5  ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่แตกแบรนด์ใหม่ต้อนรับปี 2026

‘New Year, New Me’ ปีใหม่นี้ฉันจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ กลายเป็นคำพูดที่หลายคนแสดงถึงปณิธานแน่วแน่ที่จะเริ่มต้นใหม่ พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น หรือทิ้งเรื่องราวแย่ๆ ไว้ในปีเก่า เพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม 

ในฝั่งของโลกธุรกิจเอง เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ทั้งทีก็จะมีการประกาศเป้าหมายใหม่เช่นกัน โดยเฉพาะธุรกิจ F&B หรือธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินทิศทางธุรกิจปี 2026 คาดว่าธุรกิจอาหารยังมีแนวโน้มการเติบโตแบบชะลอตัว เพราะผู้บริโภคเน้นสินค้าที่จำเป็นและลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ ความแปลกใหม่ ประสบการณ์ที่ได้รับ และยอมจ่ายในราคาที่สมเหตุสมผล

ทิศทางธุรกิจ F&B ในปีหน้าหลายแบรนด์มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ ‘brand extension’ คือการตลาดที่ต่อยอดความแข็งแกร่งจากชื่อแบรนด์ที่ผู้คนรู้จักอยู่แล้ว มาใช้เปิดตัวสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ที่แตกต่างจากประเภทธุรกิจเดิมที่ทำอยู่ ทั้งเอกลักษณ์แบรนด์ กลยุทธ์การสื่อสาร ราคา คุณภาพ และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้แบรนด์ใหม่เติบโตได้โดยไม่ทำลายแบรนด์เดิม แต่ช่วยส่งเสริมทั้งภาพลักษณ์และยอดขายให้แก่กัน

Recap ตอนนี้จึงขอต้อนรับปีใหม่ ด้วยการรวบรวมหลากแบรนด์ดังที่ประกาศ New Year, New Brand ในช่วงปลายปี 2025 เพื่อมาสร้างสีสันใหม่และรับมือกับความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2026

🍽 จาก Iberry Group สู่ GAPPLE

พูดถึงธุรกิจที่แตกแบรนด์ใหม่จะขาดเจ้าแห่งการปั้นแบรนด์อย่าง IBerry Group ไปได้ยังไง ภายในอาณาจักรของ ‘ปลา–อัจฉรา บุรารักษ์’ ได้เปิดร้านอาหารทั้งคาวหวานกว่า 20 แบรนด์ เช่น กับข้าว กับปลา, เจริญแกง, โต๊ะคิม, Oh My Godmother, สเลญวน รวมกันมากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 4 บริษัท และกวาดรายได้รวมกันในปี 2025 เกิน 4,400 ล้านบาท

ล่าสุดก็ได้ประกาศแตกแบรนด์ใหม่ส่งท้ายปีกับ GAPPLE แบรนด์สมูทตี้และเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากร้าน Goodsmood ในเชียงใหม่ หลังจากปลาและทีมงานได้แวะเวียนมาชิมอยู่บ่อยครั้ง เพราะประทับใจในรสชาติและแนวคิดของแบรนด์ จึงมาต่อยอด พัฒนา และรีแบรนด์ใหม่ ภายใต้ DNA ของ Iberry Group เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์เดียวกันกับเธอ ผ่านเครื่องดื่มที่ดื่มง่าย สดชื่น และเข้ากับชีวิตประจำวันและถูกถ่ายทอดออกมาในแท็กไลน์ ‘Gapple Up Your Day’

Gapple เลือกวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ไม่ใช้นมวัว แต่ใช้นมถั่วเม็ดมะม่วงหิมพานต์สูตรโฮมเมดแทน และให้ความหวานจากอินทผลัม โดยไม่เติมน้ำตาล เริ่มต้นแก้วละ 85 บาท ประเดิมสาขาแรกที่นิมมานฯ ซอย 17 จังหวัดเชียงใหม่ และปักหมุดมาเยือนกรุงเทพฯ ภายในปี 2026 ที่ Dusit Central Park, Siam Paragon, J Avenue Thonglor และ Ekamai Corner จะเห็นว่าการแตกแบรนด์ในครั้งนี้เน้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฮลตี้ของคนรุ่นใหม่ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง

☕ จากกาแฟพันธุ์ไทย สู่ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย

หลังจากสร้างกระแสฮือฮาเมื่อมีก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย สาขาแรกผุดขึ้นที่รังสิตคลอง 3 เมื่อต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโมเดลที่กาแฟพันธุ์ไทยใช้ลองเปิดร้านอาหารแบบผสมผสานที่มีทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี่ และก๋วยเตี๋ยวเรือในร้านเดียว เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่และบริการที่ครบวงจรให้แก่ลูกค้า และสอดรับไปกับการคาดการณ์มูลค่าตลาดร้านอาหารสตรีทฟู้ด ที่มีหน้าร้านว่าจะเติบโต 4.7% หรือมีมูลค่า 261,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในตลาดร้านอาหาร จนได้รับกระแสตอบรับที่ดีตามคาด

พันธุ์ไทยจึงประกาศเปิดบริษัท ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย จำกัด โดยคงคอนเซปต์ Creative Thai Taste คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นไทยมาสร้างสรรค์เมนู ทั้งน้ำซุปเล้งเข้มข้นจากสมุนไพรผ่านการเคี่ยวเป็นเวลานาน จนหอมหวานกลมกล่อม สามารถเลือก DIY ได้ ทั้งเส้น น้ำซุป ท็อปปิ้ง โดยเฉพาะเอ็นหมูหาดใหญ่ วัตถุดิบท้องถิ่นขึ้นชื่อในจังหวัดสงขลา พร้อมเสิร์ฟของทอด ของทานเล่น และขนมหวานแบบไทย ครบจบในร้านเดียว

ปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย เปิดให้บริการ 3 สาขา และมีแผนขยายสาขาในปี 2026 ตั้งเป้าเปิดทั้งหมด 50 สาขา ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แบ่งเป็นสาขาในและนอกปั๊มอย่างละ 50% โดยสาขานอกปั๊มจะเน้นแหล่งชุมชนเมือง ออฟฟิศ และสาขาที่มีการเชื่อมต่อไปกับร้านกาแฟพันธุ์ไทย เพื่อให้แบรนด์ส่งเสริมกันและกันตามกลยุทธ์ brand extension และยังสอดคล้องกับเทรนด์อาหารในปี 2026 ที่คนจะหันมาสนับสนุนร้านที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ ในราคาที่คุ้มค่า

🥤จากเต่าบิน สู่เต่าทอด

ย้อนไปไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เทรนด์ตู้อัตโนมัติหรือ vending machine มาแรงอย่างมาก เพราะตอบโจทย์ความสะดวกสบายและมีสินค้าให้เลือกหลากหลาย ทั้งเครื่องดื่ม อาหาร เครื่องสำอาง หรือแม้แต่ดอกไม้ แต่ในปีที่ผ่านมากระแสเริ่มแผ่วลง ถึงขนาดที่ตู้จำหน่ายเครื่องดื่มชงสดอัตโนมัติเจ้าแรกๆ ในไทยอย่างเต่าบิน ก็มียอดขายในช่วงครึ่งปีแรกของ 2025 ลดลง 2.44%

เต่าบินก็ได้แก้เกมทั้งเปิด ‘เต่าบินคาเฟ่’ เสิร์ฟประสบการณ์ใหม่จากตู้อัตโนมัติสู่หน้าร้าน และยังมีแผนเปิดตัว ‘ตู้เต่าบิน พรีเมียม’ มาจำหน่ายเครื่องดื่มที่ใช้วัตถุดิบอันพรีเมียมจากทั่วโลก มีการดีไซน์ตู้ใหม่ให้ทันสมัย และจะเริ่มติดตั้งในพื้นที่ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมระดับลักชัวรี

พร้อมเปิดตัว ‘ตู้น้ำแข็งและโซดา’ ซึ่งผลิตน้ำแข็งอัตโนมัติและทำโซดาสดบรรจุขวดได้ ส่วนไฮไลต์ที่น่าจับตามองคือการแตกแบรนด์ใหม่ออกมาเป็น ‘เต่าทอด’ ตู้ที่ทำเมนูทอดกว่า 10-20 แบบ เช่น เฟรนช์ฟรายส์ นักเก็ต ลูกชิ้น จุดเด่นคือการทอดสดใหม่ทุกออร์เดอร์ ใช้ระบบน้ำมันที่สะอาด เพื่อขยายจากตลาดแมสไปสู่ตลาดพรีเมียมและออกสินค้าหลากหลาย มาสร้างโอกาสทางธุรกิจที่มากกว่าตู้ขายเครื่องดื่ม แต่คือการสร้างพฤติกรรมใหม่ให้คนไทยหันมาใช้บริการตู้ขายสินค้าอัตโนมัติกันมากขึ้น

🍲 จาก Haidilao สู่ Hi Dee Shabu 

ในการแตกแบรนด์ใหม่นอกจากแบรนด์แมสจะขึ้นมาเล่นในตลาดพรีเมียมแล้ว แบรนด์พรีเมียมก็ได้ปรับตัวสู่ตลาดแมสเหมือนกัน โดยเฉพาะตลาดที่แข่งขันสูงเป็นอันดับต้นๆ ในปี 2025 ที่ผ่านมาอย่างสงครามสุกี้ ส่งผลกระทบแม้กระทั่งเชนใหญ่ Haidilao (ไหตี่เลา) ผลประกอบการครึ่งปีแรกของ 2025 ลดลง 3.7% ส่วนกำไรลดลงถึง 14%

เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2025 จึงได้เปิดตัว Hi Dee Shabu ที่เซ็นทรัลพระราม 3 เป็นแห่งแรก เพื่อบุกตลาดสุกี้ในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น เริ่มต้นชุดละ 199 บาท และการเจาะตลาดแมสในไทยจะขาดบุฟเฟ่ต์ไม่ได้ แต่แทนที่จะเลือกใช้กลยุทธ์ปรับเป็นบุฟเฟ่ต์ทั้งหมด กลับเลือกขายชาบูแบบ à la carte และให้จ่ายเพิ่ม 69 บาท สำหรับบุฟเฟต์บาร์ ที่มีทั้งของทอด ผัก ผลไม้ ซูชิ ติ่มซำ หมี่หยก และอื่นๆ เพื่อสร้างความแตกต่างจากแบรนด์สุกี้อื่นในท้องตลาด 

Hi Dee Shabu ยังจัดโต๊ะสำหรับชาบูหม้อเดี่ยว จับเทรนด์ solo dining เอาใจคนโสดและสายอินโทรเวิร์ตที่มาคนเดียว อาจกินได้ไม่มาก ก็สามารถอิ่มอร่อยในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งถ้ากลยุทธ์นี้ไปได้สวย ไม่แน่ว่าในปี 2026 เราอาจเห็น Hi Dee Shabu ขยายสาขาเพิ่มอีกก็เป็นได้

🧃 จาก JIAN CHA สู่ JAI CHAN

ชาผลไม้ที่มีหลายสาขาทั้งในไทยและต่างประเทศอย่าง ‘เจี้ยนชา’ ในปีที่ผ่านมาก็ได้ใช้กลยุทธ์การแตกแบรนด์ใหม่ส่ง OH’ POLLY มาเล่นในตลาดชานมและชาใสระดับพรีเมียม โดยเน้นกลยุทธ์สเกลธุรกิจให้ไวด้วยการขยายสาขาเหมือนกับเจี้ยนชา คาดว่าในปี 2026 จะมีสาขาในไทย 20-30 แห่ง

ภาพ: Jaichan.spa

เมื่อกลางปี 2025 ยังขยายจากธุรกิจเครื่องดื่มมาเป็นธุรกิจ wellness เปิดร้านสปาและนวดไทยในชื่อ JAI CHAN หรือ ‘ใจฉัน’ ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่เป็นสาขาแรก เพราะ ‘พลอย–พอลลี่ เฮสันต์’ เห็นว่าตลาดนวดไทยทั่วโลกมีมูลค่ารวมกว่า 200,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในไทยมีมูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท

กลยุทธ์ของใจฉันคือเป็นทั้งร้านนวดไทยและมีบริการเรื่อง Longevity ให้คนมาผ่อนคลายทั้งกายและใจ เช่น การสระผมแบบ ASMR ที่เทคนิคการนวดไทยและอุปกรณ์แบบไทยๆ อย่างหวีไม้กัวซามาปรับใช้ มีการสครับหน้า นวดเท้าจากสมุนไพรไทย และอื่นๆ อีกมากมาย ในอนาคตนอกจากจะขยายสาขาในไทย 15-20 แห่งแล้ว อาจจะมีการทำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกายภายใต้แบรนด์ใจฉัน ออกมาวางขายในรูปแบบครีมซองตามร้านสะดวกซื้ออีกด้วย

ถึงแม้ปีใหม่เพิ่งจะเริ่มตัน แต่สำหรับโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันแทบจะทุกวินาที เราจึงเห็นหลากแบรนด์ดังเตรียมตัวมาฟาดฟันกันอย่างเต็มที่ในปี 2026 นี้ ด้วยการเลือกแตกแบรนด์ใหม่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง แล้วมาลองดูกันว่าปีนี้จะเห็นอะไรสนุกๆ ในโลกธุรกิจกันอีกบ้าง

5 กลยุทธ์ธุรกิจปี 2025 ที่ผู้บริโภคเทใจจนเกิด ปรากฏการณ์ตลาดแตก

อีกไม่กี่วัน ปี 2025 ก็กำลังจะลาลับจากพวกเราไป หากมองย้อนในอุตสาหกรรมธุรกิจบ้านเรานับว่าเป็นปีแห่งการแข่งขันที่เข้มข้นดุเดือดที่สุดปีหนึ่ง ทั้งการปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจ การปรับโฉมแบรนด์ให้ทันสมัย การเข็นโปรดักต์เสิร์ฟผู้บริโภค การออกโปรโมชั่นเด็ดดวงแทบไม่หยุดพัก ฯลฯ 

เรียกว่าแต่ละแบรนด์ต่างมีผลงานมาสเตอร์พีซเป็นของตัวเอง แต่สิ่งที่น่าสนใจในปีนี้คือกลยุทธ์การตลาดจากแบรนด์ไทยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ‘ตลาดแตก’ ผู้บริโภคยอมต่อคิวหน้าร้าน เฝ้าบนหน้าจอออนไลน์ หรือขอโอกาสไปเยือนสักครั้งหนึ่งให้เห็นกับตา แต่จะมีกรณีไหนบ้างนั้น เราขอชวนย้อนกลับไปหาคำตอบพร้อมกันในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

1. Jurassic World The Experience
กลยุทธ์ experiential marketing ครีเอตจักรวาล Jurassic World ยกระดับเอเชียทีคฯ สู่แลนด์มาร์กใจกลางกรุง

ปีนี้ถือเป็นปีที่หลายองค์กรพยายามคว้า Global IP จากแบรนด์ดังระดับโลกมาสร้างสีสันในบ้านเรา ซึ่งที่ดูเรียกเสียงฮือฮาได้ลำดับต้นๆ เห็นทีจะต้องพูดถึง ‘Jurassic World The Experience’ นิทรรศการโลกล้านปีระดับ worldwide ที่สร้างปรากฏการณ์ตลาดแตกไปทั่วคุ้งน้ำเจ้าพระยา 

ภาพ: Jurassic World The Experience

ประเทศไทยได้สิทธิ์เป็นลำดับที่ 22 ของโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น โดยข้อมูลจาก Asset World Corporation (AWC) กลุ่มบริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ และเจ้าภาพโปรเจกต์นี้ระบุว่า นับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงสิ้นไตรมาส 3 ในเดือนตุลาคม นิทรรศการมียอดขายบัตรมากกว่า 200,000 ใบ และเฉลี่ยมีจำนวนผู้เข้าชม 2,300 คนต่อวัน 

ปัจจัยที่ทำให้ Jurassic World The Experience มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศยอมลงทุนต่อคิวมาจาก ‘experiential marketing’ กลยุทธ์การตลาดที่ครีเอต ‘โลกเสมือนจริง’ จากแฟรนไชส์ภาพยนตร์เรื่อง Jurassic World มาใช้เป็นกิมมิก ไม่ว่าจะทัศนียภาพโดยรอบที่เหมือนยกเกาะ Isla Nubla ทั้งเกาะมาไว้, เจ้าบลู ไดโนเสาร์พันธุ์เวโลซีแร็ปเตอร์ตัวเอกของเรื่อง ไปจนถึง ‘ป้าเร็กซี่’ ไดโนเสาร์พันธุ์ทีเร็กซ์ที่เป็นภาพจำของภาพยนตร์ตระกูล Jurassic 

ขณะเดียวกันโดยรอบของ Jurassic World The Experience ยังมี Hatch Dome ซึ่งเป็น inclusive space ที่เปิดให้เข้าใช้งานแบบฟรีๆ มีร้านอาหารรายล้อม และแมกไม้เขียวชอุ่ม เมื่อมองภาพรวมนิทรรศการโลกล้านปีนี้จึงตอบโจทย์ทั้งแฟนหนัง และกลุ่ม family tourism ที่ต้องการเที่ยวครบจบในหนเดียว

2. Carnival Golf
community cosystem ที่ใช้ ‘สตรีทแฟชั่น’ ต่อยอดสู่คลับคนรักกีฬากอล์ฟ

นอกจากจะครบรอบ 15 ปี ในปีนี้ Carnival ยังคลอดแบรนด์ใหม่ที่มีชื่อว่า ‘Carnival Golf’ โดยมี ‘กอล์ฟ–ดนัย เตชะสมภพ’ Co-founder แห่ง Carnival เป็นตัวตั้งตัวตี แน่นอนว่าความน่าสนใจของแบรนด์น้องใหม่นี้คือการเป็นลูกผสมระหว่างเสื้อผ้ากีฬากอล์ฟและเสื้อผ้าแฟชั่น ตามคอนเซปต์ ‘From Street to Fairway’ นำเสน่ห์สตรีทแวร์มาอยู่ในสนามกอล์ฟ ไม่ว่าจะเสื้อฮาวายและเสื้อโอเวอร์ไซส์ที่ออกแบบเนื้อผ้าให้เหมาะสำหรับออกรอบ หรือถุงกอล์ฟลวดลายกราฟิกสไตล์ Carnival ที่ไม่ว่าจะออกมากี่คอลเลกชั่นก็ sold out เกลี้ยง

ภาพ: Carnival Golf

นอกเหนือจากโปรดักต์ที่แฟนกอล์ฟยอมต่อคิวรีเฟรชรัวๆ หน้าจอออนไลน์ Carnival Golf ยังต่อยอดแบรนด์ด้วยกลยุทธ์ ‘community ecosystem’ ตั้งคลับดึงดูดคนรักกอล์ฟที่รักการแต่งตัวสไตล์สตรีทแฟชั่นมารวมตัวกันผ่านกิจกรรมต่างๆ ยกตัวอย่าง Carnival Golf Tournament ทัวร์นาเมนต์ที่เปิดโอกาสให้แฟนคลับของแบรนด์มาร่วมออกรอบเป็นครั้งแรกจำนวน 160 คน ที่ดนัยบอกกับเราว่าเพียง 2 ชั่วโมงก็ sold out ทันที

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของมาร์เก็ตติ้งในรูปแบบ ‘คลับกีฬา’ ที่กลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมของปีนี้ และแสดงให้เห็นถึงการต่อยอดแบรนด์จากออนไลน์สู่ออนกราวด์ที่ใช้ ‘ตัวตน’ เป็นตัวสร้างกระแส

3. MK Restaurants
market repositioning การปรับโมเดลของแบรนด์สุกี้เก่าแก่เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดกลุ่ม Mass

ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการแข่งขันอย่างแท้จริงสำหรับแวดวงธุรกิจสุกี้ หลายแบรนด์พยายามปรับจุดยืน เฟ้นหากลยุทธ์ใหม่ๆ นำเสนอลูกค้า 

หนึ่งในนั้นคือ MK Restaurants สุกี้เจ้าเก่าแก่ของไทย ที่ปีนี้ยอมทำ market repositioning เปลี่ยนภาพจำตัวเองจากแบรนด์พรีเมียมที่เป็นตัวเลือกมื้อพิเศษของกลุ่มครอบครัว มาสู่แบรนด์ ‘บุฟเฟต์’ ในราคา 299 บาทเพื่อสู้ศึกสงครามหม้อไฟ โดยมีตัวเลือกให้ทาน 19 เมนูภายในเวลา 90 นาที อีกทั้งบางสาขายังขยายระยะเวลาให้บริการถึง 23.00 น. และ 00.00 น. จนเกิดปรากฏการณ์คนรอต่อคิวใช้บริการ MK สุกี้ บ้างก็เรียกร้องให้ขยายสาขาการให้บริการครอบคลุมกว่านี้

ภาพ: MK Restaurants

จากข้อมูลของเว็บไซต์ investor.mkrestaurant.com เผยว่า จนถึงไตรมาสที่ 3 พวกเขาสามารถทำยอดขายแตะหลัก 3,884 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่เติบโตจากปีก่อนราว 5.4% โดยสัดส่วนรายได้ 72% มาจากการปรับตัวเองเป็นแบรนด์บุฟเฟต์ และหากย้อนกลับไป 4 วันแรกที่เปิดให้บริการรูปแบบดังกล่าว ยอดขายของ MK มีรายรับเพิ่มขึ้นถึง 49% 

อีกนัยหนึ่งการปรับตัวที่ว่ายังเป็นการเข้าใจถึงหัวอกผู้บริโภคในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ซึ่งผู้บริโภคต้องการความคุ้มค่ามากที่สุด แม้จะไม่ใช่วิธีการที่ใหม่ที่สุดหรือดีที่สุด แต่การปรับจุดยืนของตัวเองก็สามารถต่อลมหายใจให้แบรนด์สุกี้เก่าแก่นี้ยืนระยะสู้ต่อไปในอนาคตได้

4. UNO! Coffee
value-based pricing ต่อคิวรอดื่มกาแฟพันธุ์เกอิชาในราคาแก้วละ 85 บาท

ถ้าพูดถึงสิ่งที่คนยอมต่อคิวในปี 2025 เมนูกาแฟจาก ‘UNO! Coffee’ ต้องถูกลิสต์ไว้ด้วยอย่างแน่นอน 

และถ้าถามว่าทำไมถึงถูกลิสต์ เหตุผลหลักๆ คือการจ่ายเงินในราคา 85 บาทแลกกับการได้ลิ้มชิมรสกาแฟสายพันธุ์เกอิชา หนึ่งในสายพันธุ์กาแฟระดับพรีเมียมที่มีรสชาติหอมละมุน อมเปรี้ยวคล้ายรสจากผลไม้ และมีกรรมวิธีเพาะปลูกที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน ซึ่งที่ผ่านมาการจะได้ลองเมล็ดกาแฟเกอิชาถ้าไม่ดั้นด้นถึงแหล่งปลูก ก็ต้องจ่ายในราคาที่แพงและหาดื่มได้ในร้านกาแฟระดับ specialty เท่านั้น (บางประเทศขายในราคาหลักพันต่อแก้วยังมี)

ภาพ: UNO Coffee Company

กลยุทธ์แบบ UNO! Coffee ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Great Coffee For All คือ value-based pricing หรือการตั้งราคาสินค้าที่เหมาะสมและส่งต่อคุณค่าที่แท้จริงไปถึงลูกค้า นำไปสู่กระแสการโปรโมตโดยลูกค้าเองจากปากต่อปากบนโลกโซเชียลฯ โดยวันแรก UNO! Coffee มียอดขายสูงถึง 800 แก้ว และจนถึงตอนนี้ยังเห็นภาพคนยอมต่อแถวยาวเหยียดหน้าร้านเป็นเรื่องปกติ 

แน่นอนว่าการจะทำให้ราคาคุ้มค่าเกิดขึ้นได้จริงจำเป็นต้องมีหลังบ้านที่แข็งแรง อย่าง UNO! Coffee ที่ผูกโยงแบรนด์กับแหล่งเพาะปลูกเมล็ดกาแฟ เพื่อแต่ละครั้งจะสามารถรับซื้อวัตถุดิบปริมาณมากในราคาที่ถูกลงนั่นเอง 

5. Potato Corner
emotional merchandise ตุ๊กตาน้อง Baby Potato ที่ปังจนต้องผลิตคอลเลคชั่นใหม่ตามมา

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สร้างสีสันตลาดแตกให้ปีนี้คือ emotional merchandise จากบรรดามาสคอตแบรนด์ต่างๆ ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบของสะสมสุดลิมิเต็ดสุดน่ารัก ซึ่งแบรนด์ที่สร้างกระแสเป็นพลุแตกจากกลยุทธ์นี้คือ ‘Potato Corner’ ที่ครีเอต ‘Baby Potato’ น้องมันฝรั่งหน้าตาสุดจิ้มลิ้มชวนใจละลาย ที่ซื้อเมนูใดก็ได้ครบ 159 บาทก็นำกลับบ้านไปได้ทันที จนแฟนๆ ขาจร ขาประจำ ไปจนถึงเซเลบต้องมีน้องไว้ห้อยกระเป๋า

ภาพ: Potato Corner Thailand

นอกจากความน่ารักที่ใครก็อยากเป็นเจ้าของ ด้วยความที่น้องมันฝรั่งตัวนี้มีขายจำนวนจำกัดโดยล็อตแรกผลิตแค่ 350 ตัวเท่านั้น ทำให้ผู้บริโภคยอมต่อคิวเข้าแถวตั้งแต่ห้างเปิด บ้างก็พลิกแผ่นดินตามหาซื้อต่อในราคารีเซล จนเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Potato Corner ประกาศปล่อยคอลเลกชั่นเป็น Baby Potato ในธีมชุดคริสมาสต์

emotional merchandise จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจของกลยุทธ์การตลาดในยุคนี้ อย่าง Potato Corner ที่มีมาสคอตเป็นตัวมันฝรั่งที่ก่อนหน้าคนแทบไม่สนใจ พอปรับดีไซน์ให้ดูน่ารักและผลิตในจำนวนจำกัดยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกผู้ซื้อหวังจะได้มาครอบครองกับเขาบ้าง

จากทั้ง 5 กรณีที่เล่ามาจะเห็นว่า สาเหตุที่คนสนใจแบรนด์นั้นๆ จนเกิดปรากฏการณ์ตลาดแตกล้วนมาจากการครีเอตสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน หรือมีหมัดเด็ดสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกเห็น 

เหนือสิ่งอื่นใด การที่แบรนด์จะประสบความสำเร็จได้ไม่เพียงแต่ต้องมีกลยุทธ์เด็ดดวง แต่ต้อง ‘เข้าใจ’ ตลาดที่ตัวเองกำลังยืนอยู่ ไม่ใช่เพียงลงไปเล่นอย่างฉาบฉวยเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเค้าลางภาพรวมธุรกิจในปีหน้าว่า แบรนด์ไหนที่มีภาพลักษณ์ชัดเจนจะยิ่งได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆ  

อ้างอิง

สร้างรายได้ 7 หลักช่วงวันหยุดไอเดียจากหนังสือ Million Dollar Weekend

วันหยุดของคุณถูกใช้ไปกับกิจกรรมอะไร สำหรับบางคนคือช่วงเวลาพักผ่อน แต่สำหรับคนที่ฝันอยากมีธุรกิจของตัวเอง วันหยุดอาจเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุด 

หนังสือ Million Dollar Weekend ของ Noah Kagan ผู้ก่อตั้ง AppSumo ธุรกิจที่มีรายได้หลักหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ เสนอแนวคิดว่า การเริ่มต้นธุรกิจที่มีศักยภาพระดับล้านดอลลาร์สหรัฐไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนมากมาย หรือแผนธุรกิจหนาเป็นเล่มอย่างที่คิด แค่ใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ให้ถูกวิธี และกล้าลงมือทำ ก็สามารถคิดไอเดียธุรกิจที่สร้างรายได้เยอะได้

แก่นของหนังสือเล่มนี้คือการเปลี่ยนมุมมองต่อการเริ่มต้นธุรกิจ จากการเตรียมตัวนาน ใช้เวลาเยอะ มาเป็นการลงมือทำแบบ sprint คิดเร็ว ทดลองเร็ว และเรียนรู้จากตลาดจริง โนอาห์แนะนำให้เปลี่ยนมุมมองจากการต้อง ‘พร้อม’ ทุกอย่างก่อนเป็นการมองธุรกิจด้วยทัศนคติแบบ ‘NOW, Not How’ คือเริ่มคุยกับลูกค้าเดี๋ยวนี้ สำรวจปัญหาจริงตอนนี้ และทดสอบไอเดียทันที แทนการนั่งกังวลกับรายละเอียดที่ยังมาไม่ถึง เพราะธุรกิจที่เกิดขึ้นได้จริง มักเริ่มจากการลงมือทำก่อนความมั่นใจจะตามมาเสมอ

ต่อไปนี้คือหลักคิดบางส่วนจากหนังสือที่สามารถนำไปเริ่มทดสอบไอเดียการทำธุรกิจได้ทันที

การค้นหาไอเดียทำเงินล้าน (Finding Million-Dollar Ideas)

หัวใจสำคัญของการหาไอเดียธุรกิจเงินล้านไม่ใช่การนั่งรอให้แรงบันดาลใจที่เจ๋งเกิดขึ้นเอง แต่คือการเอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง (Customer First) ไอเดียที่ดีคือไอเดียที่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงให้กับผู้คน ลูกค้าไม่ได้สนใจว่าไอเดียของธุรกิจจะล้ำสมัยแค่ไหน แต่สนใจเพียงว่าคุณแก้ปัญหาของเขาได้หรือไม่ ดังนั้นก่อนจะเริ่มสร้างอะไรก็ตาม ต้องมั่นใจ 100% ว่าสิ่งนั้นคือทางออกที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายเงินให้

ทั้งนี้การค้นหาไอเดียที่ทำเงินได้จริงเริ่มต้นจากการตอบคำถาม 3 Ws ได้แก่ Who (ใครคือคนซื้อ), What (ปัญหาที่แก้คืออะไร) และ Where (พวกเขาอยู่ที่ไหน) ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักตกหลุมพรางแนวคิดที่เรียกว่า Founder First ซึ่งเน้นไปที่ความต้องการของตัวเองในการสร้างสินค้า โดยหลงลืมไปว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างสิ่งที่ตลาดต้องการ

โนอาห์ชี้ให้เห็นว่าแนวคิด Minimum Viable Product (สินค้ารุ่นพื้นฐานที่สุดที่มีฟังก์ชั่นจำเป็นเพียงพอให้ผู้ใช้กลุ่มแรกทดลองใช้) จะมีความหมายก็ต่อเมื่อคุณรู้ก่อนว่า ‘จะขายให้ใคร’ มากกว่าการโฟกัสว่า ‘เราอยากสร้างอะไร’ ผู้ประกอบการควรเริ่มจากลูกค้าก่อน เข้าใจความต้องการและเงื่อนไขการตัดสินใจซื้อ เพราะหากไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนซื้อ แม้แต่สินค้าเวอร์ชั่นทดลองรุ่นที่เรียบง่ายที่สุดก็อาจไม่มีใครอยากลอง

นอกจากนี้การตั้งคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุดที่พบเจอ” หรือ “ชีวิตคุณจะดีขึ้นยังไงถ้ามีสิ่งนี้” จะช่วยให้ค้นพบช่องว่างที่ตลาดปัจจุบันยังเข้าไม่ถึง

โมเดลธุรกิจฉบับหนึ่งนาที (The One-Minute Business Model)

เมื่อได้ไอเดียมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินว่าไอเดียนั้นมีศักยภาพพอที่จะเป็นธุรกิจเงินล้านหรือไม่ แน่นอนว่าการสร้างธุรกิจเงินล้านจำเป็นต้องสร้างโอกาสระดับเงินล้าน (million-dollar opportunity) ขึ้นมาด้วย 

ตลาดของธุรกิจที่สร้างควรมีขนาดใหญ่พอและกำลังเติบโต ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือการดูว่าตลาดภาพรวมกำลังถดถอย คงที่ หรือเติบโต การใช้เครื่องมืออย่าง Google Trends หรือ Facebook Ads เพื่อตรวจสอบจำนวนกลุ่มเป้าหมายและความสนใจของตลาดเป็นวิธีหนึ่งที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการประเมินโอกาส

ไม่จำเป็นต้องมีแผนธุรกิจที่ซับซ้อน แต่ให้ใช้การคำนวณงบประมาณอย่างง่าย โดยร่างโครงสร้างของรายได้ (revenue), ต้นทุน (cost) และกำไร (profit) ออกมา ต้องตอบให้ได้ว่าต้องขายสินค้ากี่ชิ้น ในราคาเท่าไหร่ ถึงจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเงินล้านได้ หากตัวเลขที่ออกมาดูเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง สามารถเลือกที่จะ ‘pivot’ หรือปรับเปลี่ยนตัวแปรต่างๆ เช่น ราคา, รูปแบบการบริการ หรือกลุ่มลูกค้า ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นตามข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้าจริง

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเพียงหนึ่งเดียว (hyper-focused goal) ไม่ว่าจะเป็นรายได้เงินล้าน, ผู้ติดตามหนึ่งพันคน หรือจำนวนลูกค้าที่ตั้งเป้าไว้ การรู้จุดหมายปลายทางที่แน่นอนจะช่วยให้การวางแผนเส้นทางเดินทำได้ง่ายขึ้นมาก โมเดลนี้เน้นการทำให้ง่ายแต่ทรงพลัง เพื่อให้เห็นภาพรวมของธุรกิจได้ทันทีว่าคุ้มค่าที่จะลงแรงหรือไม่ ก่อนที่จะถลำลึกลงไปในการลงแรงในรายละเอียดที่อาจไม่จำเป็นในระยะแรก

คำท้าพิสูจน์เงินล้านใน 48 ชั่วโมง (The 48-Hour Money Challenge)

ขั้นตอนที่ตัดสินว่าไอเดียจะอยู่หรือไปคือ กฎทองของการพิสูจน์ไอเดีย (The Golden Rule of Validation) ซึ่งในหนังสือตั้งโจทย์เป็นเกมที่ท้าทายไว้ว่า ให้ออกไปหาลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินจริงจำนวน 3 ราย ภายในเวลา 48 ชั่วโมง เพื่อพิสูจน์ว่ามีคนยอมควักเงินจ่ายให้ไอเดียที่คิดมาจริงๆ หรือไม่ การได้รับเพียงคำชม หรือคำสัญญาว่าจะซื้อ ไม่ถือว่าเป็นการพิสูจน์ เพราะมันอาจเป็นเพียงการปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่การได้เงินจริงมาไว้ในมือก่อนสร้างสินค้าคือการยืนยันว่าไอเดียนั้นมีค่าในโลกแห่งความเป็นจริง

โนอาห์ เคแกน แนะนำ 3 วิธีหลักในการพิสูจน์ไอเดียอย่างรวดเร็ว ได้แก่ การพรีเซลล์โดยตรง (direct preselling) คือการติดต่อไปยังผู้คนโดยตรง บอกสิ่งที่กำลังจะทำ แล้วขอให้จ่ายเงินทันทีเพื่อดูผลตอบรับ

การใช้แหล่งซื้อขายออนไลน์ (marketplaces) โดยนำไอเดียหรือตัวอย่างสินค้าไปลงในแพลตฟอร์มอย่าง Facebook Marketplace หรือกลุ่มสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งมีกลุ่มคนที่พร้อมจะจ่ายเงินอยู่แล้ว และสุดท้ายคือการสร้างเว็บไซต์ (landing pages) โดยเน้นสร้างหน้าเว็บหน้าเดียวที่เรียบง่ายและยิงโฆษณาเพื่อดูว่ามีคนยอมกรอกอีเมลหรือสั่งจองสินค้าล่วงหน้าหรือไม่

ข้อดีของการพิสูจน์ไอเดียใน 48 ชั่วโมงคือช่วยให้ไม่เสียเวลาและเงินทองไปกับไอเดียที่ไม่เห็นผล การจำกัดเวลาที่เข้มงวดจะบีบให้มีความคิดสร้างสรรค์และเลิกกลัวการถูกปฏิเสธ หากผ่านความท้าทายนี้ไปได้โดยได้รับเงินจากลูกค้าคนแรกที่เป็นเพื่อน ครอบครัว และคนแปลกหน้า (ซึ่งเป็นคนที่หาได้ยากที่สุด) ก็จะมีความมั่นใจและมีเงินทุนตั้งต้นในการขยายธุรกิจต่อไป และยังช่วยให้ทดสอบไอเดียได้มากมายในแต่ละปี จนกว่าจะพบไอเดียที่ทำเงินได้จริงในที่สุด

หนังสือ Million Dollar Weekend ไม่ได้ชวนให้ฝันหวาน แต่ชวนให้ลงมือทำจริงๆ ก้าวต่อไปหลังจากนี้คือการสร้าง Marketing Experiment List ของตัวเอง ลิสต์การทดลองเล็กๆ ที่จะทดสอบกับตลาดจริงอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายชัดว่าใครคือ 100 ลูกค้าแรกที่อยากทำให้มีความสุขมากขึ้น เพราะลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นทั้งครูและเข็มทิศของธุรกิจ

โนอาห์ยังกล่าวในหนังสือว่า ปีใหม่ไม่ใช่เรื่องของโอกาสลอยๆ เท่านั้น แต่คือการเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นเป้าหมายที่วัดผลได้ ออกแบบระบบการทำงานและการใช้ชีวิตที่ไม่เพียงพาธุรกิจไปข้างหน้า แต่พาไปสู่ความสุขในแบบที่ยั่งยืน เพราะความท้าทายที่แท้จริงของธุรกิจและชีวิตไม่ใช่การหาเงินให้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้อยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตกับมันทุกวัน

คุยกับ ‘FireFly’ ถึงเบื้องหลังการปั้น HAAB, Layers, Haroy และ YogurBara ให้กลายเป็นไวรัล

HAAB ขนมไข่สงขลาฉ่ำเนย กรอบนอกนุ่มใน ที่คนยอมต่อแถวซื้อหลังเปิดร้านเพียงไม่กี่วัน

Layers ชีสเค้กที่คัสคอมได้ราดด้วยน้ำตกซอสช็อกโกแลต ที่คนแห่รีวิวลงโซเชียล

Haroy ไก่ทอดหาดใหญ่ของแท้ มาพร้อมหอมเจียว ที่เปิดได้ 2 เดือนก็โกอินเตอร์ไปต่างประเทศ

YogurBara Thailand โยเกิร์ตพรีเมียมจากเกาหลี ที่สร้างปรากฏการณ์คนต่อแถวจนห้างแตก

ทั้งหมดนี้คือแบรนด์ที่อยู่ในเครือของ FireFly ที่ มอส–จรรยธร บิลพัฒน์ และ จูเนียร์–ทัพไทย ฤทธาพรม สองผู้ก่อตั้งอยากให้เป็นแบรนด์ที่โบยบินบนน่านน้ำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และส่องแสงสว่างมากพอที่จะพาของดีของไทยให้ดังไกลไปทั่วโลก

ด้วยแนวคิดหลักคือการหยิบจับของดีในชุมชน มาแต่งตัวใหม่ ใส่ประสบการณ์เข้าไป ทำให้คนมีความรู้สึกร่วม เพื่อเพิ่ม value และรีเสิร์ชตลาดก่อนลงมือทำ ลงทุนน้อยๆ ถ้าไม่ใช่ก็ปล่อย ถ้าธุรกิจไปต่อได้ก็ค่อยสเกลธุกิจให้ใหญ่ขึ้น และพวกเขายังมีความฝันอยากเป็นเหมือนคุณปลา iBerry ที่เน้นแตกแบรนด์ใหม่มากกว่าการขยายสาขา ไม่ว่าจะออกแบรนด์อะไรคนก็ให้การยอมรับอยู่เสมอ

นอกจากแนวคิดหลักเหล่านี้ ยังมีเบื้องลึกเบื้องหลังการปั้นแบรนด์ให้ดังและไวรัลทันทีที่เปิดตัวซ่อนอยู่ เราขอพาไปเคาะประตูบุกออฟฟิศ FireFly ในย่านถนนบรรทัดทอง ทำเลทองที่พวกเขาใช้เป็นสนามลองตลาด เดิินดูทุกร้านภายในเครือ พร้อมสนทนาการทำธุรกิจกับมอสและจูเนียร์ ผ่านคอลัมน์ Brand Belief ในครั้งนี้

HAAB แบรนด์ที่เกิดจากการชูของดีท้องถิ่น
ด้วยสเกลธุรกิจขนาดเล็ก แต่ยอดขายไม่เล็ก

มอส–จรรยธร บิลพัฒน์ และ จูเนียร์–ทัพไทย ฤทธาพรม มีความฝันร่วมกันคืออยากทำธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงเลือกลาออกจากงานประจำในช่วงที่ท้าทายอย่างโควิด-19 เพราะจับเทรนด์ได้ว่าธุรกิจออนไลน์กำลังมาแรง และเริ่มปั้นหลากหลายแบรนด์ เพื่อมาขายสินค้าออนไลน์ โดยธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ในช่องทางออนไลน์ จากเทรนด์ในช่วงนั้นที่คนหันมาอยู่บ้านกันมากขึ้น

“ตอนที่เราทำธุรกิจเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ ออฟฟิศเราอยู่แถวถนนบรรทัดทอง เมื่อก่อนมันเงียบมาก แล้วอยู่ดีๆ ก็บูมขึ้นมา มีร้านอาหารมาเปิดเยอะมาก ทำให้เราเห็นถึงศักยภาพของถนนเส้นนี้ เลยสนใจอยากลองเปิดร้านอาหารที่บรรทัดทอง” มอสกล่าว

ช่วงที่เริ่มต้นคิดโปรดักต์ มอสเสนอว่าอยากลองขายขนมไข่สงขลาของดีประจำบ้านเกิดของเธอ ความพิเศษของขนมไข่ของสงขลาคือมีรสหวานและตัดด้วยความเค็มจากเนย texture มีความกรอบนอก นุ่มใน และทำด้วยเตาถ่านเท่านั้น 

ในช่วงแรกทีมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นขนมไข่สงขลา และยังไม่มีดาต้ามาสนับสนุนว่าขนมไข่เป็นที่ต้องการของตลาดขนาดนั้น แต่พอได้ลองชิมถึงรู้ว่าแตกต่างจากขนมไข่ที่เคยกิน จนเกิดเป็นแบรนด์ HAAB ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท FireFly

“ตอนนั้นเราเลยทำรีเสิร์ช แล้วเห็นความเป็นไปได้ที่จะขายดี จึงเริ่มทำร้านเล็กๆ ข้างถนนบรรทัดทองก่อน เพื่อทดลองตลาด และดูความต้องการซื้อว่ามีมากพอเหมือนที่เราคำนวณในกระดาษก่อนมาเปิดร้านไหม” จูเนียร์เล่าให้ฟัง

ก่อนที่มอสจะเล่าเสริมว่า “เริ่มต้นเราไม่ได้คิดว่าจะสเกลเป็นแบรนด์ใหญ่เลย คิดว่าลองเอามาขายดูก่อน ถ้าขายดีค่อยไปต่อ เราเริ่มต้นจากเงินทุนประมาณ 2 หมื่นบาท ขายกันเอง เราต้องมาพัดเตาถ่านที่หลังร้านอยู่เลย”

ในมุมของจูเนียร์ ปกติจะทดลองตลาด 1 เดือนเต็ม เพื่อดูว่าควรไปต่อไหม แต่ในกรณีของ HAAB ทดลองตลาดเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ลูกค้าเริ่มติดใจและบอกต่อๆ กันจนขายดีในเวลาอันรวดเร็ว

“เราเปิดสาขา 2 ต่อเลย ห่างจากสาขาแรก 200-300 เมตร เพราะเราใช้เตาถ่านทำ พอมีจุดเดียวมันทำไม่ทันจริงๆ บางคนรอ 2-3 ชั่วโมงเลย ตอนนั้นเราเริ่มสังเกตเห็นว่าบางคนเขาไม่ได้ต้องการจะกินทันที แต่อยากเอาไปอุ่นร้อนกินเองที่บ้าน งั้นเราก็ทำสต็อกไว้ตอนกลางวันก่อนดีกว่า พอตอนเย็นลูกค้ามาสั่งกลับบ้านเราก็ยื่นกล่องให้ลูกค้าได้เลย เขาก็ไม่ต้องรอนาน และเรายังสารถขายเดลิเวอรี่ได้ด้วย”

มอสเล่าถึงการขยายสาขาใหม่และปัญหาใหม่ก็ตามมา หลังจากเปิดรับออเดอร์เดลิเวอรี่ทำให้ออเดอร์ทับซ้อนกับหน้าร้าน ประกอบกับในช่วงนั้นหันไปใช้วิธีการออกบูธตามงานอีเวนต์ เพื่อทดลองตลาดว่าจะขยายสาขานอกบรรทัดทองไปที่ไหนอีกได้บ้าง เพราะพวกเขาไม่ได้อยากรีบขยายสาขาใหญ่ แต่อยากก้าวไปแบบมั่นใจว่าทุกที่ที่เลือกไปมีกลุ่มลูกค้าอยู่จริงๆ จึงเลือกทำครัวกลางเพื่อกระจายสินค้าไปยังที่ต่างๆ และเปิดรับออเดอร์ในผ่านทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชอีกด้วย

Layers แบรนด์ที่เริ่มจากการสเกลธุรกิจให้ติดตลาด
ด้วยการแตกแบรนด์ใหม่มากกว่าขยายสาขา

หลังจากแบรนด์ HAAB เป็นที่รู้จัก เราก็ได้เห็นแบรนด์ใหม่ในเครือ FireFly ออกมาในเวลาไม่นาน คือร้าน Layers ที่เลือกเปิดในทำเลเดิมอย่างบรรทัดทองและมีคนรอต่อแถวยาวเหยียด จนอดที่จะถามไม่ได้ว่าอะไรที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเปิดแบรนด์ใหม่ ทั้งที่แบรนด์เดิมเริ่มติดตลาดได้ไม่นาน

“เราอยากขยายธุรกิจแบบ Horizontal Integration คือการขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อเพิ่ม Portfolio คล้ายๆ ของคุณปลา iBerry ที่มีจำนวนแบรนด์เยอะๆ อาจจะไม่เหมือนการขยายธุรกิจแบบเดิมที่ปั้นร้านนึงให้ดัง แล้วอยู่ยาวๆ ไป 30 ปี ค่อยเพิ่มสาขาไปเรื่อยๆ” จูเนียร์ตอบคำถามเรา

ก่อนที่มอสจะเล่าเสริมว่า “ตอนนั้นเราก็มาคิดว่าขนมไข่สงขลาที่เราทำทานตอนร้อนอร่อยที่สุด เราใช้วิธีไปอุ่นหน้างานตอนออกบูธ แต่พอออเดอร์เป็นหมื่นชิ้นเราอุ่นไม่ทัน ทำให้รู้สึกว่างั้นเราลองขายสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องอุ่นร้อน แต่ทานแล้วก็ยังอร่อยเหมือนเดิม ก็เลยมองหาขนมฝั่ง global มากขึ้น”

ช่วงนั้นเทรนด์การกินขนมดิปช็อกโกแลตกำลังมา มอสและจูเนียร์จึงตัดสินใจปั้นแบรนด์ Layers เป็นชีสเค้กที่มีหลายเลเยอร์ เลือกไส้ในเองได้ เช่น สตรอว์เบอร์รี่เลเยอร์กับชีสเค้ก โดดเด่นด้วยการราดซอสช็อกโกแลตเข้มข้น

“ความยากในช่วงแรกคือเรากับคุณจูเนียร์เป็นคนไม่ทานของหวาน เลยให้น้องๆ ในทีมช่วยกันชิม แล้วเก็บฟีดแบกมาปรับสูตรกันมาเยอะมากๆ ตอนขายจริงก็มีการทำเป็นน้ำตกช็อกโกแลตราดลงไป กลายเป็นว่าตอนนั้นมีคนถ่ายลงโซเชียล มี KOL มาเดินบรรทัดทองแล้วเขาถ่ายลงให้เหมือนโปรโมตให้ฟรีเลย ก็เกิดการบอกต่อกันแบบปากต่อปากภายในวันแรก วันต่อมาคือเราต้องไปเช่าเครื่องทำน้ำตกช็อกโกแลตเพิ่มอีกหลายๆ เครื่อง เพราะลูกค้าเยอะมาก”

มอสเล่าและสรุปว่า Key Success ของ Layers คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองมีประสบการณ์ร่วมกับโปรดักช์ ทั้งคัสตอมไส้และเค้กแต่ละเลเยอร์เองได้ เห็นน้ำตกช็อกโกแลตตอนที่ราดลงมา และสามารถถ่ายไปลงโซเชียลสวยๆ จนกลายเป็นไวรัล

Haroy แบรนด์ที่อยากเห็นไก่ทอดหาดใหญ่
โกอินเตอร์ไปในต่างแดน

HAAB และ Layers ล้วนเป็นแบรนด์ขนมหวานทั้งคู่ มาจากที่จูเนียร์และมอสมองว่าของหวานคุมคุณภาพได้ง่ายกว่า แต่ของคาวเป็นธุรกิจที่พวกเขาสนใจอยากทำอยู่แล้ว เพราะตั้งใจให้ FireFly เป็นหิ่งห้อยที่ส่องแสงสว่างในอุตสาหกรรมอาหาร จึงไม่สามารถสโคปอยู่แค่แบรนด์ของหวานได้ จึงเกิดเป็นร้านไก่ทอดหาดใหญ่ในชื่อ Haroy (ฮาโร่ย) เปิดสาขาแรกในย่านบรรทัดทองอีกเช่นเคย

“ตอนเสนอว่าอยากขายไก่ทอดหาดใหญ่ คล้ายตอนแรกที่เราอยากทานขนมไข่สงขลาแต่หาทานที่กรุงเทพฯ ไม่ได้  ไก่ทอดหาดใหญ่ก็เป็นสิ่งที่หาทานในกรุงเทพฯ ยากมากๆ คือร้านส่วนใหญ่จะติดป้ายว่าไก่ทอดหาดใหญ่ แต่พอเราเดินเข้าไปดูมันไม่ใช่”

มอสยังเล่าติดตลกอีกว่าลูกค้าคนแรกที่เดินเข้าร้าน Haroy เพื่อเข้ามาดูก่อนว่ามีหอมเจียวหรือไม่ เพราะไก่ทอดหาดใหญ่ของแท้ต้องกินคู่กับหอมเจียวทอดกรอบ พอคนเห็นว่าเป็นไก่ทอดหาดใหญ่ของแท้ จึงตัดสินใจซื้อกันได้ง่าย

“ตอนที่เราเอาร้าน Haroy เข้าแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอร์รี่ ทำให้รู้ว่าไก่ทอดเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แต่ยังไม่มีแบรนด์โลคอลของไทยที่ปั้นแบรนด์ไก่ทอดให้ดังๆ ตอนนี้จะมีแต่ฝั่งอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น เราเลยอยากทำไก่ทอดหาดใหญ่ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น” มอสกล่าว

“เราอยากทำให้ไก่ไทยเป็นไก่โลกให้ได้ ตอนที่ทำ Haroy เราไม่ได้อยากให้อยู่แค่ในไทย แต่อยากให้ขยายไปต่างประเทศมากกว่า และหลังจากเปิดแบรนด์ไม่เกิน 2 เดือน ก็มีบริษัทจากต่างประเทศติดต่อเข้ามาเยอะมาก เพื่อเอาแบรนด์เราไปเปิดที่ต่างประเทศ” จูเนียร์เล่าเสริม

สุดท้ายพวกเขาก็เลือกพาร์ทเนอร์จากบริษัทที่เก่งเรื่องโอเปอเรชั่นหรือการดำเนินงาน มาเสริมจุดแข็งจากที่พวกเขาถนัดเรื่องแบรนดิ้งและมาเก็ตติ้ง โดยจะเปิด Haroy สาขาแรกที่ต่างประเทศในมาเลเซีย ภายในปี 2026

YogurBara Thailand แบรนด์ดังจากเกาหลี
ที่เกิดจากเทรนด์สุขภาพ

แบรนด์ล่าสุดของมอสและจูเนียร์ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากเดิมที่ปั้นแบรนด์ในสเกลเล็กให้เป็นที่รู้จัก เริ่มขยับมาลองนำแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วในต่างแดนมาทำการตลาดในไทย ขยับทำเลในการเปิดสาขาแรกจากบรรทัดทองเป็นห้างสรรพสินค้า และเพิ่ม Portfolio จากของหวานและของคาว สู่ Refreshment หรือเครื่องดื่มเติมความสดชื่นอย่าง YogurBara Thailand ที่คนแห่ต่อแถวจนห้างแตก

“ตอนนั้นเราอยากเริ่มขยับมาทำ Refreshment เพราะเห็นว่าพอบ่าย 2 บ่าย 3 หลังทานข้าวเสร็จ น้องที่ออฟฟิศก็ชอบสั่งน้ำหวานมาเต็มเลย เราก็คิดว่าจะทำอะไรดี ถ้าทำร้านชาก็มีคู่แข่งเยอะมากๆ ทำร้านสมูทตี้ก็มีคู่แข่งเยอะเหมือนกัน ก็เลยไปเจอว่ามีโยเกิร์ตที่เป็นเครื่องดื่ม แล้วกลุ่มเฮลตี้เหมาะกับเทรนด์รักสุขภาพในตอนนี้ด้วย

“เราก็ไปรีเสริชเจอว่ามีแบรนด์ YogurBara ของเกาหลี เป็นโยเกิร์ตที่ใส่ผลไม้ลงไป พอดื่มแล้วสดชื่นมาก เลยลองคุยกับพาร์ทเนอร์ที่เกาหลีว่าอยากชวนมาเปิดสาขาที่ประเทศไทย ซึ่งเขาเคยมาเปิดเป็นป๊อปอัพสโตร์ที่ไทยแล้ว แต่ไม่ได้มีทีมทำการตลาด เขาก็สนใจว่าเราแข็งแกร่งในด้านนี้เลยลองจับมือทำร่วมกัน” มอสเล่าให้เราฟัง

จูเนียร์เล่าเสริมว่า YogurBara มีจุดแข็งเรื่องรสชาติ และมีกลุ่มลูกค้าคนไทยที่เวลาไปเที่ยวเกาหลีก็ต้องไปกินร้านนี้ การนำเข้าแบรนด์ที่ดังอยู่แล้วมาในประเทศไทย ในจังหวะที่เหมาะสม ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงและมีความเสี่ยงน้อยกว่าการปั้นแบรนด์จาก 0 ไป 100

สรุปเบื้องหลังการปั้นแบรนด์สไตล์ FireFly

“การจะทำธุรกิจบางครั้งก็ไม่ต้องมองถึงอะไรที่มันหวือหวาหรือตื่นเต้นตลอดเวลา อาจจะดึงเอาสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชนก็ได้ แต่เราต้องมองเห็นถึง value ของมัน เอามาจับแต่งตัวใหม่ ใส่ประสบการณ์เข้าไป เอามาใส่ให้คนมีความรู้สึกร่วมเข้าไป ก็นำ product ตรงนั้นมาเพิ่ม value และนำเสนอเพื่อจับกลุ่มลูกค้าได้เหมือนกัน” มอสเล่า

“ธุรกิจสมัยนี้เริ่มต้นง่าย แต่ทำให้โตจนอยู่รอดนั้นยาก ถ้าคุณอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ เช็กลิสต์ที่คุณอย่าลืมคือคุณต้องทำโปรดักต์รีเสิร์ชก่อน เพื่อให้รู้จักตลาด ไม่ต้องคิดมากเรื่องแพลนนิ่ง เพราะคุณแพลนไม่แม่นหรอก ลงมือทำเลยอาจจะแม่นกว่า มันเลยเป็นภาพว่าเราหนักที่มาร์เก็ตรีเสิร์ช โปรดักส์รีเสิร์ช ทำแพลนนิ่งไม่ต้องนานมาก คร่าวๆ พอ ไปหนักที่การลองทำ ทำด้วยบัดเจทน้อยๆ เพื่อปรู๊ฟมาร์เก็ตรีเสิร์ช เราก็จะได้คำตอบอยู่แล้วว่าจะทำต่อดีหรือไม่ทำดี” จูเนียร์เล่าเสริม

ภาพต่อไปพวกเขาสองคนอยากเห็น FireFly โบยบินไปเป็น Regional Brand คือเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาคด้วยการแตกแบรนด์ใหม่ โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2570 อยากมีแบรนด์ในเครือทั้งหมด 8 แบรนด์ ในนั้นต้องมีแบรนด์ที่โกอินเตอร์ไปต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

“ในเรื่องสินค้า เราก็อยากให้สินค้าของเราเป็นเหมือนที่เชิดหน้าชูตาของคนไทยได้ เหมือนต้มยำกุ้ง เหมือนข้าวเหนียวมะม่วง แต่จริงๆ แล้วอาหารไทยมีเยอะมาก เราอยากจะทำให้ขนมไข่สงขลาเป็นที่รู้จัก ทำให้ไก่ทอดหาดใหญ่เป็นที่รู้จักในระดับโลก ก็อยากเริ่มจากเล็กๆ ก่อน แล้วทำให้คนไทยเกิดความเชื่อใจ หลังจากนั้นก็อยากได้รับการตอบรับในระดับนานาชาติ” มอสกล่าวปิดท้ายบทสทนา

ทำผีไทยให้ไวรัลทั่วโลกแบบ Kumarn เกมผีไทยสุดแฟนตาซีจาก Kantana x WereBuff Studio 

ถ้าจะบอกว่าปี 2025 วงการเกมไทยมีอะไรน่าตื่นเต้นบ้าง ชื่อของ ‘Kumarn The Wandering Spirit’ หรือ ‘กุมารผีเร่ร่อน’ น่าจะติดอันดับ 1 ใน 10 อย่างไร้ข้อกังขา กับการหยิบเสน่ห์ของเกมรูปแบบ game 2.5D platformer ที่เป็นส่วนผสมระหว่างงานเทคนิค 2D และ 3D มานำเสนอผ่านโลกแห่งภูตผีไทยที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

คร่าวๆ ถึงสตอรีของเกมดังกล่าวคือการที่ผู้เล่นต้องสวมบทบาทเป็น ‘กุมาร’ ผีเด็กน้อยที่ต้องหาบ้านหลังใหม่สถิต หลังศาลที่เคยอยู่ถูกทุบทิ้งกะทันหัน โดยมี ‘เซ็บ’ ม้าลายถวายศาลตัวอ้วนกลมเป็นคู่หูร่วมผจญภัย โดยระหว่างทางกุมารต้องพบกับนานาอุปสรรคจากผีไทยเลื่องชื่อ ตั้งแต่แม่นาค กระสือ กระหัง ผีตาโขน ฯลฯ ที่แต่ละตัวมีคาแร็กเตอร์และวิธีการไล่ล่าสุดหลอนต่างกันไป

ความเจ๋งของกุมารคือการได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลกในงาน Thailand Game Show ครั้งล่าสุด หรือก่อนหน้านั้นจากงาน Gamescom ที่ประเทศเยอรมนี, งาน China Digital Entertainment Expo and Conference ที่ประเทศจีน  และงาน Tokyo Game Show ที่ประเทศญี่ปุ่น ไปจนถึงการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Thailand Game Awards 2025 สาขา Most Anticipated Thai Game 

เบื้องหลังความหลอนไวรัลทั่วโลกนี้คือ WereBuff Studio ทีมผู้พัฒนาเกมน้องใหม่น่าจับตามอง และ Kantana Motion Pictures สตูดิโอแอนิเมชั่นระดับตำนานที่เคยฝากผลงานขึ้นหิ้งอย่างก้านกล้วย ที่จับมือร่วมกันพัฒนาสร้างรสชาติใหม่ๆ ในวงการเกมไทย

ทำไมถึงต้องเป็นเกมผีไทย เบื้องหลังการจับมือที่น่าสนใจครั้งนี้เกิดขึ้นได้ยังไง เราขอชวนไปฟังเบื้องหลังพร้อมกันจาก ‘วิน–ธนวินท์ พานิชภักดี’ Managing Director จาก WereBuff Studio และ ‘เอ็กซ์–ณภัทร กนิษฐกุล’ Game Director จาก Kantana Motion Pictures ในคอลัมน์ X CHANGE ตอนนี้

เซอร์ไพรส์ไหมที่เกมของพวกคุณได้ผลตอบรับดีเกินคาดในงาน Gamescom Asia x Thailand Game Show 2025 

วิน : ถือว่าผลตอบรับดีเกินคาดมากๆ มีคนมาต่อคิวทดลองเล่นเกมของเราตลอดทั้งวันทั้งๆ ที่เราอยู่ในโซน B2B ซึ่งเป็นโซนธุรกิจที่คนทั่วไปไม่ค่อยเดินเข้ามา

ส่วนฟีดแบ็กถือว่ายอดเยี่ยมทั้งจากชาวต่างชาติและคนไทยด้วยกันเอง เสียงส่วนใหญ่คือชอบซาวด์ประกอบ ชอบงานภาพที่เหมือนผู้เล่นได้หลุดเข้าในโลกอีกใบหนึ่ง ชาวต่างชาติบางคนรู้สึกทึ่งเพราะเขาไม่เคยเห็น objective ในเกมที่เป็นศาลพระภูมิ นางรำ หรือตัวม้าลายถวายศาลที่ถูกชมว่าทำไมมันน่ารักจัง 

ก่อนหน้านั้นตอนที่ไปออกงาน ChinaJoy 2025 (China Digital Entertainment Expo and Conference 2025) ที่เซี่ยงไฮ้, งาน Tokyo Game Show 2025 (TGS 2025) ที่ญี่ปุ่นก็ถือว่าได้ผลตอบรับเกินคาด คือเราไม่คาดคิดเลยว่าจะมีคนสนใจมาต่อแถวทดลองเล่นเกม เพราะเราไม่เคยนำเกมออกไปโชว์ที่ไหนมาก่อน และผู้เล่นสามารถสนุกไปกับตัวเกมโดยที่เราไม่ต้องคอยอธิบายอะไรมากมาย มันทำให้เห็นว่าชาวต่างชาติเขาอยากเรียนรู้วัฒนธรรม ความเชื่อแบบไทยๆ จากเกมของเราจริงๆ 

นอกจากกุมารที่เป็นตัวเอกของเนื้อเรื่องมีอะไรอีกบ้างที่ชาวต่างชาติสนใจใน Kumarn The Wandering Spirit

เอ็กซ์ : ก็คงจะเป็นม้าลายซึ่งเป็ดบัดดี้ของกุมารที่ทุกคนที่เข้ามาลองเล่นที่บูทจะถามตลอดว่า ในเอเชียไม่มีม้าลายนะ แล้วทำไมคุณถึงใส่เข้ามาในเกมล่ะ แม้แต่คนเอเชียด้วยกันเองก็ยังสงสัยว่าทำไมถึงมีม้าลาย เราก็จะอธิบายว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในความเชื่อของไทย มันเป็นตุ๊กตาสำหรับตั้งอยู่ในศาลนะ อย่างในเนื้อเรื่องกุมารกับม้าลายตัวนี้จะต้องออกผจญภัยตามหาบ้านใหม่เพราะศาลที่เขาอยู่ถูกรื้อ 

ส่วนในแง่ของ mechanical design อื่นๆ เราพยายามบาลานซ์ระหว่างวัฒนธรรมความเป็นเอเชียและตะวันตกเพื่อให้ภาพที่ออกมาดูมีความสากล

วิน : บางคนเดินเข้ามาเพราะโปสเตอร์ดูน่ารักแต่พอลองเข้ามาเล่นจริงตกใจว่ากลายเป็นเกมสยองขวัญก็มี (หัวเราะ)

ย้อนกลับไปไอเดียเกม Kumarn The Wandering Spirit เกิดขึ้นได้ยังไง และทำไมถึงได้ร่วมมือโปรเจกต์นี้กับทาง Kantana Motion Pictures

วิน : ต้องเท้าความว่าฝั่ง Kantana Motion Pictures ถนัดและเก่งในด้านการทำหนังแนวสยองขวัญ ซึ่งตรงกับไอเดียของฝั่ง WereBuff Studio ที่กำลังวางแผนทำเกมผีหรือเกมแนวสยองขวัญ ด้วยไอเดียที่ตรงกันสุดท้ายเลยกลายมาเป็น business partner โดยเราอยากทำเกมแนวผจญภัยแพลตฟอร์ม 2.5D ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในไทยมาผสมผสานความเชื่อเรื่องภูตผีในตำนานของไทย 

เอ็กซ์ :  อีกส่วนหนึ่งคือคุณเต็นท์ (กัลป์ กัลย์จาฤก) CEO ของทาง Kantana Group เป็นคนที่ชอบเล่นเกมเป็นทุนเดิม มีการทำทีมอีสปอร์ตจริงจัง หรือก่อนหน้านี้เองก็เคยลงทุนทำเกมก้านกล้วยและล่าสุดคือ Khan Kluay Multiverse พอมาคุยทุกอย่างมันเลยคลิกกันง่าย

วิน : เสริมว่า WereBuff Studio เป็นบริษัทเกมหน้าใหม่ ซึ่งคนในทีมส่วนใหญ่มีแบ็กกราวนด์มาจากการเป็นคนในวงการเกม อย่างผมเคยอยู่กับบริษัท Garena (Thailand) และ Tencent (Thailand) ทำการตลาดให้เกมอย่าง ROV และ PUBG Mobile ส่วนเอ็กซ์ก็ทำงานในวงการภาพยนตร์กับ Kantana มาตั้งแต่ต้น 

ในเมื่อแนวเกมมีให้เลือกมากมายแต่ทำไมถึงตัดสินใจที่จะต้องเป็นเกมแนว horror ที่มีผีไทยเป็นตัวชูโรง

เอ็กซ์ : ข้อแรกคือบริษัท Kantana Motion Pictures เด่นในเรื่องของเทคนิคงานภาพจากภาพยนตร์และซีรีส์แนว horror รวมไปถึงทรัพยากรของ Kantana เช่นทีมเขียนบทที่เด่นในงานแนวนี้เช่นกัน

ข้อสองคือเรามองว่าภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือคอนเทนต์แนว horror เป็นจุดเด่นของวงการบันเทิงไทยมายาวนาน ทั้งยังถูกส่งออกไปสร้างชื่อเสียงและทำเงินในต่างประเทศเป็นประจำ ผีไทยแต่ละตัวมีความครีเอทีฟในคาแร็กเตอร์สูง ผีบางตัวใช้กระด้งบิน บางตัวมีแค่หัวกับไส้ 

จุดแข็งตรงนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเรื่องลี้ลับของไทยหรือจากฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถสร้างอิมแพกต์ในตลาดต่างชาติ เราก็เลยเลือกที่จะทำเกมแรกออกมาเป็นเกมแนว horror ซึ่งเป็นทางที่เราถนัดอยู่แล้ว

ความยากในการทำเกม Kumarn The Wandering Spirit มีอะไรบ้าง?

เอ็กซ์ : หลักๆ คือเรื่องการ ‘บาลานซ์’ วิธีการเล่าเรื่อง เกมกุมารต่างจากเกมแนว horror ที่ผ่านๆ มาที่เล่าเรื่องในแบบ first person (มุมมองบุคคลที่ 1) ซึ่งผู้เล่นมีอิสระในการเล่น จะมอง จะเดินไปในทิศทางไหนก็ได้ ในขณะที่เราอยากนำเสนอเกมในแบบ game 2.5D platformer ที่เป็นส่วนผสมระหว่างเทคนิค 2D และ 3D เพื่อให้เกมเข้าใจง่าย ดังนั้นความยากคือต้องทำให้คนดูรู้สึกสนุกไปกับการสำรวจสภาพแวดล้อมและซึมซับบรรยากาศภายในเกมที่ดีไซน์ไว้

อีกข้อคือทำให้ทุกคนเล่นได้แม้แต่คนที่กลัวผีก็ตาม เพราะหลายครั้งเวลาเราไปออกงานจะเจอฟีดแบ็กว่า มีหลายคนที่พอรู้ว่าเป็นเกมผีจะปฏิเสธไม่เล่นทันที เราก็ต้องอธิบายว่าเกมมันไม่ได้น่ากลัวขนาดต้องเอามือปิดตาเหมือนตอนดูหนังผีนะ

มันเลยเป็นความยากของการพัฒนา level design คือผีบางตัวเราเห็นมาตั้งแต่เด็ก หรือวัฒนธรรมบางอย่างเช่นจุดธูปไหว้คนตาย แต่ในมุมของต่างชาติเขาไม่คุ้นกับอะไรแบบนี้ เราเลยต้องดีไซน์ให้ต่างชาติเห็นแล้วเข้าใจด้วย 

สิ่งที่เราทำอย่างแรกคือเซตสิ่งแวดล้อมในแต่ละฉาก แล้วค่อยมาออกแบบ mechanical design ของผีแต่ละตัว รวมไปถึงวาง sequence จังหวะของเกมให้ไหลลื่น ไม่ได้มีแค่จังหวะหลอกผีให้ตกใจ ต้องมีช่วงบิลด์ช่วงผ่อนให้ผู้เล่นสนุกไปกับเนื้อเรื่องด้วย

(ตัวอย่างส่วนหนึ่งจากเกม Kumarn The Wandering Spirit)

ทำไมถึงเลือกใช้ ‘กุมารทอง’ เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่องทั้งที่มีผีไทยให้เลือกมากมาย

วิน :  แรกเริ่มเราตั้งต้นว่าอยากจะเล่าผีเร่ร่อนที่อยู่ในศาลพระภูมิ แต่คำว่าผีเร่ร่อนนึกภาพยังไงมันก็ไม่ชัด เลยลองหันมาใช้ผีตาโขนเป็นตัวละครนำ เพราะว่าคนต่างชาติรู้จักผีตาโขนดีอยู่แล้วจากงานเทศกาลในบ้านเรา พอมาดีไซน์ดูทีมกลับรู้สึกว่ามันดูน่ากลัวไปคนน่าจะเข้าถึงยาก

เอ็กซ์ : เราเคยลองใช้แมงสี่หูห้าตาที่เป็นสัตว์ในความเชื่อของทางภาคเหนือด้วย ปรากฏว่าดีไซน์ออกมาน่ากลัวกว่าเดิม (หัวเราะ)

วิน : จนกระทั่งวันหนึ่งเราไปเห็นคำว่า ‘Kumarn’ (กุมาร) ซึ่งเราไม่คุ้นกับคำนี้ในภาษาอังกฤษ เลยเกิดไอเดียว่างั้นเราลองหยิบกุมารทองมาเป็นตัวดำเนินเรื่องแทน แล้วกุมารกับศาลก็ดูมีความสอดคล้องกัน และต่างชาติน่าจะเข้าถึงได้ง่ายกับคาแร็กเตอร์ความบริสุทธิ์ใสซื่อของดีไซน์ตัวละครที่เป็นเด็ก ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ต่างชาติเขาบอกว่าเขาได้ยินชื่อนี้แล้วติดหู จำง่าย เคยมีคนอินเดียสนใจเกมเพราะคำว่ากุมารที่เป็นภาษาบ้านเกิดเขาก็มี

นอกจากกุมารทองหรือตุ๊กตาม้าลายพวกคุณหยิบคาแร็กเตอร์และกิมมิกผีไทยใดมาใช้อีกบ้าง

วิน : ที่ประกาศไปแล้วว่ามีแน่ๆ คือแม่นาค ผีตาโขน ยายกะลา ตากะลี นอกนั้นเราอยากเก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนธีมสถานที่เราหยิบสถานที่ลี้ลับแบบไทยมาใช้ เช่น สุสานร้าง วัด หมู่บ้านตลาดน้ำ ซึ่งเราพยายามออกแบบให้คนต่างชาติเข้าใจง่ายขึ้น

ผมว่าข้อดีของตำนานผีไทยคือมันมีแบ็กกราวนด์ที่โดดเด่นและน่าสนใจ เพียงแต่เรื่องพวกนี้ยังไม่ถูกเผยแพร่ไปในตลาดโลกมากขนาดนั้น เราเลยอยากทำให้ผีไทยเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก่อนหน้าที่เราจะเริ่มโปรเจกต์ก็มีคุยกันว่า เราเคยเห็นผีเห็นปีศาจที่แมสอย่างแดร็กคูล่า อย่างซอมบี้ในเกมของต่างชาติ แต่แม่นาคของไทยที่สร้างเป็นหนังไม่รู้กี่ภาคต่อกี่ภาคทำไมถึงไม่เคยมีในเกมขอไทย เราเลยอยากจับคาแร็กเตอร์ผีไทยหลายๆ ตัวมารวมให้ได้มากที่สุด

เอ็กซ์ : ผีไทยหรือวัฒนธรรม horror แบบไทยคือซอฟต์พาวเวอร์ที่มีมูลค่าในตลาดต่างชาติ ผมยกตัวอย่างผีแอนนาเบลที่นอกจากปรากฏในหนังยังถูกนำไปต่อยอดเป็นเมอร์แชนไดส์อื่นๆ ขนาดเขาเป็นแค่ตุ๊กตาผีเฉยๆ กลับกันในมุมของผีไทยมีคาแร็กเตอร์ที่หลากหลาย มีลูกเล่นมากกว่า เพียงแต่เราจะนำเสนอออกมาให้โลกเห็นยังไง

แสดงว่าในอนาคตนอกจากเกม พวกคุณยังวางแผนให้ Kumarn The Wandering Spirit มีเมอร์แชนไดส์เป็นของตัวเอง

วิน : ใช่ มันนำไปต่อยอดได้เยอะเลย ผมยกตัวอย่างเกม Stray ที่ผู้พัฒนานำคาแร็กเตอร์หลักที่เป็นแมวส้มไปทำเป็นเมอร์แชนไดส์ ซึ่งนอกจากของสะสมยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นแอนิเมชั่น แม้กระทั่งเอาซาวนด์แทร็กประกอบเกมไปอัพโหลดลงใน Spotify ก็ได้เช่นกัน

ในมุมมองของพวกคุณคิดว่าอุตสาหกรรมเกมในประเทศไทยกำลังไปในทิศทางใดและมีสิ่งใดที่ยังขาดอยู่

วิน : จริงๆ อุตสาหกรรมเกมไทยกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ ย้อนกลับไปปีที่แล้วตอนที่เราเริ่มโปรเจกต์เกมกุมารมีเกมไทยในตลาดแค่ไม่กี่เกม น้อยจนนับนิ้วได้เลย จนมาถึงปีนี้ในงาน Thailand Game Show 2025 มีบริษัทที่ทำเกมไทยเพิ่มขึ้นถึง 20-30 เจ้า แสดงให้เห็นว่าวงการเกมบ้านเราก้าวไปข้างหน้าเร็วมาก ถามว่ามันยังมีสิ่งขาดอยู่ไหม ผมว่ามันยังขาดอยู่เยอะ แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะเรียนรู้เพื่อพัฒนา

เอ็กซ์ : สิ่งที่ขาดผมว่าคือเรื่องของสกิลบุคลากรในแต่ละฝ่ายกับเรื่องของประสบการณ์ที่ยังน้อยหากเทียบกับฝั่งยุโรปหรือฝั่งเอเชียอย่างจีน ที่กระแสกำลังมาแรงจากเกม Black Myth: Wukong ก่อนหน้านั้นเขาผลิตเกมแนว mobile แข่งขันกันเองในประเทศ ซึ่ง Black Myth: Wukong เป็นตัวอย่างที่ดีมากเลยนะกับการหยิบตำนานพื้นบ้านมานำเสนอให้มีความ global แสดงให้เห็นว่าถ้าเขาหยิบตำนานของเขามาเล่าได้ เราเองก็หยิบตำนานที่มีอยู่มาเล่าได้เหมือนกัน 

วิน : พูดถึงจีนเขาเรียนรู้จากการจ้าง outsource ผลิตเกมระดับ AAA (เกมฟอร์มยักษ์) จนวันหนึ่งเขาพร้อมที่จะพัฒนาเกมเป็นของตัวเอง ซึ่งตอนนี้วงการบ้านเรากำลังเรียนรู้และพัฒนาสกิลอยู่ แต่ในแง่ของความคิดสร้างสรรค์เราไม่ด้อยไปกว่าเขาแน่นอน ผมเชื่อว่าคนไทยไปถึงจุดที่ผลิตเกมระดับ AAA ได้แน่นอน

เท่าที่ทราบมาคือถึงตอนนี้ Kumarn The Wandering Spirit ยังอยู่ในเฟสตระเวนนำเกมออกไปให้คนทั่วไปได้ทดลองเล่นตามงานต่างๆ ทำไมพวกคุณถึงใส่ใจในขั้นตอนนี้มากๆ 

วิน : ต้องบอกว่าเราลองผิดลองถูกกันมาเยอะ เคยสวมหมวกเป็นคนเล่นเองจนเราไม่เห็นจุดบอดของตัวเกมแล้ว เราไม่รู้ว่าซีนไหนควรแก้ เหมือนเราดูหนังเรื่องเดิมซ้ำเป็นสิบๆ รอบ จนทีมตัดสินใจว่าจะลองเอาเกมออกไปให้คนนอกลองเล่น จะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ผมเลยอยากแนะนำคนทำเกมเหมือนกันว่า เราควรนำเกมออกไปให้คนอื่นลองเล่นเยอะๆ ไปให้เขาลองเล่นแล้วนำกลับมาพัฒนา คือเราไม่จำเป็นต้องเร่งรีบประกาศตัวเกมถ้ามันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีพอ เราควรเก็บไว้ปล่อยในจังหวะที่ถูกต้อง ถ้ารีบปล่อยแล้วคอนเทนต์ไม่ดีพอหรือไม่วางแผนว่าจะเล่ามันยังต่อเมื่อปล่อยออกมาแล้ว สุดท้ายมันจะเป็นกระแสแค่แป๊บเดียว ซึ่งนี่เป็นปัญหาส่วนใหญ่ของผู้พัฒนาเกมไทยที่ผ่านมา

หนึ่งในอุปสรรคของคนทำเกมไทย คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เลียนแบบสไตล์หรือรูปแบบการเล่นจากเกมต่างประเทศ ในฐานะที่พวกคุณเป็นผู้พัฒนาคิดว่าจะก้าวข้ามผ่าน pain point นี้ได้ยังไง

เอ็กซ์ : ความจริงผมว่ามันเป็นข้อดีนะ คนมักจะพูดว่าซื้อเกมนี้มาเหมือนเกมนั้นเลย นั่นหมายความว่าเราสื่อสารไปถึงผู้เล่นได้ชัดเจน ว่า mechanic ที่เราออกแบบมาเป็นยังไง เหมือนเราดูหนังรักถามว่าหนังรักแต่ละเรื่องมันต่างกันไหม มันต่างแน่นอน แต่เส้นเรื่องระหว่างทางมันมีจุดแทบจะคล้ายกัน คู่พระ-นางเจออุปสรรคตะกุกตะกักก่อนจะรักกัน พอถึงปลายทางอาจจะจบแบบแฮปปี้หรือไม่แฮปปี้ก็ได้

ผมเลยมองว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การลอก แต่เป็นแรงบันดาลใจในการหยิบข้อดีจากเกมที่ประสบความสำเร็จมาพัฒนา ใส่ความครีเอทีฟเล่าในรูปแบบของตัวเอง ไม่ใช่ลอกสิ่งที่เขาทำมาใช้ทั้งหมดดื้อๆ อย่างเวลาเราไปออกบูทเราจะพูดกับต่างชาติตรงๆ ว่า mechanic เกมเรามีความคล้ายกับเกม Little Nightmare นะ แต่เราเล่าออกมาในธีมผีไทย 

และบางครั้งเราดีใจด้วยซ้ำที่มีคนจัดเกมเราอยู่ในหมวดเดียวกับ  Little Nightmare แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจและสนใจเกมของเราจริงๆ

ถึงตรงนี้หลายคนปักหมุดเกมของคุณลงใน Wishlist บนแพลตฟอร์ม Stream เป็นที่เรียบร้อย อยากฝากบอกอะไรถึงคนที่กำลังรอเล่น และเราจะได้เล่นเกมนี้กันเมื่อไหร่

วิน : อยากขอบคุณทุกคนที่คอยให้การสนับสนุนและรอที่จะเล่นเกมของเรา ก็จะพยายามเต็มที่ให้ตัวเกมสมบูรณ์ที่สุดเพื่อให้คนไทยได้ภาคภูมิใจ

เอ็กซ์ : ขอบคุณที่สนับสนุนเราเช่นกัน หลังจากนี้เราจะพยายามปล่อยคอนเทนต์ออกมาให้ได้ติดตามความเคลื่อนไหวกัน และพยายามจะทำเกมให้เสร็จตามที่ตั้งเป้าหมายตามไทม์ไลน์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคาดว่าเกมจะปล่อยออกมาให้เล่นช่วงปลายปีหน้า ยังไงฝากเกมกุมารไว้รวมถึงโปรเจกต์อื่นๆ ในอนาคตด้วย

ธุรกิจจะเติบโตอย่างไรในปีแสนท้าทาย กลยุทธ์รับมือโจทย์ยากปี 69 ฉบับ KTC

สำหรับเหล่าผู้ประกอบการ ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนับเป็นปีแสนท้าทายด้วยหลากเหตุหลายปัจจัย ทั้งจากสถานการณ์ภายในและภายนอก ที่สำคัญคือเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวนั้นส่งผลต่อธุรกิจต่างๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้

หากแต่มองอีกมุม โลกธุรกิจยุคนี้ที่เราต่างถูกท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนในมิติต่างๆ ก็ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายอยู่แล้ว

ปีที่กำลังเดินทางมาถึงก็เป็นเพียงอีกช่วงเวลาที่เราต่างต้องดิ้นรน ค้นหา ฝ่าฟัน เพื่อหาหนทางและกลยุทธ์ที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง–เช่นที่ผ่านมาและคงเสมอไป

หากแต่คำถามสำคัญที่เราคิดว่าแต่ละองค์กรต้องตอบให้ได้คือ ในปีที่เราต่างกำลังจะเจอบททดสอบ เราจะหาหนทางเติบโตในสถานการณ์บ้านเมืองและโลกเช่นนี้ได้ยังไง และจากการแถลงกลยุทธ์ปี 2569 ของบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เราพบว่ามีบางบทเรียนสำคัญที่ธุรกิจต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในปีม้าที่กำลังควบเข้ามา

รักษาฐานลูกค้าเดิมให้มั่นคง

คุณพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปี 2568 ที่กำลังจะผ่านพ้นเป็นปีที่ท้าทายของธุรกิจสินเชื่อ สภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นนั้นส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจสินเชื่อรายย่อยโดยตรง การอนุมัติลูกค้ารายใหม่ก็ยากขึ้นในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว และในปี 2569 ก็ยังคงเผชิญสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน โดย KTC ตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปีหน้าเอาไว้ว่าพอร์ตสินเชื่อรวมจะขยายตัว 1-2% ควบคู่กับการรักษาอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2% 

“ถ้าเกิดเราหาลูกค้าใหม่ได้ยากขึ้น เราต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพของพอร์ตโฟลิโอ ทำให้ลูกค้าเดิมของเราได้รับความสะดวก ความปลอดภัยในการใช้จ่าย เราทราบดีถึงเรื่องของภัยไซเบอร์ สแกมเมอร์ทั้งหลาย นั่นทำเราต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานใช้เทคโนโลยีในการช่วยทำเพื่อให้ลูกค้าเราได้มีความรู้สึกปลอดภัย”

สิ่งที่คณะผู้บริหารของ KTC แสดงทรรศนะตรงกันคือ สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าการสร้างฐานลูกค้าใหม่คือการรักษาฐานลูกค้าเดิมให้มั่นคง

“เรามีสมาชิกบัตร 2.3 ล้านคน และมีจำนวนบัตรอยู่ที่ 2.9 ล้านใบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในปีหน้าคือเรายังคงต้องรักษาความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอ การทำ Portfolio Optimization เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่การหาสมาชิกบัตรใหม่ หรือแค่เพิ่มจำนวนบัตรเท่านั้น แต่เราต้องดูว่าตรงไหนที่เราจะทำให้พอร์ตแข็งแรงเพิ่มขึ้นได้อีกบ้าง ทั้งการควบคุมคุณภาพลูกหนี้ การที่สมาชิกบัตรหยิบบัตรเราขึ้นมาใช้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งปัจจุบันลูกค้าของเราแอ็กทีฟอยู่ที่ประมาณ 95% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนี้จะอยู่ที่ประมาณ 65% เราต้องรักษาความแข็งแกร่งอันนี้ต่อไป” คุณประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต KTC ขยายความถึงกลยุทธ์

ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจตลาดโดยการวิเคราะห์เทรนด์และดาต้า

จุดแข็งของ KTC ที่เป็น top-of-mind ของลูกค้าเสมอมาคือสิทธิประโยชน์ในหมวดไลฟ์สไตล์ที่เข้าใจผู้บริโภค ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคชะตาหรือความบังเอิญ แต่มาจากการทำความเข้าใจเทรนด์และสังเกตความต้องการจากฐานข้อมูลที่มี

เป็นการเฝ้ามองปัจจุบัน สำรวจอดีต เพื่อออกแบบอนาคต

“เราต้องเตรียมสิทธิประโยชน์ให้ตรงใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นที่เป็นจุดแข็งของเราอย่าง กิน ช็อป เที่ยว หรือหมวดใหม่ๆ ที่เราเริ่มเห็นการเติบโตของตลาดในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ health care เรื่อง wellbeing ก็จะเป็นอีกหมวดที่เราให้ความสนใจและเตรียมสิทธิประโยชน์เหล่านี้ให้กับสมาชิกบัตรของเรา” คุณประณยาพูดถึงการนำเทรนด์มาใช้รักษาลูกค้าเดิมและดึงดูดลูกค้าใหม่

นอกจากการสังเกตเทรนด์มาออกแบบผลิตภัณฑ์ KTC ยังตั้งใจขยายผลิตภัณฑ์จากการสังเกตเห็นจุดแข็งจากดาต้าที่มี หลายคนอาจไม่รู้ว่าหมวดยอดการใช้จ่ายอันดับหนึ่งของพอร์ตบัตรเครดิต KTC คือหมวดประกัน และนั่นเป็นที่มาในการต่อยอดเป็นธุรกิจนายหน้าประกัน (insurance brokerage)

“นอกจากการทำพอร์ตและทำธุรกิจเดิมให้แข็งแรงแล้ว กลยุทธ์ถัดมาคือการหาโอกาสใหม่ๆ เราสำรวจว่าจุดแข็งของเราคืออะไร แล้วก็มองหาธุรกิจใหม่ที่เติบโต ซึ่งหมวดประกันคือหมวดที่มียอดการใช้จ่ายอันดับหนึ่งของ KTC contribution อยู่ที่ประมาณ 10% เพราะฉะนั้นจึงเป็นหมวดที่มีความสำคัญมาก และเมื่อปลายปีที่แล้วเราเพิ่งได้ใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกัน เพราะฉะนั้นนี่เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เราอยากจะ explore

“KTC มีความแข็งแรงจากการที่เราทำงานร่วมกับพันธมิตรบริษัทประกันทั้งกลุ่ม life และ non-life ดังนั้นเราเชื่อว่าพอร์ตโฟลิโอเรามีความแข็งแรง ด้วยพันธมิตรที่มีความเข้มแข็ง เรารู้ว่าพันธมิตรท่านไหนเก่งเรื่องอะไร แล้วที่สำคัญคือเรามีการใช้ดาต้าในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันให้กับลูกค้าให้ตรงในแต่ละเซกเมนต์” คุณประณยาเล่าถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์

เพิ่มโอกาสและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

‘Shift Forward – Survive and Speed Up with Digital & AI’ คือคำที่ใช้นิยามกลยุทธ์ของ KTC ปี 2569

คล้ายเป็นการสื่อสารว่านี่คือปีที่เราต่างต้องเอาตัวรอดและเติบโตด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นอาวุธสำคัญ

กลยุทธ์ที่สำคัญคือปีหน้าเป็นปีที่เราจะนำ AI และดิจิทัล มาทำงานการตลาดมากขึ้น จากที่บอกว่าพอร์ต KTC มี 2.3 ล้านคน 90 กว่าเปอร์เซ็นต์มีแอพฯ KTC Mobile ใช้หมดแล้ว ทุกคนแอ็กทีฟผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ นี่จึงเป็นช่องทางสำคัญที่เราจะเอนเกจกับลูกค้าได้ใกล้ชิดมากขึ้น

“ปีหน้าเราจะนำ AI เข้ามา ทำให้เราสามารถทำการตลาดแบบ personalization ที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น สิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่ต้องส่งเป็นรูปแบบ mass อีกต่อไป แต่เราจะทำเป็น hyper personalization คือเป็น personalization ที่เรียลไทม์ ลูกค้าใช้จ่ายอะไร AI สามารถให้สิทธิประโยชน์เขาตอนนั้นได้เลย นี่จะเป็นปีที่ KTC นำเทคโลยีมาใช้เพื่อสร้างประสบการ์ที่ดีให้กับลูกค้า” คุณประณยาสรุปกลยุทธ์ที่สำคัญของธุรกิจบัตรเครดิตในปีหน้านอกจากฟากฝั่งบัตรเครดิตแล้วธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีผลิตภัณฑ์อย่างบัตรกดเงินสด ‘เคทีซี พราว’ก็มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้ตอบโจทย์ในแง่ความเร็ว

“เราจะใช้การดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นเข้ามาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเซอร์วิสของเราให้ตอบสนองผู้บริโภคได้ดีขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็ทำให้ลูกค้าสามารถสมัครผ่าน E-Application ได้แล้ว แต่ปีหน้าเราพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นโดยจะมีการปรับโฉมตัว E-Application ให้ขึ้นไปอยู่บนแอพฯ KTC Mobile เพื่อความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าให้อนุมัติได้เร็วขึ้น ถ้าอนุมัติรู้ผลแล้วสามารถรับเงินได้ภายใน 30 นาที” คุณพิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้บริหารสูงสุด สายงานสินเชื่อบุคคล KTC อธิบายความเปลี่ยนแปลงในปีหน้าให้เห็นภาพ

ยืดหยุ่นและเตรียมรับมือ Worst-case Scenario

หลังงานแถลงกลยุทธ์ เรามีโอกาสถามคำถามสำคัญกับผู้นำทัพ KTC–อะไรคือคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการหรือองค์กรต่างๆ ฟันฝ่าโจทย์ยากในปีที่กำลังมาถึง

ความสามารถในการปรับตัวให้ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ที่จะเข้ามา” คุณประณยา ตอบทันทีคล้ายมีคำตอบในใจอยู่แล้ว “ทุกวันนี้เราเผชิญกับความไม่แน่นอนเยอะมาก เพราะฉะนั้นเราต้องคิดเสมอว่าสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นคืออะไร

“ถ้าสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เติบโตขึ้นเราต้องอยู่ยังไง ถ้าเราหาลูกค้าใหม่ไม่ได้ เราต้องติดตามฐานลูกค้าเก่ายังไง ความเสี่ยงแค่ไหนที่เราจะรับได้ การบริหารการดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายจะเป็นยังไง เราต้องลงรายละเอียดลึกขึ้น”

สิ้นสุดคำตอบที่เต็มไปด้วยคำถาม คงเป็นหน้าที่ของเราแล้วที่จะตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบในปีที่จะมาถึง

สรุปเทรนด์อินฟลูเอนเซอร์ 2026 ปีแห่งการเลือกคอนเทนต์คุณภาพ และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่ายอดฟอลโลว์

ปรากฏการณ์ ‘เจนนี่ ไลฟ์สด’ สร้างยอดขายแตะร้อยล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว แบรนด์หันมาใช้ AI ไลฟ์สดขายสินค้าบน TikTok ไปจนถึงเหตุการณ์ที่อินฟลูเอนเซอร์พูดถึงแบรนด์ในแง่ลบ จนแบรนด์ต้องออกมาชี้แจง และสังคมเกิดคำถามว่าหรือในไทยจำเป็นต้องมีกฎหมาย เพื่อกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจนเหมือนในบางประเทศ

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์สรุปโดยย่อที่เกิดขึ้นบนโลกโซเชียลมีเดียในปี 2025 ทำให้เห็นว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นแค่ผู้สร้างคอนเทนต์ แต่คือคนที่ทำให้เกิดเทรนด์บนโลกออนไลน์ ที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้คน

โดยเฉพาะในปี 2026 ที่นักการตลาดหลายคนยังมองว่าเป็น ‘ปีทองของอินฟลูเอนเซอร์’ โดย Statista แพลตฟอร์มข้อมูลด้านสถิติระดับโลก คาดว่า Influencer Marketing ทั่วโลกจะมีมูลค่ามากกว่า 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.21 แสนล้านบาท โดยภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่มีอัตราการใช้โซเชียลมีเดียสูงถึง 85% 

ฝั่งของไทย ทาง Wisesight บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดีย และดาต้าเซต ผู้ให้บริการด้านมีเดียอินเทลเลเจนซ์ ก็ได้สรุปเทรนด์ Influencer Marketing ในปี 2026 ที่ทั้งอินฟลูเอนเซอร์และแบรนด์นำไปใช้วางแผนการตลาดในปีหน้าได้ และเรายังพาไปดูกรณีศึกษากฎหมายอินฟลูเอนเซอร์ที่น่าสนใจในต่างประเทศ ที่อาจนำมาปรับใช้ในประเทศไทย ในวันที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณของอินฟลูเอนเซอร์และเรียกร้องให้มีมาตรการกำกับดูแลอย่างจริงจัง

ผู้ติดตามน้อยแต่คอนเทนต์มากไปด้วยคุณภาพ

ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นแบรนด์เฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ยอดติดตามเยอะเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันทั้งฝั่งแบรนด์และผู้บริโภคเชื่อถือคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และสื่อสารด้วยความจริงใจมากกว่าดูแค่ยอดผู้ติดตาม

กลุ่มที่มาแรงและแบรนด์ไทยนิยมใช้กันมากขึ้นคือ micro influencer ที่มีจำนวนผู้ติดตาม 10K-100K ไปจนถึง nano influencer ที่มีจำนวนผู้ติดตาม 1K-10K เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการผลลัพธ์เฉพาะกลุ่ม เช่น โปรโมตสินค้าใหม่ เชิญชวนให้ลองชิมเมนูใหม่ อินฟลูเอนเซอร์สองกลุ่มนี้จะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนที่ใช้แล้วชอบ ชิมแล้วอร่อยค่อยมาบอกต่อ ทำให้เกิด brand loyalty ได้มากกว่า

ขณะที่ macro influencer ที่มีจำนวนผู้ติดตาม 500K-1M และ mid-tier influencer ที่จำนวนผู้ติดตาม 100K-500K จะทำให้เกิดความรู้สึกน่าเชื่อถือและทำให้เกิด engagement ได้มากกว่า เหมาะกับสินค้าที่ต้องอาศัยความไว้วางใจสูง เช่น เรื่องสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ เรื่องการเงิน นักการตลาดมักเลือกอินฟลูเอนเซอร์หลายประเภทในแคมเปญเดียว เพื่อสร้างการรับรู้ให้มากและกว้างที่สุด

niche คอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมไม่นิด

ในปีหน้าคอนเทนต์แมสอาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่แบรนด์เลือกใช้เสมอไป เพราะหากอยากสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายไหน ก็จะเลือกจากรูปแบบคอนเทนต์ที่อินฟลูเอนเซอร์คนนั้นนำเสนอประจำ ซึ่งมักจะเป็น niche คอนเทนต์มากกว่า โดยหมวดหมู่ที่คาดว่าจะได้รับความนิยม ได้แก่

1. ไลฟ์สไตล์ : แชร์การใช้ชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยว การแต่งตัว หรือไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม เหมาะกับแบรนด์แฟชั่น ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์

2. รีวิว : รีวิวสินค้า บริการ ร้านอาหาร หรือประสบการณ์ตรง เน้นสร้างความน่าเชื่อถือและช่วยผู้บริโภคตัดสินใจ

3. เกม (gaming) : แคสต์เกม เล่นเกม และคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับเกม เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเจนฯ Z และผู้ที่สนใจเกมโดยเฉพาะ

4. แชร์ความรู้ : ถ่ายทอดความรู้เฉพาะทาง การสอนเทคนิคต่างๆ เหมาะกับแบรนด์หรือสินค้าที่ต้องการความน่าเชื่อถือและไว้วางใจสูง

5. บันเทิง : คลิปตลก วิดีโอสร้างสรรค์ หรือโชว์ความสามารถพิเศษ เหมาะกับการสร้างเอนเกจเมนต์และเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก

เปิดกรณีศึกษากฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์ในต่างประเทศ

ถ้าจะบอกว่าการรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์เป็นดั่งดาบสองคมก็คงไม่ผิด เพราะเชิญชวนให้ผู้คนคล้อยตามได้ ขณะเดียวกันหากให้ข้อมูลที่ผิดไปก็อาจกระทบกับแบรนด์หรือทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะเนื้อหาที่มีความละเอียดอ่อน เช่น เรื่องการแพทย์ สุขภาพ กฎหมาย การเงิน ซึ่งในไทยยังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แต่เริ่มปรับปรุงกฎหมายฉบับอื่นๆ มาดูแลผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกก็เริ่มมีกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์แล้ว เช่น

  • จีน : เจ้าแห่งการไลฟ์เป็นประเทศที่ควบคุมอินฟลูเอนเซอร์อย่างจริงจังที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก โดยกำหนดให้ผู้ที่ทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หรือการแพทย์ ต้องมีคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องหรือใบอนุญาตวิชาชีพก่อนเผยแพร่ข้อมูล เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่ผิดพลาด
  • สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ : มีกฎระเบียบคล้ายกันคือ ต้องระบุชัดเจนว่าสินค้าที่รีวิวได้รับการจ้างจากแบรนด์ ไว้ตั้งแต่ต้นโพสต์หรือต้นคลิป ห้ามรีวิวถ้าไม่ได้ใช้งานจริง และห้ามเคลมเกินจริงถ้าไม่มีหลักฐานรับรอง
  • แคนาดา : ต้องติดแฮชแท็กให้ชัดเจนว่าเป็นคอนเทนต์โฆษณาหรือได้สปอนเซอร์มา รวมถึงระบุตั้งแต่ต้นโพสต์หรือต้นคลิปวิดีโอว่าเป็นโฆษณา

จากเทรนด์ทั้งหมดนี้จะเห็นทิศทางของอินฟลูเอนเซอร์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2026 เน้นไปที่การทำคอนเทนต์คุณภาพ นำเสนอด้วยความจริงใจ ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาบอกเล่าเรื่องราว และต้องอยู่ภายใต้จรรยาบรรณที่ไม่ทำให้ผู้ติดตามบนโลกออนไลน์ได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดและอาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างนั่นเอง

เมื่อคริสต์มาสสมัยก่อนคือคืนเล่าเรื่องผี กับกิจการหนังสือปลายปีที่ก่อตัวในศตวรรษที่ 19

ใครๆ ก็ชอบเรื่องผี คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์ จะพาไปสำรวจและพิสูจน์ว่าเรื่องผีนี่แหละที่ทั้งตอบความต้องการของสังคม แถมจริงๆ อาจจะถือว่าขับเคลื่อนสังคมไปด้วย

เรื่องผีที่เราจะพาไปสำรวจถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่พอสมควร คือเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่หนึ่งของอังกฤษที่กลายมาเป็นธรรมเนียมในยุครอยต่อสู่โลกสมัยใหม่คือยุควิคตอเรียน ช่วงเวลาที่ความเจริญและความทันสมัยเข้ามา 

เจ้าความทันสมัยซึ่งมีหลายส่วนประกอบประจวบกันนี่แหละที่ทำให้วันแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปลายปีคือวันคริสต์มาส กลายเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัว เพื่อนฝูงจะนั่งล้อมวงกันในคืนที่ทั้งอบอุ่นทว่าหนาวเย็น 

บรรยากาศการรวมตัวกันแบบนี้ จะมีอะไรดีไปกว่าการเล่าและฟังเรื่องสยองขวัญ เรื่องราวของปีศาจ ความตาย และตำนานปรัมปรา

ธรรมเนียมเรื่องผีในวันคริสต์มาสสัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงและธุรกิจกิจการอย่างไม่น่าเชื่อ จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้การอ่านกลายเป็นเรื่องของคนทุกชั้น การกลับบ้านที่เรื่องผีกลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนชื่นชอบและใช้ล้อมวงกันอ่านร่วมกัน 

นอกจากบริบทอันซับซ้อนของยุครอยต่อซึ่งเป็นทั้งการรื้อฟื้นธรรมเนียมการเล่าเรื่องผีในช่วงฤดูหนาว การมาถึงของตลาดสิ่งพิมพ์ หนังสือสำคัญที่ทำให้เรื่องผีกลายเป็นหัวใจของวันคริสต์มาสคือนิยายขนาดสั้นเรื่อง A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกคินส์ งานเขียนที่ทั้งสะท้อนกิจกรรมการจับจ่ายในช่วงเทศกาลและการที่ตัวหนังสือกลายเป็นสินค้าที่ถูกออกแบบให้เป็นของขวัญ

คริสต์มาสกับความเป็นสมัยใหม่และโลกทุนนิยม

ความสนุกของการเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสคือเรื่องราวที่ซับซ้อนในการฉลองวันคริสต์มาส 

อันที่จริงการระบุให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันประสูติของพระเยซูเจ้าก็เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นภายหลัง ด้วยในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุวันที่ประสูติเอาไว้ ทฤษฎีตีความย้อนไปเองก็ยังซับซ้อนคลุมเครือ บ้างก็ตีความโดยคำนวณจากวันตรึงกางเขน บ้างก็คำนวณจากวันที่พระแม่มารีรับพระวรสารจากทูตสวรรค์หรือการปฏิสนธินิรมลของพระเยซูเจ้า

ทว่าวันที่ 25 ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าคริสตจักรเลือกวันเฉลิมฉลองให้พ้องกับวันสำคัญของความเชื่อของแพแกน คือศาสนาผีที่มีอยู่เดิม กรณีของวันที่ 25 ธันวาคม เป็นช่วงเวลาของการบูชาเทพแซตเทิร์น เทพเจ้าแห่งเกษตรกรรม 

ช่วงนี้จะมีการเฉลิมฉลอง กินเลี้ยงเทศกาล มีการมอบของขวัญ รวมถึงร่องรอยสำคัญคือการประดับบ้านด้วยช่อใบไม้สีเขียว กระทั่งธรรมเนียมการนำต้นไม้เข้ามาไว้ในบ้านก็เป็นธรรมเนียมที่ชาวเพแกนทำในช่วงฤดูหนาว

ข้อถกเถียงและประวัติศาสตร์ที่เราพูดถึงเป็นห้วงเวลาที่ยาวนานมากนับพันปีคือตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 3 ล้อไปกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของคริสต์ศาสนา คือวันคริสต์มาสเป็นวันเฉลิมฉลองหนึ่งในยุคกลาง แต่ภาพของวันคริสต์มาสในฐานะวันของครอบครัว การฉลองวันประสูติของพระเยซูเป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงศตวรรษที่ 19 คือในยุควิคตอเรียน

ยุควิคตอเรียนเป็นยุคที่ทรัพย์คัลเจอร์พูดถึงบ่อยๆ เป็นยุครอยต่อที่เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ เริ่มเกิดเมืองแล้ว เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการทะลักเข้าเมือง เมื่อมีการเข้าเมืองก็มีการกลับบ้านในวันหยุด ทั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้สิ่งพิมพ์มีราคาถูกลง พร้อมๆ กับอัตราการอ่านออกเขียนได้เพิ่มสูงขึ้น 

การก่อตัวขึ้นของความเป็นสมัยใหม่โดยเฉพาะการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในอังกฤษ และเราน่าจะพูดได้ว่าคริสมาสต์ที่เรารู้จักในปัจจุบันก็สัมพันธ์กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านไปสู่สมัยใหม่จากอังกฤษ

ตรงนี้จะค่อนข้างซับซ้อนหน่อย คือคริสต์มาสถือเป็นผลพวงหนึ่งของการเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ การปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมถึงกิจกรรมการฉลองวันคริสต์มาสที่มีนัยของการให้ ความเอื้ออาทรมีความเชื่อมโยงอย่างซับซ้อนทั้งจากบริบทความเปลี่ยนแปลงและงานเขียนสำคัญคือ A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกคินส์ เป็นต้นแบบความแมสของความหมายและการฉลองคริสต์มาสในทุกวันนี้

ตัวอย่างที่บอกว่าวันคริสต์มาสยังไม่ ‘แมส’ คือในหนังสือพิมพ์เก่าแก่ของอังกฤษเช่น The Times ไม่เคยพูดถึงวันคริสต์มาสเลยในช่วงปี 1790-1835 หนึ่งในร่องรอยที่เริ่มเกิดคือภาพโปสต์การ์ดวันคริสต์มาสซึ่งก็สัมพันธ์กับเทคโนโลยีและกิจการสิ่งพิมพ์ในอังกฤษซึ่งปรากฏในปี 1843 ภาพโปสต์การ์ดซึ่งถือเป็นการ์ดวันคริสต์มาสแรกได้รับการออกแบบให้เป็นการ์ดซึ่งมีสามส่วน ช่องด้านซ้ายและขวาเป็นภาพของการให้ซึ่งเป็นคุณธรรมอันดีของชาวคริสต์และตรงกลางภาพเป็นภาพครอบครัวซึ่งกลับมาพร้อมหน้าและกินเลี้ยงร่วมกัน 

การ์ดวันคริสต์มาสใบแรกอันที่จริงก็เกี่ยวโยงกับชนชั้นและความแมสของกิจการและสินค้า ตัวการ์ดออกแบบโดย จอห์น คอลคอต ฮอร์สลีย์ (John Callcott Horsley) หลังจากออกแบบขึ้นก็นำไปวางขายในปี 1846 แต่การ์ดขายไม่ดีเพราะแพง กระทั่งเทคโนโลยีการพิมพ์สีมีราคาเข้าถึงได้ ประกอบกับการปฏิวัติกิจการไปรษณีย์ของอังกฤษ เกิดการส่งไปรษณีย์ราคาหนึ่งเพนนีเรียกว่า Penny Post เมื่อการ์ดถูกลง คนก็ส่งการ์ดวันคริสต์มาสเพื่อแสดงความรำลึกถึงกันได้

สิ่งที่มาพร้อมกันมีอีกหลายมิติซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์ เช่น ความนิยมตั้งและประดับต้นคริสต์มาส ก็สัมพันธ์กับการที่พระนางเจ้าวิคตอเรียอภิเษกกับเจ้าชายจากเยอรมนี ในปี 1848 หนังสือพิมพ์อังกฤษเผยแพร่ภาพทั้งสองพระองค์พร้อมด้วยโอรสธิดาพร้อมหน้ากันรอบต้นคริสต์มาสซึ่งประดับด้วยเทียนและของประดับอื่นๆ 

ตลาดหนังสือและการรู้หนังสือ

หลังจากเล่ามาอย่างยาวนาน กรณีการปฏิวัติอุตสาหกรรมและนวัตกรรมซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์ และสิ่งพิมพ์ที่ขยายตัวก็มาพร้อมกับการรู้หนังสือที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนถึงได้ทั้งอ่านและเขียนโปสต์การ์ดหากัน หรือมีการรับเอาความคิดจากหนังสือพิมพ์ที่กลายเป็นแหล่งรสนิยมของคนทั่วไปหรือ ‘แมส’ ได้

เรากลับมาที่กิจการสำคัญที่เราจะพูดถึงคือกิจการหนังสือ และใช่ครับ เรื่องผี ที่เราจะได้พูดถึงกันสักที

อันที่จริงเรื่องผี ก็เป็นอีกกิจกรรมที่คู่ขนานกับวัฒนธรรมอังกฤษมาเนิ่นนาน คือฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่คนอังกฤษจะล้อมวงกันเล่าเรื่องผีอยู่แล้ว เมื่อเกิดความเป็นสมัยใหม่ ผู้คนก็เริ่มรู้หนังสือมากขึ้น แต่ไม่ทั้งหมด รวมถึงยุควิคตอเรียนเองเป็นยุคสมัยที่ผู้คนกลับมาหลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติ กลับมาชอบเรื่องผีๆ สางๆ มีการใช้นวัตกรรมเช่นเรื่องแสงมาทำเป็นบ้านผีสิง

ความนิยมของเรื่องผี ด้านหนึ่งก็เรียบง่ายมาก ตรงนี้เราเคยพูดถึงในการเกิดขึ้นของการอ่านบนรถไฟ คือเมื่อคนชั้นแรงงานรู้หนังสือ ตลาดหนังสือขนาดยักษ์ก็เปิดออก ประกอบกันกับเทคโนโลยีที่ทำให้หนังสือพิมพ์ได้ในราคาถูก สิ่งที่บรรณาธิการและสำนักพิมพ์ต่างๆ นำมาพิมพ์เพื่อตอบสนองช่องว่างและการอ่านที่เกิดอย่างรวดเร็ว ก็คือเรื่องเล่าผีสาง ตำนานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่มีอยู่แล้ว

กรณีการขายหนังสือในช่วงคริสต์มาสถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งขับเคลื่อนด้วยตลาดในช่วงวันคริสต์มาส คือเมื่อวันคริสต์มาสเริ่มสำคัญขึ้น มีแนวคิดเช่นการเกิดขึ้นของตลาดคริสต์มาส เกิดแนวคิดว่าเป็นช่วงเวลาของการให้ของขวัญ ห้างร้านและกิจการต่างๆ ก็พยายามทำให้ช่วงเวลาปลายปีและวันคริสต์มาสเป็นวันของการจับจ่าย

ถ้าเรามองย้อนไป นักเขียนสำคัญๆ อาทิ อาเทอร์ โคนัน ดอยส์ (Arthur Conan Doyle) ก็พยายามเขียนหนังสือและปิดเล่มเพื่อออกขายในช่วงวันคริสต์มาสซึ่งกลายเป็นหมุดหมายของการจับจ่ายสำคัญของปี หนังสืออื่นๆ เองก็เช่นกัน จากการที่ในหนึ่งปีอาจจะมีการพิมพ์เรื่องสั้นตีพิมพ์ในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ ช่วงปลายปีนี้เป็นจังหวะที่บรรณาธิการจะนำเอางานเขียนต่างๆ หรือเขียนงานขึ้นใหม่เพื่อรวมเป็นหนังสือเล่ม หุ้มปกเข้ากี่สวยงามเพื่อขายในช่วงเวลาสำคัญ 

ในช่วงแรกของการรวมเล่มเป็นหนังสือฉบับวันหยุดหรือฉบับวันคริสต์มาส แน่นอนว่าบรรณาธิการมักจะต้องมีเรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มพิเศษส่งท้ายปีเสมอ 

การพิมพ์เรื่องผีที่รวมเป็นเล่มจึงตอบสนองหลายมิติ อย่างแรกคือตอบสนองผู้คนที่พลัดบ้านเรือนเข้ามาในเมือง และที่สำคัญคือการที่คนเหล่านี้จะหยิบเอาหนังสือที่มีเรื่องสยองขวัญกลับไปใช้เวลาร่วมกันในวันหยุดซึ่งคือวันคริสต์มาส ในสมัยนั้นแม้จะมีประชาชนคนทั่วไปที่รู้หนังสือแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะอ่านได้คล่องแคล่ว การกลับมาล้อมวงพูดคุยแล้วต่อเนื่องด้วยการหยิบหนังสือขึ้นอ่านร่วมกันจึงเป็นกิจกรรมสำคัญของวันกลับบ้าน

ประกอบกับในยุคนั้นยังไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไร การล้อมวงกันและให้คนที่พอจะอ่านหนังสือได้ อ่านหนังสือใต้แสงเทียน รอบเตาผิงในคืนอันหนาวเหน็บ ย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่าการเล่าเรื่องผีให้เพื่อนฝูงและครอบครัวได้ฟัง

มองย้อนไป ก็ดูเหมือนจะเป็นชุมชนขนหัวลุก เป็นเดอะโกสต์เรดิโอของศตวรรษที่ 19 

หมายความว่าเรื่องเล่าสยองขวัญ-ความกลัว เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างชุมชนมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน

A Christmas Carol เมื่อเรื่องผีฟีล Scrooge

ถ้าเราสรุปอย่างรวบรัด การฉลองวันคริสต์มาส ภาพวันคริสต์มาสในฐานะวันแห่งการให้และการรำลึกถึง เราก็มักจะยกความสำคัญให้กับความแมสของนวนิยายสั้น A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกคินส์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งทั้งความพยายามของดิกคินส์เองในการพิมพ์หนังสือเพื่อสนองตลาดหนังสือวันคริสต์มาส และการเล่าเรื่องผีให้เป็นส่วนหนึ่งของการขายหนังสือวันคริสต์มาส

A Christmas Carol ตีพิมพ์ในวันที่ 19 ธันวาคม ปี 1843 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพิมพ์หนังสือเพื่อตอบสนองกับตลาดในช่วงวันคริสต์มาส ก่อนหน้านี้ตลาดหนังสือวันคริสต์มาสมีอยู่แล้ว มีการพิมพ์หนังสือฉบับพิเศษ มีหนังสือว่าด้วยวันคริสต์มาส แต่ A Christmas Carol กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการหนังสือ และกลายเป็นตัวกำหนดความคิดความเชื่อเรื่องวันคริสต์มาสในยุคปัจจุบัน

อย่างแรกคือ A Christmas Carol กลายเป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ที่นี้ ความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้มีความซับซ้อนพอสมควร ความเป็นปรากฏการณ์ของหนังสือเล่มนี้คือขายดีชนิดมองจากยุคปัจจุบันก็ถือว่าขายดีมาก หลังจากวางขายในวันที่ 19 จนถึงวันที่ 24 คือวันคริสต์มาสอีฟของปีนั้น สำนักพิมพ์ขายหนังสือไปได้ 6,000 เล่ม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมหาศาลของการอ่าน

การขายหนังสือได้ 6,000 เล่มในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นความสำเร็จที่น่าตกใจ ข้อสำคัญคือเจ้า 6,000 เล่มในตอนนั้นเป็นฉบับตีพิมพ์แบบหรูหรา ตามสไตล์ของวรรณกรรมที่พิมพ์ครั้งแรกจะเป็นหนังสือที่มีการพิมพ์ หุ้มปกและเข้าเล่มอย่างพิถีพิถัน หมายความว่าเป็นหนังสือฉบับที่มีราคาแพงที่สุด และหนังสือเรื่องสั้นๆ ของผีในวันคริสต์มาส มีราคา 5 ชิลลิ่ง เทียบเป็นเงินปัจจุบันราว 31 ปอนด์ เป็นหนังสือราคาพันกว่าบาท ถ้าเรามองย้อนไปในเศรษฐกิจยุคนั้นถือว่ามีราคาสูงมาก

ความพิเศษของ A Christmas Carol ไม่ได้อยู่ที่ยอดขายในวันคริสต์มาสเท่านั้น แต่ยอดขายของ A Christmas Carol ยังสะท้อนถึงการที่หนังสือเป็นสินค้าพิเศษคือเป็นสิ่งที่ผู้มีอันจะกินและชนชั้นกลางที่ก่อตัวขึ้นในขณะนั้นซื้อให้กันเป็นของขวัญ 

ยอดขายและความนิยมของ A Christmas Carol พุ่งสูง ‘หลัง’ วันคริสต์มาส และหลังวัน Boxing Day คือเมื่อผู้คนเริ่มได้รับหนังสือและแกะอ่าน ความนิยมและยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในต้นปีถัดไป เรียกว่าหนังสือขายดีต่อเนื่องทั้งในเดือนมกราคม ครองความนิยมถึงเดือนเมษายน จนกลางปีตีพิมพ์ซ้ำเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 (การขายหมด 6,000 เล่ม ในโลกปัจจุบันของประเทศไทยถือเป็นความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์ได้เช่นกัน)

สิ่งที่น่าสนใจคือ A Christmas Carol ดำเนินตามขนบทั้งการพิมพ์หนังสือในช่วงปลายปี และเป็นการเขียนเรื่องผีซึ่งก็เป็นอีกองค์ประกอบที่มีเค้าลางต่อเนื่องกันมา อันที่จริงตัวดิกคินส์เองเคยเขียนเรื่องสั้นชื่อ The Story of the Goblins Who Stole a Sexton ในปี 1836 ตัวเรื่องเล่าถึงกลุ่มเพื่อนที่ไปฉลองวันคริสต์มาสในฟาร์มชนบทห่างไกล ทั้งหมดล้อมวงเล่าเรื่องผี หนึ่งในเรื่องเล่าเล่าถึงชายใจดำที่ถูกก็อบลินลักพาตัวไป ในถ้ำก็อบลินได้แสดงความผิดในการใช้ชีวิตที่ใจจืดใจดำของชายคนนั้น–เหมือนเรื่องราวของ Scrooge ใน A Christmas Carol

ความพิเศษของ A Christmas Carol คือการที่ดิกคินส์ไม่ได้เล่าแค่เรื่องผี แต่เรื่องผีของดิกคินส์คือเรื่องผีที่มีหัวใจอยู่ในนั้น ตัวเรื่องเล่าถึงนายทุนเจ้าของกิจการนาม Scrooge ผู้ใจจืดใจดำ และใช้ผีเป็นตัวแทนของการทบทวนและรำลึกถึงความผิดพลาดในการใช้ชีวิต ผีของดิกคินส์จึงเป็นตัวแทนของการชดใช้และการแก้ไขข้อผิดพลาด

ความผิดพลาดของ Scrooge และเรื่องราวการเรียนรู้ความผิดพลาดคือความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบใน A Christmas Carol จึงไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องผีในระดับปัจเจกบุคล ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญเพียงอย่างเดียว แต่ดิกคินส์กำลังให้ภาพและวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาของสังคมสมัยใหม่ โลกของทุนนิยม โลกที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำที่ถ่างขยาย

ทว่า ในเรื่องราวการหลอกหลอนของทั้งผีในชีวิตและวิญญาณของวันคริสต์มาส ในที่สุดเรื่องราวใน A Christmas Carol ก็จบลงด้วยดี ตัวละครนายทุนเกิดความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันกับลูกจ้าง เกิดความสงบสุขและเปลี่ยนแปลงชีวิตได้

อ่านมาถึงขนาดนี้ก็รู้สึกใจฟู ซึ่งบทเรียนของ Scrooge ไม่ใช่แค่ขายดีในอังกฤษ แต่ขยายไปฮิตทั้งในอเมริกาและยุโรป ในที่สุด ภาพของวันคริสต์มาสจึงค่อยๆ ถูกโยงเข้ากับเทศกาลของการให้ และเป็นเทศกาลที่เราทั้งได้ทบทวนช่วงเวลาที่ผ่านมา และมองกลับไปยังผู้คนที่อยู่รายล้อมเราอีกครั้ง 

ถ้าเราย้อนกลับไปที่ภาพของคริสต์มาสในโปสต์การ์ด ค่านิยมเรื่องการให้ ความเอื้ออารีเป็นค่านิยมหนึ่งของยุควิคตอเรียนนั่นแหละ แต่ถูกตีความส่งต่อมาเพื่อมาไขปัญหาสังคมซึ่งเหลื่อมล้ำถ่างขยายของยุควิคตอเรียนเอง

หลังจากนั้นตัวดิกคินส์เองก็พยายามออกหนังสือฉบับคริสต์มาสที่ว่าด้วยเรื่องผี ก่อนจะหยุดเขียนเรื่องผีในวันคริสต์มาส ด้านหนึ่งคือ A Christmas Carol กลายเป็นตำนาน และเป็นต้นแบบของจิตวิญญาณของคริสต์มาสในฐานะช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี คือช่วงเวลาของการรวมตัว ความอบอุ่น และการทำให้สังคมสวยงามขึ้นกลายเป็นมาตรฐานและความเข้าใจร่วมสมัย

การรวมเอาเรื่องสยองเข้ากับการเรียนรู้เข้าใจ ทำเรื่องผีกลายเป็นเรื่องอบอุ่นหัวใจ จรรโลงสังคมถือเป็นสุดยอดอัจฉริยะของดิกคินส์ซึ่งแม้ว่าธรรมเนียมเรื่องผีจะจางลงหลังจากนั้น แต่พลังของความเป็นวันคริสต์มาสยังทรงพลังจนถึงวันนี้

ถ้าเรามองย้อนไป ความสำเร็จของดิกคินส์อาจสัมพันธ์กับหลายมิติ แน่นอนความชาญฉลาดของดิกคินส์เอง อาจสัมพันธ์กับจังหวะที่ปัญหาสังคมของอังกฤษและสังคมสมัยใหม่สุกงอม เป็นจังหวะที่การพิมพ์มีตลาดที่กว้างใหญ่พอ เกิดชนชั้นกลางจำนวนมากพอ ไปจนถึงบรรยากาศความเป็นคริสต์มาสซึ่งเติบโตไปพร้อมๆ กับอุตสาหกรรมและกิจการอื่นๆ ที่สินค้าและการบริโภคทำให้คริสต์มาสในฐานะวันหยุดสำคัญ

จากความสำคัญในแง่ของการตลาด ไปสู่ความสำคัญในการใช้ชีวิต กรณีนี้คือการที่เราได้ทบทวนชีวิตและเส้นทางของเรา เป็นช่วงเวลาสำคัญของปีที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ซึ่งสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและภาคธุรกิจอย่างซับซ้อน

Merry Christmas

อ้างอิง

รวมต้นคริสต์มาสฝีมือแบรนด์ไทยที่ร่วมเนรมิตกับโรงแรมและห้างดัง

คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่ใช่แค่ไอเดียสร้างสรรค์และฝีมือการออกแบบ แต่รวมถึงวิธีคิดในการทำต้นคริสต์มาสที่ผสานแรงบันดาลใจ ความประณีต และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน

ในทุกช่วงเทศกาลปลายปี ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมหลายแห่งเลือกใช้ต้นคริสต์มาสเป็นมากกว่างานประดับ แต่เป็นพื้นที่ทดลองความคิดใหม่ ชวนผู้ชมมองเห็นความเป็นไปได้ของการออกแบบร่วมสมัยที่ใช้วัสดุท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ความน่าสนใจคือการที่เหล่าธุรกิจใหญ่เลือกร่วมมือกับแบรนด์นักออกแบบและช่างฝีมือไทยเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นของแต่ละภูมิภาค รังสรรค์เป็นต้นคริสต์มาสไหมมัดหมี่สไตล์อีสาน ต้นคริสต์มาสล้านนาจากงานจักสาน และเลือกใช้วัสดุ low-carbon อย่างไม้ไผ่ที่นำกลับไปใช้ต่อได้จริงไปจนถึงวัสดุรีไซเคิล

ในเชิงธุรกิจ นี่คือการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างแบรนด์ องค์กร และชุมชน ลดภาพการใช้ทรัพยากรเพื่อความสวยงามชั่วคราว และขยับไปสู่โมเดลที่เชื่อม ESG เข้ากับประสบการณ์ผู้บริโภคอย่างแนบเนียน ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้แบรนด์ไทยได้โชว์ศักยภาพเชิงดีไซน์บนเวทีใหญ่ ทำให้ต้นคริสต์มาสไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของเทศกาล แต่กลายเป็นบทสนทนาว่าธุรกิจจะเติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมได้ยังไงในระยะยาว

ชวนไปเช็กอินต้นคริสต์มาสที่ร่วมมือกับนักออกแบบและแบรนด์ไทยหลากสาขา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์แฟชั่นอีสานอย่าง BWILD ISAN ทีมสถาปนิกจาก ATTA STUDIO แบรนด์หัตถศิลป์ไทย INTHAI Studio แบรนด์แฟชั่นเลเซอร์คัต VINN PATARARIN ไปจนถึงแบรนด์งานสานไม้ไผ่ VASSANA

‘ต้นคริสต์มาสไหมมัดหมี่’ โดยเซ็นทรัลพัฒนา x BWILD ISAN x ATTA STUDI

‘คัก คริส มัด’  คือต้นคริสต์มาสสไตล์อีสานที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือระหว่างเซ็นทรัลพัฒนา แบรนด์แฟชั่น BWILD ISAN และสถาปนิกแห่ง ATTA STUDIO ที่สร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่ปีก่อน

ชื่อ ‘คัก คริส มัด’ หรือ Kak Christ Mud The Pride of Khonkaen Christmas Tree ไม่ได้ตั้งขึ้นมาให้ดูเก๋ แต่ซ่อนความหมายลึกซึ้งเอาไว้ คำว่า ‘คัก’ ในภาษาอีสานหมายถึง ‘ดีที่สุด’ ไม่ใช่ในแง่ความสวยหรู แต่คือความเหมาะสมและงดงามในแบบที่คนอีสานรู้สึกว่าใช่ เป็นความดีงามที่ยืนอยู่บนรากของตัวตนท้องถิ่น

ต้นคริสต์มาสต้นนี้เกิดจากการมีส่วนร่วมของช่างฝีมือและชุมชนในจังหวัดขอนแก่น ที่ร่วมกันถ่ายทอดอัตลักษณ์ของเมืองมัดหมี่โลกออกสู่สายตาผู้คน นำ ‘ลำหมี่’ มาย้อมเป็นลวดลายสีแดงทอง โครงสร้างต้นคริสต์มาสใช้ไม้ไผ่เป็นแกนหลัก ผสานวัสดุทั้งเชือก ด้าย และกระสวยไม้มาออกแบบเป็นรูปดาว ทุกองค์ประกอบเลือกใช้วัสดุ low-carbon ซึ่งหลังจบเทศกาลยังส่งต่อให้เกษตรกรนำไปใช้สร้างเล้าเป็ด เล้าไก่ หรือโรงเรือนทางการเกษตรต่อได้

การออกแบบร่วมสมัยทำให้ต้นคริสต์มาสไหมมัดหมี่ต้นนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ Creative Collaboration Awards 2025 จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ องค์การมหาชน พร้อมแรงสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กลายเป็นอีกตัวอย่างของงานเทศกาลที่ไม่ได้แค่สวย แต่สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวไปด้วย

‘ต้นคริสต์มาสจากจิตรกรรมโรงแรม’ โดยอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ x INTHAI Studio

‘ต้นคริสต์มาสแห่งกาลเวลา’ (Heritage Tree Lighting) ที่โถงล็อบบี้ ด้านหน้าของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ในปีนี้เกิดจากการออกแบบร่วมกับแบรนด์ INTHAI Studio กลุ่มศิลปินไทยที่มีผลงานโดดเด่นด้านงานหัตถศิลป์ไทย นำโดย ‘มายด์–อารียา บุญช่วยแล้ว’ ดีไซเนอร์ของแบรนด์

โครงสร้างของต้นคริสต์มาสหลอมรวมงานช่างพื้นบ้านหลากแขนง ตั้งแต่งานทอมือ งานจักสานไม้ไผ่ งานปิดทอง ไปจนถึงการตกแต่งด้วยลวดลายเชิงสัญลักษณ์อย่างดอกโป๊ยกั๊ก ดอกไม้ประดิษฐ์ฝังคริสตัล ลายคลื่น และลายก้างปลา และยังมีนกนางแอ่นสีทองสานด้วยไม้ไผ่ โบยบินบนต้นคริสต์มาส สื่อถึงความหวัง โชคลาภ และการเริ่มต้นใหม่

ทั้งหมดนี้ประดิษฐ์ขึ้นโดยช่างชุมชนจากจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดสระแก้ว ตีความจากเรื่องราวของภาพจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรของโรงแรม มาต่อยอดเป็นต้นคริสต์มาสคราฟต์ร่วมสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

‘ต้นคริสต์มาสจากวัสดุรีไซเคิล’ โดย อินโดรามา x สยามพิวรรธน์ x VINN PATARARIN

แวะไปที่ NEXTOPIA โซนความยั่งยืนแห่งใหม่ของสยามพารากอน ที่โดดเด่นด้วยต้นคริสต์มาส Tree of Tomorrow ผลงานจากผ้าโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล rPET และขวดพลาสติก PET จำนวน 880 ขวดที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่

โปรเจกต์นี้เกิดจากการร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นไทย VINN PATARARIN ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเลเซอร์คัต ซึ่งนำกระบวนการเดียวกันมาถ่ายทอดลงบนต้นคริสต์มาสจากวัสดุรีไซเคิล เพื่อชวนตั้งคำถามถึงการรีไซเคิล PET และคุณค่าของวัสดุหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน

@siamparagonshopping

“Tree of Tomorrow” ต้นกล้าแห่งความยั่งยืนที่ผลิบานเพื่อโลกอนาคต จากสัญลักษณ์แห่ง “ชีวิต” สู่จุดเริ่มต้นของ “โลกที่ดียิ่งขึ้น” อินโดรามา เวนเจอร์ส ผนึกกำลังกับ สยามพิวรรธน์ และ VINN PATARARIN สร้างสรรค์ “Tree of Tomorrow” ที่ไม่ใช่แค่ต้นคริสต์มาส แต่คือ ต้นแบบของต้นคริสต์มาสรักษ์โลก ที่เกิดจากพลังแห่ง Co-creation เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วกว่า 880 ขวด สู่ผ้าโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (rPET) คุณภาพสูง ผสานงานดีไซน์เลเซอร์คัตสุดล้ำ สะท้อนว่าวัสดุหมุนเวียนสามารถกลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด การร่วมมือครั้งนี้คือคำสัญญาในการขับเคลื่อนโลกให้ดียิ่งขึ้น หลังจากอินโดรามา เวนเจอร์ส บรรลุหมุดหมายรีไซเคิลขวด PET ครบ 1.5 แสนล้านขวด พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านประสบการณ์อินเตอร์แอคทีฟ เพื่อปลูกต้นกล้าแห่งความยั่งยืนในใจของทุกคน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโลก เพราะทุกทางเลือกในวันนี้ คืออนาคตที่ยั่งยืนของวันพรุ่งนี้ พิเศษ! วันที่ 25 ธันวาคม ผู้เข้าชม 100 คนแรกที่แชร์ภาพกับต้นคริสต์มาส จะได้รับผ้าคลุมไหล่ rPET รุ่นพิเศษจาก VINN PATARARIN ของขวัญเล็กๆ ที่บอกเราว่า “ความงามจากการรีไซเคิล” ไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่มันเป็นความจริงที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างได้ 💫 🗓️ จัดแสดงวันที่ 17 ธันวาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 📍 NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน IVLNextopia TreeofTomorrow IndispensableChemistry NEXTOPIA SiamParagon VinnPatararin

♬ original sound – Siam Paragon – Siam Paragon

เบื้องหลังต้นคริสต์มาสต้นนี้เป็นความร่วมมือจากองค์กรใหญ่ที่ขับเคลื่อนประเด็น ESG และ CSR อย่างอินโดรามา เวนเจอร์ส ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ระดับโลก และสยามพิวรรธน์ ผู้นำด้านค้าปลีกและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ร่วมกันสะท้อนศักยภาพของวัสดุรีไซเคิลที่กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ได้ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย

ความพิเศษในการร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นคือในวันคริสต์มาส ผู้เข้าชม 100 คนแรกที่ถ่ายภาพร่วมกับต้นคริสต์มาสและแชร์ลงโซเชียลมีเดีย จะได้รับผ้าคลุมไหล่ rPET รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นจาก VINN PATARARIN พร้อมการ์ดที่เล่าเรื่องราวของวัสดุ ขั้นตอนการออกแบบ และแนวคิดด้านความยั่งยืน

‘ต้นคริสต์มาสล้านนา’ โดย Central Chiangmai Airport x VASSANA

ตลอดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ตเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักจากต้นคริสต์มาสจักสานไม้ไผ่ความสูงกว่า 15 เมตร ที่ส่องประกายด้วยแสงไฟยามค่ำคืน พร้อมกิจกรรมการแสดงหมุนเวียนตลอดช่วงเทศกาล ตั้งแต่มินิคอนเสิร์ตของศิลปินรุ่นใหม่ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ไปจนถึงโขนเรื่องรามเกียรติ์ที่มาจัดแสดงหน้าต้นคริสต์มาส

รูป: Central Chiangmai Airport

เบื้องหลังงานชิ้นนี้คือการต่อยอดงานจักสานแบบล้านนา โดยหยิบแรงบันดาลใจจากโคมล้านนามาตีความใหม่ ผ่านความร่วมมือระหว่างศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแบรนด์ VASSANA ของ รศ. วาสนา สายมา และสาวิน สายมา ผู้เชี่ยวชาญงานสานไม้ไผ่ที่ขึ้นชื่อด้านความประณีตและการถ่ายทอดรายละเอียดอย่างละเมียดละไม และเคยฝากผลงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง DIOR มาแล้ว

เอกลักษณ์ที่สะดุดตาคือดาวประดับยอดขนาด 3.5 เมตร ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ของการสืบสานและการสนับสนุนชุมชน เพราะเกิดจากความร่วมมือของชุมชนเชียงใหม่และทีมสล่าท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มจักสานบ้านป่าบงหลวง อำเภอสารภี และชุมชนโหล่งฮิมคาว อำเภอสันกำแพง ทั้งหมดสะท้อนความตั้งใจในการนำภูมิปัญญาล้านนามาผสานกับแนวคิดร่วมสมัย กลายเป็นงานสร้างสรรค์ที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันอย่างงดงาม

อ้างอิง