขอพาทัวร์พร้อมทำความรู้จัก Tomorrowland ในแง่มุมเศรษฐกิจ ว่าจากเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกสามารถพลิกเมืองอันเงียบเหงาให้คึกคัก และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับทุกประเทศที่ไปจัดงานได้ยังไง

🎤 จุดเริ่มต้นจากเมืองบูม ที่บูมเพราะเทศกาลดนตรี

Tomorrowland ไม่ได้เริ่มจากเทศกาลดนตรีที่มีเวทีขนาดใหญ่หรือจัดเต็มโปรดักชั่นอลังการตั้งแต่แรก แต่ผู้จัดอย่างบริษัท ID&T Belgium เลือกจัดงานครั้งแรกในปี 2005 ณ สวนสาธารณะ De Schorre เมืองบูม ประเทศเบลเยียม

ด้วยแนวคิดตั้งต้นว่าอยากสร้างเทศกาลที่ไม่ใช่แค่มาฟังเพลง แต่เป็นการพาผู้ชมหลุดเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่ง ที่เปลี่ยนภาพจำของดนตรี EDM ไปตลอดกาล จึงเนรมิตสวนให้มีกลิ่นอายเหมือนหลุดมาจากโลกเทพนิยาย พร้อมด้วยดีเจชื่อดังอย่าง Armin van Buuren มาร่วมสร้างสีสัน จนมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 9,000 คนตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว

จากความสำเร็จในครั้งนั้นทำให้ Tomorrowland จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีและเป็นที่ชื่นชอบในหมู่คนรักเสียงดนตรี จนในปี 2009 มีผู้ร่วมงานมากเป็น 10 เท่าจากการจัดงานครั้งแรก โดยมีผู้เข้าร่วมงานถึง 90,000 คน และเป็นครั้งแรกที่ขายบัตรหมดเกลี้ยง ก่อนที่ในปี 2012 จะเริ่มถ่ายทอดสดผ่านยูทูบโดยมีคนต่อคิวออนไลน์มากกว่า 2 ล้านคน และทำให้บัตรกว่า 180,000 ใบขายหมดในไม่กี่วินาที

รูป: Tomorrowland

ถึงอย่างนั้นผู้คนก็ยังหลั่งไหลมาที่เมืองบูม เพื่อเข้าชมเทศกาลดนตรีนี้แบบสดๆ และทำให้เมืองเล็กๆ ที่เป็นเมืองแห่งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขนาดย่อม กลายมาเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นแสนๆ คนต่อปี ส่งผลให้ยอดจองโรงแรมหรือแม้แต่ที่พักที่ชาวบ้านดัดแปลงบ้านตัวเองมาเปิดเป็น Airbnb ก็มียอดจองเต็มตลอดการจัดงาน ร้านอาหาร ร้านค้าท้องถิ่น และบริการต่างๆ ก็มีรายได้สูงขึ้น เกิดการจ้างงานกว่า 15,000 คน รวมถึงมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 20,000 คนต่อปี เลือกซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยว เพื่อไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ในประเทศเบลเยียมอีกด้วย

🎤 สร้างประสบการณ์ที่เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลก จนคนทั่วโลกสนใจ

เสน่ห์ที่ทำให้ Tomorrowland กลายเป็นเทศกาลดนตรี EDM อันดับ 1 ของโลกคือการยกระดับงานดนตรีให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ ผ่านวิธีการเล่าเรื่องแบบ storytelling ที่เสกให้ทั้งงานเหมือนโลกใบใหม่และในแต่ละปีจะเปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ เช่น ธีมโลกแฟนตาซี ธีมหนังสือนิทาน ธีมอาณาจักรลึกลับ

รูป: Tomorrowland

เวทีหลักออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่อง แม้แต่อินโทรและเอาต์โทรของโชว์ รวมถึงงานโปรดักชั่นทั้งแสง สี เสียง เลเซอร์ พลุ ทำงานสอดประสานกันเหมือนหลุดไปอยู่ในหนังดีๆ สักเรื่อง ทำให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมมากกว่าแค่มาดูคอนเสิร์ต

ที่ผ่านมา Tomorrowland ขยายการจัดงานไปยังประเทศต่างๆ เช่น เทือกเขาแอลป์ ประเทศฝรั่งเศส, รัฐจอร์เจีย ในสหรัฐอเมริกา, เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล และดึงดูดผู้คนจาก 200 ประเทศทั่วโลกจากให้มาร่วมตัวกันในงานนี้ได้ทุกครั้ง

🎤  ปักหมุดมาไทย ที่อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่า 50,000 คนต่อวัน

การแลนด์ดิ้งมาจัดงานที่ไทยในปี 2026 นี้ ได้เนรมิตอาณาจักร Tomorrowland บนพื้นที่กว่า ประมาณ 1,400 ไร่ จัดเต็มการแสดงรวม 6 เวที ที่มีประกาศมาอย่างแน่นอนแล้วว่าจะมีเวทีหลักสุดไอคอนิกอย่าง  Mainstage เวทีสำหรับดนตรีอิเล็กทรอนิกแนวลึกและหนักหน่วงมากขึ้นอย่าง CORE เวทีที่หลายคนจับตารอดูธีมและการตกแต่งสุดสร้างสรรค์อย่าง FREEDOM โดยอีก 3 เวทีใหม่ที่เหลือยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ

ถึงอย่างนั้นก็คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คนต่อวัน และน่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 21,000 ล้านบาท นอกจากจะดึงดูดเหล่าแฟนๆ ของ Tomorrowland แล้ว งานนี้ยังทำให้นักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยมาเที่ยวไทยตัดสินใจอยากตีตั๋วมาบ้านเรากันมากขึ้น 

รูป : thailand.tomorrowland.com

คาดว่ากว่า 60% เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่มีกำลังจ่ายสูง และวางแผนท่องเที่ยวในระยะยาว จึงส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ผู้ให้บริการด้านขนส่ง งานบริการต่างๆ ไปจนถึงสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ผู้คนในท้องถิ่น 

ไม่เพียงแต่เมืองที่จัดงานจะได้อานิสงส์จากเทศกาลนี้เท่านั้น เมืองข้างเคียงหรือแม้แต่แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอื่นก็มีโอกาสได้รับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักมีแนวโน้มไปเที่ยวยังเมืองต่างๆ หลังจบงานอีกด้วย

Tomorrowland จึงเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นว่างานเทศกาลดนตรีไม่ได้มีเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาคได้เลยทีเดียว

ที่มา : 

การรีแบรนด์ ‘ห้างขายยาตราใบห่อ’ สู่ธุรกิจ herbal lifestyle สุดชิคที่ครองใจคนรุ่นใหม่  

ทุกวันนี้หลายสินค้าและบริการของธุรกิจ wellness ไม่ได้เป็นภาพยาสมุนไพรที่ดูไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นการนำเสนอวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สนุกขึ้น มีสีสันขึ้น และแทรกอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่แทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม คาเฟ่ งานดีไซน์ การท่องเที่ยว

แต่ไม่ใช่แบรนด์สมุนไพรเก่าแก่ทุกแบรนด์ที่จะจับเทรนด์นี้มาแปลงเป็นกระแสได้สำเร็จ ห้างขายยาตราใบห่อ คือหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่เปลี่ยนภาพจำได้อย่างชัดเจน เพราะเลือกวางตัวเองใหม่ว่าเป็น herbal lifestyle brand ที่นำสมุนไพรมาสร้างสรรค์เป็นประสบการณ์

เรากำลังอยู่กันที่ ‘หอมปรุงคาเฟ่’ และ ‘ใบห่อคาเฟ่’ สองคาเฟ่ที่เดินเชื่อมทะลุถึงกันโดย ‘ห้างขายยาตราใบห่อ’ เพื่อมาคุยกับโอ๊บ–อิศรา อัคคะประชา และตาล–กมลรัตน์ อัคคะประชา ถึงเบื้องหลังการรีแบรนด์จนกระแสของตราใบห่อเป็นที่นิยมในคนรุ่นใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเวิร์กช็อปทำยาดมสมุนไพรที่ทั้งชาวต่างชาติและคนไทยต่างให้ความสนใจอย่างมาก อีกทั้งยังทำให้โรงแรมและธุรกิจ wellness หลายแห่งสนใจชวนแบรนด์ไปจัดเวิร์กช็อปร่วมกัน

โอ๊บเล่าที่มาของแบรนด์ว่า สินค้าตราใบห่อเป็นยาในครัวเรือนที่อยู่คู่บ้านไทยมานาน ราคาเข้าถึงง่ายจุดเด่นคือสรรพคุณช่วยระบายแบบไม่ทรมาน แก้ลดไข้ ร้อนใน ราคาไม่แพง เริ่มต้นแค่ 7 บาท เข้าถึงง่าย ขายในร้ายขายยาทั่วประเทศ โมเดิร์นเทรด และส่งออกไปยังต่างประเทศ

“ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเราตอนนี้อยู่มาราว 50 ปีแล้ว เรียกได้ว่าสินค้าของเราเป็นยาขมชนิดเม็ดเจ้าแรกในประเทศไทย ฮีโร่โปรดักต์ของเรายังคงเป็นกลุ่มยาดั้งเดิมที่คุณพ่อคิดค้นมา ยกตัวอย่างเช่น ยาระบายตราใบแก้ว ตัวนี้ก็จะเป็นยาระบายสามัญประจำบ้านทุกครัวเรือนในไทย ยาขมตราใบห่อก็ยังเป็นที่พูดถึงอยู่ จะมีส่วนช่วยในเรื่องของการลดอาการร้อนใน แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้ตัวร้อน เป็นยาระบายอ่อนๆ ”

“นอกจากตัวอย่างสินค้าดั้งเดิมที่เล่ามา เรายังพัฒนาต่อยอดสินค้าใหม่ที่ใช้ภายนอก เช่น สเปรย์สมุนไพรสำหรับลดอาการปวดกล้ามเนื้อและตะคริว ยาดม ยาหม่อง น้ำมันเหลือง ยาแคปซูลสำหรับผู้ที่ไม่ชอบทานรสขม หรือสัมผัสรสสมุนไพรโดยตรง”

แต่ความน่าสนใจของตราใบห่อในวันนี้ไม่ใช่แค่ยาสมุนไพรไทยสูตรเก่าแก่ หากเป็นการสร้างแบรนด์และการตลาดที่เปลี่ยนภาพจำสมุนไพรไทยให้ชิคขึ้นจนกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลัง

Herbal Soft Power 

กลยุทธ์สำคัญที่โอ๊บเล่าว่าทำให้ริเริ่มไอเดียทางธุรกิจใหม่ๆ ได้คือการวางกลยุทธ์ตั้งแต่ต้นว่าไม่อยากเป็นแค่แบรนด์ยาแผนโบราณ แต่อยากเป็นแบรนด์ holistic healthcare ที่ดูแลตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก โดยใช้สมุนไพรเป็นแกนหลัก พร้อมวางโพซิชั่นเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นยาอย่างเดียว

“คำว่า herbal lifestyle ของผมหมายถึงว่า เป็นวิถีชีวิตของผู้คนปัจจุบัน ทุกวันนี้เรามี pain point กันมาก อย่างเช่นเป็นออฟฟิศซินโดรม หรือคนรุ่นใหม่ก็มีมุมไลฟ์สไตล์อย่างชอบท่องเที่ยว ซึ่งสินค้าตราใบห่อแต่ละตัวจะไปแมตช์อยู่กับไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของลูกค้า”

ย้อนกลับไปในยุคผู้ก่อตั้งรุ่นแรก โอ๊บเล่าว่าแบรนด์มีการสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์หรือวิถีชีวิตของคนไทยมาเนิ่นนานแล้วแม้จะทำธุรกิจยาก็ตาม

“สมัยก่อนคุณพ่อจะมีความเป็นนักการตลาดโดยที่ไม่รู้ตัว ท่านเลือกลงทุนโฆษณาในเรตค่อนข้างสูง แม้กระทั่งตอนที่รายได้ธุรกิจยังไม่สัมพันธ์กับงบเลย แต่ท่านมองว่ามันเป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้แบรนด์ที่ดี ด้วยความที่คลุกคลีกับวงการมวยอยู่แล้ว ท่านเลยให้การสนับสนุนสปอนเซอร์เกี่ยวกับเรื่องมวยไทย และมองภาพระยะยาวในการลงสปอนเซอร์กับวิถีชีวิตความเป็นไทย

“ไม่ว่าจะเป็นโรดโชว์เวทีประกวดร้องเพลงลูกทุ่งทั่วประเทศในสมัยนั้น ละครไทย รายการวิทยุไทย วิถีชีวิตไทยหลายอย่างที่ได้มีส่วนร่วมในการสปอนเซอร์ แบรนด์เราก็จะมีทั้งการมอบป้าย มอบรางวัลให้นักมวย แจกรางวัล โฆษณาประชาสัมพันธ์ยาบนเวทีประกวดเพลงลูกทุ่ง ร่วมกับคุณอาประจวบ จำปาทอง ซึ่งเป็นนักแต่งเพลงและนักจัดรายการวิทยุที่ดังในสมัยนั้น”

ส่วนทุกวันนี้ เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป การนำเสนอสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ไม่ใช่ยาอย่างเดียวหมายถึงการนำเสนอสินค้าเชิงประสบการณ์ ได้แก่ เวิร์กช็อปทำยาดม ถุงหอม โรลลิ่งออยล์ พิมเสนน้ำ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้คัสตอมกลิ่นสมุนไพรด้วยตัวเอง โดยแบรนด์ออกแบบกิจกรรมตามหลักแพทย์แผนไทย และมีทั้งกิจกรรมที่จัดในคาเฟ่ รวมถึงงานที่แบรนด์ต่างๆ เชิญไปจัดให้พนักงานหรือกลุ่มลูกค้า

ตาลเล่าว่าแต่ละเวิร์กช็อปมีการเปลี่ยนสมุนไพรหลักที่ใช้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกค้าไม่เบื่อ โดยมีสมุนไพรให้เลือกทั้งรสร้อน รสเย็น หากชอบโทนสดชื่นก็สามารถเลือกใส่สมุนไพร เช่น ผิวมะกรูด ตะไคร้ ใครชอบโทนผ่อนคลายเหมาะกับลาเวนเดอร์ กุหลาบ มะลิ หรือหากอยากได้โทนกลิ่นดอกไม้ไทยก็มีกลุ่มดอกจำปี สารภี บุนนาค และอีกมากมายให้เลือกกลิ่นเองได้

“เราไม่อยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นแค่คาเฟ่สำหรับดื่มหรือกินอย่างเดียวแล้วจบ อยากให้มีกิจกรรมที่เอาสมุนไพรมาต่อยอด ล่าสุดเราเปิดร้านนวดในพื้นที่คาเฟ่ด้วย โดยใช้ sound healing มาชู เป็นนวดแบบ wellness ทั้งหมดนี้เราก็อยากทำให้ที่คาเฟ่นี้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กเวลามาเที่ยวกรุงเทพฯ ชั้นใน เพราะว่าย่านเรามีเสน่ห์ เป็นแหล่งขายสมุนไพรมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว เวลาทุกคนเดินมาย่านนี้ก็จะได้กลิ่นอายของสมุนไพร”

ด้วยเหตุนี้ทั้งคู่จึงไม่ได้โฟกัสแค่การทำกิจกรรมในร้าน แต่ยังจัดกิจกรรม cultural walk เดินเล่นในย่านใกล้เคียง สำรวจ hidden gem ในเมือง ร่วมเป็นสถานที่จัดงานในงานเทศกาลศิลปะแสงไฟ awakening bangkok 2025 ปลายปีที่ผ่านมาในย่านเมืองเก่า และยังเคยไปโผล่จัดป๊อปอัพในย่านทรงวาด

ทั้งหมดนี้เป็นการคงแก่นความเป็นไทยที่ไม่ได้นำเสนอแค่คุณประโยชน์ของสมุนไพรไทย แต่ยังสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ไทยตลอดมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก

Thai Kitsch Cafe 

ในตลาดสมุนไพรไทย เราแทบไม่ค่อยเห็นแบรนด์ต่างๆ ใช้กราฟิกเป็นตัวนำในการรีแบรนด์มากนัก แต่โอ๊บอยากพลิกมุมมองด้วยการปรับโฉมและปัดฝุ่นแบรนด์ตราใบห่อใหม่ทั้งหมดให้หลุดจากภาพความเชยและความโบราณ จึงเริ่มจากตั้งโจทย์ดีไซน์ว่าเป็น Thai Kitsch หรือ Contemporary Thai ที่มีทั้งความสนุกและสีสัน

แบรนด์จึงมองหาดีไซเนอร์ที่เหมาะกับแนวคิดนี้ และพบว่าศรัณย์ เย็นปัญญา ซึ่งถนัดงานแนว maximalist ตอบโจทย์ที่สุด

“ตอนเริ่มดีไซน์ คุณศรัณย์ก็บอกว่าเขาเคารพผลงานเก่าของเรา ก็เลยดึงเอากราฟิกเดิมของแบรนด์ พวกลายแพตเทิร์นต่างๆ ที่อยู่ในซองยามาขยายให้ใหญ่ขึ้น เอาโลโก้ตราใบห่ออันเดิมมาทำเป็นลายแพตเทิร์นที่จะได้เห็นตรงโปสเตอร์ด้านหน้าร้าน”

จากแบรนด์เก่าแก่ที่สร้างมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อและแทบไม่เคยปรับอะไร การปรับโฉมครั้งนี้ทำให้เกิดลายกราฟิกโทนสีเขียวที่โดดขึ้นและดูร่วมสมัย ใช้ได้กับทุกองค์ประกอบของแบรนด์ ตั้งแต่แพ็กเกจใหม่ไปจนถึงการตกแต่งคาเฟ่

“ตอนแรกเรายังไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นคาเฟ่ด้วยซ้ำ เริ่มจากมองว่าอยากจะทำเป็น museum หรือพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นประวัติเชิดชูเกียรติให้คุณพ่อ แต่ว่าเราก็นั่งคุยกันทั้งครอบครัวว่าคนไทยน่าจะยังเข้าไม่ถึงและไม่อินกับพิพิธภัณฑ์ ก็เลยตีโจทย์ใหม่เป็นคาเฟ่”

โอ๊บอธิบายว่าทุกอย่างเริ่มจากอาคารนี้เป็นหลัก อาคารที่คุณพ่อซื้อไว้กว่า 10 ปีแล้ว เป็นตึกเก่ายุครัชกาลที่ 5 ซึ่งทีมเลือกอนุรักษ์โครงสร้างเดิมไว้ทั้งหมด ก่อนตั้งโจทย์ว่าจะยกโทนดีไซน์แบบโคโลเนียลผสม art deco และใส่รายละเอียดของซุ้มโค้งเพื่อให้ได้ความคลาสสิกตามที่ต้องการ

“ส่วนด้านหน้าเป็นใบห่อคาเฟ่ เรามองว่าอยากสร้างให้เป็นทางเข้าเหมือนร้านยาโบราณในสมัยก่อน เดินเข้ามาแล้วมีขนม ชา ไอศครีมขาย แต่ข้างในจะมีโซนทานอาหารและเมนูเครื่องดื่มที่จริงจังขึ้น”

โอ๊บยังเล่าว่างานดีไซน์ทั้งหมดที่ศรัณย์ทำยังไม่ได้เผยหมด และกำลังทยอยปล่อยสิ่งที่สนุกและตีความความเป็นไทยในแบบใหม่ออกมาเรื่อยๆ โดยการเติบโตของแบรนด์ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ยังสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจ wellness ที่จากเดิมจำหน่ายยาแบบตรงตัวเท่านั้น สู่โมเดลธุรกิจที่นำเสนอสินค้าและบริการในหมวดอาหารมากขึ้น

“จะเห็นได้ว่าตอนนี้จะมีเทรนด์เครื่องดื่มที่เป็น functional drink เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสมุนไพร และคำนึงถึงเรื่องของสุขภาพ อย่างน้ำตาลศูนย์เปอร์เซ็นต์ หวานน้อย อาหารและเครื่องดื่มต่างๆ จากวัตถุดิบธรรมชาติก็จะเห็นเติบโตเยอะขึ้นมาก เราจึงพยายามสอดแทรกเรื่องราวของสมุนไพรลงไปในเมนูของเราแต่ว่าไม่อยากยัดเยียดอะไรที่มันเยอะเกินไป”

ตาลยกตัวอย่างเมนูอาหารของคาเฟ่ที่ยึดการออกแบบเมนูจากสมุนไพรเป็นหลัก เช่น ข้าวหมูคั่วอบหม้อดินที่ใช้พริกลาบจากภาคเหนือ เสิร์ฟคู่กับน้ำปลาหวาน ของทานเล่นอย่างเผือกทอดกับน้ำจิ้มพุทราจีน หรือรากบัวทอดกับซอสศรีราชามาโยและเกสรบัวเป็นท็อปปิ้ง รวมถึงเมนูเฮลตี้ที่ปรับสูตรใหม่ เช่น กรีกโยเกิร์ตเต้าทึงสมุนไพรสามเกลอที่เสิร์ฟคู่ไซรัปจากกระเจี๊ยบ มะตูม พุทราจีน และกราโนล่าโฮมเมด หรือกรีกโยเกิร์ตลูกแพร์ตุ๋นกับกุหลาบและหอมหมื่นลี้ซึ่งเป็นสูตรพิเศษของที่นี่

รวมถึงเครื่องดื่มก็พัฒนาไปในคอนเซปต์เดียวกัน เช่น ‘ใบห่อ ซิกเนเจอร์ โคล่า’ โคล่าพร้อมส่วนผสมเครื่องเทศ กาแฟเจลี่มะตูม และเครื่องดื่มปั่นที่จับคู่ผลไม้กับสมุนไพรอย่างสมูทตี้ส้มหอมหมื่นลี้ปั่นกับหอมมะลิ หรือมะม่วงปั่นกับน้ำกระเจี๊ยบมะตูม

แม้ไข่ไก่ก็ยังมีรู

แม้เรื่องราวการทำคาเฟ่ สร้างสรรค์เมนูใหม่ กิจกรรมใหม่ทั้งหมดนี้จะฟังดูเรียบง่าย แต่เมื่อถามว่าอะไรคือ bitter shot ยาขมที่สุดในการทำธุรกิจ ทั้งคู่เล่าว่าคือการเปลี่ยนภาพยาสมุนไพรที่ดูเชย โบราณ เข้าถึงยาก ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ซึ่งกว่าจะตีโจทย์และคอนเซปต์ออกมาได้แบบนี้ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเมื่อต้องเริ่มทำในวันที่ยังไม่รู้ว่าภาพสุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง โอ๊บเล่าว่า

“ตั้งแต่รับช่วงต่อจากคุณพ่อเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ก็เป็นบทบาทของเราที่เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ต้องมารับช่วงต่อ ปีแรกๆ ก็ค่อนข้างยากว่าจะทำยังไงให้คอนเนกต์กับคนรุ่นใหม่ได้  ผมก็เริ่มจากการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ในสมัยนั้นให้เริ่มสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าก่อน ซึ่งแรกๆ ก็อาจจะยังไม่ได้กระแสตอบรับเยอะมาก มีแค่กลุ่มลูกค้าดั้งเดิมของเรา

“ช่วงแรกที่คุณพ่อจากไป เราก็ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นเราจะทำได้ดีมั้ย แล้วจะต่อยอดมันได้ไหม มันก็มีความกดดัน แต่ผมใช้สิ่งที่คุณพ่อสอนคือซื่อสัตย์ อดทน จริงใจกับลูกค้า ข้อนี้มีความหมายหลายอย่าง คือเราต้องไม่เอาเปรียบลูกค้า ใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างเล็กๆ น้อยๆ สมมติว่าเราเจอของ defect เราก็จะไม่ได้แค่ขอโทษหรือแค่คืนของ แต่เราต้องส่งสินค้าล็อตใหม่ไปให้ลูกค้า ดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว รักษามาตรฐานของสูตรยาดั้งเดิม ทุกอย่างก็มีส่วนในการสร้างแบรนด์ใบห่อให้ยังอยู่จนถึงปัจจุบัน”

สิ่งที่คุณพ่อสอนโอ๊บอีกอย่างคือ ‘แม้ไข่ไก่ก็ยังมีรู’ แปลว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จะมีช่องทางในการทำธุรกิจเสมอ แม้ว่าจะมีการแข่งขันสูงหรือตลาดเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างไรก็ตาม หากมองหาโอกาสและหมั่นพัฒนาธุรกิจไปข้างหน้า ก็จะหาทางได้เอง

การรีแบรนด์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่อย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปีตั้งแต่รับช่วงต่อ ทำให้แบรนด์เริ่มมีลูกค้ากลุ่มใหม่ทั้งคนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติมากขึ้น นำไปสู่การพัฒนาสินค้าต่อเนื่อง เริ่มเกิดกระแสจากหอมปรุงคาเฟ่และใบห่อคาเฟ่ที่ทำให้คนจดจำห้างขายยาตราใบห่อเป็นแบรนด์ที่ทันสมัยแบบทุกวันนี้

10 นิยามการมีชีวิตที่ดี ผ่านสายตาของนักธุรกิจและผู้ขับเคลื่อน well-being

ยินดีต้อนรับสู่ ‘Being Well’ เซกชั่นใหม่ล่าสุดจาก Capital!

เราเริ่มต้นก้าวแรกของ Being Well ด้วยการพาคุณไปทำความรู้จักกับ 10 ธุรกิจที่ใช้ความเชื่อเรื่อง ‘well-being’ เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนองค์กร พวกเขาไม่ได้มองว่า ‘ชีวิตที่ดี’ คือเทรนด์ชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือ ‘Ways of Life’ ที่ถูกถอดรหัสออกมาพัฒนาเป็นบริการ สินค้า และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้คน

ตั้งแต่พื้นที่ปลอดภัยที่เชื่อมต่อกับเสียงภายในใจ การลงทุนในเทคโนโลยีที่เซฟชีวิตคนนับล้าน ไปจนถึงคอมมิวนิตี้ที่ออกแบบมาเพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างดี บทความนี้จึงไม่ใช่แค่การพาไปดูความสำเร็จของธุรกิจ แต่คือการถอดบทเรียนว่าธุรกิจยุคใหม่สร้างธุรกิจให้กลายเป็น ‘คุณภาพชีวิต’ ของผู้คนได้อย่างไร 

เราจะออกแบบวิถีชีวิตให้ยั่งยืนและ ‘Being Well’ ไปพร้อมๆ กับโลกธุรกิจที่ใส่ใจมนุษย์มากขึ้นแบบไหน ติดตามเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ในคอนเทนต์เปิดตัวเซกชั่น Being Well

BDMS Wellness Clinic
คลินิกที่ใช้ศาสตร์ ‘Scientific Wellness’ สร้างสุขภาพที่ดีและยืนยาวบนพื้นฐานแห่งความเข้าใจ

“ผู้คนไม่ได้ต้องการ ‘หายจากโรค’ อย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการ มีชีวิตที่ดี แข็งแรง และยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ธุรกิจสุขภาพจึงเติบโตจากความต้องการเชิงลึกของมนุษย์ ตั้งแต่การดูแลร่างกาย จิตใจ ไปจนถึงความหมายของชีวิต

ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญเรื่อง ‘Longevity’ เป็นอันดับต้นๆ ‘แพทย์หญิงจิรา ถาวรประดิษฐ์ (ว.36412)’ ผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู BDMS Wellness Clinic มองว่า ธุรกิจคลินิกได้ขยับบทบาทจากสถานที่รักษาผู้ป่วย สู่สถานที่ที่ผู้คนเข้ามาเพื่อรับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) มากขึ้น 

เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในมิติที่หลากหลาย BDMS Wellness Clinic ได้นำ ‘Scientific Wellness’ ซึ่งเป็นศาสตร์การดูแลสุขภาพเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การตรวจ Epigenetics, ความยาว Telomere, ระดับสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุ สมดุลฮอร์โมน ฯลฯ เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงของโรค การชะลอความเสื่อม การลดความเครียดความกังวล สร้างความมั่นคงทางอารมณ์ โดยมีจุดหมายปลายทางสู่การใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ

แพทย์หญิงจิรามองว่า การสร้าง ‘ความเข้าใจ’ ระหว่างแพทย์และผู้เข้ารับการบริการเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ในการนำไปสู่การดูแลสุขภาพอย่างเต็มประสิทธิภาพนอกเหนือจากการอาศัยเครื่องมือเทคโนโลยีและหลักวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญคือทำให้ผู้รับบริการเข้าใจความหมายการมีชีวิตที่ดีและยืนยาวในแบบของตนเอง

“เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากความไว้ใจระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพและผู้รับบริการ การรับฟังอย่างตั้งใจ ตั้งแต่แพทย์ผู้ชำนาญการในด้านต่างๆ พยาบาล นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด และเทรนเนอร์ เพราะเมื่อผู้รับบริการรู้สึกว่าถูกฟัง ถูกเข้าใจ และถูกดูแลอย่างจริงใจ ความเชื่อมั่นจะค่อยๆ เกิดขึ้นจนนำไปสู่การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลที่มีประสิทธิภาพ

“ดังนั้นความหมายของ Being Well คือการรู้จักตัวเอง เข้าใจร่างกายตัวเอง และการมีเครื่องมือที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพในระยะยาว เพื่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น” 

Let’s Relax
จากธุรกิจสปา สู่ผู้ให้บริการ wellness ครบวงจร ที่มอบประสบการณ์ผ่านศาสตร์ของประสาทสัมผัสทั้ง 5

“ในวันที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความเครียด เราจึงทำหน้าที่สร้าง Space & Time หรือพื้นที่และเวลาให้ผู้คนได้วางความเหนื่อยล้า ฟื้นฟูร่างกายที่ปวดเมื่อยไปพร้อมกับการผ่อนคลายจิตใจ เราไม่ได้ขายเพียงการนวด แต่ส่งมอบประสบการณ์ผ่านศาสตร์ของประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทำเลที่สะดวกและครอบคลุม เพื่อให้การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือจำกัดอยู่แค่โอกาสพิเศษ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน”

Let’s Relax ดำเนินธุรกิจภายใต้ความคิดที่อยากเห็นการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ และช่วยส่งเสริมการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ จึงขยายพอร์ตโฟลิโอจากธุรกิจสปา สู่การเป็นผู้นำด้านเวลเนสที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นออนเซน คลินิกกายภาพ Stretch me หรือเวลเนสคลินิก WellnessMe Clinic ที่ทุกธุรกิจเกิดจากการผสมผสานผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านสุขภาพ มาดีไซน์เป็นรูปแบบเฉพาะเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละคน

ในมุมของ ‘ณรัล วิวรรธนไกร’ กรรมการบริหาร บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คิดว่า Well-being คือสภาวะสมดุลของกายและใจ เพราะคำว่าสุขภาพดีไม่ได้หมายถึงเพียงร่างกายที่แข็งแรงภายนอกเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงความสงบในระดับจิตใจและอารมณ์ด้วย เมื่อภายในและภายนอกสามารถจูนเข้าหากันได้ ชีวิตจึงจะมีคุณภาพอย่างแท้จริง

“หัวใจสำคัญของ Well-being คือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) เราไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนว่าป่วยแล้วจึงค่อยหันมาดูแลตัวเอง แต่คือการหมั่นฟังตัวเองในทุกๆ วัน และสร้างสมดุลให้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง เราจึงตั้งใจทำ Wellness ให้เข้าถึงง่าย มีมาตรฐานที่ไว้วางใจได้ และเน้นผลลัพธ์ในระยะยาว  เพราะเชื่อว่าการดูแลตัวเองที่ดีที่สุด คือการทำให้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และธุรกิจของเราก็ทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน”

Fitness First 
ผู้ให้บริการฟิตเนสที่สนุกกับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ wellness และตอบโจทย์คนรักสุขภาพด้วย full-service gym

ในยุคที่เรื่อง health & wellness มาแรงแซงทุกเทรนด์ ‘Fitness First’ กลับเป็นชื่อแรกๆ ที่คนรักการออกกำลังกายในร่มเลือกใช้บริการ ‘โต–อรวรรณ เกลียวปฏินนท์’ หัวหน้าทีมการตลาด บริษัท อีโวลูชั่น เวลล์เนสส์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกกับเราว่า สารตั้งต้นที่ทำให้พวกเขาเป็นผู้นำในตลาดฟิตเนส มาจากความสนุกไปกับการครีเอตการบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทันท่วงที

“คำว่า ‘wellness’ ยังขยายขอบเขตไปมากกว่าการแค่ออกกำลังกาย แต่หมายถึงการดูแลสุขภาพ การทำกายภาพ การดูแลจิตใจ ความสนใจกับตัวเลขต่างๆ ที่มาจากกิจกรรมของตัวเอง เช่น ฉันออกกำลังกายแล้วเบิร์นไปเท่าไหร่ หรือฉันวิ่งได้แค่ไหน เพซดีขึ้นไหม เปอร์เซ็นต์ไขมันหรือกล้ามเนื้อมากขึ้นหรือลดลงยังไง และที่สำคัญคือนิยมการแชร์ต่อให้โลกต้องรู้เพื่อเป็นแรงผลักให้ทำต่อไป 

“ทั้งหมดนี้แปลว่าอะไร แปลว่าพวกเราต้องอ่านตลาดและผู้บริโภคให้แตกและให้ทัน”

จากความท้าทายดังกล่าวถูกแปรเปลี่ยนเป็นบริการ ‘full-service gym’ ที่มีอุปกรณ์ครบครัน ไปจนถึงคลาสออกกำลังกายมากกว่า 150 โปรแกรม รวมกว่า 20,000 คลาสต่อเดือนในทุกสาขา เช่น คลาส BODYPUMP, BODYCOMBAT หรือคลาสการแข่ง HYROX ที่กำลังมาแรง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเกิดจากการศึกษาเทรนด์การออกกำลังกายของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปแทบทุกวัน

“เดี๋ยวนี้คลาสพิลาทิส คลาสโยคะก็ไม่ได้มีแค่ผู้หญิงแล้ว แต่ผู้ชายก็หันมาเล่นกันมากขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่แค่ที่ Fitness First แต่ทั่วโลกเป็นแบบนี้หมดเลย เราเลยยิ่งต้องเพิ่มคลาสพิลาทิส และเพิ่มคลาสใหม่ๆ อย่าง Jump ที่ใช้เครื่องแทรมโพลีน หรือ Bungy Bounce ที่เป็นสลิงยืดให้กระโดดและสร้างกล้ามเนื้อ หรือ Activate ที่เน้นการแก้ออฟฟิศซินโดรม คอ บ่า ไหล่ สะโพก แล้วเราก็เพิ่มแพ็กเกจ ProRelieve หรือการนวดเฉพาะจุดเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เล่นกีฬาเยอะ คลายความตึงและเกร็งสะสมของกล้ามเนื้อที่ใช้ขณะเล่นกีฬา” อรวรรณเสริมถึงการบริการที่ Fitness First มี

อรวรรณย้ำว่า การบริการในเทรนด์ health & wellness ณ ปัจจุบันคือการสื่อสารไปถึงกลุ่มลูกค้าระดับ nanomarketing ยกตัวอย่างเช่นถ้าจะสื่อสารไปถึงกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นคนทำงาน อาชีพฟรีแลนซ์ อายุ 25-28 ปี จำเป็นต้องอาศัยดาต้าเบสและ social listening เพื่อพาผู้บริโภคมาเจอกับการบริการหรือโปรดักต์ของแบรนด์ 

นึกตามอาจดูเป็นงานโหดหิน แต่ในมุมของผู้ให้บริการคือความสนุกที่จะต้องหาเซกเมนต์ที่เหมาะสมกับแบรนด์ ควบคู่ไปกับการพัฒนาการบริการและโปรดักต์ที่สดใหม่เสมอจึงจะยืนระยะได้นาน

TMAN
บริษัท IPO ที่ผลักดันนวัตกรรมสุขภาพกว่า 50 ปี

“ปัจจุบันเป้าหมายของเราคือการมุ่งมั่นขับเคลื่อนนวัตกรรมสายสุขภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน สินค้าต้องมีคุณภาพดี มีตัวยาสำคัญเป็นองค์ประกอบอยู่ที่ 90-110% เพราะไม่อยากเอาเปรียบผู้บริโภค 

อีกเรื่องหนึ่งคือนวัตกรรมที่ทำให้เราไปได้ไกลอีกระดับหนึ่งทั้งในไทยและต่างประเทศ

“แนวคิดทางนวัตกรได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ คุณแม่ชอบนวัตกรรมสมุนไพรไทยก็เลยทำยาสมุนไพร อย่างยาน้ำแก้ไอไอยรา (IYARA) ออกมาเป็นตัวแรกแล้วก็ประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาด ทำให้เห็นว่าเราก็พัฒนานวัตกรรมโดยคนไทยได้”

การผลักดันด้าน well-being ของบริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN คือการมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ ให้มีมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงยาที่ดีมีคุณภาพ และสามารถเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น ดังจะเห็นได้จากสินค้ามากมาย เช่น โพรโพลิส (Propoliz) แบบสเปรย์และเม็ดอมที่รักษาอาการเจ็บคอ Polar Spray ที่บรรเทาอาการทางเดินหายใจ เป็นต้น

Kaew Pilates Studio
สตูดิโอที่อยากให้ทุกคนเข้าถึงพิลาทิส ด้วยเทคนิคการสอนที่เข้าใจง่าย และก่อตั้ง YPS คลับสอนพิลาทิสแมตฟรี

“ธุรกิจของเราไม่ได้ขายแค่คลาสพิลาทิส แต่เราอยากจะสร้างพื้นที่ที่คนกล้ากลับมาดูแลตัวเองอย่างไม่รู้สึกผิด หลายคนเข้ามาที่สตูดิโอด้วยร่างกายที่มีอาการเจ็บปวด มีความเครียดสะสม หรือความไม่มั่นใจในตัวเอง สิ่งที่คลาสพิลาทิสของเรามอบให้แก่ทุกคน ไม่ใช่แค่การสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น แต่เราพยายามที่จะให้ลูกค้าสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีความสุข และเริ่มฟังเสียงร่างกายของตัวเองให้เป็น”

ในมุมมองของแก้ว–ธัญวษกา นวัตธามกุล well-being จึงไม่ใช่แค่การไม่มีโรค หรือการออกกำลังกายให้หนัก แต่คือการที่คนหนึ่งคนอยู่กับร่างกายตัวเองได้อย่างปลอดภัย เข้าใจ และไม่ตัดสินตัวเอง มีพื้นที่ให้หายใจ ให้พัก เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์การชีวิตจริงของแต่ละคน มากกว่าการไปทำตามมาตรฐานของคนอื่น

จากความเชื่อนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้ ตั้งแต่การออกแบบคลาสในสตูดิโอ ไปจนถึงคลาสพิเศษ เช่น เล่นพิลาทิสจิบไวน์ เล่นพิลาทิสจิบมัทฉะ มีเทคนิคการสอนที่เข้าใจง่าย และการดูแลลูกค้าด้วยความเป็นกันเอง แม้แต่การสร้างคอมมิวนิตี้ YPS Pilates Club ให้มาเล่นพิลาทิสแมตฟรี ยังถูกออกแบบจากความเชื่อเดียวกันคือ ทุกคนควรมีโอกาสดูแลตัวเอง ในแบบที่เหมาะกับร่างกายและชีวิตของพวกเขาเอง

“พิลาทิสสำหรับเราไม่ใช่เรื่องความเก่งหรือรูปร่าง แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนกลับมา ใช้ชีวิตด้วยร่างกายที่แข็งแรง มั่นใจ และเมื่อคนเริ่มมี well-being จากข้างใน ธุรกิจนี้ก็เติบโตไปพร้อมกับชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนจริงๆ”

Disrupt Health Impact Fund
กองทุนไทยด้าน HealthTech ที่ลงทุนนวัตกรรมการแพทย์ระดับโลก 

“ผมโตมาจากการเห็นที่บ้านป่วยกันค่อนข้างเยอะ คุณพ่อผมเป็นตับแข็งและมะเร็งตับ คุณแม่ผมหยุดหายใจ 6 ครั้งในชีวิตจากหอบหืด หลานผมเป็นเบาหวานเฉียบพลันที่ต้องรักษาตลอดชีวิต ผมเองก็มีทั้งความดันโลหิตสูง น้ำตาลสูง แล้วก็ปัญหาสุขภาพทางต่อมลูกหมากอีก เลยรู้สึกว่าการรักษามันเปลี่ยนชีวิตคนอย่างแท้จริง”

“เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะเปิดกองทุนขึ้นมาเพื่อประเทศไทยอันดับแรกเลย ลงทุนใน HealthTech เพื่อช่วยเหลือคนไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีและสนับสนุนการสเกลไประดับโลก เพราะว่าเทคโนโลยีบางตัวเซฟชีวิตคนได้เป็นร้อยล้านคนเลยนะ”

well being ในมุมของ Disrupt Health Impact Fund ภายใต้ Disrupt Technology Venture มุ่งโฟกัสการลงทุนในนวัตกรรมสุขภาพที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลก โดยครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ self-care (การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง), preventive care (เวชศาสตร์ป้องกันโรค), holistic wellness (การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม), เทคโนโลยีสำหรับ silver age (ผู้สูงวัย), smart hospital (โรงพยาบาลอัจฉริยะ) โดยเน้นนวัตกรรมที่รองรับตลาดใหญ่หลายล้านคน พร้อมผลักดันระบบนิเวศทางการแพทย์ในประเทศให้แข็งแรง และปั้นประเทศไทยให้เป็น medical hub ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

theCOMMONS
หนึ่งในพื้นที่คอมมิวนิตี้แรกๆ ที่ชวนคนกรุงเทพฯ มาใช้ชีวิตร่วมกันอย่าง wholesome

‘แต๊ว–วิชรี วิจิตรวาทการ’ มองว่า “การส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบ wholesome เป็นหัวใจของ theCOMMONS มาตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่มต้นทำกันมา” ซึ่งในมุมของ theCOMMONS นั้น wholesome living ไม่ได้แยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่คือการดูแลตัวเองทั้งกายและใจ ตั้งแต่การกิน การใช้เวลา ไปจนถึงการอยู่ร่วมกับคนรอบตัวและสิ่งแวดล้อมอย่าง mindful

ขณะเดียวกัน สำหรับเอ๋ย ในฐานะผู้ดูแลด้านการตลาดและการขับเคลื่อนกิจกรรมของคอมมิวนิตี้ well-being ถูกนิยามว่าเป็น “ความพอดีที่เราพอใจ” ไม่จำเป็นต้องดีที่สุดหรือเป็นไปตามกรอบของสังคม แต่คือการฟังเสียงของตัวเอง เลือกใช้ชีวิตในแบบที่สบายใจ และการบาลานซ์สิ่งเหล่านี้ใหม่อยู่เสมอในแต่ละวัน

ความเชื่อนี้ถูกแปลงมาเป็นการออกแบบ theCOMMONS ในฐานะพื้นที่และคอมมิวนิตี้ที่ทำให้การดูแลตัวเองเป็นเรื่องง่ายและสนุก สถานที่ถูกออกแบบให้เปิดพอที่จะเป็นตัวเองได้ จะมาเจอเพื่อน นัดคุยเรื่องจริงจังหรือเรื่องผ่อนคลาย หรืออยู่เงียบๆ คนเดียวก็ยังรู้สึกสบายใจ

ในเชิงกิจกรรม theCOMMONS พยายามทำให้ well-being เข้าถึงได้โดยไม่ซับซ้อน ผ่านกิจกรรมที่เข้าร่วมได้ง่ายๆ และไม่กดดัน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง อ่านหนังสือ หรือกิจกรรมเบาๆ ที่ ‘แค่ได้ลองก็พอ’ เพราะเมื่อเริ่มต้นได้ง่าย คนก็จะกล้าดูแลตัวเองมากขึ้น เมื่อได้ทำร่วมกับคนอื่น ก็ย่อมเติมพลังให้ผู้คนได้มากกว่าการทำคนเดียว

ท้ายที่สุด theCOMMONS จึงไม่ได้มอง well-being เป็นเทรนด์ แต่เป็นสิ่งที่ควรอยู่ในชีวิตของผู้คนจริงๆ ในแบบที่ไม่รู้สึกว่าต้องพยายามมากเกินไป เพราะเมื่อพื้นที่ กิจกรรม และผู้คนเอื้อต่อกัน ความรู้สึกดีๆ เหล่านี้ก็จะค่อยๆ เติบโตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปเอง

Wonderfruit 
Wonderfruit เทศกาลที่เปลี่ยน music of culture ให้เป็นพลังบำบัดกายใจ

Wonderfruit คือเทศกาลดนตรีและวัฒนธรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาวะของมนุษย์อย่างรอบด้าน โดยออกแบบประสบการณ์ให้ผู้คนรู้สึกถึงความสมดุลของกายและใจ ตั้งแต่เวทีกลางแจ้งยามเช้า กิจกรรม wellness ตอนกลางวัน ไปจนถึงการแสดงยามค่ำคืนที่เชื่อมโยงเสียงกับสภาวะภายใน

“เราพยายามจะขยายความ well-being ให้มีจินตนาการมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องอย่างคลื่นสมอง หรือ hacking ทางวิทยาศาสตร์ แต่เราสนใจเรื่องจินตนาการของคนผ่าน 3 ethos คือ mind, nature, sound

“อย่างโปรเจกต์ Sonic Minds เป็นการเชื่อมระหว่างเสียงกับ wellness ว่าเสียงมีผลกระทบต่อเรายังไง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ เราเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาแปลงเป็นการแสดงและ visual อย่างเสตจ Baan Bardo
สิ่งที่เห็นชัดสุดคือ wonderfruit จัด 24 ชม. 5 วัน ปีแรกๆ ตอนกลางวันไม่มีคน จะมากันแค่ตอนกลางคืน แต่ปีที่แล้วคนเริ่มสนใจมากิจกรรม wellness ตอนกลางวันมากขึ้น

“ผมคิดว่า Wonderfruit ไม่ได้คิดถึงเทรนด์ wellness หรือเทรนด์ความยั่งยืนต่างๆ ขนาดนั้น สิ่งพวกนี้มันไม่ควรเป็นเทรนด์ มันควรเป็นสิ่งที่เรารู้สึกหรือคิดอยู่แล้ว เพราะถ้าเราคิดถึงความยั่งยืนจริงๆ เราต้องยั่งยืนด้วยหลายอย่างทั้งจิตใจและร่างกาย แต่เราก็ต้องเข้าใจเทรนด์เพื่อคิดว่าจะทำยังไงให้คนสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น” 

Neera Retreat Hotel 
โรงแรมที่เติมเต็ม ‘mindfulness’ ด้วยดีไซน์ห้องพักใกล้ชิดธรรมชาติ และกิจกรรมชวนค้นหาตัวตนจาก mindful card

“เรื่อง mindfulness เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะว่ามันจับต้องยาก อย่างเรื่อง eco นี่ปีแรกเราใส่เต็มที่ เพราะว่าเรื่อง eco ทุกคนเก็ตง่ายและสื่อสารง่าย แล้วพอเริ่มปลายปีแรก เริ่มเข้าปีที่ 2 เราก็คิดว่าเดี๋ยวเราต้องเริ่มใส่กลิ่นอาย mindfulness เพิ่มมากขึ้น”

‘ซอย–วริวรรณ์ วิทยฐานกรณ์’ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง neera retreat hotel บอกกับเราว่า ในยุคปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ห่างเหินกับธรรมชาติ และถูกรบกวนด้วยสิ่งเร้ารอบตัวจนหลงลืมฟังเสียงในใจตนเอง โรงแรมแห่งนี้จึงอยากเป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นสถานที่เยียวยาจิตใจที่พาผู้คนกลับมาพบกับตัวเองอีกครั้ง

คอนเซปต์ mindfulness ในแบบ neera retreat hotel ถูกซ่อนอยู่ในดีไซน์ของตัวโรงแรม เช่น สีภายในห้องที่คอนเนกต์กับธรรมชาติ, ทางเดินที่ไกลจากฟรอนต์ของโรงแรมเพื่อระหว่างมีเวลาขบคิดกับตัวเอง ไปจนถึงห้องซิกเนเจอร์ที่ชื่อว่า ‘mindful’ ที่ภายในปราศจากสิ่งเร้ารบกวน และมี ‘mindful card’ ที่สุ่มเลือกทำกิจกรรมที่จะได้อยู่กับตัวเอง ทั้งนั่งสมาธิ โยคะ อ่านหนังสือ หรือสิทธิ์ในการเลือกน้ำมันหอมระเหยภายในห้องเพื่อปลุก activate sense

นอกเหนือจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปสนุกๆ เช่น คลาสทำแยม, กิจกรรมวาดรูป, การวาดเส้นตามศาสตร์ Zentangle ที่ระหว่างกิจกรรมจะมีกระบวนกรชวนผู้เข้าร่วมสังเกตเรื่องของ mindfulness ระหว่างขั้นตอนเวิร์กช็อป ซึ่งวริวรรณ์บอกว่า เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่พาเรากลับมาอยู่กับตัวเอง

“ทุกวันนี้คุณมีโอกาสคอนเนกต์กับธรรมชาติน้อยลง ซึ่งคําว่าธรรมชาติในความหมายของเราไม่ใช่แค่ต้นไม้ ใบหญ้า แม่น้ำ แต่ว่าเราคอนเนกต์กันเองก็น้อยลง แล้วเวลาที่มันเร่งรีบขึ้นเราก็คอนเนกต์กับตัวเองน้อยลงอีก พอเราคอนเนกต์กันน้อย ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือฉันรู้สึกเคว้งคว้าง มันหาอะไรไม่เจอ โหยหาอะไรสักอย่าง มันแสดงว่าบางอย่างมันขาดไป คลาสพวกนี้มันดันมีขึ้นมาเพื่อให้คนกลับมาคอนเนกต์กับตัวเอง มันก็เลยมีพื้นที่แบบนี้”  

Kiss My Soul 
พื้นที่ปลอดภัยที่ให้ทุกคนกลับมาเชื่อมต่อกับจังหวะของตัวเองผ่านคลื่นเสียง

“หลายครั้งเราหลงทางไปกับความเร็วของโลก โดยเฉพาะคนในเมือง เราลืมที่จะกลับมาเชื่อมต่อกับ rhythm ของตัวเอง หลายครั้งเวทมนต์ของ sound healing มันเป็นอะไรที่เรียบง่ายมากๆ คือการกลับมาฟังจังหวะของชีวิตของตัวเอง ผ่านการได้เงียบ ได้หายใจเต็มปอด และได้ฟังเสียงจากข้างใน  

 “ปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้วของ Kiss My Soul เหวินตั้งใจทำให้คำว่า ‘คลื่นเสียงบำบัด’ เข้าถึงง่าย โดยการสร้างคอมมิวนิตี้ที่เป็นเหมือนบ้านเล็กๆ ที่กลับมากี่ครั้งก็สบายใจ นั่นคือ 𝑯𝒐𝒖𝒔𝒆 𝒐𝒇 𝑺𝒐𝒖𝒏𝒅 เราอยากให้ทุกคนเข้าใจพลังงานตัวเอง โอบกอดทุกความรู้สึก และรู้ว่าตัวเองมี ‘พลัง’ ที่จะเปลี่ยนแปลงแรงสั่นสะเทือนข้างในได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุกคนกลับมาที่บ้านภายใน Just to softening, listening, and breathing” 

การผลักดันด้าน well-being ในมุมของ Kiss My Soul คือการสร้างสภาวะ ‘House of Sound’ หรือพื้นที่แห่งการเดินทางเข้าไปสำรวจแรงสั่นสะเทือนภายในตนเอง ผ่านบริการที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกายและใจ ได้แก่ Regular Class (Yoga & Sound), เวิร์กช็อปเชิงลึก (Women Circle, Manifest Workshop, Full Moon Sound Healing)

นอกจากนั้นยังมี Sound Healer Training เพื่อส่งต่อทักษะการเยียวยาผ่านเสียง, Corporate Wellness ที่ดูแลสุขภาวะคนทำงานในองค์กร ไปจนถึง Crystal Bowl Shop ที่คัดสรรอุปกรณ์คลื่นเสียงคุณภาพ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการบำบัดและดูแลพลังงานของตนเองได้ในชีวิตประจำวัน

หยุดวงจร overchoice ด้วยกลยุทธ์ ‘น้อยแต่มาก’ ในโลกที่คนเหนื่อยกับการตัดสินใจ

ในแต่ละวันมนุษย์เราต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ มากมาย ยิ่งในยุคข้อมูลท่วมท้นและตัวเลือกมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง สิ่งที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญคือความเหนื่อยล้าจากการเลือก  

เมื่อมีตัวเลือกมากเกินไป จนสมองประมวลผลไม่ไหว เราเรียกสภาวะนี้ว่า overchoice หรือ choice overload ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกแบรนด์กำลังหาทางแก้

🤔 Overchoice เมื่อมีตัวเลือกมากไปก็ไม่ดี

The Paradox of Choice โดยนักจิตวิทยา Barry Schwartz อธิบายไว้ว่า ยิ่งแบรนด์เสนอทางเลือกให้ลูกค้ามากเท่าไหร่ ความพึงพอใจของลูกค้ากลับยิ่งลดลง เพราะลูกค้าจะกังวลว่าสิ่งที่เลือกไปดีที่สุดจริงไหม หรือตัวเลือกอื่นอาจจะดีกว่าหรือเปล่า สุดท้ายสภาวะนี้จะจบลงด้วยการ Analysis Paralysis หรือภาวะอัมพาตทางการตัดสินใจ หรือถ้าจะให้เล่าง่ายๆ ก็คือเหนื่อยจะเลือก จนเลือกไม่ซื้อคงง่ายกว่า

จริงอยู่ที่ความหลากหลายอาจทำให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มาก แต่ท่ามกลางตัวเลือกมากมาย ทั้งในแบรนด์เราเองและจากแบรนด์อื่นๆ แบรนด์ที่ชนะใจลูกค้า อาจไม่ใช่แบรนด์ที่มีตัวเลือกมากที่สุด แต่คือแบรนด์ที่คิดแทนลูกค้าได้ดีที่สุด  

🤔 หยุดวงจร Overchoice 

Curated Excellence : แบรนด์ต้องทำหน้าที่เป็น editor หรือ curator ที่คัดสิ่งที่ดีที่สุดมาให้แล้ว เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องเปรียบเทียบมากมาย เปรียบให้เข้าใจง่ายๆ แบรนด์กำลังทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ที่คัดสรรงานศิลปะมาไว้ใน 1 ห้อง เพื่อให้ผู้บริโภคหรือผู้ชมได้ใช้เวลากับผลงานศิลปะเหล่านั้น

Routine-based Thinking : สินค้าที่จะเติบโตได้ยั่งยืนอาจไม่ใช่ของที่ใช้ครั้งเดียวจบ แต่ต้องเข้าไปอยู่ในกิจวัตรประจำวันของลูกค้าได้เรื่อยๆ ทั้งในเชิงตัวสินค้าเองไปจนถึงราคาที่ต้องเข้าถึงได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การเลือกซื้อสินค้าย้ายจากหน้าร้านไปหน้าจอมากขึ้น ยิ่งของที่ต้องใช้ทุกวัน ยิ่งต้องคิดให้น้อยที่สุด 

Science-backed Trust : จริงอยู่ที่สมัยนี้เรื่องอารมณ์ หรือ emotional marketing เป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องปรับใช้ เพราะอารมณ์นำพาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายๆ แต่กับสินค้าหลายอย่าง เหตุผล หรือผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ อาจช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายกว่า สินค้าที่อธิบายได้ว่ามีที่มายังไง มีผลการทดสอบยืนยัน จะช่วยลดความกังวลในใจลูกค้าและสร้างความมั่นใจได้

โดยเฉพาะกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือมนุษย์โดยตรง จากข้อมูลของ Boost Thailand พบว่าแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 2-3% แต่ตลาด Health & Beauty กลับเติบโตกว่า 9% ต่อปี ด้วยมูลค่ามหาศาลกว่า 206,000 ล้านบาท

การเติบโตนี้ย่อมตามมาด้วยผู้เล่นในตลาดมากมายจนอาจกล่าวได้ว่าตลาดนี้คือ red ocean เป็นที่มาที่ Boost Thailand ได้เปิดตัว No7 Good Intent  ที่คิดมาให้เรียบง่าย ตอบเทรนด์ Glass Skin ที่มาแรงซึ่งเกิดจากเอเชียแต่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

Boost เผยว่าสินค้ากลุ่มใหม่นี้พัฒนาในห้องแล็บของแบรนด์โดยเฉพาะ กลุ่มลูกค้าของ No7 Good Intent คือกลุ่มเจนฯ Z และมิลเลนเนียลส์ที่เติบโตมากับข้อมูลมหาศาล แม้แพ็กเกจจิ้งน่ารักถูกใจจะดึงดูดใจได้ดี แต่กับผิวหน้าแล้วนั้น การเลือกจากความมั่นใจว่าสินค้ามีงานวิจัยรองรับ และปลอดภัยในระยะยาวจะตอบโจทย์ได้มากกว่า Boots Thailand ยังแชร์ว่าผู้บริโภคยุคนี้มองว่าการดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ยินดีจ่าย 

จากสินค้าของ Boost เองรวมถึงตลาดที่มีทางเลือกมากมายนี้ อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่จะได้ใจลูกค้าก็คือสิ่งที่เรียบง่าย พิสูจน์ได้ และเข้าถึงง่าย ในสมรภูมิที่ทุกแบรนด์ต่างออกสินค้าใหม่ทุกเดือน

อ้างอิง

SeeNam Handcraft ผู้สร้างไดโนเสาร์ลอยน้ำเจ้าพระยา และงานพร็อพให้แบรนด์ดัง

“พวกผมเป็นคนเบื้องหลังลึกยิ่งกว่าเบื้องหลังเสียอีก แทบไม่มีใครรู้ว่างานที่ตั้งตามงานต่างๆ มาจากฝีมือของเรา”

ประโยคเริ่มต้นบทสนทนาจาก ‘โด่ง–รังสิมันต์ หาญแก้วยิ่ง’ ผู้ก่อตั้ง SeeNam Handcraftสตูดิโอรับผลิตโมเดล, ม็อกอัพ, ไฟล์ 3D print ฯลฯ เรียกว่างานอะไรที่เกี่ยวข้องกับเบื้องหลังการเปิดตัวภาพยนตร์ โปรโมตโฆษณา อีเวนต์เปิดตัวโปรดักต์ หรืองานกองถ่ายที่จำเป็นต้องใช้พร็อพประกอบฉาก ทีมงานของเขาพร้อมทุ่มสุดตัวกระโจนเข้าสตูดิโอ ใช้หนึ่งสมองสองมือผลิตชิ้นงานออกมาให้ทันเวลา

หุ่นปั้นก็อตจิตัวยักษ์ในปั๊ม ปตท.ที่ใครเห็นก็ต้องยิ้ม

หัว ‘เรดฮัล์ค’ ขนาดยักษ์ขนใส่บนรถแห่โชว์ตัวไปทั่วกรุงเทพฯ โปรโมตหนัง Captain America: Brave New World ที่ได้โจทย์มาจาก Marvel Studios

คาแร็กเตอร์อาร์ตทอยน้องจิ้งจอก Fenni ที่ตั้งตระหง่านใจกลางสยามเซ็นเตอร์ โปรโมตงาน Siam Center the Celebration:Right to Love 2025

และชิ้นงานมาสเตอร์พีซอย่างไดโนเสาร์ลอยล่องโชว์ตัวในแม่น้ำเจ้าพระยา โปรโมตหนัง Jurassic World: Rebirth ที่เป็นไวรัลไปทั่วโลก

ที่กล่าวมาเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวเท่านั้นที่สตูดิโอแห่งนี้เคยทำ ในฐานะ ‘คนเบื้องหลัง’ ที่ทำให้ทุกๆ อีเวนต์สมบูรณ์แบบ แต่ที่น่าสนใจคือสตูดิโอแห่งนี้เป็นมายังไง นิยามงานแฮนด์คราฟต์ที่ว่าเป็นแบบไหน และท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านในยุคที่เครื่องจักรทำงานได้เร็วกว่ามนุษย์งานแฮนด์คราฟต์ยังมีที่ยืนอยู่หรือไม่?

ทั้งหมวดนี้ขอชวนมาหาคำตอบไปพร้อมกันจากบทสนทนาระหว่างเราและผู้ก่อตั้ง SeeNam Handcraft

อดีตคนเบื้องหลังกองถ่ายที่อยากทำสตูดิโองานแฮนด์คราฟต์เป็นของตัวเอง

  เสียงตัดโฟมจากเครื่อง CNC (computer numerical control) ดังเป็นจังหวะ ห่างไปไม่ไกลนักช่างฝีมือ 2-3 รายกำลังเร่งพ่นสี sculpture ให้ทันเดดไลน์ โดยอีกมุมมีทีมกำลังเลื่อยไม้แข็งขัน โด่งพาเราหลีกหนีความวุ่นวายมายังออฟฟิศของเขา ที่ภายในประดับไปด้วยผลงานในอดีต หุ่นปูนปั้นที่ระลึกจากงานภาพยนตร์, ม็อกอัพผลิตภัณฑ์ชิ้นโต แม้กระทั่งกระโหลกไดโนเสาร์ยังมีให้เห็น

“ผมเริ่มทำงานเกี่ยวกับม็อกอัพอยู่ในวงการโปรดักชั่นไม่ว่าจะละครทีวี ภาพยนตร์ โฆษณา หรือว่าเอ็มวีเพลงมาตั้งแต่ตอนอายุ 27 ปี รวมๆ แล้วจนถึงตอนนี้ก็เกือบ 30 กว่าปีที่อยู่ในวงการนี้ ยกตัวอย่างชิ้นงานยุคนั้นที่ทำคือม็อกอัพโปรโมตหนังจูราสสิคพาร์ค ภาค 2 (Jurassic Park: The Lost World 1997) อะไรที่เป็นเบื้องหลังงานมีเดียสร้างสรรค์ผมทำมาเกือบหมด” 

โด่งย้อนความให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นการทำงานเป็นช่างฝีมือของเขา จากเด็กฝึกงานที่เรียนด้านจิตรกรรมค่อยๆ สะสมประสบการณ์ เคี่ยวกรำฝีมือ ไต่เต้าเป็นนายช่างใหญ่ ที่คนทำงานกองโฆษณาหรือกองภาพยนตร์ไว้ใจเลือกใช้งาน ด้วยจุดเด่นด้านความเร็วในการรังสรรค์งาน แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้แน่นอนว่าเขาต้องผ่านการทำงานแฮนด์คราฟต์โดยปราศจากเครื่องทุ่นแรงมาแล้ว

“สมัยก่อนเรายังไม่มีเครื่อง CNC (เครื่องจักรสำหรับตัด กลึง และแกะสลักอัตโนมัติ) ทุ่นแรง แทบทุกขั้นตอนยังเป็นแมนวล คนทำงานแบบเราต้องประเมินได้ว่าแพตเทิร์นแบบไหนถึงสามารถทำเป็นชิ้นงานได้เร็วและทำได้จริง เมื่อก่อนไฟล์ขึ้นแบบยังไม่เป็นไฟล์ดิจิทัล ก็ต้องอาศัยจากภาพถ่ายนี่แหละมาวาดขึ้นแบบ แล้วถึงใช้มีดหรือเลื่อยในการแกะชิ้นงาน

“อีกปัจจัยคือต้องรู้ว่าคนในทีมถนัดงานแบบไหน คนนี้ถนัดร่างแบบ คนนี้ถนัดการตัด คนนี้ถนัดการพ่นสี การทำงานถึงจะรวดเร็ว ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นหัวหน้างานแล้วจะต้องถนัดทุกอย่าง ทุกวันนี้ผมยังต้องเรียนรู้วิธีใช้แอร์บลัชพ่นสีจากน้องๆ อยู่เลย”

จากรับงานเป็นโปรเจกต์ในนามของตัวเอง เมื่อถึงจุดหนึ่งโด่งเห็นว่างานที่เขากำลังทำอยู่สามารถเปิดเป็นบริษัทที่มั่นคง จึงตัดสินใจก่อตั้ง ‘SeeNam Handcraft’ ซึ่งชื่อ ‘สีน้ำ’ ก็มาจากชื่อลูกสาวผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเขา โดยรับงานตั้งแต่ทำโมเดล, งานประติมากรรม, ม็อกอัพ, งานโฆษณา, ทำไฟล์ 3D print, ทำสีชิ้นงาน แม้กระทั่งรับเลื่อยไม้จนมีลูกค้าจ้างประจำ 

จนกระทั่งวันหนึ่ง SeeNam Handcraft ได้รับงานที่สร้างชื่อ และเปลี่ยนอนาคตบริษัทไปตลอดกาล

สร้างชื่อจากหุ่นปั้นก็อตจิตัวอ้วนที่ตั้งในปั๊ม ปตท.ทั่วทั้งประเทศ

งานสร้างชื่อที่ว่านั้นคือหุ่น ‘ก็อตจิ’ มาสค็อตหน้าตาบ้องแบ๊วนั่งบนเก้าอี้ไม้ ที่ตั้งอยู่หน้าปั๊ม ปตท. ทั่วทั้งประเทศ  ที่โด่งบอกกับเราว่าหน้าที่ของ SeeNam Handcraft คือการรังสรรค์คาแร็กเตอร์ดังกล่าวจากหน้ากระดาษให้ออกมามีตัวตนจับต้องได้จริง

“10 กว่าปีที่แล้ว ปตท.ติดต่อเรามาให้ช่วยผลิตตัวหุ่นก็อตจิเพื่อนำไปตั้งตามปั๊มของเขา คือเรารู้ว่าเขามีคาแร็กเตอร์มาสคอตตัวนี้อยู่ในมือ มีคนออกแบบมาก่อนหน้าแล้ว (ออกแบบโดยบริษัทวิธิตา แอนิเมชั่น) ซึ่งสิ่งที่เรามีตอนนั้นคือร่างคาแร็กเตอร์บนกระดาษ ไม่ใช่ไฟล์ 3D แบบที่ใช้กันทุกวันนี้

“ผมจำได้เลยว่า ผมหอบคอมพิวเตอร์เข้าไปนั่งปั้นโมเดลก็อตจิกันในบริษัท ปตท. เปิดทำกันตรงนั้นเลย เป็นโปรเจกต์ที่เรารับหน้าที่เขียนไฟล์ แกะแบบ ใช้เวลา 2 ปีจนสำเร็จ”

 “ตอนที่เห็นผลงานของตัวเองถูกนำไปตั้งทั่วประเทศรู้สึกยังไง” ผมถามกลับ

“มันเหมือนเราทำคลอดคาแร็กเตอร์ตัวนี้มากับมือ มันคือความผูกพันประทับใจ อาจเพราะโปรเจกต์นี้สำเร็จไล่เลี่ยกับตอนที่ลูกสาวผมกำลังเกิดมา มันมีความพิเศษในแบบของยุคนั้นคือตัวหุ่นไม่ได้ดังเพราะอยู่ในหนังหรือในโฆษณา ไม่ได้ดังเพราะมีคนถ่ายรูปลงเฟซบุ๊กหรือติ๊กต็อก มันดังด้วยความออร์แกนิก ถูกตั้งโปรโมตในทุกปั๊มของ ปตท. ต้องยอมรับว่าที่งานมันออกมาดีเพราะคาแร็กเตอร์ถูกออกแบบมาดีตั้งแต่แรก ถึงตอนนี้เราจะไม่ได้ผลิตแล้วเพราะเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์แต่ถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนรู้จักเราก็ต้องงานปั้นก็อตจินี่แหละ” 

โด่งเล่าพลางจับโมเดลก็อตจิขนาดพอดีมือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะด้วยความภูมิใจ

หุ่นไดโนเสาร์ลอยน้ำกลางเจ้าพระยาที่ไวรัลทั่วโลกและยกระดับงานแฮนด์คราฟต์ไทย

โด่งเล่าต่อว่า ทุกวันนี้ประเภทงานที่ SeeNam Handcraft รับทำมีความหลากหลายแตกต่างกัน ตั้งแต่งานม็อกอัพโปรโมตอีเวนต์โฆษณาทั่วไป ยกตัวอย่างแบรนด์ที่เคยร่วมงานเช่น หูฟัง JBL, กาแฟพันธุ์ไทย, Promis Thailand, Netflix, Vasline ฯลฯ

งาน sculpture ตั้งโชว์โปรโมตภาพยนตร์อย่างที่ผ่านมาคือเรื่อง Captain America: Brave New World ที่ทาง Marvel Studio ติดต่อมา, เอเลี่ยนซีโนมอฟขนาดเท่าของจริงจาก Alien: Romulus และสรรพอาวุธจาก Predator: Badlands ที่ 20th Century Studios เลือกให้พวกเขาผลิตพร็อพเหล่านี้ในอีเวนต์วันเปิดตัวหนัง, หุ่นอัลตร้าแมนแทบทุกตัวที่บริษัทแม่อย่าง Tsuburaya ติดต่อมาให้ผลิต ไปจนถึงพร็อพประกอบฉากในเดี่ยว 13 ของโน้ต–อุดม แต้พานิช

แต่งานที่โหดหินคงต้องยกให้งานโปรโมตภาพยนตร์ Jurassic World: Rebirth ที่พวกเขารังสรรค์สไปโนซอรัสตัวเขื่องสองตัวลอยแล่นบนผิวน้ำเจ้าพระยา เรียกเสียงฮือฮาเป็นไวรัลไปทั่วโลก

“งานทั่วไปอย่าง sculpture มันมีขั้นตอนการทำงานปกติ คือเขียนแบบ แกะโฟมขึ้นรูป ลงสี แต่อย่างงาน Jurassic World เราเรียกว่างานเทคนิคเฉพาะตัวอีกขั้นหนึ่ง ทำเรื่องที่มันดูเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้

“โปรเจกต์มันเริ่มมาจากที่น้องในบริษัท Chawawa (บริษัทด้าน one-stop marketing service) ติดต่อมาบอกพี่โด่ง ผมอยากได้ไดโนเสาร์สองตัวไปลอยในน้ำ ในหัวตอนนั้นคิดว่าคงจะแค่เอาไปลอยในบ่อน้ำเล็กๆ แต่ปรากฏว่าที่เขาอยากได้คือไปลอยในแม่น้ำเจ้าพระยา ทีนี้ล่ะงานช้างเลย“ โด่งหัวเราะลั่น

ถึงจะบอกว่าเป็นงานหิน แต่ด้วยความเป็นโปรเจกต์ที่น่าลองสักตั้งสุดท้ายเขาจึงรับกลับมาเป็นการบ้าน ที่ต้องบอกว่าระหว่างทางเต็มไปด้วยบททดสอบมากมาย

“ได้โจทย์มาเราก็ต้องคำนวณเรื่องความเป็นไปได้ เรื่องกระแสน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง ติดต่อกรมเจ้าท่า ทีมผู้เชี่ยวชาญมาช่วยออกแบบแพใต้ท้องไม่ให้ตัวไดโนเสาร์จม กัปตันเรือที่จะลากไดโนเสาร์ เรียกว่าใครที่เป็นกูรูในแม่น้ำเจ้าพระยาเราติดต่อไปหมด 

“ตอนแรกเจ้าของลิขสิทธิ์ (Universal Pictures) เขาอยากได้แค่กระโดงหลังไดโนเสาร์ แต่เราพิมพ์อีเมลตอบกลับไปว่าแค่นั้นคนน่าจะไม่เก็ตนะ แต่เรายืนยันว่าทำให้เป็นตัวน่าจะดีกว่า เขาก็ถามกลับว่ายูแน่ใจนะ เราบอกว่าแน่ใจ คนไทยขนาดเห็นงูหลามทั้งตัวเลื้อยผ่านหน้ายังไม่กลัวเลย” เขาเล่าพลางหัวเราะ ก่อนอธิบายต่อว่า 

“กระบวนการของเขาคือขึ้นรูปตัวไดโนเสาร์ ส่วนที่เป็นตัวกับกระโดงก็ใช้โฟม ส่วนหางที่ต้องแข็งแรงก็ใช้วัสดุจากยาง ปรากฏว่าเอาไปลองครั้งแรกในบึง มันจมเพราะมันไม่มีอะไรถ่วงดุลน้ำหนัก เผอิญผมนึกได้ว่า ‘ฟองน้ำ’ มันมีคุณสมบัติอุ้มน้ำนี่งั้นลองเอาไปแปะใต้ท้องแพดู ปรากฏว่ามันช่วยให้แพที่ลากไดโนเสาร์ไม่จม แต่พอเรือลากไปมันโผล่เห็นแพลอยขึ้นมาด้วย เลยต้องหาถังเกรอะเติมน้ำถ่วงด้านหน้าแพไว้อีกที ระหว่างโชว์ก็ต้องมีทีมงานสแตนด์บาย ตอนหุ่นจะจมทีมงานต้องใส่เสื้อชูชีพถือมีดคนละเล่มโดดลงไปแก้งาน”

(เบื้องหลังโปรเจกต์ไดโนเสาร์ลอยแม่น้ำเจ้าพระยา)

และอย่างที่เห็นตามหน้าโซเชียลว่าโปรเจกต์ไดโนเสาร์ลอยน้ำได้รับเสียงตอบรับดี (และเป็นภาพจำยิ่งกว่าตัวหนังเสียอีก) ทั้งเพิ่มดีกรีโปรไฟล์ของสตูดิโอแฮนด์คราฟต์แห่งนี้ไปอีกขั้น

“เอาจริงมั้ย โปรเจกต์นี้ผมกับทีมมีเวลาทำงานประมาณ 15 วัน กับไดโนเสาร์ 2 ตัว เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่เพราะผู้จ้างเขาเชื่อใจเรา มันเหมือนเป็นซิกเนเจอร์ของเราไปแล้วว่า ถ้าคุณอยากได้งานพร็อพ งานเบื้องหลังที่ต้องรีบใช้ให้มาที่เรา” 

ชีวิตนี้อุทิศให้งานคราฟต์

ถึงตรงนี้นอกจากครอบครัว ชายวัย 50 กว่ายอมรับว่า ชีวิตของเขาผูกโยงอยู่กับงานแฮนด์คราฟต์ทั้งสิ้น บางวันเขาใช้เวลาเกินกว่า 8 ชั่วโมงในสตูดิโอแห่งนี้เพื่อทำงาน ลงไปตรวจงานแทบทุกขั้นตอน ขณะที่งานทุกชิ้นถูกเติมตลอดเวลาทั้งจากที่รับมาเอง และมาจากบริษัทพาร์ตเนอร์อย่าง simple evening และพยัคฆ์ สมุทร ที่เน้นรับผลิตงานจำพวกข้องเกี่ยวกับอีเวนต์เป็นหลัก

นอกจากกำลังใจจากลูกสาวและภรรยา อีกสิ่งที่หล่อเลี้ยง ‘แพชชั่น’ อาชีพการทำงานของเขาคือการทำงานคราฟต์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่นการออกแบบมาสคอตให้ CIB (Central Investigation Bureau: กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง), ผลิตแบบจำลองหุ่นกระบอกให้โรงละครโจหลุยส์นำไปเผยแพร่วัฒนธรรมต่างแดน ไปจนถึงการเป็นวิทยากรให้กับมหาวิทยาลัยจนถึงโรงเรียนช่างฝีมือ 

“ผมเคยไปเป็นวิทยากรหลายที่เหมือนกัน ถูกรับเชิญให้ไปสอนวิชาการสร้างเทคนิคพิเศษเบื้องต้น ซึ่งผมไม่เคยคิดตังค์เลย เพราะมองว่าคนเหล่านี้เมื่อจบมาจะกลายเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มวงการ มาเป็นผู้ว่าจ้าง มาเป็นคนทำงานร่วมกับเรา ผมมองว่าสิ่งนี้เป็นกำไรเหมือนกัน” 

“คุณทำยังไงให้อาชีพของคุณยืนระยะมาถึง 30 กว่าปี โดยไม่ถูก disrupt จากเทคโนโลยี” ผมถามต่อ

“มันไม่มีอะไรมาแทนที่เราได้ ตอนนี้ AI มาทักษะของคนทำงานถูกด้อยค่า แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่หยุดอยู่แค่นี้ ต้องตามมันให้ทัน ถึงแม้เราจะอายุ 50 ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดนิ่ง ต้องปรับตัวและทำงานให้เข้ากับมัน อย่างเมื่อก่อนผมใช้โปรแกรม 3D แทบเรียกเครื่องมือไม่ถูกด้วยซ้ำ แต่เราใช้วิธีครูพักลักจำอยู่กับมันจนเชี่ยวชาญ

“จริงอยู่ที่งานคราฟต์จบด้วยมือมนุษย์เหลือแค่ 30-40% ถึงจะต้องพึ่งพาเครื่องจักรแต่สุดท้ายงานฝีมือก็ยังต้องมีมนุษย์สั่งการ เพื่อให้งานมันออกมาแม่นยำมากที่สุด” นายช่างใหญ่แห่ง SeeNam Handcraft ผู้นิยามอาชีพของพวกเขาว่าเปรียบดัง ‘มือปืนรับจ้าง’ ทิ้งท้าย

4 แบรนด์จีนโมเดิร์น ที่สลัดภาพจำ Made in China ด้วยดีไซน์ จนแมสและ go viral ในตลาดโลก

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน สินค้าชิ้นไหนที่ติดป้ายว่า Made in China มักถูกมองว่าเป็นสินค้าราคาถูก ที่คุณภาพไม่ค่อยดี แต่ถ้ามาดูทุกวันนี้จะเห็นคนถือแก้วน้ำแบรนด์ราคาเหยียบพัน ใช้กระเป๋าแบรนด์จีนใบละเกือบหนึ่งหมื่นบาท ใส่เสื้อผ้าที่มีโลโก้ประกาศว่าเป็นแบรนด์จีนแบบไม่เขินอายอีกต่อไป

นั่นก็เพราะว่าสินค้าจีนหลายแบรนด์เริ่มหันมาปั้นแบรนดิ้งอย่างจริงจัง ให้ความสำคัญกับงานดีไซน์และฟังก์ชั่น มากกว่าแค่ฟาสต์แฟชั่นราคาถูก เพื่อสลัดภาพจำจาก Made in China สินค้าที่ผลิตในประเทศจีนและมีคุณภาพต่ำ มาเป็น Created in China สินค้าที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และมีการทำ brand storytelling ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้การเล่าเรื่องมาสื่อสารคุณค่าของแบรนด์

การปรับตัวครั้งใหญ่นี้มีปัจจัยสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของเทรนด์ Guochao หรือกระแสวัฒนธรรมจีน ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนเข้ากับเทรนด์สมัยใหม่ ทั้งแฟชั่น ดนตรี หนัง ซีรีส์ ทำให้มีงานวิจัยจาก Daxue Consulting บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยตลาดและกลยุทธ์สำหรับตลาดจีน เผยว่าคนรุ่นใหม่ในจีนหันมานิยมใช้สินค้าแบรนด์ท้องถิ่นกันมากขึ้น โดยเน้นไปที่คุณภาพ และการออกแบบที่ทันสมัย และต้องการเป็นผู้กำหนดเทรนด์มากกว่าเป็นเพียงผู้ตามเทรนด์

ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่ทุ่มงบมหาศาล เพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมสำคัญ กระตุ้นให้หลายธุรกิจหันมาทำแบรนด์ของตัวเองและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ แบรนด์จีนจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ ​แต่นักท่องเที่ยวทั่วโลกแม้แต่ชาวไทยก็แห่ช้อปจนหลายแบรนด์แมสติดตลาด และขยายสาขาออกนอกประเทศ

Recap ตอนนี้จึงขอบินลัดฟ้าพามาดูแบรนด์จีนโมเดิร์นที่น่าสนใจ และเป็นกรณีตัวอย่างของการปั้นแบรนด์ท้องถิ่นให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนอินไปทั่วโลก

🔴 CHAKO LAB

แบรนด์แก้วน้ำและกระติกน้ำ ที่เกิดขึ้นในปี 2020 จากเหล่าดีไซเนอร์คนรุ่นใหม่ในจีนที่เชื่อว่าของใช้ในชีวิตประจำวันต้องตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชั่น มีสไตล์ และใส่ใจเรื่องสุขภาพไปพร้อมๆ กัน จึงเลือกดีไซน์ลักษณะแก้วน้ำให้ต่างจากแบบเดิมๆ ที่เคยใช้กัน ถึงแม้จะไม่มีลวดลาย ก็โดดเด่นได้จากการมิกซ์แอนด์แมตช์สีสันสดใสมาไว้ด้วยกัน จนเคยคว้ารางวัล Red Dot Design Award 2023

แบรนด์ยังเลือกใช้สเตนเลส 316 เกรดเครื่องมือการแพทย์ ทำให้ทนต่อการกัดกร่อนได้ดีขึ้น เก็บความเย็นได้ยาวนาน บางรุ่นนานถึง 36 ชั่วโมง และบางรุ่นเคลือบเซรามิกด้านใน ทำให้ใส่ชา กาแฟแล้วไม่เป็นคราบติดด้านในแก้ว จึงไม่แปลกใจว่าทำไมหลัง CHAKO LAB เปิดตัวมาเพียง 5 ปี ขายแก้วน้ำในราคาหลักร้อยปลายๆ ไปจนถึงหลักพัน ซึ่งก็ถือว่าราคาสูงถ้าเทียบกับแก้วน้ำทั่วไป แต่ก็กลายเป็นที่ฮอตฮิตในจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศอย่างรวดเร็ว รวมถึงในไทยก็มีจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่งเลยทีเดียว

🔴 Tagi.

แบรนด์สินค้าแนวไลฟ์สไตล์ ที่รวมสารพัดของกุ๊กกิ๊กไว้มากมาย เกิดขึ้นในปี 2019 พร้อมคอนเซปต์ว่าพวกเขากำลังขาย Dopamine Tax หรือภาษีโดปามีน เพื่อเติมเต็มฮอร์โมนแห่งความสุขให้กับลูกค้า ของทุกชิ้นในร้านเน้นไปที่ดีไซน์น่ารัก เห็นปุ๊บแล้วยิ้มตามได้ไม่ยาก ทั้งเคสโทรศัพท์ แก้วน้ำ กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า หมวก และอื่นๆ อีกมากมาย

Tagi. ยังเปิดตัวสินค้าซีรีส์ใหม่ทุกสองเดือน และมีการกำหนดธีมหรือคาแร็กเตอร์ในแต่ละคอลเลกชั่น เช่น Put-Put: คอลเลกชั่นที่มาพร้อมคาแร็กเตอร์หมาปั๊กสุดน่ารัก, Happy Butter ที่มาพร้อมลายการ์ตูนเนยสีเหลืองสดใส เพื่อให้แบรนด์อยู่ในกระแสและเป็นที่พูดถึงอยู่เสมอ ราคาสินค้าก็มีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน แต่คนก็ยอมจ่ายซื้อความน่ารักของสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รวมถึงในจีนเปิดร้านแบบป๊อปอัพสโตร์ในหลายเมืองให้ได้ช้อปกัน ล่าสุดยังมาบุกไทยจากการนำเข้าโดยร้าน IKON อีกด้วย

🔴 Songmont

แบรนด์กระเป๋าสไตล์ quiet luxury ที่เปิดมานานถึง 12 ปี โดยอดีตนักออกแบบ UX ที่เห็นว่ายังไม่ค่อยมีกระเป๋าดีไซน์สวย แต่จุของได้เยอะมาวางขายในท้องตลาด เธอจึงใช้ความรู้ด้านการออกแบบ ทำงานร่วมกับช่างท้องถิ่นอย่างเหล่าคุณย่า คุณยาย ที่เชี่ยวชาญด้านหัตถกรรมหรืองานฝีมือ รังสรรค์ออกมาเป็นกระเป๋าแบรนด์ Songmont

นอกจากจะสนับสนุนแรงงานท้องถิ่นแล้ว ยังใส่ใจโลกด้วยการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลและหนัง full-grain leather คือหนังคุณภาพสูงสุดที่ไม่ผ่านการขัดแต่ง ทำให้คงลวดลาย และตำหนิธรรมชาติไว้ครบถ้วน จึงมีความทนทานใช้งานได้นาน กระเป๋าแต่ละใบก็มีดีไซน์เฉพาะตัว ทำให้ราคาอยู่ที่หลักพันปลายๆ ไปจนถึงหลักหมื่น แต่ก็เป็นที่นิยมทั้งในจีน เอเชีย และฝั่งยุโรป ตอนนี้มีสาขาในไทยเพียง 1 สาขาที่เซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น

🔴 CryingCenter

แบรนด์แฟชั่นสตรีทแวร์ ที่มีให้ช้อปตั้งแต่เสื้อ กระเป๋า และแอ็กเซสซอรีต่างๆ ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 โดยกลุ่มดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ที่ต้องการแสดงมุมมองและไอเดียผ่านเสื้อผ้าโดยไม่ยึดติดกับสไตล์แบบเดิมๆ และเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์หลายคนผลัดกันออกแบบผลงานในแต่ละซีซั่น ทำให้สไตล์ของแบรนด์หลากหลาย

ที่น่าสนใจคือการสร้าง visual memory point ที่ทำให้คนจำแบรนด์ได้ทันที แม้ว่าจะไม่เห็นชื่อเต็ม โดยเลือกใช้ตัวอักษร C3 มาดีไซน์ใหม่ให้เป็นเอกลักษณ์ และหยิบจับอักษรนี้มาใช้ในการดีไซน์ของหลายๆ ชิ้น และขายในที่เข้าถึงง่ายเริ่มต้นเพียงหลักร้อย ทำให้ CryingCenter มีผู้ติดตามมากกว่า 3 ล้านคนบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซภายในเวลาไม่กี่ปี ถึงแม้จะยังไม่มีสาขาหน้าร้านในไทย แต่แฟนๆ ชาวไทยก็ตามช้อปได้ผ่านโซเชียลมีเดียล @cryingcenter_th

จะเห็นว่าทั้ง 4 แบรนด์นี้ล้วนมีจุดเด่นและใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือให้ความสำคัญในเรื่องงานดีไซน์และมีจุดยืนที่ชัดเจน ทำให้คนไม่เพียงแค่ซื้อสินค้า แต่เป็นเหมือนการซื้อภาพลักษณ์และตัวตนของแบรนด์ไปด้วย ซึ่งแบรนด์ท้องถิ่นในไทยก็สามารถนำไปปรับใช้เพื่อปั้นแบรนดิ้งให้ชัดจนติดตลาดโลกได้

จบงาน 1 เดือนใน 1 วันคู่มือทำงานด้วยสภาวะ Flow ขั้นสูงจาก Rían Doris

เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะสามารถทำงานที่ปกติต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนให้เสร็จได้ภายในวันเดียว แนวคิดนี้มาจาก One-Month Day Checklist โดย Rían Doris ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ FlowState สถาบันวิจัยและฝึกอบรมด้าน peak performance ที่มุ่งถอดรหัสประสาทวิทยาศาสตร์ของสภาวะ flow เพื่อช่วยให้สามารถเข้าสู่ภาวะทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างสม่ำเสมอ

แนวคิดของ Rían ยึดหลักการทำงานภายใต้กฎของ Flow State หรือสภาวะลื่นไหล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาธิถูกดึงเข้าสู่จุดโฟกัสอย่างลึกและเข้มข้น จนศักยภาพในการคิดและลงมือทำถูกปลดล็อกออกมาอย่างเต็มที่

ลูกค้าที่ FlowState เคยร่วมงานด้วยในอดีตเต็มไปด้วยบริษัทระดับโลก ได้แก่ Accenture, Audi, Facebook, Bain และ Rían เองยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Flow Research Collective และเป็นผู้ดำเนินรายการ Flow Research Collective Radio ซึ่งเป็นพ็อดแคสต์ด้านวิทยาศาสตร์ที่ติดอันดับ Top 10 บน iTunes เคยได้รับการจัดอันดับใน Forbes 30 Under 30 แถมยังมีบทบาทเป็นนักลงทุน angel investor ในบริษัทด้านสุขภาพกับประสิทธิภาพการทำงาน และสำเร็จการศึกษาด้าน Philosophy, Politics and Economics พร้อมปริญญาโทด้านประสาทวิทยาศาสตร์

ต่อไปนี้คือสรุปขั้นตอนการทำงานให้ได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1 เดือน ภายในเวลาเพียง 1 วัน (One-Month Day) โดยมีหัวใจสำคัญคือการเพิ่มความสามารถในการเข้าสู่สภาวะ flow (flow proneness) และการกำจัดอุปสรรคที่ขัดขวาง (flow blockers) ออกไปให้หมดสิ้น

1. การเตรียมตัวก่อนเริ่ม การเตรียมตัวที่ดีคือหัวใจของการทำงานระดับโอลิมปิก โดยก่อนถึงวันทำงานจริง ต้องทำสิ่งเหล่านี้

1.1 กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน (Isolate the Target) เลือกงานเพียงหนึ่งอย่างที่ปกติต้องใช้เวลาทำหนึ่งเดือน ตั้งคำถามว่าหากสามารถดีดนิ้วให้งานนั้นเสร็จได้ในวันเดียว สิ่งนั้นคืออะไร จากนั้นให้แตกงานนั้นออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ ที่ลงมือทำได้ทันที

1.2 เคลียร์ภาระทางกายและใจ (Clear the Load) โดยแบ่งภาระทางใจออกเป็น 3 อย่างคือ

– ความเหนื่อยล้าสะสม (Allostatic Load) ลดได้ด้วยการทำ active recovery เช่น การแช่ซาวน่า, นวด หรือยกเวท และที่สำคัญที่สุดคือการนอนหลับให้สนิท 7-9 ชั่วโมงในคืนก่อนหน้า

– เรื่องจุกจิกในชีวิต (Life Maintenance Load) จัดการหน้าที่เหล่านี้ให้เสร็จก่อน เช่น เตรียมอาหารล่วงหน้า ทำงานบ้านให้เรียบร้อย และแจ้งคนใกล้ชิดว่าจะปิดการติดต่อเพื่อโฟกัสงาน

– ภาระของสมอง (Cognitive Load) ลดการแวะใช้พลังงานในหลายเรื่องด้วยการตัดสินใจล่วงหน้า เช่น เตรียมชุดทำงานและอาหารไว้ตั้งแต่คืนก่อนหน้า ตอบแชตหรือจัดการงานยิบย่อยที่ค้างคาให้หมดเพื่อไม่ให้มีเรื่องกวนใจ (no open loops)

1.3 สร้างป้อมปราการแห่งสภาวะ Flow (Build a Flow Fortress)

– ปิดการสื่อสาร ปิดโทรศัพท์และเก็บไว้ให้พ้นสายตา งดเช็กอีเมลและข้อความทุกชนิด

กำจัดสิ่งเร้าทางดิจิทัล ใช้แอพพลิเคชั่นบล็อกเว็บไซต์ที่ทำให้เสียสมาธิ และปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด

จัดพื้นที่ทำงาน จัดโต๊ะให้สะอาดเรียบง่าย หรือไปหาที่ทำงานใหม่ที่ไม่มีใครรบกวน เช่น co-working space

2. การลงมือทำด้วยตารางเวลาแบบ Flow Block Stacking

หัวใจของการทำงานนี้คือการสลับระหว่างการออกแรงอย่างสุดกำลัง (exertion) และ การฟื้นฟูอย่างเข้มข้น (recovery) เหมือนนักกีฬาโอลิมปิก โดยแบ่งสภาวะ flow เป็นช่วงเวลาที่เรียกว่า flow blocks ตัวอย่างใน 1 วันสามารถทำได้ดังนี้

05:00-08:00 น. | Flow Block #1 ตื่นมาแล้วเริ่มงานที่สำคัญที่สุดทันที ก้าวข้ามความยากในช่วงแรกไปให้ได้เพื่อให้เกิดแรงส่ง (momentum)

08:00-09:00 น. | การฟื้นฟูหรือพักผ่อนที่ปราศจากสิ่งกระตุ้น เช่น นั่งสมาธิ, เล่นโยคะ หรืออาบน้ำเย็น

09:00-12:00 น. | Flow Block #2 กลับเข้าสู่สภาวะ flow รอบที่สอง

– 12:00-13:00 น. | การฟื้นฟูระยะสั้น งีบหลับสั้นๆ, เดินเล่น หรือรับประทานอาหารที่เป็นพลังงานชั้นดี

13:00-15:00 น. | Flow Block #3 เข้าสู่ flow ต่อเนื่องอีก 2 ชั่วโมง

15:00-17:00 น. | Active Recovery ช่วงพักฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่ เช่น การแช่น้ำ, นวด หรือออกกำลังกาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงสุดท้าย

17:00-20:00 น. | Flow Block #4 เปรียบเสมือนการวิ่งช่วงสุดท้ายของมาราธอน ใช้สิ่งแวดล้อมที่สร้างพลังและดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาความตื่นตัวจนจบภารกิจ

เคล็ดลับระหว่างวันคือ หากรู้สึกวอกแวก ให้จดสิ่งที่คิดได้ลงในสมุดโน้ตแล้วกลับไปโฟกัสที่งานทันที หรือถ้าต้องการพักสั้นๆ ให้จ้องมองไปที่ผนังว่างๆ สักพักจนกว่าจะรู้สึกอยากกลับไปทำงานอีกครั้ง

3. การฟื้นฟูและวางแผนต่อ เมื่อผ่านพ้นวันทำงานหนักไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ

ดื่มด่ำกับผลสำเร็จ ชื่นชมกับงานที่ทำสำเร็จเพื่อสร้างวงจรการเรียนรู้เชิงบวกให้สมอง

กำหนดความถี่ สามารถเลือกทำแบบนี้ได้ตามความเหมาะสม เช่น เดือนละครั้ง (Acceleration), สัปดาห์ละครั้ง (Turbo), หรือ 5 วันต่อเนื่องในหนึ่งไตรมาส (Lightspeed)

เมื่อได้ลองสัมผัสประสบการณ์การทำงานแบบ 30 วันใน 1 วันแล้ว มาตรฐานการทำงานจะเปลี่ยนไปตลอดกาล สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้จะกลายเป็นสิ่งที่เอื้อมถึงได้จริง

สิ่งสำคัญคือความสามารถเข้าและออกจากวงจรของสภาวะ flow ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทำอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การทำงานในสภาวะ flow แบบนี้เปรียบเสมือนการขับรถแข่งในสนามแข่งที่ปิดตาย (flow fortress) คุณไม่ได้ขับด้วยความเร็วปกติเหมือนในเมือง แต่กำลังเร่งเครื่องเต็มกำลัง (exertion) ในทางตรง เปลี่ยนยางและเติมน้ำมันอย่างรวดเร็ว (recovery) เพื่อให้วิ่งวนครบรอบการทำงานมหาศาลได้ในเวลาอันสั้นที่สุด

ใครมีเคล็ดลับการทำงานในสภาวะ flow ที่ช่วยดึงสมาธิให้ลึก โฟกัสได้สุด และทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แวะมาแชร์ประสบการณ์กันได้ในคอมเมนต์

อ้างอิง

  • Doris, R. (n.d.). One-Month Day Checklist: How to accomplish a month’s worth of work in a single day. [PDF file]. Retrieved from supplemental materials by Rían Doris
  • flowstate.com