เปิดเทรนด์ Wellness ในวันที่บ้านพัก การนอนหลับ การท่องเที่ยว และสมุนไพรไทยกลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ในปี 2026

ภาพที่ผู้คนออกมาวิ่งกันตามสวนสาธารณะ แชร์เพซวิ่งกันเต็มโซเชียล แช่ไอซ์บาธ ฟังคลื่นเสียงบำบัดหรือ sound healing เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่า wellness ไม่ใช่แค่กระแสที่มาแล้วหายไป แต่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีในทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา การเงิน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงจิตวิญญาณ

ข้อมูลจาก Global Wellness Institute หรือ GWI ระบุว่า เศรษฐกิจ wellness ทั่วโลกในปี 2024 มีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2026 จะเติบโตเป็น 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ในปี 2029 จะขยับเข้าใกล้ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เรียกได้ว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงกว่า 7.6% ต่อปี หรือสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว

โดยเฉพาะกิจกรรม wellness ที่มีศักยภาพเติบโตโดดเด่นกว่าใครเพื่อน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเทรนด์ที่หลายธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้ผ่าน Recap ตอนนี้ที่เรารวบรวมมาให้ติดตามกัน

🏠 Wellness Real Estate เมื่อบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

หลายปีที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบหนักจากพิษเศรษฐกิจ สวนทางกับข้อมูลจาก GWI ที่ได้ระบุว่าในช่วงปี 2024-2029 อุตสาหกรรม Wellness Real Estate มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15.2% ต่อปี นับเป็นอัตราที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเซกเตอร์ในอุตสาหกรรม wellness นั่นก็เพราะว่าผู้คนไม่ได้มองว่าสุขภาพดีต้องเริ่มต้นที่ฟิตเนส ร้านสปา หรือในคลินิกอีกต่อไป แต่เริ่มต้นได้จากที่อยู่อาศัยของตัวเอง 

ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด โรงแรม หรือแม้กระทั่งในออฟฟิศ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่เรื่องของดีไซน์ ไปสู่คุณภาพอากาศ สร้างพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สร้างความสงบทั้งกายและใจ จะกลายเป็นพื้นที่อาศัยที่คนรุ่นใหม่ต้องการ และกลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว

❤️ Mental & Sleep Wellness เมื่อสุขภาพใจและการนอนหลับ ช่วยดับความเครียดในชีวิต

เมื่อพูดถึงคำว่าสุขภาพดี ภาพที่แวบขึ้นมาอาจไม่ใช่แค่การออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงสุขภาพใจที่แข็งแกร่ง แม้ในวันที่ต้องเผชิญกับความเครียดจากการงานและกิจวัตรประจำวัน ยิ่งในทุกวันนี้ที่ผู้คนรู้แล้วว่าสุขภาพดีเริ่มต้นจากการนอนหลับที่มีคุณภาพ

Mental & Sleep Wellness จึงมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี โดยมีธุรกิจยอดฮิตอย่างกิจกรรม mindfulness การใช้คลื่นเสียงบำบัดหรือ sound healing การใช้ aromatherapy หรือการบำบัดด้วยกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ ล้วนช่วยปรับสมดุลทางใจ ผ่อนคลายความเครียด จนนำไปสู่การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ พร้อมใช้ชีวิตในวันต่อไปอย่างมีความสุข

🏞️ Wellness Tourism เมื่อการท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ไปพักผ่อน แต่ต้องอัพเกรดตัวเองได้

ทุกวันนี้ผู้คนมองหาการท่องเที่ยวที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น เพื่ออัพเกรดตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิมและเดินทางเพื่อยืดอายุ เช่น นั่งสมาธิท่ามกลางธรรมชาติ เข้าคลาสโยคะในรีสอร์ต ทำสปาในบรรยากาศแสนสงบ ทำให้ในปี 2025 มีจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากกว่า 580,000 คน และแต่ละคนยอมจ่ายเงินในแต่ละทริปสูงถึง 107,662 บาทต่อคนต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 102.67% จึงเป็นโอกาสทองของโรงแรม รีสอร์ต สปา และคลินิกต่างๆ ในการออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายนี้

🍃Traditional & Complementary Medicine เมื่อสมุนไพรและแพทย์แผนไทยได้รับความนิยมอีกครั้ง

ผู้คนหันมามองหาการดูแลสุขภาพจากธรรมชาติ เพราะเชื่อว่ามีความปลอดภัย และปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทำให้สมุนไพรไทยและแพทย์แผนดั้งเดิมได้รับความสนใจในหมู่คนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลจาก T&CM คาดว่าตลาดนี้จะมีมูลค่า 756.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 และเติบโตเฉลี่ย 10.8% ต่อปี 

ถึงอย่างนั้น สมุนไพรที่นำมาใช้ก็ต้องมีงานวิจัยรองรับ ส่วนแพทย์แผนไทยก็ต้องมีการปรับให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เช่น การนวดไทย อาจทำงานร่วมกับนักกายภาพหรือรักษาอาการเจ็บปวดได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

เทรนด์เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม wellness โดยตรง หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ก็สามารถหยิบยกไปใช้ได้เช่นกัน เพราะ wellness หรือสุขภาพดีแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่ทางเลือกแต่เป็นเป้าหมายใหญ่ที่หลายคนตั้งใจทำ และยังเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วโลกอีกด้วย

ที่มา : 

Beyblade การกลับมาของลูกข่างสะท้านฟ้า กับเหตุผลที่ยังครองใจเจนฯ Y มีปม และกลุ่มเด็กเจนฯ Z

1

2

3

Go Shoot!

ใครที่โตมากับของเล่นอย่าง ‘เบย์เบลด’ (Beyblade) หรือที่เด็กเจนฯ Y รู้จักดีในชื่อภาษาไทยว่าลูกข่างสะท้านฟ้า น่าจะพอจดจำช่วงเวลาที่ได้ดึงสายรอกส่งลูกข่างลงไปประชันแข่งกับเพื่อนบนสนาม (บ้างก็ดีไอวายเปลี่ยนกระทะของแม่เป็นสมรภูมิ) 

หรือลึกกว่านั้นหน่อยคือตื่นเช้าวันเสาร์-อาทิตย์เกาะจอทีวีรอดูการ์ตูนเรื่อง ‘เบย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า’ ที่ออกฉายทางช่อง 9 การ์ตูน ที่ใครเป็นแฟนตัวยงน่าจะท่องชื่อคาแร็กเตอร์มังกรฟ้า หงส์แดง พยัคฆ์ขาว และเต่าคะนอง 4 ตัวเอกได้ขึ้นใจ กระทั่งกาลเวลาค่อยๆ กลืนกินของเล่นนี้ห่างหายไปจากสารบบ เหลือไว้เพียงความทรงจำสีจางในส่วนลึกความเป็นเด็ก… 

จนเมื่อความป๊อปของเบย์เบลดถูกปลุกขึ้นมาในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างหยิบลูกข่างสะท้านฟ้ากลับมาประลองฝีมือกันอีกครั้ง ที่น่าสนใจกว่านั้นคือการกลับมาครั้งนี้ถึงขั้นกลายเป็นคอมมิวนิตี้จริงจัง

อะไรทำให้เบย์เบลดกลับมาดังอีกครั้ง อะไรคือเสน่ห์ของของเล่นชิ้นนี้ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังมีคนหลงรัก และลูกข่างนี้สร้างอิมแพกต์ยังไงต่ออุตสาหกรรมของเล่น ว่าแล้วขอชวนชาวเจนฯ Y มีปมและชาวเจนฯ อื่นๆ กลับไปทวนเรื่องราวของเบย์เบลดอีกครั้งในคอลัมน์ Biztory ตอนนี้

ลูกข่างยอดฮิตที่ได้แรงบันดาลใจจากของเล่นพื้นบ้าน

จุดเริ่มต้นของเบย์เบลดต้องย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม ปี 1999 เมื่อทาคาระ (Takara) บริษัทของเล่นชื่อดังในญี่ปุ่น หรือที่รู้จักกันดี ณ ปัจจุบันในชื่อทาคาระ โทมี่ (Takara Tomy) เกิดนึกไอเดียที่น่าสนใจ นั่นคือการหยิบ ‘เบโกมะ’ (Beigoma) ลูกข่างในวัฒนธรรมการละเล่นของเด็กญี่ปุ่น ที่ทำจากโลหะหรือเปลือกหอย มาแปลงโฉมให้มีดีไซน์น่าตื่นตาตื่นใจ

ลักษณะหน้าตาของลูกข่างเบโกมะ

โจทย์ของบริษัททาคาระ คือสร้างลูกข่างที่มีวิธีการเล่นคล้ายกับเบโกมะ แต่ปรับแต่งชิ้นส่วนได้ และมีกลไกการหมุนที่ทันสมัย  เรียกว่าเป็นวิธีคิดและออกแบบคล้ายคลึงกับบีดาแมน (B-Daman) ของเล่นรูปทรงหุ่นยนต์ยิงลูกแก้วที่พัฒนามาจากการละเล่นดีดลูกแก้ว ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้ โดยตั้งชื่อว่าเบย์เบลดซึ่งมาจาก 2 คำ คือ ‘เบย์’ จากเบโกมะ และ ‘เบลด’ ที่หมายถึงส่วนแหลมคมที่ยื่นออกมา

เบย์เบลดยุคแรกจึงมีหน้าตาคล้ายดาบ โดยมีชิ้นส่วนประกอบหลัก 5 ชิ้น ได้แก่ 

Bit Chip : แผ่นชิปที่ตกแต่งด้วยรูปคาแร็กเตอร์สัตว์ในตำนาน กิมมิกที่ทำให้ตัวเบย์เบลดมีชีวิตชีวา

Attack Ring : ชิ้นส่วนด้านบนที่มีลักษณะคล้ายใบมีด 2-4 แฉกแตกต่างกันไปตามดีไซน์

Weight Disk : แผ่นวงแหวนโลหะที่ช่วยถ่วงน้ำหนักสร้างสมดุลให้กับตัวเบย์เบลด

Blade Base : บริเวณส่วนฐานที่ช่วยควบคุมการเคลื่อนที่

Spin Gear : เกียร์ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์เพิ่มความแรงและควบคุมทิศทางการหมุน

นอกจากนั้นยังนำตัวเบย์เบลดมาเล่นร่วมกับ Beyblade Launcher อุปกรณ์ที่ใช้ในการดีดตัวลูกข่างเข้าสู่สนามประลอง Beystadium ที่ต้องใช้ร่วมกันกับสายดึง String Launcher หรือเพิ่มความมั่นคงในการจับด้วยการประกอบเข้ากับ Grip Launcher ด้ามจับรูปทรงคล้ายปืน 

เบย์เบลดตัวแรกที่ผลิตขึ้นอย่างเป็นทางการมีชื่อว่า ‘อัลติเมท ดรากูน’ (Ultimate Dragoon) เบย์เบลดสีขาวนวล มี Bit Chip เป็นมังกร ที่กลายเป็นไอคอนิกจนถึงปัจจุบัน 

อัลติเมท ดรากูน เบย์เบลดรุ่นแรกของโลก
Beyblade Launcher และ String Launcher อุปกรณ์พื้นฐานของเบย์เบลดยุคแรก

ฮิตถล่มทลายจากการ์ตูนเรื่อง Bakuten Shoot Beyblade

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1999 จนถึงปี 2005 ทาคาระ โทมี่มีรายได้จากการจำหน่ายเบย์เบลดเฉพาะในประเทศสูงถึง 165 พันล้านเยน (ราว 59.4 พันล้านบาทไทยในช่วงเวลานั้น) 

แน่นอนว่าเรื่องของ mechanic design คือปัจจัยที่ทำให้เบย์เบลดเป็นที่นิยม อุปกรณ์การละเล่นน้อยชิ้นไม่จำเปนต้องพึ่งพาถ่านไฟฉายเหมือนของเล่นอื่นๆ กฎกติกาก็เข้าใจง่ายคือลูกข่างของใครถูกชนออกจากสังเวียนก่อนเท่ากับแพ้ 

แต่อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ (มากๆ) ที่ทำให้เบย์เบลดโด่งดังเป็นพลุแตก คือ ‘กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย’ (sales promotion) โดยใช้การ์ตูนเป็นสื่อกลาง 

เรื่องของเรื่องคือบริษัททาคาระ โทมี่ออกไอเดียว่า อยากทำการ์ตูนสักเรื่องที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกผูกพันกับเบย์เบลดมากขึ้น หลังก่อนหน้านี้พวกเขาเน้นขายของเล่นเพียงอย่างเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงชวนนักวาดการ์ตูนนาม ทาคาโอะ อาโอกิ (Takao Aoki) แต่งมังงะที่มีชื่อเรื่อง ‘Bakuten Shoot Beyblade’ ที่ตีพิมพ์กับโคโระ โคโระ คอมิกส์ (Corocoro Comic) นิตยสารมังงะฉบับรายเดือน และเผยแพร่ในปีเดียวกันกับที่ของเล่นวางจำหน่าย

เนื้อหาของ Bakuten Shoot Beyblade มีเส้นเรื่องที่เข้าใจง่ายเหมือนการ์ตูนแนวโชเน็นทั่วไป ทว่ากิมมิกที่น่าตรึงใจและเป็นภาพจำของแฟนๆ คือการหยิบ Bit Chip มาผูกโยงกับตำนานสัตว์เทพผู้พิทักษ์ทิศทั้ง 4 ของจีน (วัฒนธรรมร่วมกับญี่ปุ่นและเกาหลี) ได้แก่ 

มังกรเขียว (ภาษาจีน : ชิงหลง, ภาษาญี่ปุ่น : เซริว)

นกฟีนิกซ์ (ภาษาจีน : จูเชวี่ย, ภาษาญี่ปุ่น : ซูซาคุ)

เสือขาว (ภาษาจีน : ไป๋หู่, ภาษาญี่ปุ่น : เบียคโกะ) 

เต่าดำ (ภาษาจีน : เสวียนอวู่, ภาษาญี่ปุ่น : เกนบุ) 

โดยให้ตัวเอกทั้ง 4 อย่าง คิโนมิยะ ทาคาโอะ, ฮิวาตาริ ไค, คอน เรย์ และมิซึฮาระ แมกซ์ เป็นผู้ครอบครอง

เบย์เบลดสัตว์เทพผู้พิทักษ์ทั้ง 4

ในปี 2002 ความโด่งดังของเบย์เบลดเพิ่มขึ้นทวีคูณจนถูกอนุมัติสร้างเป็นอนิเมะในชื่อเดียวกัน โดยออกฉายผ่านทางสถานีโทรทัศน์ทีวี โตเกียว (TV Tokyo) และเผยแพร่ไปยัง 15 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ที่ใช้ชื่อออกอากาศว่า ‘เบย์เบลด ศึกลูกข่างสะท้านฟ้า’ พร้อมปรับชื่อสัตว์ในตำนานให้จดจำได้ง่ายขึ้น คือ มังกรฟ้า, หงส์แดง, พยัคฆ์ขาว และเต่าคะนอง รวมถึงมีเพลงแปลงเวอร์ชั่นภาษาไทยที่เด็กๆ ในยุคนั้นร้องตามได้แทบทุกคน

อานิสงส์จากการ์ตูนทีวีส่งผลให้ทาคาระ โทมี่ขายเบย์เบลดเฉพาะในญี่ปุ่นมากถึง 160 ล้านชิ้น และในปีเดียวกันนี้ ฮาสโบร (Hasbro) บริษัทของเล่นยักษ์ใหญ่ ติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์นำเบย์เบลดไปจำหน่ายในสหรัฐฯ ที่สร้างยอดขายเฉพาะปี 2003  ได้ถึง 5 ล้านชิ้น แซงหน้าของเล่นแบรนด์อื่น อาทิ เฟอร์บี้ ทั้งถูกยกให้เป็น Toy of the Year ในปีดังกล่าวจากผลสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาดและเทคโนโลยี The NPD Group ก่อนที่ฮาสโบรจะส่งออกเบย์เบลดไปยัง 80 ประเทศทั่วโลกในปีต่อมา

ในช่วงต้นปี 2002 เป็นต้นมา เบย์เบลดจึงกลายเป็นไอเทมติดตัวของเหล่าเด็กเจนฯ Y ที่ระฆังพักเที่ยงดังเป็นต้องท้าประลองกันตามลานกิจกรรมของโรงเรียน บนห้างดังไปจนถึงร้านโชห่วยแถวบ้านมีขายให้เห็นจนเป็นเรื่องปกติ หนักข้อหน่อยคือของปลอมทำเหมือนจากประเทศอื่นที่ทำออกมาเนียนขาย หรือจะกงจักรเหล็กอันใหญ่ขนาดฝ่ามือที่ถูกผู้ใหญ่สั่งแบนห้ามเล่นเป็นอันขาด  

ใดๆ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ช่วงเวลาดังกล่าวคือยุคทองของลูกข่างเบย์เบลดอย่างแท้จริง

รีแบรนดิ้งต่อเนื่องเพื่อความอยู่รอด 

ในโลกของธุรกิจมีกราฟขึ้นก็ต้องมีกราฟลง และกราฟความนิยมของเบย์เบลดจากที่พีคสุดในปี 2003 ก็ค่อยๆ ปักหัวลงต่อเนื่องจนถึงปี 2006 

กล่าวคือเบย์เบลดเจเนอเรชั่นแรกถึงจุดอิ่มตัวทั้งในแง่ของดีไซน์ การตลาดที่หมดมุกหลังจากการ์ตูนฉายจบ ต่อยอดเป็นวิดีโอเกมบ้างประปราย แต่ไม่อาจดึงความนิยมคนกลุ่มมากได้เหมือนคราวเปิดตัว  หนำซ้ำตลาดของเล่นพลาสติกยังถูก disrupt จากยุคเฟื่องฟูของตลาดของเล่นดิจิทัลและเกมออนไลน์

แต่ใช่ว่าทาคาระ โทมี่ จะยอมแพ้ยกธงขาว ให้หลังในปี 2008 พวกเขารีแบรนดิ้งเบย์เบลดให้กลับมาอีกครั้งในชื่อ ‘เบย์เบลด เมทัลไฟท์’ (Beblade Metal Fight) พร้อมกับปล่อยการ์ตูนเรื่อง Beyblade: Metal Fight Fusion ออกมาตีคู่สร้างกระแสดังในอดีต

จุดเด่นของเบย์เบลด เมทัลไฟท์ คือการยกเครื่อง mechanic design แทบจะทั้งหมด ภายใต้ระบบ Hybrid Wheel ปรับเปลี่ยนอะไหล่ทั้ง 5 ชิ้นของเบย์เบลดได้อย่างอิสระ ได้แก่ Face Bolt (ตัวยึดลูกข่างรูปร่างคล้ายน็อต), Clear Wheel (หน้ากากพลาสติกส่วนบน), Metal Wheel (วงแหวนโลหะ), Spin Track (ฐานพลาสติกสำหรับเพิ่มพลังโจมตี) และ Bottom (ส่วนปลายที่ประกอบกับ Spin Track สำหรับช่วยทรงตัว) เพื่อสร้างเบย์เบลด 3 สาย คือสายโจมตี ป้องกัน และสมดุล 

ชิ้นส่วนประกอบของเบย์เบลด เมทัลไฟท์

เอาเข้าจริงยอดขายของ Beyblade Metal Fight อาจไม่ได้เปรี้ยงปร้างเท่ากับภาคแรก แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาคือคอมมิวนิตี้ของคนรักแบรนด์ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการที่เบย์เบลดมีลูกเล่นที่เอื้อต่อการปรับแต่งฝึกทักษะการวางแผน ชิงไหวชิงพริบจากระบบ Hybrid Wheel เช่นในปี 2012 ที่มีการจัดการแข่งขัน Beyblade World Championship ที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา 

นั่นทำให้การมีอยู่ของเบย์เบลดเปลี่ยนจากของเล่นในกระแส สู่ของเล่นเฉพาะกลุ่มที่มีฐานแฟนมั่นคง

แมสอีกครั้งจากกระแสนอสทัลเจียในหมู่คนเจนฯ Y และในฐานะกิจกรรมที่เด็กเจนฯ Z ยอมรับ  

หลังจากยุคเมทัลไฟท์ เบย์เบลดผลัดเปลี่ยนใบสู่ยุคเบย์เบลด เบิร์สต์ (Beyblade Burst) และเบย์เบลด เอ็กซ์ (Beyblade X) ตามลำดับ ระหว่างทางมีการปรับเปลี่ยนกติกาการเล่นให้สนุกเร้าใจ และปรับเปลี่ยนดีไซน์ให้ร่วมสมัยมากขึ้น 

ที่น่าสนใจคือบริษัทออกมาเปิดเผยว่า ระหว่างปี 2024-2025 บริษัทของพวกเขาเติบโตขึ้นถึง 20% จากผลิตภัณฑ์เบย์เบลด อย่างในปี 2025 ที่เบย์เบลด เอ็กซ์ มียอดส่งออก 28 ล้านชิ้นทั่วโลก และมีวี่แววจะเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026 

เบย์เบลดเอ็กซ์ที่มีดีไซน์ร่วมสมัยมากขึ้น

 ถามว่าทำไมเบย์เบลดจู่ๆ ถึงกลับมาฮิต ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มีที่มาที่ไปจับต้องได้

ประการแรกคือการมาของ ‘Nostalgia Replay’ ที่ผู้คนโหยหาประสบการณ์ในช่วงยุค Y2K หรือต้นยุค 2000s ที่ผูกโยงกับประชากรเจนฯ Y ผ่านสื่อ กิจกรรม และแฟชั่น เพื่อหนีจากความวุ่นวายในโลกที่อะไรๆ ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลฯ เบย์เบลดซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของของเล่นที่ครองโลกยุคนั้น จึงกลายมาเป็นกิจกรรมทางเลือกที่ถูกปัดฝุ่นกลับมาอีกครั้งในยุคนี้โดยปริยาย

และที่สำคัญคือเป็นโอกาสของคนเจนฯ Y ที่ในวัยเด็กยังไม่เงินมากพอ ได้หาซื้อเก็บคลายปมในใจจากอดีต

ประการที่สองคือการปรับตัวให้เข้ากับชาวเจนฯ Z อย่างที่รู้กันว่าอีกไม่กี่ปีตลาดผู้บริโภคจะถูกขับเคลื่อนด้วยชาวเจนฯ Z ทาคาระ โทมี่จึงขยายฐานแฟนกลุ่มนี้ด้วยการคอลแล็บกับเกมโรบล็อกซ์ (Roblox) สร้าง ‘เบย์เบลดซิตี้’ (Beyblade City) ที่มีจำนวนประชากรคนรักเบย์เบลดในเซิร์ฟเวอร์ถึง 58 ล้านคน โดยผู้เล่นสามารถแข่งขันและสะสมเบย์เบลดในรูปแบบ 3D 

เบย์เบลดซิตี้

เมื่อได้สัมผัสเบย์เบลดจากโลกออนไลน์ ชาวเจนฯ Z ที่หลงใหลจึงขยับตัวเองสู่โลกแห่งความเป็นจริง สะท้อนผ่านทัวร์นาเมนต์ Beyblade X World Championship 2025 ที่มีผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่อายุน้อยเพิ่มขึ้นถึง 40% ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าหลงใหลในกลยุทธ์การปรับแต่งเบย์เบลดที่จริงจังและท้าทาย

สุดท้ายคือเบย์เบลดกลายเป็นกาวใจเชื่อมความสัมพันธ์คนต่างเจนฯ ภายในครอบครัว ด้วยความเป็นกิจกรรมที่เข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย จึงไม่แปลกใจถ้าคุณมีโอกาสไปห้างสรรพสินค้าจะเห็นพ่อแม่ผู้ปกครองจูงลูกหลานท้าแข่งเบย์เบลดในโซนร้านขายของเล่น หรือบางร้านขายของเล่นที่สถาปนาตนเป็นจุดนัดพบคนรักเบย์เบลด

เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความนิยมของเบย์เบลดไม่ได้เกิดเพียงแค่ชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการสะสมและรักษา ‘คุณค่าของแบรนด์’ ให้พร้อมรอวันที่ความนิยมจะหวนกลับมาอีกครั้ง และที่สำคัญไม่แพ้กันคือความ ‘กล้า’ ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันต่อโลก ดังที่มีการปรับเปรียบภาพลักษณ์แบรนด์ในแต่ละเจเนอเรชั่นที่ผ่านมา 

เบย์เบลดจึงไม่ได้มีค่าเป็นเพียงแค่ของเล่นหรือของสะสม แต่เป็น ‘เพื่อน’ และ ‘ความทรงจำอันมีค่า’ ของใครหลายคนที่เติบโตมากับลูกข่างสะท้านฟ้านี้ 

อ้างอิงข้อมูล

ส่องหลากธุรกิจบริการที่ไวรัลจากความใส่ใจจริง 

สำหรับธุรกิจบริการ (hospitality) ในยุคนี้ ยิ่งบริการดี น่าประทับใจ และสร้างความเซอร์ไพรส์มากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสไวรัลและได้รับการรีวิวแบบปากต่อปากจากลูกค้ามากขึ้นเท่านั้น

หลายครั้งเราอาจคิดว่าธุรกิจต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สร้างสรรค์บริการแปลกใหม่ถึงจะไวรัล แต่หลายธุรกิจแค่ใส่ความตั้งใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็สร้างโมเมนต์แห่งความเซอร์ไพรส์และช่วงเวลาที่น่าจดจำให้ลูกค้าได้
ตั้งแต่การพับผ้าขนหนูเป็นรูปสัตว์ของทีมแม่บ้านในโรงแรม การตั้งใจทำความสะอาดตุ๊กตาทุกตัวของช่างในโรงงานซักล้าง บริการสปาหูที่พิถีพิถันในการแคะขี้หูและดึงดูดความสนใจจากคนด้วยคลิป ASMR ไปจนถึงร้านอาหารที่เชฟและพนักงานใส่อินเนอร์การเต้นสุดเหวี่ยงอย่างเต็มที่

เบื้องหลังบริการที่ดีมาจากทีมงานหลังบ้านที่แสดงให้เห็นว่าทุกอาชีพล้วนมีคุณค่าเมื่อธุรกิจให้มูลค่ากับคนตัวเล็กๆ ในองค์กร แม่บ้านลุกขึ้นมาเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ towel art ได้ ช่างทำความสะอาดสามารถเป็นช่างฝีมือที่ดูแลตุ๊กตาของคุณให้เหมือนใหม่ได้ ผู้ให้บริการสปาผันตัวมาเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่คนติดตามหลายแสน และบางครั้งเชฟกับพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารบางร้านอาจกลายมาเป็นเพื่อนใหม่ในแดนซ์ฟลอร์ของคุณก็ได้

การออกแบบประสบการณ์สำหรับลูกค้าทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความตั้งใจดีและความภาคภูมิใจในงานของตัวเอง มอบนิยามใหม่ที่เปี่ยมความหมายในวิชาชีพให้กับผู้ให้บริการ จนเปลี่ยนบริการธรรมดาๆ กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากบอกต่อได้จริง

🐘 ผ้าขนหนูรูปสัตว์ในโรงแรมจากฝีมือพับขั้นเทพของแม่บ้าน

เป็นกระแสไวรัลในช่วงที่ผ่านมาเมื่อพนักงานโรงแรม Somerset Rama 9 พับผ้าขนหนูเป็นรูปสัตว์บนเตียงในห้องพักได้อย่างน่าประทับใจจนนักท่องเที่ยวรีเควสต์ขอให้พับเป็นรูปสัตว์ชนิดอื่นพร้อมให้ทิป หลังจากผู้คนมากมายต่างให้ความสนใจเรื่องนี้ในโลกโซเชียล ทางโรงแรมก็ได้ลงรูปผลงาน Towel Animal Art ที่ทีมแม่บ้านสร้างสรรค์เป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ ในเฟซบุ๊ก ทั้งจระเข้ ช้าง ลิง ยีราฟ เด็กผู้หญิง สุนัข กระต่าย เต่า

ศิลปะพับผ้าขนหนูหรือ towel art นั้น ความจริงแล้วเริ่มทำกันมาเนิ่นนานในธุรกิจบริการ ตั้งแต่การพับผ้าเช็ดปากเป็นรูปหงส์ นกยูง หรือรูปทรงต่างๆ ที่ห้องจัดเลี้ยงในยุโรปในศตวรรษที่ 15 เพื่อสร้างความประทับใจบนโต๊ะอาหาร จากนั้นบริการเรือโดยสารในยุคศตวรรษที่ 19 ก็หันมานิยมพับผ้ารูปสัตว์วางไว้ในห้องพักเช่นกัน จนถึงยุคที่โรงแรมโดยเฉพาะในเอเชียและตะวันออกกลางนำวัฒนธรรมการพับนี้มาใช้จนกลายเป็นบริการที่สร้างเอกลักษณ์

ความจริงแล้วการพับผ้าขนหนูขั้นพื้นฐาน รวมถึงการม้วนผ้าแบบสปาสำหรับจัดดิสเพลย์ ถือเป็นทักษะมาตรฐานตามหลักสากลที่พนักงานทุกโรงแรมต้องฝึกอยู่แล้ว แต่เมื่อต่อยอดเทคนิคเหล่านี้เป็นงานศิลปะ ก็กลายเป็นลูกเล่นที่เกินความคาดหมาย สร้างโมเมนต์สุดเซอร์ไพรส์ (surprise touchpoint) ให้แขกตั้งแต่นาทีแรกที่เปิดประตูเข้าห้อง เป็นการเริ่มต้นประสบการณ์เข้าพักบริการ (service journey) ที่ดี

ในยุคที่ผู้เข้าพักนิยมถ่ายภาพห้องลงอินสตาแกรมและ TikTok รายละเอียดเล็กๆ ที่ตั้งใจทำเหล่านี้จึงสร้างแบรนดิ้งได้มากกว่าที่คิด เพราะช่วยเปลี่ยนห้องพักหนึ่งคืนให้กลายเป็นประสบการณ์ที่รู้สึกถึงความใส่ใจและน่าจดจำขึ้นทันที

🧸 บริการทำความสะอาดตุ๊กตาที่ดังจากคลิป ASMR

ใครจะคิดว่าบริการทำความสะอาดซึ่งเป็นงานหลังบ้านที่ดูน่าเบื่อและจำเจ จะต่อยอดเป็นคอนเทนต์จนมีผู้ติดตามอินสตาแกรมเกือบแสนคนได้ ธุรกิจทำความสะอาดจากญี่ปุ่นแห่งนี้เชี่ยวชาญด้านการดูแลตุ๊กตา และถ่ายคลิปช่างผู้เชี่ยวชาญขณะลงมือทำความสะอาดตุ๊กตาแต่ละตัวอย่างพิถีพิถันในอินสตาแกรมชื่อ @net_929

แทนที่ขั้นตอนการทำความสะอาดเหล่านี้จะเป็นภาพที่น่าเบื่อ คลิป ASMR ในช่องกลับทำให้เห็นรายละเอียดตั้งแต่เสียงดูดฝุ่น เป่าไอน้ำ และขั้นตอนต่างๆ ในการแปลงโฉมตุ๊กตาซึ่งเป็นของรักของหวงของลูกค้าให้กลับมาเหมือนใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือแทนที่จะนิยามช่างทำความสะอาดว่าเป็นพนักงานคนหนึ่งเหมือนกิจการซักล้างทั่วไป ธุรกิจแห่งนี้กลับให้ความสำคัญกับช่างผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ โดยแนะนำว่าทุกคนเป็นดั่งแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านตุ๊กตา และจะดูแลตุ๊กตาที่คุณรักอย่างละเอียดลออที่สุด

ในเว็บไซต์ยังระบุว่าธุรกิจมีช่างทำความสะอาดที่ได้รับการรับรอง 12 คน และช่างซ่อมแซม 8 คน ซึ่งถึงแม้จะมีจำนวนพนักงานไม่มาก แต่เน้นบริการทำความสะอาดแบบแฮนด์คราฟต์ ซักมืออย่างอ่อนโยน ดูแลตุ๊กตาอย่างประณีต พร้อมระบุรายละเอียดการทำความสะอาดในเว็บอย่างละเอียด ทำให้บริการมีความน่าเชื่อถือว่าเป็นบริการซักคุณภาพสูง แถมยังได้ใจชาวโซเชียลที่ติดตามคอนเทนต์ เพราะแค่ดูคลิปก็จะรู้ได้ทันทีว่าคุณลุงที่โรงงานนี้ตั้งใจดูแลตุ๊กตาแต่ละตัวมากแค่ไหน

👂🏻 สปาหูสุดฟินที่สร้างยอดวิวหลักล้าน

บริการแคะขี้หูเป็นอีกบริการที่ดูเผินๆ แล้วไม่น่าจะมีใครอยากติดตามชมเท่าไหร่นัก แต่ใน TikTok จะพบหนึ่งในคำเสิร์ชค้นหาที่นิยมคือ ‘แคะหูฟินๆ เพลินๆ’,  ‘แคะหูสุดฟิน’, ‘แคะหู ASMR’

ผู้ที่ทำคอนเทนต์เหล่านี้ต้องมีเจ้าของธุรกิจสปาหู ตัวอย่างเช่น La Bua Salon ในไทยที่ให้บริการสปาหูตำรับจีน มีผู้ติดตามในช่อง TikTok 7 แสนกว่าคน และมีคลิปสปาหูที่มียอดวิวสูงสุดถึง 34 ล้านวิว คลิปแคะหูหลายคลิปมีคนดูสูงหลักล้านอย่างต่อเนื่อง แต่ละคลิปมีการพูดคุยกับลูกค้าถึงปัญหาหูตัน ถ่ายขั้นตอนการหยดน้ำทำความสะอาดหูอย่างผ่อนคลาย ไปจนถึงขั้นตอนแคะขี้หูจนโล่ง ซึ่งดูเหมือนว่ายอดวิวจากคลิปตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาจะไม่ตกลงเลย และยังเล่าเรื่องโจทย์การแคะหูของลูกค้าแต่ละคนที่สภาพหูไม่เหมือนกันอีกด้วย

ความจริงแล้วธุรกิจอย่าง La Bua Salon มีบริการสปาด้านอื่นๆ นอกเหนือจากทำความสะอาดหูด้วย แต่ชูคอนเทนต์แคะหูจนทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น และดูเหมือนชาวโซเชียลจะให้ความเห็นว่าคลิปเหล่านี้ให้ความรู้สึกฟิน

เทรนด์คลิปสั้นที่ถ่ายขั้นตอนของบริการสปาอย่างละเอียดและให้ความรู้สึกผ่อนคลายนี้ไม่ได้เป็นกระแสแค่ในไทยเท่านั้น แต่บริการแคะหูในจีน ไปจนถึงสปาผิว มาส์กหน้า สระผมจากธุรกิจเสริมสวยต่างเริ่มนิยมหันมาทำ คลิปที่ถ่ายทอดความผ่อนคลายตลอดกระบวนการมากขึ้นเพื่อดึงดูดให้ผู้ชมอยากติดตามและสนใจในบริการ

💃 ร้านอาหารทาปาสบาร์ที่อินเนอร์เอนเตอร์เทนมาเต็ม

ห้องครัวก็ไม่ต่างอะไรกับแดนซ์ฟลอร์ และร้านอาหารก็สนุกได้พอๆ กับบาร์ เพราะเมื่อเชฟและพนักงานเสิร์ฟสนุกเต็มที่กับเพลงก็ทำให้บริการในร้านอาหารได้คะแนนรีวิวเพิ่มไปด้วย

อย่าง Vaso – Spanish Tapas Bar ร้านอาหารสเปนที่มีคนรีวิวให้คะแนนบริการในเชิงบวก บางคนให้คะแนน 100/10 บางคนรีวิวว่าถ้าเครียดต้องไปร้านนี้ เพราะเชฟและพนักงานเสิร์ฟต่างสนุกกับเพลงจนทำให้ลูกค้าและบรรยากาศในร้านคึกคักไปด้วย มีช่วงสั่นกระดิ่งเพื่อเลี้ยงเครื่องดื่มฟรี และชวนลูกค้ามาเต้นบนโต๊ะ กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำไม่แพ้รสชาติอาหารฝีมือเชฟจากสเปน

แม้ความสนุกของพนักงานจะไม่ได้เป็นบริการตายตัว แต่อินเนอร์สนุกสุดเหวี่ยงของพนักงานก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในร้านสไตล์ทาปาสบาร์ที่ตั้งใจยกบรรยากาศแบบบาร์เซโลนามาไว้ที่กรุงเทพฯ ออกแบบที่นั่งเป็นโต๊ะบาร์ให้เห็นเชฟกำลังเตรียมอาหาร และสร้างความครึกครื้นให้แขกที่มาทานอาหารที่ร้านมีประสบการณ์ร่วมสนุกไปกับร้านได้ ซึ่งยังช่วยบอกคาแร็กเตอร์ของร้านเพื่อดึงดูดลูกค้าที่กำลังมองหาและสนใจบรรยากาศแบบเดียวกัน 

อ้างอิง

 4 เทรนด์การตลาด 2026 เมื่อผู้บริโภคเลือก ‘อยู่เพื่อวันนี้’ สรุปจาก Future Trends Ahead 2026

ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน การทำความเข้าใจวิธีคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจของผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญของการอยู่รอด ในหนังสือ Future Trends Ahead 2026 โดย Future Trends ได้รวบรวมสารพัดเทรนด์สำคัญที่น่าจับตามาไว้ในเล่มเดียว หนึ่งในนั้นคือเทรนด์การตลาดที่ทาง Ipsos บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกที่มีประสบการณ์กว่า 75 ปี ได้วิเคราะห์มาแล้ว

Ipsos มองเห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ผู้บริโภคเผชิญความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสุขภาพใจ จนทำให้บทบาทของการตลาดต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และด้วยมวลรวมทั้งหมดนั้นจึงได้สกัดออกมาเป็น 4 เทรนด์การตลาดสำคัญที่เรา Recap มาให้แล้ว

1. ผู้บริโภคคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น และไม่ยึดติดกับแบรนด์เหมือนเดิม

ท่ามกลางพายุแห่งความไม่แน่นอน Ipsos พบว่าผู้บริโภคเกือบ 9 ใน 10 คนมีแนวโน้มใช้ชีวิตแบบ ‘อยู่เพื่อวันนี้’ เพราะไม่มั่นใจว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขากลับให้ความสำคัญกับการออมและความมั่นคงในระยะยาวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

สิ่งนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคยังคงต้องการหาความสุขเติมเต็มชีวิตในปัจจุบัน แต่ต้องเป็นความสุขที่มาพร้อมกับ ‘ความคุ้มค่า’ และการตัดสินใจที่ปลอดภัยที่สุด เริ่มลดการใช้อารมณ์นำทางอย่าง ‘ของมันต้องมี’ และหันมาใช้เหตุผลเชิงประโยชน์มากขึ้น เรียกว่าบางครั้ง brand loyalty ก็เริ่มจืดจางลงเมื่อเทียบกับฟังก์ชั่นของสินค้าหรือบริการที่จับต้องได้

การเข้าถึงข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น Ipsos ระบุว่า 80% ของผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าตนเองจะสามารถค้นหาข้อเสนอหรือโปรโมชั่นที่ดีกว่าเดิมได้เสมอ ทำให้ความภักดีต่อแบรนด์ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ในการตัดสินใจซื้ออีกต่อไป หากแบรนด์คู่แข่งเสนอความคุ้มค่าได้ในจังหวะที่เหมาะสม

สำหรับนักการตลาดในยุค 2026 โจทย์ใหญ่จึงคือการอธิบาย ‘คุณค่า’ ของสินค้าให้ชัดเจนและรวดเร็ว แบรนด์ต้องไม่บอกว่าตัวเองดียังไง แต่ต้อง ‘พิสูจน์’ ให้ได้ว่าสินค้าช่วยให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้นหรือคุ้มค่ากับเงินทุกบาทที่จ่ายไปได้ยังไงในโลกความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความกดดัน

2. ความเชื่อมั่นในแบรนด์ เป็นต้นทุนพื้นฐานของการทำแบรนด์

แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ความคาดหวังที่มีต่อแบรนด์กลับสวนทาง Ipsos ชี้ให้เห็นว่าผู้คนยุคใหม่สามารถแยกแยะระหว่าง ‘ความคุ้มค่าของตัวเงิน’ และ ‘ค่านิยมของแบรนด์’ ได้ พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ของถูก แต่ต้องการของที่ดีจากแบรนด์ที่ไว้ใจได้

ผู้บริโภคยังโหยหาที่พึ่งและพื้นที่ปลอดภัย แบรนด์จึงถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่มากกว่าแค่ผู้ค้าขาย แต่ต้องดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส ข้อมูลจากงานวิจัยยังระบุว่า 87% ของผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าแบรนด์สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้สังคมไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกำไรได้ และกว่า 86% มองว่าเป็น ‘หน้าที่’ ของภาคธุรกิจที่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤต 

การสร้างอิมแพกต์ที่ดีต่อสังคมจึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจว่าจะเลือกเดินไปกับแบรนด์นี้หรือไม่

3. สุขภาพคือเรื่องของการควบคุมชีวิต ไม่ใช่แค่การรักษา

Ipsos ระบุว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ปัญหาความเครียดและสุขภาพจิตถูกมองว่าเป็นสภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง คำว่า ‘สุขภาพดี’ จึงไม่ใช่แค่การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทางกาย แต่ครอบคลุมไปถึงความสมดุลทางอารมณ์และพลังในการใช้ชีวิต

ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเรื่องการป้องกันมากกว่าการรักษา วิ่งหาข้อมูลด้วยตนเองมากกว่ารอฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพียงฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต เพราะมองว่าตนเองต้องการมีอำนาจในการตัดสินใจและเลือกแนวทางการดูแลสุขภาพด้วยตนเองมากขึ้น 

เป้าหมายสูงสุดของการดูแลสุขภาพเปลี่ยนไปสู่การ ‘สูงวัยอย่างมีคุณภาพ’ คือไม่ได้ต้องการแค่อายุยืนยาว แต่ต้องการมีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายและทำในสิ่งที่รักได้นานที่สุด ดังนั้นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพได้ก็ย่อมมีโอกาสมากกว่า 

ที่สำคัญ หากเข้าไปอยู่ในลักษณะของการเป็น ‘ผู้มอบพลัง’ มากกว่าแค่ ‘ผู้ช่วยแก้ปัญหา’ แบบแต่ก่อนที่บอกว่าแบรนด์ต้องแก้ pain point ให้คน ก็จะช่วยให้เป็นที่จดจำได้ ผู้บริโภคจะกลายเป็นพันธมิตรคนสำคัญที่ผู้บริโภคขาดไม่ได้ นอกจากนั้น การสร้างคอนเทนต์ สินค้า หรือบริการที่ช่วยส่งเสริมความมั่นใจในการดูแลตัวเองก็อาจจะทำให้ได้ใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้

4. เทคโนโลยีต้องล้ำ แต่ต้องไม่สร้างความกังวล

Ipsos พบว่ายิ่งเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ผู้คนกลับกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพิ่มตาม 

หลายครั้งผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่แฝงมากับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย สิ่งที่น่าสนใจคือผู้บริโภคไม่ได้ปฏิเสธความก้าวหน้า แต่พวกเขาต้องการความชัดเจนและความโปร่งใส นวัตกรรมที่แบรนด์นำเสนอจึงต้องตรวจสอบได้ ต้องให้ความมั่นใจว่าข้อมูลส่วนตัวจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางไม่ดี  

ในบางครั้ง การคิดค้นสินค้าหรือบริการที่มีเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนเกินไป แต่ต้องทำให้สิ่งที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว นอกจากนั้น แบรนด์ยังต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงความสบายใจ ความปลอดภัยแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยและง่ายขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาคุกคามความเป็นส่วนตัว 

จาก 4 เทรนด์ที่ว่ามานี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าการตลาดในยุคนี้คือการที่นักการตลาดและแบรนด์ต้องเข้าใจความรู้สึกไม่มั่นคงในใจผู้บริโภคให้ได้ เพื่อส่งมอบความรู้สึกสบายใจ และทำให้สัมผัสได้ว่าการเลือกสินค้าหรือบริการจากเราคือการตัดสินใจที่คุ้มค่า มีความหมาย และไม่เสี่ยงจนเกินไป

ส่วนใครอยากลงลึกประเด็นอื่นๆ ในหนังสือ สามารถลงทะเบียนรับไฟล์ได้ที่ page.futuretrend.co/FTAheadEbook

หากใครสนใจเข้าร่วมอีเวนต์ที่ได้เจอผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ไปพบกันที่งาน Future Trends Ahead Summit 2026 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 โดยสำรองที่นั่งได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/Future-Trends-Ahead-Summit-2026

ท่อง 5 ถนนสายหนังสือทั่วเอเชียที่เปลี่ยน ‘ตัวอักษร’ ให้กลายเป็นเสน่ห์ของเมือง

สำหรับคนรักหนังสือ อะไรจะดีไปกว่าการได้เดินเล่นบนถนนสายหนังสือ แวะเวียนเข้าร้านนั้นร้านนี้ พลิกปกค้นหาเล่มที่ถูกใจ

เมืองเล็กใหญ่แทบทุกแห่ง ล้วนมีร้านหนังสือซุกซ่อนอยู่ แต่ลองจินตนาการถึงการเดินเล่นบนพื้นที่ที่มีร้านเหล่านั้นเรียงรายอยู่เต็มเส้นทาง ราวกับเป็นเมืองหนังสือ มันจะเพลินแค่ไหน

หนังสืออาจเป็นภาพแทนของความรู้ แต่หากขยับมามองในภาพกว้างของความเป็นเมือง ถนนหนังสือพิเศษและมีความสำคัญกว่านั้น เพราะสามารถเป็นทั้งพื้นที่รวมตัวสาธารณะให้ผู้คนมารวมตัว สร้างสัมพันธ์ เชื่อมต่อกันผ่านความสนใจร่วมในบรรยากาศผ่อนคลาย เป็นมิตร และมีชีวิตชีวา

ที่สำคัญคือเต็มไปด้วยร้านหนังสือที่แต่ละร้านก็มีเสน่ห์จากการคัดเลือกหนังสือ ความเชี่ยวชาญเฉพาะ และเรื่องราวที่แตกต่างกันไป

ถนนหนังสือยังเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการวางผังเมือง เพราะเป็นการช่วยสนับสนุนร้านหนังสืออิสระและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ รวมถึงร้านรวงต่างๆ และสถานที่ท่องเที่ยวโดยรอบ ดึงดูดผู้คนให้มาเยือน กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการฟื้นฟูเมือง ทำให้ย่านนั้นและบริเวณโดยรอบน่าอยู่และน่าท่องเที่ยว ขับเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนั้นๆ มากขึ้น

แต่การที่ถนนสายหนังสือจะเกิดขึ้นได้ อาจต้องพึ่งพาหลายกลไก ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ปลายปีที่แล้วมีโครงการหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ทำให้คนรักหนังสือตื่นเต้น นั่นคือ ‘BKK BOOK District’ ที่แว่วว่าจะสร้างย่านหนังสือให้กรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์กด้านการอ่านและสิ่งพิมพ์ เช่นเดียวกับถนนหนังสือที่หลายคนเคยไปเยือนในต่างประเทศ

เก็บความตื่นเต้นที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไว้ก่อน แล้วลองมาสำรวจดูว่าถนนสายหนังสือที่น่าสนใจในประเทศใกล้เคียงเราที่ไหนน่าสนใจบ้าง เรื่องราวที่มาเป็นยังไง ที่สำคัญคือมันสร้างเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนเมืองได้ยังไงบ้าง

Jimbocho 
ย่านหนังสือมือสองที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง พร้อมฉายาเมืองหนังสือที่เท่ที่สุดในโลก 

รูป: Jimbocho – thehistoriantraveller.com

สำหรับคนรักหนังสือ ‘จิมโบโจ’ คือย่านที่ต้องได้ไปเยือนสักครั้ง เพราะนี่คือย่านหนังสือมือสองที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่สำคัญ จิมโบโจเพิ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นย่านที่ ‘คูล’ ที่สุดในโลกประจำปี 2025 ก็ยิ่งทำให้ย่านนี้มีทั้งความ ‘คลาสสิก’ และ ‘เท่’ เหมือนกับตัวย่านเองที่ผสมผสานระหว่างเสน่ห์ย้อนยุคและความทันสมัยอย่างลงตัว

จิมโบโจเต็มไปด้วยร้านหนังสือมือสองกว่า 150-200 ร้าน ครอบคลุมหนังสือทุกประเภท ตั้งแต่วรรณกรรมคลาสสิก มังงะ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงหนังสือวิชาการหายาก และหนังสือโบราณ รวมถึงสำนักพิมพ์ ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ศิลปะ และร้านขายแฮนด์บิลภาพยนตร์ที่นักท่องเที่ยวหลายคนหลงใหล

นอกจากนี้ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากคาเฟ่สไตล์เรโทร แกงกะหรี่ราดข้าวร้อนๆ และเสียงดนตรีสดเคล้าเครื่องดื่มในคลับดนตรี ที่เรียงรายอยู่ตามถนนยาซุกุนิ และตรอกซอกซอยต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนมาเยือนจิมโบโจ แต่แม้จะดูคึกคัก ที่นี่ก็ยังมีไวบ์ที่เงียบสงบกว่าย่านพลุกพล่านหลายแห่งในโตเกียว จนทำให้จิมโบโจเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของทั้งคนรักหนังสือ นักศึกษา นักเขียน และนักท่องเที่ยว

จากจุดกำเนิดช่วงยุคเมจิ ปลายศตวรรษที่ 19 จิมโบโจอยู่ในพื้นที่ใกล้กับมหาวิทยาลัยสำคัญหลายแห่ง ในห้วงเวลานี้เองที่ความต้องการหนังสือเรียน หนังสือวิชาการ และตำราเก่าเพิ่มสูงขึ้น ร้านหนังสือจึงเริ่มเปิดเพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่านักศึกษา นักวิชาการ และนักเขียน 

หลังจากนั้นจิมโบโจค่อยๆ ผ่านกาลเวลา พัฒนากลายเป็นย่านหนังสือที่ดังที่สุดของโตเกียวด้วยหลายปัจจัย ทั้งความหลากหลายของหนังสือ ที่หากลองมาใช้เวลาค้นดีๆ อาจได้พบหนังสือหายาก ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ไปจนถึงเอกสารโบราณ 

ไม่แปลกที่จิมโบโจจะเป็นแหล่งที่ปัญญาชนทั้งนักเขียน นักแปล นักประวัติศาสตร์ อาจารย์ และนักสะสมหนังสือ รวมถึงนักอ่านจากทั่วโลกมองว่าเป็นสวรรค์ของคนรักหนังสือ ทำให้ที่นี่เสมือนเป็นทั้งคลังประวัติศาสตร์และแหล่งบ่มเพาะความรู้ที่สำคัญ 

ด้วยความที่ระบบนิเวศของจิมโบโจนั้นแข็งแกร่ง ร้านแต่ละร้านมีความเชี่ยวชาญเฉพาะของตนเอง ทั้งร้านหนังสือ และร้านรวงอื่นๆ ยิ่งรวมกับบรรยากาศโดยรวมของถนนหนทาง ทำให้คนที่มาเยือนอยากเดินเล่นทั้งย่าน เป็นการเพิ่ม foot traffic ทำให้เกิดการ ‘รวมตัว’ ที่แข็งแรง ของทั้งผู้ประกอบการในย่าน และนักท่องเที่ยว จนเกิดเป็นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

อีกข้อได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์ คือหลายร้านในจิมโบโจเป็นธุรกิจครอบครัวที่ถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ทำให้ค่าเช่าต่ำเพราะถือครองที่ดินเอง ไม่ได้ถูกกดดันด้วยกำไรระยะสั้น และกล้าขายหนังสือที่เฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะทาง 

โครงสร้างของหลายร้านแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่จุดเริ่มต้น ยังทำให้การเดินเล่นดูหนังสือที่นี่แถมมาด้วย ‘ประสบการณ์’ ที่หาที่ไหนไม่ได้ จินตนาการถึงการเดินพลิกหาหนังสือ ท่ามกลางกลิ่นกระดาษ ถูกโอบล้อมด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน และไม่ใช่แค่ร้านเดียว แต่คือมวลรวมของย่าน นอกจากความอิ่มเอมใจแล้ว บรรยากาศแบบที่ต้อง ‘ใช้เวลา’ เช่นนี้ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของนักท่องเที่ยวสูง จึงเป็นการสร้างรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ ‘ทวีคูณ’ ขึ้น ขณะที่ย่านก็ไม่ถูกทำลายด้วย overtourism

อีกปัจจัยที่สำคัญคือรัฐบาลท้องถิ่นก็ไม่ได้แทรกแซงมากเกินไป แต่สนับสนุนทางอ้อม ทั้งการอนุรักษ์อาคาร การจัดงาน Book Festival เช่น งาน Kanda Used Book Festival ก็ยิ่งเป็นการเสริมภาพลักษณ์ย่านหนังสือของจิมโบโจให้เติบโตขึ้น ดึงดูดเม็ดเงินนักท่องเที่ยวมากขึ้น เกิดเป็นผลลัพธ์ทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

Gyeongui Line Book Street 
ถนนหนังสือจากเส้นทางรถไฟเก่า ภาพสะท้อนแนวคิดการพัฒนาพร้อมกับรักษาอัตลักษณ์

รูป: Gyeongui – english.visitkorea.or.kr

ถนนสายหนังสือ Gyeongui Line Book Street หรือที่เรียกกันว่า G-line ของกรุงโซล เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดของเมืองที่ต้องการพัฒนาไปพร้อมกับการยังคงรักษาอัตลักษณ์หรือความดั้งเดิมบางอย่างไว้ เพราะถนนความยาว 6.3 กิโลเมตรแห่งนี้ ถูกพัฒนาบนรางรถไฟสายเก่า

ในอดีต ทางรถไฟสาย Gyeongui เป็นเส้นทางที่วิ่งระหว่างสถานีโซลและสถานีโดราซาน ในเมืองพาจู ต่อมาถูกยกเลิกไป เมื่อรถไฟลงใต้ดิน พื้นที่บนดินจึงว่าง รัฐบาลเมืองโซล (Seoul Metropolitan Government) จึงมีแนวคิดเปลี่ยนรางรถไฟเก่าเป็นสวนสาธารณะและพื้นที่ทางวัฒนธรรม

ในปี 2016 จึงเกิดเป็นโครงการฟื้นฟูเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม โดยเพิ่มธีม ‘หนังสือ’ เข้ามาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ ภายใต้แนวคิด ‘หนังสือเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน’ และช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการพิมพ์ 

พื้นที่นี้มีทั้งร้านหนังสือ ร้านหนังสืออิสระ ร้านหนังสือเด็ก ร้านหนังสือเฉพาะทาง และหอศิลป์ ให้แวะเวียน ขณะที่จุดที่ยาวที่สุดของถนนซึ่งครอบคลุมย่านยอนนัม มักถูกเรียกว่า ‘ยอนทรัล’ เพราะมีลักษณะคล้ายกับเซ็นทรัลพาร์กของนิวยอร์ก บรรยากาศของ G-line จึงเอื้อต่อการเดินเล่นของนักอ่านสุดๆ

เนื่องจากถนนสายนี้ตั้งอยู่ครอบคลุมทั้งย่านมาโป ฮงแด และยอนนัม อันเป็นใจกลางย่านวัยรุ่นและความครีเอทีฟ แถมยังใกล้มหาวิทยาลัยอย่างฮงอิก (Hongik University) และยอนเซ (Yonsei University) ที่นี่จึงไม่ได้เป็นย่านร้านหนังสือเก่า ไม่ใช่ตลาดหนังสือแบบดั้งเดิม แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่รวมทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์ เข้าไว้ด้วยกัน มีทั้งจุดถ่ายรูป คาเฟ่ บางครั้งก็มีการจัดกิจกรรม จึงทำให้เกิดประสบการณ์ที่หลากหลาย ถือเป็นความสำเร็จของการเปลี่ยนพื้นที่คมนาคมเก่าให้กลายเป็นพื้นที่แห่งปัญญาอย่างแท้จริง

ที่สำคัญคือ ที่นี่ยังสร้างบรรยากาศแห่ง ‘การอ่าน’ ที่ทำให้การอ่านกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวัน และลดภาพจำของหนังสือว่าเป็นสิ่ง ‘จริงจัง’ หรือ ‘เชย’

ด้วยความที่ G-line เกิดจากแนวคิดของรัฐบาลเมืองโซล ซึ่งมีบทบาทในการออกแบบพื้นที่ จัดโครงสร้าง และคุมธีม รัฐจึงทำหน้าที่เสมือนผู้ควบคุม ไม่ใช่ผู้ขาย สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ช่วยลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการ ทำให้ธุรกิจหนังสือเล็กๆ อยู่ได้ เกิดเป็นระบบนิเวศที่มีความเสถียร 

รูป: Jimbocho – thehistoriantraveller.com

หากเจาะลงไปในฝั่งของหนังสือ อย่างที่กล่าวไปว่า ร้านส่วนใหญ่ในย่านนี้คือร้านหนังสืออิสระ สำนักพิมพ์เล็ก และร้านหนังสือเฉพาะทาง ในแง่ธุรกิจจึงแข่งขันกันด้วย ‘เสน่ห์’ อันเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละร้าน และเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกตามตัวตนร้านอย่างแท้จริง

เมื่อพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาให้มีความเป็น ‘ไลฟ์สไตล์’ ที่ผสมผสานอยู่ จึงทำให้ G-line ไม่ได้ขายเพียงหนังสือเป็นหลัก แต่ขายประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ พื้นที่สาธารณะ คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี หรือร้านออกแบบ ทุกส่วนทำงานสอดประสานและส่งเสริมกันในภาพรวม G-line จึงดึงดูดทั้งคนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยว คนในพื้นที่ เกิดเป็นแพตเทิร์นของ ‘การใช้จ่าย’ ที่กระจายไปหลายจุด  

ที่นี่จึงเป็นอีกพื้นที่ที่สะท้อนความเก่งของการสร้าง ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ของเกาหลีใต้ เพราะการลงทุนในการพัฒนาพื้นที่เก่าอย่างจริงจัง ปรับให้เข้ากับบริบทของยุคสมัย ขณะที่เลือกเกาะเกี่ยวองค์ความรู้และการส่งต่อ จึงทำให้ G-line ยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของกรุงโซลให้เป็นเมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ เป็นเมืองที่อ่านหนังสือ และเป็นเมืองที่ให้พื้นที่กับความคิด สิ่งที่ได้กลับมาจึงอาจไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นเงินสะพัดจำนวนมากและรวดเร็ว แต่คือการสร้างนิเวศอันยั่งยืนของเมือง

Mahila Haat Book Market 
ขุมทรัพย์คนรักหนังสือและของเก่าทั่วอินเดีย ความเรียลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและโครงสร้างเมือง

รูป : Mahila Haat – www.linkedin.com

การมาเยือนอินเดียอาจไม่ได้ทำให้ใครหลายคนนึกถึงการเดินเล่นช้อปปิ้งหนังสือ แต่สำหรับคนอินเดีย ตลาดหนังสือดารยาจันจ์ (Daryaganj Book Market) ที่ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าเดลี เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดสำหรับคนรักหนังสือทั่วอินเดีย

Daryaganj Book Market นับเป็นตลาดหนังสือกลางแจ้งที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย คนในพื้นที่มักเรียกว่า Sunday Barzaar หรือตลาดวันอาทิตย์ เพราะจะเปิดทุกวันอาทิตย์ มีชื่อเสียงจากความหลากหลายของหนังสือ ตั้งแต่ตำราเรียน คู่มือสอบแข่งขัน และคู่มือวิชาชีพ ไปจนถึงนวนิยาย ชีวประวัติ นิตยสาร และหนังสือหายาก ในราคาเป็นมิตร 

ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่ที่นี่ยังมี ‘ขุมทรัพย์’ ของเก่าให้ได้ลองค้นหา เช่น เหรียญเก่า เครื่องประดับ เครื่องเขียน เสื้อผ้า รวมถึงเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด เช่น กีตาร์ เปียโน กลอง วีณา ทับลา และซิตาร์ ที่นี่จึงเป็นสวรรค์สำหรับนักอ่านและนักล่าของถูกอย่างแท้จริง

ความที่ตั้งอยู่ย่านเมืองเก่า ทำให้ที่นี่คึกคักอย่างมาก ยิ่งรวมกับบรรยากาศและเสน่ห์แบบอินเดีย Daryaganj Book Market จึงเป็นแลนด์มาร์กของทั้งนักอ่าน นักท่องเที่ยว และนักสะสม

ประวัติศาสตร์ของที่นี่ต้องย้อนไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ย่าน Daryaganj ถือเป็นศูนย์กลางของโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ และหนังสือพิมพ์ (รวมถึง Times of India ในอดีต) โดยสำนักพิมพ์จะขายหนังสือล้นสต็อก (overstock) ส่วนหนังสือพิมพ์หรือตำราที่ใช้แล้วก็จะถูกนำมาขายต่อ ขณะที่พ่อค้าแผงลอยเริ่มรวมตัวกันทุกสัปดาห์ จนเกิดเป็นการก่อรูปของตลาดแห่งนี้

เมื่อหนังสือที่ถูกขายส่วนใหญ่เป็นตำราเรียน หนังสือสอบ นิยาย หนังสือภาษาอังกฤษ-อินเดีย แถมราคาถูก จึงทำให้ได้รับความนิยม เพราะเป็นตลาดที่ทำให้ ‘ความรู้’ สามารถเข้าถึงได้ทุกชนชั้น 

หากมองความสำเร็จของ Daryaganj Book Market ในเชิงกลยุทธ์ ร้านหนังสือ (ซึ่งจริงๆ แล้วส่วนใหญ่จะเป็นแผงลอย) ถือว่ามีตำแหน่งที่ชัดเจน เพราะความที่เป็นหนังสือมือสองหรือหนังสือล้นสต็อกจากสำนักพิมพ์ และหนังสือเรียนรุ่นเก่า จึงมีต้นทุนเกือบเป็นศูนย์และไม่ต้องลงทุนการผลิตเลย ขณะที่ตลาดซึ่งจะเปิดแค่วันอาทิตย์จึงทำให้เกิด sense of urgency ที่ผู้มาเยือนต้องมาเพียงวันเดียวเท่านั้น

ในแง่หนึ่ง หนังสือที่นำมาขายจึงเป็นการระบายสต็อกให้สำนักพิมพ์ ลดต้นทุนคลังสินค้า และเพิ่ม cash flow ให้สำนักพิมพ์ ขณะที่เป็นการสร้างงานให้กับพ่อค้าแผงลอย คนขนของ คนซ่อมหนังสือ อันเป็นงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบ แถมยังเป็นการลดขยะและเพิ่มอายุสินทรัพย์ความรู้อย่างหนังสืออีกด้วย

อย่างไรก็ดี ความไม่เป็นทางการนี่เองก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านกฎหมาย ในปี 2019 Daryaganj Book Market จึงย้ายไปที่มาฮิลา ฮาต (Mahila Haat) ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินเดลี เกต (Delhi Gate) ใกล้กับถนนอาซาฟ อาลี (Asaf Ali Road) เพื่อเพิ่มความเป็นระเบียบขึ้น แถมยังมีพื้นที่กว้างขวางกว่า ลดความแออัด และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะที่ยังคงความเป็นสัญลักษณ์ของตลาดหนังสือแห่งเดลีอยู่

ที่นี่จึงเป็นตัวอย่างของตลาดหนังสือที่มีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง ไม่ต้อง curated ไม่มีไลฟ์สไตล์ แต่คือความเรียล และคือโครงสร้างพื้นฐานของความรู้ในประเทศกำลังพัฒนาที่น่าเรียนรู้

Chongqing South Road 
ถนนสายความรู้และการศึกษา แหล่งรวมนิเวศหนังสือแห่งความทรงจำร่วมของชาวไทเป

รูป : Chongqing – www.travel.taipei

ในยุคก่อนที่ร้านหนังสือ Eslite สาขาที่โด่งดังอย่าง Dunhua ซึ่งเป็นร้านหนังสือแห่งแรกของโลกที่เปิด 24 ชม. จะสร้างปรากฏการณ์เป็นจุดนัดพบยามค่ำคืน ถนนฉงชิงใต้คือสวรรค์ช้อปปิ้งหนังสือยอดนิยมในไทเปมาก่อน 

หากเป็นยุคเฟื่องฟู ถนนแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ Taipei Main Station สถานีรถไฟอันเป็นศูนย์กลางคมนาคมของเมืองไทเป มีร้านหนังสือเรียงรายมากกว่า 100 ร้าน ครอบคลุมสิ่งพิมพ์ทุกประเภท ตั้งแต่นิยาย หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ไปจนถึงหนังสือจากจีนที่พิมพ์ด้วยอักษรจีน และแม้แต่หนังสือเตรียมสอบที่หายาก เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่นักอ่านต้องการ

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไต้หวันให้ความสำคัญกับการศึกษาและการสอบแข่งขัน ความต้องการหนังสือเรียนและตำราจึงสูงมาก และด้วยความที่อยู่ใกล้โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันกวดวิชา สำนักพิมพ์และร้านหนังสือจึงย้ายมาเกาะกลุ่มกันจนทำให้ถนนสายนี้ทั้งเส้นกลายเป็นถนนความรู้ของประเทศ ในทางหนึ่ง ถนนสายนี้จึงเติบโตจากความต้องการในเชิงการศึกษา ไม่ใช่การท่องเที่ยวหรือการสร้างภาพลักษณ์ของเมือง

เมื่อเป็นเช่นนั้น นักเรียน นักศึกษา ครูบาอาจารย์ จึงต้องมาที่นี่ เพื่อหาหนังสือสอบเฉพาะทาง หนังสือเรียนจากหลากสำนักพิมพ์ ขณะที่สำนักพิมพ์ใหญ่เลือกมาตั้งสำนักงานในย่านนี้ หนังสือตำราเรียนออกใหม่สดๆ ร้อนๆ จึงกระจายได้เร็ว ถนนแห่งนี้จึงรุ่งเรืองมากในช่วงทศวรรษ 1970-1990 

ความนิยมของถนนสายนี้ไม่ใช่แค่ไต้หวัน แต่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นและฮ่องกงก็เดินทางมาซื้อหนังสือที่นี่ ในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักเอไอ ว่ากันว่าถ้าลองไปถามเจ้าของร้านหนังสือในย่านนี้ (ที่มักนั่งสบายๆ อ่านหนังสือพิมพ์) เพื่อหาหนังสือที่ต้องการ พวกเขาเหล่านั้นสามารถแนะนำให้ได้ราวกับเป็น ‘กูเกิล’ เลยทีเดียว

ขณะที่หลายร้านในย่านนี้เป็นทั้งสำนักพิมพ์, ผู้จัดพิมพ์, ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจของถนนสายนี้จึงเกิดขึ้นเนื่องจาก ‘ความชัดเจน’ ของร้านหนังสือ และ ‘ความต้องการ’ ที่แน่นอนของคนซื้อหนังสือที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตำราเรียน

อย่างไรก็ตาม ความที่ถนนสายนี้พึ่งพาหนังสือเรียนมากเกินไป และปรับตัวช้ากับการมาถึงของโลกดิจิทัล รวมถึงการขายแบบออนไลน์ จึงทำให้ย่านนี้เสื่อมความนิยมลงไปหลังปี 2000 หากแต่คนไต้หวันรุ่นเก๋าจำนวนมากยังมี ‘ความทรงจำ’ กับถนนแห่งนี้ 

เมื่อรวมกับบรรยากาศสังคมยุคใหม่ที่เริ่มโหยหา ‘เสน่ห์แบบอดีต’ รวมถึงการเริ่มมีร้านกาแฟ ร้านหนังสือเฉพาะทาง มีสำนักพิมพ์อิสระเกิดขึ้น ก็ทำให้ถนนสายนี้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักอ่านที่อยากมาดื่มด่ำบรรยากาศถนนสายหนังสือแห่งนี้ และเลือกซื้อหนังสือดีๆ สักเล่มมาอ่านสบายๆ อยู่ดี

Nguyen Van Binh 
ถนนหนังสือเก่าแก่ใจกลางเมือง เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นอยากส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน

รูป : Ho Chi Minh – vinpearl.com

‘เหงียนฟานบินห์’ หรือที่รู้จักในชื่อถนนหนังสือโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Book Street) นับเป็นหนึ่งในถนนที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ประวัติศาสตร์ของถนนสายนี้ยาวนานและมีการเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง แต่ละชื่อสะท้อนถึงยุคสมัยต่างๆ ของเมืองโฮจิมินห์

ย้อนกลับไปช่วงที่เวียดนามถูกฝรั่งเศสยึดครองตอนกลางถึงปลายศตวรรษที่ 19 ถนนแห่งนี้เป็นที่รู้จักในชื่อถนนฮ่องกง (Hong Kong Street) เชื่อกันว่าสะท้อนถึงสถานะของเมืองในฐานะศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นคาร์ดิส (Cardis) ซึ่งเป็นชื่อที่ฟังดูเป็นตะวันตกมากขึ้น และในที่สุดก็เปลี่ยนชื่อเป็นเหงียนเฮา (Nguyen Hau) หลังจากเวียดนามได้รับเอกราชในปี 1955

กระทั่งในปี 2000 จึงเปลี่ยนเป็นถนนเหงียนฟานบินห์ (Nguyen Van Binh) เพื่อเป็นเกียรติแก่บาทหลวงและปัญญาชนผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์เวียดนาม ซึ่งเป็นจุดสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดของเมืองที่หันมาให้ความสำคัญกับความรู้และการเรียนรู้ 

ขณะที่โฮจิมินห์เป็นเมืองเศรษฐกิจโตเร็ว แต่พื้นที่วัฒนธรรมการอ่านเริ่มเลือนหาย รัฐบาลท้องถิ่น (Ho Chi Minh City People’s Committee) จึงริเริ่มโครงการที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สร้างพื้นที่สาธารณะเชิงความรู้ และใช้หนังสือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของเมือง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็น ‘ถนนหนังสือ’ ในปี 2016 และเป็นแห่งแรกของเวียดนาม

ถนนหนังสือโฮจิมินห์ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทอดยาวจากถนนไห่บาจุงไปจนถึงมหาวิหารนอเทรอดาม บนระยะทางเพียง 144 เมตรแห่งนี้ มีแผงหนังสือจากสำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น Alphabooks, Nha Nam, Ho Chi Minh City General Publishing House, Kim Dong หรือ Thai Ha ด้วยความที่อยู่ในจุด tourist core ของเมือง นักท่องเที่ยวจึงเข้าถึงได้ง่าย หรือแม้กระทั่งเดินผ่านโดยบังเอิญก็ได้

ร้านหนังสือแต่ละแห่งมีหนังสือหลากหลายประเภทตั้งแต่วรรณกรรม การเมือง สังคม วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาต่างประเทศ รวมถึงการ์ตูน นิยาย และอีกมากมาย แม้จะเป็นถนนสายเล็กๆ แต่ด้วยความที่ปลูกต้นไม้เรียงราย จึงทำให้บรรยากาศร่มรื่น สดชื่น น่าเดินเล่นใช้เวลามาก  

ด้วยความที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการถนนสายนี้ รัฐจึงมีบทบาททั้งในการออกแบบพื้นที่ วางแผนจัดสรรประเภทและสัดส่วนของผู้เช่าพื้นที่ จึงช่วยลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการ (ที่ต้องผ่านการคัดเลือก) ร้านหนังสือกล้าลงทุน ขณะที่ราคาหนังสือที่ไม่สูงมาก 

บรรยากาศโดยรวมของถนนและร้านค้าที่มีความเป็นมิตร ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ นักท่องเที่ยวจึงแวะง่าย ในมุมหนึ่งจึงสามารถขยายตลาดนักอ่านใหม่ๆ ได้ ควบคู่ไปกับการจัดอีเวนต์ เวิร์กช็อป จึงเกิดเป็นระบบนิเวศที่เสถียร

ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ แต่ร้านรวงโดยรอบทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของร้านหนังสือแต่ละร้าน ก็ทำให้ถนนสายนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหา ที่ไม่ว่าใครก็ต้อง ‘หยุด’ เพื่อใช้เวลากับพื้นที่แห่งนี้

Kiss My Soul ธุรกิจเสียงบำบัดในคลื่น 528 Hz โดย Sound Healer ที่ทำธุรกิจด้วยหลัก Human Design

ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงกังวานใสที่สั่นสะเทือนออกมาจาก ‘Alchemy Crystal Bowls’ ค่อยๆ โอบล้อมความวุ่นวายในหัวให้สงบลงอย่างช้าๆ 

แต่ก่อนเราเข้าใจว่าเครื่องมือเหล่านี้เพียงแค่สร้างเสียงดนตรีเพื่อความรื่นเริง แต่การสนทนาในวันนี้กลับเปลี่ยนความคิดไปอย่างสิ้นเชิง เสียงที่กังวานไปทั่วทั้งห้องนี้เป็นความถี่บริสุทธิ์ที่ออกแบบมาเพื่อ ‘ล้าง’ สภาวะจิตใจที่เหนื่อยล้าให้กลับมาสงบและสะอาดได้อีกครั้ง

วันนี้เราอยู่ที่ Kiss My Soul แบรนด์ wellness ผู้บุกเบิกศาสตร์ sound healing (การบำบัดด้วยเสียง) รายแรกๆ ในไทยที่ทำให้เรื่องที่เคยดู ‘ลึกลับ’ กลายเป็นเรื่องที่ ‘แมส’ และจับต้องได้ Kiss My Soul ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการนอนฟังเสียงขัน แต่เป็นพื้นที่ที่รวบรวมทั้งองค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม และคอมมิวนิตี้สำหรับผู้ที่ต้องการ ‘ฟัง’ เสียงภายในของตัวเองอย่างแท้จริง

แต่ใครจะเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของอาณาจักรแห่งความสงบนี้ กลับเริ่มมาจากเสียง ‘ร้าว’ ในร่างกายและตัวตนของผู้ก่อตั้งอย่าง เหวิน–นภสร ศิรินรรัตน์  

ในวัย 15 ปี เหวินควรจะประสบความสำเร็จในฐานะนักกีฬาไอซ์สเกต แต่แล้วอาการบาดเจ็บรุนแรงจากการฝึกซ้อมก็พรากทุกอย่างไปจากเธอ ความเจ็บปวดในวันนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร่างกาย แต่มันพรากตัวตนและความภูมิใจของเธอไปทั้งหมด ทิ้งไว้เพียงความรู้สึก ‘แตกสลาย’  

จากความพยายามบำบัดร่างกาย เหวินได้พบกับครูโยคะชาวอินเดียที่พาเธอเข้าสู่โลกของสมาธิและลมหายใจ จนค้นพบว่า ‘เสียง’ คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในการเยียวยามนุษย์ เธอเริ่มสร้าง Kiss My Soul จากการทำคอนเทนต์แบ่งปันประสบการณ์ จนกลายเป็นธุรกิจที่สอดรับกับเทรนด์ wellness โดยไม่ได้ตั้งใจ

วันนี้จากคอนเทนต์บนหน้าจอได้ต่อยอดสู่ธุรกิจที่หลากหลายและได้รับการยอมรับในระดับประเทศ เธอได้รับโอกาสร่วมงานกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการผลักดัน wellness tourism และได้รับความไว้วางใจจากองค์กรเอกชนชั้นนำ ให้เข้าไปดูแล ‘ใจ’ ของบุคลากร รวมถึงการเดินทางไปเปิดโลกทัศน์ที่โอมาน ที่ทำให้เธอมองเห็นโอกาสในการพาศาสตร์นี้ไปสู่ระดับสากล

ต่อไปนี้คือเรื่องราวของนักบำบัดสาวที่เชื่อในกลยุทธ์การ ‘รอเพื่อตอบรับ’ และการสร้างธุรกิจจากความซื่อสัตย์กับใจตัวเอง

ขอเชิญทุกคนค่อยๆ สูดหายใจลึกๆ อาจเปิดเสียงบำบัดไปพร้อมๆ กัน แล้วมาเดินทางสำรวจเส้นทางของพื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมจะโอบกอดทุกคนผ่านคลื่นความถี่นี้ไปพร้อมๆ กัน

ศาสตร์แห่งเสียงและ Alchemy Crystal Bowls 

ในโลกของ wellness ที่ผู้คนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ๆ นอกเหนือจากการนวดหรือสปา ‘sound healing’ หรือการบำบัดด้วยเสียงกลายเป็น niche market ที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตา 

สำหรับเหวิน เธอไม่ได้มองว่านี่คือการตามกระแส สิ่งที่ Kiss My Soul นำเสนอคือการเปลี่ยนความถี่ของคลื่นเสียงให้กลายเป็นเครื่องมือจัดการกับ ‘ความวุ่นวายภายใน’ โดยมีรากฐานสำคัญอยู่ที่ศาสตร์ของคลื่นสมอง 

หัวใจสำคัญของการบำบัดด้วยเสียงคือการพาสภาวะจิตใจของผู้รับบำบัดให้เดินทางลึกเข้าไปสู่ระดับการพักผ่อนที่การนอนหลับปกติอาจทำไม่ได้ เหวินอธิบายถึงกลไกการทำงานของเสียงว่ามันเข้าไปจัดการกับคลื่นสมองโดยตรง โดยเฉพาะการปรับจูนให้เข้าสู่สภาวะ theta และ delta ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองเข้าสู่การพักผ่อนระดับลึกที่สุด เป็นสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นที่ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมตัวเองจากความเหนื่อยล้า

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดในเชิงธุรกิจของ Kiss My Soul คือการเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหวินเรียกว่า ‘alchemy crystal bowls’ แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไปที่ใช้ crystal bowls ปกติซึ่งมักทำจากแร่ควอตซ์บริสุทธิ์และผลิตด้วยเครื่องจักรแบบ mass product แต่ alchemy crystal bowls คือการยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยการหลอมรวมแร่ธาตุและอัญมณีล้ำค่าเข้าไปในเนื้อคริสตัล

การเลือกใช้อุปกรณ์ระดับพรีเมียมนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่ส่งผลโดยตรงต่อ ‘คุณภาพเสียง’ และ ‘พลังงาน’ ที่ส่งออกมา bowl แต่ละใบถูกสร้างขึ้นด้วยความละเอียดอ่อนและมีการจูนคลื่นความถี่ (Hertz) ที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้ตอบโจทย์การบำบัดในแต่ละส่วนของร่างกายหรือ ‘จักระ’ ที่แตกต่างกันออกไป 

เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริการที่ลูกค้าจะสัมผัสได้ทันทีจากความกังวานและมิติของเสียงที่ลึกซึ้งกว่าปกติ

“อย่างอันนี้เราหลอมแร่คริสตัลที่ชื่อว่า ฟลูออไรต์เข้าไปด้วย และจูนคลื่นมาที่ 528 เฮิร์ตซ์ อยู่ในจักระที่ช่วยบำบัดเรื่องของ grounding”  

ความน่าสนใจในเชิงเทคนิคคือการใช้คลื่นความถี่ 528 เฮิร์ตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นที่เชื่อกันว่าช่วยในการซ่อมแซมและสร้างความรู้สึกมั่นคง (grounding) เหวินเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า bowl แต่ละใบมีหน้าที่ต่างกัน เหมือนกับยาที่ปรุงมาเพื่อรักษาอาการเฉพาะจุด 

เช่น ขันที่ผสมแร่ไทเกอร์อาย (Tiger’s Eye) จะจูนมาเพื่อจักระโซลาร์เพล็กซัส (Solar Plexus) เพื่อดูแลเรื่องความมั่นใจและพลังอำนาจภายในตนเอง การมีอุปกรณ์ที่หลากหลายและลึกซึ้งขนาดนี้ทำให้ Kiss My Soul สามารถทำ ‘customization’ หรือการออกแบบเซสชั่นให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

ในฐานะนักบำบัด เหวินไม่ได้ใช้เพียงทักษะการบรรเลง แต่เธอใช้เทคนิคที่เรียกว่า ‘Binaural Beats’ มาสร้างปรากฏการณ์ให้สมอง โดยการใช้มือทั้งสองข้างเล่น bowl ที่มีเสียงต่างกันเล็กน้อยพร้อมกัน เมื่อหูสองข้างรับเสียงที่ต่างความถี่กัน สมองจะพยายามสร้าง ‘ความถี่ที่สาม’ ขึ้นมาเพื่อปรับสมดุล ซึ่งเป็นทางที่พาผู้รับบำบัดเข้าสู่สภาวะดิ่งลึกได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนและการฟังที่ละเอียดอ่อนมากกว่าแค่การตีให้เกิดเสียง

อย่างไรก็ตาม การมีอุปกรณ์ที่เลอค่าไม่ได้หมายความว่าใครก็เป็นนักบำบัดได้ เหวินเน้นย้ำถึงเรื่อง ‘authority’ และการเรียนรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญ เพราะนี่คือศาสตร์ที่ก้ำกึ่งระหว่างดนตรีและพลังงานเยียวยา การเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้องจากผู้รู้จริงจึงเป็น barrier to entry ที่สำคัญ ซึ่งช่วยการันตีความปลอดภัยให้กับลูกค้า และป้องกันผลกระทบด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้นกับตัวนักบำบัดเองหากจัดการไม่ถูกวิธี

“เหวินมองว่าการที่เรามีครูยังไงมันก็ดีกว่าอยู่แล้ว ทั้งเรื่องความปลอดภัยของลูกค้าด้วย แล้วก็ของตัวเราเองด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็น sound healer คือการฝึกฟังมากกว่า ฟังแล้วก็สังเกตลูกค้าว่าเขารับคลื่นนี้แล้วเขารู้สึกยังไง”  

ในมิตินี้ นักบำบัดต้องรักษาสภาวะ ‘ความเป็นกลาง’ ให้ได้มากที่สุด ในการทำงานจริง เหวินต้องวางความเครียดส่วนตัวหรือเรื่องราววุ่นวายภายนอกไว้ เพื่อเป็นช่องทางที่ใสสะอาดที่สุดสำหรับส่งผ่านคลื่นความถี่คุณภาพ 

เสียงที่เปลี่ยน

เหวินมองว่าความต้องการของมนุษย์มีความหลากหลายและซับซ้อน Kiss My Soul จึงมีบริการที่มากกว่าการให้มานอนฟังเสียง แต่คือการเดินทางสำรวจจิตวิญญาณผ่านประสาทสัมผัสที่ร้อยเรียงกันอย่างมีชั้นเชิง  

ผลงานที่ผ่านมาของ Kiss My Soul นั้นหลากหลาย มีตั้งแต่กิจกรรมที่จัดขึ้นเอง จัดร่วมกับผู้อื่น และแบรนด์ต่างๆ เช่น การดื่มชาซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่มีประวัติศาสตร์การใช้เพื่อการผ่อนคลายมาอย่างยาวนาน เหวินใช้สิ่งนี้เป็นกุญแจดอกแรกในการเปิดประตูสู่สมาธิ คลื่นพลังงานจากชาจะช่วยลดความฟุ้งซ่านและทำให้จิตใต้สำนึกพร้อมสำหรับการดิ่งลึกสู่ เมื่อร่างกายพร้อมและใจสงบลง การบำบัดด้วยเสียงที่ตามมาจึงทรงพลังและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าการเริ่มต้นด้วยความตึงเครียด

หากใครต้องการประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ยังมี ‘Full Moon Soulful Journey’ คือกิจกรรมที่เหวินจัดตามรอบของดวงจันทร์ เธอเชื่อในเรื่องของพลังงานธรรมชาติที่ส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจมนุษย์ กิจกรรมในคืนพระจันทร์เต็มดวงจึงไม่ใช่แค่การอาบแสงจันทร์ แต่คือการใช้ความถี่จาก Alchemy Crystal Bowls มาช่วยชำระล้างพลังงานเก่าที่ค้างคาและตั้งปณิธานใหม่ 

ความโดดเด่นอีกประการคือการที่เหวินหยิบศาสตร์ที่เธอเชี่ยวชาญมาผสมผสานกันอย่างแนบเนียน ทั้งไพ่โอราเคิลบำบัด และเรกิ ในหลายเซสชั่นเธอจะมีการเปิดไพ่เพื่ออ่านสภาวะใจหรือให้คำแนะนำ ที่สอดคล้องกับพลังงานที่เธอสัมผัสได้ระหว่างการบำบัดด้วยเสียง นี่คือการทำให้ศาสตร์ที่ดูเป็นนามธรรมกลายเป็นคำแนะนำที่จับต้องได้ 

นอกเหนือจากการบำบัด เหวินยังสอดแทรกแนวคิดเรื่อง ‘manifestation’ หรือศาสตร์แห่งการดึงดูดเข้าไปในเวิร์กช็อปของเธอ เธอสอนให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่าความคิดและอารมณ์มีความถี่และหากเราสามารถปรับจูนตัวเองให้มีความถี่ที่สอดคล้องกับเป้าหมายได้ เราก็จะสร้างความจริงที่ต้องการได้ง่ายขึ้น การบำบัดด้วยเสียงจึงกลายเป็นทางในการปรับจูนสภาวะจิตใจ (mindset) ให้มีความสุขและผ่อนคลาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต

ก้าวที่สำคัญที่สุดคือการเปิด ‘Sound Healer Training’ หรือหลักสูตรฝึกอบรมนักบำบัดด้วยเสียงมืออาชีพ เหวินต้องการส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลที่เธอได้เรียนรู้จากครูทั่วโลก เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ wellness ในไทย  

การบริหารธุรกิจแบบ ‘รอ’ เพื่อจะ ‘ไปต่อ’ ในแบบ Generator

ท่ามกลางโลกธุรกิจที่สอนให้เราต้องเป็นนักล่าที่วิ่งออกไปไขว่คว้าโอกาสอยู่ตลอดเวลา เหวินกลับเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง 

เธอไม่ได้บริหาร Kiss My Soul ด้วยความกดดัน แต่เธอใช้ศาสตร์ที่เรียกว่า Human Design เป็นเครื่องมือนำทางในการตัดสินใจทางธุรกิจ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในศักยภาพของตัวเองที่เป็น Type ‘Generator’ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีพลังงานมหาศาลและพร้อมจะขับเคลื่อนโลกใบนี้ หากแต่ต้องทำบนพื้นฐานของสิ่งที่ ‘รัก’ และ ‘สนุก’ เท่านั้น

แก่นสำคัญของการเป็น Generator ในมิติธุรกิจของเหวินคือการ ‘รอ’ เพื่อตอบรับ ฟังดูอาจจะขัดกับสัญชาตญาณของผู้ประกอบการที่ต้องรีบเร่ง แต่สำหรับเธอ การรอไม่ใช่การอยู่นิ่งอย่างไร้จุดหมาย แต่มันคือการรักษาพลังงานของตัวเองให้เต็มเปี่ยมและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสที่ ‘ใช่’ วิ่งเข้ามา พลังงานในตัวเธอจะทำหน้าที่ตอบสนองและมีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวคิดนี้กลายเป็นหัวใจหลักที่ทำให้แบรนด์เติบโตอย่างมั่นคงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ปีแรกๆ แผนงานของเหวินคือการทำคอนเทนต์ให้เยอะและหลากหลายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทดลองทำทุกอย่าง ตั้งแต่การให้ข้อมูลเบื้องต้น ไปจนถึงการเปิดรับศาสตร์การบำบัดหลายรูปแบบ เพื่อดูว่าตลาดตอบรับกับสิ่งไหน และตัวเธอเอง ‘สนุก’ กับพลังงานแบบไหนมากที่สุด

เมื่อเข้าสู่ปีที่สอง เหวินมองว่าเป็นปีที่เธอ “เรียนรู้ว่าอะไรที่ใช่และไม่ใช่” เธอเริ่มตัดสิ่งที่ทำแล้วพลังงานหมด และโฟกัสไปที่สิ่งที่สร้างความสุขและความสนุกให้กับเธอและลูกค้า นั่นคือ sound healing 

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 เหวินขยับเข้าสู่การทำสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ เธอเริ่มผลิตและให้คำปรึกษาเรื่อง crystal bowls สำหรับนำไปใช้เองที่บ้าน เปลี่ยนจากโมเดลบริการอย่างเดียว มาเป็นโมเดลที่มี revenue stream ที่หลากหลายขึ้น  

และในปี 2569 หรือปีที่ 4 เหวินก้าวเข้าสู่ physical space หรือการเปิดสตูดิโอ House of Sound เป็นคือการทำให้สิ่งที่อยู่ในหน้าจอ กลายเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริง สอดคล้องกับความต้องการทำให้ศาสตร์แห่งเสียงบำบัดเข้าถึงชีวิตผู้คนได้มากขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างคอมมิวนิตี้ของคนรัก wellness  

เหวินนิยาม House of Sound ว่าเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ แต่การที่คนแปลกหน้าคนหนึ่งจะเดินเข้ามาแล้วทิ้งตัวลงนอนเพื่อเปิดรับความอ่อนแอหรือความเหนื่อยล้าให้คนอื่นเยียวยา ต้องอาศัยความเชื่อมั่นในระดับที่สูงมาก เธอจึงให้ความสำคัญกับบรรยากาศ พลังงาน และความรู้สึกตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามา เพื่อให้มั่นใจว่าที่นี่คือ ‘บ้าน’ สำหรับจิตวิญญาณของทุกคนอย่างแท้จริง

หัวใจสำคัญที่ทำให้ House of Sound แตกต่างคือคุณภาพ เธอเชื่อว่านักบำบัดด้วยเสียงที่ดีต้องทำตัวเป็นเหมือนท่อที่ใสสะอาดเพื่อส่งผ่านความถี่ การทำงานของเธอจึงเริ่มก่อนที่ลูกค้าจะมาถึง คือการ ‘เคลียร์พลังงาน’ ของตัวเอง เธอต้องรักษาสภาวะความเป็นกลางให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าในวันนั้นเธอจะเจอเรื่องเครียดจากรถติดหรือปัญหาชีวิตส่วนตัวมาอย่างไรก็ตาม

ความเป็นมืออาชีพในแบบของเหวินคือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับมาตรฐานเดียวกันในทุกครั้งที่มาเยือน นี่คือความท้าทายของธุรกิจบริการที่ใช้ ‘คน’ เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก การฝึกฝนสภาวะจิตให้มั่นคงและการวางอีโก้ทิ้งไป คือเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ลูกค้าเกิดการบอกต่อจนแบรนด์เติบโตอย่างมั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาการตลาด แต่มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ที่จริงใจระหว่างนักบำบัดและผู้รับบำบัด

เหวินยอมรับว่าการใช้ชีวิตที่ ‘Align’ หรือสอดคล้องกับธรรมชาติของตัวเองเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของธุรกิจชัดเจนขึ้น เมื่อเธอเลิกวิ่งตามสิ่งที่คนอื่นบอกว่าดี แล้วหันมาโฟกัสที่การสร้างสรรค์ผลงานจากความตื่นเต้นภายในใจ พลังงานที่ซื่อสัตย์นั้นกลับดึงดูดโอกาสสำคัญๆ ให้วิ่งเข้ามาหาเธอเองโดยไม่ต้องพยายามฟาดฟัน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ หรือการขยายสตูดิโอ ทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านการ ‘บอกต่อ’ และการมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงที่เธอส่งมอบออกไป

คอนเทนต์ของ Kiss My Soul จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อยัดเยียดการขาย แต่เป็นคอนเทนต์ที่เหวินนิยามว่าคือการสร้างจุดเชื่อมโยงที่ผู้คนเข้าถึงและรู้สึกร่วมไปกับมันได้ เธอเลือกที่จะเล่าเรื่องราวที่ออกมาจากใจและประสบการณ์ เป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่มเป้าหมายถึงติดต่อเข้ามาหาเธอผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

“เราใช้ชีวิตที่มันค่อนข้าง align กับตัวเองมาเรื่อยๆ ถามว่ามีกลยุทธ์หรือแผนงานไหม มีนะ แต่สุดท้ายมันก็กลับมาที่เซ็นเตอร์ของเราว่าเราอยากทำอะไร สนุกกับอะไรแล้วพลังงานมันไม่โกหก แค่นั้นเอง”  

การบริหารธุรกิจแบบ generator ยังช่วยป้องกันปัญหาที่นักธุรกิจจำนวนมากต้องเผชิญ นั่นคืออาการ burnout หรือภาวะหมดไฟ เหวินอธิบายว่าหากเราทำในสิ่งที่ไม่ได้สนุกหรือไม่ได้ตอบสนองต่อพลังงานภายใน พลังงานนั้นจะเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับ Kiss My Soul ทุกโปรเจกต์ที่เธอตอบรับคือสิ่งที่ช่วยชาร์จพลังให้กับเธอเองด้วย  

เสียงที่ทำให้เรากลับมาได้ยินตัวเอง

ความน่าสนใจของ Kiss My Soul คือการเป็นธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพางบโฆษณาจำนวนมหาศาล แต่เติบโตผ่านแรงดึงดูดของ ‘พลังงาน’ เหวินเล่าว่าโอกาสหลายเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปี มาจากความตั้งใจในการทำคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้คนจนเกิดการบอกต่อในวงกว้าง 

ในวันที่เทรนด์ wellness ไม่ใช่แค่เรื่องของการออกกำลังกายหรือการกินคลีนอีกต่อไป แต่ขยับเข้าสู่ยุคของ holistic wellness อย่างเต็มตัว องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มมองหาเครื่องมือใหม่ๆ มาดูแล ‘ใจ’ ของบุคลากรและลูกค้า 

เหวินเริ่มได้รับโอกาสในการร่วมงานกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อนำศาสตร์ sound healing ไปเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ wellness Tourism ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยพยายามผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

ไม่เพียงแค่ภาครัฐ แต่ในภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับสวัสดิการด้านใจของพนักงาน ก็หันมาหา Kiss My Soul เพื่อจัดเวิร์กชอปบำบัดความเครียดสะสมจากการทำงาน เหวินมองว่านี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าตลาดกำลังตอบรับกับสิ่งที่เธอนำเสนอ และศาสตร์ที่เธอสนใจมีโอกาสอีกมากมาย เพราะทุกภาคส่วนเริ่มตระหนักแล้วว่าหากบุคลากรมีจิตใจที่สงบและสมดุล ผลลัพธ์ของการทำงานก็จะออกมาดีอย่างยั่งยืน

ก้าวที่สำคัญยิ่งขึ้นคือเมื่อเหวินได้มีโอกาสเดินทางไปทำ sound healing ที่โอมาน ให้กับโรงแรมอนันตรา ประสบการณ์นี้ทำให้เธอเห็นช่องว่างขนาดใหญ่ในตลาด wellness ระดับโลก เธอพบว่าในหลายประเทศผู้คนมีความต้องการในการบำบัดทางใจ แต่กลับยังขาดผู้เชี่ยวชาญและศาสตร์ที่ละเอียดอ่อนอย่าง sound healing ที่เข้าถึงง่ายและมีมาตรฐานแบบที่เธอทำอยู่ สิ่งนี้ทำให้เธอมองเห็นโอกาสที่จะพา Kiss My Soul ไปสู่ระดับสากล

“เราอยากจะสร้างคอมมิวนิตี้ให้คำว่าคลื่นเสียงบำบัด หรือว่าคลื่นความถี่สามารถเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของหลายๆ คน”  

ในโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วย ‘เสียงรบกวน’ จนบางครั้งเราแทบไม่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง การเดินทางของ Kiss My Soul ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาคือเครื่องยืนยันว่าการหยุดพักเพื่อฟังเสียงตัวเองใช่ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่คือการลงทุนเพื่อปรับจูนชีวิตให้กลับมาอยู่ในร่องในรอย 

สำหรับเหวิน ธุรกิจนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายเซสชันบำบัด แต่คือการส่งต่อ ‘เครื่องมือ’ ที่จะช่วยให้ผู้คนรับมือกับความผันผวนของโลกภายในได้อย่างมั่นคงขึ้น

สำรวจโมเดลบริหารจัดการวาระสุดท้ายของ ‘สวิตเซอร์แลนด์’ ฮับของบริการ ‘สิทธิจากลา’ ระดับโลก

ยิ่งใกล้วันดีเดย์เลือกตั้งใหญ่ บรรดาพรรคการเมืองต่างงัดนโยบายหาเสียงออกมาไม่เว้นวัน ทำได้จริงบ้าง ชวนเพ้อฝันสร้างไวรัลบ้าง ตามแต่ประชาชนจะเลือกพิจารณา 

อย่างไรก็ดีหนึ่งในนโยบายหาเสียงที่ถูกพูดถึงไม่น้อย คือการผลักดัน ‘แนวทางการจบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์’ (Medical Assistance in Dying) ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม 

นโยบายดังกล่าวมีทั้งกลุ่มคนที่ยังแคลงใจสงสัยว่าเป็นการล้ำเส้นจริยธรรมและความเชื่อทางศาสนา กับอีกกลุ่มที่มองว่าเป็นนโยบายที่ดีที่คนคนหนึ่งจะได้ใช้ ‘สิทธิ’ ความต้องการสุดท้ายในการจากลาอย่างมีคุณภาพมากที่สุด แต่ในมุมมองระดับสากล เรื่องนี้ก้าวข้ามเพียงแค่ข้อถกเถียงไปสู่การวางระบบบริหารจัดการอย่างจริงจัง โดยมีทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ecosystem นี้ 

คอลัมน์ Recap ตอนนี้จะพาไปสำรวจโมเดลการจัดการจากประเทศที่ ‘สิทธิจากลา’ ถูกกฎหมาย เพื่อทำความเข้าใจว่าโลกบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไรให้ยั่งยืนและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด

[ทำความเข้าใจก่อนถึงการการุณยฆาตกับการช่วยเหลือในการยุติชีวิตตนเอง]

ก่อนจะไปสำรวจว่าการบริการที่เกิดจากการยอมรับกฎหมายการุณยฆาตเป็นยังไง เราขอชวนมาทำความเข้าใจก่อนว่า การการุณยฆาตที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จริงๆ แล้วมีอยู่ 2 ประเภท  

1. Active Euthanasia (การุณยฆาตเชิงรุก) แพทย์เป็นผู้จัดหาเครื่องมือ เช่น การฉีดยา หรือการปล่อยยาเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปทันทีโดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน

2. Passive Euthanasia (การุณยฆาตเชิงรับ) เป็นการยุติการรักษาจากแพทย์ เช่น การถอดเครื่องช่วยหายใจหรือเครื่องพยุงชีพ และไม่ปั๊มหัวใจหากเกิดกรณีหัวใจหยุดเต้น เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปตามธรรมชาติ ทว่ามีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานก่อนจากไป

ทั้งสองข้อที่ว่านี้ล้วนมีหลักการเดียวกันคือ ผู้ป่วยหรือญาติใกล้ชิดเป็นผู้ยินยอมในการแจ้งความประสงค์ขอยุติชีวิต และแพทย์ประเมินอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าโรคร้ายที่ผู้ป่วยเผชิญไม่สามารถรักษาให้หายขาดและมีทีท่าทวีความเจ็บปวดมากกว่าเดิม 

ประเทศที่ให้การยอมรับการการุณยฆาตมีทั้งหมด 12 ประเทศ คือ เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, โคลอมเบีย, แคนาดา, สเปน, นิวซีแลนด์, โปรตุเกส, ออสเตรีย, สโลวีเนีย, อุรุกวัย และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสหรัฐอเมริกายอมรับเป็นกรณีพิเศษในบางรัฐ เช่น โอเรกอนและวอชิงตัน ดีซี 

ทั้งนี้ ประเทศแรกที่อนุมัติการการุณยฆาตคือสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1942 ในรูปแบบ Assisted Suicide หรือการยุติชีวิตตัวเองโดยการช่วยเหลือจากแพทย์ ต่างจากการยุติชีวิตทั้ง 2 ข้อที่กล่าวไปในข้างต้น เนื่องจากกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่อนุญาตให้แพทย์เป็นผู้ลงมืออัตนิวิบาต ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องเป็นคนลงมือจบชีวิตตัวเอง เช่น การกดปุ่มสวิตช์ฉีดยาตัวเองโดยต้องมีสติครบถ้วน

[Assisted Dying Centres ศูนย์บริการยุติชีวิตตนเองในสวิตเซอร์แลนด์]

จากข้อมูลของ thieme-connect.com แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับเข้าถึงฐานข้อมูลด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของสำนักพิมพ์ Thieme Publishing Group ระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ขอเข้ารับการการุณยฆาตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 800% นับตั้งแต่ปี 2003-2023 โดยในปี 2023 สวิตเซอร์แลนด์มีจำนวนผู้การุณยฆาตสูงถึง 1,729 ราย เป็นรองเพียงประเทศแคนาดา, เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมเท่านั้น

สาเหตุที่ตัวเลขสูงติดอันดับโลก เพราะรัฐบาลมีกฎหมาย ‘swiss panel code มาตรา 115’ ที่ระบุไว้ว่า การช่วยให้ผู้อื่นเสียชีวิตไม่เป็นความผิด หากช่วยเหลือโดยปราศจากแรงจูงใจส่วนตัว เช่น แพทย์ที่ทำไปเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยเป็นผู้แจ้งขอความประสงค์หรือญาติแจ้งขอความประสงค์ ในกรณีผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤตไม่รู้สึกตัว แน่นอนว่าภายใต้มาตราดังกล่าวมีรายละเอียดอีกยิบย่อยเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

ความเชื่อเรื่องสิทธิสุดท้ายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดของคนเฉพาะกลุ่ม แต่ยังเป็นจุดยืนที่ได้รับความเห็นชอบจากประชากรส่วนใหญ่ โดยในปี 2011 เคยมีการทำประชามติครั้งสำคัญในซูริก ซึ่งผลคะแนนระบุว่าชาวเมืองกว่า 80% ปฏิเสธข้อเสนอที่จะสั่งแบนการการุณยฆาต และยังยืนยันที่จะให้สิทธินี้ครอบคลุมไปถึงชาวต่างชาติด้วย สิ่งนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์รักษาภาพลักษณ์การเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับสิทธิในการจบชีวิตโดยสมัครใจมาอย่างยาวนาน

นี่จึงเป็นที่มาที่สวิตเซอร์แลนด์มีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับบริการช่วยเหลือการการุณยฆาตที่เรียกว่า ‘Assisted Dying Centres’ หรือ ‘ศูนย์บริการยุติชีวิตตนเอง’ ยกตัวอย่างที่มีชื่อเสียงเช่น ‘Dignitas’ ที่ก่อตั้งโดย ‘ลุดวิค มิเนลลี (Ludwig Minelli)’ ในปี 1998 ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘สิทธิในการตาย’ คือสิทธิสุดท้ายที่มนุษย์ควรได้รับ โดยการจดทะเบียนในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนั้นเป็นไปตามข้อกฎหมาย ที่ไม่อนุญาตให้ Assisted Dying Centres แสวงหาผลกำไรจากการตายของผู้อื่น และการบริการมีเพื่อ ‘บรรเทาทุกข์’ เท่านั้น แม้ภาพรวมจะมีโครงสร้างคล้ายธุรกิจก็ตาม

การบริการหลักๆ ของ Dignitas เริ่มตั้งแต่การประเมินคำร้องขอ assisted suicide (การช่วยจบชีวิต) ก่อนที่จะประสานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและจิตแพทย์ว่า ผู้ร้องขอเข้าข่ายในการการุณยฆาตหรือมีทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่าในการรักษา หากเข้าข่ายจะเข้าสู่กระบวนการขอใบสั่งยาสำหรับฉีดการุณยฆาต ก่อนจะจัดหาสถานที่และเจ้าหน้าที่ในวันดำเนินการยุติชีวิต โดยทุกขั้นตอนจะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อความโปร่งใสและแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด

นอกจากบริการการุณยฆาตยังครอบคลุมไปถึงบริการหลังการเสียชีวิต (Post-Death Services Optional) เช่น การจัดการศพ, การประสานส่งอัฐิหรือศพกลับประเทศในกรณีที่เป็นผู้เข้ารับการบริการต่างชาติ ไปจนถึงการจัดการเอกสารส่วนตัวแก่ผู้เสียชีวิต รวมค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราวๆ 4,000-7,000 ยูโร (146,000 บาท – 256,000 บาท)

ด้วยความที่สวิตเซอร์แลนด์อนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางมาเข้ารับการการุณยฆาตในประเทศได้ จึงเกิดนิยามใหม่ที่เรียกว่า ‘suicide tourism’ ยกตัวอย่างที่ในกรณีของ ‘ฌ็อง-ลุก กอดาร์ (Jean-Luc Godard)’ ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทระดับตำนานชาวฝรั่งเศส ที่จบชีวิตตัวเองด้วยความสมัครใจในวัย 91 ปี เมื่อปี 2022 เพื่อหลีกหนีจากความทุพพลภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการบริการจากชาวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2025 รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ยั่งยืนมากขึ้น เดิมทีค่าใช้จ่ายในการสอบสวนทางการแพทย์และกฎหมายหลังการเสียชีวิตมักจะแบกรับโดยงบประมาณรัฐจากภาษีประชาชน แต่ล่าสุดรัฐเริ่มปรับระเบียบให้องค์กรที่ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสอบสวนทั้งหมด รวมถึงมีการนำนวัตกรรมอย่างการเก็บหลักฐานผ่านวิดีโอมาใช้เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่รัฐ 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสวิตเซอร์แลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่รัฐให้การสนับสนุน (subsidy) ไปสู่โมเดลที่ผู้รับบริการและองค์กรเอกชนต้องบริหารจัดการต้นทุนเอง (self-funding model) เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมเรื่องการใช้งบประมาณรัฐเพื่อ ‘นักท่องเที่ยว’ ที่เดินทางมาเพื่อจบชีวิต

[Euthanasia Capsule แคปซูลเครื่องมือช่วยการุณยฆาต]

นอกจากการบริการยังมีเรื่องการพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า ‘Euthanasia Capsule’ หรือ ‘แคปซูลการุณยฆาต’ ซึ่งแคปซูลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ณ เวลานี้คือ ‘ซาร์โก’ (Sarco) ที่พัฒนาโดย ดร.ฟิลิป นิตช์เก (Philip Nitschke) อดีตแพทย์ชาวออสเตรเลียผู้เชี่ยวชาญด้านการการุณยฆาต จากองค์กร Exit International ด้วยเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D printing) 

แคปซูลซาโกร์สามารถจุคนได้หนึ่งคน ผู้เข้ารับการการุณยฆาตสามารถกดใช้งานเครื่องได้จากภายใน ซึ่งเมื่อกดปุ่มใช้งานเครื่องจะปล่อยไนโตรเจนเข้ามาแทนที่อ็อกซิเจนทีละนิดทำให้ผู้ใช้เกิดความวิงเวียน เคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในภวังค์ก่อนจะจากไปภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที 

ทั้งนี้ก่อนเริ่มกดปุ่มใช้งานตัวเครื่องจะถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ เช่น “Do you know what happens if you press the button?” (คุณรู้ตัวใช่ไหมว่าหากกดปุ่มนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น?) และหากผู้ใช้งานเกิดเปลี่ยนใจกลางคันก็กดปุ่มหยุดเครื่องได้ทันที โดยเครื่องจะดูดไนโตรเจนกลับเข้าไปในถังกักเก็บ อีกทั้งตัวเครื่องยังปรับให้กระจกโปร่งใสมองเห็นภายนอก หรือปรับให้กลายเป็นกระจกทึบแสงได้เช่นกัน แต่ที่สำคัญคือการใช้งานจะต้องมีแพทย์ค่อยกำกับจนขั้นตอนลุล่วง

แม้สวิตเซอร์แลนด์จะเป็นฐานหลักในการเปิดตัวนวัตกรรมนี้ แต่ปัจจุบันเครื่อง Sarco ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงทางข้อกฎหมายอย่างหนักในสวิตเซอร์แลนด์เอง โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ทำให้สถานะการให้บริการในวงกว้างยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

ถึงตรงนี้เรื่องการุณยฆาตยังถือเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่แค่ในบ้านเราแต่รวมไปถึงทั่วโลก และอยู่บนเส้นแบ่งระหว่าง ‘ศีลธรรม’ กับ ‘สิทธิ’ ในการเลือกจบชีวิตตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี มากไปถึงเรื่องการบริการที่รองรับการการุณยฆาต ว่าสมควรหรือไม่ที่ผู้ให้บริการจะดำเนินไปในฐานะ ‘ธุรกิจประเภทหนึ่ง’ เหมือนกับการบริการเพื่อสุขภาพใดๆ หากสิ่งนี้ถูกรวมอยู่ในเรื่องของคำว่า ‘คุณภาพชีวิต’

เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นข้อถกเถียงไปอีกพักใหญ่ แต่ไม่ว่าจะจบลงยังไง ความหมายของการเลือกมีชีวิตอยู่หรือเลือกจบชีวิตตัวเองล้วนมีค่าและสวยงามไม่ต่างกัน

และหากวิตกกังวลหรือต้องการคำปรึกษาที่ดีสามารถโทรติดต่อหาสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เบอร์ 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: 

ทำไมการรู้เงินเดือนเพื่อนร่วมงาน ถึงทำร้ายใจเราได้มากกว่าที่คิด?

สมัยที่ยังเป็นแค่ first jobber เรา ‘บังเอิญ’ เห็นสลิปเงินเดือนของพี่ในที่ทำงานที่ไม่ค่อยทำงาน แต่มีตัวเลขเงินเดือนมากกว่า สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกเชิงลบที่เกิดขึ้นภายในใจเราทันที แต่ที่เราตกใจมากกว่าคือผลลัพธ์ที่ตามมาเพิ่ม เพราะนอกจากความรู้สึกไม่ดีที่เกิดขึ้นกับบุคคล เราเองยัง “เหนื่อยที่จะพยายามเท่าเดิม” ด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาใดๆ 

แม้เวลาจะค่อยๆ เยียวยาความรู้สึกนั้น (และพี่คนนั้นก็ลาออกไปในไม่ช้า) แต่กลายเป็นว่าตะกอนที่หลงเหลือกลับทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่า ทำไมการรู้เงินเดือนคนอื่นถึงส่งผลกับเรามากขนาดนี้ 

เราอิจฉาเขาหรือเปล่า –นี่หรือไม่คือเหตุผลที่ผู้ใหญ่เตือนว่าอย่าเปิดเผยเงินเดือนกัน จนกระทั่งสิบปีต่อมานั่นเอง ที่เมื่อมองย้อนกลับด้วยประสบการณ์และความรู้ด้านจิตวิทยาการทำงาน เราถึงเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้นไม่ใช่เพราะ ‘ความอิจฉา’ แต่เพราะ ‘ความรู้สึกไม่ยุติธรรม’ ต่างหาก


ทฤษฎีความเสมอภาค (equity theory) ของ J. Stacy Adams คือทฤษฎีที่มีอายุมากถึง 60 ปี แต่หลักการของมันยังคงร่วมสมัย จนถูกนำมาใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ในสังคมการทำงานได้จนถึงตอนนี้ โดยใจความหลักของทฤษฎีความเสมอภาคคือการเสนอว่าแรงจูงใจของคนทำงานนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ‘ความยุติธรรมของสิ่งที่ได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ให้ไป’ และ ‘ความยุติธรรมที่เราได้รับเมื่อเทียบกับคนอื่น’

พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ทฤษฎีนี้กำลังอธิบายกับเราว่าในหัวของเราทุกคนมี ‘ตาชั่ง’ ตามภาพ 

โดยตาชั่งนี้จะคอยวัดว่า สิ่งที่เราทุ่มเทลงไป (inputs) เช่น เวลา ความพยายาม ความสามารถ หรือประสบการณ์ (ด้านหนึ่งของตาชั่ง) มันคุ้มค่าหรือไม่ กับสิ่งที่เราได้รับกลับมา (outputs) หรือไม่ เช่น เงินเดือน การยอมรับ โอกาสเติบโต หรือคำชมจากหัวหน้า

และแน่นอนว่า มนุษย์เราไม่ได้ดูตาชั่งของตัวเองเท่านั้น เรายังแอบเหลือบมองตาชั่งของคนอื่นอยู่เสมอ ว่า “เขาได้เท่าเราไหม” “เราทำเยอะกว่ารึเปล่า” หรือ “เราถูกให้ค่าน้อยกว่าเขาไหม” ซึ่งนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกยุติธรรม (หรือไม่ยุติธรรม) ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจโดยตรง

การแอบเหลือบมองตาชั่ง สามารถเปรียบเปรยเป็นสมการตามภาพนี้ได้

สมการนี้บอกอะไรกับเรา? 

ลองนึกภาพตามว่าในบริบทการทำงาน ในใจเราจะมีตาชั่งอยู่สองข้าง ฝั่งซ้ายคือตาชั่งของเราเอง ฝั่งขวาคือตาชั่งของเพื่อนร่วมงานที่เราเผลอเอาตัวเองเทียบตลอดเวลา ทีนี้เวลาทำงาน ทฤษฎีได้อธิบายว่ามนุษย์จะคำนวณในใจโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอว่า “สิ่งที่ฉันทุ่มเทลงไป” กับ “สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา” มันยุติธรรมไหมถ้าเทียบกับคนอื่น 

เช่น ถ้าเรารู้สึกว่าทำงานหนัก (ลงแรงไป 1) แล้วได้ผลตอบแทนกลับมา 2 เราจะรู้สึกโอเค แต่ทันทีที่เราเห็นเพื่อนอีกคนทำงานแรงเท่ากัน (ลงแรงไป 1) แต่ได้กลับมา 4 ตาชั่งในใจนี้จะสั่นคลอนทันที

สิ่งที่ทฤษฎีความเสมอภาคกำลังบอกคือ มนุษย์ไม่ได้ต้องการให้ ‘ทุกคนได้เท่ากัน’ เสมอไป แต่เราต้องการให้สิ่งที่ได้ ‘สมเหตุสมผลพอๆ กัน’ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ให้ไป เพราะเมื่อเรารู้สึกว่าตาชั่งในใจยังสมดุล มนุษย์จะรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ทำ มีกำลังใจ และพร้อมทุ่มเทต่อ 

แต่องค์กรที่ปล่อยให้ตาชั่งของคนทำงานเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งนานๆ จะเหมือนมีแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ค่อยๆ สะสม จนวันหนึ่งกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ใหญ่ในใจพนักงานได้

โดยกรณีที่ทำให้เกิดความไม่สมดุล แบ่งได้ดังนี้

เมื่อตาชั่งเอียงซ้าย : รู้สึกว่า ‘ได้ไม่คุ้มกับที่ให้’

นี่คือภาวะที่ทฤษฎีเรียกว่า ‘under-rewarded inequity’ หรืออธิบายง่ายๆ ว่าเป็นภาวะที่เราทุ่มเทมากแต่รู้สึกตนเองได้กลับมาน้อยกว่า เช่น ทำงานหนักกว่าเพื่อนแต่เงินเดือนน้อยกว่า หรือเห็นคนที่ผลงานน้อยกว่าได้โปรโมตก่อน ซึ่งเมื่อเกิดขึ้น ความรู้สึกไม่ยุติธรรมจะค่อยๆ กัดกินจนทำให้หมดไฟ ไม่อยากทุ่มเท อิจฉา เริ่มตั้งคำถามกับระบบในที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามกับตนเอง ว่าที่ฉันทำไปมันไม่ดีหรอ ฉันไม่มีความสามารถพอหรือเปล่า 

แล้วถ้ายังต้องอยู่ล่ะ พนักงานควรทำอย่างไร? 

1)  อย่าลืมประเมินให้ครบทุกมิติของสิ่งที่ได้ อย่าดูแค่เงินเดือน ลองมองโอกาสเรียนรู้ ความยืดหยุ่น work-life balance หรือทีมที่สนับสนุนเรา สิ่งเหล่านี้ล้วนนับเป็นผลตอบแทนได้ทั้งนั้น

2) สื่อสารด้วยข้อมูล ไม่ใช่อารมณ์ เพราะถ้ารู้สึกว่าขนาดลองพิจารณาแล้วแต่ยังรู้สึกไม่เป็นธรรมจริงๆ ให้ลองคุยกับหัวหน้าโดยใช้ข้อมูล เช่น ผลงาน หรือเป้าหมายที่อยากพัฒนา แทนการระบายด้วยอารมณ์ จะช่วยให้การสนทนาสร้างสรรค์และนำไปสู่การปรับสมดุลได้

3) ใช้ความรู้สึกไม่ยุติธรรมเป็นแรงขับ เพราะบางครั้งความไม่สบายใจนี่แหละ คือเชื้อเพลิงให้หลายคนอยากพัฒนาตัวเอง เช่น ลองตั้งเป้าหมายเป็นการเพิ่มทักษะหรือสร้างผลงานที่ชัดเจนขึ้น เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ด้านของเราในตาชั่ง

องค์กรล่ะ ควรทำยังไง?

1) ทำระบบตอบแทนให้โปร่งใส ทุกคนรับรู้และตรวจสอบได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเงินเดือนทุกคน แต่องค์กรต้องอธิบายได้ว่าเกณฑ์การให้รางวัลหรือเลื่อนขั้นคืออะไร และใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน

2) ให้ฟีดแบ็กบ่อยและยุติธรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่รอคำชมปีละครั้งอีกแล้ว พวกเขาต้องการรู้ว่าความพยายามของตัวเอง ‘ถูกเห็นหรือไม่’ ดังนั้นการสื่อสารอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้รู้ว่าตาชั่งยังสมดุล

3) กล้าพูดเรื่องความยุติธรรมในที่ทำงาน เช่น เรื่องภาระงาน โอกาส หรือการโปรโมต โดยมีงานวิจัยที่พบว่าทีมที่คุยเรื่องนี้ได้อย่างเปิดใจ มีความผูกพันกับองค์กรสูงกว่าทีมที่หลีกเลี่ยงถึง 1.6 เท่า

เมื่อตาชั่งเอียงขวา : รู้สึกว่า ‘ได้มากกว่าที่ให้’

ตรงกันข้ามของภาวะตาชั่งเอียงซ้าย นี่คือภาวะที่เรียกว่า “over-rewarded inequity” หรือสถานการณ์ที่เรารู้สึกว่าได้เยอะเกินไปทั้งที่ทำพอๆ กับคนอื่น 

ฟังดูเหมือนดีใช่ไหม แต่ในความเป็นจริงสถานการณ์นี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกรู้สึกผิดจนกดดันตัวเองโดยไม่รู้ตัวได้อยู่เหมือนกัน

แล้วถ้ายังต้องอยู่ล่ะ พนักงานควรทำยังไง? 

1) ใช้ความรู้สึกผิดให้เป็นพลังบวก เปลี่ยนเป็นแรงผลักให้เราทำผลงานดีขึ้น หรือช่วยพัฒนาเพื่อนร่วมทีม กล่าวคือเป็นการคืนสมดุลด้วยการแบ่งปัน

2) หาความหมายในงานให้มากขึ้น ลองเพิ่มงานที่ตรงกับคุณค่า หรือใช้ทักษะเฉพาะตัวเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ จะช่วยให้รู้สึกว่าสิ่งที่ได้มานั้นสมเหตุสมผล

3) สะท้อนตัวเองอย่างโปร่งใส เพราะในบางครั้งภาวะนี้ก็เกิดจากการประเมินตัวเองต่ำเกินไป ดังนั้นควรยอมรับว่าเราสมควรได้รับมันบ้าง แล้วอาจจะถามต่อไปว่า “แล้วเราจะใช้สิ่งนี้ช่วยคนอื่นได้ไหม” เช่น เป็นพี่เลี้ยง แชร์ความรู้ หรือช่วยทีมให้เติบโตไปพร้อมกัน

องค์กรล่ะ ควรทำยังไง?

1) ทบทวนระบบตอบแทนให้ยุติธรรมในทุกระดับ โดยแนะนำให้ใช้ระบบตอบแทนที่สะท้อนผลงานจริงเป็นหลัก เช่น skill-based pay หรือ project bonus ที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน

2) สร้างวัฒนธรรม pay it forward’ ส่งต่อโอกาสและความรู้จากคนที่ได้เปรียบไปสู่คนอื่นในทีม เพราะจะช่วยให้ทุกคนรู้สึกเติบโตไปด้วยกัน มีความสมดุลต่อกันได้

3) สร้างวัฒนธรรมการสื่อสารอย่างเท่าเทียม หลีกเลี่ยงการชมแบบเปรียบเทียบ เช่น คนนี้เก่งกว่าอีกคน เพราะจะทำให้เกิดทั้งคนรู้สึกด้อยและคนรู้สึกผิดพร้อมกัน


แต่ถ้าปล่อยให้ ‘ตาชั่งในใจ’ เอียงนานๆ จะเกิดอะไรขึ้น?

ทฤษฎีความเสมอภาคนั้นได้บรรยายไว้ด้วยว่าความไม่ยุติธรรมที่ไม่ได้รับการพูดถึงหรือแก้ไข จะค่อยๆ ทำให้แรงจูงใจของคนทำงานลดลง จนความกระตือรือร้นกลายเป็นความท้อแท้ และจากความท้อแท้กลายเป็นความเฉยชา และจบลงที่การลาออกไปอย่างเงียบๆ โดยที่องค์กรไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าความสมดุลในใจของพนักงานนั้นพังไปแล้ว

เพราะฉะนั้นเมื่อรู้แบบนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าการคืนสมดุลให้ตาชั่งในใจของคนในองค์กรไม่ใช่เรื่องของแผนก HR เพียงฝ่ายเดียว แต่คือสิ่งที่ทุกคนทำได้เพื่อดูแลพลังชีวิตของทั้งองค์กร โดยองค์กรที่เข้าใจกลไกนี้จะไม่รอให้ความไม่ยุติธรรมสะสม แต่จะมองหาสัญญาณตั้งแต่เนิ่นๆ ในขณะเดียวกัน คนทำงานเองก็ต้องรู้จักตั้งคำถามกับความรู้สึกของตัวเองอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้การเปรียบเทียบกลายเป็นกับดักที่ทำลายแรงบันดาลใจ รวมถึงในมุมกลับกัน ในกรณีที่ความไม่พอใจเกิดขึ้นแล้ว (เช่น เราเองเมื่อครั้งอดีต) สติและความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีนี้ก็จะทำให้เราอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกได้และหาทางแก้ไขอย่างทันท่วงที

เพราะในโลกการทำงานที่ผันผวนและแข่งขันสูงอย่างตอนนี้ ความยุติธรรมไม่ได้เป็นแค่เรื่องโลกสวย แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดทั้งของพนักงาน ผู้บริหาร และองค์กร เพราะเมื่อเครื่องชั่งในใจกลับมาตรงอีกครั้ง คนทำงานก็จะกลับมามีแรงใจและพร้อมเติบโตไปกับองค์กรอย่างมั่นคงนั่นเอง

อ้างอิง

  • Adams, J. S., & Freedman, S. (1976). Equity theory revisited: Comments and annotated bibliography. In L. Berkowitz & E. Walster (Eds.), Advances in experimental social psychology (Vol. 9, pp. 43–90). Academic Press. https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60058-1
  • Shinde, S. (2025). From perceived inequity to retention: Leveraging equity theory in contemporary workforce management. Research Review: International Journal of Multidisciplinary, 10(4), 292–300. https://doi.org/10.31305/rrijm.2025.v10.n4.032
  • Tavoletti, E., Cohen, E. D., Dong, L., & Taras, V. (2024). Revisiting equity theory in the global virtual teams. Management Research Review, 47(5), 840–858. https://doi.org/10.1108/MRR-05-2023-0334