จับ ‘ไบรท์ไร้ไขมัน’ ครีเอเตอร์ดาวรุ่งสายฮา มาลีนสูตรสำเร็จในการทำละครแนวตั้งล้านวิว

ในยุคที่โลกโซเชียลฯ สุกงอม ใครต่อใครต่างลุกขึ้นมาเป็นครีเอเตอร์สร้างแชนแนลของตัวเอง อัพโหลดคอนเทนต์สร้างสรรค์ตั้งแต่โชว์กินจุกินอร่อย อวดน้องหมาน้องแมว ออกแบบกฎกติกาเล่นสนุกกับแก๊งเพื่อนตัวป่วน หรือ ‘ละครแนวตั้ง’ ที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นทุกวัน

 เช่นเดียวกับ ‘ไบรท์–เอกรัตน์ คงสถิตย์’ หรือ ‘ไบรท์ไร้ไขมัน’ (brightekkarat) ที่ใช้เวลา 2 ปีกว่า สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จากครีเอเตอร์มือใหม่สายฮา จนวันนี้กลายเป็นแอ็กเคานต์ที่มีผู้ติดตามหลัก 1.5 ล้านบนแพลตฟอร์ม TikTok และจำนวนหลักแสนบนแพลตฟอร์มอื่นๆ พ่วงด้วยรางวัล TikTok Awards Storyteller of the Year แห่งปี 2025

สิ่งที่ทำให้ไบรท์ไร้ไขมันประสบความสำเร็จ เป็นภาพจำในระยะเวลาอันสั้น คือการผสมผสานระหว่างเทคนิค ‘ละครแนวตั้ง’ ย่อยง่ายดูเพลิน กับ ‘ความฮา’ ในแบบซิตคอม จากการหยิบประเด็นใกล้ตัว ทั้งเรื่องราวปัจจุบันทันด่วนในสังคม, สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันตามแบบนิสัยคนไทย, หยอกล้อกีฬาฟุตบอลในวงเพื่อน แม้กระทั่งโรลเพลย์เป็นจังหวัดนั้นๆ

และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าคอนเทนต์ที่ว่ามาดำเนินด้วยเขาคนเดียวตลอดทั้งคลิป และตลอดทั้งกระบวนการผลิต

“ผมคิดเสมอว่าอะไรที่ทำแล้วตัวเองไม่ตลก คนดูยังไงก็ไม่มีวันตลกตาม ผมจะไม่ทำ” ครีเอเตอร์หนุ่มว่าแบบนั้น

เส้นทางการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของเขาเริ่มจากตรงไหน ทำไมถึงต้องเป็นละครแนวตั้งแบบซิตคอม สารตั้งต้นการคิดคอนเทนต์มาจากอะไร และคอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถเป็นอาชีพหรือธุรกิจที่หล่อเลี้ยงคนคนหนึ่งได้จริงไหม เราชวนไบรท์มาลีนคำตอบทั้งหมดผ่านบทสนทนานี้ 

#ครีเอเตอร์มือใหม่
เด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบการอยู่หน้ากล้องกับการเป็นนักเขียนบททีมโจ๊กเกอร์ แฟมิลี่

“เอาจริงจังเลยนะ ฝันแรกของผมคือการเป็นพิธีกรหน้ากล้อง ผมเป็นคนกล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนผมก็มีโอกาสเป็นพิธีกรของมหาวิทยาลัย”

ไบรท์เกริ่นนำถึงจุดเริ่มต้นการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ให้เราฟัง ถึงจะดูเป็นคนตลกเฮฮาหามุมจริงจังได้ยาก แต่ตัวตนของเขากลับอุดมด้วยฝันจริงจังเต็มเปี่ยม สิ่งที่เขาตั้งเป้าเสมอคือการเป็นพิธีกรขับเคลื่อนรายการสักรายการหนึ่ง 

เมื่อมีฝันก็ต้องทำตามฝัน ไบรท์เริ่มต้นเส้นทางจากการสมัครเป็นอินเทิร์นประจำสถานีวิทยุเอไทม์ มีเดีย ฝึกวิชาการเป็นครีเอฟกับรายการดัง เช่น จันทร์ Shock โลก และพุธทอล์ค พุธโทร ซึ่งในระยะเวลา 3 เดือนนี้ เด็กหนุ่มได้เฉิดฉายไอเดียคอเมดี้ของตัวเองผ่านการเขียนสคริปต์ งานเล็กบ้างใหญ่บ้าง ทว่าสิ่งที่เขาค้นพบคือตนเองมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นคนฟังตลกไปกับมุกที่คิด

กระทั่งเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชีวิตของเด็กหนุ่มมายืนอยู่บนทางแยกอีกครั้ง และฝันที่เพิ่มมามากกว่าหนึ่ง จากฝันแรกคือพิธีกรหน้ากล้อง ตอนนี้มีฝันที่สองคือการเป็นครีเอทีฟขีดเส้นตัวโตๆ กำกับว่า ‘สายฮา’ ก่อนจะเริ่มชีวิตการทำงานกับการเป็นครีเอทีฟเขียนบทให้กับรายการก็มาดิคร้าบ ของทีมโจ๊กเกอร์ แฟมิลี่

“หลังเรียนจบผมยื่นสมัครงานไปหลายที่ ก่อนจะมี 2 บริษัทที่ติดต่อมา บริษัทแรกเป็นแชนแนลยูทูบ กับอีกบริษัทคือโจ๊กเกอร์ แฟมิลี่ ของพี่ตั๊ก (บริบูรณ์ จันทร์เรือง) ซึ่งพี่เขาเป็นคนโทรติดต่อมาทาบทามด้วยตัวเอง เลยรู้สึกว่านี่แหละทางของเรา ก็เลยได้ทำงานเขียนบทซิตคอมที่นั่น เรียนรู้ศาสตร์ตลกจากพี่ตั๊ก พี่บอล (บอล เชิญยิ้ม) จากพี่แจ๊ส (แจ๊ส ชวนชื่น)

“ศาสตร์ที่ได้มาจากคนที่เขาเป็นตลกอาชีพจริงๆ มันเหมือนเป็นหลักวิชาการของสายตลกเลย คือมันมีกระบวนการที่เราไม่เคยรู้เบื้องหลัง ต้องมีตัวปู ตัวชง ตัวเซ่อ นักแสดงทุกคนถูกวางคาแร็กเตอร์ไว้หมด ตอบคำถามว่าทำไมตัวที่พี่บอลเล่นถึงไม่โดนแกล้งเลยเพราะเขาเป็นตัวปูมุก 

“ถามว่าโหดไหม การเป็นครีเอทีฟรายการตลก โหดครับ” ไบรท์หัวเราะ “อย่างแรกคือเราเพิ่งจบใหม่ทำงานที่นี่เป็นที่แรก อีกอย่างคืองานของผมไม่ได้จบที่เขียนบทเงียบๆ หลังฉาก ต้องไปที่สตูดิโอถ่ายทำบรีฟนักแสดง บรีฟช่างภาพ บอกบทกับ OB ให้สวิตช์ภาพ เป็นกองถ่ายที่ใหญ่และงานยากมาก” 

#เปิดการมองเห็น
‘ไบรท์ไร้ไขมัน’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ซิตคอมแนวตั้ง

“แล้วไบรท์ไร้ไขมันเริ่มจากตรงไหน” ผู้เขียนรอฟังคำถามด้วยใจจดจ่อ

ถ้าย้อนกลับไปสัก 15 ปีก่อน การเป็นเด็กจบใหม่ที่ได้ทำงานกับนักแสดงดัง อยู่ในบริษัทที่มั่นคง เป็นส่วนหนึ่งของรายการยอดฮิตแตะหลักล้านวิวไม่ว่าจะออกมากี่ตอนต่อกี่ตอน แต่ในยุคที่สื่อบันเทิงบนสถานีโทรทัศน์เอาแน่เอานอนไม่ได้ แนวคิดแบบเด็กเจนฯ Z ตอนต้น และอย่างที่พี่ตูน บอดี้สแลมกล่าวไว้ว่า ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน ไบรท์จึงตัดสินใจลาออกมาทดลองค้นหาตัวตนอีกครั้ง

“ผมเป็นเด็กในเจเนอเรชั่นที่ต้องการการเติบโตที่มันรวดเร็วแตกต่าง คือถ้าเราทำงานแล้วรู้สึกว่าที่ตรงนี้มันไม่ใช่ก็อยากจะออกไปหาโอกาสใหม่ๆ แต่ไม่ใช่จู่ๆ กลายมาเป็นไบรท์ไร้ไขมันทันทีนะ ตอนนั้นผมออกมาขายโกโก้ก่อนด้วยซ้ำ 

“ระหว่างที่ผมขายโกโก้ ผมคุยกับแฟนว่าอยากหางานเสริมเล็กๆ ทำ เลยนึกไอเดียอยากทำคลิปโปรโมตร้าน เผื่อคนจะรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น และจะได้นำวิชาครีเอทีฟที่สั่งสมมาลองใช้ดู เลยทำคอนเทนต์ออนไลน์เป็นคลิปวิดีโอตลกสั้นๆ ลงบน TikTok ทำออกมาเป็นสิบๆ คลิป แต่ที่ดังคือคลิปที่ล้อเลียนกระแสสังคมตอนนั้น 

“คลิปที่บอกว่าให้พิซซ่าเรามาฟรีไม่งั้นจะตกอเวจี ปอยเปตแสนล้านภพแสนล้านชาติ ผมเปลี่ยนเป็นเอาโกโก้มาให้เราฟรีแทน ปรากฏว่าคนดูนึกว่าคนในคลิปที่ล้อเลียนมาที่ร้านผมจริงๆ กลายเป็นว่าฟีดมันดัน เพราะตอนนั้นใน TikTok ยังไม่ค่อยมีคอนเทนต์แนวเล่าเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นคอนเทนต์แนวเต้น แนวลิปซิงค์ร้องเพลงมากกว่า

“พอทำไปเรื่อยๆ มันเกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย สิ่งทำอยู่มันสนุกดีนี่หว่า จนมาถึงคลิปล้านวิวแรกที่หยิบมีมของต่างประเทศมาเล่น ในคลิปนั้นผมสวมบทเป็นอาหวังเข้าไปกางร่มให้ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเล่นโดยแฟนผม ถามเขาว่ากลับบ้านยังไงครับ พอผู้หญิงบอกว่าแฟนมารับผมก็หุบร่ม สักพักเขาบอกว่าคงต้องกลับคนเดียว แล้วผมก็กางร่มใหม่อะไรประมาณนี้

“จากคลิปนั้นผมเลยปฏิญาณกับตัวเองว่า ต่อไปจะสร้างมาตรฐานไว้เลยว่า ทุกคลิปที่ทำยอดคนดูต้องไม่ต่ำกว่าแสนวิว เพราะถ้ามันถึงตามเป้าแสดงว่าคนดูเขาสนุก เข้าใจถึงสิ่งที่เรากำลังสื่อ” ไบรท์กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

เหตุนี้ไบรท์จึงตัดสินใจออกมาสร้างช่องคอนเทนต์ของตัวเองจริงจัง ซึ่งการเป็นครีเอเตอร์ที่ดีนอกจากเรื่องของมาตรฐานคอนเทนต์ ‘ชื่อช่อง’ ก็เป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่สำคัญที่ทำให้คนจดจำได้

อย่างไรก็ดี  ไบรท์เฉลยถึงที่มาของชื่อไบรท์ไร้ไขมันด้วยอารมณ์ขันว่า ไม่ได้มาจากการที่ตนเองเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสหรือขายคอร์สออกกำลังกายตามที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นการหยิบฉายาที่เพื่อนตั้งให้สมัยเรียนมัธยมมาใช้ ที่ในตอนนั้นเป็นคนชอบออกกำลังกายจนผอมแห้ง ที่เจ้าตัวคิดๆ แล้วน่าจะเป็นชื่อที่ติดหูได้ง่าย              

“ไบรท์ไร้ไขมันเป็นฉายาตอนมัธยมที่เพื่อนตั้งให้ครับ สมัยเด็กๆ เป็นคนชอบออกกำลังกายจนตัวผอมแห้งหนังติดกระดูก ผอมจนคนแซวว่าผมเหมือนก้างปลาทู  ผมคิดว่าน่าจะเป็นชื่อที่คนจำง่าย แต่หลายคนชอบคิดว่าผมขายคอร์สลดน้ำหนัก ขอบอกว่าไม่ใช่นะครับ”

#ดันขึ้นหน้าฟีด
หากิมมิกให้ตัวเองด้วยการโรลเพลย์ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว ประเด็นในสังคม ทีมบอลดัง จนถึงคาแร็กเตอร์ดังประจำจังหวัด 

ยุคนี้ความฮาอย่างเดียวไม่น่ามัดใจผู้ติดตามได้อยู่หมัด การหา ‘กิมมิก’ สร้างความยูนีกจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ 

ในมุมของไบรท์ไร้ไขมันกิมมิกที่เขาสร้างขึ้นคือการ ‘โรลเพลย์’ ที่ไม่ใช่การสวมบทบาทเป็นคนดังคนใด แต่โรลเพลย์สร้างคาแร็กเตอร์ ‘คนธรรมดา’ จากบริบทสามัญใกล้ตัวที่ใครก็ต้องเคยเจอ ทั้งเจ้านาย vs ลูกน้อง, เด็กนักเรียนแต่ละประเภทในห้อง, ถ้าจังหวัดมีชีวิตจะเป็นคนแบบไหน โดยเล่าในกรอบรูปแบบละครซิตคอมแนวตั้งเนื้อหากระชับ

“มันเริ่มมาจากการที่ผมอยากให้คนดูรู้สึกรีเลตกับคอนเทนต์ที่ทำในรูปแบบวิดีโอสั้นๆ รู้สึกว่าเขาก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้เหมือนกัน ที่ผ่านมามีคนเคยทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ แต่ยังไม่เคยมีใครนำเสนอในรูปแบบละครสั้น ผมก็ใช้วิชาการเขียนบทละครที่ตักตวงสะสมมาลองเขียนบทจำลองเป็นสถานการณ์ในออฟฟิศบ้าง ในโรงเรียนบ้าง  

“ถามว่าแล้วมันต่างจากคอนเทนต์ของคนอื่นยังไง ผมว่ามันคือเรื่องของการลงดีเทลเนื้อหา ตั้งโจทย์ก่อนว่า เราอยากจะเล่าอะไร และคนดูกำลังสนใจกับอะไร ผมยกตัวอย่างคลิปที่หยิบเรื่องกีฬาสีในโรงเรียน ผมครีเอตประเด็นให้มันยิ่งใหญ่เสียดสีกับการเมือง ประธานสีแอบเอางบไปกินหมูกระทะ หรือตั้งหัวข้อที่แบบทุกคนต้องเคยตั้งคำถามตอนเป็นเด็ก เช่น ทำไมครูพละแทบทุกโรงเรียนถึงต้องเป็นแฟนกับครูสอนนาฏศิลป์ พอมันแมสขึ้นก็ขยายเป้าหมายไปกลุ่มคนดูวัยทำงาน หยิบเรื่องวิถีชีวิตคนในออฟฟิศมาเล่า

“หรืออย่างซิตคอมตระกูลจังหวัด สมมติกระบี่ปะทะภูเก็ต สิ่งที่ผมทำคือการรีเสิร์ชหาข้อเท็จจริง อ่านคอมเมนต์ของคนในเฟซบุ๊ก ใน TikTok เริ่มจากเรื่องทั่วไป เช่น ในจังหวัดมีของดีขึ้นชื่ออะไรบ้าง ร้านอาหารอร่อย ที่ท่องเที่ยวดังประจำจังหวัด ถามข้อมูลจากคนที่เขาอยู่ที่นั่นจริงๆ รวบรวมข้อมูลแล้วค่อยสวมบทเป็นคนจังหวัดนั้น”

ตัวอย่างคอนเทนต์ที่หยิบสถานการณ์ป่วนๆ ในรั้วโรงเรียนมาเล่า 

ที่เป็นไวรัลสุดๆ คือการโรลเพลย์เป็นสโมสรฟุตบอลดังที่เรียกเรตติ้งได้ทุกสัปดาห์

“อย่างกีฬาฟุตบอลความสนุกของมันคือการได้แซวกันในฐานะแฟนบอล เมื่อคืนทีมแพ้ไม่อยากไปทำงานเลยเดี๋ยวโดนแซว ซึ่งผมคิดอีกมุมหนึ่งคือถ้าทีมฟุตบอลทีมนั้นเป็นคนจะเป็นยังไง เลยสร้างสถานการณ์จำลองเป็น ‘โรงเรียนฟุตบอล’ มีทีมดังเป็นนักเรียน เช่น เชลซี, ลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และแมนฯ ซิตี้ ที่ต้องส่งการบ้านครูซึ่งก็คือผลการแข่งขันประจำสัปดาห์ ที่คนดูชอบเพราะได้แซว ได้บลัฟกัน”

คอนเทนต์โรงเรียนฟุตบอลที่เป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ของไบรท์ไร้ไขมัน

นอกจากการโรลเพลย์อีกหนึ่งเทคนิคของไบรท์คือการแสดงเล่าเรื่องครบจบในตัวคนเดียว ในแต่ละคลิปคนดูจึงเห็นไบรท์มีคาแร็กเตอร์มากกว่าหนึ่ง มีการโต้ตอบคุยกัน จิกกัดแซวราวกับเป็นคนละคน จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของช่อง

“ความจริงโครงสร้างของหนังหรือละครสักเรื่องมันเล่นคนเดียวไม่ได้ ยกเว้นแต่จะเป็นการบ่นไปเรื่อยซึ่งมันน่าเบื่อแหละ ตอนแรกผมก็เริ่มจากชวนคนใกล้ตัว ชวนเพื่อน ชวนแฟนมาเล่น  แต่พอทำไปสักพักมันรู้สึกว่าไม่ใช่ทาง เราอยากลงคอนเทนต์ทุกวัน แต่เราไม่สามารถพึ่งพาเพื่อนพึ่งพาแฟนทุกวันได้ ก็เลยคิดว่าไหนๆ เราก็ถ่ายคลิป ตัดคลิปเอง งั้นก็เล่นเองด้วยเลยละกัน 

 “เริ่มจากเล่นเป็นตัวละคร 2 ตัว ใช้วิธีแอ็กติ้งสร้างคาแร็กเตอร์กับแต่งตัวให้ต่างกัน ตัวละครหนึ่งอาจจะใส่แว่น อีกตัวใส่วิก แล้วสลับมุมกล้องซ้าย-ขวา แรกๆ มีเขินบ้างที่ต้องพูดคนเดียว แต่พอทำบ่อยๆ จนชิน มันเกิดความรู้สึกว่า เอ้อ! เราก็ทำได้นี่ แล้วที่ผลตอบรับดี มีคนสนใจก็เพราะเราเล่นคนเดียวนี่แหละ ทำไปทำมามันเลยกลายเป็นซิกเนเจอร์ของช่อง ทุกวันนี้กระบวนการ pre (pre-production), pro (production), post (post-production) เลยมาจากตัวผมเองทั้งหมด”  

#สร้างรายได้จากคอนเทนต์
มายด์เซตของคนที่ยึด ‘ครีเอเตอร์’ เป็นธุรกิจและอาชีพหล่อเลี้ยงชีวิต

ห้องสี่เหลี่ยม กล้องหนึ่งตัว ไมโครโฟน ผ้ากรีนสกรีน และคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อ จากงานอดิเรกสนุกๆ ที่ดำเนินด้วยอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น ทุกวันนี้ไบรท์ลงมือผลิตคอนเทนต์จนแมสติดตลาด 

และคุณภาพตัวเลขหลักล้านวิวที่ผ่านมาคือเครื่องยืนยันว่า ทุกวันนี้คอนเทนต์ครีเอเตอร์คือ ‘ธุรกิจ’ ที่เขาสร้างจากศูนย์ และ ‘อาชีพ’ ที่หล่อเลี้ยงตัวเอง รวมไปถึงการมีงานโฆษณาเข้ามาเป็นโจทย์ท้าทาย 

“โห แรกๆ กดดันอยู่นะ ตอนที่รับงานแรกจากลูกค้า กดดันว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี กลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรออกมา แต่พอได้ลงมือทำจริงๆ ผมค้นพบว่าผมชอบมาก ชอบกับการที่ต้องคิดบทเพื่อไทอินสินค้าชิ้นนั้น และคอนเทนต์ที่ลงไปก็ได้รับผลตอบรับดี มีคอมเมนต์หนึ่งที่ผมจำได้ไม่ลืมเลยคือ ต่อให้เป็นโฆษณาผมก็ดูพี่จนจบ”

บทแบบที่ไบรท์ว่า คือการขยายขอบเขตไอเดียของตัวเองเล่นกับบริบทอื่นๆ โดยเผื่อพื้นที่สำหรับการโฆษณา แต่ยังคงคอนเซปต์การหยิบสิ่งของรอบตัวและเสน่ห์ความเป็นซิตคอมมาใช้ 

“พอรู้สึกว่าเราคิดนอกกรอบได้ เราจะหยิบจะจับอะไรมาเล่นก็ได้ เพียงแต่มันต้องรีเลตกับคนดูอยู่ ผมยกตัวอย่างคอนเทนต์ที่เล่นเรื่องกระเป๋าผู้หญิง อย่างที่รู้กันว่าหาของสักชิ้นในกระเป๋าของผู้หญิงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร สิ่งนี้ผมเจอมากับตัวตอนแฟนหรือแม่ใช้ให้หยิบของ แต่แทนที่ผมจะเล่าประเด็นนี้ตรงๆ ผมบิดมาเล่นว่า ถ้าเราเป็นของในกระเป๋ามันจะพูดคุยกันยังไง ในมุมของโฆษณามันมีที่ว่างสำหรับลูกค้าที่เป็นเครื่องสำอาง ข้าวของเครื่องใช้แบบไหนก็ได้

“จริงๆ สิ่งพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรขนาดนั้น มันคือไอเดียที่ได้แรงบันดาลใจมาจากงานโฆษณาตลกในสมัยก่อนมาปรับให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งผมโตมากับหนังโฆษณาแบบนี้” 

ตัวอย่างคอนเทนต์ที่ไบรท์บอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากงานโฆษณาในสมัยก่อน

“คุณทำยังไงให้ไม่เผชิญกับภาวะตีบตันไอเดียและมีวินัยในการทำงานเสมอ ในเมื่อคุณต้องลงมือทำเองทั้งกระบวนการ” ผู้เขียนถามต่อ

“เอาเข้าจริงผมก็เคยตั้งคำถามนี้เหมือนกันนะ แล้วส่วนตัวผมก็เคยประสบกับปัญหานี้มาพักหนึ่ง ถามว่าวิธีแก้คืออะไร สำหรับผมมันคือการสร้างแพสชั่นขึ้นมา หาโกลใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เช่นวันนี้โกลที่ตั้งไว้คือทำยอดให้ได้ 1 ล้านวิว ถ้าทำถึงวันต่อไปอาจจะขยับเป็น 2 ล้านวิว

“อีกสิ่งหนึ่งคือการเปลี่ยนมายด์เซตของตัวเอง จากมายด์เซตที่คิดว่าพรุ่งนี้เดี๋ยวค่อยเริ่ม หรือถ้ายอดเอนเกจไม่สูงเท่าแต่ก่อนกูไม่ทำต่อแล้ว  มีช่องใหม่ มีคอนเทนต์ใหม่ๆ มาแซงหน้ากูไม่ทำแล้ว ผมคิดเสมอว่าอาชีพคนทำคอนเทนต์มันก็เหมือนหุ้น มีวันที่หุ้นตกและมีวันที่หุ้นขึ้น เราต้องเชื่อมันว่าวันพรุ่งนี้หุ้นของกูจะต้องกระโดดสูงขึ้น กูจะต้องทำทุกทางให้หุ้นสูงขึ้น เป็นการปลุกไฟไปในตัว ถ้าพรุ่งนี้ยังทำได้ไม่ถึงเป้าก็ยังมีอีกหลายวันข้างหน้ารอเราอยู่ ทางที่เราเดินไม่มีใครมากดดันเรา ถ้าจะกดดันคือเราบีบตัวเอง 

“หรือเอาง่ายๆ เลย อย่างผมถ้ารู้สึกว่าวันนี้หมดไฟให้ไปอาบน้ำ อาบน้ำก่อน ไปทำตัวเองให้สดชื่น ล้างหน้าล้างตาให้สะอาดแล้วค่อยมาคุยกับตัวเองอีกทีในกระจก หรือลองออกมาจากบ้านมาหาไอเดียใหม่ๆ บ้าง คุณอย่าคิดทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แต่อยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยม ลองออกมาเดินเล่น หาหนังดูสักเรื่องให้บันเทิงจิตใจก่อน พอผ่อนคลายมันถึงจะคิดอะไรออก” เจ้าของช่องผู้ติดตามหลักล้านบอกกับผู้เขียน

#สร้างแรงบันดาลใจ
เมื่อชีวิตไม่ได้จบอยู่ที่แนวตั้ง

อย่างที่รู้กันว่าไบรท์ไร้ไขมันเติบโตจากการทำคอนเทนต์คลิปวิดีโอแนวตั้ง คำถามคือไบรท์ไร้ไขมันคิดเห็นยังไง หากวันใดวันหนึ่งกระแสคอนเทนต์รูปแบบดังกล่าวถูกพัดพาหายไปตามวิถีโลกที่หมุนเปลี่ยนเวียนวนตลอดเวลา?

“เคยมีคนบอกกับผมเหมือนกันนะ ว่าถ้ากระแสคอนเทนต์แนวตั้งหายไปมึงตายแน่นอน มึงจะไม่มีลูกค้า ไม่มีรายได้จากอาชีพนี้อีกต่อไป แต่ผมว่ามันไม่ใช่แบบนั้น วันใดวันหนึ่งกระแสแนวตั้งหายไป ผมอาจจะทำคลิปวิดีโอแนวนอนความยาวนานๆ ก็ได้ 

“คนบอกว่าการลาออกมาทำแชนแนลของตัวเองไม่มั่นคง ความไม่มั่นคงมันอยู่ที่ใคร อยู่ที่ความคิดคนทำ ผมเลยรู้สึกว่าผมมั่นคงอยู่ตลอด เพราะอะไรรู้ไหม เพราะผมรู้สึกว่าเราจะต่อยอดได้ตลอด นี่คือสันดานของครีเอทีฟ สันดานที่ครีเอเตอร์ควรมี มันคือการปรับได้ทุกเวลา ปรับได้ทุกอย่าง ถ้าเราปรับได้ยังไงเราก็อยู่ได้”

“แล้วที่คนส่วนใหญ่ชอบพูดว่า ในยุคนี้ใครก็เป็นครีเตอร์ได้ล่ะ คุณคิดเห็นยังไง” ผมถามทิ้งท้ายบทสนทนา

“ถามว่าจริงไหม ก็จริงครับ ทุกคนทำได้หมด อยู่บ้านก็ทำได้ อยู่ในห้องนอนก็ทำได้ คุณมีโทรศัพท์แค่เครื่องเดียวไม่จำเป็นต้องมีกล้องใหญ่เหมือนในสตูฯ มันทำได้หมดขึ้นอยู่กับไอเดียของคนคนนั้น ซึ่งคนอาจจะคิดว่าอาชีพนี้มันทำได้ง่ายก็จริง แต่นั่นคือตอนเริ่ม สิ่งที่มันยากคือการรักษามาตรฐาน ถ้ามองแบบคนทำธุรกิจคือทำยังไงให้ธุรกิจนี้ยืนยาว นั่นคือความสม่ำเสมอ ต้องรู้ว่าตื่นมาจะทำอะไร ถ่ายยังไงให้ดีเหมือนเดิม ตัดให้ดีเหมือนเดิม เมื่อถึงคราวกระแสสังคมเปลี่ยนต้องขยับตัวตามยังไง 

“สุดท้ายอย่างที่ผมบอกคือคุณต้องมีแพสชั่น ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ วันไหนเริ่มรู้สึกว่าไม่รักในสิ่งที่ทำ ลองพักแล้วทบทวนตัวเอง เราอาจจะแค่เหนื่อยเหมือนตอนงอนกับแฟน แต่ถ้ามันจะไปต่อกันไม่ได้จริงๆ ถึงค่อยเลิกรา

“ในอนาคตผมยังมีความคิดอยากขยายโปรดักชั่น พยายามทำแบรนด์ไร้ไขมันให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ อนาคตอาจจะกลายเป็นสื่อโฆษณาเต็มตัว แต่คนยังจดจำได้ว่านี่แหละคือตัวตนในแบบของไบรท์ไร้ไขมัน และในทีมจะได้มีคนมาเพิ่มจากที่มีผมแค่คนเดียว” 

ไบรท์เปรยถึงเป้าหมายในอนาคตสั้นๆ ด้วยความตั้งใจ เป็นอันจบบทสนทนาที่ได้เห็นตัวตนของเขาที่น้อยคนนักจะเห็น และได้เห็นว่าเบื้องหลังความฮาจนถึงตัวเลขยอดวิวแลกมาด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยมแค่ไหน 

สรุปคอนเทนต์ที่คนยอมจ่าย และช่องทางขายที่เวิร์ก

คอนเทนต์แบบไหนที่ไป ใช้งบเท่าไหร่ถึงจะดี แล้วจะทำยังไงให้คอนเทนต์ไม่ใช่แค่สร้างการรับรู้แต่สร้างยอดขาย?

เชื่อว่าทั้งเจ้าของธุรกิจ และนักการตลาดเองก็คงเคยตั้งคำถามเหล่านี้ และหลายครั้งทีเดียวที่แม้จะทำตามสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ผลลัพธ์กลับเปลี่ยนไป ‘ความไว’ อาจไม่สำคัญเท่า ‘ความจริงใจ’ และการทำคอนเทนต์เพื่อสร้างชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของธุรกิจที่ต้องการความยั่งยืน 

เพื่อช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น เราสรุปข้อมูลสำคัญจากรายงาน Digital Marketing Trends Report 2026 โดย Content Shifu ที่รวบรวมอินไซต์จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาให้แบบเน้นๆ บทความนี้จะเป็นเหมือนคู่มือที่ช่วยให้เห็นทิศทางการตลาดในอีก 1-2 ปีข้างหน้า 

1. ยุคแห่งความเชี่ยวชาญและคอนเทนต์เชิงลึก

สิ่งที่น่าสนใจคือข้อมูลจากรายงานชี้ว่ารูปแบบคอนเทนต์ที่เติบโตขึ้นอย่างมากคือกลุ่มรายงานวิจัย (report), รายการพ็อดแคสต์, แบบทดสอบ (quiz) และการสัมมนาออนไลน์ (webinar) สะท้อนว่าผู้คนยอมสละเวลาให้กับคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาและให้ความรู้แบบมืออาชีพมากขึ้น 

ความท้าทายที่นักการตลาดต้องเจอคือภาวะคอนเทนต์ล้นตลาดและงานที่สร้างโดย AI ที่อาจจะขาดคุณภาพไปบ้าง แบรนด์จึงต้องหันมาทำช่องทางของตัวเอง (owned media) เช่น บล็อกบนเว็บไซต์ หรือจดหมายข่าวทางอีเมลมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวในการคุยกับลูกค้า การมีช่องทางที่ตัวเองดูแลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ยังช่วยลดความเสี่ยงเวลาที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปลี่ยนกฎการมองเห็นด้วย

ถึงคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอจะยังได้รับความนิยมสูงสุดแต่ก็ต้องเปลี่ยนวิธีนำเสนอมาเน้นความเรียลมากขึ้น เช่น การถ่ายเบื้องหลังการทำงาน หรือการให้คนในองค์กรออกมาเล่าเรื่องเอง สรุปง่ายๆ คือ คอนเทนต์ในปี 2026 ต้องไม่ใช่แค่การโพสต์ไปวันๆ ที่เน้นปริมาณแต่ต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือ และทำให้คนอ่านรู้สึกว่าได้รับประโยชน์กลับไปจริงๆ ถึงจะชนะใจคนในยุคนี้ได้

2. คอนเทนต์ที่เฉพาะทางมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้

ระบบจะส่งคอนเทนต์ไปหาคนตาม ‘ความสนใจ’ มากขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่าคอนเทนต์ของเราจะไปโผล่หน้าฟีดของคนที่สนใจเรื่องนั้นจริงๆ แม้เขาจะไม่ได้กดติดตามเราก็ตาม นี่เป็นโอกาสทองของแบรนด์เล็กๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือการเติบโตของการบริหารกลุ่ม (community management) หรือการสร้างพื้นที่ปิด เช่น Facebook Groups หรือ Line OpenChat เพื่อดูแลลูกค้าเก่าและสร้างกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ ความเป็นชุมชนช่วยให้เราได้ข้อมูลจากลูกค้าโดยตรงและรวดเร็ว แถมยังสร้างโอกาสให้เกิดการบอกต่อที่มีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาที่แบรนด์จ่ายเงินซื้อเองหลายเท่า

การทำโซเชียลมีเดียยุคใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการ ‘รับฟัง’ และ ‘สร้างปฏิสัมพันธ์’ มากกว่าการสื่อสารทางเดียว แบรนด์ต้องรู้จักเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นเพื่อนหรือสมาชิกของแบรนด์ได้ เพื่อยืนระยะได้นาน

3. ยุคทองของความสนุกที่มาพร้อมยอดขาย 

TikTok Shop กลายเป็นช่องทางขายอันดับ 1 ที่นักการตลาดกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีเลือกใช้ (62.2%) แซงหน้าแพลตฟอร์มดั้งเดิมอย่าง Shopee (60%) และ Lazada (41.1%) ข้อมูลนี้ยืนยันว่าแพลตฟอร์มที่เอาความสนุกมานำการขายคือผู้ชนะ 

ผู้ประกอบการต้องมองให้ออกว่าพฤติกรรมการซื้อไม่ได้เริ่มที่การเสิร์ชหาของในแอพฯ ส้มหรือแอพฯ น้ำเงินเสมอไป แต่หลายครั้งการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นทันทีตอนดูวิดีโอสั้นๆ หรือดูไลฟ์ แบรนด์ที่ทำคอนเทนต์ที่ปิดการขายได้จบในที่เดียวจะมีความได้เปรียบสูงมาก เพราะช่วยลดขั้นตอนที่อาจทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจระหว่างทางได้

การแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้การตัดราคากันเองอาจไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์จากการเน้นโปรโมชั่นไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีและการหาลูกค้าใหม่ที่มีคุณภาพ โดยใช้ประโยชน์จากระบบหลังบ้านและการวิเคราะห์ข้อมูลที่แพลตฟอร์มมีให้ เพื่อให้ทุกบาทที่ลงโฆษณาไปเปลี่ยนเป็นยอดขายกลับมาให้ได้มากที่สุด

สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่าง ‘ความสนุก’ กับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ แม้การไลฟ์สดจะเน้นความบันเทิงแต่ข้อมูลสินค้าและบริการหลังการขายก็ยังต้องแน่น เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและไม่เป็นแค่ขาจรที่มาแล้วไป

4. ลงทุนอย่างมีเป้าหมายและหวังผลได้จริง

นักการตลาดเกินครึ่ง (51.5%) มีแผนจะเพิ่มงบประมาณในปี 2026 ขณะที่ส่วนใหญ่ที่เหลือเลือกที่จะคงงบไว้เท่าเดิม สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังเชื่อมั่นในการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก แต่จะเป็นการลงทุนที่มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้น คือต้องเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เป้าหมายหลักของการใช้งบจะขยับจากการสร้างแค่ awareness ไปสู่การหาลูกค้าใหม่และการสร้างยอดขายแบบเต็มตัว แบรนด์จะลดการหว่านโฆษณาไปทั่วแบบเดิมๆ แล้วหันมาลงทุนในช่องทางที่วัดผลได้ชัดเจน รวมถึงการลงทุนในเครื่องมือช่วยทำการตลาด หรือ MarTech เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและแม่นยำขึ้น

ความน่าสนใจคือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ที่เปลี่ยนไป แบรนด์จะเลิกจ้างคนมาโพสต์รูปสวยๆ แล้วจบไป แต่จะมองหาการเป็นพาร์ตเนอร์ระยะยาวที่ทำงานร่วมกันบ่อยๆ และหันมาใช้เกณฑ์การวัดผลตามยอดขายจริงๆ เช่น ระบบ affiliate เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่จ่ายไปนั้นสร้างรายได้กลับคืนสู่ธุรกิจได้นั่นเอง

สุดท้าย องค์กรต้องปรับทีมให้ทำงานได้ไวและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา การหาลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของพนักงานทุกคน คนทำงานสายการตลาดจึงต้องเป็นทั้งคนที่เก่งข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ และเป็นศิลปินที่เก่งการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์

ส่วนใครที่อยากลงลึกกว่านี้ ดาวน์โหลดรายงาน Digital Marketing Trends Report 2026 ฉบับเต็มได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

📍 ดาวน์โหลด Report ฉบับภาษาไทย contentshifu.com/resource/digital-marketing-trends-report-2026/

📍ดาวน์โหลด Report ฉบับภาษาอังกฤษ contentshifu.com/en/resource/digital-marketing-trends-report-2026/

ชวนอ่านแก๊กการ์ตูนที่เล่าเรื่องชาจีนจาก Gimbocha ‘ร้านชาคุณยาย’

Gimbocha คือร้านที่หลายคนเรียกติดปากว่า ‘ร้านชาคุณยาย’

ความพิเศษคือเป็นร้านชาคุณยายที่ไม่มีคุณยายตัวจริงอยู่ เพราะคุณยายเป็นเพียงคาแร็กเตอร์ในภาพวาดที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำให้ชาจีนเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายและเป็นกันเองมากขึ้น

ชื่อ ‘กิมบ้อชา’ มีที่มาจากเทพสตรีแห่งเทือกเขาคุนหลุน ตัวแทนแห่งพลังหยินและความอุดมสมบูรณ์ในความเชื่อจีนโบราณ จากความตั้งใจจะนำเสนอชาจีนให้น่าสนใจ แบรนด์จึงเริ่มต้นสำรวจใบชาตามย่านเยาวราช และสร้างคาแร็กเตอร์แบรนด์ในช่วงแรกด้วยภาพเขียนจีนแบบดั้งเดิม ก่อนจะค่อยๆ ปรับภาพลักษณ์จากเทพเจ้าให้กลายเป็น ‘คุณยาย’ คาแร็กเตอร์การ์ตูนที่ดูอบอุ่น เป็นกันเอง โดยยังคงชื่อร้านเดิมไว้ในฐานะรากของเรื่องราว

บอส–นภัสรพี พุทธรัตน์ และ ต้นน้ำ–วารีช กิจบูรณะ เริ่มต้นทำธุรกิจจากไอเดียง่าย ๆ ของคุณพ่อที่อยากเปิดร้านชาเป็นกิจกรรมหลังเกษียณ ช่วงแรก Gimbocha เป็นร้านขายใบชาแถวหนองแขมโดยโมเดลคล้ายร้านชาในเยาวราชที่ลูกค้าต้องรู้จักพันธ์ุชาก่อนถึงจะเลือกเป็น แต่ก็เริ่มเห็นฟีดแบ็กชัดเจนว่าลูกค้าส่วนใหญ่เดินเข้ามาถามหาเครื่องดื่มมากกว่า ทั้งคู่จึงลองปรับมาออกแบบประสบการณ์หน้าร้าน ใช้การ์ตูนคุณยายช่วยเล่าเรื่องชาจีนที่ดูเข้าถึงยาก ผลคือมีลูกค้ามาอุดหนุนมากขึ้นและเป็นแฟนคลับร้านมากมายจนเพิ่งเปิดสาขาที่ 2 ณ ย่านเสาชิงช้าเมื่อไม่นานมานี้ 

บอสเล่าจุดเริ่มต้นว่า “ถ้าย้อนกลับไปตอนเริ่มศึกษาชาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นความรู้เรื่องชายังมีเฉพาะทาง คุยกันในแวดวงที่แคบ เราก็เอาคีย์เวิร์ดที่คนรักชาคุยกันไปเสิร์ชกูเกิล ไล่หาว่าผู้เชี่ยวชาญเขาคุยกันเรื่องอะไร อ่านบทความเชิงลึกที่มีผู้ใหญ่หลายคนเขียนไว้ พอใช้เวลาศึกษาเรื่อยๆ อ่านอย่างเดียวมันก็ไม่พอ ก็ต้องไปซื้อชา ซึ่งเข้าถึงง่ายสุดก็ที่เยาวราช เราก็ไปซื้อเอาอย่างละนิดอย่างละหน่อยจากหลายร้าน ร้านนี้มีชา 20 ตัว เราก็เอา 20 ตัว อีกร้านหนึ่งมี 10 ตัวก็เอาอีก 10 ตัว เอามานั่งชิมกับคุณพ่อ”

ทุกวันนี้ Gimbocha เลือกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของชาผ่านแก๊กการ์ตูนและภาพวาด สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ทำให้ชาจีนเข้าถึงง่าย และเปลี่ยนการดื่มชาจีนให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยที่ใครก็เปิดใจเข้ามาลองได้

แปลรสชาให้เป็นภาพ  

การพัฒนาเมนูของ Gimbocha ตั้งต้นจากใบชาเป็นหลัก ทุกเมนูมีชื่อชาจีนเป็นแกน แต่ถูกตั้งให้ชวนลองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อู่หลงดินขี้เป็ดบ๊วยหวาน, Lavender Lemon Black Tea, Shuixian Cinnamon Mint, ตานฉงเกล็ดหิมะ, ลิ้นนกกระจอก และอีกมากมาย

ในเมนูมีทั้ง blended tea ที่ผสมวัตถุดิบต่างๆ ให้ทานง่ายและ single iced tea ไปจนถึงชาร้อนที่เน้นรสชาติแท้ของใบชามากขึ้น บอสเล่าที่มาเบื้องหลังว่า “สิ่งที่เราตั้งใจอย่างมากคือ ถ้าจะทำให้คนรู้จักชื่อชาจีนหรือเข้าใจชาได้ ต้องเริ่มจากการเอาชามาเบลนด์กับวัตถุดิบที่คนรู้จัก เช่น ดอกเก๊กฮวยที่คนกล้ากินอยู่แล้ว เพราะหลายคนพอเห็นชื่อชาแปลก ๆ ก็จะไม่กล้าลอง”

“ส่วนเมนู seasonal เราทำเพื่อให้ลูกค้าที่แวะมารู้สึกว่าร้านมีคนดูแล มีการอัพเดตเมนูใหม่ๆ เพื่อบอกว่าเราไม่ใช่ร้านที่ก๊อปปี้เมนูชาแล้วเปิดมาเพื่อทำกำไรอย่างเดียว เราพยายามสร้างประสบการณ์ตามฤดู ให้รู้สึกว่าแวะมาที่นี่กี่ครั้งก็มีสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม และมีความสุขทุกครั้งเวลาเข้ามาในร้าน”


ที่ Gimbocha ตั้งใจนำเสนอชาหลากหลายประเภท แต่ด้วยความที่การอธิบายรสชาติของชาเป็นเรื่องนามธรรม ร้านจึงเลือกใช้ภาพวาดเป็นอีกภาษาหนึ่งในการเล่าความรู้สึก เพราะในความเป็นจริง เวลาคนเลือกดื่มชา หลายครั้งไม่ได้ตัดสินใจจากชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากภาพที่ชวนให้จินตนาการได้ง่ายกว่า จะเห็นได้จากแพ็กเกจชาซองสำหรับชงดื่มเองที่บ้านของทางร้าน ซึ่งทุกซองมีภาพประกอบฝีมือของต้นน้ำที่วาดขึ้นจากเรื่องราวและคาแร็กเตอร์ของชาแต่ละชนิด

บอสยกตัวอย่างที่มาของภาพประกอบชาเจิ้งซานเสียวจ่ง “เจิ้งซานแปลว่าภูเขาแท้ เสี่ยวจ่งคือชาพันธุ์เล็กจากภูเขาแท้ เป็นชาแดง ทำในหมู่บ้านที่อบไฟเก่ง ต้นน้ำก็ดีไซน์เรื่องราวจากความรู้สึกหลังดื่มชา แล้วก็ตีความเป็นความอบอุ่น เพื่อออกแบบภาพให้เห็นมู้ดแอนด์โทนของการดื่ม ว่าดื่มแล้วจะรู้สึกแบบนี้”

ต้นน้ำเสริมว่า “อย่างชาขาวอัสสัมเป็นชาป่าของเชียงราย เราก็เลยวาดเป็นรูปน้องสัตว์ป่ามากินชากับยาย ส่วนต้าหงเผาแปลว่าผ้าคลุมสีแดงผืนใหญ่ ที่มาของชื่อชามาจากเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่เดินทางไปสอบ ระหว่างทางล้มป่วยไม่สบาย พระเดินมาเจอ จึงเอาใบชาจากในป่ามาต้มให้กิน เขาก็หายดีแล้วไปสอบผ่าน เลยกลับมาขอบคุณต้นชาด้วยการเอาผ้าสีแดงมาพันรอบต้นชา”

“ส่วนสตอรีที่เราวาด มีที่มาจากต้าหงเผาเป็นชาที่เกิดบนภูเขาซึ่งมีหินเยอะมาก ทำให้แร่ธาตุในดินสูง ส่งผลไปถึงรสชาติที่มีรสน้ำแร่ เป็นชารสจัดที่ผ่านการอบไฟสูง ออกโทนสโมค มีความหนักแน่น แล้วก็มีโทนดอกไม้เบาๆ ภาพเลยออกมาเป็นหินที่มีดอกไม้บาน”

แก๊กชาจากคุณยาย

นอกจากความพิเศษในการรังสรรค์ชา บอสยังเล่าถึงเบื้องหลังในการสร้างสรรค์การ์ตูนโดยใช้ตัวละครสมมติต่างๆ เป็นคาแร็กเตอร์หลัก

“ตอนแรกเราสร้างคาแร็กเตอร์คุณยายมาเล่าเรื่องชา แล้วมันเหมือนไม่มีคนคุยด้วย ก็เลยสร้างคาแร็กเตอร์หลานยายใส่แว่น เหมือนก๊อปปี้ตัวผมออกมาไปคุยกับยาย หลานจะขี้สงสัย ยายก็จะให้ความรู้ พอทำไปทำมาแล้วให้ความรู้เยอะไป ก็เปลี่ยนมาทำแก๊กเล่นมุกที่ไม่ได้เกี่ยวกับชาบ้าง เช่น จุดไฟเตาถ่านและจุดไม่ติด หลานรอจนหลับ เล่าง่ายๆ แค่นี้ก็มี หรือตอนเราคุยกับลูกค้า มันจะได้อินไซต์ตลกๆ อย่างเช่น เราชงชาด้วยวิธีหนึ่ง แต่ลูกค้าชงอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราก็เอาเรื่องราวแบบนี้มาทำเป็นแก๊กได้ คาแร็กเตอร์ยายก็พัฒนาไปเรื่อยๆ จากลูกค้า”

ทั้งนี้รูปวาดคุณยายที่เห็นในร้านทั้งหมดเป็นฝีมือของต้นน้ำ “ถ้าเป็นความรู้เกี่ยวกับชา เราจะคิดว่าเรื่องไหนที่เราอยากให้คนรู้ เช่น เคยวาดแก๊กวิธีทำความสะอาดอุปกรณ์ชงชา เราก็เอามาเล่าให้มีสตอรี มีการหักมุม ทำให้มันตลก โดยมีหลานเป็นคนรับส่งมุก คิดจากสิ่งที่เราเจอในชีวิตประจำวัน จากอะไรง่ายๆ แล้วเราเอามาขยาย”

แนวคิดเดียวกันนี้ถูกขยายไปสู่การออกแบบประสบการณ์ในแต่ละสาขา บอสอธิบายต่อว่า “แต่ละสาขาต้องออกแบบประสบการณ์ให้ไม่เหมือนกัน แต่คุณค่าที่ให้ลูกค้าต้องเหมือนกัน คือมีความเป็นบ้าน มีคุณยาย และมีชา ต้องมีสามอย่างนี้รวมกัน เมื่อลูกค้ามาหาก็จะเกิดเป็นสเปซที่เป็นคอมมิวนิตี้สำหรับพักผ่อน ไม่ว่าร้านชาคุณยายจะไปอยู่ย่านไหนก็ตาม”

ตัวอย่างเช่น ที่สาขาเสาชิงช้า ร้านเลือกใช้รายละเอียดอย่างที่รองน้ำชากงฟูฉา หรือถาดชงชาที่ดัดแปลงจากขัน เพื่อเล่าความเป็นไทยในย่านประวัติศาสตร์ของเมืองเก่า พร้อมกับออกแบบประสบการณ์อย่างละเอียด ทั้งการให้พนักงานช่วยเล่าเรื่องชา หรือการแต่งร้านตามเทศกาลพิเศษอย่างวาเลนไทน์และตรุษจีนที่สาขาใกล้หอศิลป์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนได้มาเยี่ยมบ้านใครสักคน

เมื่อทำร้านต่อเนื่องมาหลายปี จากที่ตอนแรกไม่รู้ว่าลูกค้าของร้านคือใคร เป็นคนกลุ่มไหน  ทั้งคู่ก็เริ่มค้นพบว่าลูกค้าไม่ได้มีแค่คนรักชา แต่รวมถึงคนรักศิลปะด้วย บอสเล่าย้อนว่า “ตอนแรกสุดสมัยอยู่หนองแขม ที่ร้านจะมีรูปวาดพู่กันจีนที่เราวาดเองติดผนัง ลูกค้าก็ถามว่ามีแบบนี้ให้วาดไหม เราก็เลยลองให้วาด กลายเป็นว่าลูกค้าจำว่ามาที่นี่แล้วได้วาดรูป ได้ผ่อนคลายตัวเองไปด้วย”

แม้รูปพู่กันจีนจะเลิกทำไปแล้วเพราะจัดการยาก แต่ทั้ง 2 สาขา ยังคงมีบอร์ดและกระดาษให้ลูกค้าได้วาดรูปเล่น ด้วยพื้นฐานที่ต้นน้ำป็นนักวาดอยู่แล้ว บรรยากาศร้านจึงดึงดูดกลุ่มศิลปินและนักวาดเข้ามาโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะสาขาที่อยู่ใกล้หอศิลป์ ยิ่งทำให้ร้านกลายเป็นจุดนัดพบของคนที่มานั่งวาดรูป ทำงาน หรือมาคนเดียวเพื่อโฟกัสและผ่อนคลาย

“ล่าสุดเราบอกลูกค้าว่า ใครมี zine หรือหนังสือทำมือก็เอามาวางที่ชั้นหนังสือได้ แล้วก็หยอดคอนแทกต์ไว้ท้ายเล่มได้ เผื่อใครมาอ่านแล้วอยากติดตาม ไม่ถึงอาทิตย์ก็มีคนเอามาวางเต็มแล้ว”

จากจุดเล็กๆ นี้เอง ต้นน้ำจึงบอกว่าทีมเริ่มมองไปถึงความเป็นไปได้ในอนาคตของกิจกรรมที่เชื่อมโยงคนสายอาร์ตเข้าด้วยกันมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าหลายคนพูดถึงและอยากเห็นเกิดขึ้นจริงในร้าน Gimbocha

กว่าจะเป็นเมนูในร้านชา

ในฐานะร้านชาเล็กๆ บอสอธิบายต่อว่าตลาดชาไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความตระหนักรู้ในชาจีนมากขึ้นพอสมควร คนดื่มเริ่มสนใจเรื่องราวและชนิดชามากขึ้น ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับชื่อชาจีนยากๆ อย่างชาทิกวนอิม ชาดอกไม้กุ้ยฮวา ฯลฯ จากที่แต่ก่อนมีกำแพงภาษาเพราะชื่อชาจีนประเภทต่างๆ นั้นเรียกยาก

“เวลาชิมชา เราจะเอารสชาติภูมิศาสตร์ของพื้นที่มาประกอบกับสตอรี  ทำให้เราจำได้แม่น อย่างชาหลงจิ่ง คือชาเขียว แปลว่าบ่อมังกร ซึ่งก็มีเรื่องราวของมัน ตามหลักการชิมคือ อย่างน้อยเราต้องเอาวัตถุดิบชาตรงจากแหล่งผลิตที่ควรจะเป็น เราต้องรู้ดีว่าชาชนิดนี้มาจากโซนไหน

“เช่น ชาหลงจิ่งก็จะมีแหล่งปลูกที่เป็นตำนาน กับแหล่งรอบๆ ที่สามารถผลิตได้เหมือนกัน เราก็ต้องรู้ว่าชาชนิดที่เราเอามา มันมาจากแหล่งดั้งเดิมโซนไหน เพราะรสชาติจะต่างกัน แล้วพอเอามานำเสนอ เราก็ต้องเล่าให้ลูกค้าฟังถึงประวัติศาสตร์ชาได้”

อีกสิ่งที่ต้องคำนึงในการเลือกชาคือคุณภาพที่สมกับราคาขาย “ตรงนี้ต้องมีการประเมิน บางทีเราชิมชามา 2-3 ตัว อาจจะมีตัวที่แพงและดีมาก แต่ถ้ามาทำราคาแล้วมันไม่ไหว เราก็อาจจะต้องลดระดับลงมา แล้วก็ต้องรู้ว่าชาตัวที่เราเอามาแทนต่างกับตัวแรกยังไง” 

บอสมองว่าทิศทางของตลาดชาต่อไป ผู้คนจะสนใจหันมาเลือกชาแบบพิถีพิพันมากขึ้น และเสพประสบการณ์ในร้านชาเพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่อยากสโลว์ไลฟ์มากขึ้น ซึ่งตรงกับความตั้งใจในการทำคาเฟ่ให้คนมีเวลาละเลียดชากับตัวเอง 

นอกจากนี้ต้นน้ำมองว่าเทรนด์เครื่องดื่มประเภทอื่นที่กำลังเป็นกระแสก็มีส่วนช่วยเปิดใจให้ผู้คนเข้ามาดื่มชาจีนมากขึ้นเช่นกัน เพราะใช้ความพิถีพิถันเป็นหลักสำคัญในการเลือกเครื่องดื่มเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ speciality ที่แบ่งออกเป็นหลายแบบ ไปจนถึงกาแฟที่มีระบบการเลือกด้วยเทสต์โน้ต

“อย่างเทรนด์มัทฉะที่มาแรงมาก มันก็ทำให้คนเปิดใจกินชาจีน ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกัน บางทีเรามีลูกค้าที่เดินเข้ามาแล้วอยากกินมัทฉะแต่ร้านเราไม่มี ก็กลายเป็นว่าลูกค้ากลุ่มนี้ตั้งใจเลือกเมนูชาจีนสนใจว่าชาจีนมีแบบไหนบ้าง”

สำหรับร้านเล็กๆ อย่าง Gimbocha การเพิ่มเมนูหลายแบบมากเกินไปจะทำให้จัดการหลังบ้านยาก จึงเลือกโฟกัสที่การพัฒนาเมนูชาเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็มีตัวเลือกอื่นเล็กน้อยอย่างกาแฟ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มาเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง รวมถึงเมนูขนมไหว้พระจันทร์ที่เกิดจากความตั้งใจจะต่อยอดรายได้

ด้วยความที่บอสไม่กินขนมไหว้พระจันทร์สูตรคลาสสิก จึงทำไส้ที่แปลกใหม่ อย่างไส้ช็อกโกแลต ไส้แอปเปิลคัสตาร์ด ใช้แป้งบัวหิมะที่เป็นแป้งข้าวเหนียวกับข้าวเจ้า ซึ่งมีความนุ่มต่างจากแป้งโมจิ และสรรหาแป้งที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอย่าง แป้งสำหรับทาร์ตสับปะรดไต้หวัน แป้งที่หอมเนย และออกรสชาติใหม่ทุกปีทำให้ลูกค้ารอติดตาม

แม้จะไม่ค่อยมีเวลาทำขนมจากการทำร้านชาที่ดูแลกันเองทั้งหมด แต่ทั้งคู่ก็พยายามออกเมนูขนมโฮมเมดหลากหลายทั้งทาร์ต ชูครีม เพื่อให้คนที่แวะมาที่ร้านได้เจอเมนูใหม่หมุนเวียนเรื่อย

ความหวานย้อนกลับ
ของธุรกิจโฮมเมด 

จากวันแรกจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลา 5 ปีตั้งแต่เริ่มเปิดร้านชา ทั้งคู่ทำธุรกิจแบบโฮมเมดมาตลอด คือดูแลกันเองเป็นหลัก เริ่มทำเมนูแบบ DIY ด้วยตัวเอง ไปจนถึงค่อยๆ ลงทุนซื้อเครื่องชงชาและอุปกรณ์ต่างๆ สอนพนักงานให้มองทิศทางของร้านไปในทางเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดคล้ายการเล่นเกมที่ต้องอัพสกิลไปทีละด่าน 

ในแง่ของการขยายธุรกิจ ด้วยทั้งคู่ไม่ได้หลงใหลศาสตร์การบริหารธุรกิจโดยตรง จึงแยกหน้าที่ออกเป็น 2 อย่าง คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำซึ่งช่วยให้ยอดขายเติบโตในอนาคต เช่น การออกบูทหาลูกค้าใหม่ตามงานอีเวนต์และห้างสรรพสินค้าเพื่อสร้างลูกค้าประจำให้หมุนเวียนกลับมาอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่อีกส่วนคือโจทย์ที่สนุกกว่า คือการตั้งคำถามว่าคาแร็กเตอร์คุณยายจะเติบโตไปในทิศทางไหน จะมีสตอรีหรือกิมมิกอะไรใหม่ๆ ให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วม และจะต่อยอดการปฏิสัมพันธ์ของลูกค้ากับคุณยายในรูปแบบอื่นได้ยังไงอีกบ้าง

ความภูมิใจของบอสคือการยืนระยะธุรกิจอยู่ได้แม้ระหว่างทางจะไม่ง่ายนักสำหรับคนสายนิเทศศาสตร์ที่การบริหารธุรกิจ การตลาด และการจัดการระบบต่างๆ เป็นเรื่องยาก

“เราเข้าใจแล้วว่าทำไมคำว่าผู้ประกอบการถึงเป็น love & hate ถ้าทำให้มันเกิดขึ้นได้ มันสนุกมาก ฟินมาก แต่ระหว่างทางเหมือนทรมานตัวเอง  แล้วเราก็ผ่านสิ่งนี้เป็นวงจรนรกไปเรื่อยๆ ทำเสร็จแล้วก็เครียดวนไปเรื่อยๆ แต่พอทำสำเร็จออกมาแล้วโอเคก็ภูมิใจที่รอดมาได้”

ด้านต้นน้ำบอกว่า “ตั้งแต่ร้านแรกมาจนถึงร้านนี้ เราใส่ความเป็นตัวเองค่อนข้างเยอะมาก ภูมิใจที่มีคนชอบความเป็นตัวเองของเราอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ บางเรื่องง่ายๆ เช่น วางหนังสือที่เราชอบไว้ในร้าน แล้วลูกค้ามารีวิวว่าชอบที่นี่ หรือมีส่วนร่วมกับกระดานวาดรูป รู้สึกดีที่มีสเปซแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่เราอยากให้มันเป็นตั้งแต่แรก คือเป็นสเปซที่ทุกคนเข้าถึงได้”

ความภูมิใจหลังผ่านความท้าทายเหล่านี้เปรียบเหมือนอาฟเตอร์เทสต์ของชา หรือที่คนจีนเรียกว่าหุยกัน คือ ‘ความหวานย้อนกลับที่ทิ้งไว้ในคอ’ ทั้งรสชาติ ความหอม และความชุ่มคอ ซึ่งทำให้ทั้งคู่รู้สึกคุ้มค่ากับการเปิดร้าน ‘ชาคุณยาย’ ตลอด 5 ปีมานี้

ขอบคุณรูปการ์ตูนจาก Gimbocha 

สิงห์ปาร์คขนบอลลูน 30 ลูก พร้อมเปิดจดทะเบียนสมรสบนฟ้า ปั้นเชียงรายเป็นแลนด์มาร์คบอกรักระดับโลก

เตรียมกล้องให้พร้อมแล้วเช็กอินที่เชียงรายได้เลย! เพราะ ‘สิงห์ปาร์ค เชียงราย’ กำลังจะจัดงานยักษ์  ‘Singha Park International Balloon Fiesta 2026’ ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 11-15 กุมภาพันธ์นี้ ที่ไม่ใช่แค่เทศกาลบอลลูนธรรมดา แต่เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น World Class Love Destination ที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาสัมผัสความโรแมนติกสักครั้งในชีวิต

ไฮไลต์ปีนี้อลังการกว่าเดิม ด้วยกองทัพบอลลูนกว่า 30 ลูก จาก 13 ประเทศทั่วโลกที่จะมาแต่งแต้มท้องฟ้าเชียงรายให้มีสีสัน แถมพกดีกรีความเจ๋งด้วยรางวัล Gold Award ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกามาการันตีคุณภาพงาน ซึ่งงานนี้นอกจากจะสร้างความสุขให้คนเที่ยวแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในชุมชนเชียงรายให้คึกคักสุดๆ  

สำหรับสายคอนเทนต์ห้ามพลาดกิจกรรม ‘บอลลูนเลิฟ’ ในวันวาเลนไทน์ ที่จะพาคู่รักผู้โชคดี 14 คู่ ขึ้นไปจดทะเบียนสมรสและบอกรักกันกลางอากาศแบบ 360 องศา ส่วนใครชอบงานอาร์ตต้องแวะดูโขนกลางแปลงเรื่องรามเกียรติ์ชุดใหญ่ริมทะเลสาบที่มีนักแสดงกว่า 200 ชีวิต เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมไทยเข้ากับบรรยากาศอินเตอร์ได้อย่างลงตัวที่สุด

ส่วนสายปาร์ตี้เตรียมตัวแดนซ์ เพราะงานนี้จัดเต็มคอนเสิร์ต 5 วัน 5 คืน ขนศิลปินเบอร์ต้นๆ ของไทยมาเพียบ ทั้ง Bowkylion, Nont Tanont, 4EVE, Ink Waruntorn ไปจนถึง Youngohm และ Taitosmith เรียกได้ว่าสลับสับเปลี่ยนแนวเพลงให้สนุกกันได้ทุกคืนตั้งแต่ทุ่มยันเกือบเที่ยงคืน

ถ้าใครมาเป็นครอบครัว ในงานยังมีโซน Workshop สำหรับเด็กๆ มีบูทอาหารท้องถิ่นรสเด็ด และกิจกรรมแอดเวนเจอร์อย่าง Zipline หรือขับ ATV ชมไร่ชาให้ได้ยืดเส้นยืดสาย เรียกว่ามางานเดียวได้ครบทั้งความชิลล์ ความสนุก และความโรแมนติก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกเจเนอเรชั่น

ใครอยากไปรีบจองบัตรด่วน! ผ่านเว็บไซต์ Eventpass หรือหน้างานที่สิงห์ปาร์คก็ได้ แล้วเจอกันที่เชียงรายนะทุกคน!

‘เค้กเลือกตั้ง’ พื้นที่การเมืองในวันที่ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิโหวต และวันเลือกตั้งเคยเป็นวันรื่นเริง

ทุกวันนี้ วันเลือกตั้งมักจัดให้ตรงกับวันหยุดวันหนึ่ง การไปเลือกตั้งก็คล้ายเป็นวันธรรมดาที่เราต้องไปหย่อนบัตรลงคะแนน ถ้าจะตื่นเต้นก็คงตื่นเต้นในใจว่าเราจะมีรัฐบาลแบบไหน ถ้ามีพรรคที่ชอบถึงขนาดเป็นแฟนคลับ ก็อาจจะมีความรื่นเริงกันบ้าง

แต่ด้วยกฎหมายเลือกตั้งและเงื่อนไขเพื่อความเป็นกลางต่างๆ การเลือกตั้งค่อนข้างมีบรรยากาศของการทำหน้าที่พลเมือง มีระบบระเบียบและความเคร่งขรึม ตั้งแต่การหาเสียงห้ามการจัดเลี้ยง ประเทศไทยก็งดขายแอลกอฮอล์

ถ้าเราย้อนไปในการเลือกตั้งในศตวรรษที่ 19-20 ซึ่งถือเป็นการจัดการเลือกตั้ง มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครเข้าบริหารหรือรับตำแหน่งเป็นตัวแทน ในสมัยนั้นการเลือกตั้งถือเป็นวันแห่งมหกรรมอย่างหนึ่ง ด้วยหลายเงื่อนไขเช่นการได้มีสิทธิมีเสียงและการใช้สิทธิใช้เสียงถือเป็นเรื่องน่ายินดี รวมถึงลักษณะการจัดพื้นที่ลงคะแนนที่ต้องมีการเดินทาง 

ในสมัยนั้นวันเลือกตั้งจึงกลายเป็นวันรื่นเริงอย่างสำคัญ มีการกินดื่ม และในการเฉลิมฉลองใหญ่ การเลี้ยงทั้งเหล้าและอาหารสะท้อนความสำคัญของการเมืองที่เครือข่ายและการดูแลผู้คนเป็นเรื่องสำคัญ สุดท้ายหลังลงคะแนนมักมีการตัดเค้กขนาดใหญ่จนกลายเป็นธรรมเนียมเก่าหนึ่งของอเมริกาคือการทำเค้กวันเลือกตั้ง หรือ Election Cake

วันเลือกตั้งที่อลหม่านและเมามาย

การเลือกตั้งในอเมริกาเองก็มีพัฒนาการ เช่นกระบวนการเลือกประธานาธิบดีที่แม้จะมีการเลือกตั้ง แต่กว่าจะมีการเลือกตั้งแบบมวลชน คือการให้สิทธิประชาชนลงคะแนนเพื่อเลือกประธานาธิบดีผ่านระบบคณะผู้แทนก็ราวทศวรรษ 1920 ในยุคนั้นคือการขยายสิทธิการเลือกตั้งให้กับชายผิวขาวทั่วไป 

ก่อนหน้านี้ ด้วยความคิดและการเลือกผู้แทนที่มักใช้รัฐคัดเลือก การหาเสียงกับมวลชนจึงถือว่าไม่เกิดขึ้น วิธีการหาเสียงคือผู้สมัครเป็นประธานาธิบดีมักจะใช้เครือข่ายเช่นหนังสือพิมพ์ หรือตัวแทนในการพูดแทนตัวเอง การพูดเองถือว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษและไม่งาม โจ่งแจ้งเกินไป

พอการเลือกตั้งเริ่มมีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อผู้ชายผิวขาวได้รับสิทธิเลือกตั้ง การลงคะแนนเริ่มกลายเป็นมหกรรมสำคัญ ส่วนใหญ่การเลือกตั้งในสมัยนั้นมักมีการวางหน่วยเลือกตั้งไว้ในเมืองใหญ่ หมายความว่าคนจะลงคะแนนต้องเดินทางมายังเมืองใหญ่เป็นการเฉพาะ 

ในอเมริกาจึงจัดให้วันอังคารเป็นวันเลือกตั้ง เพราะชาวนาต้องเดินทางขี่ม้ามาในเมือง ข้อสำคัญคือต้องไม่ให้ตรงกับวันไปโบสถ์คือวันอาทิตย์ และวันเสาร์เป็นวันที่จัดตลาดขายสินค้าเกษตร ดังนั้นการเลือกวันเลือกตั้งต้องเลือกเผื่อเดินทางวันจันทร์ ถึงวันอังคารเพื่อลงคะแนนและกลับทันวันค้าขายในวันพุธ

ช่วงแรกของการเลือกตั้ง ในพื้นที่อาณานิคมต่างๆ ของอเมริกามีการเลือกตั้งมากมาย เลือกผู้ว่าฯ ตัวแทนออกกฎหมาย นายอำเภอ เมื่อมีคนต้องเดินทางมาในตัวเมืองหรือในเขตเมืองเยอะๆ การจูงใจทั้งเพื่อให้คนมาเลือกตั้งและจูงใจให้คนมาเลือกตัวเองก็เลยสำคัญ 

ช่วงศตวรรษที่ 19-20 ด้วยทั้งการรวมตัวของผู้คน ความยินดีในการใช้สิทธิหรือมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง และการจูงใจผู้คนให้มาเลือกตั้ง วันเลือกตั้งจึงเป็นเหมือนวันแห่งความรื่นเริง มีการเดินขบวน จัดพื้นที่กินดื่มโดยเฉพาะในโรงเบียร์หรือบาร์ใกล้ๆ พื้นที่ออกเสียง

รูป : New York Public Library

ใช่ครับ ในการเลือกตั้งยุคแรกๆ ผู้สมัครเลี้ยงเหล้าเบียร์และอาหารการกินให้กับผู้ลงคะแนนของตัวเองอย่างเอิกเกริก ลักษณะความสำคัญของร้านเหล้าที่กลายเป็นพื้นที่สำคัญเกี่ยวข้องกับประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งคือผู้ชายผิวขาว เช่น กลุ่มแรงงาน กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มนี้มักจะมีพื้นที่ร้านเหล้าโรงสุราเป็นพื้นที่ทางการเมือง 

สมัยก่อนร้านเหล้า Saloon หรือ Tarvern ไม่ได้มีไว้กินดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ทางการเมือง เช่น ใช้นัดพบผู้สนับสนุน พบปะนักการเมือง พูดคุยแลกเปลี่ยนทางการเมือง กระทั่งเป็นพื้นที่พูดคุยตกลง ทำสัญญาเอกสาร ในสมัยที่ชนชั้นล่างยังไม่มีพื้นสาธารณะจากรัฐ ร้านเหล้าเป็นพื้นท่ีทางการเมืองสำคัญ

การเมืองกับเรื่องการกินดื่มจึงแยกกันไม่ขาด แถมในสมัยนั้น ผู้สมัครหรือผู้สนับสนุนผู้สมัครนั้นๆ จะจัดหาและนำพา คือบริการโหวตเตอร์ของตัวเองชนิดตั้งแต่จัดการขนส่ง มีรถลาก ม้า ลา บริการเพื่อพาไปถึงพื้นที่ออกเสียง เมื่อออกเสียงเสร็จ ผู้เดินทางมาลงคะแนน ซึ่งเดินทางมาไกลๆ ก็จะเข้าไปในร้านเหล้าสำคัญๆ ของเมืองเพื่อกินดื่มและเลี้ยงฉลองกันต่อไป 

ภาพของวันเลือกตั้งจึงเป็นภาพของการเดินขบวนที่เอิกเกริก ในยุคนั้นทำได้ถึงขนาดขณะที่ผู้คนเดินขบวนไปเลือกตั้ง มีการตะโกนโห่ร้อง ทำการจูงใจให้เปลี่ยนใจ กระทั่งข่มขู่จนอลหม่านกันจนวินาทีสุดท้ายก็ทำได้

ถามว่าเหล้ามีความสำคัญขนาดไหน มีเรื่องเล่าเล็กๆ ของจอร์จ วอชิงตัน สมัยที่ลงเลือกตั้งในสภาอาณานิคมเวอร์จิเนีย ก่อนจะมีการเลือกตั้งรวมชาติที่อเมริกายังปกครองเป็นกลุ่มอาณานิคม ในสมัยนั้นจอร์จ วอชิงตัน ลงสมัครแล้วแพ้ ซึ่งจอร์จ วอชิงตัน สรุปว่าแพ้เพราะมีเหล้าไม่พอ 

การเลือกครั้งแต่ไปจึงจัดเหล้ารัม พันช์ เบียร์รวม 144 แกลลอน และลอยลำเข้าสู่ตำแหน่ง ในแง่นี้การเมืองจึงสัมพันธ์กับเครือข่ายและการเลี้ยงดูปูเสื่อผู้คน

ผู้หญิง การครัว และชาติ

ในเรื่องราววันเลือกตั้งที่อึกทึกและอบอวลไปด้วยกลิ่นเหล้าและอาหาร ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 ในวันเลือกตั้งชาวอเมริกันจะมีการอบขนมเค้กที่เรียกว่าเค้กวันเลือกตั้ง (Election Cake) คือจะเป็นธรรมเนียมการอบขนมเค้กที่ชื่อว่า muster cake เป็นขนมเค้กแบบอังกฤษ คล้ายๆ ฟรุตเค้กในปัจจุบัน คือผสมผสานเค้กกับเนื้อแบบขนมปัง และมักจะอบด้วยผลไม้แห้งที่อวลไปด้วยกลิ่นเหล้า มักอบในพิมพ์ที่มีรูตรงกลาง

แค่ชื่อของเค้กก็สะท้อนความสัมพันธ์ของผู้หญิงและเรื่องบ้านเมือง muster cake โดยชื่อคำว่า muster หมายถึงการรวมพล ในสมัยก่อนเป็นขนมเค้กที่ผู้หญิงหรือแม่บ้านจะอบและแจกจ่ายให้กับนายทหารที่ถูกเรียกตัวเข้ามาฝึกในเมือง

ธรรมเนียมการอบเค้กผลไม้เพื่อวันเลือกตั้งเริ่มต้นในช่วงที่ฮาร์ตฟอร์ด (Hartford) เมืองหลวงรัฐแถบคอนเนกทิคัต คือแต่เดิมก็อบแจกจ่ายและมักอบในกิจกรรมของเมืองเช่นสภาเมือง แต่เมื่อเมืองฮาร์ตฟอร์ดกลายเป็นเมืองสำคัญของการเลือกตั้ง ผู้คนจากรอบๆ หลั่งไหลมาที่เมือง ประกอบกับบรรยากาศรื่นเริง ในที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เค้กของเมืองก็เลยกลายเป็นธรรมเนียมหนึ่งที่แม่บ้านจะอบเค้กเพื่อทั้งจูงใจให้คนมาเลือกตั้ง และบ้างก็ใช้เพื่อเป็นรางวัลสำหรับคนที่เลือกพรรคที่ครอบครัวหรือเธอสนับสนุน

รูป : Library of Congress

ต้องอย่าลืมว่าสมัยนั้นผู้หญิงไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และการอบเค้กทั้งเพื่อเลี้ยงทหาร และอบเค้กเพื่อเลี้ยงฉลองวันเลือกตั้ง กระทั่งมีนัยของการสนับสนุนฝ่ายการเมืองของตน ก็ถือว่าเป็นการเข้าร่วมมีบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่การเมือง

ยิ่งเรามองว่าในยุคนั้น ทั้งยุคอาณานิคมและการเข้ามีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง บทบาทที่ผู้หญิงเข้าร่วมผ่านขนมหวาน ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นและเข้ามีส่วนร่วมกับอเมริกาในฐานะประเทศใหม่ กับรัฐชาติใหม่อย่างแข็งขัน การร่วมด้วยอาหารการครัวจึงทั้งสะท้อนบทบาทของพวกเธอ ทั้งยังร่วมขุดพรวนวัฒนธรรมทางการเมืองและความเป็นชาติด้วย การอบและกินเค้กจึงมีนัยหรือการอุทิศตัวต่อประเทศในรูปแบบหนึ่ง

ความรักชาติหรือการมีส่วนร่วมกับกิจการของประเทศของผู้หญิง สะท้อนผ่านตำราอาหารที่บันทึกสูตรเค้กเลือกตั้งเอาไว้คือตำราอาหาร American Cookery ตีพิมพ์ช่วงราวปี 1800 ตำราเล่มนี้ถือเป็นหลักฐานของเค้กเลือกตั้ง ซึ่งเธอบันทึกสูตรไว้ เมื่อดูปริมาณ เช่น แป้ง 30 ควอร์ต เนย 10 ปอนด์ ไข่ 3 โหล สะท้อนว่าสูตรอาหารเหล่านี้ไม่ใช่แค่สูตรอาหารในครัวเรือน แต่เป็นสูตรอาหารสำหรับมวลชน ทำเพื่อเลี้ยงคนจำนวนมาก

ธรรมเนียมขนมเค้กวันเลือกตั้งค่อยๆ หายไปเมื่อการเลือกตั้งเป็นทางการขึ้น การลงคะแนนเริ่มมีระเบียบ มีคูหาลับ รวมถึงการมาถึงของยุคแบนเหล้าของอเมริกา ธรรมเนียมการกินดื่มและการเลี้ยงฉลองในวันเลือกตั้งก็ค่อยๆ หายไปพร้อมๆ กับการทำขนมเค้กวันเลือกตั้ง

ปัจจุบันมีหลายสื่อหรือประชาชนอเมริกันที่ร่วมกันรื้อฟื้นธรรมเนียมการอบและกินเค้กวันเลือกตั้ง ซึ่งมักเป็นการทำเค้กที่ชอบขึ้นมา บางส่วนพยายามจำลองสูตรจากตำราเก่า

คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์ในครั้งนี้ชวนกลับไปสำรวจประวัติศาสตร์และธรรมเนียมบางช่วงบางตอนของการเลือกตั้ง จากยุคสมัยที่การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ควรแก่การฉลอง เป็นเรื่องใหญ่ เป็นมหกรรม และเป็นความรื่นเริง 

ในความรื่นเริงสะท้อนถึงการได้มาของสิทธิ ของความสำคัญของการมีสิทธิออกเสียง มาจนถึงการทำและร่วมกันกินขนมเค้กในฐานะการเฉลิมฉลอง ซึ่งก็สะท้อนทั้งความยินดีในการเข้ามีส่วนร่วมของการเลือกตั้ง การทำหน้าที่ของการเป็นพลเมือง 

รวมถึงสะท้อนการเข้ามีส่วนร่วมของผู้หญิงซึ่งยังไม่มีสิทธิเต็มที่ และใช้สิทธิจากครัวของเธอในการร่วมกับกิจการของชาติ

อ้างอิงข้อมูลจาก

ส่อง ‘shopping list’ ประกันสังคม กับเงิน 875 บาทที่คนไทย 25 ล้านคนต้องจ่ายเพิ่ม

เงินประกันสังคมที่พนักงานออฟฟิศอย่างพวกเราต้องจ่ายในทุกเดือน ถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง? สิทธิประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่าจริงไหม? และสุดท้ายกองทุนประกันสังคมจะล้มละลายหรือไม่? 

คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาหลังจากมีการเปิดเผยถึงงบประมาณและการลงทุนของประกันสังคม ที่ดูจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตนสักเท่าไหร่ เช่น การทำปฏิทิน, ซื้อตึก SKYY9 Centre, ลงทุนหุ้น TU Dome, ปรับปรุงโรงอาหารที่กระทรวงแรงงาน, การสั่งตัดชุดสูทให้กับเจ้าหน้าที่ประกันสังคม และล่าสุดอย่างเรื่องการใช้เงินประกันสังคมจ่ายให้เจ้าหน้าที่นั่ง Business Class บินไปดูงานที่ต่างประเทศ

ยิ่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา เหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ได้รับค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะต้องส่งเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากเดิมสูงสุด 750 บาทต่อเดือน เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีค่าจ้างไม่ถึงเกณฑ์นี้จะต้องจ่ายในอัตรา 5% ของค่าจ้างจริง ยิ่งทำให้กองทุนประกันสังคมเป็นหนึ่งในกองทุนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในไทย โดยมีเงินสะสมและเงินลงทุนรวมสูงกว่า 2.8-2.9 ล้านล้านบาทต่อปี เกือบจะเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินที่มี 3.3 ล้านล้านบาทต่อปี

แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับกลับดูจะไม่สมน้ำสมน้ำกับเงินก้อนนี้สักเท่าไหร่ แล้วแบบนี้ถ้าไม่จ่ายประกันสังคมได้หรือไม่ การนำเงิน 875 บาทไปซื้อประกันสุขภาพเองดูจะคุ้มค่ากว่าหรือเปล่า คำตอบคือไม่ได้ เพราะตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในมาตรา 33 กำหนดให้ลูกจ้างในระบบทุกคนต้องส่งเงินสมทบ เพราะรัฐบาลต้องการสร้างตาข่ายรองรับเพื่อไม่ให้คนล้มละลายจากการเจ็บป่วยหรือตกงาน ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว

ประกันสังคมจึงกลายเป็นไฟต์บังคับที่เราไม่มีสิทธิ์เลือกเอง ไม่มีโอกาสแม้แต่จะนำไปเปรียบเทียบความคุ้มค่ากับประกันเจ้าอื่นๆ และไม่มีสิทธิ์ที่จะกด Unsubscribe ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่ เมื่อประกันสังคมคือการบังคับหักเงิน ในฐานะเจ้าของกองทุนก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อเงินที่จ่ายไปได้อย่างเต็มที่

Recap ตอนนี้จึงขอพามาผ่าระเบิดเวลาที่ชื่อว่าประกันสังคม ซึ่งกระทบต่อชีวิตคนไทยกว่า 25 ล้านคน ว่าสุดท้ายแล้วเงินที่ต้องจ่ายทุกเดือนนั้นถูกนำไปใช้ทำอะไรกันแน่ โดยเฉพาะการลงทุนอะไรของประกันสังคมที่ทำให้ประชาชนมองว่าไม่คุ้มค่าและส่อแววทุจริต อีกทั้งทางสำนักงานประกันสังคมได้มีการออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานั้นยังไงบ้าง

🔴 จ่าย 875 บาทต่อเดือน ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง

ก่อนอื่นขอพามาทำความเข้าใจก่อนว่าในกองทุนประกันสังคม ไม่ได้มีแต่ลูกจ้างที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือนหรือ 5% ของเงินเดือนเท่านั้น ยังมีเงินสมทบจากนายจ้างเพิ่มให้อีก 5% ของเงินเดือน และรัฐบาลจ่ายเพิ่มอีก 2.75% รวมเป็น 12.75% ถูกจัดสรรออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ ดูแลยามเจ็บป่วย เงินประกันการว่างงาน และเงินออมยามเกษียณ

โดยสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่

1. ในกรณีเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 8,750 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากเดิม 1,250 บาทต่อเดือน

2. รับเงินทดแทนการขาดรายได้ กรณีลาออกได้ 30% ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วัน สูงสุด 15,750 บาท และในกรณีถูกเลิกจ้างได้ 60% ของค่าจ้าง นานไม่เกิน 180 วัน สูงสุด 63,000 บาท

3. กรณีคลอดบุตร ได้เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 3,750 บาท

4. กรณีเสียชีวิต ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 36-119 งวด จะได้รับ 35,000 บาท และผู้ที่ส่งเงินสมทบ 120 งวดขึ้นไป จะได้รับ 105,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 5,000-15,000 บาท

5. กรณีชราภาพเพิ่มเป็น 1,050 บาทต่อเดือน จากเดิม 900 บาท

🔴 ย้อนรอยเงินประกันสังคมที่ผ่านมาถูกใช้ทำอะไรบ้าง

หลายคนเรียกร้องว่าสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับนั้นดูไม่คุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายทุกเดือน ยิ่งถ้าย้อนไปดูถึงการใช้เงินของกองทุนประกันสังคมยิ่งทำให้ผู้คนเกิดความสงสัยในเรื่องความโปร่งใส ตั้งแต่การนำเงินไปลงทุนแบบความเสี่ยงสูงในธุรกิจที่ดูจะไม่ทำกำไร ตลอดจนการนำเงินไปใช้โดยที่ผู้ประกันตนไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ โดยเราจะหยิบยกบางประเด็นที่ถูกพูดถึงมา Recap กัน ดังนี้

1. การซื้อตึก SKYY9 Centre

สำนักงานให้เช่าย่านพระราม 9 ที่ราคาประเมินในตลาดอยู่ที่ราว 3,000 ล้านบาท แต่ประกันสังคมควักเงินกว่า 7,000 ล้านบาทมาลงทุนซื้อตึกนี้ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการลงทุนผ่านกองทรัสต์และใช้การประเมินมูลค่าจากรายได้ ซึ่งประเมินไว้ 7,300 ล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้นจวบจนปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้เซ็นสัญญาเช่าตึกเป็นพื้นที่ 45% แต่ใช้จริงเพียง 25% ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกเช่า

2. การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ TU Dome

ในโครงการหอพักมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้รับสิทธิการเช่า 30 ปี ด้วยเงินลงทุน 800 ล้านบาท ถือหุ้นอยู่จำนวน 80 ล้านหุ้น ซึ่งข้อมูลจาก SET พบว่าตอนนี้มูลค่าตกเหลือหุ้นละ 1 บาท ทำให้มูลค่าหุ้นที่ประกันสังคมถือตอนนี้เหลือไม่ถึง 100 ล้านบาท แต่ทางประกันสังคมชี้แจงว่าเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อกระจายความเสี่ยง และได้รับเงินทุนคืนจากการลงทุนครั้งนี้กว่า 159 ล้านบาท

3. การปรับปรุงโรงอาหารในกระทรวงแรงงาน

ด้วยงบประมาณจากประกันสังคมกว่า 12 ล้านบาท ภายหลังสำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่าโครงการนี้ผ่านการอนุมัติและตรวจสอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ประกันตนและสาธารณชนรับรู้มาโดยตลอด และยังมีผู้คนมาใช้บริการ 300-400 คนต่อวัน

4. การทำฏิทิน

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาสำนักงานประกันสังคมใช้งบประมาณทำปฏิทินในแต่ละปีสูงถึง 50-70 ล้านบาท รวมแล้วใช้งบกว่า 450 ล้านบาท ทั้งที่ผู้ประกันตนหลายคนออกมาบอกว่าไม่เคยได้รับปฏิทินนี้เลย ทำให้ทางประกันสังคมออกมาชี้แจงว่าการทำปฏิทินถือเป็นการประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ของประกันสังคม แต่ถึงอย่างนั้นก็ประกาศว่าจะยกเลิกการจัดทำปฏิทินในปี 2569 นี้

5. การตัดชุดสูทให้กับเจ้าหน้าที่ประกันสังคม

ชุดยูนิฟอร์มของสำนักงานประกันสังคมกว่า 7,000 ตัว ใช้งบประมาณ 35 ล้านบาท หารเฉลี่ยต่อตัวเป็นมูลค่ากว่า 5,000 บาท เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ทางประกันสังคมแจ้งว่าการตัดสูทถือเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นพนักงานประกันสังคม คนจะได้เข้ามาถามข้อมูล ถามเรื่องสิทธิประโยชน์ได้ โดยใน 1 ชุดมีทั้งเสื้อ กางเกง และอื่นๆ ไม่ใช่ราคาสูทต่อตัว นอกจากนี้ยังเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายในพระราชบัญญัติประกันสังคม ที่ระบุว่าสามารถจัดสรรเงินในการบริหารงานมาใช้ได้ 10% ของเงินสมทบประจำปี ซึ่งใช้จริงอยู่ประมาณ 2-3% เท่านั้น

6. การนั่งเครื่องบินชั้นธุรกิจไปดูงานที่ต่างประเทศ

ประเด็นร้อนล่าสุดคือการใช้เงินประกันสังคมจ่ายค่าดูงานและไปประชุมหารืองานถึงต่างประเทศ โดยมีทั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่ประเด็นที่คนเพ่งเล็งที่สุดคือการนั่ง Business Class หรือชั้นธุรกิจกว่า 17 ที่นั่ง คนละ 355,000 บาท และยังมีค่าที่พัก ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าของที่ระลึก และค่าอื่นๆ รวมกันประมาณ 10,229,700 บาท ทางประกันสังคมออกมาชี้แจงว่าใช้เงินอย่างประหยัดและจำเป็น เพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

🔴 ก้าวต่อไปของประกันสังคมจะก้าวยังไงไม่ให้ล้มละลาย

ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของประกันสังคมมักวนเวียนคือ 2 วิธีหลักๆ คือเพิ่มเงินสมทบและขยายอายุเกษียณ ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมบอร์ดประกันสังคม ถึงแผนนโยบายการลงทุนฉบับใหม่ หรือ SAA เฟส 2 ที่จะดำเนินการในปี 2570-2574 เพื่อปรับสูตรพอร์ตการลงทุน 

จากเดิมถือสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง 60% และสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ 40% มาเป็นถือสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง 50% เท่ากับสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ซึ่งมีความเหมาะสมและปลอดภัยกว่า

โดยจะเน้นไปที่การบริหารความเสี่ยงในสินทรัพย์ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนหุ้นนอกตลาด และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ผ่านมาได้เริ่มทดลองปรับพอร์ตตามแนวทางใหม่ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 ถึงปี 2568 พบว่าผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนประกันสังคมปรับตัวดีขึ้น ประมาณ 6% หรือคิดเป็น 1.7 แสนล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังน้อยกว่าเงินเฟ้อทั่วโลกที่เฉลี่ย 7-9% หรือบางช่วงอาจจะสูงกว่านั้น

ประชาชนบางส่วนแสดงความคิดเห็นให้นำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ ซึ่งจะต้องแก้จาก พ.ร.บ.ประกันสังคม โดยกระบวนการนี้จะเริ่มต้นขึ้นได้หลังมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

แต่ก่อนจะถึงวันนั้นทางประกันสังคมได้มีการเปิดให้นายจ้างและผู้ประกันตนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีการปรับสูตรเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หนึ่งในประเด็นที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์สูงคือการที่ผู้ประกันตน 1 เสียง จะสามารถเลือกบอร์ดได้ 7 คน ใน 21 คน แต่ระเบียบใหม่เสนอให้ 1 เสียง สามารถเลือกบอร์ดได้เพียง 1 คน ใน 21 เท่านั้น ทำให้ฝ่ายลูกจ้างดูจะมีสิทธิมีเสียงน้อยลง

ถึงแม้บอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันจะครบวาระในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ผู้คนคาดหวังก็คงหนีไม่พ้นการเปิดเผยการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส นำเงินที่ผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลที่จ่ายในแต่ละเดือนไปใช้อย่างคุ้มค่าและลงทุนให้งอกเงย เพื่อที่กองทุนก้อนใหญ่ในชีวิตอย่างประกันสังคม จะสามารถเป็นที่พึ่งในวันที่เจ็บป่วย เกษียณอายุ และเสียชีวิตได้อย่างแท้จริง  

ที่มา : 

บทเรียน Davos 2026 ที่คนทำธุรกิจต้องรู้

เราจะสร้างความมั่งคั่งและความเจริญภายใต้ขีดจำกัดของทรัพยากรโลกได้ยังไง? 

นี่คือคำถามสำคัญที่ถูกทิ้งไว้ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประจำปี 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Spirit of Dialogue หรือจิตวิญญาณแห่งการเจรจา

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การตอบคำถามสำคัญ 5 ข้อเพื่อกำหนดอนาคต ได้แก่

1. จะร่วมมือกันยังไงในโลกที่มีความขัดแย้งสูง?

2. จะปลดล็อกการขับเคลื่อนการเติบโตได้ยังไง?

3. จะลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ให้ดีขึ้นได้ยังไง?

4. จะใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพได้ยังไง?

5. จะสร้างความมั่งคั่งภายใต้ขีดจำกัดของทรัพยากรโลกได้ยังไง?

การตั้งคำถามสำคัญเหล่านี้จาก Davos 2026 ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเป็นจริงใหม่ (new reality) ที่มีความไม่แน่นอนสูง และระเบียบโลกเดิมกำลังค่อยๆ ล่มสลายลง ซึ่งนอกจากจะเป็นโจทย์สำคัญสำหรับเหล่าผู้นำทั่วโลกแล้ว คนตัวเล็กในโลกธุรกิจยังสามารถนำคำถามและบทเรียนเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในโลกที่ผันผวนเช่นกัน

สรุป 4 ประเด็นสำคัญจาก Davos 2026 และการประยุกต์ใช้สำหรับผู้ประกอบการ

🌎 1. การสร้างกลยุทธ์ใหม่และหาพันธมิตรใหม่ (New Deals, New Dynamics)

ในการประชุมครั้งนี้มีการพูดถึงความร้าวฉานระหว่างขั้วอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งส่งผลให้ยุโรปต้องพยายามสร้างอำนาจอธิปไตยเชิงกลยุทธ์ (strategic autonomy) ที่หมายถึงการลดการพึ่งพาจากภายนอกและหันมาสร้างความมั่นคงภายในภูมิภาคของตนเองทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ขณะเดียวกันกลุ่มประเทศอำนาจกลาง (middle powers) อย่างแคนาดาก็เริ่มมีบทบาทในการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ ที่เน้นผลลัพธ์รายประเด็นแทนการรอพึ่งพาระเบียบโลกเก่า

✅ Keynote : ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานอาจถูกตัดขาดได้ทุกเมื่อจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ประกอบการไม่ควรฝากความหวังไว้กับคู่ค้ารายใหญ่รายเดียวหรือตลาดเดียว การสร้าง strategic autonomy ในระดับธุรกิจ สามารถทำได้หลายทาง เช่น การมองหาแหล่งวัตถุดิบสำรองภายในประเทศ หรือการรวมกลุ่มกับ SME รายอื่นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ดังคำกล่าวของ Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดาที่ว่า “หากเราไม่นั่งโต๊ะเจรจา เราก็จะเป็นแค่เมนูบนโต๊ะ” SME จึงต้องกล้าที่จะแสวงหาข้อตกลงใหม่ๆ เช่น การขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพสูงซึ่งกำลังเปิดกว้างขึ้น

🌎 2. การรับมือกับความผันผวนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (A Reckoning for Humanity)

รายงานความเสี่ยงโลกปี 2026 ระบุว่า การแบ่งส่วนทางภูมิเศรษฐกิจ (geoeconomic fragmentation) และความแตกแยกในสังคม กลายเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าปัญหาภูมิอากาศในระยะสั้น ผู้นำโลกจาก IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) และ WTO (องค์การการค้าโลก) ต่างเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เหตุการณ์ช็อกหรือเรื่องที่คาดไม่ถึงจากปัจจัยภายนอกจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น นอกจากนี้วิกฤตหนี้สาธารณะและความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ทางเศรษฐกิจในอนาคต ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากกำลังตกที่นั่งลำบาก

Keynote : บทเรียนจากดาวอสเน้นย้ำว่า เราไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไป SME ต้องปรับทัศนคติจากการเน้นประสิทธิภาพสูงสุดมาเป็นการเน้นความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน (resilience) ซึ่งหมายถึงการรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้แข็งแกร่ง และการเตรียมแผนสำรองสำหรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับการดูแลชุมชนและพนักงานจะเป็นเกราะป้องกันธุรกิจจากความไม่สงบหรือความแตกแยกในสังคมที่อาจกระทบต่อการดำเนินงาน

🌎 3. ปฏิวัติ AI ด้วยแนวคิดมนุษย์เป็นผู้กุมบังเหียน (Human in the Lead)

อีกสิ่งหนึ่งที่การประชุมดาวอสให้ความสำคัญอย่างมากคือผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยคาดการณ์ว่างานกว่า 40% ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ผู้นำด้านเทคโนโลยีเน้นย้ำว่าเป้าหมายของ AI ควรเป็นการขยายศักยภาพของมนุษย์มากกว่าการเลิกจ้าง โดยมีแนวคิดสำคัญคือ Human in the Lead ซึ่งหมายถึงการให้คนเป็นผู้ควบคุมทิศทาง ไม่ใช่แค่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ พร้อมทั้งเตือนถึงภาวะสมองฝ่อทางสติปัญญา หากเราพึ่งพา AI จนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์

✅  Keynote : ผู้ประกอบการไม่ควรกลัว AI แต่ควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนเพื่อให้แข่งขันกับรายใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญคือการไม่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ SME มีจุดแข็งอยู่ที่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับลูกค้าซึ่ง AI ทดแทนได้ยาก การนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาทักษะพนักงานให้สามารถคุมเกม AI ได้ จะช่วยให้ธุรกิจสามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับชุมชนและอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน

🌎 4. พลังของการเจรจาในโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ (The Power of Dialogue)

ท่ามกลางความขัดแย้ง เวที Davos 2026 ได้พิสูจน์ว่า การเจรจายังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการบรรลุข้อตกลงกรอบความร่วมมือเรื่องกรีนแลนด์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และ NATO ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดด้านความมั่นคงในแถบอาร์กติกได้อย่างรวดเร็ว หรือการใช้พื้นที่นี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาสามฝ่าย (สหรัฐฯ-ยูเครน-รัสเซีย) เพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครน ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีเน้นย้ำว่า การมีบทสนทนา ย่อมดีกว่าไม่มีเลย

✅ Keynote : ในยุคที่ความเห็นต่างในสังคมรุนแรงขึ้น SME ควรนำพลังแห่งการเจรจามาใช้ในการบริหารจัดการ ทั้งการฟังเสียงของพนักงานที่มีความหลากหลาย และการเจรจากับคู่ค้าอย่างซื่อสัตย์ การยอมรับความขัดแย้งและหาจุดร่วม จะช่วยให้ธุรกิจรักษาสายสัมพันธ์ที่สำคัญไว้ได้ ไปจนถึงการแก้ปัญหาร่วมกันมีประสิทธิภาพมากกว่าการกล่าวโทษกัน และการร่วมกันขยายเค้กให้ใหญ่ขึ้นย่อมดีกว่าการแย่งชิงเค้กก้อนเดิมในตลาดที่หดตัว

บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการในการประชุม Davos 2026 ทิ้งท้ายด้วยความจริงที่ว่าเรากำลังอยู่ที่จุดเริ่มต้นของความจริงใหม่ (new reality) ที่ยังไม่มีใครรู้ตอนจบ สิ่งที่ SME ทำได้ดีที่สุดคือการอยู่กับคำถามและไม่หยุดนิ่งที่จะปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลง 

เราไม่ควรรอให้โลกเป็นอย่างที่เราปรารถนา แต่ต้องเผชิญหน้ากับโลกในแบบที่มันเป็นอยู่ ปลดล็อกการขับเคลื่อนทางการเติบโตใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการรักษาความรับผิดชอบต่อโลก ทั้งหมดนี้คือทางรอดในยุคที่ระเบียบโลกเก่ากำลังล่มสลายลง


อ้างอิง 

คุยกับ ‘สวนดุสิตโพล’ ว่าทำไมเสียงหลักพันสะท้อนคนทั้งชาติได้

ท่ามกลางความร้อนระอุของสมรภูมิการเมืองไทย ข้อมูลมักถูกใช้เป็นอาวุธและโล่กำบัง แต่หากเอ่ยชื่อหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชนมาตลอดหลายสิบปี หลายคนจะนึกถึงชื่อ ‘สวนดุสิตโพล’ เป็นอันดับแรกๆ 

ย้อนกลับไปในวันที่คำว่า ‘public opinion’ หรือความเห็นสาธารณะ ยังเป็นเพียงแนวคิดที่เพิ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอเมริกา ศาสตร์แขนงนี้มีรากฐานมาจากการสำรวจความคิดเห็นเพื่อคาดการณ์ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีผ่านหน้าหนังสือพิมพ์  

เมื่อ รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ผู้บุกเบิกได้นำศาสตร์นี้เข้ามาสู่รั้วสวนดุสิต ก้าวแรกนั้นไม่ได้เริ่มต้นจากคณะรัฐศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่กลับเริ่มขึ้นในหลักสูตร ‘บรรณารักษศาสตร์’ โดยมองเห็นว่าเหล่านักศึกษาที่ช่างสังเกตและละเอียดลออในการจัดระเบียบข้อมูล คือกำลังพลชุดแรกที่เหมาะสม 

ในช่วงเริ่มต้น ภารกิจของนักศึกษาบรรณารักษ์กลุ่มนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เรื่องบ้านเมืองเป็นหลัก แต่เน้นหนักไปที่ ‘โพลการตลาด’ เพื่อสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคและการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก่อนที่จะขยับเข้าสู่สนาม ‘โพลการเมือง’ อย่างเต็มตัว ตั้งแต่การทำ exit poll และการทำนายผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในยุคคุณสมัคร สุนทรเวช ซึ่งผลออกมาแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์จนทำให้ผู้คนเริ่มสนใจศาสตร์นี้

“ท่านอาจารย์สุขุมเป็นผู้นำของสวนดุสิตโพล แล้วก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกันตรงนี้เลย สื่อก็จะมารอติดตามผล หลังจากนั้นทำให้คนรู้จักสวนดุสิตโพลมาโดยตลอด” 

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองไทยปัจจุบัน เราเดินทางมาเยือนมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อพูดคุยกับ ‘อาจารย์หนิง’ หรือ ดร.พรพรรณ บัวทอง’ ประธานสวนดุสิตโพลคนปัจจุบัน ถึงเบื้องหลังกองแบบสอบถามนับแสนแผ่น ไปจนถึงแง่มุมธุรกิจที่คนนอกอาจไม่เคยรู้ว่า ในยุคที่ดาต้าคือขุมทรัพย์ การทำงานกับ ‘ความจริง’ ของผู้คนนั้นมีมูลค่ามหาศาลในหลายมิติ

โพลคือบันทึกประวัติศาสตร์ 

หากมองผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์ ดร.หนิงเล่าว่าพัฒนาการความเห็นสาธารณะในไทยสามารถแบ่งออกเป็นยุคสมัยที่สะท้อนอารมณ์ของสังคมได้อย่างชัดเจน 

ในยุคแรกหรือ ‘ยุค 1.0’ นั้น เป็นยุคที่ผู้คนมีความตื่นตัวและตื่นเต้นกับการทำโพลอย่างมาก ประชาชนยินดีที่จะตอบคำถามและสะท้อนความเห็นของตนเองอย่างตรงไปตรงมา เพราะมองว่าเป็นพื้นที่ใหม่ในการแสดงออกทางความคิดเห็นที่ส่งผลถึงระดับนโยบาย

ทว่าเมื่อเข้าสู่ยุคต่อมาหรือ ‘ยุค 2.0’ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มมีความกังวลและกลัวที่จะตอบความจริง หรือบางครั้งจงใจให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ เนื่องจากอิทธิพลทางการเมืองและการซื้อเสียงที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การทำโพล โดยเฉพาะโพลหน้าคูหาเลือกตั้ง (exit poll) มีความเสี่ยงสูงขึ้นและต้องใช้ต้นทุนมหาศาลในการป้องกันความคลาดเคลื่อนและการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกที่บิดเบือนข้อมูลได้

ในยุคปัจจุบัน บริบทของการทำโพลซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น แม้ผู้คนจะมีความเต็มใจตอบมากขึ้น แต่ความท้าทายกลับอยู่ที่ ‘ความจริง’ ในคำตอบนั้นอาจไม่ได้มีเพียงมิติเดียว หรือประชาชนอาจเปลี่ยนใจได้ง่ายตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่ใช้ในการสำรวจ ระดับความรู้ส่วนบุคคล ไปจนถึงปัจจัยภายนอกอย่างกระแสข่าวสารและสภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น ซึ่งส่งผลให้ความคิดเห็นมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา

สิ่งหนึ่งที่ ดร.หนิงสะท้อนให้ฟังคือเอกลักษณ์ของคนไทยที่ว่าคนไทยมักไม่ยึดติดกับแนวคิดทางการเมืองหรืออุดมการณ์อย่างชัดเจนเหมือนในต่างประเทศที่หากใครเป็นฝั่งซ้ายหรือขวาจัดก็มักเลือกพรรคที่มีอุดมการณ์อย่างนั้น แต่คนไทยให้ความสำคัญกับ ‘ผลลัพธ์’ เป็นที่ตั้ง โดยเลือกที่จะเทคะแนนให้กับผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถเข้ามาแก้ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตได้จริง 

“หัวใจสำคัญของโพลคือข้อมูล ข้อมูลมาจากคน ในกรณีที่โลกมันต่างกันอย่างสุดขั้วแบบนี้ มันก็ทำให้คนตอบโพลมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกเยอะมากๆ เจ้าหน้าที่ของเราก็ทำงานหนักมากขึ้น” 

เพื่อให้ก้าวข้ามกำแพงอารมณ์ สวนดุสิตโพลจึงพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า ‘ดัชนีการเมืองไทย’ (Suan Dusit Poll Political Index) ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ละเอียดและครอบคลุมมิติทางสังคมอย่างรอบด้าน ดัชนีนี้ไม่ได้ถามแค่ว่าคุณชอบใคร แต่เจาะลึกลงไปใน 25 ตัวชี้วัดสำคัญ 

“ดัชนีการเมืองไทย คือการใช้ชุดคำถามเดิม 25 ตัวชี้วัดในแต่ละเดือนเพื่อให้เห็นภาพการเปรียบเทียบว่าในมาตรฐานเดียวกันนั้น รัฐบาลแต่ละยุคสมัยมีผลงานในสายตาประชาชนเป็นยังไง ใครสอบผ่านหรือสอบตกในเรื่องไหนบ้าง”

ตั้งแต่การปฏิบัติงานของนายกรัฐมนตรี ความเชื่อมั่นในพรรคการเมือง ไปจนถึงเรื่องปากท้องอย่างค่าครองชีพและราคาสินค้า ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน ‘ผลตรวจสุขภาพ’ ของประเทศที่ทำสม่ำเสมอทุกเดือน เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าฟันเฟืองตัวไหนของรัฐบาลที่กำลังทำงานได้ดี หรือฟันเฟืองตัวไหนที่ประชาชนเริ่มไม่เห็นชอบ

“เราหยุดทำไปช่วงที่มีการทำรัฐประหาร เพราะพอเราเทียบทุกเดือนก็จะเห็นว่าความเห็นของประชาชนเต็ม 10 มันค่อยๆ ได้คะแนนน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมือง ก่อนที่จะกลับมาทำตอนที่เราได้รัฐบาลใหม่

“แต่เชื่อมั้ยว่าในระยะเวลาที่ทำโพลดัชนีการเมืองมาหลายสิบปี ประเด็นคำถามที่สร้างดัชนีมาในแต่ละคำถาม ทุกวันนี้ยังใช้ได้จนถึงปัจจุบัน มันก็บ่งบอกได้หลายอย่าง เช่น สถานการณ์การเมืองบ้านเราไม่ไปไหน ก็เลยยังถามได้เหมือนเดิม หรือไม่ก็ข้อคำถามเรามันแม่นยำมาก”

อีกหนึ่งรูปแบบที่สวนดุสิตโพลนำมาใช้รับมือกับความผันผวนทางการเมืองคือ tracking poll หรือการเก็บข้อมูลแบบต่อเนื่องเป็นระยะเพื่อดูแนวโน้มแทนการเก็บเพียงครั้งเดียว การทำโพลแบบนี้ช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของคะแนนนิยม มากกว่าแค่ภาพถ่ายนิ่งๆ ซึ่งมีความหมายอย่างมากในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ ดร.หนิงย้ำเตือนนักวิเคราะห์และประชาชนอยู่เสมอคือ ‘อายุขัย’ ของข้อมูลทางการเมือง เธอเชื่อว่าเราไม่สามารถเอาผลโพลในอดีตที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้น มาอธิบายหรือตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบริบทและปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที โพลจึงเป็นเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ความรู้สึกที่บอกเราว่า “ครั้งหนึ่งคนเคยคิดแบบนี้” แต่ไม่ได้หมายความว่าวันนี้เขาจะยังคิดเหมือนเดิม

“ถ้าให้เรานึกย้อนกลับไป คนชอบพี่เบิร์ด ธงไชย แต่ณ วันนี้ คนโหวตเจฟ ซาเตอร์ ไง ดังนั้นแสดงว่าโพลมันเปลี่ยนได้ อารมณ์ความรู้สึกของคนมันเปลี่ยนได้”

ในสนามการเมืองก็เช่นกัน ข้อมูลที่ดูเหมือนจะชนะขาดลอยในวันนั้นอาจพ่ายแพ้ในวันนี้เพียงเพราะ ‘ความรู้สึก’ ของมวลชนได้ขยับที่ทางไปแล้ว การเอาข้อมูลเก่ามาใช้จึงต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

ความยากของการวิเคราะห์โพลการเมืองจึงอยู่ที่การแยกแยะระหว่าง ‘ข้อเท็จจริง’ กับ ‘อารมณ์ชั่ววูบ’ ข้อมูลที่เก็บท่ามกลางวิกฤตการณ์มักจะมีความแหลมคมสูงแต่ขาดความยั่งยืน ทีมงานสวนดุสิตโพลจึงต้องทำงานอย่างหนักในการสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อมองหาว่าภายใต้เสียงแห่งอารมณ์นั้น อะไรคือ ‘ความต้องการที่แท้จริง’  

บทเรียนที่สวนดุสิตโพลพยายามส่งมอบผ่านการทำโพลการเมืองมาตลอด 30 ปี คือการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันข้อมูล

“ให้สนุกกับการติดตามโพล อย่าให้โพลมันปั่นหัวเรา ให้โพลบอกเราว่ามันมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง”

ศาสตร์แห่งการชิมแกง

“ไม่รู้เหมือนกันว่าวันหยุดของคนอื่นเป็นยังไง แต่เสาร์-อาทิตย์ของอาจารย์คือการทำงาน” ดร.หนิงเอ่ยพลางหัวเราะ 

“วันเสาร์เราปั่นต้นฉบับ พอวันอาทิตย์ผลโพลออกสื่อเราก็ต้องมานั่งดูว่ามีสื่อไหนพูดถึงเรายังไงบ้าง การตามดูตรงนี้ไม่ได้แปลว่าเอามาเครียดนะ แต่เราดูเพื่อดูว่ากระแสสังคมเป็นยังไง เพื่อจะเอามาวางแผนว่าสัปดาห์หน้าเทรนด์เรื่องไหนกำลังจะมา พอถึงวันจันทร์เราก็มานั่งคุยกับพี่ๆ ทีมงานที่อยู่กันมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเพื่อสรุปงานกันต่อ”

หัวใจสำคัญคือการมองว่าทุกความคิดเห็นคือสินทรัพย์ทางปัญญาที่ต้องผ่านกระบวนการถนอมและแปรรูปอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกผลโพลที่ปรากฏต่อสาธารณะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นได้ ถึงอย่างนั้น ที่ผ่านมาหลายคนตั้งคำถามกับโพลหลายๆ สำนักว่าไปทำโพลกันตอนไหน ทำไมเราไม่เคยถูกถาม กระทั่งว่าจำนวนคนเท่านี้จะบอกอะไรได้

“โพลคือแขนงหนึ่งของการวิจัย ซึ่งหัวใจสำคัญอย่างการสุ่มตัวอย่างมักถูกตั้งคำถามเสมอว่าคนเพียงหลักพันจะสะท้อนเสียงของคน 65 ล้านคนได้ยังไง ความสงสัยนี้เป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้เราฉุกคิดก่อนที่จะเชื่อ แต่ในทางวิชาการ การวิจัยมีรากฐานมาจากปรัชญาและความเป็นเหตุเป็นผล 

“เหมือนที่อาจารย์สุขุมเคยเปรียบเทียบไว้ว่า ‘การชิมแกงไม่จำเป็นต้องกินทั้งหม้อ แค่ซดเพียงช้อนเดียวก็รู้แล้วว่ารสชาติเป็นยังไง’ หากช้อนนั้นถูกตักขึ้นมาอย่างถูกวิธี มันก็เพียงพอที่จะบอกรสชาติของคนทั้งประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ หรือเชิงปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราสร้างองค์ความรู้และกำหนดทิศทางเพื่อนำไปใช้งานจริงได้อย่างแม่นยำ”

กระบวนการ ‘ทำความสะอาดข้อมูล’ หรือ data cleaning คือด่านทดสอบแรกที่สวนดุสิตโพลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความเสี่ยงสูง ทีมงานต้องตรวจสอบตั้งแต่ช่วงเวลาการตอบเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่บอตหรือโปรแกรมอัตโนมัติที่ถูกส่งมาปั่นผลโพล มีการวัดระยะเวลาที่ใช้ในการตอบแต่ละข้อเพื่อคัดกรองคำตอบที่อ่านผ่านๆ หรือตอบแบบสุ่มออกไปจากระบบ รวมถึงการตรวจสอบความสอดคล้องของคำตอบในแต่ละประเด็นเพื่อหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นจากการตอบแบบไม่ตั้งใจ ทำให้ข้อมูลที่เหลืออยู่คือความจริงที่ผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดที่สุด

สำหรับการเก็บข้อมูลภาคสนามที่ยังคงใช้แบบสอบถามกระดาษ ความท้าทายอยู่ที่การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย หลายคนอาจไม่เต็มใจให้คำตอบ หลายครั้งการทำงานภาคสนามก็ตามมาด้วยความเครียดจากการเผชิญกับอารมณ์ที่หลากหลายของผู้คน

สวนดุสิตโพลยังกำหนดว่าข้อมูลที่ใช้ได้ต้องมีความสมบูรณ์มากกว่า 80% ในแต่ละชุดคำถามเท่านั้น เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในเชิงสถิติ กลยุทธ์สำคัญที่นำมาใช้คือการเก็บตัวอย่างเกินจำนวนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการที่ข้อมูลบางส่วนอาจถูกคัดทิ้งทำให้มั่นใจได้ว่าแม้จะผ่านการกรองที่เข้มข้นจนเหลือแต่ข้อมูลชั้นดี จำนวนข้อมูลที่เหลือก็ยังคงมากพอที่จะเป็นตัวแทนของประชากรได้อย่างแม่นยำและมีน้ำหนักมากพอ 

ในขั้นตอนการวิเคราะห์ทางสถิติ ทีมวิจัยจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความผิดปกติหรือ outliers เพื่อหาข้อมูลที่โดดออกจากกลุ่มจนอาจส่งผลกระทบต่อค่าเฉลี่ยที่แท้จริง มีการดูรูปแบบการกระจายตัวของข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อให้เห็นภาพรวมที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมมากที่สุด 

แม้เทคโนโลยีจะช่วยในการประมวลผลได้มหาศาล แต่ประสบการณ์ของบุคลากรคือปัจจัยในการควบคุมคุณภาพและการตีความข้อมูลที่ซับซ้อน เจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ยาวนานจะมองเห็นความผิดปกติในข้อมูลได้เร็วกว่าระบบคอมพิวเตอร์ และมีความสามารถในการมองลึกลงไปในความรู้สึกของผู้คนผ่านตัวเลขเหล่านั้น 

นักสำรวจโพลของสวนดุสิตจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่แจกแบบสอบถาม แต่ต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการวิจัย ตั้งแต่การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง การวัดผล ไปจนถึงการวิเคราะห์ผลเบื้องต้น นอกจากนี้ยังต้องมีความรู้รอบตัวในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ เพื่อให้สื่อสารกับกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจประเด็นที่กำลังสำรวจ  

Data is an Asset

ในมิติธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ข้อมูลของสวนดุสิตโพลเปรียบเสมือน ‘เข็มทิศ’ ที่มีราคาสูงยิ่งในตลาดการแข่งขันปัจจุบัน 

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นแผนที่ที่บอกทิศทางกระแสสังคมที่นักธุรกิจและผู้วางนโยบายต่างต้องการ ดร.หนิงย้ำถึงคุณค่าของสิ่งที่ถืออยู่ในมือเสมอว่า 

“ถ้าถามถึงคำจำกัดความของที่นี่ อาจารย์มักจะใช้คำว่า ‘Data is an asset’ เพราะข้อมูลคือทรัพย์สินที่มีค่าเท่ากับความรู้และเงินทอง หากเราบริหารจัดการข้อมูลเหล่านั้นจนเข้าถึงระดับอินไซต์หรือข้อมูลเชิงลึกได้จริงๆ มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก 

“อาจารย์เชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนโลกวันพรุ่งนี้ได้ด้วยข้อมูลที่เรามีในวันนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่แนวคิดส่วนตัว แต่เป็นแนวทางที่สวนดุสิตโพลทำมาตลอด คือการหยิบเอาข้อมูลมาสังเคราะห์และเปลี่ยนรูปให้กลายเป็นมูลค่าและองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับสังคม”

ยุคหนึ่งสถาบันได้รับโอกาสสำคัญในการทำงานร่วมกับรายการทีวีและสื่อยักษ์ใหญ่เพื่อสร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลหรือ data-driven content การเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นเรื่องเล่าผ่านหน้าจอโทรทัศน์ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์สวนดุสิตโพลในมิติธุรกิจและสื่อมวลชนมหาศาล

ชื่อเสียงที่สั่งสมเหล่านี้เองทำให้ภาคเอกชนและบริษัทข้ามชาติจำนวนมากต่างติดต่อเข้ามาให้สวนดุสิตโพลทำข้อมูลสำคัญให้ ดร.หนิงมองว่าสิ่งที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคือความเชื่อมั่นในเครือข่ายการเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมทุกตารางนิ้วผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ 

ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นฐานในการตัดสินใจลงทุนระดับหลักล้านถึงหลักพันล้านของภาคธุรกิจ โพลยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายระดับชาติ  

“โดยทั่วไปแล้วโพลคือข้อมูล input ที่ส่งออกไปเป็น policy หรือนโยบายได้เร็วที่สุดในกระบวนการทำงานของรัฐบาล ถ้าทำวิจัยปกติอาจใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่นี่คือ quick response ที่ให้ข้อมูลได้เร็วมาก รัฐบาลเลยมักใช้โพลเป็นเครื่องมือ ซึ่งไม่ใช่คำ negative นะ แต่มันคือกลไกที่เอามาใช้ขับเคลื่อนงาน 

“โพลสำคัญตรงที่มันทำให้คนบางคน ซึ่งทั้งปีอาจไม่เคยมีใครมาถามความเห็นเขาเลย ได้มีโอกาสแสดงออกในสังคมประชาธิปไตยว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้ ทั้งเรื่องจำนำข้าวหรือคนละครึ่ง โพลเลยเป็นทั้ง storyteller และเป็นไดอารีที่ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราว เป็นกระจกสะท้อนที่ทำให้คนเห็นคุณค่าของข้อมูลในแต่ละช่วงเวลา”

แม้ข้อมูลจะมีมูลค่ามหาศาล แต่ปัจจุบันสวนดุสิตโพลได้ตัดสินใจขยับบทบาทกลับมาทำหน้าที่ ‘รับใช้สังคม’ การรับงานเพื่อแสวงหาผลกำไรสูงสุดถูกลดทอนเพื่อรักษาความเป็นกลางและภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมานาน 

“เราลดการรับงานเชิงพาณิชย์ลง เพื่อมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้น” 

ภารกิจหลักในยุคนี้เป็นการทำให้โพลเป็น ‘กระจก’ ที่สะท้อนความจริงอย่างอิสระ โมเดลธุรกิจของสวนดุสิตโพลในปัจจุบันจึงเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีระบบการจัดสรรงบประมาณเพื่อความยั่งยืนขององค์กร มีการแบ่งสัดส่วนรายได้ 20% ให้มหาวิทยาลัย 20% สำหรับบริหารจัดการ และถึง 60% ที่ถูกทุ่มลงไปในต้นทุนการดำเนินงานภาคสนาม 

ถึงอย่างนั้น ความเชื่อที่ว่า ‘Data is an asset’ ยังคงถูกสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลายเพื่อให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเป็นมิตร ตั้งแต่รายการ Poll Talk ที่ชวนพูดคุยเรื่องข้อมูล โครงการ Poll Lab ที่ฝึกให้คนทั่วไปและนักศึกษาเข้าใจเรื่องการทำโพล และกิจกรรม Poll Cafe ที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่เรียนรู้ข้อมูลร่วมกับประชาชนทั่วไป 

การทำให้เรื่องตัวเลขกลายเป็นเรื่อง ‘สนุกและคุยสบาย’ ช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยทางวิชาการและวิถีชีวิตของผู้คนได้

หัวข้อโพลสาธารณะในแต่ละสัปดาห์จึงถูกคัดสรรอย่างประณีตผ่านกระแสข่าวสาร Google Trends และอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัย ประเด็นเรื่องอาหาร การศึกษา การท่องเที่ยว และสุขภาพ ถูกนำมาสำรวจเพื่อมอบองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้ดียิ่งขึ้น 

“เราหลีกเลี่ยงประเด็นที่เปราะบางเกินไปเพื่อรักษาสมดุลและไม่สร้างความแตกแยก แต่ยังคงยืนหยัดในการสะท้อนเสียงของคนในเรื่องสำคัญ” 

เหนือสิ่งอื่นใด ดร.หนิงเชื่อว่า “โพลคือตัวกลางสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นสำคัญต่างๆ ของสังคมอย่างเท่าเทียมกัน เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยสามารถส่งไปถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมือง โพลจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บอกว่าใครชนะหรือใครแพ้ แต่เป็นการยืนยันว่าทุกเสียงของประชาชนนั้นมีความหมายต่อการขับเคลื่อนประเทศ”

11 ปี The Yard Hostel สถานที่เชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คน ในวันที่ขยายบ้านญาติสู่เชียงใหม่

เมื่อลมหนาวพัดผ่านมาช่วงปลายปี 2025 เรามีโอกาสได้ไปเยือนเชียงใหม่และได้รู้จักกับ The Yard Hostel ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกลับไปเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสักคน เพราะทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปเราจะเจอสวนหญ้าขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง มีโต๊ะวางให้เลือกนั่งอย่างอิสระ และรายล้อมไปด้วยบ้านพักอันแสนอบอุ่น

แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราที่สุด คือภาพบรรยากาศที่เหล่าคนแปลกหน้าหลากหลายเชื้อชาติต่างมาพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่เจ้าของโฮสเทลแห่งนี้อย่าง ส้ม–อติพร สังข์เจริญ ก็ได้เดินทักทายแขกอย่างเป็นกันเอง

ทันทีที่เราได้พูดคุยกับเธอ ทำให้รู้ว่า The Yard Hostel ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่คือสถานที่ที่เปิดกว้างให้ผู้คนจากแดนไกลได้มาสานสัมพันธ์จนเกิดความผูกพัน หลายคนยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเจอกันทุกปี บางคนก็ได้พบรักและแต่งงานกันในโฮสเทลแห่งนี้

ก่อนที่เราจะทำความรู้จัก The Yard Hostel เชียงใหม่ ให้มากกว่านี้ ก็ต้องขอพาย้อนไปถึงต้นกำเนิดสาขาแรกอย่าง The Yard Hostel อารีย์ ที่มีหัวใจสำคัญเหมือนกันคือการมี common space หรือพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างอิสระ มีพื้นที่เอาต์ดอร์ คนมาอยู่ท่ามกลางแสงแดดและธรรมชาติ

เมื่อเราบินจากเชียงใหม่กลับมาที่กรุงเทพฯ ประจวบเหมาะกับที่ส้มก็บินกลับมาที่ The Yard Hostel อารีย์พอดิบพอดี ก็ขอถือโอกาสมาพูดคุยกันอย่างลงลึก ถึงการดีไซน์โฮสเทลแห่งนี้ให้ยืนระยะมาได้ถึง 11 ปี และกลายมาเป็นบ้านญาติอันแสนอบอุ่นที่มีเหล่าเครือญาติแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

ก่อกำเนิดเกิดบ้านญาติ

ย้อนไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ส้มเป็นวิศวกรที่เจอปัญหาเหมือนพนักงานประจำหลายๆ คน คือรู้สึกเครียดและกดดันในการทำงาน จนได้มาเห็นโฆษณาของเว็บไซต์หนึ่งคล้ายกับ Airbnb ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถครีเอตกิจกรรมอะไรก็ได้ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจมาร่วมกิจกรรม

“เราครีเอตกิจกรรมให้คนมากินข้าวที่บ้าน คือตอนเช้าเราก็ยังไปทำงานปกติ ตกเย็นมารับนักท่องเที่ยวไปทำอาหารกินกันที่บ้าน” 

กลายเป็นว่าทำแบบนี้อยู่ 6 เดือน มีคนจองเข้ามาถึง 30 บุ๊กกิ้ง

“ตอนนั้นเราสนุกมาก แต่ละคนที่จองเข้ามาก็ชอบถามว่าไปพักที่ไหนดี มีคนหนึ่งเขามากินข้าวกับเราเสร็จก็หายไปอาทิตย์หนึ่ง แล้วอยู่ๆ ก็ติดต่อกลับมาขอไปนอนที่บ้านเราได้ไหม เพราะก่อนหน้านี้เขาไปพักที่หนึ่งแล้วเจอเจ้าของที่เป็นเหมือนฝันร้ายของเขา คือทำตัวไม่ดีเลย เขารู้สึกว่าอยากมาอยู่บ้านเรา เพราะทำให้เขาเหมือนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย รู้สึกอบอุ่น และอยากมีคนที่หัวเราะไปกับเขาได้”

เหตุการณ์นี้ทำให้ส้มกลับมามองย้อนถึงความรู้สึกตัวเอง ว่าเธอมีความสุขและผูกพันกับแขกที่มากินข้าวที่บ้านเช่นกัน ขนาดเวลาจะจากลากันทีหนึ่งแต่ละคนถึงกับร้องไห้ ทั้งที่เจอกันแค่ไม่นาน อยู่กันคนละประเทศด้วยซ้ำ จึงจุดประกายให้เธอออกจากงานประจำและหันมาทำธุรกิจโฮสเทล เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

“เราไปหาสถานที่ทำโฮสเทลด้วยเงื่อนไขว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเป็นที่ดินเปล่า จนมาเจอที่ตรงนี้อยู่ห่างจากปากซอยพหลโยธิน 5 ไม่กี่ร้อยเมตรและไม่ไกลจาก BTS อารีย์ เมื่อก่อนมันเป็นที่รกร้าง มีหญ้าขึ้นสูง มีรถเก่าๆ อยู่คันหนึ่งที่ต้นไม้ขึ้นเต็มรถไปหมด มีบ้านร้างที่เวลาคนเดินผ่านเขาจะชอบนึกว่าเป็นบ้านผีสิง” ส้มหัวเราะ

ดีไซน์บ้านญาติให้เป็นมิตรต่อธรรมชาติและผู้คน

ส้มหยิบสมุดภาพมาให้เราดู ข้างในเต็มไปด้วยรูปภาพสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นที่รกร้าง ก่อนจะกลายเป็น The Yard Hostel อย่างทุกวันนี้ ทั้งยกตู้คอนเทนเนอร์เก่ามาสาดสีสันใหม่ให้สวยงาม เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในสวนก็เลือกหยิบของเก่ามาปรับใช้ แม้แต่ต้นไม้ทุกต้นเธอก็เป็นคนนำมาปลูกเอง จนผ่านไปถึง 11 ปี ต้นไม้เหล่านั้นก็กลายมาเป็นร่มเงาใหญ่ให้แก่สถานที่แห่งนี้

“เหตุผลที่เราเลือกใช้วัสดุเก่ามี 2 มุม ในมุมธุรกิจคือเราเช่าที่ตรงนี้เป็นสัญญา 3 ปี ถ้าอยากย้ายไปที่ไหนเราก็แค่ยกตู้คอนเทนเนอร์ออกไป อีกมุมหนึ่งคือเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เราก็อยากใช้สิ่งของซ้ำจนกว่าจะใช้งานไม่ได้”

คำพูดของเธอไม่ได้ดูเกินจริงไปนัก เมื่อเราหันไปเห็นป้ายบอกทางต่างๆ ในโฮสเทลแห่งนี้ ก็ทำมาจากปลอกหมอนเก่า ส้มเล่าว่าแม้แต่ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าม่านยังเลือกใช้ผ้าที่ทำมาจากผ้าเหลือใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้ผ้าทุกชิ้นในห้องมีสีสันและลวดลายแตกต่างกัน เหมือนกับโต๊ะและเก้าอี้ในสวนส่วนกลางที่เรากับส้มนั่งคุยกันอยู่นี้ แต่ละชิ้นใช้วัสดุคนละอย่างกันและถูกจัดวางเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่นั่นแหละคือความตั้งใจของเธอ

“วันไหนที่น้องเขาจัดโต๊ะและเก้าอี้สีเดียวกันให้มาอยู่ด้วยกัน หรือจัดโต๊ะให้ตรงกัน แปลว่าวันนั้นเขาจัดผิด เพราะเคยมีวันหนึ่งเราทำเวิร์กช็อปกับน้องๆ แล้วถามเขาว่ามองที่นี่ว่าเป็นยังไง มีคำพูดหนึ่งโผล่ขึ้นมาคือคำว่าไม่เพอร์เฟกต์”

ส้มเป็นคนดีไซน์หลายๆ อย่างในบ้านญาติแห่งนี้ ด้วยคำถามที่ว่าทำไมเราต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในอาคาร จึงออกแบบพื้นที่เป็นรูปตัวแอล เน้นพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นเหมือนสวนขนาดย่อม เพื่อให้คนได้ออกมาดื่มด่ำกับแสงแดดและธรรมชาติ

ก่อนที่เธอจะพาเราเดินทัวร์ห้องพักที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละห้องกลับให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย จากหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปจะเห็นต้นไม้รายล้อม แม้แต่ห้องที่เล็กที่สุดในโฮสเทลแห่งนี้ เธอยังพยายามดีไซน์ให้มีระเบียงเปิดออกไปรับลมด้านนอกได้

ข้างๆ กันคือบ้านสีขาวสไตล์วินเทจ ที่เธอบอกว่านี่แหละคือบ้านร้างตอนเช่าที่ดินแห่งนี้มา ส้มรีโนเวตและแบ่งห้องเป็นสัดส่วนได้ 3 ห้อง แต่บ้านหลังนี้เปิดรับเฉพาะแขกที่เคยมาเข้าพักแล้วเท่านั้น ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วบ้านญาติรองรับแขกได้สูงสุด 74 คน

“เราตั้งชื่อห้องเป็นบรรดาเครือญาติด้วย เช่น ห้องพ่อแม่ ก็จะเป็นห้องใหญ่ที่สุดในบ้าน ห้องหลานเป็นห้องที่มีอ่างอาบน้ำ ห้องเหลนก็จะเป็นห้องที่ไม่มีอ่างอาบน้ำ”

ขยายบ้านญาติสู่เชียงใหม่

นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เชียงใหม่ถือเป็นเมืองที่ส้มคุ้นเคยและไปบ่อยที่สุด รวมถึงแขกที่มาเยือนบ้านญาติเองก็มักจะไปเที่ยวที่เชียงใหม่ต่อเช่นกัน แต่แขกชอบมาเล่าให้เธอฟังว่าหาที่พักที่ตอบโจทย์ทุกอย่างเหมือนตอนมาพักที่โฮสเทลของเธอไม่ได้เลย ส้มจึงรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องขยับขยายบ้านญาติ เพื่อซัพพอร์ตที่พักให้กับแขกที่เธอรัก

“แขกที่เข้าพักจะชอบบอกว่ามาที่นี่แล้วนึกถึงเชียงใหม่ สุดท้ายแล้วต่อให้ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เวลาขยายบ้านไปสาขาใหม่มันก็จะมีความคล้ายกับเดอะยาร์ดที่อารีย์อยู่ดี เพราะมันมาจากสิ่งที่เราชอบ อย่างการมี common space หรือพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างอิสระ มีพื้นที่เอาต์ดอร์ คนมาอยู่กับท้องฟ้า แสงแดด เรื่องพวกนี้มันเกิดมาจากหัวจิตหัวใจของเรา แล้วส่งผ่านไปยังดีไซน์ของโฮสเทล”

ส้มเล่าว่าก่อนจะมีบ้านญาติเธอเคยตั้ง persona หรือลักษณะของแขกที่จะมาเข้าพักว่าเป็นคนแต่งตัวสบายๆ ต่อให้ใส่เสื้อผ้าหรือใช้ของอะไรที่มียี่ห้อ ก็จะไม่มีโลโก้มาแปะป้ายให้เห็นว่าใช้ของแบรนด์อะไร 

มุมหนึ่งเป็นคนชอบดื่มกาแฟดำ เป็นคนขี้เกียจไม่ชอบไปตามจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวไปกัน อีกมุมเป็นคนที่ชอบนั่งพูดคุย ชอบปาร์ตี้ คนที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ เป็น NGO (คนที่ทำงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร) หรือเป็นช่างภาพ ซึ่งตั้งแต่เปิดมาแขกส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น แม้แต่เรื่องชอบดื่มกาแฟดำยังตรงกับคาแร็กเตอร์ของแขก ถึงขนาดที่ทำกาแฟวันหนึ่งไว้ให้หลายๆ แก้ว

“ตอนหาสถานที่เปิดโฮสเทลในเชียงใหม่ เรานั่งดูจาก Google Maps Street View อยู่ทุกที่ทุกวัน จนมาเจอที่นี่เราก็ขับรถขึ้นไปเลย พอมองเห็นว่าต้นไม้มันเยอะดี เราก็ชอบมากเลย ทั้งที่ตอนแรกไม่คิดว่าจะมาเปิดในเขตเมืองเก่าแถวสี่เหลี่ยมคูเมือง ซึ่งมันถือว่าอยู่กลางเมืองมาก ต่างจากสาขาอารีย์ที่จะอยู่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น วัดพระแก้ว

“แต่ต้นไม้คือ priority แรกที่ต้องการและเราอยากได้พื้นที่โล่งมาทำเป็นสวนส่วนกลางด้วย เพราะเรามองว่าเดอะยาร์ดก็คือต้องมียาร์ด เป็นสนามหญ้าให้แขกมานั่งพัก ถ้าไม่มีรู้สึกเหมือนทำผิดสัญญาที่เราตั้งใจไว้”

หญิงสาวตรงหน้าเล่าให้เราฟังว่าเธอมีเวลาสร้างโฮสเทลที่เชียงใหม่เพียง 3 เดือนเท่านั้น เพราะมีแขกบอกว่าอยากมาเข้าพัก จึงเลือกใช้เป็น prefab คือบ้านที่ทำชิ้นส่วนต่างๆ มาจากโรงงาน เช่น ผนัง พื้น เสา แล้วยกมาประกอบกันที่หน้างาน

วิธีนี้ยังแก้ปัญหาจากเดอะยาร์ดอารีย์ได้ คือเรื่องความสูงของตู้คอนเทนเนอร์ที่มีจำกัดอยู่แค่ 2 เมตร 50 เซนติเมตร แต่ที่เชียงใหม่เธอสามารถออกแบบให้มีความสูงเพิ่มขึ้นถึง 3 เมตร 50 เซนติเมตร เพื่อรองรับแขกชาวต่างชาติที่มักจะสูงกว่าคนไทย และขยายห้องพักจำนวนมากขึ้นให้จุคนสูงสุดกว่า 88 คน

ญาติสนิทมิตรสหาย

เมื่อเราเอ่ยปากถามถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้ The Yard Hostel ยืนระยะมาได้ถึง 11 ปี ส้มตอบทันทีแบบไม่ลังเลว่าคือ ‘เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน’ เพราะเธอมองว่ามนุษย์โหยหาการสร้างความสัมพันธ์ ไม่อย่างนั้นแขกคนที่มาขอนอนบ้านเธอครั้งแรก คงไม่เลือกมาหาพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัย มีคนหัวเราะไปด้วยกัน

“หัวใจของโฮสเทลคือเรื่องของประสบการณ์ มันไม่เหมือนโรงแรมที่เราก็เข้าห้องนอน แล้วก็ตื่นออกไปเที่ยวข้างนอก แต่โฮสเทลคือการใช้ชีวิตร่วมกัน ทุกคนเขาตั้งใจมาแล้วว่าฉันจะได้คอนเนกต์กับคนอื่น ฉันจะได้เจอคนอื่น ฉันจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยน คือมันมาด้วยใจที่เปิด เราก็มีหน้าที่เปิดพื้นที่ให้เขา”

เดอะยาร์ดจึงไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือผูกพันกันแบบผิวเผิน ที่แค่แขกมาเข้าพักแล้วก็จากกันไป แต่เป็นสถานที่ที่พวกเขายอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาพักที่โฮสเทลแห่งนี้ในช่วงเวลาเดิมของทุกปี 

ส้มเปิดสมุดภาพแล้วชี้ไปที่รูปของชายต่างชาติคนหนึ่ง ก่อนจะเล่าให้เราฟังว่า

“เขาชื่อวิลลี่ เป็นแขกคนแรกของเดอะยาร์ด เคยมาร่วมกิจกรรมกินข้าวที่บ้านเรา เราก็บอกว่าวิลลี่เรากำลังจะทำโฮสเทลแหละ อยากไปดูไหม เราพาเขามาที่นี่ตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จ เขาบอกจะไปเที่ยวภูเก็ตสักสองอาทิตย์ ถ้ากลับมาแล้วเราสร้างเสร็จทันจะเข้ามาพัก เราก็เร่งสปีดรีบสร้างจนเสร็จทัน แล้วเขาก็มาพักจริงๆ

“ปีต่อมาเขาก็กลับมาพักที่นี่อีก เราเลยชวนแขกทั้งหมดที่เคยมาพักที่นี่ว่าเราจะจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวเซอร์ไพรส์ให้แขกคนแรกของเรา ทุกคนก็ทยอยกันกลับมา ซึ่งตอนนั้นเราเปิดโฮสเทลได้ปีเดียว แต่เราเจอความสัมพันธ์ที่ดีขนาดที่ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ในงานนั้นเราทำเสื้อแจกทุกคน เป็นคำถามที่เราอยากถามเขา เช่น รู้ไหมว่าเรากินเบียร์กันมากี่ขวด เราคุยกันไปกี่เรื่อง ตอนพิมพ์ข้อความพวกนี้เราก็ร้องไห้นะ”

หญิงสาวเจ้าของบ้านญาติมองว่าถ้าเธอยังหัวเราะได้ ยังยิ้มให้กับธุรกิจนี้ได้ ยังร้องไห้กับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ก็แปลว่าธุรกิจมันยังไปต่อได้ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งเธอชินชากับการจากลา และมองว่าแขกแค่มาพักแล้วก็จากไปกลายเป็นไม่มีการสร้างสัมพันธ์กันต่อ ธุรกิจนี้ก็อาจจะไปไม่รอด

ตอนที่เรามีโอกาสได้ไปเยือนเดอะยาร์ดเชียงใหม่ เราได้เจอกับแขกหนุ่มสาวชาวต่างชาติคู่หนึ่งที่อุ้มเด็กน้อยมาด้วย ส้มเล่าให้เราฟังว่าพวกเขาพบรักกันที่เดอะยาร์ดอารีย์ และแต่งงานกันที่โฮสเทลของเธอ ทั้งคู่ชอบย่านนี้มากถึงขนาดวันแต่งงานนำร้านอาหารในย่านอารีย์มาเลี้ยงแขก และตั้งชื่อลูกคนแรกว่าอารีย์

“เราให้ความสำคัญกับแขกและเน้นสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชนรอบๆ ด้วย เพราะเราทำธุรกิจคนเดียวไม่ได้ เราต้องมีเพื่อนด้วย อย่างตอนนี้ทุกวันอังคารจะมีสอนต่อยมวยให้แขกมาร่วมกิจกรรม ครูที่สอนก็เป็นคนที่อยู่ในย่านนี้นี่แหละ วันศุกร์ก็จะมีสอนโยคะ เป็นครูชาวอินเดียที่อยู่กับเรามา 11 ปี เมื่อก่อนก็จะมีทำกิจกรรมกับเพื่อนบ้านอารีย์ ให้คนเอาเสื้อผ้าเก่ามาแลกกัน”

อย่างเดอะยาร์ดเชียงใหม่เธอก็เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ทั้งนมจาก Chiangmai Freshmilk กาแฟจากลิ้มรสให้รู้ราก ซึ่งเป็นร้านที่ใช้กาแฟจากเชียงใหม่มาขาย เพื่อนำรายไปสนับสนุนคุณครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กและได้รับเงินเดือนน้อย

“เรามีการทำโครงการ Rest for Forest ด้วย คือถ้าเราไปจองใน OTA หรือแฟลตฟอร์มที่รวมโรงแรม ที่พัก เขาจะหักค่าเงินจากเราไปประมาณ 20% โดยปกติธุรกิจโรงแรมก็อยากให้ทุกคนมาจองโดยตรงกับที่พัก แล้วก็อาจจะลดราคาให้ 10% เราก็ได้กำไรเพิ่ม 10%

“คำถามคือเราอยากได้ 10% ตรงนั้น หรือแขกอยากได้ลด 10% จริงไหม ถ้าเราแบ่งเปอร์เซ็นต์ตรงนั้นออกมาเป็น 3 ส่วน เรายังได้กำไรอยู่นะ แต่เราได้เพิ่มแค่ 7% แขกก็ได้ลด 7% ที่เหลือเราก็นำเงินมาสนับสนุนโครงการป้องกันไฟป่าของชุมชนที่ป่าแป๋ จังหวัดลำพูน เป็นเรื่องที่เราทำมา 8 ปี ตอนนี้เรามีโฮสเทล 2 สาขา มีรายได้เพิ่มขึ้น ในอนาคตก็คิดว่าอยากขยับขยายไปช่วยชุมชนอื่นเพิ่มด้วย”

เธอมองว่าในการทำธุรกิจสามารถพลิกวิธีคิดให้ทุกคนได้รับผลประโยชน์ได้ เพราะไม่มีใครอยากสนับสนุนธุรกิจ เพียงเพราะอยากเห็นเจ้าของรวยขึ้น แต่ถ้าธุรกิจนั้นเติบโตขึ้น แล้วมีคนได้รับผลประโยชน์มากขึ้น ผู้คนก็อยากสนับสนุนธุรกิจนั้นมากกว่า

ในวันนี้ที่บ้านญาติเดินทางเข้าสู่ปีที่ 11 และขยายสู่สาขาใหม่ที่เชียงใหม่ ส้มย้ำว่าเธอยังยึดมั่นในความเชื่อเดิม คือการสร้างความสัมพันธ์กับแขกหรือที่เธอเรียกพวกเขาว่าเป็นเหมือนเครือญาติ ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทีมงานและชุมชนรอบข้าง ในอนาคตเธอก็หวังว่าจะขยายบ้านญาติไปยังเมืองต่างๆ เพื่อเชื่อมผู้คนจากแดนไกล ให้มาทำความรู้จักกันมากขึ้น