อานิสงส์จากการ์ตูนทีวีส่งผลให้ทาคาระ โทมี่ขายเบย์เบลดเฉพาะในญี่ปุ่นมากถึง 160 ล้านชิ้น และในปีเดียวกันนี้ ฮาสโบร (Hasbro) บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ ติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์นำเบย์เบลดไปจำหน่ายในสหรัฐฯ ที่สร้างยอดขายเฉพาะปี 2003 ได้ถึง 5 ล้านชิ้น แซงหน้าของเล่นแบรนด์อื่น อาทิ เฟอร์บี้ ทั้งถูกยกให้เป็น Toy of the Year ในปีดังกล่าวจากผลสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาดและเทคโนโลยี The NPD Group ก่อนที่ฮาสโบรจะส่งออกเบย์เบลดไปยัง 80 ประเทศทั่วโลกในปีต่อมา
ในช่วงต้นปี 2002 เป็นต้นมา เบย์เบลดจึงกลายเป็นไอเทมติดตัวของเหล่าเด็กเจนฯ Y ที่ระฆังพักเที่ยงดังเป็นต้องท้าประลองกันตามลานกิจกรรมของโรงเรียน บนห้างดังไปจนถึงร้านโชห่วยแถวบ้านมีขายให้เห็นจนเป็นเรื่องปกติ หนักข้อหน่อยคือของปลอมทำเหมือนจากประเทศอื่นที่ทำออกมาเนียนขาย หรือจะกงจักรเหล็กอันใหญ่ขนาดฝ่ามือที่ถูกผู้ใหญ่สั่งแบนห้ามเล่นเป็นอันขาด
และที่สำคัญคือเป็นโอกาสของคนเจนฯ Y ที่ในวัยเด็กยังไม่เงินมากพอ ได้หาซื้อเก็บคลายปมในใจจากอดีต
ประการที่สองคือการปรับตัวให้เข้ากับชาวเจนฯ Z อย่างที่รู้กันว่าอีกไม่กี่ปีตลาดผู้บริโภคจะถูกขับเคลื่อนด้วยชาวเจนฯ Z ทาคาระ โทมี่จึงขยายฐานแฟนกลุ่มนี้ด้วยการคอลแล็บกับเกมโรบล็อกซ์ (Roblox) สร้าง ‘เบย์เบลดซิตี้’ (Beyblade City) ที่มีจำนวนประชากรคนรักเบย์เบลดในเซิร์ฟเวอร์ถึง 58 ล้านคน โดยผู้เล่นสามารถแข่งขันและสะสมเบย์เบลดในรูปแบบ 3D
เบย์เบลดซิตี้
เมื่อได้สัมผัสเบย์เบลดจากโลกออนไลน์ ชาวเจนฯ Z ที่หลงใหลจึงขยับตัวเองสู่โลกแห่งความเป็นจริง สะท้อนผ่านทัวร์นาเมนต์ Beyblade X World Championship 2025 ที่มีผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่อายุน้อยเพิ่มขึ้นถึง 40% ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าหลงใหลในกลยุทธ์การปรับแต่งเบย์เบลดที่จริงจังและท้าทาย
ผู้ที่ทำคอนเทนต์เหล่านี้ต้องมีเจ้าของธุรกิจสปาหู ตัวอย่างเช่น La Bua Salon ในไทยที่ให้บริการสปาหูตำรับจีน มีผู้ติดตามในช่อง TikTok 7 แสนกว่าคน และมีคลิปสปาหูที่มียอดวิวสูงสุดถึง 34 ล้านวิว คลิปแคะหูหลายคลิปมีคนดูสูงหลักล้านอย่างต่อเนื่อง แต่ละคลิปมีการพูดคุยกับลูกค้าถึงปัญหาหูตัน ถ่ายขั้นตอนการหยดน้ำทำความสะอาดหูอย่างผ่อนคลาย ไปจนถึงขั้นตอนแคะขี้หูจนโล่ง ซึ่งดูเหมือนว่ายอดวิวจากคลิปตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะไม่ตกลงเลย และยังเล่าเรื่องโจทย์การแคะหูของลูกค้าแต่ละคนที่สภาพหูไม่เหมือนกันอีกด้วย
ความจริงแล้วธุรกิจอย่าง La Bua Salon มีบริการสปาด้านอื่นๆ นอกเหนือจากทำความสะอาดหูด้วย แต่ชูคอนเทนต์แคะหูจนทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น และดูเหมือนชาวโซเชียลจะให้ความเห็นว่าคลิปเหล่านี้ให้ความรู้สึกฟิน
อีกปัจจัยที่สำคัญคือรัฐบาลท้องถิ่นก็ไม่ได้แทรกแซงมากเกินไป แต่สนับสนุนทางอ้อม ทั้งการอนุรักษ์อาคาร การจัดงาน Book Festival เช่น งาน Kanda Used Book Festival ก็ยิ่งเป็นการเสริมภาพลักษณ์ย่านหนังสือของจิมโบโจให้เติบโตขึ้น ดึงดูดเม็ดเงินนักท่องเที่ยวมากขึ้น เกิดเป็นผลลัพธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน
Gyeongui Line Book Street ถนนหนังสือจากเส้นทางรถไฟเก่า ภาพสะท้อนแนวคิดการพัฒนาพร้อมกับรักษาอัตลักษณ์
รูป: Gyeongui – english.visitkorea.or.kr
ถนนสายหนังสือ Gyeongui Line Book Street หรือที่เรียกกันว่า G-line ของกรุงโซล เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดของเมืองที่ต้องการพัฒนาไปพร้อมกับการยังคงรักษาอัตลักษณ์หรือความดั้งเดิมบางอย่างไว้ เพราะถนนความยาว 6.3 กิโลเมตรแห่งนี้ ถูกพัฒนาบนรางรถไฟสายเก่า
กระทั่งในปี 2000 จึงเปลี่ยนเป็นถนนเหงียนฟานบินห์ (Nguyen Van Binh) เพื่อเป็นเกียรติแก่บาทหลวงและปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์เวียดนาม ซึ่งเป็นจุดสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดของเมืองที่หันมาให้ความสำคัญกับความรู้และการเรียนรู้
ขณะที่โฮจิมินห์เป็นเมืองเศรษฐกิจโตเร็ว แต่พื้นที่วัฒนธรรมการอ่านเริ่มเลือนหาย รัฐบาลท้องถิ่น (Ho Chi Minh City People’s Committee) จึงริเริ่มโครงการที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สร้างพื้นที่สาธารณะเชิงความรู้ และใช้หนังสือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของเมือง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็น ‘ถนนหนังสือ’ ในปี 2016 และเป็นแห่งแรกของเวียดนาม
ถนนหนังสือโฮจิมินห์ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทอดยาวจากถนนไห่บาจุงไปจนถึงมหาวิหารนอเทรอดาม บนระยะทางเพียง 144 เมตรแห่งนี้ มีแผงหนังสือจากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น Alphabooks, Nha Nam, Ho Chi Minh City General Publishing House, Kim Dong หรือ Thai Ha ด้วยความที่อยู่ในจุด tourist core ของเมือง นักท่องเที่ยวจึงเข้าถึงได้ง่าย หรือแม้กระทั่งเดินผ่านโดยบังเอิญก็ได้
สำหรับเหวิน เธอไม่ได้มองว่านี่คือการตามกระแส สิ่งที่ Kiss My Soul นำเสนอคือการเปลี่ยนความถี่ของคลื่นเสียงให้กลายเป็นเครื่องมือจัดการกับ ‘ความวุ่นวายภายใน’ โดยมีรากฐานสำคัญอยู่ที่ศาสตร์ของคลื่นสมอง
เหวินมองว่าความต้องการของมนุษย์มีความหลากหลายและซับซ้อน Kiss My Soul จึงมีบริการที่มากกว่าการให้มานอนฟังเสียง แต่คือการเดินทางสำรวจจิตวิญญาณผ่านประสาทสัมผัสที่ร้อยเรียงกันอย่างมีชั้นเชิง
ผลงานที่ผ่านมาของ Kiss My Soul นั้นหลากหลาย มีตั้งแต่กิจกรรมที่จัดขึ้นเอง จัดร่วมกับผู้อื่น และแบรนด์ต่างๆ เช่น การดื่มชาซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติศาสตร์การใช้เพื่อการผ่อนคลายมาอย่างยาวนาน เหวินใช้สิ่งนี้เป็นกุญแจดอกแรกในการเปิดประตูสู่สมาธิ คลื่นพลังงานจากชาจะช่วยลดความฟุ้งซ่านและทำให้จิตใต้สำนึกพร้อมสำหรับการดิ่งลึกสู่ เมื่อร่างกายพร้อมและใจสงบลง การบำบัดด้วยเสียงที่ตามมาจึงทรงพลังและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าการเริ่มต้นด้วยความตึงเครียด
เธอไม่ได้บริหาร Kiss My Soul ด้วยความกดดัน แต่เธอใช้ศาสตร์ที่เรียกว่า Human Design เป็นเครื่องมือนำทางในการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในศักยภาพของตัวเองที่เป็น Type ‘Generator’ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีพลังงานมหาศาลและพร้อมจะขับเคลื่อนโลกใบนี้ หากแต่ต้องทำบนพื้นฐานของสิ่งที่ ‘รัก’ และ ‘สนุก’ เท่านั้น
คอนเทนต์ของ Kiss My Soul จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อยัดเยียดการขาย แต่เป็นคอนเทนต์ที่เหวินนิยามว่าคือการสร้างจุดเชื่อมโยงที่ผู้คนเข้าถึงและรู้สึกร่วมไปกับมันได้ เธอเลือกที่จะเล่าเรื่องราวที่ออกมาจากใจและประสบการณ์ เป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่มเป้าหมายถึงติดต่อเข้ามาหาเธอผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ก่อนเริ่มกดปุ่มใช้งานตัวเครื่องจะถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ เช่น “Do you know what happens if you press the button?” (คุณรู้ตัวใช่ไหมว่าหากกดปุ่มนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น?) และหากผู้ใช้งานเกิดเปลี่ยนใจกลางคันก็กดปุ่มหยุดเครื่องได้ทันที โดยเครื่องจะดูดไนโตรเจนกลับเข้าไปในถังกักเก็บ อีกทั้งตัวเครื่องยังปรับให้กระจกโปร่งใสมองเห็นภายนอก หรือปรับให้กลายเป็นกระจกทึบแสงได้เช่นกัน แต่ที่สำคัญคือการใช้งานจะต้องมีแพทย์ค่อยกำกับจนขั้นตอนลุล่วง
Adams, J. S., & Freedman, S. (1976). Equity theory revisited: Comments and annotated bibliography. In L. Berkowitz & E. Walster (Eds.), Advances in experimental social psychology (Vol. 9, pp. 43–90). Academic Press. https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60058-1
Shinde, S. (2025). From perceived inequity to retention: Leveraging equity theory in contemporary workforce management. Research Review: International Journal of Multidisciplinary, 10(4), 292–300. https://doi.org/10.31305/rrijm.2025.v10.n4.032
Tavoletti, E., Cohen, E. D., Dong, L., & Taras, V. (2024). Revisiting equity theory in the global virtual teams. Management Research Review, 47(5), 840–858. https://doi.org/10.1108/MRR-05-2023-0334