ปักหมุด 6 ดีไซน์โปรเจกต์ที่หยิบ ‘ต้นทุน’ ของเมือง มาปัดฝุ่นใหม่ให้สร้างสรรค์

Bangkok Design Week นับเป็นเทศกาลประจำปีและประจำเมืองกรุงเทพฯ ไปแล้ว จากปีแรกๆ ที่อาจได้รับความสนใจในแวดวงคนทำงานศิลปะเท่านั้น ในปีหลังๆ เราเห็นชุมชนและประชาชนคนทั่วไป ได้ออกมาเล่น ทดลอง กับพื้นที่ของเมืองมากกว่าเดิม

ความน่าสนใจของ Bangkok Design Week ยังไม่ใช่การนำเสนองานสร้างสรรค์หรืองานศิลปะเท่านั้น แต่เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบและวงการสร้างสรรค์ไทยได้เห็นและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็ชวนให้ประชาชนได้เห็นคุณค่าเล็กๆ ที่แอบแฝงอยู่ในวัฒนธรรมและสิ่งรอบตัว หลายชุมชนได้หยิบของดั้งเดิมมาทำให้ร่วมสมัยขึ้นด้วยการใส่งานดีไซน์ลงไป สินค้าหลายอย่างได้ลองหาแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาธุรกิจ

งานนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนั้นก่อนจะจบสัปดาห์สร้างสรรค์นี้ Capital ขอชวนไปปักหมุด 6 โปรเจกต์ที่ใช้ความสร้างสรรค์จากผู้ประกอบการหลากหลายสาขาอาชีพมาให้ทุกคนได้ร่วมสนุก ทดลอง และสำรวจไปพร้อมๆ กัน

1. อัคระมหานคร  

อัคระแบงค็อก (Akkara Bangkok) คือแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ที่สร้างชื่อจากการนำศิลปะบน ‘เสื้อยืด’ มาถ่ายทอดเรื่องราวแบบไทยๆ ที่มีความร่วมสมัยและขี้เล่น โดยมักหยิบยกฟอนต์แบบป้ายรถเมล์หรือป้ายโฆษณาตามตึกแถวมาเล่าใหม่ได้อย่างมีเสน่ห์ 

สำหรับย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย ถือเป็นย่านยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อย่านการค้าเก่าแก่เข้ากับกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative District) การมีแบรนด์ที่เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารวัฒนธรรมป๊อปไทยอย่างอัคระมาจัดงานในอาคารประวัติศาสตร์อย่างชัยพัฒนสิน จึงช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ย่านนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางการออกแบบระดับภูมิภาคได้อย่างชัดเจน

งานนี้เป็นการนำเอา typography หรือศิลปะการใช้ตัวอักษรในวัฒนธรรมพื้นถิ่นมาสะท้อน ‘เสียงในหัว’ ของคนกรุงเทพฯ ผ่านการจำลองบรรยากาศย่านเมืองเก่าที่มีทั้งร้านขายของชำและศาลเจ้า งานออกแบบจะใช้ถ้อยคำที่ทั้งจิกกัด ตลกประชดประชัน และความคิดเล็กๆ ที่คนเมืองมักไม่ได้พูดออกมาตรงๆ โดยสื่อสารผ่านโปสเตอร์ โลโก้ และป้ายโฆษณาแนวย้อนยุคที่กลมกลืนไปกับพื้นที่ สะท้อนถึงการนำเอา ‘สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม’ มาต่อยอดเป็นงานกราฟิกดีไซน์ที่มีมูลค่าได้  

รายละเอียดเพิ่มเติม : bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program/155577

2. ROSE

Flowers in the Mist คือสตูดิโอจัดดอกไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเล่าเรื่องผ่านพรรณไม้ โดยมีรากฐานความผูกพันกับปากคลองตลาดมายาวนาน ความเชี่ยวชาญของพริษฐ์ตาไม่ใช่แค่การจัดดอกไม้ให้สวยงาม แต่คือการดึง ‘ความหมาย’ ที่ซ่อนอยู่หลังกลีบดอกไม้มาเล่าใหม่ได้อย่างลึกซึ้ง 

ย่านปากคลองตลาดคือศูนย์กลางเศรษฐกิจดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ซึ่งขับเคลื่อนด้วย ‘ผู้หญิง’ เป็นส่วนสำคัญมาหลายทศวรรษ การจัดงานในพื้นที่ชั้น 3 ของตลาดที่ผู้คนมักมองข้าม จึงเป็นการชุบชีวิตอสังหาริมทรัพย์ในย่านเก่าให้กลับมามีมูลค่าและดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสัมผัสหัวใจของย่านในมุมที่ต่างออกไป 

ROSE เริ่มต้นจากชื่อของ ‘กุหลาบ’ ยายทวดผู้เป็นจุดเริ่มต้นของร้านดอกไม้ ชื่อนิทรรศการนี้จึงสะท้อนภาพดอกกุหลาบในฐานะ ‘ต้นทุนชีวิต’ ของผู้หญิงในย่านนี้ที่ใช้ดอกไม้เป็นเครื่องมือเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะกับครอบครัวของพริษฐ์ตา ROSE จึงไม่ใช่แค่ชื่อดอกไม้ที่สวยงาม แต่คือจิตวิญญาณของธุรกิจครอบครัวที่ยังคงผลิบาน 

นับเป็นการเปลี่ยนภาพจำของสินค้าเกษตรให้กลายเป็นงานศิลปะเชิงประวัติศาสตร์ ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับร้านค้าดั้งเดิม แต่ยังเป็นการตอกย้ำว่ามรดกที่สืบทอดกันมาคือสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ในการสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจในปัจจุบัน

รายละเอียดเพิ่มเติม: bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program/153943

3. เจริญเมืองคราฟต์

ริทัศน์บางกอก (RTUS-Bangkok) คือกลุ่มนักกิจกรรมเมืองที่มุ่งเน้นการเชื่อมต่อคนตัวเล็กในชุมชนเข้ากับเครือข่ายนักออกแบบ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ โดยมักทำงานในสเกลย่านเพื่อดึงเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของช่างฝีมือดั้งเดิมออกมา 

ย่านถนนเจริญเมืองคือย่านของอุตสาหกรรมครัวเรือนที่เชี่ยวชาญเรื่องร่มแม่ค้าและงานเหล็กดัด ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของเมือง การเปลี่ยนพื้นที่ใกล้หัวลำโพงให้กลายเป็น playground สำหรับนักออกแบบ จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าทักษะเก่าแก่เหล่านี้ยังไปต่อได้ในบริบทใหม่ๆ 

โปรเจกต์นี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมร้านค้าดั้งเดิมกับนักออกแบบรุ่นใหม่ เพื่อหาโอกาสจาก ‘วัสดุ’ และ ‘ฝีมือ’ ที่มีอยู่แล้วในย่าน โดยนำเสนอผ่านนิทรรศการ เวิร์กช็อป และผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากเหล็กและผ้าใบร่ม เพื่อพิสูจน์ว่าความคราฟต์ระดับถนนก็สามารถเป็นงานดีไซน์คุณภาพสูงได้ ช่วยเปลี่ยนทักษะแรงงานให้กลายเป็น งานคราฟต์ดีไซน์ที่เพิ่มช่องทางรายได้และฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่เป็นสถาปนิกและนักออกแบบ ซึ่งต้องการวัตถุดิบที่มีเรื่องราวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

รายละเอียดเพิ่มเติม: bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program/144333

4. Wastematters (เมด อิน บางโพ)

Primary Workshop คือสตูดิโอออกแบบที่เชี่ยวชาญเรื่องวัสดุและงานคราฟต์ไม้ร่วมสมัย พวกเขาทำงานร่วมกับเครือข่ายโรงไม้ในบางโพอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้งานช่างไม้ดั้งเดิมก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่งานออกแบบที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก 

ย่านไม้บางโพ หรือซอยประชานฤมิตร คือย่านอุตสาหกรรมไม้ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญกับสัญญาณ SOS จากการขยายตัวของเฟอร์นิเจอร์นำเข้า การหยิบเรื่อง Wastematters หรือการจัดการขยะไม้มาเล่า จึงเป็นการตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนที่เป็นมาตรฐานสำคัญของธุรกิจยุคปัจจุบัน 

งานนี้ไม่ได้โชว์แค่เฟอร์นิเจอร์แต่ตั้งคำถามถึงการสร้างมาตรฐาน ‘Made in Bangpho’ ตั้งแต่การจัดการเศษวัสดุไปจนถึงระบบการรับประกันและบริการหลังการขาย เพื่อให้ผู้เข้าชมเห็นว่าแบรนด์ของชุมชนคือเครื่องมือสำคัญในการอยู่รอดในระยะยาว เป็นการปรับตัวเข้าสู่ circular economy อย่างเต็มรูปแบบ เปลี่ยนขยะไม้ที่เคยเป็นต้นทุนภาระให้กลายเป็นจุดขายใหม่ของย่าน ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัยและยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของลูกค้าระดับพรีเมียมในปัจจุบัน

รายละเอียดเพิ่มเติม : bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program/152687

5. NERAMIT Exhibition 

PDM คือแบรนด์ไทยที่เปลี่ยนภาพจำของ ‘เสื่อ’ ให้กลายเป็นสินค้าดีไซน์ระดับสากล และเป็นสตูดิโอที่พิสูจน์ว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุและวิถีชีวิตดั้งเดิมของไทย จนกลายเป็น local icon ที่ครองใจทั้งตลาดในบ้านและต่างประเทศ 

ในปีนี้ PDM เลือกปักหมุดที่อาคาร 1096 ในซอยเจริญกรุง 30 ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ใจกลางย่านการค้าเก่าแก่ การจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยในพื้นที่ที่มีกลิ่นอายความเก๋า จึงเป็นการปะทะกันของ ‘เสน่ห์วันวาน’ และ ‘งานดีไซน์แห่งอนาคต’ ที่ช่วยขับเน้นตัวตนของแบรนด์ให้ดูโดดเด่นและมีมิติมากยิ่งขึ้น 

ในโปรเจกต์ Neramit นี้ PDM ได้ชวน 3 สตูดิโอออกแบบชั้นนำอย่าง TROP, Anonym Studio และ PHTAA มาตีโจทย์ local icon เพื่อเปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคยให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยกว่า 30 ชิ้น ที่ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณ์ แต่ยังผลิตด้วยมาตรฐานระดับสากลที่สามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลก 

Neramit จึงคือการเปลี่ยนต้นทุนทางวัฒนธรรมให้เป็น ‘สินทรัพย์’ ที่สร้างกำไรและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ การ co-creation กับสถาปนิกและนักออกแบบชั้นยอดคือกลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าแบรนด์ที่ทำให้ธุรกิจสร้างสรรค์ไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และยืนยันว่าการออกแบบคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

รายละเอียดเพิ่มเติม : bangkokdesignweek.com/bkkdw2026/program/140001

6. Open Airwaes

Open Airwaves จัดขึ้นบริเวณ One Bangkok Park โดยเนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็นบูทบันทึกเสียงและสตูดิโอป๊อปอัพสีส้มสดใสสะดุดตา ตามสัญลักษณ์ของความเร่งด่วนของธีม S/O/S ในปีนี้ เป้าหมายสำคัญคือการเชื้อเชิญให้ทุกคนก้าวเข้าไปสำรวจโลกของเสียงและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘คลังข้อมูลที่มีชีวิต’ (living archive) โดยคุณสามารถทดลองเป็นดีเจ, ร้องเพลง, แต่งเนื้อเพลงสั้นๆ หรือแม้แต่บันทึกเสียงวิถีชีวิตและความคิดของคุณ เพื่อสะท้อนตัวตนของคนกรุงผ่านคลื่นเสียงอย่างอิสระ

ผลงานชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง One Bangkok และ Bangkok Community Radio ภายในบูทติดตั้งอุปกรณ์ดนตรีและเครื่องเล่นดีเจระดับมืออาชีพจาก Alphatheta ไว้อย่างครบครัน พร้อมกล้องที่คอยบันทึกโมเมนต์สนุกๆ ของผู้เข้าร่วม โดยผลงานเสียงที่โดดเด่นจะถูกคัดเลือกไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอดสัปดาห์ของงานเทศกาล เพื่อเป็นกระบอกเสียงและส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคอมมิวนิตี้สร้างสรรค์ต่อไป

นอกจากเรื่องของเสียงแล้ว ในงานยังมีนิทรรศการที่น่าสนใจอื่นๆ อย่างการจัดแสดงผลงานออกแบบของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และ NKUST จากไต้หวัน ภายใต้แนวคิดงานคราฟต์เพื่อความยั่งยืน และงาน Young Architect Conference ที่รวมตัวสถาปนิกรุ่นใหม่กว่า 120 คนจากไทย ญี่ปุ่น และเยอรมนี มาโชว์ไอเดียการออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างระบบนิเวศสร้างสรรค์ ที่แข็งแกร่งให้กับกรุงเทพฯ

Manifest อย่างมีกลยุทธ์ ในโลกธุรกิจหลักคิดที่ทำให้ความสำเร็จออกแบบได้ ไม่ใช่แค่ขอพร 

ระยะหลังมานี้คำว่า manifest กลายเป็น buzzword ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากเว็บไซต์ allbrightcollective ระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แฮชแท็ก #manifesting มียอดเข้าชมทั่วโลกรวมกว่า 10 พันล้านครั้งบน TikTok และมีการใช้แฮชแท็ก #manifestation ไปแล้วมากกว่า 10 ล้านโพสต์บนอินสตาแกรม

แนวคิดเรื่อง manifest มีรากฐานมาจากกฎแห่งแรงดึงดูด หรือความเชื่อว่าความคิดเชิงบวกสามารถดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต สะท้อนให้เห็นได้จากกระแสการทำ vision board กิจกรรมชวนนึกถึงภาพชีวิตที่อยากให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่ากระแสนี้จะขยายอิทธิพลไปถึงโลกของการทำงานและธุรกิจด้วย โดยรายงานจากเว็บไซต์ Capital on Tap ระบุว่า 24% ของเจ้าของธุรกิจยกให้การ manifestation เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของตนเอง

คำถามคือ ทำไมผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยจึงเลือกใช้วิธีนี้เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการจากโลกของการทำงาน และเราจะนำแนวคิด manifestation มาใช้ในงานหรือธุรกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านอาชีพได้ยังไง บทความนี้จะชวนมาถอดความเข้าใจและเกร็ดน่ารู้ในการออกแบบความสำเร็จให้ชัดขึ้น

1. manifest ไม่ใช่พลังวิเศษ แต่ต้องมาพร้อมการลงมือทำ

ตามคำอธิบายของ Kira Matthews โค้ชด้าน manifestation แนวคิดนี้ไม่ใช่การนั่งหวังว่าสิ่งต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะเราอยากได้และคิดถึงมัน แต่คือการยอมรับว่าความเชื่อและการลงมือทำต้องเดินไปพร้อมกัน manifestation จึงเป็นกรอบความคิดที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ความมุ่งมั่น และความเชื่อในตัวเอง ช่วยให้เราเห็นภาพความสำเร็จที่ต้องการได้ชัดขึ้น และโฟกัสกับเป้าหมายอาชีพในระยะยาวได้อย่างมีทิศทาง แม้จะต้องเผชิญกับสิ่งรบกวนหรืออุปสรรคระหว่างทาง

พูดอีกแบบ manifest คือการเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นระหว่างงานภายในและงานภายนอก งานภายในคือการจินตนาการและเตรียมใจ เช่น การเห็นภาพตัวเองทำธุรกิจสำเร็จ มีรายได้เพิ่มขึ้น หรือได้ร่วมงานกับเมนเทอร์ที่ชื่นชม ส่วนงานภายนอกคือการลงมือทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายหรือพัฒนาทักษะ ซึ่งทั้งสองส่วนล้วนสำคัญและขาดกันไม่ได้

สำหรับนักธุรกิจ แนวทางการ manifest สอดคล้องกับการตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งหากเริ่มต้นที่ความชัดเจนในตัวเลขและทิศทางจะมีโอกาสสร้างแรงจูงใจในความสำเร็จได้มากกว่าการตั้งเป้าหมายลอยๆ และพึงระลึกไว้ว่าสูตรสำคัญคือ affirmation (การยืนยัน) ควบคู่ไปกับ action (การลงมือทำ) เสมอ หากคุณ manifest ว่า กำลังสร้างความมั่งคั่ง ต้องสร้างระบบรองรับทันที เช่น การตั้งค่าโอนเงินเข้าบัญชีเงินออมอัตโนมัติหรือการวางแผนงบประมาณการตลาด เพราะความสำเร็จไม่ได้พังทลายจากความปรารถนาของเรา แต่มักพังเพราะระบบที่เราไม่ได้สร้างขึ้น

⭐ 2. สมองจะเริ่มมองเห็นโอกาส เมื่อเราชัดกับเป้าหมาย

ดร.เจมส์ โดตี (Dr. James Doty) ศัลยแพทย์ประสาทจาก Stanford อธิบายเสริมว่า manifestation ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือการทำงานของ Reticular Activating System (RAS) ในสมอง ในแต่ละวินาที สมองเรารับข้อมูลมหาศาล แต่เรารับรู้ได้อย่างมีสติเพียงบางส่วนเท่านั้น

เมื่อตั้งใจ manifest สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างซ้ำๆ ผ่านการเขียนและจินตนาการ สมองจะสร้าง salience (ความโดดเด่น) ให้กับข้อมูลนั้น ผลที่ตามมาคือระบบ RAS จะทำหน้าที่เหมือนสุนัขล่าเนื้อที่คอยตรวจจับโอกาสในสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับเป้าหมาย เช่น หากโฟกัสที่การขยายฐานลูกค้า ก็จะเริ่มมองเห็นพันธมิตรทางธุรกิจหรือช่องทางใหม่ๆ ที่เคยมองข้ามไปอย่างไม่น่าเชื่อ

3. บริหารธุรกิจด้วย Heart Mode แทน Fear Mode

ในการทำงานที่เต็มไปด้วยความกดดัน ผู้ประกอบการมักตกอยู่ใน fear mode (sympathetic nervous system) ซึ่งอาจนำไปสู่การหนีปัญหาโดยไม่รู้ตัว โหมดนี้จะไปขัดขวางการทำงานของสมองส่วนการตัดสินใจและลดทอนความคิดสร้างสรรค์ ดร.โดตีแนะนำว่าการ manifest ที่ได้ผลที่สุดต้องทำใน heart mode (parasympathetic nervous system) หรือสภาวะที่ร่างกายผ่อนคลายและปลอดภัย

เมื่อเข้าสู่ heart mode ผ่านการฝึกหายใจหรือการมีทัศนคติเชิงบวก ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินซึ่งช่วยให้เครือข่ายความรู้ความเข้าใจของสมอง (cognitive network) ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด นักธุรกิจที่ดำเนินการจากฐานของความสงบและการมองโลกในแง่ดีจะมีโอกาสดึงดูดความร่วมมือและสร้างการตัดสินใจที่เฉียบแหลมกว่าคนที่ทำงานด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลา

4. อดทนและสม่ำเสมอในการเปลี่ยนแปลง

การ manifest ต้องอาศัยความอดทน เพราะมันคือกระบวนการทางกายภาพในการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทใหม่ ดร.ทารา สวอร์ต (Dr.Tara Swart) นักประสาทวิทยาระบุว่าสมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้หลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากกว่าการวิ่งหาผลตอบแทนถึง 2.5 เท่า

การจะ manifest ธุรกิจใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คุณกำลังทำงานแข่งกับแพตเทิร์นเดิมในสมอง ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างกลุ่มเซลล์ประสาทให้มีจำนวนมากพอจนกระทั่งทักษะหรือพฤติกรรมใหม่นั้นกลายเป็นเรื่องง่ายและเป็นธรรมชาติ ดังนั้นการเห็นภาพความสำเร็จ (visualization) ซ้ำๆ คือการเตรียมสมองให้พร้อมรับความสำเร็จนั้นราวกับว่ามันเกิดขึ้นจริงแล้ว ซึ่งจะช่วยลดแรงต้านในใจลง

5. การปล่อยวางคือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์

จุดที่มักสับสนคือการปล่อยวาง Jay Shetty นักจัดพ็อดแคสต์ชื่อดังอธิบายว่าการปล่อยวางจะเริ่มต้นได้ก็ต่อเมื่อเราได้ทำทุกอย่างที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเราครบ 100% แล้วเท่านั้น หากยังทำไม่เต็มที่ นั่นไม่ใช่การปล่อยวาง แต่คือการรอคอยอย่างเฉื่อยชา

นอกจากนี้การ manifest ที่ขับเคลื่อนด้วยความกดดันหรือความต้องการพิสูจน์ตัวเองเพื่อลบปมในอดีตอาจนำไปสู่ความสำเร็จที่มีแต่ความทุกข์ เพราะการ manifest ที่แท้จริงควรมาจากความไว้วางใจและการอุทิศตนเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เมื่อทำเต็มที่แล้วปล่อยวาง ผลลัพธ์ที่ได้รับอาจดีกว่าที่คุณเคยจินตนาการไว้ เช่นเดียวกับการที่ Jay Shetty เคยถูกปฏิเสธจากสถานีโทรทัศน์ทุกแห่ง จนนำไปสู่การสร้างพ็อดแคสต์ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกในปัจจุบัน

บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการ : manifestation ในบริบทของธุรกิจไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่คือการบริหารจัดการ กระบวนการคิด (clarity) สภาวะทางอารมณ์ (heart mode) และ ระเบียบวินัย (consistent action) อย่างเป็นระบบ เมื่อชัดเจนในเป้าหมาย เชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเอง และลงมือทำผ่านระบบที่ยอดเยี่ยม สมองจะทำหน้าที่เป็นพาร์ตเนอร์ที่ทรงพลังที่สุดในการนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จที่คุณวาดหวังไว้

อ้างอิง  

ส่องอาณาจักร ‘Anta’ กับกลยุทธ์กินเรียบที่กำลังสร้าง movement ใหม่ต่อธุรกิจ sportswear โลก

ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น ‘PUMA’ แบรนด์สปอร์ตแวร์ระดับโลกที่มีอายุเก่าแก่ถึง 78 ปี ตกอยู่ในมือบริษัทสัญชาติจีนอย่าง Anta Sports Products Limited หลังเจ้าสัว ติง ซื่อจง (Ding Shizhong) หอบเงิน 1.5 พันล้านยูโร เข้าซื้อหุ้นจำนวน 29.06% จากกลุ่มบริษัท Artémis ที่ดูแลกิจการโดยตระกูลปิโนต์ ขึ้นแท่นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และมีอำนาจมากที่สุดในการขับเคลื่อนทิศทางแบรนด์เสือภูเขาเยอรมนี ณ เวลานี้

ข่าวดังกล่าวถือเป็นการประกาศชัยชนะเหนือบรรดาสปอร์ตแวร์เจ้าอื่น ที่ก่อนหน้านี้มองจ้องตาเป็นมันหวังเข้าเทคโอเวอร์หุ้นของ PUMA ทั้ง ASICS ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นที่กำลังขับเคี่ยวในตลาดอุปกรณ์กีฬาวิ่ง, Li-Ning ผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬาจากชาติเดียวกัน และ Adidas พี่ใหญ่ร่วมสายเลือดเดียวกัน หลังหลายปีที่ผ่านมา PUMA ตกอยู่สภาวะทรงกับทรุด โดยเฉพาะในปี 2025 ที่ตัวเลขการตลาดลดฮวบ 56%

ในขณะที่ผู้คนจับจ้องว่า PUMA ในมือของ Anta จะเปลี่ยนจากเสือป่วยเป็นเสือปราดเปรียวโจนทะยานได้อีกครั้งหรือไม่ เบื้องหลังกลับแฝงประเด็นที่น่าสนใจนั่นคือ ทำไม Anta ถึงใช้กลยุทธ์ ‘กินเรียบ’ กวาดแบรนด์สปอร์ตแวร์หลายเจ้าสู่พอร์ตโฟลิโอ และสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง movement แบบใดในอุตสาหกรรมธุรกิจเสื้อผ้ากีฬาโลก เหตุนี้เราชวนหาคำตอบพร้อมกันในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

🥊 เริ่มต้นจากการเป็น local champion ในประเทศ

ความจริงแล้ว Anta ไม่ใช่แบรนด์น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เพราะแบรนด์ก่อตั้งขึ้นในปี 1991 โดยเริ่มจากการเป็น OEM ผลิตรองเท้าทั่วไป ก่อนจะพัฒนาผลิตสินค้าในนามแบรนด์ของตัวเอง เช่น เสื้อผ้าออกกำลังกาย รองเท้า และอุปกรณ์สำหรับออกกำลังกาย 

จุดเด่นที่ทำให้ Anta เติบโตในประเทศมาจาก ‘ราคาที่ถูก’ ยกตัวอย่างรองเท้ากีฬาบาสเก็ตบอล 1 คู่ แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nike หรือ Adidas จำหน่ายตกคู่ละ 1,000 หยวนเป็นอย่างต่ำ ขณะที่พวกเขาจำหน่ายคู่ละ 300-500 หยวน โดยให้เหตุผลว่าราคาประมาณนี้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งการที่ลดเพดานราคาลงมาได้ครึ่งต่อครึ่งมาจากการมีหลังบ้านที่พร้อมเป็นทุนเดิม

ขณะที่เรื่องมาร์เก็ตติ้ง Anta เซ็นสัญญาเป็นผู้สนับสนุนให้กับลีกกีฬาบาสเก็ตบอลอาชีพของจีน (CBA) ควบคู่กับการทุ่มงบโฆษณาโปรโมตผ่านสถานีโทรทัศน์ CCTV โดยใช้พรีเซนเตอร์ที่เป็นนักกีฬาอาชีพจริงๆ เช่น คง หลินฮุย (Kong Linghui) ตำนานนักเทเบิลเทนนิสของชาติ 

เรียกว่าในช่วงระยะเวลาก่อตั้งจนถึงปี 2005 ยอดขายในประเทศของ Anta ทะยานจาก 600 ล้านหยวน สู่ 4,000 ล้านหยวน จากภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในสายตาคนในชาติบวกกับราคาที่เข้าถึงง่าย กระทั่งปี 2007 บริษัทตัดสินจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX)  

มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2008 เมื่อ Anta ได้รับเลือกเป็นออฟฟิเชียลซัพพลายเออร์ให้กับการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เวอร์ชั่นกรุงปักกิ่ง จากการคัดเลือกของคณะกรรมการโอลิมปิกจีน (IOC) ที่มองว่า นี่คือแบรนด์ที่มีศักยภาพการผลิต ควบคุมต้นทุนได้ และไม่จำเป็นต้องพึ่งพา outsource จากต่างประเทศ และที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์เน้นใช้งานได้จริงมากกว่าดีไซน์

ดังนั้นโอลิมปิก 2008 จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า Anta คือแบรนด์ ‘local champion’ ของจีน ที่ก้าวขึ้นมาต่อกรกับแบรนด์สปอร์ตแวร์จากชาติยุโรปและตะวันตกได้สูสี

🥊 ออกกว้างสู่ globalization ด้วยกลยุทธ์ multi-brand strategy

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาธุรกิจในประเทศของ Anta เติบโตก้าวกระโดด สามารถขยายสาขามากกว่า 7,000 แห่งกระจายครอบคลุมทั่วทุกมณฑล พร้อมแตกแบรนด์ลูกคือ Anta Kids ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเด็ก 

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของ Anta ที่ทำให้เติบโตอยู่แค่ในประเทศคือ ‘สลัดภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์จีนไม่ตก’  กล่าวคือในยุคนั้นสินค้าจากจีนยังไม่ได้การยอมรับในตลาดโลกสักเท่าไหร่ ภาพรวมความน่าเชื่อถือ ดีไซน์ที่ขาดความโมเดิร์น และเสน่ห์ storytelling ของโปรดักต์ที่เล่าได้ไม่ดีเท่าแบรนด์ระดับโลก 

ครั้นจะมานั่งปั้นแบรนด์สู่ตลาดโลกจำเป็นต้องใช้เวลาและดูเป็นงานที่พวกเขาไม่ถนัดนัก ดังนั้นกลยุทธ์ที่ Anta ทำเพื่อขยับขยายองค์กรสู่ระดับโลก คือ ‘multi-brand strategy’ ดึงแบรนด์สปอร์ตแวร์อื่นเข้าสู่พอร์ตโฟลิโอ โดยไม่ได้มองว่า Anta เป็นจุดศูนย์กลางเพียงแบรนด์เดียว

นั่นคือ Anta ยังคงอยู่ในหมวด mass market เน้นผลิตสินค้าสาย performance เน้นการใช้งานซึ่งเป็นจุดแข็งเดิม เช่น รองเท้าวิ่ง และรองเท้าบาสเก็ตบอล ขณะเดียวกันยังใช้วิธีทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักด้วยการเซ็นสัญญากับนักกีฬาระดับโลกผลิตสินค้าซิกเนเจอร์ เช่น เยเลนา ยานโควิช (Jelena Janković) อดีตนักเทนนิสมือวางอันดับ 1 ชาวเซอร์เบีย และ 3 ซูเปอร์สตาร์แห่งบาสเก็ตบอล NBA คือ เควิน การ์เน็ต (Kevin Garnett), เคลย์ ทอมป์สัน (Klay Thompson) และไครี่ เออร์วิง (Kyrie Irving)

ขณะที่หมวด sport fashion พวกเขาเติมเต็มด้วยการซื้อสิทธ์การจำหน่ายสินค้าของแบรนด์ FILA ในประเทศจีนทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์ FILA, FILA KIDS และล่าสุดอย่าง FILA FUSION ที่เน้นเจาะกลุ่มวัยรุ่น ด้วยผลิตภัณฑ์สดใสสมวัย และดึงดาราและไอดอลชื่อดังเป็นพรีเซนเตอร์โปรโมต เช่น จ้าว ลู่ซือ  (Zhao Lusi) เป็นต้น

และในหมวดเอาต์ดอร์ เน้นการใช้งานคุณภาพสูงที่รวบรวมไว้หลายแบรนด์ ได้แก่

Amer Sports ที่เป็นผู้ครองลิขสิทธิ์แบรนด์ Arc’teryx, Salomon, Wilson, Atomic, และ Peak Performance ด้วยการถือสัดส่วนหุ้นที่ 44.5%

Kolon Sport แบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาแคมป์ปิ้งสัญชาติเกาหลีใต้ ด้วยการถือสัดส่วนหุ้นที่ 50%

DESCENTE China แบรนด์ตัวแทนจำหน่ายของ DESCENTE ผู้ผลิตอุปกรณ์เสื้อผ้าและอุปกรณ์สกีจากญี่ปุ่น ที่ Anta ถือสัดส่วนหุ้น 54% ในแบบ joint venture ร่วมกับ DESCENTE Global และ ITOCHU Corporation

JACK WOLFSKIN แบรนด์ผู้ผลิตเสื้อผ้าและอุปกรณ์เดินป่าระดับไฮเอนด์จากเยอรมนี ที่เข้าเทคโอเวอร์กิจการ 100%

รวมไปถึง MAIA ACTIVE แบรนด์ชุดออกกำลังกายแฟชั่นเพื่อผู้หญิงที่ Anta เข้าถือสัดส่วนหุ้น 75.13% และแบรนด์อื่นๆ ที่เครือ Anta คลอดมาในภายหลัง เช่น Sprandi แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับสาย outdoor/hiking และ Kingkow แบรนด์เสื้อผ้าเด็กระดับพรีเมียม 

🥊 movement ใหม่ของธุรกิจสปอร์ตแวร์

จากการดึงแบรนด์ต่างๆ เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอจนถึงล่าสุดคือ PUMA ถึงตรงนี้น่าจะพอเห็นภาพว่าอาณาจักรของ Anta ณ เวลานี้ยิ่งใหญ่เพียงใด ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ กลยุทธ์ multi-brand strategy ของ Anta กำลังสร้าง movement แบบไหนในอุตสาหกรรมธุรกิจสปอร์ตแวร์?

ประการแรกแสดงให้เห็นว่าแบรนด์จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดสปอร์ตแวร์เต็มตัว โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ deepmarketinsights.com เผยว่า ปี 2025-2026 Anta มีมูลค่าแบรนด์ราว 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับ 3 รองจาก Nike และ Adidas 

ประการที่สองคือบริษัทสปอร์ตแวร์ในยุคปัจจุบันไม่จำเป็นต้องพึ่งพากำลังจากแบรนด์แบรนด์เดียว เพื่อลดความเสี่ยงในยามที่ยอดไม่เข้าเป้า หรือเกิดการผันผวนทางสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่อาจคาดเดาได้ 

ประการที่สาม คือวิธีการดังกล่าวสามารถเพิ่มโอกาสการเติบโตขององค์กรใน segment อื่นๆ ได้ชัดเจน ยกตัวอย่างรายได้ของ FILA ที่มีตัวเลขการเติบโตขึ้น 6.1% นับตั้งแต่ Anta เข้าครองสิทธิ์การขายในจีน ในขณะที่แบรนด์รองอย่าง DESCENTE, KOLON และแบรนด์อื่นๆ เติบโตขึ้นราว 53.7% ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการแชร์เทคโนโลยีในมือของ Anta กับแบรนด์อื่นๆ ในพอร์ต ทำให้สินค้ายุคใหม่มี performance ที่ดีและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยยังคงอัตลักษณ์เดิมของแบรนด์ที่ดีอยู่แล้วไว้ (ความจริงวิธีการแบบนี้ Nike ก็เคยทำมาก่อนกับการแชร์บางเทคโนโลยีให้ Converse ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกในการผลิตรองเท้ารุ่นใหม่ในตลาด) 

ขีดเส้นใต้ตัวโตๆ ว่า ด้วยหลักการทำงานแบบแชร์ benefit มากกว่าชี้นิ้วสั่งแบบเจ้านายกับลูกน้อง คือเหตุผลที่ทำให้แบรนด์เก่าแก่อย่าง PUMA หรือแบรนด์อื่นๆ กล้าตัดสินใจขายหุ้นให้กับ Anta 

ในอนาคตเราอาจเห็นเทคโนโลยีของ Anta ไปปรากฏอยู่ในโปรดักต์ของ PUMA ซึ่งกำลังมาแรงในธุรกิจกีฬาวิ่งเหมือนกัน หรือ Anta อาจใช้ PUMA เป็นทางลัดในการเจาะตลาดธุรกิจกีฬาที่ไม่เคยทำมาก่อนอย่างฟุตบอล ไม่นับรวมแบรนด์อื่นๆ ในพอร์ตโฟลิโอที่เตรียมขยับไปพร้อมกัน

ด้วย multi-brand strategy นี้เองทำให้อะไรก็เกิดขึ้นได้ เห็นทีพี่ใหญ่อย่าง Nike หรือ Adidas คงจะมีหนาวๆ ร้อนๆ อยู่บ้าง เมื่อชาติตะวันออกใช้วิธีนี้วิ่งตามพวกเขาทันในระยะเวลาแค่ไม่กี่ปี 

ที่มา