บทเรียนแรกที่เอ็ดวินเรียนรู้คือ ความสัมพันธ์และการสร้างคุณค่าในธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญมาก “ถ้าไม่มีเพื่อนที่คอยบอก ผมคงไม่รู้ว่าการไม่ทำเงินก็โอเค เรามักคิดว่าถ้าไม่ทำเงิน เราควรปิด แต่บางครั้ง business needs time to brew ธุรกิจต้องใช้เวลาในการสร้างกำไร ต้องใช้เวลาในการเล่าเรื่อง”
แน่นอนว่าการทำงานในฐานะนักแปลที่ต้องเจอคนหลายฝ่าย จากหลายวัฒนธรรมย่อมมีความท้าทาย เอ็ดวินมองว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ การเรียนรู้ที่จะ ‘learn how to unlearn’ ฝึกวางความรู้ที่ติดตัวมาและไม่สันนิษฐานล่วงหน้าจากมุมของตัวเองเท่านั้น
การเริ่มทำ Supermama ทำให้เอ็ดวินได้มีโอกาสดูแลร้านในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่รักมาก มีคนติดต่อมาให้จัดงานดีไซน์แฟร์ระดับภูมิภาคเอเชีย ไปจนถึงได้พื้นที่สำหรับทำร้านใหม่อย่าง We are Super ซึ่งถึงแม้จะยังไม่แน่ใจในบางครั้ง แต่ความคิดว่าอยากลองดู ก็ทำให้การลองทำสิ่งใหม่กลายเป็นเรื่องสนุก
“พยายามร่วมมือกับคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสุดท้ายมันเหมือนสำนวน it takes a village to raise a child (ต้องใช้ทั้งหมู่บ้านในการเลี้ยงเด็ก) เช่นเดียวกับธุรกิจ ถ้าเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ธุรกิจคุณก็เหมือนเด็กตัวเล็กๆ ดังนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย และในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องถามตัวเองว่า ธุรกิจสามารถให้คุณค่ากลับคืนแก่ชุมชนได้ยังไง”
อีกเคสคือ Siam Paragon ที่ร่วมมือกับแบรนด์อาร์ตทอยชื่อดังจากจีน POP MART เพื่อเปิดตัวอีเวนต์พิเศษ ‘POP LAND’ พื้นที่ป๊อปอัพกว่า 1,000 ตร.ม. ครอบคลุมทั้งสยามพารากอนและสยามเซ็นเตอร์ นับเป็นอีเวนต์เอาต์ดอร์ของ POP MART ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในเต็มไปด้วยคาแร็กเตอร์คอลเลกชั่นต่างๆ ของ POP MART ทั้งอุโมงค์รวมคาแร็กเตอร์ POP MART, ต้นคริสต์มาส POP MART ต้นแรกในไทย, ฟิกเกอร์ยักษ์ของ Molly, Skullpanda ฯลฯ, คาเฟ่ธีม POP MART
เซ็นทรัลเวิลด์ หนึ่งในห้างที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จับมือกับ Walt Disney เปิดแคมเปญ ‘Disney The Magical Star 2026’ เปลี่ยนพื้นที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์กว่า 3,500 ตร.ม. ให้กลายเป็นอาณาจักรเทพนิยายของดิสนีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ภายในมี 7 โซนธีมต่างกัน ที่เสกให้แฟรนไชส์ดังๆ ของดิสนีย์มีชีวิตจริง
หลังได้รับความสนใจตุ๊กตา Fuggler ได้ออกคอลเลกชั่นพิเศษที่คอลแล็บกับตัวการ์ตูนและภาพยนตร์ดัง เช่น SpongeBob SquarePants, Teenage Mutant Ninja Turtles, Batman, The Lord Of The Rings ฯลฯ
หลังจากเคาะเรียบร้อย พวกเขาขออนุญาตการใช้ชื่อจาก King Features Syndicate บริษัทจัดจำหน่ายเนื้อหาและสตูดิโอแอนิเมชั่นของสหรัฐอเมริกาผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ก่อนจะได้ชื่อ POPEYE มาครอบครองในที่สุด
ฉบับแรกของ POPEYE วางแผงในเดือนมิถุนายน โดยมีธีมที่ชื่อว่า ‘What’s Happening in L.A.’ พร้อมคำบรรยายใต้ชื่อว่า ‘Magazine for City Boys’ ซึ่งเป็นประโยคอันเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดแห่งนิตยสารนี้
ช่วงทศวรรษนี้มี POPEYE หลายฉบับที่ได้รับความนิยมและเป็นที่พูดถึง เช่น ฉบับ City Boy’s Holiday (1980) ที่พูดเรื่องการใช้ชีวิตในวันหยุดแบบหนุ่มเมือง เป็นฉบับที่นิยามคำว่า city boy อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่หมายถึงทัศนคติการใช้ชีวิต, ฉบับ World Boys Trip (1985) ที่มีธีมเล่มเป็นการท่องโลกของหนุ่มญี่ปุ่นในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู สะท้อนยุคที่หนุ่มสาวญี่ปุ่นเริ่มเดินทางต่างประเทศมากขึ้น
หรือฉบับ Tokyo Boys in the Bubble (1988) ที่เป็นธีมโตเกียวในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา แฟชั่น และชีวิตกลางคืน เนื้อหาแสดงภาพหนุ่มโตเกียวยุคใหม่ที่ทำงานดี แต่งตัวเนี้ยบ เที่ยวคลับ ขับรถยุโรป ขณะที่ก็สะท้อนความรู้สึกสำเร็จแต่โดดเดี่ยว ว่ากันว่า นี่เป็นเล่มที่ถูกนักสะสมตามหามากที่สุด เพราะเก็บบรรยากาศของโตเกียวปลายยุค ’80s ได้เป็นอย่างดี
ยุคนี้เองที่ POPEYE ได้กลายเป็นนิตยสารไลฟ์สไตล์ที่ทรงอิทธิพลสำหรับหนุ่มญี่ปุ่นและสะท้อนวัฒนธรรม city boy อย่างชัดเจน และถือเป็น ‘ยุคทอง’ ของ POPEYE อย่างแท้จริง
ฉบับที่สำคัญในยุคนี้ เช่น Back to the Street (2001) ในธีมของการกลับสู่แฟชั่นสตรีทและวัฒนธรรมวัยรุ่นเมืองโตเกียว, ฉบับ Men’s Everyday Life (2006) ที่เริ่มผสานแนวคิดแบบมินิมัลเข้ามาผ่านเนื้อหาไลฟ์สไตล์เรียบง่ายในชีวิตประจำวันของผู้ชายยุคใหม่ เช่น การแต่งตัวสบายๆ การดื่มกาแฟ ปั่นจักรยาน และห้องพักขนาดเล็กที่มีรสนิยม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภาพลักษณ์ใหม่ของนิตยสารที่จะถูกต่อยอดในยุคถัดไป
หรือฉบับ Tokyo Modern Guide (2009) ที่มีธีมคู่มือของหนุ่มโตเกียวรุ่นใหม่ มีการแนะนำคาเฟ่ ร้านเสื้อผ้า แกลเลอรี ร้านหนังสืออิสระทั่วโตเกียว เป็นฉบับที่เริ่มวางแนวคิดใหม่ว่า POPEYE เป็นนิตยสารที่บันทึกชีวิตของคนเมืองญี่ปุ่น
เขาทำให้นิยามคำว่า city boy ยุคใหม่ไม่ใช่แค่คนตามเทรนด์ แต่เป็นคนที่เข้าใจโลกและเลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง POPEYE จึงกลายเป็นคู่มือการใช้ชีวิตแบบมีรสนิยมที่ผสมแฟชั่น ศิลปะ วัฒนธรรม และความเรียบง่ายอย่างลงตัว
บัฟเฟตต์เน้นย้ำว่าเราควรเลือกฮีโร่ของตัวเองอย่างระมัดระวังและเลียนแบบคนเหล่านั้น โดยแนะนำให้เริ่มต้นดูตัวอย่างจาก Thomas Murphy อดีต CEO และประธานของ Capital Cities/ABC ซึ่งเป็นคนที่บัฟเฟตต์ชื่นชมว่าเก่งที่สุดที่เคยเจอ ส่วนเพื่อนสนิทและครูผู้ยิ่งใหญ่ของเขาอย่าง Charlie Munger ก็เป็นเสมือนพี่ชายคนโตที่คอยปกป้องและมีอิทธิพลต่อชีวิตเขามานานกว่า 60 ปี การเลือกแบบอย่างที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยให้เราเรียนรู้วิธีคิดและการตัดสินใจ แต่ยังสร้างกรอบมาตรฐานของคุณธรรมและความรับผิดชอบที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต
บัฟเฟตต์แนะนำให้ใช้ชีวิตด้วยความซื่อตรงและคิดล่วงหน้า เขาเล่าเรื่อง Alfred Nobel ที่ได้อ่านข่าวเสียชีวิตของตัวเองที่ถูกตีพิมพ์ผิดพลาด และตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตเพื่อก่อตั้งรางวัลโนเบล พร้อมบอกว่า “ตัดสินใจว่าคุณอยากให้พินัยกรรมชีวิตของคุณพูดอะไร แล้วใช้ชีวิตให้สมกับสิ่งนั้น” การคิดล่วงหน้าแบบนี้ช่วยให้เราตระหนักถึงคุณค่าของทุกการกระทำและสร้างแรงกระตุ้นในการสร้างตัวตนที่ดีอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็น pain point นี้ เธอจึงพัฒนาเนื้อใหม่ที่ใช้ได้ง่าย สีชัด ติดทน ทาได้ทุกวัน ไม่ต้องส่องกระจก จึงได้เป็นลิปทินต์ที่สวนกระแสลิปแมต ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นทินต์น้ำๆ สีแจ๊ดๆ แบบที่ทินต์สมัยนั้นเป็น จน OH MY TINT กลายเป็นสินค้าที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีกว่า OH MY MATTE เพราะ 2P ไม่ได้เริ่มจากศูนย์อีกต่อไป แบรนด์มีฐานผู้ใช้ที่ชื่นชอบเครื่องสำอางราคาย่อมเยาและเชื่อมั่นในคุณภาพอยู่แล้ว
กระบวนการคิดของแก้มเช่นนี้จึงทำให้ OH MY TINT เป็นสินค้าตัวท็อปตั้งแต่ 9 ปีที่แล้วจนวันนี้ เธอบอกว่า “คนที่ใช้ OH MY TINT คือคนที่ซื้อแบบไม่ต้องคิดแล้วด้วยซ้ำ เป็นลิปอุ่นใจ คือถ้าไม่รู้จะเลือกอะไรก็เลือกอันนี้”
ที่จริงนอกจาก OH MY TINT ยังมี OH MY BLUSH ที่เป็นที่พูดถึง เดิมที 2P มีบลัชออนฝุ่นอยู่แล้ว แต่แก้มมองว่าสินค้าเวอร์ชั่นแรกไม่ได้สะท้อนตัวตนแบรนด์ชัดเจนพอ จึงตัดสินใจพัฒนาเวอร์ชั่น 2 ที่ทั้งรีแพ็กเกจ ทำภาพลักษณ์ใหม่ และออกแบบให้เข้ากับรสนิยมลูกค้ามากกว่า
สิ่งที่ทำให้ OH MY BLUSH รุ่นใหม่บูมไม่ใช่เพราะมันเป็นแค่บลัชออน แต่เพราะการพยายามแก้ปัญหาสินค้าในตลาดเดิมเพื่อเสนอทางเลือกที่ดีกว่า แก้มเลือกออกบลัชมาทีเดียว 10-15 สี และแก้ pain point ให้ลูกค้าด้วยการทำบลัชออนไร้ฝุ่น
“ทุกสินค้ามีโอกาสหมด ถ้าคุณตอบโจทย์คนซื้อได้ เราแค่ต้องแก้ pain point ของสินค้าที่เคยเป็นมาให้มันดีขึ้น”
“ต่อให้เอาโลโก้ออก คนต้องรู้ว่านี่คือ 2P”
ในโลกที่ลูกค้าเปลี่ยนแบรนด์ง่ายมาก วันนี้ใช้ลิปยี่ห้อ A พรุ่งนี้ลอง B มะรืนลอง C แก้มรู้ดีว่าความยากไม่ใช่แค่ทำให้ลูกค้าอยากลอง แต่คือทำยังไงให้แบรนด์ยังอยู่ในใจเสมอ
คำถามคือในยุคที่เงินเฟ้อจนต้องเหลียวมองทอง เราจะออมทองยังไงให้รุ่ง เราควรรู้อะไรอีกบ้างเกี่ยวกับธรรมชาติของสินทรัพย์ประเภทนี้ ซึ่งเราได้สรุปมาจากการฟังเซสชั่นหัวข้อ ‘Gold 2.5: In Gold We Trust Again ลงทุนในโลกหลังความวุ่นวาย เมื่อคนไม่ไว้ใจเงิน แต่กลับมาไว้ใจทอง’ โดย ‘แอนนาเบล คชนันท์’ สถาปนิกการเงินเจ้าของเพจ Annabel – You Wealth Architect และ Private Banker ประจำกรุงเจนนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นน่าสนใจจากงาน Work Life Festival 2025 Make Rich Stage
ชวนฟังพีทเล่าถึงกลไกเบื้องหลังการขับเคลื่อนแพลตฟอร์มนี้ ตั้งแต่การพัฒนา The Fields แห่ง Siam Country Club ให้เป็นป่าแห่งการเรียนรู้และพื้นที่ฟื้นฟูธรรมชาติ ไปจนถึงวิสัยทัศน์การสร้างเมืองจำลองที่ทำให้ Wonderfruit แต่ละปีเต็มไปด้วยเวที โรงละคร ป่า หมู่บ้าน และสเปซสร้างสรรค์ที่ขยายขอบเขตจินตนาการอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้เฟสติวัลระดับโลกในต่างประเทศ
Dhamma + Music + Art สร้างสรรค์ข้ามศาสตร์สู่พรมแดนใหม่
โปรแกรมและกิจกรรมต่างๆ ของ Wonderfruit ยึดหลักการข้ามศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ โปรเจกต์อย่าง Sonic Minds ตั้งใจสร้างเสียงที่สะท้อนสิ่งแวดล้อม ทั้งธรรมชาติ บ้าน อาคาร social space หรือแม้กระทั่งการนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาแปลงเป็นเสียงและสื่อในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อสำรวจว่าเสียงส่งผลต่อร่างกายและจิตใจเรายังไง
“ประเทศไทยมีวัฒนธรรมเยอะ ทั้งเรื่องศาสนาและ the practice of Buddhism (วิถีปฏิบัติแบบพุทธ) แต่บางครั้งคนรุ่นใหม่อาจรู้สึกว่าเข้าถึงยาก เราเลยอยากหยิบสิ่งเหล่านี้มาเป็นต้นแบบของการสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ดนตรี หรือเสียง”
Wonderfruit ยังอยากขยายแนวคิด wellbeing ให้กว้างกว่าสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์ที่จริงจัง ผ่านการสอดแทรกจินตนาการด้วยไอเดียแปลกใหม่อย่าง Music for Rest Rooms ที่ชวนศิลปินและนักวิจัยมาร่วมกันออกแบบเสียงสำหรับห้องน้ำ จากแนวคิดที่ว่า เสียงที่ฟังในห้องน้ำทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้
นอกจากเทศกาลรายปีแล้ว ต่อไปทิศทางของ Wonderfruit จะขยายรูปแบบการเล่าเรื่องผ่านโลกออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พ็อดแคสต์ The Pineapple Eyes ค่ายเพลง Field Tapes ไปจนถึงหนังสั้นที่พูดถึงหมอลำและคำสอนของพระพุทธเจ้า
Living Culture คืนความลึกและไม่เฝือให้ศิลปะ
ในแง่ศิลปะ พีทไม่ได้มองศิลปะในเทศกาลเป็นแค่ decorative art เพื่อความสุนทรีเท่านั้น แต่มองศิลปะเป็น discipline หรือ practice (วิถีปฏิบัติ) ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม
“ผมว่า art เป็น culture เหมือนกันนะ แต่พอใช้คำนี้แบบสิ้นเปลือง มันก็เหมือนคำว่า sustainability ที่พอใช้กันเยอะๆ ศรัทธามันก็หายไป” ในอดีต คนไทยมักเข้าใจว่าศิลปะเป็นเพียงภาพวาด แต่วันนี้จะเห็นได้ว่ารูปแบบของศิลปะหลากหลายขึ้น จะเห็นได้จาก Wonderfruit ที่มีทั้ง installation, interactive art, performative art รวมถึง art of food และ music