Upskill ยังไงไม่ให้ตกงาน เมื่อ AI อาจทำให้งาน 9 ล้านตำแหน่งหายไปใน 5 ปี

ในช่วงห้าปีข้างหน้า เทคโนโลยี AI อาจสร้างงานใหม่ 11 ล้านตำแหน่งทั่วโลก ขณะเดียวกันก็อาจทำให้งาน 9 ล้านตำแหน่งหายไป จากข้อมูลระบุโดย McKinsey หลายคนจะเห็นว่าตลาดแรงงานโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนักในปี 2025 เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติหลายแห่งประกาศปลดพนักงานจำนวนมากจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม

แล้วคนทำงานจะพัฒนาทักษะยังไงให้เอาตัวรอดได้และไม่ตกยุค งานวิจัยของ McKinsey Global Institute คาดการณ์ว่าเกือบทุกอาชีพจะประสบกับการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะภายในปี 2030 และตลาดแรงงานจะเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ งานทั้งหมดอาจไม่ได้หายไปแต่ต้องรู้จักอัพสกิลการทำงานกับ AI เพื่อยกระดับทักษะและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีให้ได้ โดยมีการจัดทำดัชนีการเปลี่ยนแปลงทักษะ (Skill Change Index: SCI) ด้านการประเมินผลกระทบของ AI ต่อทักษะแรงงาน เพื่อประเมินว่าทักษะต่างๆ จะได้รับผลกระทบมากหรือน้อยยังไงและมีความเสี่ยงยังไงในช่วงห้าปีข้างหน้า 

ทักษะประมวลผลข้อมูลเฉพาะทางเผชิญความเสี่ยงสูง

จาก Skill Change Index ทักษะที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ ทักษะด้านดิจิทัลและการประมวลผลข้อมูล (digital and information-processing skills) ในกลุ่มทักษะเฉพาะทางที่นำ AI มาใช้จัดการข้อมูลและการวิเคราะห์แทนได้ ได้แก่ บัญชี (accounting processes), การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาเฉพาะ (programming in specific languages), การออกใบแจ้งหนี้ (invoicing), และ SQL (ภาษาโปรแกรมมิง)

งานที่เชื่อมโยงกับทักษะเหล่านี้ เช่น การป้อนข้อมูลและการประมวลผลทางการเงิน มีแนวโน้มที่จะกลายเป็น AI-led (นำโดย AI) ซึ่งหมายความว่ามนุษย์จะเปลี่ยนจากการทำงานภาคปฏิบัติไปเน้นที่การออกแบบและการตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์แทน

ทักษะสังคมและอารมณ์มาวิน

ทักษะด้านการเชื่อมโยงกับมนุษย์อย่าง ทักษะทางสังคมและอารมณ์, เป็นทักษะที่มีความเสี่ยงต่อ AI และ Automation น้อยที่สุด ได้แก่ การช่วยเหลือและการดูแล (assisting and caring skills), การเจรจาต่อรอง (negotiation), ความเป็นผู้นำ (leadership), และการโค้ช (coaching) ทักษะเหล่านี้ฝังลึกในความฉลาดทางสังคมและอารมณ์ เช่น ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจบริบทในที่ทำงานซึ่งเครื่องจักรยังทำซ้ำได้ยาก

ส่วนทักษะที่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับกลาง หรือมีแนวโน้มที่จะพัฒนาในลักษณะการประยุกต์ใช้ แทนที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างชัดเจนมักเป็นทักษะที่ถ่ายโอนได้ (transferable skills) ซึ่งรวมเอาการตัดสินใจของมนุษย์เข้ากับเครื่องมือดิจิทัล เช่น งานที่ต้องการความคล่องแคล่วด้าน AI (AI fluency) ในกลุ่มทักษะที่มีความสำคัญสูง เช่น การสื่อสาร (communication), การบริหารจัดการ (management), และการแก้ปัญหา (problem-solving)

4 กลุ่มทักษะ DELTAs ที่ช่วยให้ไม่อดตายในตลาดแรงงาน

งานวิจัยของ McKinsey Global Institute ยังระบุทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน ไม่ว่าจะทำงานในสาขาอาชีพใดก็ตามด้วยเฟรมเวิร์ก Distinct Elements of Talent หรือ DELTAs โดยระบุองค์ประกอบทางทักษะและความสามารถ 56 รายการที่แบ่งออกเป็นทักษะ 4 หมวดใหญ่ในยุคนี้ ซึ่งเป็นทักษะที่ช่วยให้ได้รับโอกาสในการมีงานทำที่สูงขึ้น มีรายได้สูงขึ้น และความพึงพอใจในงานมากขึ้น ได้แก่ 

ทักษะการรับรู้ (cognitive), ทักษะดิจิทัล (digital), ทักษะสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (interpersonal), ทักษะความเป็นผู้นำตนเอง (self-leadership) และเหล่านี้คือตัวอย่างทักษะใน 4 กลุ่มนี้ที่หากพัฒนาจะมีโอกาสเติบโต

1. ทักษะการรับรู้ (cognitive)

– การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking)

– การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (structured problem solving)

– การให้เหตุผลเชิงตรรกะ (logical reasoning)

– ความยืดหยุ่นทางความคิดที่รวมถึงความสามารถในการเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ (flexibility and creativity)

– การวางแผนและวิธีการทำงาน (planning and ways of working) และ

– การสื่อสาร (communication)

– การพัฒนาแผนงาน (work-plan development)

– การถามคำถามที่เหมาะสม (asking the right questions)

2. ทักษะดิจิทัล (Digital)

– ความคล่องแคล่วทางดิจิทัลและความเป็นพลเมืองดิจิทัล (digital fluency and citizenship)

– การใช้และการพัฒนาซอฟต์แวร์ (software use and development)

– ความเข้าใจในระบบดิจิทัล (understanding digital systems)

– ความสามารถในการทำงานร่วมกันผ่านช่องทางดิจิทัล (digital collaboration)

– ความเข้าใจหลักการเขียนโปรแกรมพื้นฐาน (programming literacy)

– ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล (data analysis and statistics)

– ความเข้าใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (cybersecurity literacy)

3. ทักษะสัมพันธภาพระหว่างบุคคล (interpersonal)

– การสร้างความสัมพันธ์ (developing relationships)

– การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ (teamwork effectiveness)

– การทำระบบ (mobilizing systems)

– ความเห็นอกเห็นใจ (empathy)

– การเป็นโค้ช (coaching)

– ความถ่อมตน (humility)

– การแก้ไขความขัดแย้ง (resolving conflicts)

4. ทักษะความเป็นผู้นำตนเอง (self-leadership)

ความตระหนักรู้และการจัดการตนเอง (self-awareness and self-management)

– การบรรลุเป้าหมาย (goals achievement)

– การเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship)

– ความมั่นใจในตนเอง (self-confidence)

– การรับมือกับความไม่แน่นอน (coping with uncertainty)

– ความมุ่งเน้นความสำเร็จ (achievement orientation)

– การจูงใจตนเองและสุขภาวะ (self-motivation and wellness)

จะเห็นได้ว่าแม้ทักษะบางกลุ่มอย่างทักษะทางผู้นำ ทักษะทางสังคมและความสัมพันธ์อาจดูเหมือนเป็นทักษะทางนามธรรมที่ไม่อยู่ใน job description โดยตรง แต่ทักษะเหล่านี้ส่งผลอย่างยิ่งต่อความสามารถในการปรับตัว การรับมือกับความไม่แน่นอน และความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จ ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้สูงและความพึงพอใจในงาน รวมถึงความอยู่รอดและความสุขในการทำงานในอนาคตอีกต่อ 

ส่วนทักษะกลุ่ม hard skill หลายอย่างก็เป็นทักษะการมองภาพใหญ่อย่างการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาเป็น ใครยังไม่มี hard skill และ soft skill ข้อไหน เซฟทักษะแห่งอนาคตเหล่านี้ไว้เพื่อเตรียมอัพสกิลกันได้เลย 

อ้างอิง

Monchhichi ตุ๊กตาลิงน้อยหน้าคนกับมนตร์เสน่ห์น่าหยิกที่คลาสสิกไม่ตกยุคมานาน 5 ทศวรรษ

ฤดูเทศกาลเริ่มใกล้เข้ามา อากาศเริ่มเย็น อาคารบ้านเรือนแต้มสีสันและประกายแห่งวันหยุด ขณะที่ผู้อ่านบางคนคงเริ่มหาเวลาไปเดินเลือกซื้อของขวัญเคล้าเสียงคริสต์มาสจิงเกิล และหนึ่งสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา หนึ่งในไอเทมที่ยังค้างอยู่ใน wish list ของใครหลายคนคือเจ้ามอนชิชิ (Monchhichi) ตุ๊กตาขนปุยท่าทางกอดอุ่นตัวนี้

ท่ามกลางตลาดอาร์ตทอยที่ยังเบ่งบานต่อเนื่องและเต็มไปด้วยคาแร็กเตอร์รุ่นใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นลาบูบู้ เอลฟ์แสบสัญชาติฮ่องกง หรือ Crybaby น้องน้อยขี้แยผลงานศิลปินไทย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่ามอนชิชิเป็นของเล่นสะสมส่วนน้อยที่เป็นคาแร็กเตอร์เก่าแก่ อยู่คู่ญี่ปุ่นมาตั้งแต่ยุค ’70s เรียกได้ว่ายาวนานไม่เป็นรอง Hello Kitty เลยทีเดียว

การกลับมาเป็นกระแสของมอนชิชิในปี 2024-2025 ได้สร้างยอดขายให้กับบริษัทเป็นสองเท่าของปีก่อนหน้า เป็นเงินสะพัดกว่า 4.6 พันล้านเยน (ประมาณ 950 ล้านบาท) โดยยอดขายในต่างประเทศเติบโตก้าวกระโดดเมื่อเทียบตลาดภายในญี่ปุ่น ทำให้บริษัทเซคิงุจิ (Sekiguchi) ผู้สร้างและเจ้าของลิขสิทธิ์มอนชิชิ มีรายได้จากนอกญี่ปุ่นคิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้เบ็ดเสร็จในปีนี้ นับเป็นตัวเลขการเติบโตที่น่าสนใจทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และในแง่ปรากฏการณ์ทางสังคม

แต่จะเรียกว่าเป็นการ ‘คัมแบ็ก’ หลังจากห่างหายไปนานก็ไม่เชิง เพราะต่อให้จะไม่ได้ไวรัลจนกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นเมื่อกลางปี 2025 หรือไม่มีบันไดความนิยมในตลาดอาร์ตทอยให้ไต่ ตัวละครมอนชิชิก็เป็นที่รักของผู้ซื้อผู้เสพเฉพาะกลุ่มในตลาดนักสะสมมาหลายสิบปี และนั่นก็นำมาสู่คำถามสำคัญ คือพวกเขาทำได้ยังไง

1. ไอเดียเจ้าแฝด Monchhichi เกิดจากความอยากขายตุ๊กตาที่ตกคนได้ทุกสัญชาติ

ราว 20 ปีก่อนเซคิงุจิ โคอิจิ (Sekiguchi Koichi) ประธานบริษัทคนปัจจุบันจะเกิด ปู่ของเขาก่อตั้งธุรกิจผลิตและขายตุ๊กตาขึ้นในปี 1918 โดยนำชื่อตระกูลมาตั้งเป็นชื่อบริษัท จากนั้นเมื่อเข้ายุค ’60s โคอิจิในวัยหนุ่มที่เริ่มเข้าไปช่วยงานคุณปู่นั้นมีโอกาสไปดูงานในสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากขายตุ๊กตาที่เป็นที่รักของคนทุกสัญชาติทั่วโลก

ด้วยความช่วยเหลือและฝีมือของนักออกแบบของเล่น โยชิฮารุ วาชิโนะ (Yoshiharu Washino) ในที่สุดโคอิชิก็สามารถเปิดตัวมอนชิชิคู่แรกเมื่อเดือนมกราคม ปี 1974 ณ เขตคัตสึชิกะ กรุงโตเกียว 

‘มอนชิชิคุง’ และ ‘มอนชิชิจัง’ ตัวละครเด็กแฝดหญิงชายรุ่นแรกมีหน้าตาใกล้เคียงกับโมเดลปัจจุบัน เพราะหากไม่นับไลน์เสื้อผ้า ตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมาพวกเขาเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตุ๊กตาไปจากเดิมน้อยมาก โดยมอนชิชินั้นเป็นส่วนผสมระหว่างผลิตภัณฑ์ 2 ไลน์ที่เซคิงุจิเคยวางขายในช่วงต้นยุค ’70s ได้แก่ ตุ๊กตาลิงจอมซน คุตะคุตะ (Kuta Kuta) กับตุ๊กตาเด็กผู้หญิงดูดนิ้วจีจี้ (GeGe) หลังจากเปิดตัวไม่นาน มอนชิชิก็กลายเป็นของเล่นสุดฮิตอย่างรวดเร็ว

2. เบื้องหลังชื่อที่สะกดไม่ง่าย แต่ความหมายน่ารัก

เดิมทีเซคิงุจิมีแผนจะตั้งชื่อตุ๊กตาคอลเลกชั่นนี้ว่า ‘มงเปอติ๊ต’ (Monpetit) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าเจ้าตัวน้อยของฉัน (mon petit) แต่ภายหลังเปลี่ยนใจนำคำว่า mon มาประสมกับคำญี่ปุ่นนั่นคือ chhichi (チッチ/จีจิ) แทน แผลงมาจากคำว่า chicchai (ちっちゃい/จิ๊ตไจ) ที่หมายถึงเล็กจิ๋ว ซึ่งยังบังเอิญไปคล้ายกับ chuchu (チューチュー/จูจู) คำเลียนเสียงดูดจุกนมเด็ก รวมร่างกันเป็นชื่อที่มีทั้งความเป็นญี่ปุ่นและอิทธิพลของตะวันตกอย่าง ‘Monchhichi’

เมื่อก้าวเข้ายุค ’80s ที่บริษัทเริ่มส่งออกมอนชิชิไปยังยุโรปและสหรัฐฯ บริษัทตัวแทนในตลาดของเล่นของหลายประเทศตัดสินใจเปลี่ยนชื่อตุ๊กตาที่อ่านค่อนข้างยาก เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ติดตลาดและเข้าถึงผู้บริโภคง่ายขึ้น มอนชิชิจึงเป็นที่รู้จักในนามกีกี้ (Kiki) ในฝรั่งเศส เบลเลอ (Bølle) ในเดนมาร์ก และชิก-อะ-บู (Chic-a-Boo) ในสหราชอาณาจักร รวมถึงสหรัฐฯ แต่แล้วในปี 2014 เซคิงุจิก็ตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์การจัดจำหน่าย ให้กลับมาใช้ชื่อต้นฉบับว่ามอนชิชิเหมือนกันทั่วโลก

3. ดีไซน์ตุ๊กตาแบบผสมผสาน และสตอรีแบบ ‘น้อยแต่มาก’

ทุกๆ ประเทศบนโลกล้วนมีรสนิยมและมาตรฐานความงามเป็นของตัวเอง ของเล่นในแต่ละที่จึงมีสีหน้าท่าทาง สีผิว ขนาด และเสื้อผ้าที่หาจุดร่วมได้ยาก บริษัทเซคิงุจิจึงไม่สามารถเจาะตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดของเล่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกได้อยู่นานหลายปี

เดิมทีแล้ว บริษัทเซคิงุจิในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เน้นขายตุ๊กตารูปคน (doll) ซึ่งทำจากวัสดุเนื้อคงตัวอย่างไม้หรือไม่ก็พลาสติกเสียมากกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่จุดประกายไอเดียมอนชิชิคืออยู่มาวันหนึ่ง โคอิจิก็สังเกตเห็นและตระหนักว่าความน่ารักของสัตว์ต่างหากที่มีความเป็นสากลและขายได้ทั่วโลก เขาจึงคิดเอาลูกเล่นแบบตุ๊กตายัดนุ่น (plush toy) รูปสัตว์มาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัท

แม้จะสนใจเปลี่ยนไปทำตุ๊กตาสัตว์ยัดนุ่นเต็มรูปแบบ แต่การจะทำให้ตุ๊กตาลักษณะนี้มีดวงตาน่ารักดึงดูดใจจะต้องอาศัยงานฝีมือเย็บปักสูง ขณะนั้นเซคิงุจิเป็นเพียงบริษัทครอบครัวขนาดเล็ก พวกเขายังไม่มีทรัพยากรจะลงทุนและจ้างแรงงานจำนวนมาก จึงตัดสินใจใช้วิธีหล่อใบหน้า แขน ขา เท้า และมือของมอนชิชิจากพลาสติกเซลลูลอยด์ในโรงงานเหมือนเดิม มีแค่ลำตัวเท่านั้นที่ใช้วิธียัดนุ่นเพื่อให้นุ่มนิ่มน่ากอด

เซคิงุจิยังตัดสินใจไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติตัวละครหรือจักวาลมอนชิชิมากเกินไป แม้มองเผินๆ มอนชิชิจะดูคล้ายลูกลิงหรือไม่ก็เด็กทารกสวมชุดลิง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยมีข้อมูลปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการว่าน้องๆ เป็นตัวอะไรกันแน่ ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อเปิดกว้างให้ผู้บริโภคตีความตัวละครมอนชิชิได้หลากหลาย 

เซคิงุจิ โคอิจิ เคยให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ว่า มอนชิชิถูกออกแบบมาให้ “กลายเป็นสิ่งใดก็ได้ตามแต่ผู้บริโภคต้องการ มอนชิชิแต่ละตัวจะได้เป็นบ่อเกิดของความรู้สึกที่พิเศษแค่สำหรับคนคนนั้นที่เป็นเจ้าของ ทุกคนจะได้สร้างคาแร็กเตอร์ของมอนชิชิขึ้นในแบบของตัวเอง”

4. ต่อยอดความน่าเอ็นดูด้วยการ์ตูนแอนิเมชั่น

เคยมีการสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่นขึ้นมาเพื่อดึงดูดผู้ชมกลุ่มเด็กเล็กออกมาหลากหลายเวอร์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นลายเส้น 2D ที่ออกอากาศในญี่ปุ่นเมื่อปี 1980 เวอร์ชั่นสต็อปโมชั่นที่ออกอากาศเมื่อปี 2005 และเวอร์ชั่น CGI สามมิติที่ออกอากาศในฝรั่งเศสเมื่อปี 2017 โดยแม้จะฉายเป็นเวลาแค่สั้นๆ แต่การ์ตูนทุกเวอร์ชั่นต่างล้วนมีส่วนช่วยบูสต์ยอดขายและความนิยมในหมู่นักสะสมพอสมควร อีกทั้งยังช่วยให้เด็กๆ แต่ละยุคจดจำชื่อและหน้าตาของมอนชิชิได้

5. ขยายจุดยืนการตลาดจาก ‘ของเล่น’ สู่ ‘ของสะสม’

แม้จะไม่เน้นขยายบริษัท แต่ถ้าเป็นเรื่องขยาย market positioning นั้น เซคิงุจิทำมาอย่างต่อเนื่อง กว่า 5 ทศวรรษที่เหล่ามอนชิชิถูกปล่อยสู่ตลาด ความนิยมของพวกมันไม่เคยหดหายไปเลย ข้อมูลการขายของบริษัทยืนยันว่าตุ๊กตาขนปุยของพวกเขาเป็นที่รักของคนถึงสามรุ่น ไม่ใช่แค่เพียงพ่อแม่และเด็กเท่านั้น แต่รวมไปถึงวัยรุ่นยุค ’70-80s ที่เติบโตมาเป็นปู่ย่าตายายด้วย ซึ่งก็สอดคล้องกับปรัชญาเก่าแก่ของบริษัทที่ว่า การให้ตุ๊กตาเป็นของขวัญสามารถบันดาลมิตรภาพ ความรัก และความสุข ไม่ใช่แค่แก่เด็กๆ เท่านั้นแต่รวมถึงผู้คนทุกวัย 

มอนชิชิเริ่มตีตลาดเอเชียแตกเมื่อราวๆ ปี 2000 และก็เป็นช่วงเข้ายุคมิลเลนเนียมที่ความนิยมเดินทางไปถึงประเทศจีนนี้เองที่มอนชิชิเริ่มกลายมาเป็นแฟชั่นไอเทมอย่างจริงจัง จนภายหลังบริษัทต้องแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม เช่น ออกคอลเลกชั่นเสื้อผ้ารุ่นใหม่ๆ หรือชาร์มห้อยกระเป๋า ไปจนถึงการคอลแล็บกับแบรนด์แฟชั่น 

ประจวบกับจังหวะที่มอนชิชิเริ่มเข้าสู่ยุคที่กลายเป็นแบรนด์คลาสสิกของญี่ปุ่นพอดี ในสายตาคอสะสมตุ๊กตา มอนชิชิรุ่นลิมิเต็ดจากยุคก่อนจึงไม่ใช่แค่ของเล่นธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่เป็นของสะสมสุดพรีเมียมที่ต้องตามหา แย่งชิง และซื้อมาเก็บไว้เก็งราคา

6. ทำธุรกิจโดยยึดคำสอนครอบครัวเพื่อบริษัทที่ ‘เติบโตช้าๆ แต่มั่นคง’

แม้จะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เซคิงุจิจะมีรายได้ก้าวกระโดดจากความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น แต่บริษัทกลับไม่รีบเร่งตักตวงเม็ดเงิน แต่เลือกจะค่อยๆ ขยายธุรกิจไปทีละนิดอย่างระมัดระวังแทน ด้วยเชื่อในคำสอนของครอบครัวที่ว่า “สิ่งที่ขายดีวันนี้ พรุ่งนี้อาจขายไม่ได้ก็ได้” 

แม้จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตให้กับฐานโรงงานในจีนบ้าง แต่บริษัทยังคงโครงสร้างแบบธุรกิจครอบครัวเอาไว้ดังเดิม พร้อมยืนยันจะไม่ใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างสิ้นเปลือง

ปัจจุบันโยชิโนะ โยชิทากะ ผู้มีศักดิ์เป็นหลานของโคอิจิก้าวขึ้นมาเป็น Global Manager โดยมีพี่ชาย โยชิโนะ โทชิทากะ (Yoshino Toshitaka) ทำงานเคียงข้างในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ สองพี่น้องให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Japan Business in Germany ว่า

“ปู่ทวดของพวกเราซึ่งเป็นคนก่อตั้งบริษัทนี้เคยย้ำเตือนถึงคำสอนประจำครอบครัวที่ส่งต่อกันมาหลายรุ่น นั่นคือ ‘ธุรกิจของเล่นจะต้องไม่ใหญ่เกินไป ไม่งั้นมันจะล้ม’ ทุกวันนี้พวกเราก็ยังคงทำตามคำสอนนี้อยู่ โดยไม่ขยายบริษัทหากไม่จำเป็นจริงๆ แต่เน้นบริหารจัดการด้วยแนวทางที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว”

พวกเขายังเล่าอีกว่าก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ชื่อว่าเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของมอนชิชิมาอย่างนานหลายปี แต่ด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำแพงภาษีของรัฐบาลทรัมป์ ยอดจำหน่ายจึงลดฮวบลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายตัวอย่างของความเสี่ยงและสถานการณ์ไม่แน่นอนซึ่งจะแว้งกลับมากัดพวกเขาได้ หากขยายสเกลธุรกิจอย่างไม่ระมัดระวัง

7.  ธีม คอลเลกชั่น และกลยุทธ์ Festive Marketing ที่ทำให้คนกลับมาซื้อซ้ำ

หากคุณเป็นนักสะสม คุณอาจอยากตามเก็บมอนชิชิให้ครบทุกรุ่น แต่หากคุณเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองชนชั้นกลางธรรมดาๆ คุณคงมองว่าเด็กหนึ่งคนไม่มีความจำเป็นต้องมีมอนชิชิติดบ้านมากกว่าหนึ่งตัว

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของแบรนด์ก็คือจะทำยังไงให้คนรักมอนชิชิกลับมาอุดหนุนแบรนด์อยู่เสมอ ดังนั้นแม้เซคิงุจิจะเคยออกตัวละครผองเพื่อนเพิ่มมาบ้าง เช่น ชิมูตัน (Chimutan) หรือเบบี้ชิชิ (Bebichhichi) แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าตัวละครเสริมคือเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ต่างหาก

เสื้อผ้าใหม่อาจดูเหมือนออพชั่นเสริมก็จริง แต่มันคือสิ่งที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับมอนชิชิตัวเดิม โดยเฉพาะคอลเลกชั่นธีมเทศกาลที่ออกใหม่ได้ทุกปี แทนที่จะคิดตัวละครใหม่มาจอยจักรวาลเรื่อยๆ เหมือนอย่างซานริโอ (Sanrio) เซคิงุจิจึงเลือกใช้กลยุทธ์แบบ festive marketing ซึ่งช่วยให้ตุ๊กตาตัวเก่งของเด็กๆ เปลี่ยนบุคลิกได้ไม่รู้จบตามแต่โอกาสและฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นตรุษจีน ทานะบาตะ ฮาโลวีน หรือคริสต์มาส

อีกหนึ่งแคมเปญ festive marketing ที่น่าจับตามองจากมอนชิชิในช่วงคริสต์มาสและส่งท้ายปี 2025 นี้ คือการเดินเกมจับมือกับห้างสรรพสินค้าเครือต่างๆ ในประเทศไทย ลุยเปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบออนไซต์ให้แฟนๆ ชาวไทยได้มาจับจ่ายและถ่ายรูป 

ตั้งแต่ Monchhichi Pop-Up Concept Store แห่งแรก ณ เอ็มโพเรียมดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ไปจนถึง Monchhichi Christmas Town Experience Event ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ พร้อมเปิดตัวสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่นเน้นความเอกซ์คลูซีฟ เพื่อสร้างความรู้สึกและความทรงจำสุดพิเศษสำหรับช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2026 ในประเทศไทยโดยเฉพาะ 

กล่าวได้ว่า กุญแจสำคัญที่ทำให้คาแร็กเตอร์ตุ๊กตาอายุกว่า 52 ปีตัวนี้ยังครองใจผู้คนได้ มีรากฐานมาจากการความทะเยอทะยานแบบค่อยเป็นค่อยไป และการค้นหา ‘แก่น’ ที่ถูกจริตผู้คนและตกยุคได้ยากให้พบก่อน แล้วค่อยเริ่มแต่งเติมความสนุกผ่านกลยุทธ์การตลาดต่างๆ เข้าไปตามโอกาส โดยที่ในขณะเดียวกันนั้น ก็ต้องระวังไม่ให้สูญเสียความเรียบง่ายคลาสสิกแบบดั้งเดิมของแบรนด์ไป

ภาพจาก Spring News:

อ้างอิง

สร้างรีเทลให้ปึ้งแบบ HAUS NOWHERE เครือเดียวกับ Gentle Monster และ TAMBURINS  

แบรนด์แว่นตาจากเกาหลีอย่าง Gentle Monster อาจเริ่มต้นจากการชนะใจแฟนๆ ด้วยดีไซน์สุดล้ำและการคอลแล็บกับเหล่าคนดัง แต่นับตั้งแต่ปี 2021 พวกเขาได้เดินหน้าไปอีกขั้นด้วยโปรเจกต์ HAUS NOWHERE รีเทลแบบใหม่ที่ผสานศิลปะเข้ากับแฟชั่น 

หลังจากเปิดตัวในหลายเมือง HAUS NOWHERE ได้ขยายมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกที่ ICONSIAM บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร เป็นสาขาแรกในไทย และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ จุดมุ่งหมายไม่ใช่แค่เปิดร้านใหม่ แต่คือการสร้าง global destination แห่งเดียวในแต่ละเมือง  

ครั้งนี้ยังเป็นการเปิดตัว TAMBURINS สาขาแรกในไทยอย่างเป็นทางการ แบรนด์น้ำหอมที่คนไทยให้ความสนใจมากอยู่แล้ว เพราะแบรนด์เองได้เปิดเผยว่าทั้งกลิ่นและดีไซน์ได้รับการตอบรับดีมาก กลุ่มผู้ใช้ต้องการกลิ่นที่ยูนีก เป็นตัวเอง และให้คุณค่ากับแพ็กเกจจิ้งสวยๆ จึงไม่น่าแปลกที่แบรนด์มั่นใจว่าการเข้ามาเปิดที่นี่จะได้รับการตอบรับสูง งานนี้ยังเปิด Gentle Monster สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย บนชั้นสองของพื้นที่ HAUS NOWHERE ด้วย

ความพิเศษของ HAUS NOWHERE ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดร้านค้าเพื่อขายของ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ให้รีเทลอีกขั้น ซึ่ง Recap ตอนนี้จะพาไปบุกวิธีสร้างพื้นที่แห่งนี้พร้อมๆ กัน

#สร้างพื้นที่จากอินไซต์ที่คนต้องการประสบการณ์มากกว่าแค่สินค้า

หลายแบรนด์พูดเรื่องการสร้างรีเทลให้ส่งมอบประสบการณ์ให้ลูกค้ามากกว่าการสร้างร้านขายของเฉยๆ แต่น้อยแบรนด์นักที่จะทำให้ประโยคที่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ทว่า Haus Nowhere เป็นเคสที่เปลี่ยนพื้นที่ขายของให้จัดเต็มทั้งศิลปะ แบรนด์ คาแร็กเตอร์ เทคโนโลยี ทำให้ระดับความคาดหวังของผู้บริโภคไทยต่อร้านลักชัวรีจะยกระดับขึ้นโดยอัตโนมัติ

ตั้งแต่ด้านหน้าร้านที่มีอินสตอลเลชั่น Sunshine Giant Dog น้องหมาดัชชุนด์ไซส์ยักษ์ที่พัฒนาจากแนวคิดเดียวกับที่โซล แต่ถูกสร้างเวอร์ชั่นพิเศษสำหรับไทยเท่านั้น คือให้น้องหมาหายใจได้ กระดิกหูได้ และยังเชื่อมกับ AI ที่ให้ลูกค้าเข้าไปถ่ายภาพเล่นเหมือนตัวละครในนิทรรศการศิลปะ ภายในพื้นที่มีบรรยากาศโปร่ง โล่ง เปิดกว้าง แตกต่างจาก HAUS NOWHERE ในประเทศอื่นๆ ที่มักใช้สเปซทึบ จึงให้ความรู้สึกเหมือน ‘พิพิธภัณฑ์ศิลปะ’ ริมแม่น้ำมากกว่าร้านขายสินค้า 

ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างพื้นที่ขึ้นจากอินไซต์ที่ว่ายุคหลังโควิด ผู้คนไม่ได้อยากช้อปสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความหมาย ประสบการณ์ และช่วงเวลาที่บันทึกไว้ในภาพถ่าย Haus Nowhere คือกรณีศึกษาชัดเจนของการเปลี่ยนร้านให้เป็น emotional destination แทนการเน้นปริมาณสินค้า

#สร้างคุณค่าให้แบรนด์ด้วยศิลปะแทนโปรโมชั่น 

ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว Gentle Monster และ TAMBURINS ไม่มีนโยบายลดราคา ไม่มีเอาต์เล็ต ในแต่ละประเทศ สิ่งที่พวกเขาให้แทนคือ ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากออนไลน์ นี่คือกลยุทธ์รักษามูลค่าของแบรนด์อย่างสวยงามและมั่นคง

ในการทำสาขาในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ สิ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ พิเศษไปอีกขั้นคือการวางแผนด้านธุรกิจในระยะยาว แบรนด์ตั้งใจจะร่วมงานกับศิลปินไทย เพื่อสร้าง art installation และ limited collection ที่มีเฉพาะประเทศไทย และทำให้ HAUS NOWHERE BANGKOK เป็นเวอร์ชั่นที่มีความเป็นไทยชัดขึ้น 

#เจาะกลุ่มลูกค้าอย่างเข้าใจธรรมชาติเจนฯ Z

ไม่ได้เป็นแค่ผู้ซื้อ แต่เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ในตัวเอง การสร้างพื้นที่ให้ถ่ายรูปได้ แปลกตา และมีอะไรให้ทดลองเล่น เป็นการทำให้ลูกค้าช่วยทำการตลาดให้แบรนด์โดยไม่ต้องจ้างหรือขอความร่วมมือใดๆ

ในภาพกว้าง แบรนด์เองเผยว่าตลาดลักชัวรีเปลี่ยนไปมากจากยุคโควิดออนไลน์พุ่งสูง วันนี้ผู้คนกลับมาหาออฟไลน์อีกครั้ง แต่ต้องเป็นออฟไลน์ที่มีความหมาย HAUS NOWHERE เลยตอบโจทย์ด้วยการทำให้ร้านกลายเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ คาเฟ่ ศิลปะ และคอนเทนต์ กลายเป็น interaction space ที่มีความน่าสนใจมากกว่าร้านค้าทั่วไป

ในเชิงธุรกิจ แบรนด์ยังเปิดเผยว่าตั้งใจขยาย Gentle Monster ไปที่ภูเก็ต ส่วน TAMBURINS นั้นมีแผนเปิดสาขาเพิ่มให้มี 3 สาขาในกรุงเทพฯ ส่วน HAUS NOWHERE BANGKOK จะยังคงมีเพียงแห่งเดียวในไทยตามคอนเซปต์ แต่จะขยายขนาดและนำแบรนด์อื่นๆ เข้ามาเติมเต็ม

HAUS NOWHERE จึงเป็นตัวอย่างของรีเทลที่ไม่ได้เริ่มจากโจทย์ว่าจะขายอะไร แต่เริ่มจากคำถามว่าจะทำให้คนรู้สึกยังไง เมื่อเดินเข้ามาในพื้นที่หนึ่ง ซึ่งไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่ห้าง แต่เป็นพื้นที่ที่สร้างขึ้นจาก nowhere เพื่อกลายเป็น somewhere ในความทรงจำของทุกคนที่แวะมา

คุยกับ Sticky Monster Lab ถึงดีเทลที่ทำให้ยืนหยัดอยู่ได้ทั้งในโลกคอมเมอร์เชียลและหัวใจแฟนคลับ

ในโลกศิลปะ เรารู้จัก Sticky Monster Lab ครั้งแรกเมื่อปี 2007 จากลายเส้นคาแร็กเตอร์มอนสเตอร์หลากสีดีเทลน้อยแต่มีเสน่ห์มัดใจคนได้ไม่ยาก ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาต่อยอดเป็นอาร์ตทอยตั้งแต่ยุคที่คำคำนี้ยังแปลกใหม่ในวงการ มีสินค้าและงานศิลปะมากมายออกมาจำหน่ายให้เหล่าสาวกที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในโลกคอมเมอร์เชียล เหล่ามอนสเตอร์ของสตูดิโอแห่งนี้ได้รับเชิญไปคอลแล็บในโปรเจกต์ต่างๆ ทั้งกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในบ้านเกิดรวมถึงแบรนด์ระดับโลกอีกมากมาย

มาวันนี้หากใครเดินทางผ่านแยกเพลินจิตจะเห็น installation art ขนาดยักษ์ของ Sticky Monster Lab ตั้งตระหง่านอยู่หน้าทางเข้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี และเมื่อสาวเท้าผ่านประตูเข้าไปก็จะพบกับเจ้ามอนสเตอร์กระจายตัวป่วนหัวใจผู้มาเยือนอยู่ตามจุดต่างๆ ภายในห้าง

เหล่ามอนสเตอร์ที่ว่ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน FUNNY LITTLE MESS: SEASON OF GIVING โปรเจกต์ต้อนรับคริสต์มาสและปีใหม่ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซีชวน Sticky Monster Lab มาคอลแล็บเพื่อออกแบบกิจกรรมและ installation art ตามจุดต่างๆ โดยไฮไลต์ก็คือ FUNNY LITTLE PLAYGROUND สนามที่ไม่ใช่แค่เด็กเล่นบริเวณชั้น G

จากสิ่งต่างๆ ที่ไล่เรียงมาคงพอเห็นภาพว่าเหล่ามอนสเตอร์เดินทางมาไกลเพียงใด หากแต่คำถามที่เราคิดว่าน่าสนใจกว่าการเติบโตคือพวกเขาทำอย่างไรให้สตูดิโอยืนหยัดอยู่ได้ทั้งในโลกคอมเมอร์เชียลและหัวใจแฟนคลับ พวกเขาทำยังไงให้แม้เป็นงานที่รับใช้แบรนด์แต่แฟนคลับก็ยังพร้อมสนับสนุน

และที่ด้านข้างของบ่อบอลในโซน FUNNY LITTLE PLAYGROUND เราได้นั่งสนทนากับ Fla และ Boo สองผู้ร่วมให้กำเนิด Sticky Monster Lab เพื่อหาคำตอบของคำถามที่ว่าไว้

และต่อไปนี้คือรายละเอียดเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ในความสำเร็จเบื้องหน้า

เมื่อไม่มีกรอบ อะไรก็เป็นไปได้

แม้เราจะจดจำเขาในฐานะนักออกแบบคาแร็กเตอร์ แต่ขณะพูดคุยกับสองผู้ร่วมก่อตั้งสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ เขาพยายามจะไม่นิยามตัวเองด้วยบทบาทใดบทบาทหนึ่ง แต่หากจะมีคำสักคำที่ครอบคลุมพอจะอธิบายสิ่งที่ Sticky Monster Lab เป็น คำคำนั้นคือคำว่า ‘multidisciplinary creative studio’

พวกเขาไม่ใช่แค่คนออกแบบคาแร็กเตอร์ ไม่ใช่แค่คนคิดคอนเซปต์ ไม่ใช่แค่คนทำวิดีโอโมชั่น ไม่ใช่แค่คนทำนิทรรศการ ไม่ใช่แค่คนออกแบบผลิตภัณฑ์

พวกเขาทำทุกอย่างที่เป็นไปได้ภายใต้โจทย์ที่ได้รับ

“ข้อดีของการนิยามตัวเองแบบนี้คือเราสามารถผลิต output ออกมาได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆ ออกมาได้หลากหลาย โดยไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องเป็นแค่ illustrator หรือ video graphic หรืออะไรบางอย่างเท่านั้น แต่ว่าเราสามารถทำออกมาได้หลายๆ รูปแบบ” Fla อธิบาย

และการทำงานได้หลากหลายรูปแบบก็เป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Sticky Monster Lab เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแรงในมุมธุรกิจแม้จะมีคาแร็กเตอร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน

ยอมรับตามตรงว่าตั้งแต่แรกเราไม่มีความคิด เราไม่มีแพลนอะไรที่ยิ่งใหญ่หรือจะต้องทำอะไรขนาดนี้” Boo หันไปมองรอบๆ พื้นที่ขณะเว้นจังหวะในการเล่า “เราแค่เริ่มจากอะไรเล็กๆ แค่คุยกันว่าเรามาทำภาพคาแร็กเตอร์กันดีกว่า พูดตรงๆ ก็คือเราไม่คิดว่าวันหนึ่งมันจะเติบโตมาขนาดนี้ เราแค่มีวิชชั่นอยู่ตลอดว่าอยากจะเติบโตขึ้น”

สตอรีทำให้คาแร็กเตอร์ของเราแตกต่าง

ถ้าใครสังเกตเจ้า Redmon มอนสเตอร์สีแดงขนาดยักษ์ที่นั่งอยู่หน้าห้างจะพบว่ามันใส่ถุงเท้าข้างเดียว และเมื่อเดินเข้ามาในห้างบริเวณลาน Playground จะพบถุงเท้าอีกคู่

“คอนเซปต์ของงาน FUNNY LITTLE MESS: SEASON OF GIVING เริ่มจากการที่เราเห็นถุงเท้าที่แขวนไว้บนต้นคริสต์มาส เราก็คิดเล่นๆ ว่าถ้าเจ้ามอนสเตอร์ใส่ถุงเท้าแล้วอีกตัวขโมยถุงเท้า เรื่องราวอะไรจะเกิดขึ้น เราก็เลยสร้างสตอรีขึ้นมา เป็นเรื่องราวของ Elfmon ที่ขโมยถุงเท้าของ Redmon แล้วก็มีการแบบไล่ล่ากัน ตามจับกัน จนสุดท้ายทั้งสองก็ได้กลายเป็นเพื่อนกัน” Fla ย้อนเล่าถึงวิธีคิดงานพอให้เห็นภาพ

นอกจากความน่ารักที่สัมผัสได้ผ่านสายตา พวกเขายังให้ค่ากับการลงลึกกับเรื่องราวของเหล่ามอนสเตอร์

เราไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นแค่คนออกแบบคาแร็กเตอร์อย่างเดียว” Boo ย้ำกับเราอีกครั้ง “เพราะว่าสิ่งหลักที่เราทำคือการเล่าเรื่องราวมากกว่า คาแร็กเตอร์เราทำหน้าที่เล่าเรื่องราว ความรู้สึก ของบุคคล ที่เป็นประสบการณ์เฉพาะตัว ถ้าใครตาม Sticky Monster Lab จะพบว่ามันไม่ได้มีแต่เรื่องราวที่ positive เพียงเท่านั้น อาจจะบางครั้งที่ดูเป็น negative บ้าง เราอยากเล่าเรื่องราวที่มีความดีป แต่เราก็กลัวว่ามันจะดูเศร้าไปหรือเปล่า เราก็เลยสร้างคาแร็กเตอร์ที่มีความน่ารักขึ้นมา เพื่อให้มันคอนทราสต์กัน ไม่ให้ความรู้สึกเทไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป

“ความเป็นคาแร็กเตอร์ช่วยห่อหุ้มให้เราเล่าเรื่องที่อาจดูหม่นเศร้าเหล่านี้ได้ และเรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ ด้วย”

ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างอาร์ตกับคอมเมอร์เชียล

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้ในโปรเจกต์ที่ต้องรับใช้ฝั่งแบรนด์หรือลูกค้า งานของพวกเขาก็ยังคงเปี่ยมเสน่ห์ สังเกตได้จากปริมาณมวลชนที่มาถ่ายรูปกับงานศิลปะของพวกเขาที่กระจายตัวทั่วห้างสรรพสินค้า

“พวกคุณบาลานซ์ระหว่างอาร์ตกับคอมเมอร์เชียลยังไง ให้คาแร็กเตอร์ยังเป็นที่รักของแฟนๆ” เราถามสิ่งที่สงสัยก่อน Boo จะทำหน้าที่ผู้คลี่คลาย

“เวลาพวกเราทำงานใดก็ตามเราก็ยึดตัวตน ความเป็น artistic ความที่อยากจะเล่าเรื่องราวและอารมณ์ต่างๆ ให้ฟังมากกว่า อันนั้นคือเป้าประสงค์หลักของเรา แต่ว่าเราก็ไม่ได้จำกัดความหรือว่าขีดเส้นไว้ว่า อันนี้คืองานอาร์ตหรืออันนี้คืองานคอมเมอร์เชียล เราสามารถกระโดดข้ามไปข้ามมาได้

“เพราะว่าเราไม่ได้ตีเส้นแบ่งตายตัวระหว่างสองอย่างนี้  เราเลยทำให้มันสามารถอยู่ด้วยกันได้”

ความสม่ำเสมอทำให้เติบโต

เมื่อถามว่า “อะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ Sticky Monster Lab เติบโตมาจนถึงวันนี้” คำตอบที่ได้ไม่ใช่เรื่องของทักษะหรือความน่ารักใดๆ แต่เป็นเรื่องของวินัยและความสม่ำเสมอ

“ความสม่ำเสมอทำให้พวกเราเติบโต” Fla เปิดประเด็นก่อนที่ Boo จะขยายความ

“การทำงานสร้างสรรค์หรืองานศิลปะมันจำเป็นต้องมีคนมาเห็น ต้องมีคนฟีดแบ็ก มันถึงจะเติบโตต่อไปได้ แต่บอกตามตรงว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะสำเร็จ บางครั้งเราอาจจะมีช่วงเวลาที่เป็นไปด้วยดี แต่บางทีก็ไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราต้องเอาชนะและทำมันต่อไปอย่างสม่ำเสมอ

“นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมความสม่ำเสมอถึงสำคัญกับการเติบโต”

Castown คราฟต์โซดาไทยเจ้าแรกในบ้านหลังใหม่ที่เยาวราช เพื่อบอกว่าเราไม่ใช่สแกมเมอร์

“นั่งพักแล้วดื่มนี่ก่อน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงมาเปิดร้านที่นี่”

‘เติ้ง–พนัญไชย กล่ำกล่อมจิตต์’ Co-founder แห่งแบรนด์คราฟต์โซดา Castown เอ่ยต้อนรับเราทันทีที่หย่อนกายนั่งในร้านใหม่ของเขา พลางส่งเครื่องดื่มอัดก๊าซที่ผ่านการคิดค้นสูตรและถูกบรรจุใส่ขวดส่งตรงมาจากเชียงใหม่เป็นอย่างดี

ใครที่เป็นคอน้ำอัดลมน่าจะพอทราบดีว่า Castown เป็นแบรนด์คราฟต์โซดาที่มีต้นกำเนิดจากแดนนครพิงค์ ตรงซอยนิมมาน 5 โดยมี ‘บอม–รัฐศรัณย์ พีรพงศ์เดชา’ เป็นผู้ริเริ่มธุรกิจนี้ ในฐานะคราฟต์โซดา ‘เจ้าแรก’ ของประเทศไทย เมื่อปี 2017

สตอรีของพวกเขาเริ่มจากการหยิบ ‘เปลือกกาแฟ’ ไร้มูลค่าจากไร่กาแฟบนดอยสะเก็ด มาต่อยอดแปรรูปผ่านกรรมวิธีอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแบบธรรมชาติ ปรุงแต่งรสชาติให้หวานซ่า ละมุนลำคอ 

จากรสชาติแรกถูกต่อยอดสู่รสชาติที่สอง สาม สี่ โดยวางขายในร้านกาแฟเล็กๆ ของบอม ก่อนได้รับกระแสตอบรับดีเกินคาดจนต้องเปลี่ยนมาขายส่งตามร้านพันธมิตรต่างๆ ตั้งแต่ร้านอาหาร บาร์ จนถึงคาเฟ่ในย่านโลคอล ทั้งถูกจดจำได้ดีจาก ‘อาร์ตเวิร์ก’ บนฉลากที่ไม่เหมือนใคร

จนถึงวันนี้ที่ Castown ยังยึดถือจุดยืนคือการเป็นผู้ประกอบการไซส์ M (medium) มุ่งเน้นสร้างพันธมิตรธุรกิจกับผู้ประกอบการรายเล็ก โดยไม่มีขายตามห้างสรรพสินค้า หรือวางขายบนชั้นวางร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่ กลับกันเติ้งกลับมีความคิดที่จะเปิดหน้าร้านเล็กๆ ใจกลาง ‘ย่านเยาวราช’ แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นหมุดหมายของทั้งคนไทยและต่างชาติ

เกริ่นนำกันพอหอมปากหอมคอ ว่าแล้วเราขอชวนไปสำรวจร้าน Castown สาขาเยาวราช และถามเหตุผลที่ต้องมีหน้าร้านใหม่จากปากของเติ้ง พนัญไชย ในคอลัมน์ Market Share ตอนนี้ ที่บอกเลยว่าคำตอบทั้งมัน ฮา และแทบคาดไม่ถึง

หน้าร้านใหม่ที่เปิดเพราะอยากบอกว่า “เราไม่ใช่สแกมเมอร์!”

ซอยชุมชนเลื่อนฤทธิ์ ที่ตั้งอยู่บนเส้นถนนเยาวราช คือสถานที่ตั้งบ้านหลังใหม่ของ Castown เราเดินฝ่านักท่องเที่ยวไทยและเทศมาถึงหน้าร้าน แสงแดดยามบ่ายคล้อยตกกระทบเรื่อลงมาบนประตูไม้ ให้ความรู้สึกถึงโฮมคาเฟ่สุดอบอุ่นที่พร้อมต้อนรับแขกแปลกหน้า

ภายในมีขนาดพื้นที่กะทัดรัด ประดับตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้สไตล์วินเทจ มีเคาน์เตอร์บาร์พอสำหรับบริการลูกค้า 6-7 ราย เหลือบสายตาไปไม่ไกลมีตู้แช่เครื่องดื่ม Castown คอยท่า และมีเสียงเห่ากระดี๊กระด๊าของเจ้าเบตตี้สุนัขตัวโปรดของเติ้งไล่หลัง  

“ผมทำแบรนด์มาหลายปี ขายคราฟต์โซดาทั้งคนไทยคนต่างชาติไปก็เยอะ แต่เชื่อไหมว่าปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้คนคิดว่าเพจของร้านเป็นเพจปลอม” เติ้งเริ่มบทสนทนาด้วยคำตอบที่เราแทบไม่คาดคิดว่าจะเป็นเหตุผลนำมาสู่การเปิดร้านที่กรุงเทพฯ

“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้” เราถามกลับด้วยความฉงน

“เพราะพวกมิจฉาชีพ พวกสแกมเมอร์ในโลกออนไลน์มันเต็มไปหมดไง” เติ้งตอบทันควัน “ทั้งที่ผ่านมาเราก็ขายส่งในโลกอินเทอร์เน็ตเป็นปกติ มีสลิปโอนเข้าบัญชีบริษัทถูกต้อง มีเครดิตบนหน้าเพจว่าขายจริง แต่พอแอดมินส่งลิงก์เว็บไซต์ให้เลือกสินค้าปรากฏว่าลูกค้าไม่กล้ากดเข้าไปดู เพราะเขากลัวเป็นลิงก์ดูดเงิน 

“ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กนะ แต่มันเป็นปัญหาใหญ่เลยของคนทำธุรกิจ อย่างก่อนหน้านี้คนก็ไม่กล้าโอนจ่ายผ่านแอพฯ ธนาคารเพราะกลัวเรื่องบัญชีม้า ทั้งคนซื้อคนขายถูกครอบงำด้วยความกลัว สุดท้ายเลยตัดสินใจว่าถ้างั้นเปิดหน้าร้านให้คนเห็นไปเลยดีกว่า” 

จากปัญหาที่เหมือนจะน่าขันแต่ก็ขันไม่ออกนำมาสู่ร้าน Castown ที่เรานั่งอยู่ ที่น่าสนใจคือการปักหมุดเลือกเยาวราชเป็นทำเลที่ตั้ง ว่ากันตามตรงแทบไม่ต่างจากการลงไปลุยในสมรภูมิที่มีการแข่งขันธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสูงเบอร์ต้นในกรุงเทพฯ ทว่าเหตุผลที่เติ้งเลือกที่นี่กลับมาจากการเชื่อใน ‘สัญชาตญาณ’ ล้วนๆ

“มีวันหนึ่งผมไปเปิดบูทแถวบรรทัดทอง พอเสร็จงานมาเดินเล่นแถวเยาวราชจนมาเจอกับทำเลตรงนี้ แล้วรู้สึกว่าบรรยากาศค่อนข้างโอเคเลย เดินทางง่าย ขนส่งสินค้าสะดวก ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ทุกวันนี้คนละแวกนี้หรือลูกค้าที่แวะเวียนมากลายเป็นคนรู้จัก กลายเป็นเพื่อนของเราหมด 

“ถามว่าเหตุผลแค่นี้มันมีน้ำหนักมากพอหรือ? พูดตามตรงถ้าเจ้าของร้านไม่รู้สึกดีกับร้านก่อนแล้วลูกค้าที่ไหนจะอยากเข้ามา ผมเลยอยากให้ร้านเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี เหมือนตอนที่เราสร้างคอมมิวนิตี้ที่ดีกับร้าน Castown เชียงใหม่ คือเปิดประตูเข้ามาปุ๊บคุณสัมผัสได้ทันทีว่าสามารถสั่งเครื่องดื่มแล้วใช้เวลาอยู่ในร้านได้ตามสบาย”

I’m here on Yaowarat

นอกเหนือจากร้านใหม่ Castown ยังมีมาสคอตตัวใหม่ที่เป็นตัวเงินตัวทองนาม ‘น้องเงินทอง’ รูปโฉมสีฟ้าใส่ชุดเอี๊ยมท่าทางทะมัดทะแมงโดยในมือถือขวดคราฟต์โซดา ซึ่งดีไซน์พร้อมวางคอนเซปต์โดยเติ้ง 

“ตัวเหี้ยมีแต่คนชอบนะ แต่แปลกที่ไม่เคยมีใครเอาไปทำเป็นมาสคอต เพราะคนไทยพอพูดถึงตัวเหี้ยจะเมคฟัน มองมันเป็นตัวโจ๊ก เป็นมีม บางคนอุทานเป็นชื่อมันแทบทุกวันด้วยซ้ำ 

“เผอิญเราอยากมีมาสคอตของแบรนด์พอดี เลยคุยกับในทีมว่าจะเลือกเป็นมาสคอตนะ น้องเป็นสัตว์ที่มีความหมายดี ปรับตัวเอาตัวรอดเก่งมาหลายล้านปีเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการอยู่รอด แต่จะเรียกเหี้ยตรงๆ เลยก็กระไรอยู่ก็ตั้งชื่อให้ดูน่ารักว่าเงินทอง ดีไซน์คาแร็กเตอร์ให้ดูเป็นมิตร ใส่เสื้อใส่หมวกให้เขา และให้เดินสองขาเหมือนก็อดซิลล่าของญี่ปุ่น”

ด้วยความที่ถือกำเนิดไล่เลี่ยกับหน้าร้านใหม่ เลยเกิดเป็นภาพจำว่าเมื่อนึกถึง Castown สาขาเยาวราชต้องนึกถึงหน้าน้องเงินทอง มากกว่านั้นคือการนำมาสคอตตัวดังกล่าวไปปรากฏโฉมบนผลิตภัณฑ์ตั้งแต่บนหน้าเพจโซเชียลฯ, บนขวดคราฟต์โซดา ไปจนถึงสินค้าใหม่อย่างหมวกสไตล์ trucker hat และเสื้อยืดสไตล์วินเทจ

“เราสร้างสตอรีให้กับมัน (เงินทอง) ด้วยการพาเขาไปอยู่บนฉลากคราฟต์โซดารสคลาสสิก รายละเอียดอาร์ตเวิร์กบนฉลากคือเงินทองกำลังเดินอยู่บนถนนเยาวราช เพื่อสื่อว่า I’m here เรามาถึงเยาวราชแล้วนะ

“หรือพวก trucker hat ก็มีเงินทองอยู่ในโลโก้ของ Castown เมื่อก่อนเราทำขายนะ แต่เดี๋ยวนี้หันมาเน้นแจก ให้ลูกค้าเข้ามาลุ้นรับจากกิจกรรมบนเพจ เช่น กิจกรรมทายคำ ถาม ถามว่าทำไมแจกล่ะไม่กลัวขาดทุนหรือไง คือถ้าขายลูกค้าจ่ายเงินมันก็จบ แต่เราอยากได้เพื่อนใหม่ ได้ปฏิสัมพันธ์กับฐานแฟนกลุ่มใหม่ๆ ซึ่งมันมีค่ามากกว่า สมมติแจกหมวกสัก 4 ใบ นั่นเท่ากับคุณได้เพื่อนใหม่ 4 คนแล้วนะ” 

เด็กช่างตัวป่วนที่กลายมาเป็นลูกค้าขาประจำ

เหตุผลที่ทำให้ลูกค้ายอมขลุกตัวในร้าน Castown ทั้งวี่วันคงหนีไม่พ้น ‘บรรยากาศผ่อนคลาย’ เสมือนเซฟโซนที่ทำให้รู้สึกสบายใจ และลืมทุกข์ที่ประเดประดังเข้ามาชั่วครู่ 

แอร์เย็นฉ่ำ ของเล่นแนวเรโทร เสียงเพลงที่ถูกเปิดทั้งป๊อป ร็อก นูเมทัล ฯลฯ ช่วยเสริมให้รสชาติคราฟต์โซดากลมกล่อมยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันบรรยากาศของร้านยังปรับไปตามกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาตั้งแต่นักท่องเที่ยวทั่วไป คนวัยทำงาน เด็กนักเรียนมัธยม และเด็กนักเรียนช่างฯ ที่เติ้งยอมรับว่า เป็นลูกค้าที่คาดไม่ถึงว่าจะกลายมาเป็นลูกค้าคนสำคัญของร้าน

“มีเด็กนักเรียนช่างก่อสร้าง ปี 4 คนหนึ่งเข้ามาที่ร้าน น้องบอกว่าโดนคู่อริไล่ตามมาเลยขอเข้ามาหลบ ทำไปทำมาน้องมานั่งที่ร้านแทบทุกวัน เขาบอกว่าเขาชอบที่นี่ ชอบเข้ามาดื่ม Castown นั่งฟังเพลง เราก็ตามใจเปิดเพลงใต้ให้ฟังทุกวัน” เติ้งเล่าพลางหัวเราะ

“ภายหลังน้องมาเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่พ่อเขาเสียไม่มีใครเข้าใจเขาเลย มีแต่คนห้าม คิดว่าเขาจะทำไม่ดี แต่พอมาอยู่ที่นี่ไม่มีใครห้ามเขา มีแต่พูดคุยกับเขาด้วยความจริงใจ สนับสนุนให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำ อยากวาดรูปก็ให้วาด แถมเอารูปไปประดับข้างฝาอีก เขาเลยตัดสินใจเลิกเกเร ตั้งใจเรียน จนตอนนี้น้องออกไปทำงานเป็นทีมช่างขุดเจาะถนน โคตรเท่เลย บางวันซื้อ Castown ไปแจกเพื่อนร่วมงานอีก ผมมองว่าสิ่งนี้มันเป็นกำไรที่มีค่ามากกว่าเงินอีกนะ มันทำให้เราได้เพื่อน ได้ช่วยเหลือคนคนหนึ่งถึงจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

“ผมมองว่าการทำธุรกิจมันมีมากกว่าแค่เรื่องของเงินหรือซื้อมาขายไป แต่มันมีเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคแบรนด์ถึงจะแข็งแรง”

ยืนหยัดในแบบที่เป็นด้วยต้นทุนที่เรียกว่า customer-friendly

จนถึงตอนนี้รสชาติคราฟต์โซดาที่วางจำหน่ายในร้าน Castown มีมากกว่า 20 รสชาติ บางรสชาติอยู่ยงมาตั้งแต่วันแรก บางรสชาติถูกทอดออกตามฐานความนิยม บางรสชาติเพิ่งเข้ามาใหม่ อย่างล่าสุดคือรสอุเมะ (Ume) หรือบ๊วยญี่ปุ่นรสชาติเปรี้ยวหวานซาบซ่าน ที่เติ้งบอกว่าทานคู่กันได้กับทาโกะยากิเมนูที่ขายเป็นบางวาระ 

พูดง่ายๆ คือตลอดระยะเวลาเกือบ 9 ปีที่ผ่านมารสชาติคราฟต์โซดาที่ Castown นำเสนอยังคงคุณภาพเฉกเช่นวันแรก เพิ่มเติมคือกลุ่มผู้บริโภคที่มากขึ้น โดยเติ้งเผยถึงเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ลูกค้าของแบรนด์เหนียวแน่นและมีมากขึ้นทุกๆ วัน ซึ่งนั่นคือเรื่องของ customer-friendly

“ต่อให้วันนี้เราจะขายได้เงินหลักล้าน แต่คุณต้องไม่ลืมว่าวันแรกที่คุณขายได้หลักหมื่นคุณต้อนรับลูกค้ายังไง คุณแสดงตัวตนแบบไหนออกไป  

“สมมติคุณมีร้านอาหารเจ้าประจำคุณจะเลือกทานร้านไหน ก็ต้องเลือกร้านที่คุ้นเคย มาปุ๊บขยิบตาหนึ่งทีรู้กันว่าจะสั่งอะไร รู้ว่าต้องเทคแคร์คุยกับลูกค้าคนนี้ยังไง ต่อให้ผ่านไปสิบปียี่สิบปี มีสาขาขยายเป็นร้อยลูกค้าคนนี้ก็ยังอยู่กับเรา สิ่งนี้คือต้นทุนของแบรนด์ที่เรียกว่า customer-friendly

“แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งคุณขยายสเกลของแบรนด์แต่ลืมตัวตนที่สร้างมา ขาดความเสมอต้นเสมอปลาย สุดท้ายคุณก็ต้องมาเสียเวลาเหนื่อยเพื่อสร้างฐานลูกค้าใหม่”

“มองยังไงกับอนาคตของแบรนด์ อยากโตมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม?” ผมถามเติ้งทิ้งท้าย

“ผมแฮปปี้กับที่เป็นอยู่แล้วนะ จะเล็กหรือจะใหญ่ จะต้องอยู่ในตลาดน้ำอัดลม จะเป็น niche หรือ เป็นเมนสตรีมไหมก็ช่างมัน ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จแล้วที่ทำคราฟต์โซดาสัญชาติไทยเป็นเจ้าแรก ทำให้คนไทยได้อร่อยกับคราฟต์โซดาที่มีคุณภาพ มีขวดสวยๆ ไว้เป็นพร็อปถ่ายรูป” Co-founder ของ Castown ตอบด้วยรอยยิ้มพลางชวนกระดกคราฟต์โซดาในมืออีกครั้ง 

ถอดสูตรนิตยาไก่ย่าง ทำยังไงให้ยอดขายทะยานพันล้าน และลูกค้าทานซ้ำ 130 ครั้งต่อปี

สำหรับคนกรุงเทพฯ หลายคน นิตยาไก่ย่างไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เป็นรสที่คุ้นชิน เป็นภาพที่อยู่ในชีวิตประจำวันมาตั้งแต่เด็ก ด้วยรสชาติอาหารที่ไม่จัดเกินไป เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินสบาย และที่สำคัญคือ ‘ไม่ผิดหวัง’ เพราะทุกสาขามีมาตรฐานคล้ายกัน 

แต่กว่าจะมาเป็นแบรนด์ขวัญใจคนกรุงเทพฯ ที่มี 31 สาขา และทำรายได้จาก 628 ล้าน ในปี 2021 เป็น 986 ล้าน ในปี 2024 พร้อมตั้งเป้าทะลุพันล้านในปี 2025 นิตยาฯ เดินทางมาจากร้านเล็กๆ 70 ตารางวาในนนทบุรีเมื่อปี 2543 โดยมีเพียงความรักในการกินอาหารอีสานเป็นจุดเริ่มต้นของคุณ ‘อานี’ หรือ ‘รวีรัตน์ ลักษณวิสิษฐ์’ ผู้ก่อตั้ง และความใส่ใจในทุกคำที่ลูกค้ากิน มากกว่าการคิดแบบผู้ประกอบการทั่วไป 

เส้นทางยาวนานกว่า 25 ปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ตัวตน’ ที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากคำถามสำคัญว่า นิตยาไก่ย่างเป็นร้านอาหารอีสานจริงๆ หรือไม่? เพราะคนอีสานอาจมองว่านี่ไม่ใช่รสอีสาน แต่ก็น่าแปลกที่กลับกลายเป็นรสชาติที่โดนใจ ‘คนกรุงเทพฯ’ จนทำให้ร้านนี้อยู่ในชีวิตของทั้งครอบครัวทุกรุ่นแบบยาวนาน ด้วยสูตรลับ 5 ข้อต่อไปนี้

1. รสชาติมหาชนที่คนกรุงเทพฯ เข้าใจทันที 

จุดที่ทำให้นิตยาไก่ย่างโดดเด่นจากร้านอีสานอื่นๆ คือการยืนอยู่ ‘ตรงกลาง’ ของรสชาติแบบอีสานและรสชาติความอร่อยแบบเข้าถึงได้

คุณอานี ผู้ก่อตั้ง ไม่ใช่คนอีสานแท้ๆ แต่เป็นนักกินที่กินอาหารนอกบ้านแทบทุกวัน และบันทึกรสชาติอาหารดีๆ จากทั่วกรุงเทพฯ ไว้ในสมุดเล่มหนึ่ง เมื่อทำอาหารอีสาน เธอไม่ได้ใส่ทุกอย่างตามตำรา แต่ใส่ตามสิ่งที่ตัวเองกินเป็นและชอบกิน เช่น ผักชีลาวที่กินไม่เป็นก็ไม่ใส่ 

นี่คือรสชาติแบบ ‘มหาชน’ ของนิตยา ถึงเครื่องแต่กลมกล่อม ไม่เผ็ดจนเหงื่อแตก ไม่จัดจนเด็กกินไม่ได้ และไม่แปลกจนผู้ใหญ่รู้สึกกังวลใจ รสนี้เองที่ทำให้โต๊ะโต๊ะหนึ่งมีทั้งเด็กเล็ก คนทำงาน และผู้สูงอายุ นั่งกินร่วมกันได้ ความเป็นอาหารรสกลางๆ แบบนี้คือคอมฟอร์ตฟู้ดที่ตรงใจคนกรุงเทพฯ อย่างมาก 

แม้อาจโดนปรามาสว่าไม่ใช่อีสานแท้ แต่กลับกลายเป็น winning zone ที่เกิดจากการฟังตัวเอง เป็นเหตุผลที่ลูกค้าบางคนมาที่ร้านมากถึง 130 ครั้งต่อปี 

2. ความพิถีพิถันแบบคนรักอาหาร 

เห็ดเผาะต้องเป็นพันธุ์ที่เคี้ยวแล้วเป๊าะ ไม่เหนียว หน่อไม้ต้องเป็นเกรดส่งออกที่ไม่ปนสารอันตราย ข้าวเหนียวต้องเป็นเขี้ยวงูเชียงราย และกุ้งแห้งต้องเป็นกุ้งเรือเล็ก ไม่ฟอกสี ไม่ใส่สารใดๆ หรือหน่อไม้ต้องไม่ทำให้เป็นเส้นยาวๆ เพราะอาจทำให้ติดคอจนสำลัก อันตรายต่อทั้งเด็กและผู้สูงอายุ

ความละเอียดระดับนี้ทำให้เกิดมาตรฐานแบบนิตยา เป็นเรื่องเล็กๆ ที่คนอื่นอาจมองข้าม แต่ในสายตานักกินอย่างอานี นี่คืออีกเหตุผลที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความไว้ใจได้ในทุกจานที่เสิร์ฟ 

เมื่อร้านขยายสาขา ระบบครัวกลางและ SOP ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรักษามาตรฐานให้เหมือนกันทุกที่ แม้จะมีมากกว่า 30 สาขา แต่คุณภาพและรสชาติไม่แกว่ง เพราะวัตถุดิบทั้งหมดคัดจากที่เดียว และมีการตรวจสอบตามระบบที่เข้มข้นกว่า 300 จุด ก่อนจะเป็นอาหารจานสุดท้ายที่เสิร์ฟ 

3. เมนูที่ไม่เหมือนใครจนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน

ความสนุกของนิตยาไก่ย่างไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือการคิดเมนูแบบคนที่อยากกิน ซึ่งหลายเมนูถือกำเนิดจากการทดลองในครัว เช่นเมนู ‘ต้มโย้งไก่ย่าง’ เมนูแปลกที่ทั้งร้านอาหารถิ่นและร้านอาหารภาคกลางไม่มีใครทำมาก่อน 

ต้มโย้งเกิดจากการผสมต้มยำเครื่องสดกับต้มโคล้งเครื่องเผาแล้วลองปรุงจนพบรสชาติใหม่ที่ใช่ ในวันที่ต้องคิดเมนูเพิ่มก่อนร้านเปิดเพียง 3 วัน แต่ดันกลายเป็นจานที่มีทั้งความหอมของเครื่องต้มโคล้ง และ ความซับซ้อนของเครื่องต้มยำ ถูกใจลูกค้าจนกลายเป็นหนึ่งในเมนูท็อปไฟว์ตลอดกาลของร้าน 

อีกเมนูที่สร้างชื่อคือ หมูข้าวเม่า เกิดจากการที่คุณอานีชอบกินแหนม แต่แพ้แหนมดิบ จึงคิดสูตรแหนมฉบับของตัวเองโดยใช้ข้าวเม่าขาวหมักกับหมูสับและเครื่องให้ได้รสเปรี้ยวแบบแหนม แต่เป็นของสุกที่นำไปทอดกรอบ กลายเป็นเมนูที่ทั้งอร่อยและปลอดภัยจนแฟนๆ ต้องสั่งแทบทุกครั้งที่มา

ยังมีเมนูที่คนอีสานอาจหัวเราะ แต่คนกรุงเทพฯ กลับชอบมาก เช่น ส้มตำเส้นไก่ย่างกรอบ เมนูที่เอาไก่ย่างมาฉีกเป็นเส้น คลุกกับแป้งทอดแล้วรวมกับเส้นมะละกอทอดกรอบ เพื่อสร้างประสบการณ์ส้มตำแบบเคี้ยวมันไม่เหมือนใคร รวมถึงเมนูเด็ดอย่างปลากะพงพริกขี้หนูหอม และลอดช่องไทยน้ำกะทิที่ขึ้นแท่นเมนูประจำของหลายคนแล้วในตอนนี้

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า นิตยาไก่ย่างไม่ใช่ร้านที่ยึดอยู่กับเมนูคลาสสิกเท่านั้น แต่เป็นร้านที่สร้างซิกเนเจอร์จากการทดลองของคนที่รักการกิน อาจไม่ใช่เมนูอีสานตามตำรา แต่คืออาหารอีสานที่สร้างขึ้นจากลิ้นและประสบการณ์ของผู้ก่อตั้ง และดันถูกใจคนกรุงเทพฯ มากเป็นพิเศษ

4. วัฒนธรรมการทำงานแบบ ‘ครอบครัวเดียวกัน’ แต่คุณภาพไม่ตก

อีกด้านที่สำคัญที่สุดของนิตยาไก่ย่าง คือวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นความเป็นครอบครัว

อานีมองว่าพนักงานทุกคนทิ้งบ้านมาอยู่กับร้าน จึงต้องดูแลให้เหมือนคนในบ้านเดียวกัน ไม่พูดจาแบบนาย-ลูกน้อง และไม่ใช้คำเรียกแบบเจ้าของร้าน เธอเรียกตัวเองว่า ‘อานี’ และพูดเสมอว่า “เงินในร้านไม่ใช่ของอานี แต่เป็นของลูกค้าและพนักงาน” 

รูป : นิตยาไก่ย่าง

พนักงานกว่า 50 คนอยู่มาตั้งแต่วันแรกและเติบโตไปพร้อมร้าน จากเด็กเสิร์ฟกลายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ วันนี้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารสาขา เนื่องจากทุกคนได้รับโอกาสเท่ากัน และผู้บริหารทุกรุ่นต้องรู้จักทำงานทุกตำแหน่ง ตั้งแต่เสิร์ฟ ล้างครัว ไปจนถึงลงเตา เพื่อเข้าใจความยากของงานแต่ละส่วนก่อนมาบริหารคนอื่น

วัฒนธรรมแบบนี้สะท้อนมาถึงการบริการของร้านที่อบอุ่น คนที่มากินบ่อยจึงรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัว มากกว่าลูกค้า และเมื่อองค์กรเติบโตเป็นรุ่นที่ 2 วัฒนธรรมนี้ก็ยังถ่ายทอดต่อ จนกลายเป็นรากฐานที่ทำให้การขยายสาขายังรักษาคุณภาพและความรู้สึกเดิมได้ 

5. การขยายสาขาที่เข้าใจคนเมือง  

นิตยาเลือกเปิดร้านในย่านชุมชนที่มีที่จอดรถและมักจะเปิดบนถนนฝั่งขาออกเมืองมากกว่าขาเข้า เพราะรู้ว่าคนกลับบ้านมักไม่รีบ และพร้อมแวะกินมากกว่าคนที่กำลังมุ่งหน้าไปทำงาน ทำเลแบบนี้ทำให้ร้านโตอย่างสม่ำเสมอ และเป็นเหตุผลที่หลายสาขานอกเมืองทำยอดได้สูง เช่น ประชานุกูล, พระราม 9, เมืองทอง และรามอินทรา ฯลฯ 

ในห้างสรรพสินค้า นิตยาไม่ได้เลือกเปิดทุกที่ แต่เลือกห้างที่มีที่จอดรถมากพอ และมีคนทำงาน นักศึกษา หรือครอบครัวอยู่ในระยะเดินถึง กลยุทธ์นี้ทำให้สาขาในเมืองสามารถเข้าถึงลูกค้าวัยรุ่นและวัยทำงานได้ด้วยรสชาติที่เข้าถึงง่ายและราคาที่คนพร้อมจ่าย

ช่องทางเดลิเวอรีก็พัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อให้ลูกค้ากรุงเทพฯ ที่ชินกับการสั่งอาหารออนไลน์เข้าถึงเมนูโปรดได้สะดวกขึ้น แม้จะไม่ได้เข้าร้านก็ตาม ทำให้แบรนด์ไม่ถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดของทำเลอีกต่อไป 

เบื้องหลังความสำเร็จของนิตยาไก่ย่างจึงไม่ใช่แค่ไก่ย่างอร่อย หรือส้มตำรสดีแต่คือการสร้างพื้นที่อิ่มใจให้ผู้คนและทุกจานมีมาตรฐานที่ทำให้รู้สึกปลอดภัย แม้อาจจะไม่ใช่อาหารอีสานแท้ตามตำรา แต่กลับเป็นอาหารอีสานแบบที่คนกรุงเทพฯ รักที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่แบรนด์นี้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในโอกาสครบรอบ 25 ปี นิตยาต่อยอดแนวคิด comfort food สู่แคมเปญใหญ่อย่าง ‘25 ปี พื้นที่อิ่มใจ’ พร้อมกิจกรรมสนุกๆ เช่น เมนูพิเศษราคา 25 บาท จากเมนูขายดี 25 รายการ ซึ่งถ้าใครอยากไปลิ้มรสอาหารอีสานแบบนิตยา นี่เป็นช่วงที่เหมาะเจาะสุดๆ 

วิเคราะห์มหากาพย์ดีล Warner Bros. หลัง Netflix และ Paramount แย่งเข้าซื้อกิจการ

ข่าวใหญ่ของคอหนังและซีรีส์ที่สั่นสะเทือนวงการสตรีมมิงในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นข่าวที่ Netflix ประกาศเข้าซื้อกิจการในส่วนของสตูดิโอภาพยนตร์ Warner Bros. (WB) และบริการสตรีมมิง HBO Max ผู้ถือลิขสิทธิ์ชื่อดังอย่าง Harry Potter, Games of Thrones, The Lord of the Rings รวมถึงซีรีส์ที่เพิ่งเข้าฉายสดๆ ร้อนๆ อย่าง IT: Welcome to Derry และเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์และสร้างภาพยนตร์จากคอมิกของ DC

แต่ดีลยักษ์ใหญ่ยังไม่จบ เมื่อ Paramount Skydance Corporation หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Paramount สตูดิโอยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูดที่มีหนังและซีรีส์ชื่อดัง ทั้งแฟรนไชส์บล็อกบัสเตอร์อย่าง Mission: Impossible, Transformers, Star Trek และซีรีส์ยอดนิยมจาก Showtime & CBS อย่าง FBI: International, NCIS, Halo, Mayor of Kingstown ได้ประกาศเสนอซื้อหุ้น Warner Bros. Discovery (WBD) เพื่อปาดหน้าเค้ก Netflix ด้วยมูลค่าที่สูงกว่า

Recap ในตอนนี้จึงพามาสรุปมหากาพย์ดีลที่เขย่าวงการบันเทิงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ และฉายภาพให้เห็นว่าหากดีลนี้สิ้นสุดลง จะเปลี่ยนทิศทางของธุรกิจหนังและซีรีส์ไปยังไง รวมถึงผู้บริโภคจะได้ประโยชน์หรือได้ผลกระทบมากกว่ากัน

🎞 ทำไมดีล Warner Bros. ถึงน่าจับตามอง

David Zaslav ซีอีโอและประธานของ Warner Bros. Discovery (WBD) ประกาศขายกิจการ เพื่อให้สตูดิโอกลับมาชิงบัลลังก์ผู้นำในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และตั้งใจให้ HBO Max ขยายฐานผู้ชมไปทั่ว หลังจากเผชิญปัญหาขาดทุนหลายปีติด จนเจอกับภาระหนี้สินท่วมท้น

หลังการประกาศขาย หุ้นของ WBD พุ่งขึ้นสูงทันที ทำให้นักลงทุนมองว่าหากใครปิดดีลนี้ได้ เท่ากับได้ทรัพย์สิน IP มหาศาล เพราะไม่ได้เป็นแค่การซื้อบริษัท แต่ถือเป็นการซื้อจักรวาลคอนเทนต์ระดับตำนาน มาสร้างรายได้ต่อไม่รู้จบ ซึ่งพลิกเกมธุรกิจมาชนะยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นๆ ได้อีกด้วย

ผู้เข้าชิงประมูลครั้งนี้มีถึง 3 บริษัท ได้แก่ Paramount Skydance, Netflix และ Comcast แน่นอนว่า Netflix ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะการประมูลหลังเสนอซื้อเฉพาะส่วนสตูดิโอ ภาพยนตร์ ทีวีของ Warner Bros. และสตรีมมิงในส่วนของ HBO Max ด้วยราคาประมาณ 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น รวมมูลค่ากิจการทั้งหมดกว่า 82,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในบรรดาคู่แข่ง

🎞 ถ้า Netflix ซื้อกิจการสำเร็จจะเป็นยังไง

เสียงวิพากษ์วิจารณ์แตกออกเป็น 2 ฝั่ง ทั้งผู้ชมที่มองว่าจะได้ชมภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ตนเองรัก ครบจบในแพลตฟอร์มเดียว รวมถึงถ้าปิดดีลได้จริงๆ ก็น่าจะมีเม็ดเงินมหาศาลมาลงทุนเพิ่มขึ้นในการผลิตเนื้อหาเพื่อความบันเทิง ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั่วโลก

แต่เสียงหมู่มากเทไปในอีกมุมหนึ่งคือ Netflix เป็นบริการสตรีมมิงที่ใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว โดยมีหนังและซีรีส์เรือธงอย่าง Stranger Things, Squid Game, Money Heist, Wednesday และอื่นๆ อีกมากมาย หากควบรวม HBO Max จะถือเป็นการผูกขาดตลาด ซึ่งจะลดการแข่งขันและกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง

ในปี 2025 Netflix มีจำนวนสมาชิก 300 ล้านราย ในขณะที่ HBO มีจำนวนสมาชิก 128 ล้านราย หากเกิดการควบรวมกันจริงๆ จะมีฐานสมาชิกสูงถึง 428 ล้านราย ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Amazon Prime Video มีจำนวนสมาชิก 200 ล้านราย Disney+ มีประมาณ 131 ล้านราย และ Paramount+ มีประมาณ 79.1 ล้านรายเท่านั้น

ทางสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์สหรัฐ (Directors Guild of America) ก็ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่าดีลนี้จะสร้างผลเสียต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์หรือไม่ โดยเตรียมนัดหารือกับ Netflix เพื่อหาแนวทางที่ไม่กระทบต่อทุกฝ่าย

ขณะที่ Paramount หนึ่งในบริษัทที่ร่วมประมูลซื้อกิจการ WBD แต่พ่ายแพ้กลับมาในครั้งแรก ก็เคยให้ความเห็นว่าหาก Netflix ชนะประมูลครั้งนี้ จะส่งผลลบต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างมาก เพราะ Netflix คือแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ให้คนดูหนังที่บ้าน มากกว่าการไปดูที่โรงภาพยนตร์ ซึ่งทุกวันนี้ธุรกิจภาพยนตร์ที่ฉายในโรงก็เข้าขั้นวิกฤตจากรายได้ที่ลดลง หากได้คอนเทนต์จำนวนมากจาก WBD จะยิ่งทำให้ Netflix เสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจสตรีมมิงมากยิ่งขึ้น

ในตอนนี้ Netflix ออกมาบอกแต่เพียงว่าจะทำให้ทุกธุรกิจของ WBS ดำเนินต่อไปตามเดิม แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าจะทำยังไงกับภาพยนตร์ของ WBS ที่ยังไม่ฉาย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ WBD เจรจากับ Netflix เพื่อร่างข้อตกลงซื้อ-ขายขั้นสุดท้าย ทั้งยังต้องยื่นต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพื่อให้พิจารณาดีลนี้ต่อไป

🎞 ถ้าดีลนี้ตกไปอยู่ในมือ Paramount จะเป็นยังไง

ดีลครั้งประวัติศาสตร์ยังไม่จบ หลังจาก Paramount ประกาศเสนอซื้อหุ้น WBD ทั้งหมด และจะเสนอซื้อด้วยเงินสดทั้งหมด ในราคา 30 ดอลลาร์ต่อหุ้น เท่ากับมูลค่า 108.4 พันล้านดอลลาร์ แน่นอนว่าเป็นการเสนอซื้อในมูลค่าที่มากกว่า Netflix และเป็นการหักหน้ายักษ์ใหญ่ไปเต็มๆ

หากการควบรวมครั้งนี้ผู้ชนะคือ Paramount เขาตั้งใจรักษารายการภาพยนตร์ของ WBD ในปัจจุบัน และมีแผนที่จะขยายธุรกิจเพิ่มเติม โดยสนับสนุนการผลิตหนังเพื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ มากกว่าลงแค่ในสตรีมมิงแบบ Netflix

ในส่วนของสตรีมมิงตั้งใจจะผสมผสานระหว่าง Paramount+ กับ HBO Max เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และทำให้การแข่งขันในวงการสตรีมมิงสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น โดยเฉพาะกับ Netflix, Amazon และ Disney+ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของคอนเทนต์ มากกว่าการผูกขาดที่เสี่ยงต่อการเอาเปรียบผู้บริโภคในอนาคต

ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าการควบรวมกิจการกับ WBD จะจบลงยังไง และดีลนี้จะไปตกอยู่ในมือใคร แต่หวังว่าบทสรุปสุดท้ายจะส่งผลดีทั้งต่อวงการภาพยนตร์และซีรีส์ให้สามารถขับเลื่อนธุรกิจต่อไปได้อย่างเป็นธรรม และส่งผลดีต่อผู้บริโภคอย่างเราๆ ให้มีทางเลือกมากยิ่งขึ้น ในวันที่สงครามสตรีมมิงยิ่งดุเดือดขึ้นทุกที

ที่มา

‘พันธุ์ไทย D.I.Y.’ แคมเปญครีเอตเมนูที่ใช่ผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น พร้อมดึงสกาย-นานิขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์

ก่อนหน้านี้ ‘กาแฟพันธุ์ไทย’ เคยสร้างปรากฏการณ์สุดนุ่มฟูด้วยการดึงพี่จองและคัลแลน สองยูทูบเบอร์ชาวเกาหลีใต้มาขึ้นแท่นเป็นพรีเซนเตอร์ พร้อมครีเอตเมนู ‘ไทยริกาโน’ เมนูสเปเชียลตี้สัญชาติไทยที่กลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ฮิตติดลมบนจนถึงทุกวันนี้ 

พันธุ์ไทยเผยว่าในปีที่ผ่านมานอกจากตัวเลขยอดขายที่สูงขึ้น แคมเปญไทยริกาโนยังสร้างความประทับใจให้แก่คอกาแฟ ด้วยการเปลี่ยนผู้บริโภคให้กลายเป็น co-creator ที่สร้างสรรค์เมนูเครื่องดื่มด้วยตัวเอง และเป็น user-generated content ที่แชร์โมเมนต์ความประทับใจผ่านเมนูเครื่องดื่มที่ครีเอตด้วยฝีมือตนเอง เช่น มัทฉะลาเต้ตาลโตนดท็อปด้วยไข่มุกบุกบราวน์ชูการ์ หรือนมสดปั่นซอสสตรอวเบอร์รีท็อปด้วยสตรอว์เบอร์รีฟรีซดราย สะท้อนให้เห็นว่าพันธุ์ไทยยกระดับสู่เทรนด์เซตเตอร์ที่ให้โอกาสลูกค้าร่วมพัฒนาเมนูใหม่ๆ ที่หลากหลายและตรงใจ

เพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว พันธุ์ไทยได้เปิดตัวเคมเปญ ‘พันธุ์ไทย D.I.Y.’ เมนูที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเป็นบาริสต้าครีเอตเครื่องดื่มในแบบของตนเอง โดยยังคงคอนเซ็ปต์ creative thai taste ที่สนับสนุนและส่งต่อความภาคภูมิใจไทยด้วยการหยิบวัตถุดิบท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสมในการประกอบเมนู 

ที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันคือพันธุ์ไทยได้ดึง ‘สกาย–วงศ์รวี นทีธร และนานิ–หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ’ สองเพื่อนซี้มาเป็นพรีเซนเตอร์รายใหม่ ซึ่งทั้งคู่มีคาแร็กเตอร์ที่ตรงกับ Brand DNA พันธุ์ไทย นั่นคือสดใส อบอุ่น เป็นมิตร และเข้าถึงง่าย เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันทั้งคู่ยังมีแฟนคลับมากมายในต่างประเทศ ทั้งจีน ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง เวียดนาม และญี่ปุ่น จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งคู่จะช่วยส่งต่อและสื่อสารความเป็นไทยผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นได้ในอนาคต 

แน่นอนว่าการเปิดตัวครั้งนี้สกายและนานิไม่ได้มามือเปล่า แต่ครีเอตเมนู D.I.Y. ที่เตรียมมาให้แฟนพันธุ์ไทยได้ลองลิ้มความอร่อย ได้แก่ SKYLATTE เมนูดับเบิลลาเต้ของสกาย กับรสชาติคาราเมลหอมหวาน ผสมผสานกับรสสัมผัสนุ่มละมุนของโฟมนมตาลโตนด ท็อปปิ้งด้วยแมคคาเดเมียกรุบกรอบ และ BANANI เมนูนมสดปั่นหอมละมุน ราดด้วยซอสช็อกโกแลต ปิดท้ายด้วยสตรอว์เบอร์รีเจลลี่หนุบหนับ และกล้วยตากเนื้อแน่น กลายเป็นคอมโบสุดแสนจะลงตัว 

นอกจากนี้แคมเปญพันธุ์ไทย D.I.Y. ยังมาพร้อมกับ key visual สุดน่ารักที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘ตุ๊กตากระดาษ’ ของเล่นในความทรงจำที่เคยสร้างความสนุกให้กับอดีตเด็กเจนฯ X และเจนฯ Y ที่ปรับธีมให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันและเชื่อมโยงถึงเด็กรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันยังสอดคล้องกับกิมมิก D.I.Y. ที่ปรับแต่งชุดของตุ๊กตาได้เหมือนกับการรังสรรค์เมนูเครื่องดื่มพันธุ์ไทย

ใครที่อยาก  D.I.Y. เครื่องดื่มในแบบของตัวเองสามารถตรงไปที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาที่ร่วมรายการและแบบเดลิเวอรี และในปี 2026 เตรียมพบกับสกายและนานิ ผ่านกิจกรรมที่พันธุ์ไทยพร้อมเซอร์ไพรส์เหล่าแฟนด้อมได้ ติดตามรายละเอียดได้ผ่านทาง www.facebook.com/punthaicoffee และ https://x.com/Punthaiofficial

ถอดบทเรียนความท้าทายของซีเกมส์ครั้งที่ 18 เมื่อ 30 ปีที่แล้ว

ช่วงนี้มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (SEA Games 2025) กำลังเป็นที่ถกเถียงถึงประเด็นการจัดงานให้น่าสนใจ ชาวโซเชียลหลายคนจึงได้แชร์ความประทับใจถึงความทรงจำในงานซีเกมส์ครั้งที่ 18 (ครั้งที่ 5 ของประเทศไทย) เมื่อ 30 ปีที่แล้วในปี 2538 ที่เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นครั้งแรกในอาเซียนที่เมืองเจ้าภาพไม่ได้เป็นเมืองหลวง

หลายคนเล่าว่ายุคนั้นเกิดกระแสซีเกมส์ฟีเวอร์ที่คนไทยคึกคักกับการแข่งกีฬาซีเกมส์ ผู้คนจดจำมาสคอตของงานครั้งนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ ทั้งยืนต่อคิวถ่ายรูปมาสคอตข้างสนาม และยังมีการนำของที่ระลึกซีเกมส์ในปีนั้นมาขายต่อเป็นของสะสมอยู่เรื่อยๆ มีนักกีฬาที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นคือ ‘ฉลามณุก–รัฐพงศ์ ศิริสานนท์’ และยังมีเรื่องเล่าขำๆ ว่าใครมีลูกในช่วงนั้นมักตั้งชื่อเล่นว่า ‘ซีเกมส์’

อย่างไรก็ตาม ทุกการจัดงานย่อมมีความท้าทาย การจัดซีเกมส์ที่เชียงใหม่ก็ไม่ต่างกัน เพราะเชียงใหม่ในวันนั้นยังไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวเหมือนทุกวันนี้ และยังไม่มีปัจจัยที่รองรับการเป็นเจ้าภาพ ทั้งสนามกีฬาเทศบาลของนครเชียงใหม่ที่มีพื้นที่จำกัด และโรงแรมที่กระจัดกระจายในเมือง

ชวนย้อนเวลา เจาะลึกอินไซต์เบื้องหลังการจัดงานซีเกมส์ยุคก่อนด้วยข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ ‘กว่าจะมาเป็นซีเกมส์ที่เชียงใหม่’ โดยชมรมผู้สื่อข่าวเชียงใหม่ ที่จะพาไปถอดบทเรียนการจัดซีเกมส์ในอดีต

มาสคอตแมวถือร่มบ่อสร้างกับข้อถกเถียงเรื่องช้าง

มาสคอตของซีเกมส์ครั้งที่ 18 คือแมววิเชียรมาศ ชื่อ ‘สวัสดี’ (Sawasdee) เป็นแมวไทยโบราณซึ่งเป็นสัตว์นำโชค เจ้าแมวตัวนี้ถือ ‘ร่มบ่อสร้าง’ ซึ่งเป็นสินค้าหัตถกรรมขึ้นชื่อของอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตั้งใจสื่อถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยงานครั้งนี้มีการทำรูปปั้นและของที่ระลึกมากมายจากน้องแมวตัวนี้

แม้ทุกวันนี้หลายคนจะจดจำสัญลักษณ์แมววิเชียรมาศในเชิงบวก แต่บันทึกเบื้องหลังการจัดงานโดยคนเชียงใหม่ระบุว่า หลายคนมองว่า การใช้มาสคอตเป็นช้างน่าจะเหมาะกว่า เพราะเชียงใหม่ผูกพันกับช้างในหลายมิติ ทั้งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและปรากฏในชื่อสถานที่ต่างๆ เช่น ถนนและตำบลช้างม่อย ประตูช้างเผือก อนุสาวรีย์ช้างเผือก ถนนช้างคลาน วัดล่ามช้าง วัดช้างค้ำ ฯลฯ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอย่างการแสดงของช้างและโรงเรียนฝึกลูกช้าง หากมีช้างเป็นสัญลักษณ์น่าจะช่วยดึงดูดการท่องเที่ยวได้อีกต่อ

การใช้แมวเป็นมาสคอตนี้จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า แม้มาสคอตจะน่ารัก แต่เชียงใหม่แทบไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับแมววิเชียรมาศ อีกทั้งกระบวนการคัดเลือกมาสคอตยังมาจากกรุงเทพฯ โดยไม่ได้สอบถามความเห็นจากคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่น่าคิดว่า นอกจากความน่ารักและการดึงดูดความสนใจ มาสคอตยังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในมิติอื่นได้มากน้อยเพียงใดนอกจากเป็นภาพประชาสัมพันธ์ และกระบวนการออกแบบมาสคอตควรมีส่วนร่วมกับคนในพื้นที่มากกว่านี้หรือไม่

ซีเกมส์ที่ระลึกผ่านแสตมป์และของสะสม 

หนึ่งในของที่ระลึกที่โดดเด่นคือการนำแมววิเชียรมาศมาทำเป็นลายบนกระป๋องโค้กร่วมกับ Coca-Cola นอกจากนี้ยังมีแสตมป์การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่แสดงภาพกีฬาฟันดาบ สนุกเกอร์ กระโดดน้ำ กระโดดค้ำถ่อ และเหรียญที่ระลึกตราซีเกมส์ให้สะสม รวมถึงสินค้าของสะสมหลากหลายประเภทที่วางขายตามร้านค้าทั่วไป ทั้งตุ๊กตามาสคอต ถ้วย จาน ที่รองแก้วกาแฟ และเสื้อตราซีเกมส์

สิ่งที่น่าทึ่งคือการโฆษณาซีเกมส์ในยุคไร้โซเชียลมีเดียที่ต้องใช้สื่อประชาสัมพันธ์แบบคลาสสิก เช่น แสตมป์ที่กลายเป็นของสะสมวินเทจในปัจจุบัน และการประชาสัมพันธ์ผ่านโทรทัศน์ด้วยเพลง ‘เปลวไฟในไอหมอก’ เพลงประจำการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 18 ที่ออกอากาศหลายเดือนก่อนวันแข่ง รวมถึงการเผยแพร่บทกลอน ‘เปลวไฟในไอหมอก’ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เชียงใหม่ ซึ่งเมื่อย้อนมาดูในยุคนี้ก็ยังคงความละเมียดละไมอยู่ไม่น้อย และนี่คือบางส่วนของบทกลอน

‘เปลวไฟในไอหมอก…หยอกขุนเขา เย็นร่มเงาพันธุ์ไม้อยู่ไม่ห่าง สิบประเทศรวมใจไม่จืดจาง บนเส้นทางกีฬาสามัคคี ประเทศไทยของเราเป็นเจ้าภาพ ทั่วโลกทราบทั้งสิ้นทุกถิ่นที่ เลือกเชียงใหม่มาตรฐานจัดการดี ประเพณีวัฒนธรรมนำชีวิต ณ ดินแดนดอกเอื้องเมืองเชียงใหม่ รับงานใหญ่ “ซีเกมส์” อิ่มเอมจิต การกีฬาเชื่อมประสานสมานมิตร ร่วมความคิดร่วมพลังร่วมสังคม…’

กลับมาที่ยุคโซเชียลมีเดียในวันนี้ที่เอื้อต่อการประชาสัมพันธ์งานกว่ายุคก่อนมาก คำถามคืออะไรที่ทำให้ซีเกมส์ไทยเป็นที่น่าจดจำจน ผู้คนระลึกถึงงานแม้เวลาผ่านไปเนิ่นนานดังเช่นของที่ระลึกเหล่านี้ อะไรที่ทำดีแล้วและควรรักษาไว้ อะไรที่ควรพัฒนาต่อไปเพื่อทำให้ดีขึ้น

สร้างสนามกีฬาใหม่ ต้องใหญ่แค่ไหนถึงจะพอดี

ก่อนเตรียมจัดการแข่งขันซีเกมส์ในครั้งนั้น เชียงใหม่มีสนามกีฬาเทศบาลที่ไม่พร้อมสำหรับงานใหญ่และไม่สามารถขยายสนามได้ จึงริเริ่มสร้าง ‘สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี’ เพื่อใช้เป็นสนามหลักในการแข่งขัน และยังมีการกระจายสนามแข่งขันกีฬาทั่วจังหวัด ได้แก่ โรงแรมโลตัส ปางสวนแก้ว สำหรับแข่งบิลเลียดและสนุกเกอร์

รูป : Facebook สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี

แม้จะมีผู้ชมชื่นชมพิธีเปิดที่อลังการและวิวทิวทัศน์ที่ถ่ายทอดสดออกมาสวยงาม แต่เบื้องหลังกลับมีบันทึกว่า
สนามกีฬาที่สร้างใหม่แห่งนี้เดิมตั้งใจสร้างเมนสเตเดียมให้จุผู้ชมได้ 60,000 คน แต่ภายหลังการประชุมจากคณะกรรมการหลายฝ่าย ขนาดสนามถูกลดลงเหลือเพียง 20,000 คน เนื่องจากกังวลว่าการสร้างใหญ่เกินไปจะไม่เหมาะสมและดูแลยาก

การลดขนาดสนามลงหลายเท่านี้ ทำให้มีผู้วิจารณ์เรื่องวิสัยทัศน์ระยะยาวว่า ในวันแข่งขันจริง ผู้ที่อยู่ในสเตเดียมหลักประกอบด้วยนักกีฬา เจ้าหน้าที่ นักแสดง สื่อมวลชน แขกรับเชิญ ผู้มีเกียรติ และกรรมการ ทำให้พื้นที่สำหรับประชาชนทั่วไปเหลือน้อยมาก ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าคำนึงถึง เพราะสนามกีฬาแห่งนี้ถูกนำมาใช้ระยะยาว รวมถึงการแข่งขันซีเกมส์ปีนี้ที่ใช้เป็นสนามฟุตบอลชายรอบแบ่งกลุ่ม และมีโอกาสใช้จัดการแข่งขันระดับประเทศอีกหลายครั้งในอนาคต

ทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดและเป็นประโยชน์ต่องานให้มากที่สุด

คำวิจารณ์จากหนังสือ ‘กว่าจะเป็นซีเกมส์ที่เชียงใหม่’ โดยชมรมผู้สื่อข่าวเชียงใหม่ ได้สรุปข้อคิดเห็นด้านความท้าทายในการจัดงานซีเกมส์ครั้งนั้นไว้ว่า “สิ่งที่จะต้องทำกันอย่างที่สุดก็คือ จะต้องมองดูว่าที่ผ่านๆ มานั้นมีอะไรพลาดไปบ้าง และที่น่าจะเป็นไปในอนาคตนั้นจะทำอะไรที่จะแก้ความผิดพลาดบ้าง ความผิดพลาดที่เห็นอยู่นั้นก็ได้แก่ การที่คนรู้งานบางคนไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับงาน” 

“ทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดและเป็นประโยชน์ต่องานที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ถ้าจะให้เมืองเชียงใหม่ได้รับการกล่าวขานไปในทางที่ดีที่งาม สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่จะมาแอ่วมาเยือนแล้วละก็ ทำในสิ่งที่ควรทำ มอบงานให้ถูกกับคนที่เหมาะสมกับงานเถอะครับ ปัญหาต่างๆ มันจะลดน้อยลงไปบ้าง”

จะเห็นได้ว่าเบื้องหลังการจัดซีเกมส์ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วก็เต็มไปด้วยความท้าทายไม่น้อย ทั้งการกำหนดวิสัยทัศน์ให้ตรงกันและการออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างหลายฝ่าย ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยังคงพบได้เมื่อจัดกิจกรรมระดับประเทศ

คำถามคือ ประเทศไทยวันนี้เปลี่ยนไปจากซีเกมส์เมื่อ 30 ปีก่อนไปมากน้อยเพียงใด ประเทศเราควรพัฒนาหรือปรับปรุงอะไรเพื่อให้ซีเกมส์เป็นงานที่ทุกฝ่ายภูมิใจ ชวนแลกเปลี่ยนความเห็นกันใต้คอมเมนต์

อ้างอิง