เจาะลึกกระบวนการมองอนาคตจาก The Strategist ที่ช่วยให้คุณมีแผนสำรองในทุกการตัดสินใจ

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พูดเรื่อง ‘เทรนด์’ ว่าปีหน้าอะไรจะมา? อะไรกำลังฮิต? แต่เชื่อไหมว่าการรู้แค่เทรนด์บางทีก็เหมือนเราเห็นคนอื่นแห่ซื้อหุ้นตัวไหนเราก็ซื้อตาม หรือเห็นใครเปิดร้านกาแฟก็เปิดบ้าง สุดท้ายก็อาจจะเจ๊งได้เหมือนกัน สิ่งสำคัญจึงคือการเตรียมพร้อมรับมืออนาคตมากกว่า

The Strategist ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการทำ Marketing Transformation ก่อตั้งโดย ‘บี–สโรจ เลาหศิริ’ เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนเทรนด์ให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่จับต้องได้จริง จึงแนะนำว่าแทนที่จะโฟกัสไปที่ Trend ที่เหมือนการดูพยากรณ์อากาศ ให้มาทำการ Foresight หรือก็คือการเตรียมร่มหรือเสื้อกันฝน เพื่อให้เวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งตัวเราและธุรกิจจะได้มีทางหนีทีไล่

Strategic Foresight คืออะไร? 

เครื่องมือวิเคราะห์กลยุทธ์ทั่วไป เช่น SWOT, PESTEL, และ Five Force มักจะใช้ข้อมูลย้อนหลัง ซึ่งเหมาะสมกับการวางแผนปีต่อปีแต่ไม่เพียงพอในยุคปัจจุบัน กลับกัน Strategic Foresight เป็นการมองไปข้างหน้า ใช้ในการจับ อ่าน และมุ่งเน้นไปที่เทรนด์ที่กำลังจะเข้ามา ปัญหา หรือสัญญาณที่ต้องจับตาดู ช่วยในการวางสถานการณ์จำลอง เพื่อทดสอบกลยุทธ์ปัจจุบันและคิดค้นนวัตกรรมที่พร้อมรองรับอนาคต ใช้สำหรับการวางกลยุทธ์ระยะยาว 3-10 ปีข้างหน้า การสร้างสรรค์นวัตกรรม การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต

5 ขั้นตอนอ่านอนาคต แบบ Strategic Foresight ฉบับเข้าใจง่าย

1. Framing ตั้งคำถาม: ตั้งคำถามที่ชัดเจนเกี่ยวกับความท้าทายทางธุรกิจและอนาคตที่ต้องการสำรวจ เพื่อไม่ให้การหาข้อมูลเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ เช่น จะเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจค้าปลีก หากกำลังซื้อหลักอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ

2. Scanning สแกนเทรนด์: มองหาเทรนด์และสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับคำถามที่ตั้งไว้ โดยใช้กรอบแนวคิดเช่น DESTEP นั่นคือ Demographic ผู้คน , Economic เศรษฐกิจ, Social สังคม , Technological เทคโนโลยี, Environmental สิ่งแวดล้อม, Political การเมือง

3. Foresighting วางสถานการณ์จำลอง: สร้างภาพอนาคตที่เป็นไปได้จากเทรนด์ที่สแกนมา โดยการรวมเทรนด์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเพื่อสร้างสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งสถานการณ์ที่ดีที่สุด สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เช่น ถ้าเศรษฐกิจแย่ รายได้ลด เราจะลดรายจ่ายตรงไหน หรือถ้าเทรนด์ที่ตอบโจทย์กับธุรกิจของเราเกิดขึ้นจริงๆ  เราจะคว้าโอกาสนั้นยังไงให้เร็วกว่าคู่แข่ง

4. Strategic Options เตรียมทางหนีทีไล่: คิดค้นและเลือกทางเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละฉากที่สร้างขึ้น และทำการทดสอบว่ากลยุทธ์ไหนทำได้ทันทีหรือเป็นทางเลือกสำหรับอนาคต

5. Action ลงมือทำและคอยสังเกต: แปลงกลยุทธ์ที่เลือกเป็นแผนปฏิบัติงาน พร้อมกระบวนการติดตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

Case Study ในวันที่เกิดโควิด-19

ในวันนั้นมีคนด้วยกันหลายแบบ แบบแรกคือคนที่ทำตามเทรนด์คือเห็นคนขายออนไลน์ดี ก็ทุ่มเงินทั้งหมดไปจ้างทำแอพ ทำระบบออนไลน์ 100% เพราะคิดว่าคนจะอยู่บ้านตลอดไป คนกลุ่มที่สองหรือคนที่ใช้การมองอนาคต จะตั้งคำถามว่าถ้าวันหนึ่งโควิด-19 จบไปแล้ว สถานการณ์จะเป็นอย่าไง 

คนกลุ่มที่สองคงไม่ลงเงินก้อนสุดท้ายไปกับการทำแบบคนกลุ่มแรก แต่อาจจะสแกนเพื่อดูว่าวัคซีนกำลังมา ซึ่งนับเป็นสัญญาณว่าเทรนด์ที่คนเข้าใจอาจเปลี่ยนได้ เขาเลยไม่ทุ่มเงินไปกับช่องทางออนไลน์หมด แต่แบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้รีโนเวทหน้าร้าน หรือเตรียมจัดทัวร์ท่องเที่ยวรอไว้เลย พอเมืองเปิดปุ๊บ คนกลุ่มที่สองจะมีโอกาสเพราะคนแห่ออกมาเที่ยวและใช้ชีวิตนอกบ้าน ในขณะที่คนกลุ่มแรกอาจจะติดกับระบบออนไลน์ที่ลงทุนไปมหาศาล

หรือที่เห็นเป็นรูปธรรมก็เช่น ช่วงโควิด-19 Zoom เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ไม่ได้วางแผนสำหรับสถานการณ์ที่โลกกลับมาสู่ภาวะปกติหรือการแข่งขันจากแพลตฟอร์มอื่น เช่น Microsoft Teams ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง หรือ Nike ที่ทุ่มลงทุนกับ Digital Sales อย่างมาก ลดการสนับสนุนร้านค้าปลีกซึ่งเป็นช่องทางที่กลับมามีความสำคัญเมื่อโลกกลับสู่ปกติ ทำให้คู่แข่งอย่าง New Balance เข้ามาแทนที่ได้

แล้วเราต้องให้ความสำคัญกับเทรนด์ไหนดีล่ะ

1. เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นชัวร์และต้องทำทันที: กลุ่มนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอนและส่งผลกระทบกับเราอย่างรุนแรง เช่น สังคมผู้สูงอายุที่เราเห็นตัวเลขชัดเจนว่าเพิ่มขึ้นทุกปีและกระทบกับแทบทุกธุรกิจ สิ่งที่องค์กรหรือเราต้องทำคือเลิกตั้งคำถามว่ามันจะมาจริงไหม แต่ต้องรีบนำเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในแผนงานหลักและลงมือทำตั้งแต่วันนี้ 

2. เรื่องใหญ่ที่ต้องเตรียมแผนสำรอง กลุ่มนี้คือเรื่องที่มีผลต่อโลกแน่ๆ แต่ปัญหาคือเรายังเดาทางไม่ถูกว่ามันจะออกหน้าไหน ให้มองว่าเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่มีความผันผวนสูง เช่น กฎหมายควบคุม AI ที่ถ้าออกมาเข้มงวดธุรกิจอาจต้องปรับตัวขนานใหญ่ แต่ถ้าปล่อยเสรีธุรกิจก็อาจจะพุ่งได้ เราเตรียมทางหนีทีไล่ไว้หลายๆ ทาง

3. เรื่องที่มาแน่แต่มีไว้ให้เราทันคนอื่นกลุ่มนี้คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นจริงและเห็นชัดๆ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบถึงขั้นเป็นตายกับธุรกิจ ให้มองว่าเป็นของตกแต่งที่ช่วยเสริมให้เราดูทันสมัยและเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เช่น พฤติกรรมการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อปลอบใจตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่มาแน่แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างหลักของบริษัทเรา แผนรับมือที่เหมาะสมคือการหยิบมาใช้เสริมกลยุทธ์การตลาด เช่น ทำโปรโมชั่นสั้นๆ หรือปรับวิธีสื่อสารให้ตรงใจคนมากขึ้น โดยไม่ต้องถึงขั้นรื้อระบบใหญ่เพื่อมารองรับเรื่องนี้ครับ

4. สัญญาณเล็กๆ ที่ต้องจ้องไว้อย่าให้คลาดสายตา กลุ่มนี้คือสัญญาณแปลกๆ ใหม่ๆ ที่คนเริ่มพูดถึงแต่ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวและยังไม่รู้ว่าจะหมู่หรือจ่า ให้มองว่าเป็นม้ามืดที่ดูเหมือนไม่มีพลังในวันนี้แต่อาจจะโตมาเปลี่ยนโลกในวันหน้า เช่น ข่าวช่วงแรกๆ ของ ChatGPT ที่ตอนแรกคนคิดว่าเป็นแค่แชตบอตขำๆ สิ่งที่ต้องทำคือการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าสัญญาณเหล่านี้เริ่มขยายวงกว้างขึ้นเมื่อไหร่ มันอาจจะขยับขึ้นมากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ถ้าเราไหวตัวทันก่อนคนอื่น เราก็จะมีโอกาสชนะสูงมาก

การมองอนาคตไม่ใช่เรื่องของนักธุรกิจอย่างเดียว แต่คือการไม่ประมาทกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แค่ลองตั้งคำถามบ่อยๆ สังเกตสิ่งรอบตัว และเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปทางไหน เราก็จะเป็นคนที่รอดและรุ่งอยู่เสมอ

ทำไม ‘ความเปราะบาง’ ของผู้นำ และ ‘ความกล้า’ ของลูกน้อง ถึงสำคัญในที่ทำงาน?

ครั้งหนึ่งในการประชุมกับลูกค้า ด้วยความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อกันทำให้หัวหน้างานของเราในเวลานั้นตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานไม่ตรงตามที่ลูกค้าหวัง ทำให้ได้รับคำตำหนิใหญ่โต ซึ่งพอเสร็จจากประชุม เราคิดว่าหัวหน้าแย่แน่ เพราะเขาได้รับคำบ่นระงมจากทีม บางคนในทีมถึงขั้นไม่พอใจไปเลยด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่หัวหน้าทำในวันนั้น กลับทำให้เราประหลาดใจ เพราะเจ้าตัวจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างเร็วรี่ โดยเริ่มจากไม่ได้แสดงอาการอื่นใดเลยนอกจากขอโทษ รีบอธิบายกับทีมในทันทีว่าความผิดนี้เกิดจากอะไร เขารู้สึกผิดแค่ไหน และจะทำยังไงเพื่อแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งหลังจากจบประโยค ถึงแม้ความเสียหายในงานจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ความเสียหายในอารมณ์กลับหายไปอย่างรวดเร็ว ทีมกลับมาสามัคคี ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้อีก และพร้อมใจรีบแก้ไขงานจนได้ใจลูกค้ากลับมาอีกครั้งในเวลาไม่นาน

ที่น่าอัศจรรย์ไปกว่านั้น คือกลายเป็นว่าหลังจากนั้น หัวหน้าท่านนี้กลายเป็นคนที่เรารู้สึกเชื่อใจมากที่สุดในชีวิตการทำงาน และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่เรากล้าพูดเรื่องผิดพลาดของตัวเองได้อย่างร้อยเปอร์เซนต์  

แต่ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ? ทั้งที่หัวหน้าบางคนไม่เคยทำผิดต่อเราด้วยซ้ำ ทำไมเราถึงเชื่อใจได้ไม่เท่ากับหัวหน้าที่กล้ายอมรับผิด? 


psychological safety หรือความปลอดภัยทางจิตใจ คือแนวคิดที่ใช้อธิบายบรรยากาศในทีม ว่าเหล่าสมาชิกรู้สึกมากน้อยเพียงใดว่า ‘ฉันสามารถพูด ตั้งคำถาม หรือผิดพลาดได้’ อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องคอยมากังวลว่าใครจะมองยังไงหรือกระทบหน้าที่การงานไหม 

แนวคิดนี้ถูกเสนออย่างจริงจังครั้งแรกโดย Amy Edmondson ตั้งแต่ปี 1999 โดยอธิบายไว้ว่าความปลอดภัยทางจิตใจ นอกจากจะทำให้คนในทีมสบายใจแล้ว ยังทำหน้าที่เป็น ‘เงื่อนไขพื้นฐานของการเรียนรู้’ ในระดับทีมอีกด้วย หรือพูดง่ายๆ ว่าหากคนในทีมรู้สึกปลอดภัยไม่มากพอ แม้ทีมเก่งขนาดไหน ก็ยากที่จะเกิดการดึงบทเรียนสำคัญออกมาใช้งานได้จริง

แล้วทำไมความปลอดภัยทางจิตใจถึงสัมพันธ์กับการเรียนรู้ได้ล่ะ? คำตอบของคำถามนี้พาเราไปกันต่อที่ social cognitive theory หรือทฤษฎีความคิดทางสังคมของ Albert Bandura ที่เสนอว่าการเรียนรู้และพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์หรือผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการตีความทางสังคมที่เรามีต่อตนเองและสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยอธิบายได้ผ่านสามเหลี่ยมนี้

อธิบายอย่างเข้าใจง่าย สามเหลี่ยมข้างต้นนี้กำลังบอกเราว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ โดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด แต่การเรียนรู้เกิดจาก ‘ความคิด สิ่งแวดล้อม การกระทำ’ ที่ส่งผลถึงกัน โดยความคิดในที่นี้ หมายถึง

  1. การรับรู้ของตนเอง (cognitive factors) เช่น ความคาดหวังหรือทัศนคติ 
  2. สิ่งแวดล้อม หมายถึงสภาพแวดล้อมทางสังคม (environmental factors) เช่น บรรทัดฐานของทีมหรือการตอบสนองของคนรอบข้าง 
  3. การกระทำ หมายถึงพฤติกรรมที่แสดงออก (beahavioral factors) เช่น การพูด การลองทำ หรือการหลีกเลี่ยง 

ทั้งสามส่วนนี้จะส่งแรงสะท้อนกลับไปมาให้กันเสมอ (ตามลูกศรในภาพ) กล่าวคือทำงานเชื่อมโยงกันเป็นวงจร เพื่อหล่อหลอมตัวตนและทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นตามมา

เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราที่เล่าไปตอนแรก ถ้าอธิบายผ่านทฤษฎีความคิดทางสังคมจะทำให้เราพิจารณาได้ว่าเมื่อหัวหน้าได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าในทีมนี้ ฉันสามารถผิดได้ ขอโทษได้ และสื่อสารได้ สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น (environmental factors) จะทำหน้าที่คล้ายตัวส่งสัญญาณ เพื่อบอกเราว่า ‘บรรยากาศในทีมของฉันช่างปลอดภัยเสียจริงแฮะ’’ 

นี่เองคือการรับรู้ถึงความปลอดภัย (cognitive factors) จนทำให้สุดท้ายเราเรียนรู้และกล้าที่จะแสดงพฤติกรรมแบบเดียวกัน (behavioral factors) ออกมาได้ในที่สุด 

แต่ในทางกลับกันหากเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หัวหน้าไม่เคยผิด ถึงทำผิดก็ไม่เคยขอโทษ กลไกตรงกันข้ามก็จะเกิดขึ้น กล่าวคือเราจะประเมินว่าสภาพแวดล้อมที่ฉันอยู่ตอนนี้ช่างคุกคามและไม่เป็นมิตรเสียจริง การรับรู้ภายในของเราจึงเปลี่ยนไปในทิศทางของความกลัวและความหวาดหวั่น จนทำให้สุดท้ายพฤติกรรมที่เราเลือกแสดงออกจะเป็นไปในทิศทางตามนั้นด้วย 

หรือพูดง่ายๆ ว่าหากสภาพแวดล้อมในการทำงานเอื้อต่อการเรียนรู้มากกว่าการกล่าวโทษ ความผิดพลาดจะถูกมองเป็นข้อมูลที่ช่วยพัฒนาความสามารถและความเชื่อมั่นในตนเอง แต่หากสภาพแวดล้อมส่งสัญญาณว่าความผิดพลาดคือสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง การรับรู้แบบนั้นจะบั่นทอนความมั่นใจและผลักให้คนเลือกป้องกันตัวหรือเบือนหน้าหนี หรืออาจทำให้เกิดเป็นคำถามในใจขึ้นมาเลยว่า

 “ถ้าทำแล้วพลาด พลาดแล้วโดนเชือด แล้วนี่ฉัน (กู) จะทำไปทำไม (วะ)?” 


ถ้าอย่างนั้น ก็ให้สมาชิกทุกคนภายในทีมทำงานที่ถนัดไปทั้งหมดเลยไม่ดีกว่าเหรอ? 

ให้อยู่ในเซฟโซน ตัดความผิดพลาดออกไปให้ได้มากที่สุดเลย จะได้ไม่ต้องคอยปวดหัวกับความปลอดภัยอะไรนี่?

จริงอยู่ ที่คำตอบบางส่วนของคำถามต่อเนื่องนี้คือ ‘ใช่’ แต่ถ้ามองผ่านอีกแง่ในทฤษฎีเดิม จะเห็นได้เช่นกันว่าความผิดพลาดในทีม ถ้าอยู่ในบริบทที่ถูกต้อง มันก็เป็นข้อมูลสำคัญของสมองที่ใช้ในการปรับความเข้าใจ เรียนรู้และแสดงออกพฤติกรรมได้เช่นกัน 

หากดึงความผิดพลาดออกไปจากสมการการทำงานเลย คนทำงานก็ไม่อาจจะรับรู้ถึงเหตุผลที่เขาต้องเปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีการทำงาน เพราะในเมื่ออยู่เฉยๆ ก็ดีอยู่แล้ว ในระดับองค์กร ทีมที่ไม่กล้าพลาด ไม่กล้ายอมรับว่าพลาดหรือไม่ทำอะไรเลยเพราะกลัวพลาด จึงไม่อาจใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบได้ แต่เป็นทีมที่รอวันกลายเป็นไม้ตายซากแค่เพียงเท่านั้น 

ดังนั้นไม่ว่าความผิดพลาดจะเป็นของหัวหน้าหรือลูกน้อง เมื่อถอยออกมามองให้เห็นภาพรวมแบบนี้ เราจะพบว่านี่เป็นประเด็นที่เล็กน้อยไปเลย เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือการที่องค์กรสามารถเปลี่ยนความผิดพลาดให้เป็นบทเรียนได้หรือไม่ เพื่อให้ความผิดพลาดถูกพูดถึงอย่างรวดเร็ว ถูกมองอย่างเป็นระบบ และทำให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษในท้ายที่สุดได้


เล่าถึงวิธีคิดและทฤษฎีมาเสียยืดยาว แล้วเอาเข้าจริง เราจะสร้างความปลอดภัยทางจิตใจได้ยังไงล่ะ? 

คำตอบของคำถามนี้มีงานศึกษาและคำแนะนำมากมาย แต่หนึ่งในกรอบที่ช่วยให้เห็นภาพชัดและเราอยากหยิบมาพูดถึง คือแนวคิดของ Laura Delizonna จาก Harvard Business Review ที่แนะว่าความปลอดภัยทางจิตใจ ‘ไม่ได้เกิดจากคำสั่งหรือกฎระเบียบ’ แต่ถูกสร้างจาก ‘การสร้างรูปแบบปฏิสัมพันธ์ซ้ำๆ ในรายละเอียดเล็กๆ ของการทำงานประจำวัน’ 

หรือพูดง่ายๆ มันไม่ได้เกิดขึ้นได้จากการที่สั่งให้คนพูดออกมา แต่เกิดจากการค่อยๆ เติมความสบายใจเล็กๆ น้อยๆ ลงไปในชีวิตประจำวันของการทำงาน จนสุดท้ายเขายอมที่จะพูดออกมาเอง

ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา การที่หัวหน้าเลือกยอมรับความผิดพลาดของตนเองอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งเหตุการณ์เล็กน้อยในชีวิตการทำงาน แต่พอมันผสมรวมเข้ากับเหตุการณ์อื่นๆ สุดท้ายคนในทีมก็สามารถรับรู้ได้ด้วยหัวใจว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ควรพูดถึงเพื่อหยิบมาเรียนรู้ มันไม่ใช่ตราบาปส่วนบุคคล 

การที่ผู้นำควรพุ่งเข้าหาความขัดแย้งในฐานะผู้ร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่ผู้ตัดสินหรือลงโทษ และการที่ผู้นำกล้าแสดงความไม่สมบูรณ์ของตนเองในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อส่งสัญญาณว่า ‘ฉันก็คนคนหนึ่ง ไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหน ดังนั้นเรามาเรียนรู้ด้วยกันดีกว่า’ แนวทางเหล่านี้ล้วนช่วยลดการรับรู้ภัยคุกคามทางสังคมของคนทำงาน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่น และทำให้คนในทีมกล้าพูด กล้าถาม และกล้ายอมรับความผิดพลาดมากขึ้นด้วย

ท้ายที่สุด ก่อนจะเริ่มต้นตามคำแนะนำเหล่านี้ สิ่งที่ทีม หัวหน้า หรือผู้บริหารต้องนึกถึงเป็นอย่างแรกก่อนเลย นั่นคือการทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่เรื่องของความใจดีหรือวัฒนธรรมโลกสวยในที่ทำงานแต่อย่างใด แต่มันคือกรอบแนวคิดพื้นฐานของการทำงานให้ยั่งยืนในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนทำงานยุคใหม่เรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ 

ดังนั้นถ้าทีมหรือองค์กรไหนทำได้เมื่อไหร่ ทีมกล้าพูด กล้าถาม และกล้ายอมรับความจริงได้เร็วแค่ไหน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือทีมก็จะปรับตัว เรียนรู้ และเติบโตได้เร็วขึ้นเท่านั้น

เอาล่ะ มาทำให้สถานที่ทำงานกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยกันเถอะ เพราะในเมื่อเราต้องอยู่กับงานตั้ง 1 ใน 3 ของชีวิต คงจะดีกว่าแหละเนอะ ถ้า 1 ใน 3 นั้นคือความสบายใจ ไม่ใช่ความหวาดกลัว ที่ต้องคอยเบือนหน้าหนีในทุกวัน


คว้าใจอัลกอริทึม TikTok ยังไงในปี 2026 ที่เน้นคุณภาพคอนเทนต์มากกว่าคลิปตามกระแส

คลิปใน TikTok ไม่ขึ้นฟีด, ยอดฟอลโลว์ไม่ขึ้น, เอนเกจเมนต์ไม่จึ้ง เรื่องเหล่านี้กลายเป็นปัญหาที่ครีเอเตอร์และแบรนด์ต้องเจอในยุคนี้ และต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำช่อง TikTok ‘ยากกว่าที่ผ่านมา’ 

นั่นก็เพราะว่าในปี 2026 TikTok ปรับอัลกอริทึมให้เข้มงวดขึ้น เน้นคัดกรอง ‘คุณภาพคอนเทนต์’ แทนการดันคลิปตามกระแสเฉยๆ ทำให้คลิปที่ไม่มีสาระสำคัญ มีการนำเสนอเนื้อหาซ้ำกับที่ช่องตัวเองเคยลงไปหรือซ้ำกับเนื้อหาช่องอื่นจะเข้าข่ายสแปมและถูกลดการมองเห็นทันที

ทุกวันนี้ TikTok ไม่ได้วัดกันที่ ‘ยอดผู้ติดตาม’ แต่วัดที่ ‘ความสนใจของผู้คน’ และการทำคอนเทนต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า ‘watch time’ หรือเวลาที่คนดูวิดีโอจบ ไปจนถึงวกกลับมาดูซ้ำ รวมถึงให้ค่า ‘การแชร์’ มากกว่าแค่ ‘กดไลก์’ เพราะการดูจบและแชร์ต่อให้เพื่อนหรือแฟน แปลว่าคอนเทนต์นั้นมีคุณภาพจริงๆ

คำถามต่อมาคือเหล่าครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และแบรนด์ต้องทำยังไงให้กลายเป็นลูกรัก TikTok และถูกเปิดการมองเห็น Keynote ตอนนี้ได้สรุปข้อมูลจาก TikTok และจาก Buffer แพลตฟอร์มบริหารจัดการโซเชียลมีเดียระดับโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 160,000 ราย ที่ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากวิดีโอ TikTok กว่า 11 ล้านคลิป เพื่อหาคำตอบว่าอยากคว้าใจอัลกอริทึม TikTok ต้องทำยังไงบ้าง

Reali-Tea ความจริงดึงดูดใจได้มากกว่าความเป๊ะ

แม้ในยุคนี้จะเห็นคนเริ่มเจนฯ คลิปจาก AI มาทำคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงหรือให้ความรู้ ถึงขนาดที่บางคลิปถ้าไม่ติดป้ายกำกับว่าสร้างจาก AI ก็แทบแยกไม่ออกว่าเป็นคลิปจริงหรือไม่ แต่ TikTok ก็ให้นิยามว่าปี 2026 นี้เป็นปีของ ‘irreplaceable instinct’ คือไม่มีอะไรมาทดแทนสัญชาตญาณของคนได้ เพราะยิ่งมีคลิปจาก AI มากเท่าไหร่ ผู้คนยิ่งโหยหาสิ่งที่ AI สร้างไม่ได้เท่านั้น และหันไปสนใจคอนเทนต์ที่มีความเรียลหรือนำเสนอความจริง มากกว่าคลิปที่เล่าถึงชีวิตสวยหรู แต่ดูจับต้องได้ยาก

ในมุมของครีเอเตอร์สามารถนำเสนอคลิปที่ดูสบายๆ เหมือนพูดคุยกับเพื่อน เล่าประสบการณ์ที่เจอในชีวิตจริงหรือแชร์เรื่องการทำงาน ในมุมของผู้บริโภคก็อยากเห็นแบรนด์ที่ดูมีความเป็นมนุษย์มากกว่าการขายของเพียงอย่างเดียว แบรนด์ก็สามารถแชร์เบื้องหลังการทำแบรนด์ เบื้องหลังการคิดสินค้า ไปจนถึงถึงการทำ CEO branding หรือการที่ให้ผู้บริหารมาสื่อสารอย่างเป็นกันเอง เพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้

Curiosity Detours การเล่าเรื่องที่คาดไม่ถึงดึงคนได้อยู่หมัด

การเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงและคาดเดาเนื้อหาได้ง่ายว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง กำลังจะกลายเป็นคอนเทนต์ที่คนให้ความสนใจลดลง เพราะในปี 2026 คนเริ่มมองหาคอนเทนต์แปลกใหม่ที่ ‘คาดเดาเนื้อหาได้ยาก’ ครีเอเตอร์และแบรนด์อาจเปลี่ยนการเปิดคลิปเป็นเรื่องตลกหรือเรื่องที่ผู้คนสนใจและตบท้ายด้วยการขายของอย่างเป็นธรรมชาติ

ไปจนถึงการนำเสนอสินค้าให้กับกลุ่มใหม่ๆ TikTok ยกตัวอย่างคลิปที่น่าสนใจคือ Duracell แบรนด์แบตเตอรีที่ทำคอนเทนต์ว่าไปคอนเสิร์ต K-pop ต้องใช้แท่งไฟหลายชั่วโมง ก็ต้องเลือกถ่านที่ใช้ได้นานอย่าง Duracell ซึ่งคอนเทนต์นี้ทำให้เกิดกลุ่มลูกค้าใหม่เป็นแฟนคลับแฟนคลับศิลปิน K-pop และมีผู้ติดตามช่องเพิ่มกว่า 483% สำหรับแบรนด์อื่นๆ ที่อยากเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ สามารถใช้เครื่องมือ ‘TikTok Market Scope’ มาช่วยวิเคราะห์คำค้นหายอดนิยมในหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าผู้บริโภคสนใจเรื่องอะไรมากที่สุดได้

TikTok SEO คลิปฟีดได้ด้วยการแทรกคีย์เวิร์ด

เมื่อก่อนคนอาจคุ้นชินกับการทำ SEO บน search engine อย่าง Google แต่ในตอนนี้ที่คนรุ่นใหม่หันมาเสิร์ชเรื่องราวที่สนใจหรือเรื่องที่สงสัยบน TikTok กันมากขึ้น แพลตฟอร์มนี้จึงให้ความสำคัญกับการทำ ‘SEO’ ที่นอกเหนือจากแคปชั่นและการติดแฮชแท็ก แต่นับ SEO ตั้งแต่ภาพหน้าปก ไปจนถึงเนื้อหาที่พูดในคลิป โดยระบบจะถอดเสียงพูดออกมาเพื่อหาใจความสำคัญไปจัดหมวดหมู่เนื้อหา

การจะดูว่า SEO อันไหนควรใช้ในคอนเทนต์ของเรา สามารถทำได้โดยการป้อนคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับคอนเทนต์นั้นลงในช่องค้นหา และไปดูในส่วนที่เขียนว่า ‘Others Searched For’ หรือ ‘คนอื่นค้นหาอะไรต่อ’ ก็จะเจอเนื้อหาและคีย์เวิร์ดอื่นๆ ที่คนนิยมใช้และกลายเป็นกระแสขึ้นมา

TikTok Feature เป็นลูกรักอัลกอริทึมด้วยฟีเจอร์จาก TikTok

การตัดวิดีโอจากแอพฯ อื่นหรือใช้เสียงเพลงจากแหล่งอื่น แล้วมาลง TikTok เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ยอดวิวไม่ปังเท่าคอนเทนต์ที่ใช้ฟีเจอร์ต่างๆ ใน TikTok ซึ่งมักจะถูกอัลกอริทึมดันให้ขึ้นฟีดมากกว่า โดยฟีเจอร์ที่คาดว่าจะมาแรงในปีนี้คือ ‘Photo Carousel’ หรือ ‘การทำรูปภาพแบบสไลด์’ เพราะการที่คนต้องเลื่อนดูทีละภาพ ทำให้ใช้เวลาดูคอนเทนต์นั้นนานและมีโอกาสดูให้จบไปจนถึงรูปภาพสุดท้าย

ส่วนฟีเจอร์ที่มีมานานแล้วอย่าง ‘Trending Audio’ คือ ‘การใช้เพลงหรือเสียงที่เป็นกระแส’ มาใช้ประกอบคอนเทนต์ จะทำให้คลิปนั้นถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่คอนเทนต์ที่คนให้ความสนใจไปด้วย แต่หัวใจสำคัญคือการเลือกเสียงที่เข้ากับเนื้อหาของคลิปและภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วย

Emotional ROI คนยอมจ่ายเงินให้กับของที่จำเป็นต้องซื้อ

ก่อนหน้านี้ที่ ‘TokTok Shop’ เป็นที่นิยมในฐานะแพลตฟอร์มที่มีสินค้าหลากหลาย มีโค้ดส่วนลดมากมาย ทำให้คนรู้สึกว่าราคาถูกและตัดสินใจซื้อได้ง่าย แต่วันนี้ผู้บริโภคใน TikTok ไม่ได้เลือกซื้อจากเหตุผลที่ว่า ‘ของมันต้องมี’ แต่เลือกซื้อจาก ‘ของที่จำเป็นต้องมี’ 

แบรนด์จึงจำเป็นต้องสื่อสารว่าสินค้าหรือบริการเหล่านั้นตอบโจทย์ pain point หรือทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นยังไงบ้าง ไปจนถึงการแนะนำวิธีการใช้งาน การยกตัวอย่างสถานการณ์จริงให้ลูกค้าเห็นภาพและเกิดความมั่นใจ และเสียงที่ทรงพลังมากกว่าคอนเทนต์จากฝั่งแบรนด์ คือพลังแห่งการรีวิว แน่นอนว่าต้องเป็นรีวิวจากผู้ใช้จริงและดูเป็นธรรมชาติมากกว่ายัดเยียดขายสินค้า

ไม่ว่าคุณจะเป็นครีเอเตอร์หรือแบรนด์ การทำคอนเทนต์ใน TikTok ก็ต้องเน้น ‘สร้างคุณค่า’ ให้กับคนดู ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความบันเทิง ให้ความรู้ หรือแรงบันดาลใจ และต้องมีจุดให้คนหยุดนิ้วดูไปจนจบ ถึงจะไปอยู่บนหน้า For You Page หรือฟีดที่แนะนำบน TikTok ได้

ที่มา

ส่อง Lunar New Year pop-up สุดอลังการที่จีนจากแบรนด์แฟชั่นหรู

ในยุคที่ตลาดสินค้าหรูเต็มไปด้วยการแข่งขันในช่วงเทศกาลตรุษจีน เรามักจะเห็นแบรนด์ต่างๆ ประโคมใช้สัญลักษณ์นักษัตรและสีแดงในการสื่อสารแคมเปญ ไปจนถึงดึงซูเปอร์สตาร์มาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อกระตุ้นยอดขายในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีนในปัจจุบันเริ่มต้องการความจริงใจ (authenticity) และการนำเสนอคุณค่าที่ลึกซึ้งจากแบรนด์มากกว่าแค่แคมเปญขายสินค้าทั่วไป 

ตัวอย่างการจัดป๊อปอัพของแบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลกอย่าง LOEWE, Valentino และ COS ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้สะท้อนเทรนด์การตลาดเป็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจน ตลาดลักชัวรีจีนกำลังขยับจากความหรูแบบตะโกน ไปสู่ quiet luxury ที่ไม่เน้นขายทันที แม้จะจัดงานอย่างอลังการ ถึงขั้นแปลงโฉมสวนในยุคราชวงศ์ชิงที่เก่าแก่ 400 กว่าปีในยามค่ำ ไปจนถึงจัดป๊อปอัพที่พระราชวังอายุหลักศตวรรษกลางเซี่ยงไฮ้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครจัดงานใหญ่กว่า แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม รากเหง้า และสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว

LOEWE จัดเทศกาลโคมไฟ
กลางสวนประวัติศาสตร์

LOEWE เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อด้านการให้ความสำคัญกับงานฝีมืออยู่แล้ว แคมเปญตรุษจีนในปีนี้ตั้งใจสื่อสารตัวตนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมด้วยการจัด ‘เทศกาลโคมไฟ’ ที่สวนอวี้หยวน (Yuyuan Garden) ซึ่งเป็นสวนแห่งประวัติศาสตร์ในเมืองหนานจิงอายุ 400 กว่าปี โดยประดับโคมไฟฉินหวย งานฝีมือท้องถิ่น ซึ่งในหนานจิงจะนิยมจัดเทศกาลโคมไฟนี้อย่างอลังการในช่วงตรุษจีนอยู่แล้ว

ความโดดเด่นคือการจัดแสดงงาน installation จากแรงบันดาลใจในแอนิเมชั่นเรื่อง Little Horse Crosses the River ที่มีทั้งภูเขาและสัตว์ป่า แอนิเมชั่นจะปรากฏในตอนกลางคืนพร้อมแสงประดับจากโคมไฟ สร้างบรรยากาศเดินเล่นในสวนสมัยปลายราชวงศ์ชิงที่สงบในยามค่ำ โดยต่อยอดเทศกาลโคมไฟด้วยการตกแต่งด้วยองค์ประกอบคล้ายกันที่ LOEWE สาขา Jing An Kerry Centre ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งที่คึกคักขึ้นมาในเซี่ยงไฮ้

ป๊อปอัพของ Valentino
ที่พระราชวัง 141 ปี

ฝั่ง Valentino ก็จัดเทศกาลโคมไฟเช่นกันภายใต้ชื่อ Illuminate Your Dream ที่พระราชวังเทียนโฮ่ว (Tianhou Palace) ซึ่งเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีอายุเก่าแก่ 141 ปี ในเซี่ยงไฮ้ โดยชวน X Zhu-Nowell ผู้อำนวยการบริหารและภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Rockbund Art Museum ในเซี่ยงไฮ้มาดูแลนิทรรศการ instatallation ครั้งนี้และยังชักชวนศิลปินท้องถิ่นชาวจีนหลายท่านมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน

ผลงานเด่นที่จัดแสดง เช่น โคมไฟฝอซาน (Foshan lanterns) รูปม้าที่ก้าวย่างอยู่บนก้อนเมฆเพื่อต้อนรับปีมะเมีย การจัดแสดงศิลปะจากว่าว การเล่นกับแสงและเงา และโคมไฟงานฝีมือในธีมสีแดงที่ล้อไปด้วยกันกับการตกแต่งสถานที่อย่างร่วมสมัย ปรัชญาการออกแบบงานศิลปะของแบรนด์ยึดแนวคิด co-creating with culture หรือสร้างสรรค์ผลงานใหม่โดยตีความให้ร่วมสมัย ไม่มีการจัดแสดงสินค้าในการจัดงานเลย และเน้นการสื่อสารเรื่องราวทางวัฒนธรรมอันละเอียดอ่อน ณ สถานที่ซึ่งเปี่ยมความหมายทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์

COS Spring Festival
ที่จำลองโรงน้ำชาสไตล์เรียบเท่

เป็นความบังเอิญที่แบรนด์แฟชั่นที่ดีไซน์เรียบเท่อย่าง COS ก็เลือกมาจัดป๊อปอัพที่พระราชวังเทียนโฮ่วเช่นกันในคนละช่วงเวลา โดยจัด COS Spring Festival เพื่อเฉลิมฉลองปีม้า หากใครเคยแวะมาสาขาต่างๆ ของแบรนด์ COS น่าจะสัมผัสได้ถึงการตกแต่งบรรยากาศร้านแบบมินิมอลที่เรียบง่าย ซึ่งแบรนด์ยังคงสไตล์ไทม์เลสของตัวเองได้อย่างดีแม้มาจัดที่พระราชวัง

แตกต่างจาก Valentino ที่เน้นความอลังการในการจัดแสดงงานฝีมือ การจัดป๊อปอัพของ COS มาในคอนเซปต์ จำลองบรรยากาศโรงน้ำชาดั้งเดิมของจีนแบบร่วมสมัย มีการจัดแสดงสินค้า เวิร์กช็อปการชงชา และต้นไม้อธิษฐาน และยังทำคอลเลกชั่นพิเศษที่นำลายเส้นรูปม้าซึ่งวาดด้วยมือมาประดับบนเสื้อผ้าวัสดุผ้าไหมและผ้าวูล

ตัวอย่างการป๊อปอัพจากทั้งสามแบรนด์แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ใหม่ของตลาดสินค้าหรูในจีนที่เรียกว่า quiet luxury หรือความหรูหราที่แฝงไปด้วยความหมาย ทั้งการออกแบบบรรยากาศที่เงียบสงบ การใช้สถานที่ทางประวัติศาสตร์และมีส่วนร่วมกับเทศกาลท้องถิ่น การตีความใหม่ทางวัฒนธรรมและนำเสนอแบบให้เกียรติในสถานที่และเทศกาลตรุษจีน โดยไม่ยัดเยียดตัวตนของแบรนด์และสินค้าจนเกินไป เพื่อหวังสร้างแบรนด์และครองใจลูกค้าระยะยาวมากกว่าแค่สร้างความสนใจระยะสั้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน

อ้างอิง :
daoinsights.com/works/loewes-lunar-new-year-push/
jingdaily.com/posts/how-valentino-built-emotional-capital-through-a-lantern-fair
rankthemag.ph/cos-goes-all-in-on-the-celebration-of-the-spring-festival-and-the-year-of-the-horse-with-a-pop-up-and-capsule-drop

ขอบคุณรูปจาก : LOEWE, Valentino, COS

‘สิงห์ปาร์ค เชียงราย’ แลนด์มาร์กแห่งความสุข ที่ผลักดันธุรกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม

หากคิดว่า ‘สิงห์ปาร์ค เชียงราย’ เป็นเพียงไร่ชาขนาดใหญ่ที่มีไว้ถ่ายรูปสวยๆ คุณอาจจะมองข้ามแก่นแท้ของสถานที่แห่งนี้ไป บนพื้นที่กว่า 8,600 ไร่ สิงห์ปาร์คฯ ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเชียงรายเท่านั้น แต่ที่นี่คือ happiness destination ที่ยึดหลักการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise)

สิ่งที่สิงห์ปาร์คฯ ยึดเป็นหัวใจสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่ทางการเกษตร การสร้างสมดุลระหว่างการผลิตชาคุณภาพระดับโลก สร้างโรงงานผลิตชาเขียวมาตรฐานญี่ปุ่นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการจัดบิ๊กอีเวนต์ระดับโลก เช่น เทศกาลบอลลูนนานาชาติ และผลักดันให้เชียงรายเป็น sport destination ด้านการแข่งกีฬา สร้างงานกว่า 1,200 ตำแหน่งให้กับคนในท้องถิ่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาศาลให้กับจังหวัดเชียงราย

เบื้องหลังธุรกิจยังต่อยอดองค์ความรู้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิด Forest-Based Agriculture ที่ปลูกชาใต้ร่มเงาไม้ใหญ่โดยไม่ทำลายป่าสู่พื้นที่ปลูกชาในจังหวัดน่าน รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล จึงเป็นโมเดลที่ธรรมชาติอยู่ได้ คนอยู่ดี และความสุขเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ตามไปดูกันว่าอะไรที่ทำให้แลนด์มาร์กแห่งนี้เป็นมากกว่าที่เที่ยวในทั้งมิติธุรกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม

1. ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการท่องเที่ยว

เบื้องหลังการเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวและจัดอีเวนต์ระดับนานาชาติของสิงห์ปาร์ค เชียงราย ที่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2526 โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด คือโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนและจังหวัดเชียงรายให้เติบโตไปพร้อมกับบริษัท เป้าหมายหลักจึงไม่ใช่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่คือการสร้างงานและรายได้ที่กระจายกลับสู่คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

โดยสร้างโอกาสการจ้างงานกว่า 1,200 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งภาคเกษตรกรรม การดูแลพื้นที่ และกิจกรรมต่างๆ เน้นการจ้างงานหมุนเวียนในพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถมีอาชีพที่มั่นคงในถิ่นที่อยู่เดิม หนึ่งในกลุ่มสำคัญคือเกษตรกรผู้ปลูกชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนโดยรอบ เช่น ชุมชนหนองเขียวที่เป็นชาวลาหู่หรือมูเซอ แนวคิดนี้ช่วยให้คนในพื้นที่สามารถทำงานในสิ่งที่คุ้นเคย ไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นไปหางานจากที่อื่น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม

2. แลนด์มาร์กท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์กลางจัดเทศกาลและบิ๊กอีเวนต์ระดับโลกตลอดทั้งปี

นอกจากสิงห์ปาร์ค เชียงรายจะเป็นพื้นที่กิจกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรขนาดใหญ่ พื้นที่ทั้งหมดถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบสำหรับการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน ตั้งแต่ไร่ชาอู่หลง สวนยางพารา ไปจนถึงแปลงปลูกผลไม้ตามฤดูกาล ตั้งใจผลักดันผลผลิตเหล่านี้ให้กลายเป็นของดีเมืองเชียงรายที่ช่วยสร้างรายได้ให้จังหวัดอย่างต่อเนื่อง และยังพัฒนาโซน Flower Bloom ที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายชนิดซึ่งผลัดเปลี่ยนตามฤดูกาล เพื่อให้ภูมิทัศน์ของพื้นที่เบ่งบานสวยงามตลอดทั้งปี และกลายเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

นอกจากนี้ สิงห์ปาร์ค เชียงรายยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจัดบิ๊กอีเวนต์ระดับประเทศและนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น Singha Park Chiangrai International Balloon Fiesta เทศกาลบอลลูนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่ล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัล Gold Award ระดับโลกจาก IFEA (International Festivals & Events Association สมาคมเทศกาลและกิจกรรมระหว่างประเทศ ผู้มุ่งส่งเสริมและพัฒนางานเทศกาลและอีเวนต์ทั่วโลก) ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการจัดงานระดับสากล ทั้งคุณภาพกิจกรรม การบริหารจัดการพื้นที่ ความปลอดภัย และการออกแบบประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงงาน Farm Festival on the Hill ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

ในเชิงเศรษฐกิจ เทศกาลบอลลูนในปี 2025 มีผู้เข้าร่วม 110,000 คนตลอด 5 วัน สร้างเงินหมุนเวียนรวมกว่า 1,055.99 ล้านบาท พร้อมก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 1,380 คน และรายได้ภาษีในพื้นที่กว่า 50 ล้านบาท ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนโมเดลธุรกิจท่องเที่ยวที่สร้างอิมแพ็คในระดับจังหวัด โดยไม่ได้กระจุกอยู่เพียงพื้นที่จัดงาน แต่ยังกระจายไปสู่ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร ตลาดท้องถิ่น ระบบขนส่ง และภาคการเกษตร เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือการผลักดันเชียงรายสู่การเป็น sport destination ของประเทศ สิงห์ปาร์คฯ เป็นพื้นที่จัดการแข่งขันกีฬาหลากหลายรูปแบบ และงานวิ่งมาราธอนที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย Chiang Rai Marathon งานจักรยานทางเรียบ Chiang Rai Road Classic การแข่งขันเรือเร็ว F1 Singha Water Sports และจะเป็นสถานที่จัด Spartan SUPER World Championship Chiangrai 2026 ซึ่งสอดรับกับนโยบายที่เชียงรายถูกยกให้เป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดเมืองกีฬาของไทย กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างสีสัน ดึงดูดนักท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตลอดทั้งปี

3. ยกระดับอุตสาหกรรมชาไทยสู่มาตรฐานโลก

สิงห์ปาร์คฯ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตชาคุณภาพระดับประเทศ และดำเนินธุรกิจชาแบบครบวงจรตั้งแต่ไร่ชา (farm) ไปจนถึงโรงงานผลิต (factory) โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ภายในพื้นที่มี Absolute Tea Tuning Center ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์นวัตกรรมด้านชาครบวงจร เพื่อพัฒนารสชาติ มาตรฐาน และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมชาไทย

ก้าวสำคัญของการยกระดับสู่สากลคือการร่วมมือกับ Maruzen Tea Japan ในการก่อตั้งโรงงานผลิตชามาตรฐานญี่ปุ่นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มารุเซ็นถือเป็นแบรนด์ชาอันดับต้นของญี่ปุ่นจากจังหวัดชิซุโอกะ และมีทีมงานนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านชา รวมถึงวิศวกรญี่ปุ่นเข้ามาควบคุมดูแลกระบวนการผลิต เพื่อให้ชาจากเชียงรายมีคุณภาพและรสชาติเทียบเท่ามาตรฐานการผลิตจากเมืองชิซุโอกะ พร้อมส่งมอบสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อีกหนึ่งการต่อยอดสำคัญคือแนวคิด Forest Based Agriculture หรือการเกษตรบนฐานของป่า ซึ่งเลือกปลูกชาใต้ร่มเงาไม้ใหญ่โดยไม่ทำลายระบบนิเวศ แนวคิดนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ปลูกชาอัสสัมในจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นชาที่เติบโตตามธรรมชาติบนพื้นที่ภูเขาสูง สิงห์ปาร์คฯ ได้พัฒนาองค์ความรู้ ถ่ายทอดแนวทางการปลูก และรับซื้อใบชาจากชุมชน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง ควบคู่ไปกับการปลูกจิตสำนึกรักและหวงแหนผืนป่าอย่างยั่งยืน

4. สนับสนุนการศึกษาและคุณภาพชีวิตเยาวชน

การพัฒนาคนคืออีกหนึ่งแกนสำคัญของสิงห์ปาร์คฯ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการเปิด Department of Tea เป็นการยกระดับองค์ความรู้ด้านชาไทยควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสเรียนรู้และรายได้ให้นักศึกษา โดย Department of Tea พัฒนาต่อยอดมาจาก Singha Park Cafe @ MFU ซึ่งทำหน้าที่เป็นห้องเรียนคาเฟ่ให้นักศึกษาได้ฝึกงานจริง ได้เรียนรู้ทั้งด้านธุรกิจและงานบริการ พร้อมเป็นศูนย์รวมความรู้เรื่องชาและพื้นที่จัดเวิร์กช็อปโดยพนักงานทั้งหมดเป็นนักศึกษาแม่ฟ้าหลวงที่ได้รับโอกาสทำงานจริงระหว่างเรียน

นอกจากนี้ยังสร้างห้องเรียนธรรมชาติให้ชุมชน เช่น Art Summer Camp และ Singha Park Nature Camp เพื่อเป็นพื้นที่ที่เยาวชนจะได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริงในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ อีกทั้งยังสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชน เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ควบคู่กับโครงการมอบทุนอาหารกลางวันที่ช่วยให้เด็กในโรงเรียนห่างไกลได้รับอาหารครบ 5 หมู่ เสริมสร้างสุขภาพและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ พร้อมปลูกฝังแนวคิดการพึ่งพาตนเองและความยั่งยืนในอนาคต ไปจนถึงร่วมออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในชื่อ ‘หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา’ เน้นให้บริการตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดเชียงราย

5. พื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

บนพื้นที่กว่า 8,600 ไร่ สิงห์ปาร์คฯ ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ภายในพื้นที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติกว่า 50 แห่ง มีการส่งเสริมการเกษตรปลอดสารเคมี ลดการเผาป่าในฤดูแล้ง และคืนพื้นที่ป่าให้สัตว์ป่าได้กลับมาอยู่อาศัยอีกครั้ง โดยยึดหลักคิดว่าเมื่อธรรมชาติอยู่ได้คนก็อยู่ได้ ซึ่งกลายเป็นดีเอ็นเอของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

สิงห์ปาร์คฯ ยังร่วมมือกับ GISTDA ในการนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ และสนับสนุนการพัฒนาระบบสารสนเทศ รวมถึงกลไกการประเมินคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐและชุมชนมีส่วนร่วมในการเพิ่มคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย ความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมนี้ยังได้รับการยืนยันผ่านการรับรองเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือ OECMs จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รู้จักแอพฯ TEMP ตัวช่วยหางานพาร์ตไทม์ จากกรณีดราม่ารีวิวหลังบ้านร้านอาหาร 

จากประเด็นพนักงานพาร์ตไทม์ออกมารีวิวระบบหลังบ้านร้านอาหารเจ้าดังที่รับงานมาจากแอพฯ TEMP นอกจากคนจะให้ความสนใจเรื่องการบริหารหลังบ้านแล้ว สิ่งหนึ่งที่พนักงานประจำส่วนใหญ่อาจสงสัยคือ แอพฯ TEMP คืออะไร? วันนี้ Capital ขอชวนไป Recap ให้ได้รู้จักกัน

1. TEMP คืออะไร?

แอพฯ ตัวกลางเชื่อมระหว่าง ‘คนหางาน’ กับ ‘เจ้าของร้านอาหารและโรงแรม’ ให้มาเจอกันง่ายขึ้นมาก คอนเซปต์หลักๆ คือการแก้ปัญหาสุดคลาสสิกอย่างพนักงานขาด หรือร้านยุ่งจนรับมือไม่ไหว โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การจ้างงานรายวันเป็นเรื่องง่าย

2. TEMP เหมาะกับใคร? 

– แอพฯ นี้คือสวรรค์ของคนที่อยากมีรายได้เสริม ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ นักศึกษาหรือใครที่มีเวลาว่าง อยากทำเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะเราเลือกกดรับงานที่อยู่ใกล้บ้านหรือเลือกตามช่วงเวลาที่เราสะดวกได้เลย ไม่ต้องมีขั้นตอนสมัครงานที่ยุ่งยาก เห็นชัดๆ เลยว่างานนี้ได้ค่าจ้างเท่าไหร่ ต้องทำอะไรบ้าง  

– ส่วนฝั่งเจ้าของร้าน TEMP เป็นตัวช่วยในชั่วโมงเร่งด่วน ยามที่พนักงานประจำลาปุบปับ หรือวันหยุดที่ลูกค้ายืนต่อแถวยาวเหยียดจนคนในครัวทำงานไม่ทัน เจ้าของร้านแค่กดประกาศผ่านแอพฯ แป๊บเดียวก็ได้พนักงานมาช่วยงาน ช่วยลดภาระการจ้างงานพนักงานประจำลงได้เยอะ โดยเฉพาะร้านที่ยุ่งแค่ช่วง peak hour อย่างตอนเที่ยงหรือเย็นวันศุกร์ 

3. TEMP มีงานอะไรบ้าง?

– ฝั่งพนักงานส่วนหน้า ตั้งแต่พนักงานต้อนรับที่รับลูกค้า พนักงานเสิร์ฟ พนักงานดูแลคิว

– งานหลังร้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยเชฟ ที่ช่วยเตรียมวัตถุดิบ หั่นผัก จัดจาน ไปจนถึงพนักงานล้างจาน ที่ต้องคอยซัพพอร์ตให้ถ้วยชามพร้อมใช้งานตลอดเวลา 

– นอกจากร้านอาหารทั่วไปแล้ว ยังมีงานสาย Events & Banquet หรือพนักงานจัดเลี้ยงตามโรงแรมและงานอีเวนต์ต่างๆ ด้วย งานประเภทนี้มักจะมาเป็นช่วงๆ เช่น งานแต่งงาน งานสัมมนา หรืออีเวนต์เปิดตัวสินค้า หน้าที่ก็จะมีตั้งแต่ช่วยจัดสถานที่ เสิร์ฟเครื่องดื่มไปจนถึงการดูแลแขก

4. TEMP น่าสนใจยังไง?

– TEMP มีระบบจ่ายเงินที่โปร่งใสและรวดเร็ว พนักงานทำงานเสร็จปุ๊บก็รอรับเงินตามเงื่อนไขที่แอพฯ กำหนดได้เลย ไม่ต้องมาลุ้นว่าจะโดนเบี้ยว หรือต้องรอเป็นเดือนกว่าจะได้ค่าเหนื่อย ส่วนร้านค้าเองก็ไม่ต้องวุ่นวายเตรียมเงินสดหรือทำบัญชีให้ยุ่งยาก เพราะแอพฯ จัดการเรื่องเอกสารและการจ่ายเงินให้แบบครบวงจร 

กลับมาที่ปัญหาที่เป็นดราม่า เจ้าของโพสต์ออกมารีวิวระบบหลังบ้านของร้านอาหารในกลุ่มคนทำงาน TEMP ปัญหาที่พนักงาน TEMP มักเจอไม่ใช่เนื้องานที่หนัก แต่คือการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม หลายครั้งพนักงานประจำมองว่าคนพาร์ตไทม์คือภาระ ที่ต้องสอนงานใหม่ทุกวัน หรือเป็นคนอื่นที่ไม่ต้องแคร์ความรู้สึกก็ได้

แม้โพสต์ดราม่าจะปลิวไปแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังไงเสีย คนอาจเห็นไปแล้วว่าร้านที่โดนรีวิว และร้านที่คนมาคอมเมนต์กันเพิ่มเติมนั้นมีร้านอะไรบ้าง แบรนด์จึงไม่ควรให้ความสำคัญกับแค่ customer experience แต่อาจต้องหันกลับมาตรวจสอบ employee experience ของตัวเองด้วยว่า toxic แค่ไหน ระบบที่ใช้บริหารงานยังเสถียรอยู่หรือไม่ เพราะชื่อเสียงที่สร้างมา 10 ปี อาจพังได้เพราะระบบที่หละหลวม หรือนิสัยของคนเพียงไม่กี่คน

‘SQC’ บริษัทรับ ‘เกรดการ์ด’ เจ้าแรกในไทย โดยตัวจริงผู้อยู่ในวงการการ์ดกว่า 20 ปี

ถ้าพูดถึงของสะสมมีมูลค่าที่ไม่ใช่เพชรพลอย ทองคำ หรือเงิน คุณนึกถึงอะไร?

พระเครื่องอาจจะใช่ สนีกเกอร์ก็ดูเท่เข้าท่า อาร์ตทอยที่เคยฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองยิ่งมีแวว ทว่าสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงคือ ‘การ์ดเกม’ ของสะสมที่ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นตอนนี้ หรืออดีตเด็กในวันวานน่าจะเคยครอบครองสักครั้งหนึ่ง

โปเกมอน, ยูกิโอ, ซัมมอนเนอร์ ฯลฯ แม้กระทั่ง แบทเทิล ออฟ ตลิ่งชัน การ์ดเกมที่ออกแบบโดยครีเอเตอร์ชาวไทย PASULOL ถูกยกให้เป็นของสะสมที่มีมูลค่าตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นหรืออาจแตะหลักแสนตามความหายาก

เรียกว่าวัฒนธรรมการ์ดเกมพัฒนาจากการเป็น tactical card games เล่นวางแผนกลยุทธ์ชิงไหวชิงพริบเพื่อเอาชนะ มาสู่อีกมุมหนึ่งคือ alternative investment หรือสินทรัพย์ทางเลือกใหม่ ที่มีตลาดซื้อ-ขายรองรับเป็นรูปธรรม

เหตุนี้อุตสาหกรรมการ์ดเกมจึงเกิดอาชีพ ‘นักเกรดการ์ด’ ที่รับ ‘เกรดดิ้งการ์ด’ (card grading) เพื่อให้ผู้ขายและผู้ซื้อได้รู้ว่าการ์ดที่กำลังจะทำการซื้อ-ขายนั้นคือของแท้หรือของปลอม และมีตำหนิในจุดใดบ้าง

ในบ้านเราเองก็มีบริษัทรับเกรดการ์ดที่ได้รับความไว้วางใจจากนักสะสมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีชื่อว่า ‘SQC’ (Special Quality Cards) ที่ก่อตั้งโดย ‘เอ็กซ์–เอกพงศ์ ศรีพัฒนาสกุล’ ชายผู้หลงใหลและคลุกคลีในวงการสะสมการ์ดเกมมานานถึง 20 ปี ตั้งแต่ที่วงการการ์ดเกมยังเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม จนถึงวันนี้ที่บูมตลาดแตก

การเกรดการ์ดเขาทำกันยังไง ทำไมถึงต้องมีอาชีพนี้ และทำไม SQC ถึงได้รับความไว้วางใจจากนักเล่นการ์ดทั้งไทยและต่างชาติ เราชวนไปหาคำตอบพร้อมกันในคอลัมน์ Micro Wave ตอนนี้ ที่บอกเลยว่า ต่อให้คุณไม่เคยสะสมการ์ดเกมก็อาจเผลอปันใจให้วงการนี้

ทายาทร้านจิวเวอรีย่านฝั่งธนที่เปลี่ยนหน้าร้านของที่บ้านให้กลายเป็นบริษัทรับเกรดการ์ด

ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ริมฟุตพาทและรถราแล่นผ่านคึกคักบนถนนอิสรภาพ เขตฝั่งธนบุรี ตรงนั้นเองคือที่ตั้งของบริษัท SQC ซึ่งแต่ก่อนคือที่ตั้งของ Tiger Jewelry บริษัทผลิตเครื่องประดับระดับโลกที่เป็นของครอบครัวเอกพงศ์ ที่ผลิตและส่งออกเครื่องประดับให้กับห้างดังอย่าง Walmart

ภายในร้านยังพอหลงเหลือเค้าความเป็นร้านเครื่องประดับ เช่น กระจกร้านแบบบานเลื่อนนิรภัยอัตโนมัติ และตู้โชว์การ์ดบางส่วนที่อดีตคือตู้โชว์อัญมณี สวนทางกับบรรยากาศภายในที่คึกคักไปด้วยนักเล่นและนักสะสมการ์ดตั้งแต่วัยนักเรียน นักศึกษา จนถึงวัยทำงาน ที่สลับสับเปลี่ยนหน้าค่าตาตลอดทั้งวัน 

“ถ้าพูดถึงจิวเวลรีกับการ์ดเกมมันดูไม่เข้ากันเลยใช่ไหม มันดูเป็นคนละสายกันเลย แต่ถ้าบอกว่าเป็นจิวเวลรีกับเกรดดิ้งการ์ด มันถึงมีดีเอ็นเอบางอย่างที่ตรงกันอยู่” ชายผู้ก่อตั้ง SQC เริ่มต้นบทสนทนากับเราด้วยประเด็นชวนติดตามต่อ

“ที่ต้องบอกแบบนั้นเพราะมันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ นั่นก็คือเรื่องของ ‘ความน่าเชื่อถือ’ เรื่องของความแม่นยำในการเพิ่มมูลค่า ซึ่งเครื่องมือของ SQC เกือบ 60-70% ก็เป็นเครื่องมือที่ใช้ในธุรกิจจิวเวลรี และมีเครื่องมืออีกบางส่วนที่เรานำมาปรับปรุงให้เข้ากับการใช้งานตรวจสอบและตรงตามความทันสมัย” 

แต่ก่อนจะเจาะลึกไปถึงกรรมวิธีการตรวจสอบ เอกพงศ์ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้าสู่วงการนักสะสมการ์ดเกม ที่ต้องย้อนกลับไปเมื่อราว 20 กว่าปีก่อน ในยุคที่เรื่องของการ์ดเกมเป็นความชอบเฉพาะกลุ่ม

“ส่วนตัวผมเก็บการ์ดมานานกว่า 20 ปีแล้ว สนใจการ์ดเกมมาตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยม ตอนนั้นตัวเลือกการเก็บสะสมการ์ดยังไม่เยอะเหมือนตอนนี้ ที่เก็บก็จะเป็นเมจิก เดอะ แกเธอริง (Magic The Gathering) กับยูกิโอ  (Yu-Gi-Oh!) ส่วนการ์ดโปเกมอนเพิ่งมาเก็บตอนหลัง เพราะช่วงแรกๆ  งานอาร์ตส่วนใหญ่ของการ์ดเน้นเจาะไปที่กลุ่มเด็ก ซึ่งเราไม่อยากเก็บการ์ดที่มันดูเด็กจนเกินไป พอมานึกทีหลังก็เสียดายเพราะถ้าเก็บไว้จนถึงตอนนี้ราคาจะแพงมาก” เขาหัวเราะ

“สมัยก่อนร้านขายการ์ดมีอยู่ไม่กี่แหล่ง อย่างแหล่งประจำของผมคือร้านพี่น้ำ ตรงเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เป็นร้านที่ทำให้เราเริ่มสนใจการ์ดเกม ตอนนั้นเราเห็นคนมุงเล่นกันเลยสนใจเดินเข้าไปดู ก็เห็นว่าเขากำลังเล่นการ์ดที่ชื่อว่าเมจิก เดอะ แกเธอริง อาร์ตเวิร์กของการ์ดก็สวยดี สวยเหมือนงานภาพศิลปะทางฝั่งยุโรป ตรงกับความชอบของเราที่จบมาจากสายศิลปะอยู่แล้ว เลยตัดสินใจลองเก็บสะสมโดยที่ยังไม่รู้ว่าเล่นยังไง พออยู่ไปนานๆ เก็บสะสมเยอะขึ้น เข้าไปในคอมมิวนิตี้ของคนเล่นจริงๆ เลยหันมาทั้งเล่นไปด้วยสะสมไปด้วย”

จากนักสะสมมือใหม่ นานวันเข้าความชอบในการ์ดเกมของเอกพงศ์ก็มากขึ้นเรื่อยๆ จากเก็บเอาสนุก กลายเป็นเก็บโดยที่ศึกษาหาข้อมูลในวงการเพิ่มเติม จนมารู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าการ ‘เกรดดิ้งการ์ด’ ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบและประเมินคุณภาพความสมบูรณ์ของการ์ดใบนั้นๆ 

“พอช่วงเรียนมหาวิทยาลัยผมเริ่มหาข้อมูลมากขึ้น อยากรู้ว่าวงการการ์ดเกมต่างประเทศเขาเป็นยัง ช่วงนั้นเริ่มมีอินเทอร์เน็ต 56K ให้ใช้เลยเริ่มหาข้อมูล จนมาเห็นว่าที่ต่างประเทศเขามีสิ่งที่เรียกว่าการเกรดดิ้งการ์ด ตอนแรกก็งงว่าการเกรดการ์ดมันคืออะไร ตอนหลังรู้เลยคุยกับเพื่อนว่าลองส่งการ์ดที่มีไปเกรดดูไหม พอส่งไปปรากฏว่าเกรดที่ได้มันแย่มาก อยู่แค่ที่ระดับ 5-6 (จากเต็ม 10) เราก็สงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น การ์ดเราก็สวยนะ พอมาศึกษาเพิ่มเติมถึงรู้ว่า การที่การ์ดของคุณมีตำหนิในแต่ละจุดมันส่งผลถึงการให้เกรดนะ พอส่งไปเกรดเยอะขึ้นก็เริ่มมีความรู้ เริ่มจับทางได้ เลยจดสถิติไว้ 

“จากตอนนั้นผมก็ส่งการ์ดไปเกรดแบบนั้นเรื่อยๆ ได้คะแนนกลับมาก็มาจดสถิติ มาวิจัยดูว่าการ์ดแบบไหนถึงได้คะแนนดี แบบไหนได้คะแนนไม่ค่อยดี จนวันหนึ่งเพื่อนที่เล่นการ์ดด้วยกันทักว่า บ้านมึงทำจิวเวลรีนี่ พวกอุปกรณ์กล้องส่องน่าจะดี ทำไมมึงไม่ลองเอามาใช้ตรวจสอบการ์ดดูล่ะ ซึ่งกล้องส่องสมัยก่อนยังต้องส่องเลนส์ เปลี่ยนเลนส์ ขยับหมุนหาจุดโฟกัสเอง ไม่ได้เป็นกล้องดิจิทัลเหมือนยุคนี้ พอลองเอามาใช้ก่อนส่งไปเกรด ปรากฏว่าคะแนนของการ์ดที่ได้กลับมามันดีขึ้น แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดถึงเรื่องธุรกิจสักเท่าไหร่”

ใครจะรู้ว่าการจดบันทึกเล่นๆ ในตอนนั้นของกลุ่มเพื่อนนักเล่นการ์ด ภายหลังจะกลายมาเป็นบริษัทรับเกรดดิ้งการ์ดเจ้าแรกของคนไทยเสียเอง

“วันหนึ่งระหว่างที่ผมกับกลุ่มเพื่อนนั่งเล่นเกมกัน มีเพื่อนคนหนึ่งทักขึ้นมาว่า มึงจำโปรไฟล์ที่เราจดคะแนนการ์ดกันได้ไหม ลองไปค้นแล้วมาเช็กดูว่า การ์ดที่เราเคยส่งกันไปได้เกรด 9 เกรด 10 ตอนนี้ราคามันขึ้นไปถึงไหนแล้ว พอเข้าไปดูในอินเทอร์เน็ตปรากฏว่าราคามันดีดสูงกว่าเดิมหลายเท่าตัวมาก เลยตัดสินใจว่าเราเอาประสบการณ์ เอาฐานข้อมูลที่เรามี มาเปิดเป็นบริษัทรับเกรดการ์ดเองดีกว่า ลองมาดูว่าเครื่องมือจิวเวลรีอันไหนบ้างที่เอามาประยุกต์ใช้ตรวจสอบการ์ดได้บ้าง”

บริษัทเกรดดิ้งการ์ดเจ้าแรกของไทยกับมาตรฐานการเกรดดิ้งที่คนเล่นการ์ดไว้วางใจ

สำหรับชื่อบริษัทเกรดดิ้งการ์ดที่เอกพงศ์ตั้งนั้นคือ ‘SQC’ ที่ความหมายว่า ‘Special Quality Card’ และอีกนัยที่เอกพงศ์อธิบายอย่างติดตลกว่า สามารถออกเสียงชื่อบริษัทเป็น ‘เอกซ์-คิว-ซี’ (X-Q-C) พ้องกับชื่อเล่นเอกซ์ของเขาและตรงกับที่เจ้าตัวเป็นคนตรวจคุณภาพการ์ดจากลูกค้าเอง และยังพ้องกับคำว่า ‘เอกซ์คลูซีฟ’ (exclusive) อีกด้วย

เอกพงศ์เล่าต่อว่า นับตั้งแต่บริษัทเปิด ทั้งนักสะสมการ์ดชาวไทยและต่างชาติส่งการ์ดเข้ามาตรวจสอบกันเป็นจำนวนมากโดยที่บริษัทไม่ได้ทำการตลาดโฆษณา แต่อาศัยพลังการบอกปากต่อปากถึงคุณภาพ อย่างประการแรกคือเรื่องของราคาและเวลา ที่เริ่มค่าบริการตรวจสอบแท้-ปลอมในราคา 150 บาทต่อใบ และเกรดคุณภาพเริ่มที่ใบละ 370 บาท 

โดยใช้ระยะเวลาตรวจสอบและส่งกลับถึงมือเจ้าของราว 3-5 วัน ในกรณีตรวจสอบแท้-ปลอม และ 7-15 วัน ในกรณีเกรดคุณภาพ

ถือว่าต่างจากบริษัทเกรดดิ้งการ์ดต่างประเทศที่คิดราคาตรวจสอบการ์ดราว 1,500-2,000 บาทต่อใบ ใช้เวลาในการตรวจสอบนาน 2-3 เดือน และต้องกังวลเรื่องการสูญหายระหว่างทาง ซึ่งเอกพงศ์ยืนยันว่าเคยเกิดขึ้นจริง

ประการที่สองคือเรื่องของ ‘ระบบตรวจสอบ’ ที่เอกพงศ์อธิบายว่า บริษัทเกรดดิ้งการ์ดต่างประเทศจะให้แค่คะแนนการ์ด โดยไม่แจกแจงว่าการ์ดใบนั้นมีตรงไหนบ้างที่เป็นตำหนิ ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดคุณภาพการ์ดในการนำไปประเมินมูลค่าต่อ ทว่า SQC ตั้งใจเพิ่มบริการส่วนนี้เข้ามา โดยการถ่ายตำหนิแต่ละจุดเพื่อให้เจ้าของทราบ

“การมีระบบเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการเป็นบริษัทเกรดดิ้งการ์ดหมายความว่าคุณจะผิดพลาดไม่ได้ ต้องบอกว่า SQC เป็นบริษัทแรกๆ ที่มีการถ่ายรูปในส่วนตำหนิการ์ด ซึ่งการที่เราใช้เครื่องมือจิวเวลรีทำให้เราได้เปรียบตรงนี้ บริษัทต่างประเทศเขาจะให้เกรดอย่างเดียว แต่ไม่มีรูปมาให้ว่าตรงส่วนไหนของการ์ดที่มีตำหนิ 

“สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับกลับไปคือการ์ดที่อยู่ใน ‘slab’ เป็นเหมือนกรอบที่ซีลปิดผนึกเรียบร้อย ซึ่งวิธีซีลของเราไม่ได้ใช้กาว เพราะการใช้กาวหรือใช้ความร้อนอาจทำให้ตัวการ์ดเสียหายได้”

วิธีการดังกล่าวคือการใช้เทคโนโลยีคลื่นเสียงอัลตร้าโซนิก ใช้คลื่นเสียงสั่นเบาๆ ให้ตัวกรอบอะคริลิกละลายจนประกบติดกัน โดยที่ด้านบนของ slab จะมี serial number และ QR code ให้เข้าไปสแกนดูข้อมูลว่า การ์ดหน้าเป็นยังไง ได้คะแนนเท่าไหร่ มีจุดตำนิตรงไหนบ้าง เป็นเหมือนใบเซอร์ (certificate) การันตีคุณภาพ โดย SQC มีระบบหลังบ้านคอยจัดเก็บข้อมูลของลูกค้า 

“ระบบ serial number ตรงนี้สำคัญมาก เป็นเหมือนหน้าตาความน่าเชื่อถือของบริษัทเรา” 

ทั้งนี้ระดับการให้คะแนนการ์ดแต่ละใบจะอยู่ที่ 1-10 คะแนน และสูงกว่านั้นคือ 10 คะแนนแบบเพอร์เฟกต์ หรือที่นักสะสมการ์ดเรียกว่า ‘10 ทอง’ โดยการ์ดหนึ่งใบจะถูกประเมินคุณภาพจากปัจจัย 4 ข้อ ได้แก่

1. centering หรือการตรวจเช็กความสมมาตร อาร์ตเวิร์กของตัวการ์ดทั้งด้านหน้าและด้านหลังต้องไม่บิดเบี้ยว เช่น เส้นขอบข้าง ตัวอักษรภายในการ์ด หรือสีที่คลาดเคลื่อน 

2. surface หรือการตรวจพื้นผิวการ์ดว่ามีรอยย่น รอยยับ รอยขีดข่วน หรือรอยถลอกมากน้อยแค่ไหน

3. corners หรือการเช็กความคมของมุมขอบการ์ด

4. edges หรือการประเมินความคมชัดของการ์ด โดยใช้กล้องไมโครสโคปตรวจเช็กเพื่อความแม่นยำ

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การให้คะแนนของบริษัทเกรดดิ้งทั่วโลกจะแตกต่างกันไป โดยของ SQC คือการนำประสบการณ์ที่เคยส่งเกรดกับบริษัทต่างประเทศมาปรับใช้ให้ได้มาตรฐานในแบบของตัวเอง (ใครที่สนใจสามารถอ่านคู่มือการให้คะแนนต่อได้ที่เว็บไซต์ www.sqccard.com)

นอกจากนี้ทางร้านยังมีบริการออกแบบ template label ให้กับ slab โดยทีมดีไซเนอร์ของ SQC ซึ่งดึงคาแร็กเตอร์การ์ดใบนั้นๆ มาออกแบบในลวดลายสไตล์งาน hologram 

“ตอนที่เริ่มทำ SQC ผมไม่คิดหรอกว่าจะมีลูกค้าเยอะขนาดนี้ เราบริการแทบจะเฉพาะกลุ่มจนมันเกิดการบอกต่อกันเป็นกลุ่มๆ ผมมองว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องการรักษาความเชื่อมั่น ตลอดที่เราทำมาจนเข้าปีที่ 5 ผมบอกกับน้องๆ ในทีมเสมอว่า SQC จะไม่พรีเซนต์ว่าตัวเองดียังไง เราอยากให้คนที่เข้ามาใช้บริการเป็นคนบอกต่อด้วยตัวเองมากกว่า ผมมองว่าการที่ลูกค้าบอกต่อด้วยตัวเองมันคือความจริงใจ ความน่าเชื่อถือของเรา 

“ทุกวันนี้ผมและน้องๆ ภายในทีมต้องศึกษาข้อมูลของการ์ดแทบทุกชนิด เพราะทุกวันนี้การปลอมการ์ดทำได้เหมือนมาก ถ้าคุณไม่ใช่คนที่เล่นการ์ดมาก่อน ไม่เคยจับ หรือไม่เคยศึกษาตรงนี้มันแทบแยกกันไม่ออกเลย ยิ่งการ์ดใบไหนที่จู่ๆ แพงขึ้นมา ไม่รอดโดนทำปลอมทันที ถึงขั้นต้องใช้กล้องตรวจเช็กเม็ดสีด้วยซ้ำ” เอกพงศ์เล่าความตั้งใจของเขาในการก่อตั้ง SQC

ไม่หลงลืมหัวใจของคอมมิวนิตี้คนรักการ์ดเกม 

ผิวเผินหากเดินผ่านหน้าร้านคงไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่าที่ตรงนี้คือบริษัทเกรดดิ้งการ์ด เพราะดูจะเหมือนร้านการ์ดเกมเสียมากกว่า เอกพงศ์เล่าว่า นี่คือความตั้งใจที่อยากทำให้หน้าร้านเหมาะกับการเป็นแหล่งรวมตัวของคนรักการ์ดเกม ที่ทุกคนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เล่นสนุก หรือเทรดการ์ดที่มีอยู่ในมือ

“ตอนแรกผมตั้งใจจะให้ที่นี่เป็นเหมือนโชว์รูมสำหรับธุรกิจเกรดการ์ดอย่างเดียว แต่เผอิญมีโอกาสได้คุยกับคุณแอมป์ (ภัทรพงศ์ สายตระกูล เจ้าของร้านการ์ดเกม & บอร์ดเกม Nx Gallery) เขาแนะนำว่า คุณน่าจะทำให้ที่นี่เป็นแหล่งคอมมิวนิตี้ของคนรักการ์ดเกมนะ ให้มันเชื่อมกับธุรกิจเกรดการ์ดที่มีอยู่ ให้คนสะสมเขาได้มาจอยกัน เราก็เลยจัดการทำหน้าร้านตรงนี้ขึ้นมา”

หน้าร้านที่ว่านอกจากจะมีการ์ดเกมแต่ละชนิดวางขาย ไล่เรียงตั้งแต่โปเกมอน, วันพีซ, ดราก้อนบอล, เมจิก เดอะ แกเธอริง, อุลตร้าแมน, แวนการ์ด ไปจนถึงสปอร์ตการ์ดในหมวดกีฬาต่างๆ ขณะเดียวกันเปิดโต๊ะให้นักเรียน นักศึกษา และนักเล่นการ์ดวัยทำงานได้เข้ามาประลองกลยุทธ์ เล่นการ์ดกันอย่างสนุกสนาน ระหว่างวันจันทร์-ศุกร์ ยังมีการจัดทัวร์นาเมนต์การ์ดเกมแต่ละยี่ห้อในขนาดย่อมอีกด้วย

“เหมือนเป็นอีกหนึ่งการเติมเต็มในฐานะคนรักการ์ดเกม เวลาเข้ามาเหมือนได้ผ่อนคลาย ได้คุยกับคนที่ชอบในสิ่งเดียวกัน เห็นแฟนการ์ดหลากหลายประเภท บางวันตอนเย็นอาจจะเป็นแข่งการ์ดโปเกมอน บางวันเป็นแบทเทิล ออฟ ตลิ่งชัน เราเองก็ได้ศึกษาความรู้เพิ่มเติมจากพวกเขา ความสุขมันเกิดจากตรงนี้ 

“บางวันผมก็จะถามน้องๆ ที่เข้ามาเล่นว่า ช่วงนี้มีการ์ดเกมไหนที่น่าสนใจบ้าง ที่นำเข้ามาขายล่าสุดคือไอไดรอน (Eidoron) เป็นการ์ดเกมฝีมือคนไทย ก็เป็นเกมที่น้องๆ เขาแนะนำ และเราก็เพิ่งมีโอกาสได้ลองเล่น”

ในวันที่การ์ดเกมเป็นมากกว่าของสะสม

อีกข้อหนึ่งที่ผู้เขียนอยากรู้มากพอๆ กันกับเรื่องของอาชีพนักเกรดการ์ด คือความเห็นของเอกพงศ์ต่ออุตสาหกรรมการ์ดเกมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในวันที่การ์ดไม่ได้มีไว้แค่เล่นสนุกหรือเป็นของสะสม แต่ถูกยกสถานะให้กลายเป็น ‘สินทรัพย์ทางเลือกอย่างหนึ่ง’ ถึงขั้นที่บางรายห้อยกระเป๋าพกติดตัวไม่ต่างจากสร้อยทองประดับฐานะ

“ทุกวันนี้ตลาดมันเปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยน งานอดิเรกตรงนี้มันไม่เหมือนในอดีต เมื่อก่อนคนเก็บการ์ด 95% คือเก็บเพราะความชอบล้วนๆ เราชอบการ์ดหน้าตาแบบนี้ การ์ดใบนี้เก่งเลยอยากเก็บ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ฉีกซองออกมาต้องดูก่อนว่าได้การ์ดอะไร เก็บไว้จะได้ราคาเท่าไหร่ มันเลยทำให้แยกกันระหว่างคนที่เป็น ‘ผู้เล่น’ กับคนที่ ‘สะสมทำกำไร’ ลำบาก จะเรียกว่าทั้งสองกลุ่มนี้หลอมรวมกลายเป็นกลุ่มเดียวกันก็ว่าได้

“การ์ดเกมตอนนี้มันกลายเป็นธุรกิจใหม่ เป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่า alternative asset หลายคนที่เข้ามาเมื่อก่อนเข้ามาวงการนี้เพราะความชอบ กลับตอนนี้มากกว่า 95% คือเข้ามาเพราะมันมีมูลค่า” ผู้ก่อตั้งร้าน SQC บอก 

“แล้วคนที่คิดจะเข้าวงการนี้ล่ะควรต้องรู้อะไรบ้าง” ผู้เขียนถามต่อ

“สำหรับคนที่อยากเข้าวงการการ์ดผมอยากให้คุณถามตัวเองก่อน ว่าคุณเข้ามาด้วยแพสชั่นอะไร ด้วยความต้องการอะไร คุณต้องศึกษาว่าจะเข้ามาเพื่อเป็นนักเล่น เป็นนักสะสม หรือเป็นนักลงทุน ถ้าคุณเข้ามาเพื่อเป็นคนเล่นคุณเล่นให้เต็มที่ ไม่ต้องสนใจใบไหนแพง แต่ถ้าคุณสะสมก็ต้องแยกให้ได้ว่าคุณจะเป็นนักสะสมที่สะสมเพราะชอบ หรือเพื่อเพิ่มมูลค่า คุณก็ต้องศึกษาให้ดี เข้าให้ถูกจุด”

เขายกตัวอย่างการ์ด One Piece TCG รุ่น First Edition ว่าแต่ก่อนขาย 1 บอกซ์ในราคาหลักพัน ตอนนี้ขึ้นเป็นหลักหมื่น 

“ต้องบอกว่าการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง แต่ถ้าคุณศึกษาให้ดีความเสี่ยงก็จะลดลง หรืออย่างการส่งการ์ดเข้ามาเกรด ผมจะย้ำอยู่เสมอว่า การส่งการ์ดเข้ามาเกรดมันไม่ใช่แค่การเพิ่มมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการ์ดใบนั้น ต่อให้การ์ดใบนั้นถูกเทรดหรือเวลาผ่านไป 20 ปี คุณภาพราคาก็ยังตรวจสอบได้อยู่ ซึ่งจริงๆ เรื่องการประเมินมูลค่าเราจะพยายามไม่ยุ่ง ผมมองว่ามันเป็นเรื่องกลไกการตลาดที่จะต้องดำเนิน หน้าที่ของเราแค่เช็กคุณภาพอย่างเดียว”

ขณะเดียวกันเอกพงศ์ยังมองว่า ตลาดการ์ดเกมยังมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตมากกว่าที่เห็นในทุกวันนี้ 

“ผมมองว่าตลาดการ์ดเกมจะโตได้อีกมาก เอาง่ายๆ แค่ในเมืองไทยคนที่เล่นการ์ดเกมสมัยก่อนอาจมีอยู่แค่ 5-6% ทุกวันนี้มันเพิ่มขึ้นถึง 30-40% ซึ่งยังมีอีกมากที่อยากรู้ว่าการ์ดเกมคืออะไร และมันสามารถสร้างมูลค่าได้จริงๆ หรือเปล่า

“ผมเองก็ตั้งใจจะทำให้ SQC เติบโตสู่ระดับต่างประเทศได้ แต่สิ่งสำคัญคือเราอยากทำจุดนี้ให้มั่นคงก่อน เช่นการขยายทีมให้เพียงพอต่อปริมาณลูกค้า ซึ่งเร็วๆ นี้อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบางอย่าง ยังไงลองติดตามกันได้ครับ” 

เอกพงศ์ทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปหยอกล้อกับกลุ่มนักเล่นการ์ดหน้าร้าน ด้วยรอยยิ้ม และความสุขในแบบฉบับคนเล่นการ์ดคนหนึ่ง


 7 ห้างท้องถิ่น ‘ตัวท็อป’ ทั่วไทยที่ครองใจคนในพื้นที่

ในวันที่ผู้คนซื้อของผ่านโลกออนไลน์ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากหลากหลายสัญชาติ และห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ก็ปักหมุดอยู่ทุกหัวมุมถนน น่าสนใจว่าห้าง โดยเฉพาะห้างท้องถิ่นนั้นจะยังอยู่ได้หรือไม่ เพราะในแต่ละปี เราต่างเห็นข่าวคราวการทยอยปิดตัวของห้างที่อยู่มาเนิ่นนานไปทีละเจ้าสองเจ้า  

หากย้อนกลับไปห้างท้องถิ่นส่วนใหญ่เติบโตในช่วงปี 2525-2539 รุ่นแรกได้ขยับขยายจากการเป็น ‘ร้านโชห่วย’ หรือ ‘ยี่ปั๊ว’ (ผู้ค้าส่ง) ตึกแถวคูหาเดียว สู่การเป็นซูเปอร์สโตร์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของจังหวัด แต่แล้ววิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และการเข้ามาของ modern trade ข้ามชาติ ก็ซัดสาดให้ห้างท้องถิ่นหลายแห่งต้องซบเซาลง 

อย่างไรก็ตาม ห้างที่ยังคงยืนหยัดได้ในวันนี้ คือห้างที่ทายาทรุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 สามารถปรับตัวได้ด้วยการเข้าใจหัวใจของคนในพื้นที่ผสมผสานกับระบบบริหารจัดการสมัยใหม่ และนี่คือ 7 เรื่องราว ‘Super Local’ ที่เราอยากให้คุณรู้จัก

1. แจ่มฟ้า | ลำพูน | ของดีของเด็ดแห่งเมืองหริภุญชัย

แจ่มฟ้าเริ่มต้นจากการตัดเย็บเสื้อผ้าให้ข้าราชการในจังหวัดในชื่อ ‘แจ่มฟ้าอาภรณ์’ เมื่อปี 2495 ก่อนที่รุ่นลูกจะหันมาขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสารพัดสินค้า ก่อนขยับขยายมาทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบทั้งแจ่มฟ้าเซฟมาร์ท แจ่มฟ้าพลาซ่า แจ่มฟ้าช้อปปิ้งมอลล์ 

แจ่มฟ้าค่อยๆ เติบโตจากอาคารพาณิชย์ไม่กี่คูหา ก่อนมีสาขากระจายตัวอยู่ทั่วลำพูนและเชียงใหม่ ยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวเคียงคู่คนเหนือมานานหลายทศวรรษ ด้วยการเน้นความคุ้มค่า ขายถูก แต่ขายได้มาก และความเข้าใจคนท้องถิ่น พร้อมพัฒนาระบบสมาชิกและการบริหารจัดการที่ทันสมัยควบคู่กันไป

2. ตั้งงี่สุน | อุดรธานี | ยักษ์ฆ่ายักษ์แห่งแดนอีสาน

จากยี่ปั๊วของตระกูลวีระรัตนโรจน์ ‘ตั้งงี่สุน’ ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองมาสู่การเป็นร้านซูเปอร์สโตร์ที่วางของบนชั้น ให้ลูกค้ามาเลือกหยิบเองเจ้าแรกๆ ของไทย หลังจากได้ไอเดียมาจากร้านค้าในต่างประเทศ แถมยังนำระบบไอทีมาใช้ในการชำระเงินเพื่อให้ราคาสินค้าเป็นมาตรฐานเดียวกัน ถือเป็นรายแรกๆ ในไทยที่เปลี่ยนจากระบบจดด้วยมือแบบยี่ปั๊วดั้งเดิม 

ความเจ๋งอยู่ที่ระบบบริหารจัดการต้นทุนจนทำสงครามราคากับโมเดิร์นเทรด ที่นี่ไม่ได้แค่ขายของ แต่บริหารจัดการดาต้าและซัพพลายเชนได้ดี มีความแตกต่างและกลยุทธ์ราคาที่เข้าถึงได้ จนกลายเป็นห้างค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่ของอุดรธานีที่คนทั้งภาคอีสานต้องรู้จัก  

3. ทวีเจริญ | จันทบุรี | เซฟโซนของคนเมืองจันท์

หนึ่งในตำนานของภาคตะวันออก ต้องมีชื่อ ‘ทวีเจริญ’ อยู่ในลำดับต้นๆ เริ่มจากความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางสินค้าอุปโภคบริโภคที่เข้าถึงง่ายที่สุด จากสาขาแรกในตัวเมืองจันทบุรี ทวีเจริญได้แผ่กิ่งก้านสาขาไปยังตราดและพื้นที่ใกล้เคียง กลายเป็นอาณาจักรซูเปอร์สโตร์ที่คนในพื้นที่ให้ความไว้วางใจมามากกว่า 3 ชั่วอายุคน

ทวีเจริญผสมผสานระหว่างการเป็นห้างค้าปลีกกับการเป็นโกดังค้าส่งที่ราคาถูกใจผู้ประกอบการรายย่อย ต่อให้มีห้างใหม่สีเขียวสีแดงมาเปิดใกล้ๆ คนจันท์ก็ยังยืนยันที่จะแวะทวีเจริญ เพราะความรู้สึกที่เป็นกันเองและราคาสินค้าที่ทำมาเพื่อช่วยลดค่าครองชีพคนในพื้นที่ 

4. สหไทย | สุราษฎร์ธานี | ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งเมืองร้อยเกาะ

สหไทยเป็นความทรงจำร่วมของคนสุราษฎร์ฯ มานานกว่า 40 ปี เริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวที่ต้องการยกระดับการช้อปปิ้งของคนใต้ให้ทันสมัยขึ้น จากซูเปอร์มาร์เก็ตในตึกแถว สู่ห้างสหไทยพรีเมียร์สโตร์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้คนด้วยลิฟต์แก้ว 

ก่อนที่จะขยับมาสู่ ‘สหไทยการ์เด้นพลาซ่า’ ศูนย์การค้าครบวงจรที่ช่วงแรกทำเอาหืดขึ้นคอเพราะสารพันปัญหา ก่อนที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัด หลังจากทายาทได้ปรับตัวด้วยการสร้างคอมมิวนิตี้สเปซที่มีทั้งฟิตเนส ร้านอาหาร และพื้นที่กิจกรรมที่ตรงใจคนท้องถิ่น ช่วยสร้าง traffic ให้ห้างได้อย่างยั่งยืน  

5. ลีวิวัฒน์ | สงขลา | เจ้าดังสงขลาที่ขยายไปทั่วแดนใต้

ลีวิวัฒน์เริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นร้านโชห่วย ‘ลีเชียงฮวด’ ยอดขายดี แต่หลังจากผู้ก่อตั้งได้รับเชิญไปร่วมงานขอบคุณลูกค้าของสหพัฒน์พิบูล ก็เกิดแรงบันดาลใจให้ปรับชื่อร้านให้เรียกง่ายขึ้น และปรับหน้าร้านให้ทันสมัย ให้ลูกค้าเลือกซื้อของเอง มีเครื่องติดราคาสินค้า ทำให้ยอดขายถล่มทลายและสามารถขยายสาขาได้

เรียกว่าลีวิวัฒน์คือผู้บุกเบิกที่เปลี่ยนวัฒนธรรมการจับจ่ายของคนในพื้นที่เพราะต้องการให้คนสงขลาได้เดินห้างที่มีมาตรฐานเทียบเท่าเมืองหลวง ความเหนือชั้นของลีวิวัฒน์ยังอยู่ที่การกระจายสาขาขนาดพอเหมาะเข้าไปอยู่ในจุดที่คนเดินทางผ่านบ่อยๆ ทำให้การเข้าถึงลีวิวัฒน์เป็นเรื่องง่ายเหมือนเดินไปปากซอย 

6. เซ็นโทซ่า | ขอนแก่น | ห้างครอบครัวที่ยืนหยัดกว่า 40 ปี

จากธุรกิจค้าปลีกของครอบครัวท้องถิ่น สู่การเปิด ‘เซ็นโทซ่า’ ห้างแห่งนี้เติบโตขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการจับจ่ายและไลฟ์สไตล์สำคัญของขอนแก่นในยุคที่เมืองกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จุดแข็งของเซ็นโทซ่าคือทำเลใจกลางเมืองที่เข้าถึงง่าย และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 

ท่ามกลางการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหญ่ เซ็นโทซ่าเลือกปรับตัวให้อยู่รอด สิ่งสำคัญคือการรับฟังฟีดแบ็กลูกค้าเพื่อหาสินค้าที่ผู้คนต้องการ ในช่วงที่มีการปรับภาพลักษณ์และสินค้าภายในห้าง เซ็นโทซ่าก็เลือกให้ความรู้ในสินค้าใหม่ๆ เพื่อให้คนเปิดรับและเปิดใจ นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการรับสินค้าท้องถิ่นมาจำหน่ายเพื่อเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่จริงๆ 

7. TMK Supermarket | กาญจนบุรี | เพื่อนบ้านที่แสนดีของชาวเมืองกาญจน์

TMK เริ่มต้นจากตึกแถวเพียงไม่กี่คูหาในอำเภอท่ามะกา ด้วยหัวใจของธุรกิจครอบครัวที่เน้นความซื่อสัตย์และการขายสินค้าในราคาที่ชาวบ้านจับต้องได้ ส่งผลให้ TMK ขยายสาขาไปทั่วทั้งจังหวัดกาญจนบุรีและลามไปถึงจังหวัดใกล้เคียง จนกลายเป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่แข็งแกร่งที่สุดในภาคตะวันตก

TMK เลือกเจาะเข้าไปในระดับอำเภอและชุมชนที่ห้างใหญ่ยังเข้าไม่ถึง วางตัวเป็นเหมือนเพื่อนบ้านที่รู้ว่าวันนี้คุณต้องการอะไรและมีงบเท่าไหร่ เน้นสินค้าพื้นฐานในราคาขายส่งทำให้พวกเขากลายเป็นขวัญใจของทั้งแม่บ้านและร้านอาหารทั่วทั้งจังหวัดได้อย่างเบ็ดเสร็จ

อ้างอิง

‘ฮันนีมูน’ ทริปข้าวใหม่ปลามัน กับกิจการรีสอร์ตรักฉ่ำเลี่ยนอ่างรูปหัวใจ และเตียงกุหลาบที่อาจสร้างเด็ก ‘เบบี้บูม’

ในวันแห่งความรัก ทรัพย์คัลเจอร์ ขอมองข้ามช็อตไปสู่กิจการที่เกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่กิจการที่เกิดขึ้นจากธุรกิจที่ทำต่อเนื่องจากความรักและการแต่งงาน แต่กิจการที่เราจะคุยถึงคือการ ‘ฮันนีมูน’ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจินตนาการที่เกี่ยวข้องกับความรัก เป็นความ ‘โรแมนติกสำเร็จรูป’ อย่างหนึ่ง

การไปฮันนีมูน หมายถึงการที่คู่แต่งงานใหม่จะปลีกตัวออกจากชีวิตประจำวันชั่วคราว แล้วใช้เวลานี้เดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน ก่อนที่จะกลับเข้าสู่การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างเป็นทางการ

การไปฮันนีมูนจึงถือเป็นพิธีกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (rite of passage) คือเป็นรอยต่อจากการเป็นคนโสดสู่การเป็นคู่ครอง เป็นครอบครัวกันต่อไป ซึ่งถ้ามองถึงการแต่งงานในปัจจุบันว่าสำคัญแล้ว ในสมัยโบราณ ยิ่งถือว่าเป็นขั้นตอนการเติบโตสำคัญอย่างยิ่งยวดในชีวิต

ที่มาของคำว่า ‘น้ำผึ้งพระจันทร์’ ย้อนไปได้ถึงสมัยกลาง อันหมายถึงธรรมเนียมการดื่มเหล้าหมัก จากความเชื่อเรื่องสุขภาพและโชคลาง จนกลายมาเป็นช่วงเวลาของการเดินทางหลังแต่งงานของคู่บ่าวสาวผู้มีอันจะกิน จนมาถึงยุคของกิจการท่องเที่ยวที่เริ่มเฟื่องฟูพร้อมๆ กับการเดินทางที่มีราคาถูกลง 

หลายพื้นที่ในที่ห่างไกลจึงเริ่มขายการท่องเที่ยวเชิงความโรแมนติกให้กับคู่แต่งงานใหม่ กลายเป็นจินตนาการของดินแดนแห่งความโรแมนติกเช่นเตียงโรยกลีบกุหลาบ อ่างอาบน้ำรูปหัวใจ การตกแต่งที่ค่อนไปทางล้นเกิน หวานเว่อร์ จนแทบจะเป็นภาพจำและภาคปฏิบัติของความโรแมนติก

honey + moon หนึ่งเดือนแรกรัก

คำว่าฮันนีมูน เป็นคำและประเพณีที่เก่าแก่มากในโลกตะวันตก สืบค้นที่มาย้อนไปได้ถึงในสมัยกลางคือตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 5 การแต่งงานในสมัยนั้นมีธรรมเนียมว่าแขกที่มาร่วมงานแต่งงานจะมอบเหล้าหมักจากน้ำผึ้ง หรือเหล้า mead ในจำนวนที่เพียงพอต่อการดื่มทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน

คำว่าหนึ่งเดือนนี้ก็ตรงกับภาษาไทยพอดี คือนับเอาวงรอบของพระจันทร์ ที่เวียนกลับมาบรรจบ ครบหนึ่งเดือน ประเพณีการดื่มเหล้าน้ำผึ้งหมักหนึ่งเดือน เกิดจากความเชื่อว่าเหล้าหมักจะทำให้ตั้งครรภ์ได้ง่ายขึ้น

ภายหลังซึ่งหมายถึงก่อนศตวรรษที่ 19 คำว่าฮันนีมูนเป็นคำกลางๆ หมายถึงเดือนแรกของการแต่งงาน ยังไม่มีนัยของการเดินทางท่องเที่ยวของคู่แต่งงานเป็นสำคัญ แต่มักมีนัยถึงช่วงเดือนแรกซึ่งอ้างอิงกลับไปที่ธรรมเนียมการดื่มเหล้าน้ำผึ้งในช่วงยุคกลางซึ่งมีมาแต่โบราณกาล และมีนัยถึงการมีช่วงเวลาที่หวานชื่นของทั้งสองฝ่าย

ทีนี้ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งคือราวศตวรรษที่ 19 ที่อังกฤษ คือช่วงต้นสมัยใหม่ เหล่าผู้ดีมีอันจะกินชาวอังกฤษ เริ่มประเพณี ‘bridal tour’ คือการที่บ่าวสาวจะเดินทางเพื่อเยี่ยมเยียนญาติมิตรที่ไม่สามารถมาร่วมงานแต่งงานได้ 

สำหรับกิจกรรมการเดินทางหลังแต่งงาน ในยุคแรกจึงไม่เชิงว่าเป็นเรื่องของความรักเพียงอย่างเดียว การแต่งงานในยุคก่อนหน้าเป็นเรื่องทางสังคมอย่างยิ่ง การเดินทางหลังแต่งงานจึงมักเป็นการแสดงสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งเป็นสำคัญด้วย

ไนแองการ่าและการมาถึงของรถไฟ

เรื่องการฮันนีมูนเป็นเรื่องของชนชั้น และการเกิดขึ้นของ ‘เมืองหลวงของการฮันนีมูน’ ก็เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อเมริกา และการเกิดขึ้นของนวัตกรรม 

ดังกล่าวว่าการเดินทางหลังแต่งงานเดิมเป็นกิจกรรมของชนชั้นสูง และเป็นการเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายมาก ภายหลังเมื่อเกิดรถไฟขึ้น การเดินทางหลังแต่งงานจึงขยายมาสู่ชนชั้นกลาง และเริ่มกลายเป็นการเดินทางเพื่อความส่วนตัว เพื่อการพักผ่อนมากขึ้น

จุดสำคัญของการเดินทางหลังแต่งงานเพื่อความสุขของคู่แต่งงาน คือการเกิดขึ้นของเมืองหลวงแห่งการฮันนีมูน คือที่บริเวณน้ำตกไนแองการ่า กับคู่แต่งงานแรกที่เดินทางไปฮันนีมูนจนทำให้ไนแองการ่ากลายเป็นหมุดหมายที่คู่รักจะปลีกตัวไปพักผ่อน โอบกอดกันและกันภายใต้ธรรมชาติอันสงบงาม

การที่ไนแองการ่ากลายเป็นหมุดหมายของความงามของการฮันนีมูน เริ่มต้นในปี 1801 คือเข้าศตวรรษที่ 19 ขณะนั้นมีคู่แต่งงานชนชั้นสูงคู่หนึ่งคือ ธีโอดีเซีย เบอร์ (Theodosia Burr) ลูกสาวของรองประธานาธิบดี แอรอน เบอร์ (Aaron Burr) แต่งงานกับ เจเซฟ แอลสตอน (Joseph Alston) ว่าที่ผู้ว่าของเซาท์ แคลิฟอร์เนียร์ ซึ่งเดินทางเยี่ยมญาติและมิตรสหายตามธรรมเนียม 

ในสมัยนั้นการเดินทางไปน้ำตกไนแองการ่าซึ่งคือการตั้งใจไปแวะเยี่ยม ค่อนข้างเป็นมหกรรม คือต้องเดินทางด้วยขบวนม้าซึ่งขบวนของธีโอดีเซียเดินทางจากนิวยอร์ก พร้อมด้วยคนรับใช้ การเดินทางในครั้งนั้นกลายเป็นเรื่องโด่งดัง ขนาดที่ว่า เจอโรม โบนาปาร์ต (Jérôme Bonaparte) น้องชายของนโปเลียน ได้พาภรรยาที่เพิ่งแต่งงาน เดินทางจากนิวออร์ลีนส์ไปยังดินแดนแห่งธรรมชาติด้วยขบวนรถม้า

หลังจากนั้น น้ำตกไนแองการ่าจึงกลายเป็นหมุดหมายของคู่แต่งงานใหม่ที่จะเดินทางไปโอบกอดกันท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ หลังจากการเป็นปลายทางของผู้มั่งคั่งมีอันจะกิน การปฏิวัติเส้นทางคมนาคมสำคัญเพื่อเชื่อมเมืองใหญ่ของฝั่งตะวันออก คือการขุดคลอง Erie Canal เชื่อมแม่น้ำฮัดสันเข้าไปทะเลสาปอีรี่ ในบัฟฟาโล ทำให้การเดินทางไปยังไนแองการ่าง่ายขึ้นคือไปทางน้ำแล้วไปเดินทางต่อ 

ราวทศวรรษ 1830-1840s ก็เริ่มสร้างโครงข่ายเชื่อมต่อจากคลองไปสู่บริเวณน้ำตก การเดินทางที่สะดวกขึ้นทำให้ไนแองการ่ากลายเป็นพื้นที่หย่อนใจสำคัญหลังแต่งงาน และกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเล่นเป็นเมืองหลวงของการฮันนีมูน

ทหารผ่านศึกและชนชั้นกลางใหม่

การมาถึงของรถยนต์และการตัดถนนทางหลวงสายสำคัญ เช่น Route 66 ส่งผลต่อการเดินทางของผู้คน และนั่นเองก็ส่งผลต่อการฮันนีมูน กิจการรีสอร์ต และพื้นที่การท่องเที่ยวเพื่อความโรแมนติก 

วัฒนธรรมรถยนต์และทางหลวงเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งบริบทที่ส่งผลอย่างลึกซึ้งคือผลจากสงคราม ส่งผลทั้งกับการเกิดขึ้นของผู้บริโภคแบบใหม่ และรสนิยมการบริโภคของตัวกิจการ ซึ่งคือรีสอร์ตและพื้นที่ระหว่างทางบนทางหลวงคือโมเทล ที่กระจายตัวเพื่อรองรับคู่รักและครอบครัวใหม่

การเกิดขึ้นของชนชั้นกลางใหม่หลังสงครามเกี่ยวข้องโดยอ้อมกับการออกกฎหมาย Servicemen’s Readjustment Act of 1944 หรือ G.I. Bill คือสิทธิสวัสดิการพิเศษสำหรับทหารอเมริกันที่ผ่านสงครามซึ่งตัวกฎหมาย เช่น ทุนการศึกษา เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการซื้อบ้าน เงินช่วยเหลือตั้งหลักหลังปลดประจำการ 

สำหรับกรณีแค่ทุนการศึกษาหรือสิทธิด้านการศึกษาอย่างเดียว มีทหารผ่านศึกราว 7.8 ล้านคน เข้าถึงทั้งการฝึกอบรม ไปจนถึงเข้าเรียนระดับวิทยาลัยและการศึกษาระดับสูงต่างๆ ผลคือ อเมริกาเกิดชนชั้นกลางจำนวนมาก ทหารหนุ่มเหล่านี้เรียนจบ แต่งงาน เริ่มซื้อบ้าน กลายเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของครอบครัวเดี่ยว 

ดังนั้น การเดินทางเพื่อฮันนีมูน รวมถึงการเดินทางเพื่อการพักผ่อนจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกับคนกลุ่มใหม่ๆ 

ความน่าสนใจของการเกิดขึ้นของรีสอร์ตสำหรับการฮันนีมูนคือการตอบรับกับคนรุ่นใหม่ที่มีรสนิยมและทัศนคติที่เปลี่ยนไปต่อความรักและเรื่องเพศ (sex) รวมถึงบริบทของยุคหลังสงครามที่ส่งผลต่อวิถีคิดเหล่านี้ คนกลุ่มใหม่นี้เริ่มเปิดกว้างต่อการเดินทางที่มีความโรแมนติก เร่าร้อน หรือมีเป้าหมายเพื่อการแสดงความรักร่วมกันอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยไม่รู้สึกเขินอายหรือจำเป็นต้องปกปิดเหมือนในอดีต

เมื่อชนชั้นกลางที่มีรถยนต์ใช้และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเริ่มขยายตัว เดิมทีน้ำตกไนแองการาถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ อย่างไรก็ตาม หลังสงครามโลกเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วโลกทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ในบริบทนี้ พื้นที่เทือกเขาโปโคโน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากรัฐเพนซิลวาเนียและโดดเด่นด้วยภูมิประเทศที่งดงาม ทั้งภูเขา แม่น้ำ และทะเลสาบ จึงกลายเป็นทำเลใหม่ที่มีศักยภาพสูง รีสอร์ตต่าง ๆ ได้พัฒนาการท่องเที่ยวและสถาปัตยกรรมให้สื่อความหมายเชิงโรแมนติกเสมือนภาษาของความรักเพื่อรองรับคู่ฮันนีมูนโดยเฉพาะ

อ่างน้ำรูปหัวใจและสุนทรียะของความหวานฉ่ำ

สำหรับรีสอร์ตในโปโคโน นี่คือยุคที่การท่องเที่ยวเพื่อการฮันนีมูนถูกทำให้เป็นสินค้าอย่างจริงจัง ผ่านการโฆษณาและแพ็กเกจที่ครบวงจร คู่รักแทบไม่ต้องเตรียมอะไร นอกจากเดินทางไปถึงรีสอร์ต ซึ่งจะจัดการดูแลทุกอย่างราวกับเป็นแขกคนสำคัญ 

ตั้งแต่อาหาร กิจกรรมพักผ่อน ไปจนถึงรายละเอียดโรแมนติกที่เราคุ้นเคย เช่น ของขวัญแทนใจ แชมเปญ และการโรยกลีบกุหลาบในห้องพัก ทำให้รีสอร์ตกลายเป็นพื้นที่เสมือนสวรรค์สำหรับการหล่อหลอมและเฉลิมฉลองความรัก

หมุดหมายสำคัญของรีสอร์ตในโปโคโน คือการออกแบบพื้นที่ให้ทำหน้าที่เป็น ‘ภาษาของความรัก’ ผ่านภาพลักษณ์ที่โรแมนติกและเย้ายวนแบบล้นเกินเล็กน้อย ห้องพักมักตกแต่งด้วยกระจก เครื่องประดับสีแดงสด เตียงรูปหัวใจ และไฮไลต์สำคัญคืออ่างอาบน้ำรูปหัวใจ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของรีสอร์ตฮันนีมูนในพื้นที่นี้

การบริโภคในยุคนั้นและสุนทรียะจึงชัดเจน คือเป็นการบริโภคที่ว่าด้วยความสนุก ความหวือหวา ความรักที่ถูกตีความออกมาเป็นกิจกรรมของการท่องเที่ยว รวมถึงการเกิดขึ้นของวงการโฆษณา การโฆษณาทั้งในนิตยสารและแผ่นพับสีสดใส

จุดเริ่มสำคัญเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่สร้างกระแสรีสอร์ตรักในโปโคโนคือ มอร์ริส วิลกินส์ (Morris B. Wilkins) คุณวิลกินส์ถือเป็นอีกหนึ่งผลพวงของยุคหลังสงคราม ตัวแกเองเป็นทหารเรือเก่า เมื่อปลดประจำการก็ไปทำงานเป็นช่างไฟฟ้าพักหนึ่ง แล้วถึงย้ายมารับงานรับเหมารีโนเวตที่แถบภูเขาโปโคโน เมื่อมารับงานแล้วก็พบว่าโรงแรมแถบนี้ไม่ได้เรื่องเลย และคิดว่าต้องทำให้ดีกว่านี้ได้

ตัววิลกินส์และเพื่อนจึงซื้อรีสอร์ตขนาด 18 ห้อง ในปี 1958 ซึ่งทั้งคู่ในฐานะคนหนุ่ม มองว่ารีสอร์ตเหล่านี้ขาดองค์ประกอบของความสนุกไป ทั้งคู่เปลี่ยนชื่อรีสอร์ตเป็น Cove Haven และเริ่มตกแต่งรีสอร์ตด้วยความหวือหวา เช่นการใช้สีแดงสด ตัววิลกินส์มองว่าตัวห้องที่หวือหวาขึ้นจะเป็นจุดดึงดูดคู่รักใหม่

ธุรกิจในโซนยังถือว่าซบเซาอยู่ จนกระทั่งจังหวะพอดีในความบังเอิญของคืนหนึ่ง วิลกินส์และเพื่อนกำลังขนอ่างอาบน้ำทรงกลมลงบันไดไป แล้วจังหวะหักเลี้ยว ตัวอ่างที่ยืดหยุ่นก็บิดตัวเป็นรูปหัวใจ ทำให้วิลกินส์นึกภาพอ่างอาบน้ำรูปหัวใจขึ้นมาได้

ผลคือตัววิลกินส์ลงทุนเทคอนกรีตและสร้างอ่างอาบน้ำรูปหัวใจขึ้นห้องแล้วห้องเล่า จากหกห้อง ขยายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งรีสอร์ตมีขนาดใหญ่ถึง 236 ห้อง 

ตัวรีสอร์ตของทั้งคู่โด่งดังด้วยการเป็นรีสอร์ตสำหรับคู่รักเท่านั้น ในห้องจะมีอ่างอาบน้ำรูปหัวใจที่ปูด้วยกระเบื้องสีแดงสด ตัวห้องเป็นห้องสวีตขนาดใหญ่ มีพื้นที่เล่นระดับ สระว่ายน้ำ เตียงทรงกลมหรือรูปหัวใจ ห้องที่ประดับประดาไปด้วยกระจก เจ้าอ่างหัวใจกลายเป็นสุดยอดหมุดหมายและตัวแทนของการฮันนีมูน เมื่อมีการถ่ายภาพลงนิตยสาร Life 

หลังจากนั้น การแพร่กระจายของสื่อโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นพับ ใบปลิว ไปจนถึงสื่อในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้คุณวิลกินส์คิดกลยุทธ์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือการออกแบบรีสอร์ตให้มีองค์ประกอบที่โดดเด่นสะดุดตา เช่น แก้วแชมเปญขนาดยักษ์ ซึ่งตั้งใจให้กลายเป็นภาพจำของรีสอร์ต หากถูกนำไปใช้เป็นภาพโฆษณาห้องพักและประสบการณ์ของคู่รักในแผ่นพับหรือนิตยสาร แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบและการทำธุรกิจของเขาให้ความสำคัญกับสื่อและภาพลักษณ์ทางการตลาดเป็นหลัก

ดังนั้น การมาถึงของทั้งอ่างอาบน้ำหวานฉ่ำ จึงสัมพันธ์ทั้งกับการมาถึงของผู้ประกอบการโรงแรมแบบใหม่ ที่ตอบสนองรสนิยมแบบใหม่จากพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อผู้มีอันจะกิน สู่การเปลี่ยนเป็นกิจการที่ตอบสนองกับการเดินทางของคู่รัก ที่ชื่นชอบความฉ่ำ หวานเลี่ยน (kitschy)

ปัจจุบัน รสนิยมของรีสอร์ตหวานเว่อร์ เตียงรูปหัวใจค่อยๆ ลดบทบาทลง สิ่งที่น่าสนใจคือ รีสอร์ตในพื้นที่หุบเขาเร้นรักนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการสร้างครอบครัวและการท่องเที่ยวในยุคหลังสงครามโลก 

มอร์ริส วิลกินส์ ให้สัมภาษณ์อย่างอารมณ์ดีไว้ว่า เขาไม่รู้เลยว่าในรีสอร์ต ในห้องหอสีแดงฉาน กลีบกุหลาบ แก้วแชมเปญนี้ มีเด็กๆ มาเกิดในรีสอร์ตแห่งรักนี้มากเท่าไหร่

ถ้าเรามองด้วยรุ่นวัย เราเองก็อาจบอกได้ว่า คนในยุค ‘เบบี้บูม’ ยุคที่เด็กเกิดขึ้นมากมายหลังสงคราม ก็อาจมีเตียงที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ หรืออ่างน้ำสีแดงสด และจินตนาการเรื่องความโรแมนซ์เป็นฉากหลักด้วย ก็คงไม่ผิดนัก

อ้างอิง

คุยกับ Cloud-floor ถึงเบื้องหลังการจัด ‘ย่านหนังสือ’ และการพัฒนาเมืองระยะยาวหลังจบเทศกาล

จะเป็นยังไง หากเมืองมีพื้นที่ให้เหล่านักเขียนและผู้รักวรรณกรรมได้พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดกัน คล้ายย่านวรรณกรรมในปารีสยุคเฮมิงเวย์ ซึ่งเคยเป็นแหล่งรวมตัวของปัญญาชน นักคิด และนักวิชาการที่ต้องการตั้งคำถามกับสังคม

ในอดีต กรุงเทพฯ เองก็เคยมีย่านลักษณะนั้น พื้นที่ตั้งแต่ผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร นาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน ไปจนถึงนางเลิ้ง เคยรุ่งเรืองทางตัวอักษร และเป็นศูนย์กลางของผู้คนในแวดวงความคิด

จะดีเพียงใด หากบรรยากาศเหล่านั้นถูกนำกลับมาตีความใหม่ในบริบทของยุคปัจจุบัน

โจ–ดลพร ชนะชัย และ ฟิวส์–นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย ผู้ก่อตั้ง Cloud-floor บริษัทสถาปนิกและการพัฒนาเมือง เป็นทีมผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาย่านหนังสือ Bangkok Book District Fest 2026 ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และคนรักหนังสือหลากบทบาทในเมือง ด้วยความตั้งใจอยากผลักดันให้เกิดย่านหนังสือในกรุงเทพฯ จากหลายภาคส่วน จึงเป็นครั้งแรกที่มีการรวมร้านหนังสืออิสระ จัดกิจกรรม นิทรรศการ ทอล์ก เวิร์กช็อป เป็นเวลา 11 วันเต็มทั่วทั้งย่านในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ก่อนจะเล่าถึงการจัดย่านหนังสือในพื้นที่นี้ ต้องย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ย่านเมืองเก่าซึ่งผูกพันกับพัฒนาการของรัฐและสังคมเมืองอย่างใกล้ชิด ในช่วงที่รัฐพยายามทำให้กรุงเทพฯ ทันสมัยและเป็นระบบมากขึ้น ศูนย์ราชการจำนวนมากถูกก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานในการทำงานของรัฐ โรงพิมพ์ในย่านนี้จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างหนาแน่น ทำหน้าที่ตั้งแต่พิมพ์เอกสารราชการ ฎีกา ไปจนถึงสิ่งพิมพ์ในพระราชพิธีและงานสำคัญต่างๆ พื้นที่แถวนี้จึงกลายเป็นย่านแห่งความรู้ของบ้านเมืองโดยปริยาย

เมื่อเวลาผ่านไป จากโรงพิมพ์ได้ต่อยอดสู่การเกิดสำนักพิมพ์จำนวนมาก ไปจนถึงการรวมตัวของกลุ่มปัญญาชน ในยุคนั้น ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักคิดและนักเขียนคนสำคัญเคยกล่าวถึงความตั้งใจในการสร้างย่านหนังสือว่าเป็นการสร้าง ‘มหรสพบนหน้ากระดาษ’ และยังเป็นถนนแห่งความรักและความหวังที่สะท้อนความเฟื่องฟูทางตัวอักษรในช่วงเวลานั้น ประวัติศาสตร์ของหนังสือน่าสนใจถึงเพียงนั้น 

หลังการทดลองจัดกิจกรรมย่านหนังสือในปีนี้ได้จบลง ชวนไปฟังเบื้องหลังกระบวนการขุดประวัติศาสตร์ พูดคุยกับคนในย่านเพื่อออกแบบ Bangkok Book District Fest ของ Cloud-floor ไปจนถึงบทสนทนาเรื่องการพัฒนาเมือง โลกหลังเทศกาลงานหนังสือจบ มุมมองการผลักดันนโยบายเมืองในระยะยาว และความหวังที่อยากให้ประเทศไทยเห็นความสำคัญของอาชีพนักออกแบบเมืองมากขึ้น 

In Search of a Book District’s Meaning

จุดเริ่มต้นของย่านหนังสือมาจากโครงการของ CEA ที่สานต่อโจทย์ของ THACCA ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งตั้งเป้าสนับสนุน 6 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทย และหนังสือคือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือต้องการผลักดันอย่างจริงจัง

หลายคนอาจคุ้นเคยกับเทศกาลงานออกแบบในจังหวัดต่างๆ ที่ใช้โจทย์เฉพาะของแต่ละพื้นที่มาเป็นแกนในการจัดแสดงผลงานและความคิดสร้างสรรค์ แต่ครั้งนี้โจทย์ที่ทีม Cloud-floor ได้รับแตกต่างออกไป เพราะเป็นการผลักดันให้เกิดย่านหนังสือโดยตรง

โจเล่าว่า คำถามแรกที่ทีมตั้งต้นคิดงาน ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการจัดงาน แต่คือการตามหาความหมายของคำว่า ย่านหนังสือ “เราตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วย่านหนังสือคืออะไร จะต่างกับงานหนังสือยังไง เพราะเมืองเราไม่เคยมีคำว่าย่านหนังสือมาก่อน อาจมีร้านหนังสืออิสระที่กระจุกตัว แต่ยังไม่เคยมีการใช้คำที่เรียกว่า ย่านหนังสือจริงๆ ก็เลยต้องมาตั้งเฟรมเวิร์กใหม่”

ท้ายที่สุดจึงสรุปออกมาเป็นกรอบคิดว่า การทำย่านหนังสือคือการพัฒนาระบบนิเวศควบคู่กันสองด้าน ฝั่งหนึ่งคือการพัฒนาเมือง อีกฝั่งคือการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือไปพร้อมกัน คำถามถัดมาคือ จะเลือกย่านยังไง

ย้อนกลับไปก่อนเริ่มคิดกิจกรรม งานวิจัยของ CEA พบว่าในกรุงเทพฯ มีร้านหนังสืออิสระราว 70 กว่าร้าน ซึ่งลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก และในย่านเมืองเก่าเพียงย่านเดียวมีอยู่ประมาณ 16 ร้าน จึงถือว่ามีจำนวนร้านหนังสือและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เยอะมากพอจะใช้เป็นจุดตั้งต้นในการตีความคำว่าย่านหนังสือให้ผู้คนเห็นภาพได้

โจเล่าว่าทีม Cloud-floor อ่านหนังสือเป็นงานอดิเรกกันอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นสายลึกที่ตามนักเขียนทุกคนอย่างใกล้ชิด จึงเลือกใช้วิธีลงพื้นที่ คุยกับเจ้าของร้านหนังสืออิสระ เพื่อทำความเข้าใจจากคนในพื้นที่

“เราเริ่มจากคุยกับพี่ๆ เจ้าของร้านหนังสืออิสระว่า ถ้าจะมีย่านหนังสือ คิดว่าหน้าตาจะเป็นยังไง แล้วเขามองว่าประโยชน์ของย่านจะเกิดกับใครบ้าง ชวนคุยเรื่อยๆ ว่าทำไมถึงเลือกมาอยู่ในพื้นที่ พี่ๆ ร้านหนังสือแถวเฟื่องนครก็พูดขึ้นมาว่า ตรงนี้มีจิตวิญญาณของย่าน เขาใช้คำว่า spirit of place”

คำว่า spirit of place จึงกลายเป็นคอนเซปต์ของงานและต่อยอดเป็นกิจกรรมต่างๆ ที่คำนึงถึงบริบทของย่าน

Building Book Ecosystem 

หลายคนอาจคิดว่าการจัดย่านหนังสือจะไปยากอะไร แค่จัดกิจกรรมขายหนังสือหรือพื้นที่ให้อ่านหนังสือก็น่าจะเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง การทำงานเมืองมีความลึกซึ้งกว่านั้น เพราะต้องคำนึงถึงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมหนังสือทั้งหมด ไม่ต่างจากเทศกาลออกแบบอื่นๆ ที่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่แค่การจัดแสดง แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความคิดสร้างสรรค์ในระยะยาว

โจเล่าว่า หลังพูดคุยกับคนในพื้นที่ ทีมร่วมกันออกแบบเฟรมเวิร์ก และมองว่า หากจะสร้างย่านหนังสือ ควรให้ความสำคัญกับ 3 ส่วน ได้แก่ book creator, book business และ book place

“book creator คือคนทำหนังสือทั้งหมด  คนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หลักสูตรและสิ่งพิมพ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพราะอินไซต์คือ เรามีคนรักหนังสือเยอะ แต่ทักษะบางอย่างขาดไป เช่น book reviewer คนรีวิวหนังสือ หรือ book critic คนที่กล้าวิจารณ์หนังสือ รวมถึงคนสร้างต้นฉบับภาษาไทยให้เข้มข้น เพราะทุกวันนี้หนังสือแปลเยอะ แต่คนสร้างต้นฉบับภาษาไทยยังน้อย ถ้าเราจะพัฒนาอุตสาหกรรม เราต้องพัฒนาคนพัฒนาทักษะและคุณภาพที่เคยแข็งแรงให้กลับมา

“ก้อนที่สองคือ book business มาจากสถานการณ์ร้านหนังสืออิสระที่ไม่ค่อยดี จำนวนลดลงเรื่อยๆ เพราะค่าเช่าที่สูงจาการพัฒนาเมือง เจ้าของร้านอยู่ไม่ได้ และยังต้องสู้กับร้านหนังสือใหญ่กับตลาดออนไลน์ เวลาคนเข้าร้านหนังสือจะเช็กราคาก่อนว่าในช้อปปี้ถูกกว่าหรือเปล่า ทั้งที่บางครั้งยืนอยู่ในร้าน แต่สุดท้ายก็ไปซื้อออนไลน์ มันเลยลดทอนความสำคัญของร้านหนังสืออิสระ และลดบทบาทของความเป็น book seller

ทั้งที่ความจริงแล้ว เสน่ห์ของร้านหนังสือคือการได้คุยกับเจ้าของร้านที่เล่าและแนะนำหนังสือต่อๆ กันไป สิ่งที่ต้องทำจึงเป็นการกระตุ้นให้ธุรกิจร้านหนังสือและสิ่งพิมพ์อยู่ได้ ซึ่งมันจะไปแตะเรื่องนโยบายด้วย ทั้งภาษีหนังสือหรือเรื่องเชิงโครงสร้าง เราอาจทำได้ในระดับกิจกรรม แต่ต่อไปควรมีการส่งต่อกิจกรรมไปถึงระดับนโยบายในระยะยาว

“ก้อนที่สามคือ book place ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ต่างจากงานหนังสือทั่วไป คือการใช้พื้นที่เมืองและพื้นที่สาธารณะ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่าน เราตั้งคำถามว่า เมื่อซื้อหนังสือแล้วจะไปอ่านที่ไหน ซื้อกลับบ้านได้แน่นอน แต่ถ้าอยากอ่านในเมืองล่ะ จะทำยังไงให้พื้นที่เมืองเอื้อต่อการอ่านนอกห้อง”

ทั้งสามส่วนถูกต่อยอดออกมาเป็นโปรแกรมต่างๆ ภายในงาน เกิด reading space 4 รูปแบบ ได้แก่ อ่านในสวน อ่านเคลื่อนที่ อ่านข้างวัด และอ่านหน้าร้านหนังสืออิสระ ขณะเดียวกันกิจกรรมสนับสนุนเจ้าของร้านก็ได้ความร่วมมือจาก OKMD องค์กรที่สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ เช่น การจัดโปรแกรมร่วมกับหนุ่ม–โตมร ศุขปรีชา ที่ชวนคนทำงานหนังสือมาทำความเข้าใจสถานการณ์และการปรับตัว เพื่อให้อยู่ได้ในยุคที่ร้านหนังสืออาจไม่ได้มีหน้าที่แค่ขายหนังสือ รวมถึงการทำคูปองสำหรับใช้จ่ายเฉพาะร้านหนังสือในย่าน เพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้น ทำให้คนรู้จักเส้นทางและร้านต่างๆ มากขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นการจับจ่ายและหมุนเงินกลับสู่ร้านหนังสืออิสระโดยตรง

Mapping the Stakeholders

แม้เทศกาลย่านหนังสือปีนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การพัฒนาย่านและอุตสาหกรรมหนังสือยังต้องเดินหน้าต่อ ทีม Cloud-floor มองว่าควรจัดเทศกาลต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี เพื่อเห็นโมเดลที่เติบโตได้จริง โดยเฉพาะแนวคิด book place ที่เชื่อมเรื่องหนังสือเข้ากับการพัฒนาเมือง

แต่ขณะเดียวกันในการออกแบบย่านสร้างสรรค์ ทั้งคู่เล่าว่าเนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกัน ทั้งผังเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต และค่านิยม จึงไม่สามารถยกโมเดลเดียวกันไปใช้โดยตรงได้ทุกแห่ง การทำงานจึงต้องเริ่มจากการศึกษาบริบทของแต่ละพื้นที่ใหม่ทุกครั้งที่เข้าไปทำงาน

ในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการชวนผู้มีบทบาทในวงการหนังสือ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้สร้างเนื้อหา นักออกแบบ และผู้ประกอบการ ให้มีส่วนร่วมและเห็นภาพในทิศทางเดียวกัน รวมถึงคำนึงในมิติหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ตั้งแต่ภาษีหนังสือ ค่าเช่าพื้นที่ ไปจนถึงมาตรการส่งเสริมการอ่าน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในเมืองคือผู้ขับเคลื่อน หากเป็นย่านสร้างสรรค์ก็ต้องมีนักสร้างสรรค์อยู่ในย่านนั้น

ฟิวส์สะท้อนบทเรียนจากการทำงานพัฒนาเมืองว่า “ถ้ามองในมิติเมือง ปัจจัยที่ขับเคลื่อนได้แรงที่สุดคือนโยบายหรืออำนาจจากภาครัฐ อันนี้ใหญ่สุด แล้วอีกสองส่วนค่อยตามมา อย่างที่สองคือ นวัตกรรมด้านการออกแบบเชิงกายภาพ เพราะเมืองคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ธรรมชาติไม่ได้สร้าง ดังนั้นงานออกแบบ ทั้งสินค้า บริการ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นจึงมีบทบาทสำคัญมาก

“ส่วนสุดท้ายคือเรื่องที่ฝังรากลึกและยากที่สุด คือทัศนคติต่อพื้นที่สาธารณะ เช่น ต่อให้ออกแบบทางม้าลายดีแค่ไหน ถ้าผู้ขับขี่ยังไม่เคารพคนเดิน กฎหมายอ่อนแอ งานออกแบบก็ช่วยไม่ได้ หรือจะรณรงค์ให้เมืองสะอาด แต่คนยังทิ้งขยะ ก็ไปไม่รอด เพราะสุดท้ายเมืองต้องพึ่งทั้งนโยบาย งานออกแบบ และทัศนคติต่อเมืองของคนไปพร้อมกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้”

แปลว่าแม้จะสร้างย่านหนังสืออย่างยิ่งใหญ่แค่ไหน หากไม่มีคนรักการอ่านหนังสือหลงเหลืออยู่ ย่านก็จะไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควรในระยะยาว

No One Carry the City Alone

กว่าจะออกแบบย่านสร้างสรรค์ได้อย่างเข้าใจคนในพื้นที่และมิติเมืองแบบวันนี้ ทั้งคู่เล่าว่าทีม Cloud-floor เคยผ่านช่วงเวลาที่เฟลจากการอยากนำเสนองานออกแบบที่ทีมชอบ แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเมืองยังไม่เห็นด้วย
ฟิวส์เล่าถึงงานที่ทำให้วิธีคิดในการทำงานของทีมเปลี่ยนไป คือโปรเจกต์ช่วงตั้งบริษัทระยะแรก

“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราไปเสนอโครงการกับทาง กทม. เราคิดว่าปัญหาที่ใหญ่สุดในกรุงเทพฯ คือเรื่องรถติด เพราะเวลาเสิร์ชกูเกิลก็เจอเรื่องรถติด สมัยนั้นยังไม่มี BTS MRT เหมือนทุกวันนี้ คิดว่าเครื่องมือที่น่าจะแก้ได้คือรถสาธารณะ

“เราก็เลยออกแบบโปรโตไทป์เป็นงานกระดาษ เป็นรถต่อกันให้เหมือนงูที่เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ได้ เพื่อเปลี่ยนให้วินมอเตอร์ไซค์เป็นทางเลือก เพราะปัญหาของบ้านเราคือซอยย่อยเยอะ รถสาธารณะเข้าไม่ถึง คนเลยต้องนั่งมอเตอร์ไซค์หรือนั่งรถกะป๊อ ตอนนั้นยังไม่มีแอพฯ เรียกรถ เรารู้สึกว่าถ้ามีลูกสาวก็ไม่อยากให้เขานั่งวิน มันไม่ปลอดภัย ซึ่งปัญหานี้ทำให้คนเมืองรู้สึกว่า งั้นซื้อรถเองดีกว่า ก็เลยยิ่งเพิ่มปริมาณรถในเมือง”

โจเสริมว่า “เราตั้งชื่อโปรเจกต์ว่า Snake เอาจริงๆ พอมองย้อนกลับไป ถ้าตอนนั้นเราเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. เราก็คงตั้งคำถามเหมือนกันนะว่าไอเดียอะไรเนี่ย ตอนนั้นไฟพลุ่งพล่าน รู้สึกว่าทุกอย่างแก้ได้ เพราะเราเรียนดีไซน์มาเนาะ ดีไซน์คือต้องแก้ปัญหาได้ ก็เลยเสนอไอเดีย Snake ไป แล้วก็เป็นจุดเปลี่ยนเพราะโดนสอยกลับมา”

สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่คำชม แต่คือคำท้วงติงเรื่องความไม่เข้าใจเมืองในภาพรวม ไม่เข้าใจความซับซ้อนทางสังคม การบริหาร หรือแม้แต่การแก้ปัญหาเชิงระบบ แค่อยากนำดีไซน์ไปแก้ปัญหา แต่คำแนะนำที่ได้รับคือให้เริ่มจากพื้นที่ขนาดเล็กก่อน ค่อยๆ สร้างความเข้าใจบริบท แล้วจึงขยับสเกลงาน

การถูกปฏิเสธในไอเดียแรกๆ ทำให้ทั้งคู่ตั้งคำถามว่าเมืองยังมีความหวังหรือเปล่า แต่ก็เป็นโอกาสที่ทำให้กลับมาทบทวนว่า นี่คือวิธีการที่ถูกต้องหรือเปล่าในการทำงานด้านเมือง

บทเรียนสำคัญคือการเลิกมองตนเองเป็นนักแบกที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างไว้เพียงฝ่ายเดียว ในความเป็นจริง นักออกแบบไม่สามารถจัดการได้ทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องนโยบาย ทำได้เพียงกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้หรือเปิดพื้นที่สนทนา แต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง

เมื่อมองเห็นโครงสร้างที่มีหลายชั้นซ้อนกัน จึงจะยอมรับได้ชัดขึ้นว่าบางส่วนเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้ บางส่วนทำได้เพียงเชื่อมประสานหรือผลักดันเท่านั้น ความสำเร็จหรือความไม่สำเร็จไม่ได้เกิดจากการออกแบบล้วนๆ แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเชิงโครงสร้าง ผู้มีอำนาจ และบริบททางสังคม การเติบโตจึงหมายถึงการเลือกโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ มองหา small wins เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทีละขั้น แทนการคาดหวังว่าจะพัฒนาเมืองทุกอย่างได้ในคราวเดียว

Beyond Urban Projects

แม้จะสนุกกับงานพัฒนาเมือง แต่ฟิวส์ยังเล่าว่าครึ่งหนึ่งของการทำงานในออฟฟิศยังคงเป็นงานสถาปัตยกรรม ทั้งอาคาร บ้าน โรงแรม และคาเฟ่ ล่าสุดคือร้านอาหาร ‘มัดสกล’ ที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งสะท้อนปรัชญาการทำงานของทีมได้ชัดเจน

“การออกแบบร้านอาหาร ‘มัดสกล’ ที่จังหวัดสกลนคร เป็นงานที่ตอบโจทย์ philosophy ของร้านเขา มันไม่ได้แค่ขายโปรดักต์ แต่ขายคุณค่า ขายเรื่องเล่าของพื้นถิ่น เพราะฉะนั้นคอนเซปต์อาหารก็มาจากชุมชนและวัตถุดิบในท้องถิ่น”

โจอธิบายว่างานที่สัมพันธ์กับเรื่องราวท้องถิ่นเป็นหนึ่งในงานที่ Cloud-floor ชอบ และทีมก็ค่อนข้างเลือกแนวงานที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยากทำมากกว่ารับทุกโจทย์ที่เข้ามา “สำหรับงาน ‘มัดสกล โจทย์ตั้งต้นคืออยากทำเป็น living room ของสกลนคร มัดความเป็นสกลและอีสานไว้ที่นั่น มันจึงไม่ใช่แค่โจทย์ออกแบบร้านอาหาร แต่ต้องเชื่อมโยงกับปรัชญาของเจ้าของว่าเขาอยากทำอะไร หรืออยากให้พื้นที่ออกมาแบบไหน อย่างร้านน้ำแข็งใส ‘ไสไส’ กับร้านกาแฟ Roots ที่ย่านประตูผี ตอนเริ่มก็คล้ายกัน คือเขามี philosophy ชัดเจนว่าจะใช้พื้นที่เป็นโชว์เคสของเรื่องราวชุมชนต้นน้ำที่ทำงานด้วย เราเลยรู้สึกแฮปปี้กับการทำงานแบบนั้น”

นอกจากงานอาคารแล้ว ยังมีงานออกแบบชั่วคราวอย่างพาวิลเลียนในเทศกาลออกแบบที่ทำร่วมกับ CEA ซึ่งแม้จะมีอายุสั้น แต่โจบอกว่าสิ่งสำคัญคือการสื่อสารประเด็นที่อยากสื่อกับสังคมในช่วงเวลานั้น

“พาวิลเลียนอยู่ได้ชั่วคราวก็จริง แต่เราต้องสร้าง statement บางอย่างให้กับช่วงเวลานั้น อย่างช่วงหนึ่งเราพูดเรื่องขยะพลาสติก ก็เอาประเด็นนั้นมาตีความเป็นงานดีไซน์ หรือช่วงที่พูดเรื่องมลพิษ ฝุ่น ก็ต้องแปลงประเด็นเหล่านั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้

Silver Lining of City

เมื่อถามว่า หากย้อนเวลากลับไปในวันแรกที่ก่อตั้ง Cloud-floor ได้ อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันนั้น ทั้งคู่สบตากันก่อนหัวเราะ เพราะหลังจากผ่านเรื่องราวการผลักดันงานพัฒนาเมืองมามากมาย มุมมองของแต่ละคนเป็นคนละทิศทาง

“ถ้าเกิดบอกตัวเองวันแรกได้ ก็อยากบอกว่า อย่าทำเลย”  ฟิวส์หัวเราะหลังคำตอบ

เหตุผลของฟิวส์ไม่ใช่เพราะไม่รักงานพัฒนาเมือง งานที่ทำยังคงมีคุณค่าและสนุก แต่เพราะนักออกแบบเมืองเป็นสายอาชีพที่ไม่มีแพร่หลายในไทยมาก่อน “day one ที่ตั้งบริษัทตอนที่กลับจากเยอรมนี เราคาดหวังว่า มันจะเกิดอาชีพที่เรียกว่า นักออกแบบเมืองขึ้นมา คิดว่าจะใช้ความสามารถที่พอมีมาทำบริษัทออกแบบที่เกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะ

“แต่ความจริงมันยังไม่มีอาชีพนั้นเลยในไทย มันถูกเรียกว่าสถาปนิกชุมชน มีแค่นักผังเมือง แต่ไม่ใช่นักออกแบบ แล้วภาพที่ออกมา มันดูเหมือนเป็นการช่วยเหลือมากกว่าอาชีพ ดูเป็นคนดีไปขอทุนคนโน้นคนนี้มาพัฒนาเมือง เดินตามชุมชนแออัดแล้วก็ทำโครงการขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วเราไม่ใช่แบบนั้น เราก็เป็นคนทั่วไปที่มีความคิดสร้างสรรค์และอยากทำเป็นอาชีพ แต่เราก็รู้ว่ามันไม่ง่าย เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพยายามสู้มาถึงทุกวันนี้ มันก็กระท่อนกระแท่น โมเดลของบริษัทเราคือ 50% ต้องหารายได้จากงานออกแบบปกติที่มีการออกแบบอาคารมาช่วยเลี้ยงออฟฟิศ เพราะว่าอีก 50% ที่เราทำงานภาครัฐโดยตรง มันไม่พอ”

อีกมุมหนึ่งของผู้ร่วมก่อตั้งอย่างโจคือ ถึงงานจะเหนื่อย แต่ยังสนุกกับการพบปะคนจากหลายวงการอยู่ “คิดไม่เหมือนกันตรงที่ว่า ยังอยากทำอยู่ จุดตั้งต้นคือเราทำงานที่เมืองนอกมาก่อน แล้วรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ซึ่งจะต่างกับเมืองไทยมาก ขนาดบริษัทรถอย่าง MINI Cooper และ BMW ยังจ่ายเงินสถาปนิกเพื่อให้คิดว่าต่อไปเมืองจะเปลี่ยนไปยังไง เพราะมันสัมพันธ์กับการออกแบบรถของแบรนด์

“สมมติว่าอีก 10 ปี คนไม่ซื้อรถแล้ว แล้วแบรนด์จะทำรถต่อเหรอ หรือสนใจจะทำเป็นสกูตเตอร์แทน เพราะว่าคนอาจใช้ mobility รูปแบบเดียวมากขึ้น บริษัทเอกชนจึงลงทุนเพราะมองว่าสิ่งนี้มีคุณค่าในการสร้าง scenario ใหม่ของเมือง เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีการตัดสินที่สะดุด เช่น เทศบาลนี้ไม่ให้ทำ เกิดการเปลี่ยนผู้มีอำนาจตัดสินใจ ปัจจัยภายนอกที่ทำให้งานยากเหล่านี้มันไม่เคยเกิดขึ้นกับเรา เวลาเราทำงานที่เมืองนอก แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ที่ไทยคือ มันจะมีความยากในหลายหลายมิติอยู่

“แต่ด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนไม่ได้สนใจเรื่องเดียว สนใจสิ่งใหม่หลายเรื่องเป็นมุมกว้าง การทำงานเมืองเลยพาเราไปเจอมิติอื่นๆ ได้เยอะ อย่างเช่น ทำงานเมืองมา 10 ปี พอปีที่ 8 เราเพิ่งรู้ว่า อีกช่องทางของคำว่าเมือง มันคือเรื่องอาหาร เมืองพาเราไปเจอกลุ่มคนที่สนใจเรื่องอาหารโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะในแง่ผลักดันเรื่องความปลอดภัยทางอาหารในระดับนโยบาย หรือผลักดันอาหารในมุมสินทรัพย์ของท้องถิ่นและความคิดสร้างสรรค์ เพราะการที่เมืองอยู่ได้ มันต้องมีคนจากทักษะต่างๆ อยู่

“ก็เลยรู้สึกว่ายังแฮปปี้กับการตัดสินใจทำ Cloud-floor เพราะเราไม่ได้โฟกัสแค่อย่างเดียวแล้ว เราเป็นคนที่ความสนใจเปลี่ยนไปตามการเติบโตของตัวเอง อยากขยาย wisdom ของตัวเองให้เยอะ พอเจอคนเยอะเราก็แฮปปี้มาก ทำเรื่องหนังสือก็รู้สึกว่าแฮปปี้สุดๆ แล้วเราก็ยังอยากขยายเติบโตด้านนี้อีก”

เมืองจะเติบโตได้ดี ธุรกิจออกแบบเมืองจะยืนระยะได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนในเมืองเห็นภาพตรงกันว่าการพัฒนาเมืองในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ