Month: December 2025
UNITO แบรนด์เมดอินไทยแลนด์ ที่คนรักแคมป์ปิ้งถูกใจ จนได้คอลแล็บกับแบรนด์ระดับโลก
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การออกไปแคมป์ปิ้งกลายเป็นกิจกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
เพราะเป็นวิธีที่เรียบง่ายที่สุดในการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านและอยู่กับตัวเองได้อย่างปลอดภัย
UNITO คือหนึ่งในแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลานั้น แบรนด์ดีไซน์จากประเทศไทยที่ผสมผสานงานออกแบบเข้ากับงานช่าง โดยทำงานร่วมกับช่างไม้ท้องถิ่น และสร้างสรรค์สิ่งของจากการใช้งานจริงจนกลายเป็นที่รู้จักในหลายประเทศ และได้ร่วมงานกับแบรนด์อย่าง Stanley และ TOYO จากญี่ปุ่น
สำหรับ บอน–นัฐพล พูนพิริยะ ผู้ก่อตั้ง UNITO การใช้ของชิ้นหนึ่งๆ ไม่ได้จบแค่คำว่า ‘ใช้ได้’ หรือ ‘ใช้ไม่ได้’ แต่เป็นกระบวนการสังเกตว่าสิ่งของเหล่านั้นตอบสนองชีวิตจริงได้ดีแค่ไหน จากการออกไปแคมป์ เขาพบว่าอุปกรณ์หลายชิ้นยังขาดรายละเอียดเล็กๆ ที่ถ้าได้รับการพัฒนาอีกนิด ประสบการณ์การใช้งานจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
ไอเทมแรกที่กลายเป็นจุดตั้งต้นของ UNITO คือ Shelf Container จากแบรนด์ Snow Peak ใส่ของที่ได้รับความนิยมในหมู่คนแคมป์ จากการใช้งานจริง บอนเริ่มทดลองปรับมันให้ทำงานได้มากกว่าเดิม โดยไม่คิดถึงตลาดหรือแผนธุรกิจใดๆ
“ครั้งแรกเลยที่เริ่มคือทำใช้เอง ไม่ได้คิด pain point ไม่ได้คิด business plan ไม่ได้คิดอะไรเลย สิ่งเดียวที่มีคือความอยากทำ และความสนุกจากการลงมือทำด้วยตัวเอง”


จากลังใส่ของธรรมดา เขาเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโต๊ะด้วยการทำฝาลังขึ้นมา สามารถเชื่อมต่อกับลังอื่นๆ ได้ และเพิ่มรายละเอียดเล็กๆ ที่คนใช้งานจริงถูกใจ เช่น การออกแบบฝาลังให้มีรูสำหรับคว่ำแก้วให้แห้ง
ในจุดนั้นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่การสร้างแบรนด์ แต่คือการทดลองเล็กๆ ของคนที่อยากใช้ของให้ดีขึ้น
โดยไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจทำของชิ้นหนึ่งเพื่อตัวเอง กำลังกลายเป็นจุดตั้งต้นของ UNITO ในเวลาต่อมา
แก่นของ UNITO คือสินค้าต้องมีประโยชน์
“จริงๆ แก่นของ UNITO คือสินค้าต้องมีประโยชน์ ถ้าคุณสร้างสินค้าที่มีประโยชน์ คุณไม่เหนื่อยกับการทำการตลาดเลย”
สำหรับ UNITO คำว่า ‘ประโยชน์’ ไม่ได้เป็นแค่คุณสมบัติของสินค้าเท่านั้น แต่คือเงื่อนไขตั้งต้นของการออกแบบสินค้าทุกชิ้น บอนมองว่าถ้าสินค้าชิ้นหนึ่งไม่มีประโยชน์จริง ไม่ว่าดีไซน์จะสวยแค่ไหน จะเท่หรือน่าเก็บแค่ไหนก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะต้องมีอยู่
แนวคิดนี้เกิดจากประสบการณ์ของคนที่ทำงานสร้างแบรนด์มานาน บอนเห็นมาหลายครั้งว่าสินค้าที่ต้องอธิบาย ต้องใช้โปรโมชั่นเยอะ มักเป็นสินค้าที่ยังไม่แข็งแรงพอ สำหรับ UNITO ความสวย ความเท่ หรือความแปลกใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ต้องเดินไปพร้อมกับฟังก์ชั่น
“ถ้ามันเกิดประโยชน์กับคนคนนั้นจริง มันจะไม่มีทางหายไป”


UNITO CONTAINER เป็นสารตั้งต้นนั้นที่สะท้อนทั้งประโยชน์ของสินค้า เพราะ UNITO CONTAINER เกิดจากการใช้งานจริงที่เมื่อบอนนำลังไปวางในพื้นที่กลางแจ้งก็ต้องหาอุปกรณ์อื่นๆ มาเทินไว้ด้านล่างเพื่อให้ความสูงของลังเหมาะสม บ้างก็เพื่อกันเปื้อนไปในตัว
บอนจึงเพิ่มขาลังที่กางออกได้ และออกแบบให้เปิดได้อีกแบบ เปลี่ยนบริบทของลังจากกล่องเก็บของ ให้กลายเป็นโต๊ะที่มีปีกกันของตก หรือแม้แต่จะนำไปทำเป็นโต๊ะหัวเตียงในบ้านก็ยังได้ สินค้าชิ้นนี้ยังเป็นสินค้าชิ้นแรกของ UNITO ที่บอนพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่การทำแค่อุปกรณ์เสริม ที่เข้าไปเติมเต็มสินค้าเดิมๆ ที่เคยมีอยู่แล้วในตลาด
อีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนถึงการพัฒนาสินค้าจากการเน้นประโยชน์เป็นแก่นคือ COOLER STAND FOR YETI ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อโชว์ แต่เพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานของการใช้งาน cooler ในชีวิตจริง
บอนออกแบบฐานไม้เพื่อยก cooler ขึ้นมาอยู่ในระดับที่หยิบใช้งานสะดวก ลดการก้ม ลดความเมื่อย
และทำให้พื้นที่รอบตัวเป็นระเบียบมากขึ้น ตัวสแตนด์ถูกออกแบบให้พอดีกับ YETI หลายรุ่น และพับเก็บได้ง่าย พร้อมถุงสำหรับพกพา เสริมด้วย cup holder และช่องเก็บของแบบพกพา

การเลือกใช้ไม้สักไม่ใช่เพียงเพราะความสวยงาม แต่เพราะความทนทานต่อสภาพแวดล้อม และการใช้งานซ้ำในระยะยาว สะท้อนจุดยืนของ UNITO ที่แข่งด้วยความคุ้มค่าในระยะยาว เมื่อมองรวมกับ Rubber สำหรับขาสแตนด์จะเห็นชัดว่า UNITO ไม่ได้ออกแบบสินค้าเป็นชิ้นๆ แต่คิดเป็นระบบ คิดถึงการใช้งานร่วมกันและคิดถึงรายละเอียดที่ทำให้ประสบการณ์ทั้งหมดกลมและครบจบ
ที่จริง แนวคิดเรื่อง ‘ประโยชน์’ ยังไม่ได้อยู่ในสินค้าของเขาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิธีใช้ชีวิตของบอนเอง เขาไม่ได้มองตัวเองแค่ในฐานะเจ้าของแบรนด์แต่ในฐานะคนทำงานและคนใช้ชีวิตที่ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นสร้างคุณค่าอะไรให้ใครหรือไม่
“ตื่นมาแล้ว เราทำประโยชน์อะไรกับตัวเอง หรือกับผู้อื่นหรือยัง เราเชื่อแบบนี้จริงๆ” เขาบอก


สินค้าต้องใช้งานได้หลายบริบท
หนึ่งในสินค้าที่ทำให้ชื่อของ UNITO เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ได้เริ่มจากการออกแบบสินค้าใหม่ทั้งหมด
แต่เริ่มจากการเปลี่ยนบริบทของสิ่งที่มีอยู่แล้ว
จากกล่อง Stanley ที่เดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อใส่อาหารกลางวันถูกมองใหม่ในฐานะ UNITO x STANLEY LUNCHBOX 10QT อุปกรณ์ที่สามารถรองรับกิจกรรมอื่นได้มากกว่านั้น
“เดิมทีมันคือกล่องใส่อาหารกลางวัน แต่เราพบว่าลูกค้าเริ่มเอามาใส่อุปกรณ์กาแฟ”
ในช่วงเวลานั้น กาแฟกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแคมป์ปิ้ง บอนมองเห็นพฤติกรรมนี้ก่อนจะมองเห็นสินค้าและเริ่มตั้งคำถามว่าถ้ากล่องนี้รองรับกิจกรรมการทำกาแฟได้จริงๆ ประสบการณ์ของคนใช้จะเปลี่ยนไปยังไง
การออกแบบของ UNITO ไม่ได้พยายามเปลี่ยนกล่อง Stanley แต่เพิ่มองค์ประกอบที่ทำให้กล่องทำงานได้หลายบริบท แผ่นไม้และอุปกรณ์เสริมถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนกล่องเก็บของธรรมดา
ให้กลายเป็น coffee station ขนาดเล็กที่เปิดใช้งานได้ทันที
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้งาน แต่ขยายไปถึงภาพที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้นเอง หรือที่เรียกว่า user-generated content
“เวลาลูกค้าถ่ายรูป มันดูมีอะไร ทุกอย่างคือการ PR แบบออร์แกนิก”
การต่อยอดจาก Brew Station นำไปสู่การร่วมมือกับ Stanley Thailand ในเวลาต่อมา “ลูกค้าแท็กไปถาม Stanley ว่าซื้อได้ที่ไหน เขาก็เลยมาหาว่าเราเป็นใคร”
กล่อง Stanley ที่ผ่านการแต่งจาก UNITO มีการสลักโลโก้ และเพิ่มออพชั่นของแต่งต่างๆ เป็นการเพิ่มมิติการใช้งานและตอกย้ำแนวคิดว่าดีไซน์ที่ดีสามารถอยู่ร่วมกับแบรนด์อื่นได้โดยไม่ทับไลน์หรือเปลี่ยนแปลงตัวตนของอีกแบรนด์หนึ่ง

สินค้าอีกหนึ่งอย่างที่น่าสนใจคือ UNITO x TOYO SET การร่วมงานกับแบรนด์ที่มี heritage อย่างกล่องเครื่องมือ TOYO จากญี่ปุ่น เดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อใส่เครื่องมือ แต่ UNITO มองเห็นศักยภาพในการใช้งานรูปแบบอื่นไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่อุปกรณ์กาแฟ หรืออุปกรณ์เฉพาะทางตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคน
“มันเป็นกล่องที่เขาขายมา 50 ปีแล้ว แต่เราแค่เปลี่ยนบริบทการใช้งานของมัน”
การร่วมงานครั้งนี้ไม่ได้เน้นการสร้างสินค้าใหม่ แต่เป็นการเพิ่ม narrative และรายละเอียดการใช้งาน
ซึ่งสอดคล้องกับวิธีคิดของ UNITO ที่ไม่ได้ขายอุปกรณ์เท่านั้น แต่ขายมุมมองต่อการใช้ชีวิตและสิ่งของรอบตัว
ลูกค้าเป็นคนเลือก UNITO ไม่ใช่ UNITO เลือกลูกค้า
UNITO ไม่ได้เริ่มจากการนิยามกลุ่มเป้าหมาย ไม่มี persona ไม่มี segmentation และไม่มีการตั้งโจทย์ว่าลูกค้าควรมีอายุ รายได้ หรือไลฟ์สไตล์แบบใด สำหรับบอน กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากสินค้าออกไปอยู่ในมือผู้ใช้งานแล้วมากกว่า
“เราไม่ได้เป็นคนกำหนดทาร์เก็ต ทาร์เก็ตเป็นคนกำหนดทิศทางของเรา”
จุดตั้งต้นของ UNITO คือการที่บอนทำหน้าที่เป็นลูกค้าคนแรก ทุกโปรดักต์ต้องผ่านการตัดสินใจก่อน ถ้าของชิ้นไหนเขาไม่อยากซื้อ ไม่อยากใช้ ของชิ้นนั้นจะไม่ถูกผลิตออกมา วิธีคิดนี้ทำให้ UNITO ไม่ได้พยายามคิดสินค้าเพื่อเอาใจตลาดวงกว้าง แต่ดึงดูดคนกลุ่มเล็กๆ ที่เห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกัน

ลูกค้าของ UNITO ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่มองหาของราคาถูก แต่เป็นคนที่ให้คุณค่ากับดีไซน์ ฟังก์ชั่น และวิธีคิดเบื้องหลังสินค้า ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อ UNITO แล้ว ยังมักจะไม่ได้หยุดที่ชิ้นเดียว หลายคนเลือกซื้อหลายชิ้น หรือซื้อครบทุกโปรดักต์ที่ออกมา การเติบโตของ UNITO จึงเป็นการเติบโตแบบ niche เป็นแบรนด์ที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับคนกลุ่มเล็กๆ มากกว่า
นอกจากการทำงานกับลูกค้า อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการทำงานกับช่างที่อยู่เบื้องหลัง UNITO บอนมองว่าการหาช่างที่เก่งไม่ใช่เรื่องยากที่สุด แต่การหาช่างที่ทำงานร่วมกับนักออกแบบได้อย่างลงตัวต่างหากที่เป็นความท้าทาย
“ช่างเก่งๆ มีเยอะ นักออกแบบเก่งๆ ก็มีเยอะ แต่สองกลุ่มนี้ทำงานด้วยกันให้พอดี มันยากมาก เราจึงไม่กดราคาช่าง เขาเรียกมาเท่าไหร่ ถ้ามันไม่เกินแรง เราให้เลย”
แนวคิดนี้จึงสอดคล้องไปกับการที่ UNITO ไม่ใช่แบรนด์ที่แข่งด้วยราคา แต่แข่งด้วยคุณค่า และเป็นเหตุผลว่าทำไม UNITO ถึงเลือกโตอย่างช้าๆ แต่รักษามาตรฐานและวิธีคิดของตัวเองไว้ได้อย่างชัดเจน

UNITO กับแนวคิดการจัดระเบียบชีวิต
เมื่อเวลาผ่านไป บอนเริ่มมองเห็นชัดขึ้นว่า UNITO ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากเอาต์ดอร์ แต่เขาไม่เคยตั้งใจจะจำกัดตัวเองอยู่ในกรอบนั้น สิ่งที่เชื่อมโยงสินค้าทุกชิ้นของ UNITO เข้าด้วยกัน ไม่ใช่สถานที่ใช้งาน แต่คือวิธีการใช้ชีวิต
“จริงๆ เราไม่ได้เป็นเอาต์ดอร์อย่างเดียว เราอยากให้มันเป็นเฟอร์นิเจอร์และไลฟ์สไตล์ด้วย”
แนวคิดนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อบอนสังเกตการใช้งานของลูกค้า หลายคนไม่ได้เอาสินค้า UNITO ไปใช้เฉพาะตอนออกแคมป์ แต่เอาไปใช้ในบ้าน คอนโด หรือพื้นที่ส่วนตัว ในบทบาทโต๊ะข้างเตียง ชั้นวาง หรือพื้นที่จัดเก็บขนาดเล็ก

จากจุดนั้น บอนเริ่มนิยามแก่นของแบรนด์ใหม่ โดยตัดคำว่าเอาต์ดอร์ออกไปและแทนที่ด้วยคำว่าออร์แกไนซ์หรือการจัดระเบียบสิ่งของและพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ชีวิตใช้งานได้ยืดหยุ่นขึ้น เขามองว่า “หัวใจของ UNITO จริงๆ คือการจัดเก็บ หรือการออร์แกไนซ์ของให้เป็นระเบียบ”
แนวคิดการจัดระเบียบนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้า แต่ขยายไปสู่ธุรกิจในรูปแบบอื่น ตั้งแต่ UNITO Store, UNITO Containers ไปจนถึง UNITO Studio ซึ่งทั้งหมดทำหน้าที่เดียวกันในบริบทที่ต่างออกไป
สำหรับบอน การจัดระเบียบไม่ใช่เรื่องของความเรียบร้อยเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างพื้นที่ให้ชีวิตได้ทดลองสิ่งใหม่เมื่อของถูกจัดการอย่างเป็นระบบ พื้นที่ว่างก็เกิดขึ้น และไอเดียใหม่ๆ ก็เกิดตามมาได้ นี่คือเหตุผลที่ UNITO ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่แบรนด์สินค้าแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดโครงสร้างชีวิตในแต่ละช่วงเวลา
การทำธุรกิจแบบไม่มีแบบแผน แต่ทำแบบคิดอยู่ทุกขณะจิต
หนึ่งในคำถามที่บอนถูกถามบ่อยที่สุด เมื่อพูดถึง UNITO คือคำถามเรื่อง business plan
คำถามที่ดูเป็นธรรมดาในโลกธุรกิจ แต่สำหรับเขา คำตอบกลับไม่ตรงไปตามความคาดหวังของคนฟังเท่าไหร่นัก
เพราะอย่างที่บอก UNITO ไม่ได้เริ่มจากแผน และก็ไม่เคยเดินตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม การไม่มีแผน ไม่ได้แปลว่าไม่มีการคิด บอนย้ำว่าทุกการตัดสินใจเกิดจากการประเมินความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เขาไม่ยึดติดกับแผนระยะยาวที่เปลี่ยนไม่ได้ และไม่เชื่อว่าการวางแผนล่วงหน้าจะรับประกันความสำเร็จได้เสมอไป

“มันมีการคิดอยู่ทุกขณะจิต แต่มันพร้อมจะเปลี่ยนแผนได้ตลอดมากกว่า”
วิธีคิดแบบนี้สะท้อนออกมาในรูปแบบการลงทุนธุรกิจของ UNITO เขาไม่ขยายเกินตัว และไม่ทำอะไรที่ตัวเองรับความเสี่ยงไม่ได้ ก่อนจะลงมือทำสิ่งใด เขาจะตั้งสมมติฐานไว้เสมอว่า ถ้าไม่เวิร์ก เขาพร้อมจะหยุด และยอมรับผลลัพธ์นั้นได้หรือไม่
สิ่งที่น่าสนใจคือแม้บางโปรเจกต์จะไม่ประสบความสำเร็จในเชิงยอดขาย บอนกลับไม่มองว่าเป็นความสูญเปล่า เพราะทุกการทดลองทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความเข้าใจ หรือไอเดียที่นำไปต่อยอดในรูปแบบอื่นได้
วิธีทำธุรกิจของ UNITO จึงไม่ได้เกิดจากความกล้าเสี่ยงแบบไร้ทิศทาง แต่เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาก่อนหน้า
“มันเหมือนการต่อจุด เราไม่ได้กระโดดลงมาสู้แบบไม่มีอะไร มันเหมือนค่อยๆ ติดอาวุธไปเรื่อยๆ
แล้วเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน”
สำหรับเขา ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้ผูกกับการมียอดขายสูงสุดแต่เชื่อมโยงกับคำถามที่เรียบง่ายกว่านั่นคือแบรนด์นี้ยังอยู่ได้หรือไม่ในระยะยาว
บอนยังตั้งคำถามกับกรอบความคิดแบบตะวันตกที่มักสอนให้ธุรกิจต้องคิดใหญ่ ทำใหญ่ และไปให้สุดปลายทาง เขาไม่ได้ปฏิเสธวิธีคิดนั้น แต่เลือกยืนอยู่ในอีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งที่มองว่าธุรกิจสามารถดำรงอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นองค์กรขนาดใหญ่

“เราไม่เคยคิดภาพพันล้าน ร้อยล้าน ไม่เคยเลย มันต้องไปขนาดนั้นเลยเหรอถึงจะเรียกว่าทำธุรกิจได้”
ภาพความสำเร็จของ UNITO ในมุมของบอนใกล้เคียงกับร้านเล็กๆ ที่ขายของมานานหลายสิบปี
ไม่หวือหวา แต่ยังเปิดร้านทุกเช้า และมีลูกค้ากลับมาเสมอ เป็นธุรกิจที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของคนบางกลุ่มมากกว่า “เหมือนร้านยาที่ขายมา 30 ปี เราแก่แล้ว ร้านก็ยังอยู่”
อีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญ คือคนรอบตัวที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ ตั้งแต่ช่างฝีมือที่ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่วันแรก ไปจนถึงการที่พวกเขาสามารถขยับขยายชีวิตของตัวเองได้
สุดท้าย สำหรับบอน UNITO ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ที่ทุกคนรู้จัก แต่ควรเป็นแบรนด์ที่คนที่เลือกมันแล้วเข้าใจว่ากำลังซื้ออะไร กำลังสนับสนุนวิธีคิดแบบไหน ถ้าแบรนด์ยังทำให้คนทำงานอยู่ได้ยังทำให้คนใช้รู้สึกว่าของที่ซื้อมีคุณค่า และยังทำให้เจ้าของแบรนด์อยากทำต่อ นั่นคือความสำเร็จในแบบที่เขาเลือกแล้ว
“เราทำให้คนในระบบอยู่ได้ แล้วเราก็ยังอยากทำมันต่อ แค่นี้พอแล้ว”
ยุคนี้งานเทศกาลยังกระตุ้นเศรษฐกิจได้อยู่ไหม
BEON บ้านที่ผสานความโออ่าเข้ากับความเป็นส่วนตัว เพื่อชีวิตที่หรูหราอย่างมีความหมาย
เอ่ยถึงคำว่า luxury หรือความหรูหรา ทุกคนจินตนาการคำคำนี้ไว้แบบไหน ยิ่งกับเฉพาะที่พักอาศัย บ้านที่พ่วงคำว่า luxury ในสื่อสมัยเก่าอาจดูมีภาพที่ไกลกว่าความชอบหรือรสนิยมของหลายคน แต่นั่นไม่ใช่กับ BEON แบรนด์ที่พักอาศัยใหม่ในกลุ่ม Majestic Collection ของ AP
ความหรูหราของ BEON คือการสร้างสมดุลในทุกมิติ ทั้งความโอ่อ่า โปร่งโล่ง และที่สำคัญคือ ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ที่สงบเงียบและเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ซึ่งทั้งหมดนี้ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ Overscale Design ให้ทุกเส้นสายสง่างามเหนือเวลา พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Ultra Volume และ Vertiplex ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
บ้านแต่ละหลังจึงไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่คือผลงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบเพื่อสะท้อนความเป็นตัวคุณอย่างแท้จริง BEON จึงไม่ใช่เพียงโครงการบ้าน แต่คือ statement ของชีวิต ที่บอกเล่ารสนิยมและความสำเร็จในทุกมิติ
Capital จึงขอพาไปเปิดบ้าน สำรวจความหรูหราในแบบฉบับของ BEON พร้อมๆ กัน


สำหรับ BEON ความหรูหราไม่ได้หมายถึงวัสดุหรือพื้นที่เท่านั้น แต่คือการตีความ luxury ใหม่ให้เป็น Overscale Design ที่โปร่ง โล่ง และทรงพลัง
บ้าน BEON ไม่ได้สร้างเพื่อให้แค่ ‘ใหญ่’ แต่เพื่อให้ทุกก้าวที่คุณเดินรู้สึกถึงความสง่างาม ตั้งแต่เส้นสายตั้งตรงและรูปทรงเรขาคณิตทำให้บ้านดูทรงพลัง ขณะที่ curtain wall กระจกเต็มบานเปิดรับแสงธรรมชาติในทุกช่วงเวลา เปิดให้แดดอุ่นๆ ยามเช้าส่องผ่านเข้ามาในบ้านสร้างบรรยากาศที่สงบ กลับกันในยามค่ำคืนบ้านยังส่องประกายเหมือนอาคารหรูใจกลางเมือง
วัสดุทุกชิ้นคัดสรรเพื่อยกระดับการอยู่อาศัย ตั้งแต่กระจก Euro Gray กรองความร้อนให้บรรยากาศเย็นสบาย ขณะที่ Fin Concrete ไม่ได้เป็นแค่เส้นสถาปัตยกรรม แต่คือการสร้างเงาและแสงให้บ้านมีชีวิตในแต่ละช่วงวัน .
Overscale Design จึงไม่ใช่เพียงความสวยงาม แต่คือการให้ความรู้สึกโอ่อ่าแบบที่ไม่เคยมีบ้านไหนทำได้มาก่อน


BEON ยกระดับนิยามของบ้านหรูด้วย Ultra Volume Space ฟังก์ชั่นใหม่ที่เปิดตัวครั้งแรกในบ้านเดี่ยว 3 ชั้น เชื่อมต่อพื้นที่ด้วย Double Volume สร้างมิติของสเปซที่โปร่ง โล่ง และโอ่อ่าเกินกว่าบ้านทั่วไปจะให้ได้
ใน Type C – LYSIAN มาพร้อม Double Volume ในทุกชั้น ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใน Triple Space ที่สุดของความหรูหราสุดขีด ใน Type B – ELEAN มี Double Volume 2 จุด ที่เชื่อมพื้นที่หลักของบ้านเข้าด้วยกันอย่างลงตัว และใน Type A – VAELIN มี Double Volume 1 จุด ที่กลายเป็นหัวใจของบ้านและเชื่อมต่อการใช้ชีวิตในทุกวัน
หากเปิดประตูเข้าไปภายในบ้าน เราจะสัมผัสได้ถึงความโปร่งโล่งแบบไม่เคยสัมผัสได้จากบ้านหลังไหน ทำให้ทุกมุมของบ้านเชื่อมต่อกันได้ โดยทุกคนยังมีพื้นที่ส่วนตัวได้ ตั้งแต่โถงประตูบ้านที่สูงโปร่ง เชื่อมต่อไปยัง Living Room ชั้นล่าง รวมไปถึงชั้น 2 ที่มองเห็นกันได้ ไม่ว่าจะจากมุมบนหรือมุมล่าง หรือจะเป็นมุม Counter Island ที่เชื่อมต่อไปยังโต๊ะทานข้าว และพื้นที่พักผ่อนของครอบครัว
Ultra Volume จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรม แต่คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่แห่งความโอ่อ่า เชื่อมต่อครอบครัวเข้าด้วยกัน ทำให้ทุกกิจกรรม ตั้งแต่การรวมญาติในวันหยุด จนถึงการใช้เวลากับตัวเองในยามบ่าย เต็มไปด้วยความรู้สึกพิเศษกว่าที่บ้านทั่วไปจะให้ได้


อีกหนึ่งพื้นที่ไฮไลต์ที่ทำให้ BEON แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ได้ดี คือพื้นที่ Vertiplex Function ที่แต่เดิมมักเห็นตามคอนโดเท่านั้น แต่ BEON ยกพื้นที่ลอยตัวที่สูงกว่า 2.5 เมตรมาใส่ไว้ในบ้าน
Vertiplex Function นี้ถือเป็นครั้งแรกของบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ช่วยเปลี่ยนห้องธรรมดาๆ ให้กลายเป็นห้องที่เป็นตัวคุณ ไม่ได้แค่เพิ่มพื้นที่ แต่ให้ความรู้สึกเหมือนได้ ‘โลกอีกใบ’ ภายในบ้าน จะทำเป็นห้องหนังสือที่คุณขลุกตัวอยู่ในนั้นทั้งวัน ทำเป็นห้อง Walk-in Closet สำหรับคนรักแฟชั่น ทำเป็นมุมนั่งเล่นสำหรับจิบไวน์เงียบๆ ก่อนนอน หรือพื้นที่ทำงานที่โปร่งสบายเชื่อมกับห้องหลัก ก็สามารถจินตนาการและสร้างสรรค์พื้นที่ได้อย่างอิสระ
Vertiplex จึงเป็นมากกว่าฟังก์ชั่น แต่คือการให้เจ้าของบ้านได้สร้างรสนิยมเฉพาะตัวในแบบที่ไม่มีใครเหมือน


BEON เลือกตำแหน่งที่ดีที่สุดในย่านเกษตร-นวมินทร์ ที่ใกล้เมือง เชื่อมต่อเอกมัยได้สะดวก และรายล้อมด้วยศูนย์การค้าชั้นนำอย่าง Central Eastville, CDC และ The Crystal Ekamai-Ramintra ภายในเวลาเพียง 10 นาที
ทำเลนี้ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่ยังสะท้อนรสนิยมการใช้ชีวิต ที่มองหาทั้งความสะดวกสบาย ความสงบ และการเข้าถึง Lifestyle Hub ได้ในเวลาเดียวกัน ถือเป็นการวางตำแหน่งชีวิตให้อยู่ในจุดที่เชื่อมทั้งเมืองใหญ่และความสงบเข้าด้วยกัน ทำให้ได้ชีวิตที่สมดุลระหว่างความหรูหราและเวลาที่ใช้กับครอบครัว


BEON เกษตร-นวมินทร์ นำเสนอ 3 แบบบ้านเดี่ยวหรู 3 ชั้น แต่ละ type ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่แตกต่างและสะท้อนรสนิยมของผู้อยู่อย่างชัดเจน
LYSIAN ใน TYPE C มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 825 ตร.ม. บนที่ดินใหญ่ 100 ตร.ว. LYSIAN เป็นบ้านที่ให้คุณได้สัมผัส Triple Space ทุกวัน เหมาะกับครอบครัวใหญ่ที่ต้องการความโอ่อ่าทุกมุม ทุกการรวมญาติหรือการจัดงานเลี้ยง
ELEAN ใน Type B ด้วยพื้นที่ใช้สอย 735 ตร.ม. บนที่ดิน 98 ตร.ว. นี่คือบ้านที่ผสานความหรูหราเข้ากับความเป็นจริงของชีวิต ที่ practical สำหรับครอบครัวขนาดกลาง ในบ้านมี Courtyard เปิดรับแสง และมุม Vertiplex ที่ใช้เป็น Walk-in Closet หรือมุมนั่งเล่นส่วนตัว เต็มไปด้วยความอบอุ่นและรสนิยม
VAELIN ใน Type A เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบ้านหรูหราในสเกลกะทัดรัด แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ BEON ทั้งความโปร่ง ฟังก์ชั่นครบ และการใช้ชีวิตที่เชื่อมต่อธรรมชาติ ด้วยพื้นที่ใช้สอย 635 ตร.ม. บนที่ดิน 89 ตร.ว.
ทั้งหมดนี้สะท้อนนิยามของ Luxury Living ในแบบเฉพาะตัว เพื่อให้คุณเลือกบ้านที่ตรงกับรสนิยมและการใช้ชีวิตของคุณที่สุด


BEON ไม่ได้หยุดอยู่ที่การออกแบบบ้านให้หรูหราน่าอยู่อาศัย แต่ยังเติมเต็มความเป็น ‘Luxury Living’ ในทุกมิติ ตั้งแต่พื้นที่ส่วนตัวในบ้านที่ทุกหลังมาพร้อมลิฟต์ ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของโครงการ
เมื่อเดินออกจากตัวบ้าน คุณจะพบคลับเฮาส์พร้อมโถงสูงกับบันไดวน ทำให้ทุกครั้งที่ก้าวเข้าไปคือความรู้สึกหรูหราที่ไม่ต่างจากโรงแรมระดับห้าดาว ด้านในครบครันทั้ง Fitness, Yoga, Digital Exercise Studio ไปจนถึง Game Room ที่ลูกๆ ใช้เวลาหลังเลิกเรียนได้
BEON จึงไม่ได้ให้แค่บ้าน แต่ให้ทั้งคอมมิวนิตี้ที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกเจเนอเรชั่น ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ครบถ้วน เป็นพื้นที่ชีวิตที่หรูหราและสมบูรณ์แบบในทุกวัน


BEON ออกแบบให้ ‘ธรรมชาติ’ เป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย อย่างการสร้าง Courtyard และพื้นที่สีเขียวส่วนตัว ที่มองเห็นได้จากทุกมุมของบ้าน ไม่ว่าจะเป็น Living, Dining หรือห้องนอน
ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าบ้าน คุณจะสัมผัสได้ถึงความสงบจากต้นไม้ใหญ่กลาง Courtyard ที่เปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้สดชื่น เติมเต็มด้วยแสงธรรมชาติและมุมมองสีเขียวที่รายล้อมอยู่รอบตัว
Landscape ของโครงการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ NATURE’s CRADLE ที่โอบอุ้มชีวิตด้วยธรรมชาติ ใช้เส้นสายโค้ง ละมุนตา และสีเขียวโทนอ่อนที่สร้างความสงบ หรูหรา และกลมกลืนไปกับงานสถาปัตยกรรม พื้นที่สวนและทางเดินทุกจุดเชื่อมต่อถึงกัน รองรับทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ
Green Connection ของ BEON จึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของโครงการ แต่คือการออกแบบให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ให้ทุกวันเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ความสงบ และแรงบันดาลใจในบ้านที่สะท้อนรสนิยมเหนือระดับ
จากบัตรคอนฯ เกินราคา สู่วิธีแก้เผ็ด Reseller ของแบรนด์ดัง และเราควรยอมรับวิถี Resale ต่อไหม?
“มันเกิดอะไรขึ้นกับการขายบัตรคอนเสิร์ตนั่งเล่นของฉัน”
เมื่อไม่นานมานี้มีเสียงโอดครวญจากแม่ค้ารีเซลบัตรคอนเสิร์ตรายหนึ่งที่โพสต์ถึงสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลังบัตรคอนเสิร์ตหนึ่งที่เธอกว้านซื้อมาเก็งกำไรจำนวนหนึ่งกลับขายไม่ออกตามที่คิด จนสุดท้ายต้องจำใจเทขายในราคาต่ำกว่าทุนหลายเท่าตัว
ไม่ทันไรโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน พร้อมเสียงจากชาวเน็ตที่เทไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ได้รู้สึกเห็นใจหรือสงสาร เพราะการกระทำของแม่ค้าคนดังกล่าวเข้าข่ายฉวยโอกาสและเอาเปรียบผู้บริโภคที่ต้องการไปดูคอนเสิร์ตจริงๆ ซ้ำยังบ่นอุบไปถึงวงการธุรกิจอื่นว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาพ่อค้าแม่ค้ารีเซลได้เช่นกัน โดยเฉพาะในหมวดแฟชั่นที่มีให้เห็นอยู่เนืองๆ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้ประกอบการจะไม่ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ว่าแล้วเราถือโอกาสหยิบยกกรณีที่ผู้ประกอบการแก้เกมเหล่ารีเซลเลอร์ พร้อมวิเคราะห์ว่าทำไมคนส่วนใหญ่ประกาศกร้าวไม่สนับสนุนรีเซล แต่อีกมุมหนึ่งการขายแบบรีเซลถึงยังอยู่ได้แถมมองว่าเป็นเรื่องดีเสียอีก
[ปู่ Nintendo ดัดหลังรีเซลเลอร์ด้วยมาตราการ loyalty brand]
ใครที่เป็นแฟน Nintendo น่าจะพอทราบถึงความไฮป์ของ Nintendo Switch 2 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 แน่นอนว่า ณ เวลานั้นมีแฟนเกมจำนวนมากคอยท่าอยากเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเครื่องเกมดังกล่าว ด้วยจำนวนอุปสงค์ที่มากกว่าอุปทาน สิ่งที่ตามมาคือพ่อค้าแม่ค้ารีเซลเตรียมกดแย่งซื้อสินค้าทางออนไลน์เพื่อนำมาอัพราคาขายทอดตลาด

วิธีแก้ปัญหารีเซลของ Nintendo คือการใช้วิธี ‘loyalty brand’ ซึ่งลูกค้าที่จะพรีออร์เดอร์ได้ก่อนจะต้องเข้าข่ายดังต่อไปนี้
1. ต้องมีประวัติการเป็นเจ้าของ Nintendo Switch รุ่นแรก
2. ต้องมีประวัติการซื้อเกมบนเมนู Nintendo eShop
3. ต้องเป็นสมาชิกของ Nintendo ไม่ต่ำกว่า 2 ปี
4. หากมีประวัติชั่วโมงการเล่นเกมเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้ซื้อก่อน
5. สมาชิกที่สมัครแอ็กเคานต์ประเภท Family จะได้สิทธิ์การซื้อ 1 เครื่องเฉพาะแอ็กเคานต์ที่ถูกตั้งเป็นหัวหน้าครอบครัวเท่านั้น
เรียกว่าวิธีนี้สามารถ ‘กรอง’ ผู้บริโภคตัวจริงที่ต้องการซื้อสินค้าล็อตแรกๆ ได้พอสมควร แต่ก็มีเหล่ารีเซลเลอร์บางส่วนที่ยังหาช่องว่างกักตุนสินค้า เหตุนี้ปู่นินของเราเลยปั๊มสินค้าออกมาวางจำหน่ายหน้าร้านได้ไวกว่าเดิม แม้จะมีเสียงจากผู้บริโภคบางส่วนบ่นว่าการที่ผลิตไวมาพร้อมกับสินค้าที่มีข้อบกพร่องบ้าง แต่ Nintendo หาทางรับมือด้วยการมีศูนย์บริการรับเคลมสินค้า ทั้งในรูปแบบวอล์กอินและส่งผ่านไปรษณีย์ พร้อมบริการจัดส่งคืนถึงบ้าน โดยมีข้อแม้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของเครื่องจะต้องตรงกับชื่อที่อยู่ในใบส่งสินค้า
เหตุนี้จึงมีข่าวคราวที่ Nintendo Switch 2 ขาดตลาดออกมาน้อยมาก กลับกันมีข่าวว่ารีเซลเลอร์ในญี่ปุ่นประสบปัญหา ‘ติดดอย’ สินค้าที่ตุนไว้ขายไม่ออก จนสุดท้ายต้องลดราคาตั้งขายลงมาเหลือเท่ากับราคาขายในช็อปของ Nintendo
[Nike Not For Resale รองเท้าสุดแรร์จาก Nike ที่ซื้อได้แต่ไม่ให้กล่องกลับบ้าน]
พูดถึงปัญหารีเซล หากไม่พูดถึงวงการสนีกเกอร์คงจะแปลก เพราะนี่คือธุรกิจแรกๆ ที่ถูกรีเซลเลอร์เข้ามา disrupt จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ยกตัวอย่างเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมากับปรากฏการณ์ ‘Panda Dunk’ รองเท้าบาสสไตล์เรโทรสีขาว-ดำ ที่จู่ๆ ถูกปั่นกระแสจนราคาพุ่งสูงทั่วโลก ยกตัวอย่างในไทยที่ราคาป้าย 3,700 บาท แต่ถูกนำไปขายต่อเป็นเท่าตัว ถึงขั้นเคยมีราคาสูงสุดแตะหลักหมื่นบาท

แม้กรณีข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่าเป็นกลไก limited edition marketing ของ Nike ที่ผลิตสินค้าออกมาจำนวนจำกัดเพื่อปลุกกระแสแบรนด์ ทว่าก่อนหน้านี้ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เคยตระหนักถึงปัญหารีเซล ซึ่งวิธีแก้เผ็ดของพวกเขาคือการออกรองเท้ารุ่น Air Jordan 1 Retro High ที่มีชื่อว่า ‘Not For Resale’ จิกกัดบรรดา Reseller ที่ชอบกักตุนสินค้าให้รู้สึกเจ็บจี๊ด (ถึงสุดท้ายจะไม่เจ็บเลยก็ตาม)
กิมมิกของรองเท้ารุ่นที่ว่าคือบริเวณ midsole (พื้นชั้นกลางของรองเท้า) มีการปั๊มคำว่า Not For Resale และบริเวณลิ้นรองเท้ามีการสกรีนคำว่า ‘Wear’ ที่ข้างขวา และคำว่า ‘Me’ ที่ด้านซ้าย มีความหมายโดยรวมว่า ‘สวมฉันเถอะ’ ชวนตระหนักว่ารองเท้ามีไว้สวมไม่ใช่เก็บไว้เก็งกำไร
สารดังกล่าวส่งต่อไปถึงร้านค้าปลีกสนีกเกอร์ทั่วไปในตลาดที่มีความคิดเดียวกัน อย่างร้านที่มีชื่อว่า Oneness ในเมืองเล็กซิงตัน รัฐเคนตักกี้ ที่ออกกฎเข้มว่า ใครก็ตามที่ซื้อรองเท้า Air Jordan 1 Retro High: Not For Resale จะต้องสวมมันก่อนออกจากร้านจริงๆ และไม่ให้กล่องรองเท้ากลับบ้านไปด้วย

ทางร้าน Oness ให้เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นการเล่นกับสตอรีของรองเท้าคู่ดังกล่าว และเพื่อให้รองเท้าถูกจำหน่ายถึงมือคนที่อยากสวมมันจริงๆ มากกว่าปล่อยต่อให้รีเซลเลอร์นำไปทำกำไรต่อ
แนวคิดที่ว่าถูกส่งต่อไปถึงร้านขายรองเท้าอื่นๆ ในเวลาต่อมา อย่าง Off Spring ร้านขายรองเท้าในสหราชอาณาจักรที่มีข้อแม้ให้ลูกค้ากระทืบกล่องรองเท้าจนยับ ในครั้งที่วางจำหน่ายรองเท้า Nike Dunk High รุ่นคอลแล็บกับ Ambush เพื่อไม่ให้นำไปขายต่อ อย่างในแพลตฟอร์ม Storck X ที่ปฏิเสธรับซื้อรองเท้าที่กล่องชำรุดเสียหาย
แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือเสียงของผู้บริโภคที่แตกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเห็นด้วยกับวิธีการข้างต้นกับอีกฝั่งหนึ่งที่รู้สึกว่าถูกมัดมือชก ทั้งตั้งคำถามว่าทำไมฉันจ่ายเงินแต่ไม่มีสิทธิ์ในสินค้า 100% จนแล้วจนรอดธุรกิจสนีกเกอร์จึงยังไม่สามารถสลัดปัญหารีเซลได้พ้นเสียที บ้างก็มองว่าเป็นวัฒนธรรมของวงการไปแล้ว
[Hermès กับการขายกระเป๋า Birkin และ Kelly แบบ Relationship Based Selling]
ในกรณีของ Hermès แบรนด์เครื่องหนังจากประเทศฝรั่งเศสก็มีการคัดกรองผู้เลือกซื้อด้วยการจำหน่ายกระเป๋ารุ่น Birkin และ Kelly ซึ่งได้รับความนิยมสูงในตลาด ที่บางรุ่นไม่มีการวางจำหน่ายที่หน้าร้าน แต่ใช้วิธีการพรีออเดอร์สินค้าโดยวัดจากเกณฑ์ ‘Relationship Based Selling’ หรือค่าความสัมพันธ์ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์
ถามว่าวิธี Relationship Based Selling ของ Hermès ทำยังไง คำตอบคือแบรนด์จะมอบอภิสิทธิ์ให้พนักงานภายในร้านแต่ละสาขาเป็นผู้ตัดสินใจว่า ควรจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภครายนั้นหรือไม่โดยวัดจากประวัติการซื้อสินค้าภายในร้าน ลูกค้าบางรายจึงเลือกซื้อของชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ของตกแต่งบ้าน ไปจนถึงเครื่องชามเพื่อเพิ่มโอกาสในการซื้อ ซึ่งเหล่า Reseller ส่วนใหญ่ย่อมไม่ทนกับการคัดกรองที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

ถึงกระนั้นวิธีการแบบนี้ก็มีข้อเสียตามมาเพราะสาวก Hermès ส่วนใหญ่มองว่า วิธีแบบนี้ไม่ต่างจากการ ‘เล่นเกม’ ที่ต้องหลับหูหลับตาแข่งกันช็อปที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะจบลงตรงไหน คือต่อให้คุณซื้อเยอะแต่ถ้าพนักงานสาขานั้นยังมองว่าไม่ถึงเกณฑ์ก็ยังไม่มีสิทธ์ได้ครอบครอง Birkin หรือ Kelly แต่ถ้าคุณมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานร้านนั้นก็อาจได้สิทธิ์ซื้อที่มากขึ้น
เหตุนี้วิธีของ Hermès จึงกลายเป็นดาบสองคมที่อาจขจัดการ Resale ได้ก็จริง แต่ก็อาจเกิดปัญหา Backdoor ที่พนักงานรู้เห็นเป็นใจกับลูกค้าจนเกิดการผูกขาดในการซื้อตามมาจนถึงขั้นเคยเกิดคดีฟ้องร้องมาแล้ว
แม้จะยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่าวิถี Resale ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐพุ่งสูงขึ้นหรือดิ่งลง แต่สิ่งที่หลายฝ่ายมองเห็นตรงกันคือการมีอยู่ของวิถี Resale กำลังแย่ง ‘ความหมายและคุณค่าของแบรนด์’ ไป
อย่างเว็บไซต์ธุรกิจ BizViewHub หรือหนังสือพิมพ์ Cerritos College ในเมืองแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐฯ ที่เห็นพ้องต้องกันว่า การ Resale ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนถึงราคาที่แท้จริงของสินค้า บางครั้งเราอาจเห็นสินค้าบางชิ้นถูกนำมาขายต่อในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล ช่วงแรกคนที่มีกำลังซื้ออาจยินดีที่จะจ่าย แต่เมื่อถึงจุดอิ่มตัวผู้บริโภคเริ่มตระหนักได้ว่าสินค้านั้นไม่จำเป็นต้องซื้อในราคาแพง สุดท้ายสินค้าที่ถูกตุนไว้ย่อมขายไม่ออกและถูกปรับราคาลงมาจนน่าใจหาย เหมือนที่เกิดขึ้นกับกรณีตั๋วคอนเสิร์ตที่กล่าวช่วงต้น และผลสุดท้ายในทางเศรษฐศาสตร์คือตลาดของสินค้าชิ้นนั้นเกิดการผันผวนจนพัง และอาจนำไปสู่การที่ผู้บริโภคมองภาพลักษณ์ของแบรนด์นั้นติดลบ
เรื่องของ Resale ณ เวลานี้ จึงเป็นการหาทางออกร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ว่าควรทำยังไงให้สินค้าสามารถจำหน่ายในคุณภาพที่ดีโดยที่ลูกค้าซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผล เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอุปสงค์-อุปทานอีกต่อไป แต่คือพื้นฐานความเชื่อใจที่ผู้บริโภคจะมีต่อแบรนด์ในอนาคต
ที่มา
- wired.com/story/switch-2-scalpers
- ign.com/articles/nintendo-has-a-hidden-switch-2-anti-scalper-measure-in-japan
- sneakerfreaker.com/releases/retailer-makes-customers-wear-the-air-jordan-1-not-for-resale-our-the-door
- hypebeast.com/2018/11/air-jordan-1-not-for-resale-mandatory-store-wear-policy
- bcg.com/publications/2025/how-fashion-luxury-brands-can-win-secondhand-market
- immago.com/recycled-apparel
- businessoffashion.com/articles/luxury/how-the-hermes-birkin-bag-purchasing-system-works/
Wisdom ทางวัฒนธรรมจาก Wonderfruit 2025 ที่มากกว่าแดนซ์ฟลอร์กลางป่าและดนตรีดีเจ
เป็นเวลา 10 ปีแล้วที่ Wonderfruit เทศกาลระดับโลกด้านดนตรี ศิลปะ อาหาร และวิถีชีวิตอย่างยั่งยืน ปักหลักจัดขึ้นที่ The Fields, Siam Country Club พัทยา จังหวัดชลบุรี และในปีนี้ เทศกาลก็กลับมาอีกครั้งตลอดระยะเวลา 5 วันในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
สำหรับหลายคน การมาเทศกาลดนตรีคือการดื่มด่ำกับเสียงเพลงและการสังสรรค์กับเพื่อนฝูง แต่บันทึกการเดินทางครั้งนี้อยากชวนเปิดมุมมองใหม่ ชวนสำรวจ wisdom และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคอนเซปต์การออกแบบเสียง ดนตรี และศิลปะของ Wonderfruit รวมถึงแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนที่ถ่ายทอดผ่านการปลูกป่าและการดูแลระบบนิเวศอย่างจริงจัง
ทริปนี้ได้รับการต้อนรับจาก พีท–ประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้ง Wonderfruit, เจ–มณฑล จิรา ผู้ร่วมก่อตั้ง และจอน ลอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Scratch First สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมาเยือน Wonderfruit นี่คือคำแนะนำตัวจากพีทที่ช่วยอธิบายภาพรวมของ The Fields ได้อย่างดี “ตอนนี้ The Fields มีระบบบริหารจัดการตลอด 365 วันต่อปี มีระบบนิเวศของตัวเอง และเราได้ปลูกป่าไปแล้วกว่า 30,000 ต้น เป็นพื้นที่ที่เราเรียกว่า ancestral forest โดย Wonderfruit มุ่งมั่นพัฒนาวัฒนธรรมให้ผู้คนเข้ามาสัมผัสสามสิ่งสำคัญที่เราสนใจ คือ mind, nature ซึ่งมีความหมายกว้าง และ sound ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดนตรี แต่รวมถึง sense (ประสาทสัมผัส) ด้วย”
“วัฒนธรรมในความหมายที่เราแปลคือ การนำผู้คนมารวมกันเพื่อเกิดความสร้างสรรค์ มันอาจจะเป็นทั้งดนตรี ศิลปะ อาหาร การจัดแลนด์สเคป สถาปัตย์ เราอยากให้วัฒนธรรมเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อให้คนเข้าหา 3 แกนที่เราสนใจ นี่คือระบบบ้านของเราที่ทำไว้ตลอด 10 ปี”

Forest Wisdom
จุดหมายแรกของทริปนี้ไม่ใช่แดนซ์ฟลอร์ แต่เป็น Ancestral Forest พื้นที่ป่าที่ Wonderfruit ออกแบบและพัฒนาอย่างต่อเนื่องร่วมกับ TK Studio บริษัทด้านภูมิสถาปัตยกรรมเชิงนิเวศมาเป็นระยะเวลากว่า 3-4 ปีแล้ว ที่นี่ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงาม แต่ปลูกเพื่อฟื้นฟูให้ผืนดินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ดร.สิรินทร์ แก้วละเอียด ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ ได้ถ่ายทอดแนวคิดการปลูกป่าด้วยศาสตร์ Miyawaki Restoration Method ซึ่งใช้เวลาศึกษาและปฏิบัติมานานกว่า 4 ปีให้ฟัง หลักการคือการปลูกต้นไม้หนาแน่นในพื้นที่จำกัด โดยในพื้นที่ 1 ตารางเมตรจะปลูกประมาณ 3-4 ต้น วิธีนี้ทำให้ต้นไม้เติบโตแข่งขันกันเพื่อแย่งแสงแดด ทำให้การฟื้นตัวของป่าเร็วขึ้นกว่าปกติถึง 2-3 เท่า
ในการปลูกป่าครั้งนี้ ดร.สิรินทร์แนะนำให้รู้จักกับพันธุ์ไม้ท้องถิ่นหลากหลายชนิด ตั้งแต่ยางนา พันธุ์ไม้เมล็ดมีปีกที่บินถลาลมได้บนฟ้าเหมือนลูกควิดดิชแม้ตกจากความสูงกว่า 40 เมตร ไปจนถึงต้นแก้ว ดอกหอม มันปู มะเกลือ และพันธุ์ไม้อื่น ๆ รวมกว่า 65 ชนิด จำนวนประมาณ 700 ต้น ที่จะถูกปลูกลงบนผืนดินแห่งนี้
“ความจำเป็นที่เราต้องปลูกป่าที่นี่คืออะไร” ดร.สิรินทร์อธิบาย “เมื่อฝนตก พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นแหล่งชะลอน้ำ ถ้าไม่มีต้นไม้เลย น้ำจะไหลบ่าจนเกิดการกัดเซาะ แต่เมื่อมีป่า ความชื้นจะถูกเก็บไว้ ความเขียวขจีจะกลับมา และระบบนิเวศก็จะเริ่มฟื้นตัว นี่คือเหตุผลหลักของการปลูกป่าแห่งนี้”
พีทยังแนะนำให้รู้จักกับปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกป่าวัย 70 ปีอีกท่านที่แนะนำตัวว่าเป็น ‘พ่อเลี้ยงผู้ชอบปลูกต้นไม้’ และเล่าถึงปรัชญาการปลูกต้นไม้ที่ทำให้ใจสงบ
“ผมตั้งปณิธานว่าจะปลูกต้นไม้ให้ได้วันละ 3 ต้นเหมือนกินข้าววันละ 3 มื้อ เพราะฉะนั้นจะปลูกป่า 1095 ต้นต่อปี จนกว่าจะเดินไปดูไม่ได้
“ขงจื่อกล่าวไว้ว่าถ้าเราอยากมีความสุข 3 ชั่วโมง ให้กินอาหารที่จะย่อยภายใน 3 ชั่วโมง ถ้าเรามีความสุขสัก 3 วันให้เดินทางท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน กำลังดี กำลังสนุก ถ้ามากกว่านั้นอาจจะทะเลาะกันก็ได้
“ถ้าเราอยากมีความสุข 3 สัปดาห์ ลองให้ซื้อเสื้อผ้าใหม่มาใส่ เราก็จะชื่นชมอยู่ 3 สัปดาห์ ถ้าเราอยากมีความสุข 3 เดือนให้ไปฮันนีมูน
“ถ้าเราอยากมีความสุข 3 ปี ให้ปรับปรุงบ้านใหม่ แต่ถ้าเราอยากมีความสุขตลอดชีวิต ให้ปลูกต้นไม้”
ทุกครั้งที่ปลูกต้นไม้ พ่อเลี้ยงจะตั้งจิตอธิษฐานและกล่าวคาถาประจำตัว “เวลากลุ้มใจก็ขุดหลุมใหญ่ กลุ่มเล็กก็ขุดหลุมเล็ก เอาถุงพลาสติกที่ห่อต้นไม้ออก เอาต้นไม้ลงไป แล้วก็เอากรวยดินออกมา ท่องคาถากับต้นไม้ว่า ลูกเอ๊ย หาอยู่หากินเอาเด้อ รีบโตนะ รีบโตไวๆ จะได้เป็นร่มเงาของแม่พระธรณี”
การปลูกป่า ณ ผืนดินแห่งนี้จึงน้อมรับภูมิปัญญาการเคารพธรรมชาติมาไว้ด้วย สมกับชื่อ Ancestral Forest ที่แปลว่าป่าแห่งภูมิปัญญา ซึ่งย้ำว่า Wonderfruit ไม่ได้เป็นเทศกาลที่เต้นไปกับเสียงดนตรีเท่านั้น หากยังขยับไปพร้อมกับจังหวะของธรรมชาติและการดูแลผืนดินอย่างยั่งยืน



Sound Wisdom
นอกจากการใส่ใจผืนดินแล้ว ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก เวทีและกิจกรรมของเฟสติวัลยังถูกออกแบบให้เหล่า Wonderer ดื่มด่ำกับเสียงเพลงและศิลปะตลอด 24 ชม. ตั้งแต่โยกเบาๆ กับเพลงดีเจพร้อมชมแสงยามเช้าที่ Solar Village เวทีไม้แบบโมดูลาร์ที่ออกแบบให้แสงสีแปรเปลี่ยนตามแสงของวัน ไปจนถึงม่วนจอยกับเพลงหมอลำในตอนค่ำกับเวทีสีแสบตาสไตล์อีสานที่ Molam World
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือ Baan Bardo พาวิลเลียนใหม่ล่าสุด ผลงานของศิลปินมัลติมีเดีย วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจการออกแบบมาจากแนวคิดเขาวงกตในพิธีกรรมโบราณของชุมชนพื้นถิ่นหลากหลายวัฒนธรรมทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคใกล้เคียง ในอดีตผู้คนจะรวมตัวกันสร้างเขาวงกตขึ้นกลางพื้นที่สำหรับพิธีศักดิ์สิทธิ์ และเดินผ่านเขาวงกตนั้นเพื่อฝึกโฟกัสจิตใจ ปรับจังหวะก้าวของตนเอง และทำพิธีถวายเครื่องบูชาที่กลางเขาวงกต
Baan Bardo จึงออกแบบให้เป็นเวทีที่มีการเคลื่อนไหว ยกขึ้น ยกลง และเปลี่ยนรูปทรงได้หลากหลายตามโปรแกรมเสียงเพลงและกิจกรรมที่แตกต่างกัน สื่อถึงจิตใจของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านอยู่ตลอดเวลา เมื่อโครงสร้างเขาวงกตถูกจัดวางใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เปรียบเหมือนการสร้างนิยามใหม่ของการรวมตัวและการพบปะสังสรรค์กันในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่แสดง Sound Meditations ซึ่งทำให้ Baan Bardo กลายเป็นการจำลองพิธีกรรมและวัฒนธรรมของชุมชนแบบร่วมสมัย



จะเห็นได้ว่าการออกแบบเวทีเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่คือการออกแบบประสบการณ์เชิงเคลื่อนไหวที่ชวนมาดื่มด่ำกับเสียงดนตรีและการเต้น นอกจาก Baan Bardo แล้ว หากอยากฟังดนตรีท่ามกลางป่า The Quarry คือเวทีที่เปลี่ยนเหมืองร้างกลางผืนป่าในยามค่ำคืน ให้กลายเป็นโลกข้ามมิติ ผ่านการออกแบบเหนือจริงของ Jiro Endo ที่ผสานเสียง แสง และเลเซอร์แตกต่างกันไปในแต่ละคืน
และหากอยากพักกายพักใจ เมื่อลองแวะนั่งกลางทุ่งหญ้าที่ Creature Stage อัฒจันทร์กลางแจ้งซึ่งมีการแสดงสดระดับนานาชาติ แสงบนเวก็จะทีค่อยๆ คลี่ตัวออกเป็นวงแหวนซ้อนกันราวผิวน้ำ ชวนให้รู้สึกสงบและหยุดนิ่งอยู่กับช่วงเวลาตรงหน้า เป็นรูปแบบหนึ่งของเสียงบำบัดที่ช่วยให้ผ่อนคลายและยังสนุกไปพร้อมกัน


Wellness Wisdom
Free Spirit คือคำที่ผุดขึ้นมาในใจเมื่อได้มา Wonderfruit เพราะเทศกาลนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลงจากดีเจเท่านั้น หากยังมอบความรู้สึกผ่อนคลายและอิสระที่ค่อยๆ คลี่ตัวออกตลอดทั้งวัน ผ่านกิจกรรมที่ดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ
ตั้งแต่การล้อมวงสร้าง flower mandala และร้องเพลงร่วมกัน การเต้นอย่างอิสระและเล่นฮูลาฮูปกลางทุ่งหญ้าร่วมกับเพื่อนใหม่ กิจกรรมดนตรีบำบัดที่ชวนทดลองเล่นเครื่องดนตรีชนิดใหม่ กิจกรรม Sonic Minds ที่บันทึกเสียงธรรมชาติไว้ในหูฟัง ชวนให้เราฝึกเงี่ยหูฟังเสียงที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ ทั้งเสียงน้ำ เสียงลม เพื่อขยายขอบเขตของ sound ecology หรือนิเวศวิทยาของเสียงที่เราคุ้นเคย ไปจนถึง Cheese Shack ต้นไม้คาราโอเกะที่เปิดพื้นที่ให้นั่งร้องเพลงในต้นไม้
จะกล่าวว่า Wonderfruit คือหมู่บ้านขนาดย่อมที่เสกทุกอย่างไว้ในที่เดียวก็คงไม่เกินจริงนัก มีทั้งชายหาดให้นอนอาบแดด ทะเลสาบสำหรับเล่น SUP board สนาม pickleball และกิจกรรมด้าน wellness นับไม่ถ้วน ตั้งแต่โยคะ การนั่งสมาธิ พิธีชงชา ice bath ไปจนถึง Medicinal Village โซนแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ที่รวมทั้งนวดไทย ตอกเส้น นวดคลายเส้นแบบพื้นบ้านล้านนา เวิร์กช็อปทำยาดม และทำให้ได้รู้จักกับ ‘เบญจกูล’ ตำรับยาไทยโบราณจากว่านขิง ขิงแห้ง ผลดีปลี รากเจตมูลเพลิงแดง รากสะค้าน ผลพลู ซึ่งช่วยปรับสมดุลธาตุและการไหลเวียนของเลือด ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างน่าประหลาด



wellness ในแบบของ Wonderfruit จึงไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่รวมถึงอาหารสร้างสรรค์ที่สนับสนุนระบบนิเวศและชุมชนท้องถิ่นจากหลากวัฒนธรรม มุมที่ไม่ควรพลาดคือ Mushroom Tea House ที่นำเสนอเมนูแปลกใหม่อย่างชาที่มีส่วนผสมของไซรัปจากเห็ด ซึ่งมีสรรพคุณทางสุขภาพต่างๆ เช่น ถั่งเช่า (Cordyceps) ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เห็ดแผงคอสิงโต (Lion’s Mane) ที่ช่วยส่งเสริมความจำและสมาธ
ท่ามกลางบูทอาหารมากมาย เมนูที่ได้ลองชิมคืออาหารท้องถิ่นจาก ‘ถิ่นนิยม’ กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เลือกกลับบ้านไปทำเกษตรตามฤดูกาลที่เชียงดาว ตั้งแต่สุกี้ยากี้ น้ำผลไม้ปั่น และในงานยังมีน้ำมะพร้าวจากบ้านแพ้ว ซึ่งแม้แต่การจัดการขยะก็ยังคิดมาอย่างรอบคอบ ด้วยถังแยกสำหรับทิ้งลูกมะพร้าวโดยเฉพาะ
หลายคนอาจไม่รู้ว่า Wonderfruit มีร้านอาหารเต็มรูปแบบด้วย ที่ Jungle House โดยในทริปนี้ได้ลองชิมเมนูขนมปังซาวร์โดวจ์โฮมเมดเสิร์ฟคู่ตับไก่เมนูซิกเนเจอร์จาก Appia เนื้อแกะย่างเสียบไม้สไตล์อาบรุซโซ สลัดปุนตาเรลเล ปลาหมึกออร์แกนิกชุบแป้งเทมปุระ ปลาซาร์ดีนสเปน และไก่ปรุงปาปริก้ารมควันกับออริกาโน ทุกจานสะท้อนแนวคิดเดียวกันคือการกินอย่างรู้ที่มาและเคารพวัตถุดิบ
ผู้ที่มาเยือนและใช้เวลาในเทศกาลจะสัมผัสได้ว่า Wonderfruit ไม่ได้ให้เราแค่สนุกหรือพักผ่อน แต่ชวนให้ตั้งคำถามว่า free spirit หรืออิสรภาพที่แท้จริงอาจไม่ใช่การหลุดพ้นจากทุกอย่าง หากคือการใช้ชีวิตอย่างรู้ตัว เชื่อมโยง และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเลือก ทั้งเสียงที่ฟัง อาหารที่กิน และโลกที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมัน




The Fields Store
ด้วยความเป็นเทศกาลที่ยึดแนวคิดรักษ์โลก ในงานจึงมี The Fields Store โซนคอลเลกชั่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ Wonderfruit ทำร่วมกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์หลากหลาย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ขายของที่ระลึก แต่คือพื้นที่ที่แนวคิดของ เทศกาลถูกแปลออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้ ตั้งแต่เรื่องความยั่งยืน ไปจนถึงการเคารพวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
สินค้าหลายชิ้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้จริง ทั้งระหว่างอยู่ในเทศกาลและนำไปใช้ต่อในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่แก้วน้ำและกระติกน้ำที่ชวนให้มองการใช้ชีวิตแบบ zero-waste เป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็น Wondercups ที่ร่วมสร้างสรรค์กับแบรนด์ Sonite โดยผลิตจากเปลือกไข่อัพไซเคิล และเลือกใช้สีแทนธาตุทั้งห้าตามแนวคิดแพทย์แผนไทย รวมถึงทัมเบลอร์ KINTO รุ่นพิเศษ
สำหรับใครที่อยากพกแก้วน้ำติดตัวแบบคล่องๆ ก็มีที่ใส่แก้ว สายคล้องโทรศัพท์ และกระเป๋า Bottle Sacoche สีสันสดใสจากคอลเลกชั่นที่ทำร่วมกับแบรนด์ Topologie เหมาะกับสายแอดเวนเจอร์ที่อยากเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัวตลอดงาน


หากใครอยากเก็บความทรงจำของงานครั้งนี้ไว้ในรูปแบบกลิ่นน่าจะชอบ room spray และ pillow mist โดย PAÑPURI ที่ชวนให้กลิ่นหอมกลายเป็นทางลัดพาเราย้อนกลับมาสู่ช่วงเวลาใน The Fields แม้เทศกาลจะจบลงแล้ว แถมยังมีคอลเลกชั่นที่น่าจะถูกใจสายคราฟต์อย่างถุงเท้าลายมัดย้อมที่ทำจากสีธรรมชาติ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเกษตร งานฝีมือ ชุมชนโดย Philip Huang Indigo World และเสื้อยืดจาก Moreloop ซึ่งเปลี่ยนผ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วให้กลายเป็นเสื้อยืด ปิดท้ายด้วยแจ็กเก็ตยีนส์และแจ็กเก็ตทหารปักลวดลายเทพเจ้าจาก Yellow Fever พร้อมเสื้อยืด LTE คู่กับแผ่นรองแผ่นเสียงไวนิลจาก Zudrangma และสินค้าสร้างสรรค์อีกมากมายให้ตามสะสม
ทั้งหมดนี้ทำให้ The Fields Store ไม่ใช่แค่พื้นที่ช้อปปิ้ง แต่เป็นบทสรุปของ Wonderfruit ในรูปแบบสินค้าสร้างสรรค์ที่ทำให้แนวคิดทางวัฒนธรรมและช่วงเวลาในแดนซ์ฟลอร์กลายเป็นความทรงจำที่ดีของเรา
สำหรับใครที่ไม่ได้มาร่วมงานในปีนี้ ทีม Wonderfruit เล่าว่า ต่อจากนี้จะไม่หยุดอยู่แค่เทศกาลประจำปีอีกต่อไป แต่กำลังขยับบทบาทสู่การจัดกิจกรรมตลอดทั้งปีในฐานะแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรม เพื่อเชื้อเชิญให้ผู้คนยังคงเชื่อมต่อกับจิตใจ ธรรมชาติ และเสียงรอบตัว แม้จะก้าวออกจากเทศกาลแล้วก็ตาม
เปิดจักรวาล ‘แม่ตุ๊ก’ ในวันที่ไม่ใช่แค่ ‘แม่ตุ๊ก Little Monster’แต่เป็นเจ้าของธุรกิจสกินแคร์ มัทฉะ ฯลฯ
ถ้าพูดถึง ‘แม่ตุ๊ก–นิรัตน์ชญา การุณวงศ์วัฒน์’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘แม่ตุ๊ก Little Monster’ ครีเอเตอร์สายแม่และเด็กยุคบุกเบิก หลายคนน่าจะเชื่อมโยงความเป็นแม่ตุ๊กกับการเป็นแม่ของเด็กหญิง ‘จิน’ และ ‘เรนนี่’ ที่คอยแชร์วิธีเลี้ยงลูก การสอนลูกให้พูดภาษาอังกฤษ ไปจนถึงชีวิตครอบครัวที่หลายคนยกย่องเป็นแบบอย่าง
แต่ปัจจุบัน หากใครยังติดตามแม่ตุ๊กและช่อง Little Monster เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในหลายแง่มุม ทั้งด้านคอนเทนต์ บทบาทของแม่ตุ๊ก รวมไปถึงสินค้าต่างๆ ที่แม่ตุ๊กสร้างสรรค์ออกมา ก็ขยายไลน์สินค้าไปมากกว่าการเป็นสินค้าแม่และเด็ก แต่เป็นสินค้าเพื่อพัฒนาตัวเองและสินค้าที่เหมาะกับวัยรุ่นซึ่งกำลังซุ่มพัฒนากับลูกสาวที่เข้าสู่วัยใหม่อย่างจิน
Recap ตอนนี้จึงอยากพาไปสำรวจจักรวาล ‘แม่ตุ๊ก’ ในวันที่เปลี่ยนผ่านสู่บทบาทใหม่ๆ ไปจนถึงธุรกิจภายใต้ระบบนิเวศที่เกิดขึ้นจาก ‘ตัวตน’ ที่เปลี่ยนไป เป็น Creator-led Brand Ecosystem ที่พัฒนาไปตามช่วงชีวิตของทั้งแม่และลูก
1. Personal Brand Evolution การเติบโตของ ‘แม่ตุ๊ก’ จาก ‘แม่ตัวอย่าง’ เป็น ‘บุคคลตัวอย่าง’
แม่ตุ๊กเคยเล่าว่าเธอฝันอยากมีธุรกิจของตนเองตั้งแต่เด็กๆ เริ่มตั้งแต่ประถมที่หยิบจับของในบ้านไปขายเป็นของมือสอง เมื่อเข้าสู่ช่วงทำงานประจำเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ก็รับงานนอกจนทำเป็นแบรนด์แยกของตนเอง ก่อนเลิกไปและเริ่มทำขนมขาย จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือธุรกิจที่ชื่อว่า Little Monster
จุดเริ่มต้นของ Little Monster คือแม่ตุ๊กในบทบาท ‘คุณแม่’ ที่เล่าความพยายามเลี้ยงลูกแบบอบอุ่นและจริงใจ การเรียนรู้เรื่องความรักตัวเอง และการกลับมาดูแลชีวิตตัวเองหลังช่วงยากๆ
คอนเทนต์เหล่านั้นมีความเชื่อมโยงกับลูกสาวอย่างน้องจินและน้องเรนนี่ ตั้งแต่คลิปจินที่สนทนาในรถกับพ่อเหว่งอย่างสนุกสนาน คอนเทนต์สอนเรนนี่พูดภาษาอังกฤษ คอนเทนต์ที่ชวนเรนนี่และจินมาสะท้อนมุมมองความคิดที่ผู้ใหญ่หลายคนต่างก็ชื่นชม
เมื่อเวลาผ่านไป จินและเรนนี่ย่อมเติบโตขึ้น จากเรนนี่สายกิน ก็เป็นเรนนี่ที่รักการทำอาหาร จากจินที่ชอบวาดรูป ก็ได้ไปแคมป์ด้านศิลปะที่ต่างประเทศ และแน่นอนว่าเด็กๆ ย่อมต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น นั่นเองเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คอนเทนต์ในช่องเริ่มสะท้อนตัวตนของแม่ตุ๊กชัดเจนขึ้น พร้อมๆ กับการมาถึงของโลก TikTok ที่ครีเอเตอร์แต่ละคนในช่องต่างๆ ต่างก็มีแอ็กเคานต์ย่อยๆ เป็นของตัวเอง
แม่ตุ๊กเริ่มทำคอนเทนต์ที่แชร์ให้เห็นถึงความชอบส่วนตัว การดูแลใจ การบาลานซ์บทบาทแม่ ผู้หญิง และมนุษย์ ทำให้เธอเริ่มเปลี่ยนผ่านบทบาทจาก role model คุณแม่ เป็น role model ผู้ใหญ่คนหนึ่งที่น่านำเป็นตัวอย่าง โดยไม่ต้องพึ่งพาความน่ารักของเด็กๆ อย่างเดียวเหมือนในยุคแรก นี่คือการเติบโตของตัวบุคคลที่ตั้งต้นให้ทั้งเพจและแบรนด์สินค้าเติบโตตาม
2. Creator-led Brand Ecosystem เมื่อคอนเทนต์ กลายเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจ
เมื่อฐานผู้ติดตามโตขึ้น ความเชื่อใจของแฟนๆ ก็สะสมเป็นรากฐานของการทำธุรกิจ สมัยเด็กๆ ยังเล็ก Little Monster ทำสินค้าแม่และเด็กออกมาวางขาย อย่างแฟลชการ์ด หนังสือภาพ บอดี้สูทเบบี๋
แม่ตุ๊กยังเคยทำแบรนด์ Happy Munchy ขนมและอาหารสำหรับเด็กจากการที่จินทานยาก โดยตั้งต้นกับหุ้นส่วนอีก 2 คนก่อนที่แม่ตุ๊กจะถอนตัวเองออกจากแบรนด์ นอกจากนั้นยังมี บราวนี่จินเอง, pop bread และคุกกี้ที่ขายในร้าน Family Garden ของแม่หรือคุณยายของเด็กๆ


เมื่อเด็กๆ เริ่มโต และแม่ตุ๊กเริ่มทำช่องของตัวเองพร้อมแชร์คอนเทนต์ในแบบที่เป็นตัวเอง จึงเกิดเป็นธุรกิจใหม่อย่าง SEEN แบรนด์ที่เน้นให้ผู้คนกลับมามองเห็นคุณค่าของตัวเองและได้ดูแลตัวเองทั้งกายและใจอีกครั้ง มีทั้งอาหารเสริมที่ช่วยดูแลใจและร่างกายที่พัฒนามาจาก pain point ของแม่ตุ๊กเอง สมุดบันทึก มาส์กหน้า ไปจนถึงมอยส์เจอไรเซอร์ ซึ่งแต่ละหมวดดูจะเป็นสินค้าคนละกลุ่ม ทว่าสินค้าเหล่านี้กลับเชื่อมโยงกันอย่างไร้ที่ติ คือเป็นสินค้าที่ทำให้ผู้คนได้ ‘seen’ หรือกลับมาเห็นคุณค่าของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง
ไม่นานมานี้ยังมี Hi Matcha Girlies ที่เกิดจากความหลงใหลในมัทฉะของแม่ตุ๊กซึ่งแม้จะยังไม่ได้วางขาย แต่ก็ได้ร่วมมือกับทาง After You คิดค้นเมนูมัทฉะวางขาย



การแตกแบรนด์ภายใต้ความเป็นแม่ตุ๊กยังพัฒนาได้อีก เมื่อจิน ลูกสาวคนโตที่ทำให้เกิดช่อง Little Monster ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ก่อกำเนิดแบรนด์ SAYSO สกินแคร์และเครื่องสำอางสำหรับวัยรุ่น ที่แม้ตอนนี้จะยังไม่ launch แต่ก็เริ่มสร้างพื้นที่ทดลองคอนเทนต์แล้ว ได้เปรียบทั้งในเชิงการรีเสิร์ชและพัฒนาสินค้า เพราะเปิดให้จินและเพื่อนๆ รวมถึงคนทางบ้านได้ร่วมแสดงความเห็นและสิ่งที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ได้สร้าง brand awareness ให้คนติดตามซื้อสินค้า เอาใจช่วยในการพัฒนาไปในตัว
ไม่ว่าจะ Little Monster, SEEN, Hi Matcha Girlies หรือ SAYSO ต่างก็อยู่ภายใต้ร่มเดียวกัน คือการพัฒนาสินค้าจากประสบการณ์จริงของครอบครัว ระบบนิเวศที่แม่ตุ๊กสร้างจึงไม่ใช่แค่การขายของ แต่เป็นการเชื่อมคาแร็กเตอร์ คอนเทนต์ คอมมิวนิตี้ และสินค้าเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง
3. Community-driven Branding คอมมิวนิตี้ที่ทำให้แบรนด์เติบโตไปพร้อมชีวิตจริง
สิ่งที่ Little Monster และแม่ตุ๊กทำได้ดีมากคือการสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้แม่ๆ และผู้ติดตามรู้สึกว่าเข้าใจกัน แม้จะไม่เคยพบหน้า ความสัมพันธ์แบบนี้ทำให้ผู้ติดตามยอมรับการเติบโตของเพจไปพร้อมกับครอบครัว นั่นคือเข้าใจแบบไม่ตัดสิน, เลี้ยงลูกแบบกล้าลอง, สอนเรื่องการเคารพตัวเอง และแชร์ชีวิตจริงมากกว่าชีวิตที่แสนเพอร์เฟกต์ คอมมิวนิตี้แบบนี้คือพลังสำคัญที่ทำให้สินค้าใหม่ๆ ยังมีพื้นที่เติบโตเสมอ
สำหรับบทบาทเจ้าของธุรกิจนี้ แม่ตุ๊กยังเคยแชร์บทเรียนสำคัญไว้ว่า “เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ และความยากที่สุดของคนเป็นเจ้าของก็คือต้องเรียนรู้ที่จะพักให้เป็น”
Little Monster จึงเป็นตัวอย่างของครีเอเตอร์ที่ใช้ความเรียลและความไม่ยึดติดมาสร้างแบรนด์ได้อย่างลึกซึ่งและยืนยาว ตั้งแต่การสื่อสาร การเติบโตของตัวตนคนเป็นแม่ การเติบโตของลูกๆ การเคารพพื้นที่ในครอบครัว ไปจนถึงการสร้างสินค้าและธุรกิจที่ลิงก์จากเรื่องจริงทั้งหมด
Little Monster จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เพจครอบครัวอีกต่อไป แต่เป็น ‘แบรนด์’ ที่มี ‘ชีวิต’ ที่คนดูรู้สึกผูกพัน และเติบโตไปพร้อมกันในทุกช่วงวัย
เบื้องหลังที่ทำให้ Avatar เป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล
สิ้นสุดการรอคอยกับภาคต่อของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่ขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลกับ ‘Avatar 3 Fire and Ash อวตาร: อัคนี และธุลีดิน’ ที่เพิ่งเข้าโรงสดๆ ร้อนๆ ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ ถือว่าแฟนๆ ชาวนาวีใช้เวลารอถึง 16 ปีเต็มกว่าจะเดินทางมาถึงภาค 3 นับจาก Avatar ภาคแรกออกฉายเมื่อปี 2009 และใช้เวลาถึง 13 ปี กว่าจะมีภาคต่อออกมาในชื่อ Avatar: The Way of Water เมื่อปี 2022
แกนเรื่องหลักของจักรวาลนี้ คือการปะทะกันระหว่างมนุษย์ผู้โลภมาก กับชาวนาวีชนเผ่าพื้นเมืองตัวสีฟ้าที่อาศัยอยู่ในดาวแพนดอร่าและมีจิตใจผูกพันกับธรรมชาติ โดยมีเจค ซัลลี่ อดีตนาวิกโยธินที่เข้าไปในร่าง ‘อวตาร’ (ร่างลูกผสมระหว่างมนุษย์และชาวนาวี) เพื่อช่วงชิงทรัพยากรล้ำค่า แต่กลับหลงรักวัฒนธรรมและดินแดนแพนดอร่า จนต้องเลือกข้างปกป้องชาวนาวีจากความโหดร้ายของมนุษย์
สำหรับภาคต่อก็เน้นไปที่การต่อสู้ เพื่อปกป้องครอบครัวและเผ่าพันธุ์จากภัยคุกคามที่กลับมา โดยต้องอพยพไปอยู่ชายฝั่งทะเลของดาวแพนโดร่า และปรับตัวกับเผ่าพันธุ์นาวีสายน้ำ และภาคล่าสุดเป็นการเผชิญหน้ากับเผ่านาวีใหม่ที่ก้าวร้าวขึ้นอย่างเผ่าธุลี (Ash People)
นอกจากเนื้อเรื่องที่ชวนติดตามแล้ว เราจะพามาวิเคราะห์ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้แฟรนไชส์นี้กวาดรายได้มหาศาล ตั้งแต่การเล่นประเด็นใกล้ตัวอย่างเรื่องธรรมชาติ มีงานภาพที่สวยงามและสมจริงจากการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี มาสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการหนัง ไปจนถึงการถึงกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ที่ทำให้อวตารไม่ได้เป็นแค่หนัง แต่คือการสร้างประสบการณ์ร่วมให้แก่ผู้คน
ภาพยนตร์ไซไฟที่เข้าถึงผู้คนด้วยธีมธรรมชาติและความสมจริง
ด้วยวิสัยทัศน์ของเจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ผู้กำกับฝีมือฉมังที่เคยสร้างผลงานขึ้นชื่อ อย่างไททานิค, ฅนเหล็ก 2029, Aliens ฝูงมฤตยูนอกโลก เขาได้หยิบความชอบของตัวเองที่เป็นคนรักธรรมชาติ มาผสมผสานกับเรื่องวัฒนธรรม และการปกปักรักษาทรัพยากรบ้านเกิดของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้มากที่สุด

แม้แต่ความความแฟนตาซีของดาวแพนดอร่ายังเลือกใช้ต้นแบบเป็นดวงจันทร์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ Alpha Centauri A ซึ่งเป็นดาวฤกษ์จริงที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะของเรา ทำให้มีความสมจริงทางดาราศาสตร์ ส่วนชาวนาวีและสัตว์ต่างๆ ถึงจะดูเหนือความเป็นจริง แต่ก็มีการออกแบบโดยอิงหลักชีววิทยา มีการใช้แหล่งธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตหายากในโลกของเรามาเป็นต้นแบบ
ถึงขั้นลงทุนสร้างภาษาเฉพาะของเผ่านาวีขึ้นมาเองชื่อว่า ‘ภาษานาวี (Na’vi language)’ คิดค้นโดย ดร. พอล ฟรอมเมอร์ (Dr. Paul Frommer) นักภาษาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภาษา โดยมีการคิดคำศัพท์และไวยากรณ์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ทำให้แฟนๆ นำหลักการนี้ไปช่วยคิดคลังคำศัพท์เพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ไซไฟที่แม้จะมีภาพเหนือจินตนาการ แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายเรื่องความสมจริง จนทำให้ผู้ชมอินไปตามๆ กัน
โดดเด่นด้วยงานภาพจากเทคโนโลยีล้ำสมัย
สิ่งที่ผู้คนพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับอวตาร คงหนีไม่พ้นงานภาพสุดตระการตา ที่เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ 3 มิติแบบเต็มรูปแบบครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ โดยใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีทั้ง 3D และ Motion Capture คือการให้นักแสดงจริงมาถ่ายทำด้วยกล้องล้ำสมัยที่มีระบบ Virtual Camera System ผสมผสานกับการทำ CGI ทำให้เห็นตั้งแต่ตอนถ่ายทำว่าหน้าตาของชาวนาวีและองค์ประกอบต่างๆ จะออกมาเป็นแบบไหน
ไม่แปลกใจหากหนังเรื่องนี้จะใช้เงินทุนสร้างสูงถึง 237 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ถึงอย่างนั้นก็กวาดรายได้กลับมาถึง 2,923 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้จากการเข้าฉายสูงสุดตลอดกาล พร้อมคว้ารางวัลในงานออสการ์ปี 2010 ถึง 3 รางวัล ได้แก่ กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม ถ่ายภาพยอดเยี่ยม และ Visual Effects ยอดเยี่ยม
ถึงแม้ภาคต่อจะใช้เวลาสร้างนานถึง 13 ปี และเป็นช่วงเวลาที่หลายคนบอกว่ากระแสภาพยนตร์ 3D เริ่มเบาบางลง แต่เจมส์ คาเมรอน กลับไม่คิดแบบนั้น เขาพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการถ่ายทำ โดยใช้กล้องถ่ายใต้น้ำ และเนรมิตน้ำทั้งหมดด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก ทำให้ภาค 2 ใช้ทุนสร้างสูงถึง 460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้จะกวาดรายได้ไปไม่เท่าภาคแรก แต่ก็ทำเงินไปถึง 2,343 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และครองสถิติภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในโลกเป็นอันดับที่ 3
เปิดตัวแบบไม่หวือหวา แต่รีวิวดีจนบอกต่อกันปากต่อปาก
คอหนังอาจคุ้นชินกับข่าวคราวภาพยนตร์เปิดตัวด้วยรายได้มหาศาล แต่อวตารกลับไม่ใช่แบบนั้น สัปดาห์แรกที่ออกฉายทำเงินได้เพียง 77,025 ดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าหนังฟอร์มยักษ์หลายๆ เรื่อง แต่หลังเข้าฉายไปสักพักกลับกวาดรายได้มาสูงกว่าหนังเรื่องไหนๆ
นั่นก็เพราะว่าหนังของเจมส์ คาเมรอน ไม่ได้เน้นการโปรโมตที่หวือหวา และไม่จำเป็นต้องรีบดูเพื่อหลบสปอยล์เหมือนหนังเรื่องอื่นๆ แต่หลังจากผู้ชมกลุ่มแรกๆ ได้ดู ก็จะเริ่มมีรีวิวเชิงบวกเกิดขึ้นมากมาย เกิดการบอกกันปากต่อปาก ทำให้คนอยากไปดูมากกว่าเนื้อเรื่อง แต่คือการสัมผัสงานภาพที่สวยสมจริงและอินไปกับประสบการณ์ที่ได้รับตลอดการเข้าชม
อวตารยังเน้นเปิดตัวและออกฉายในช่วงปลายปีทุกภาค แม้แต่ภาค 3 ที่อยู่ในโรงภาพยนตร์ในขณะนี้ เพื่อให้ผู้คนใช้เวลาช่วงหยุดยาวตั้งแต่คริสต์มาสจนถึงปีใหม่ไปชมภาพยนตร์ได้ทันที ถึงขนาดมีหลายคนแซวกันในโซเชียลมีเดียว่าถ้าปีไหนอวตารประกาศจะเข้าฉาย หนังหลายเรื่องก็จะเลี่ยงไม่เข้าฉายชนกับอวตารทันที
ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวตามรอยหนังและทำสวนสนุก
หุบเขาแพนโดราในเรื่องอวตารได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย’ ประเทศจีน พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO และหลายคนขนานนามว่าเป็นหุบเขาอวตาร ทำให้คนต่างไปเที่ยวตามรอยหนังกันมากมาย คล้ายกับกรณีของการ์ตูนเรื่อง Spirited Away ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Jiufen Old Street ประเทศไต้หวัน จนมีคนไปตามรอยกันไม่ขาดสาย

อวตารยังสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ อย่างการที่วอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ในรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ สร้างสวนสนุก Pandora – The World of Avatar โดยจำลองสภาพแวดล้อมบนดาวแพนโดราจากหนังอวตาร มาให้แฟนๆ ได้ชมผ่านการเล่นเครื่องเล่น Avatar Flight of Passage ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังขี่หลังตัวแบนชี สัตว์คู่ใจชาวนาวี เพื่อชมทิวทัศน์บนดาวแพนดอราในรูปแบบ 3 มิติ
แม้อวตารภาค 3 เพิ่งเข้าฉายและต้องมารอดูกันว่าจะทำรายได้ถล่มถลายเหมือน 2 ภาคแรกหรือไม่ แต่ที่เห็นแน่ชัดคือเบื้องหลังการปั้นอวตารให้เป็นมากกว่าหนังสักเรื่องหนึ่ง แต่คือการทำให้คนรู้สึกรัก ผูกพัน อินกับเนื้อเรื่อง ผ่านงานภาพที่สวยงาม และการต่อยอดสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวในโลกความเป็นจริง
การตลาดโดนใจเจนฯ Z แบบ Procoro ขนมสุดไวรัลที่ไม่ต้องพึ่งพลังพรีเซนเตอร์และโฆษณา
จากข้อมูลของเว็บไซต์ Visa เมื่อช่วงกลางปี 2025 ระบุว่า 11.6 ล้านคน คือตัวเลขประชากร ‘เจนฯ Z ชาวไทย’ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มคนวัยทำงานและกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคหน้าใหม่ที่มีกำลังซื้อ ที่สำคัญคืออีกราวๆ 5-7 ปี ข้างหน้าพวกเขาจะยกระดับเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก
ท่ามกลางการวิ่งตามกระแสชาวเจนฯ Z ของผู้ประกอบการหน้าใหม่และเก่า ทั้งในแง่ของการปรับคาแร็กเตอร์, สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ ไปจนถึงเรื่องของการโฆษณา ‘Procoro’ (โปรโกโร่) ขนมช็อกโกแลตหน้าตาธรรดาที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป กลับเป็นเคสตัวอย่างของแบรนด์ที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคดังกล่าว ชนิดที่ไม่จำเป็นต้องทุ่มทุนมหาศาลหรือทำการตลาดใหญ่โต

ในเมื่อไม่มีพรีเซนเตอร์คนดัง ไม่มีโฆษณาที่ฮิตเป็นไวรัลบนหน้าสื่อ บางคนแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าขนมยี่ห้อนี้มีสโลแกนว่าอะไร แต่ทำไมถึงกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลฯ ถูกอกถูกใจผู้บริโภคเจนฯ Z คำตอบของคำถามที่ว่านี้ขอชวนมาวิเคราะห์ไปด้วยกันในคอลัมน์ Keynote ตอนนี้
1. ไม่เน้นขายแต่เน้นหาวิธี ‘สร้างสัมพันธ์’ กับผู้บริโภคด้วยกลยุทธ์ Q&A
ตามหลัก 4P ซึ่งเป็นพื้นฐานของกลยุทธ์การตลาดคือการหาวิธีทำให้ลูกค้าเข้าใจถึงคอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์, ราคา, ช่องทางการจำหน่าย และโปรโมชั่นต่างๆ ตามวาระโอกาส ช่วงแรก Procoro เลือกดำเนินตามสูตรที่ว่า สังเกตได้จากชอร์ตคลิปบนโซเชียลฯ คลิปแรกในเดือนมกราคมปี 2021 ที่สื่อสารออกไปตรงๆ ว่าขนมรสชาติดียังไง
หลังจากนั้นในปีเดียวกัน Procoro ค่อยๆ ปรับกลยุทธ์การสื่อสารผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ที่เน้นอารมณ์ขัน เข้าใจง่าย เช่น Procoro กินกับอะไรได้บ้าง, สุ่มแต่งตัวออกไปซื้อ Procoro ในร้านสะดวกซื้อ, ทายคำถามจากการ์ตูนเรื่องดัง กระทั่งกลายมาเป็นไวรัลสุดๆ จากการไปสุ่มสัมภาษณ์ Q&A กับบรรดาวัยรุ่นสยามสแควร์
จริงอยู่ที่คอนเทนต์ Q&A กับวัยรุ่นสยามสแควร์เป็นสิ่งที่แบรนด์ไหนก็โดดลงมาทำกันจนชินตา แต่สิ่งที่ Procoro ทำคือการไม่โปรโมตสินค้าตัวเองแบบตะโกน แต่เลือกผูกสัมพันธ์กับบรรดาวัยรุ่นเหล่านั้นซึ่งเป็นเด็กเจนฯ Z ด้วยคำถามฮาๆ กวนๆ หรือสร้างโมเมนต์ชวนจิ้น เช่น อยากบอกอะไรกับเพื่อนข้างๆ, เรียนจบมาอยากทำงานอาชีพอะไร, ได้เงินไปโรงเรียนวันละเท่าไหร่, เปิดเทอมวันแรกตื่นเต้นไหม, Minecraft หรือ Roblox ฯลฯ
ในคำถามที่ฟังผิวเผินเหมือนจะหาแก่นสารอะไรไม่ได้ แต่ในมุมวัยรุ่นคำถามเหล่านี้เปรียบเสมือน topic ที่พูดคุยหยอกล้อ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนในชีวิตประจำวัน และด้วยภาพจำแรกที่ไม่ใช่คนขายเดินไปหาผู้บริโภค แต่เหมือนเพื่อนชวนเพื่อนคุยทำให้ไม่รู้สึกเกร็งหรือถูกยัดเยียดรีวิวสินค้า เหตุนี้เองทำให้ Procoro ถูกจดจำในหมู่เด็กเจนฯ Z ได้รวดเร็ว บ้างก็คุ้นหูแบรนด์จนต้องลองหามาชิมสักครั้ง
2. User-Generated Content ให้ผู้บริโภคสร้างกระแสแก่แบรนด์แทนพรีเซนเตอร์
บ่อยครั้งที่เราเห็นแบรนด์ใช้กลยุทธ์ ‘Presenter Marketing’ หรือการจ้างศิลปินและดาราดังมาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อดึงดูดผู้บริโภค ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการที่ใช้ได้ดีในยุคที่พลังของ ‘แฟนด้อม’ มีมูลค่ามหาศาล



แต่กับ Procoro ดูจะแตกต่างสวนทางขนบ ด้วยการทำให้ผู้บริโภคเป็น ‘user-generated content’ จากการตั้งต้นแคมเปญสนุกๆ เช่น #procorosnap หรือการชวนชาวเจนฯ Z ถ่ายภาพกับเพื่อนๆ พร้อมขนม Procoro ที่สยามสแควร์ไปจนถึงรั้วโรงเรียนต่างๆ ก่อนโพสต์ลงบนโซเชียลฯ พร้อมติดแฮ็ชแท็กดังกล่าว
กลยุทธ์ข้างต้นคือการใช้ข้อดีจาก ‘ไลฟ์สไตล์’ ขอเจนฯ Z ที่มักแอ็กทีฟอยู่บนโลกโซเชียลฯ และมีพฤติกรรม ‘แชร์’ สิ่งที่ชอบและสนใจ มาเป็นผู้สร้าง ‘brand awareness’ สู่วงกว้างแทนพรีเซนเตอร์ ซึ่งฐานผู้บริโภคของ Procoro ก็คือเจนฯ Z ด้วยกัน จึงสามารถตัดเรื่องของการสื่อสารไม่ตรงเป้าหมาย
อีกนัยหนึ่ง การทำการตลาดแบบนี้ดูจะสอดคล้องกับโครงสร้างของแบรนด์ที่มีขนาดเล็กค่อนกลาง คือนอกจากจะไม่ต้องจ้างพรีเซนเตอร์ ก็ยังไม่จำเป็นต้องลงทุนเสียเงินโฆษณาผ่านช่องโทรทัศน์ หรือติดบิลบอร์ดใหญ่โตตามที่สารธารณะ ในเมื่อสุดท้ายฐานผู้บริโภคของตัวเองอยู่ในโซเชียลฯ และแบรนด์เองก็เติบโจมาจากการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลฯ เช่นกัน
3. กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งตามช่วงเวลาสำคัญของเหล่าเจนฯZ
อีกหนึ่งวิธีการที่น่าสนใจของ Procoro คือการสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์กลมกลืนกับช่วงเวลาสำคัญของกลุ่มเจนฯ Z ที่เห็นภาพชัดเจนคือล่าสุดที่ร่วมเป็นสปอนเซอร์ให้กับงานฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31

ไม่ใช่แค่การตั้งบูทร่วมกิจกรรมหรือแจกขนมภายในงาน แต่ทำให้ ‘ธีม’ ของคอนเทนต์ที่แบรนด์จะสื่อสารตรงกับช่วงเวลาพิเศษนั้น อย่างช่วงที่มีการจัดฟุตบอลจตุรมิตรฯ Procoro ก็เน้นสัมภาษณ์ Q&A เด็กนักเรียนในเครือจตุรมิตร หรือทำแคมเปญที่เกี่ยวกับรายการฟุตบอลดังกล่าว
ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้สะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์ที่ดีไม่จำเป็นต้องฮาร์ดเซลล์ หรือลงทุนจ้างพรีเซนเตอร์คนดัง เพียงแต่ต้อง ‘get to the point’ เกาถูกที่คัน รู้ว่าสินค้าที่จะขายนั้นขายใคร, ฐานผู้บริโภคของเราเป็นใคร, จะสื่อสารยังไงให้พวกเขารับรู้ถึงตัวตนของแบรนด์ และทำให้ยังไงผู้บริโภคไม่รู้สึกถึงช่องว่างความห่างเหินกับแบรนด์
หากตีโจทย์เหล่านี้แตก แบรนด์จะมีรากฐานที่แข็งแรง สามารถเปิดประตูต่อยอดรังสรรค์โปรดักต์ใหม่ๆ ได้อย่างมั่นใจ มากไปถึงการวางยุทธศาสตร์แบรนด์ในอนาคตได้อย่างแม่นยำเองก็เช่นกัน