นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

ทำไมหุ้นของ Netflix จึงขึ้น สวนทางกับผู้ใช้บริการที่ลดลงกว่าล้านคน และโจทย์ใหญ่ที่รออยู่ของ Netflix

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเราได้เห็นข่าวใหญ่ ๆ ในวงการเทคโนโลยีหลายอย่างมาก ตั้งแต่การเปิดตัวของ Nothing Phone (1) ที่ขายดีมาก ข่าวอีลอน มัสก์ ตัดสินใจไม่เข้าซื้อ Twitter แล้ว หรืออย่างการอัพเดตฟีดของ Facebook ให้กลายเป็นสองส่วนในอนาคตที่จะมาถึงเพื่อรับมือกับการเติบโตของ TikTok

แต่ข่าวหนึ่งที่หลายคนอาจจะพลาดไปหรือไม่ค่อยมีคนพูดถึงนักคือเรื่องของจำนวนผู้ใช้งานของ Netflix ที่ลดลงไปเกือบหนึ่งล้านคนในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งถ้ายังจำกันได้ช่วงไตรมาสแรกต้นปีที่จำนวนผู้ใช้งานลดลงไป 2 แสนคน ตอนนั้นหุ้นบริษัทตกไปถึง 37% หลังจากประกาศข่าวนี้ออกมา

แต่ครั้งนี้ต่างออกไป จำนวนผู้ใช้งานลดลงไปถึงกว่าล้านคนหรือเกือบ 5 เท่าของไตรมาสแรก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่มีจำนวนผู้ใช้ลดลงเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ทว่าการลดลงนี้กลับสวนทางกับหุ้นของ Netflix ที่ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ มาตั้งแต่เดือนที่แล้วกว่า 25% และพอข่าวออกก็ไม่ได้กระทบอะไรเลย

คำถามสำคัญคือทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

หากดูเพียงตัวเลข 1 ล้านคน เทียบกับจำนวนตัวเลข 2 แสนคนอย่างเดียว มันก็คงถือเป็นข่าวร้ายมากๆ แต่ถ้าเรามองบริบทโดยรวมแล้ว ตัวเลข 1 ล้านคนนั้นถือว่าน้อยกว่าที่ Netflix คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ว่าจำนวนสมาชิกมีโอกาสลดลงอย่างน้อย 2 ล้านคนในไตรมาสนี้ เพราะฉะนั้นแผลเลือดออกที่บริษัทและนักลงทุนคาดคิดเอาไว้ไม่ได้เลวร้ายเท่าที่คิด เพราะน้อยกว่าที่คาดเอาไว้ถึง 50% เลยทีเดียว

ที่หุ้นขึ้นก็เพราะโล่งใจว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด จำนวนผู้ใช้งานที่ลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งถือเป็นข่าวดีในภาพใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า Netflix จะกลับมาแข็งแกร่งได้ในเร็ววันนี้หรอกนะครับ ยังคงมีปัญหาก้อนใหญ่ที่ต้องเผชิญต่อไป เพราะอย่างที่บอกไปว่าการลดลงเกือบล้านคนนี้เป็นการลดลงที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ 25 ปีของบริษัทสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ของโลก

เนื้อหาส่วนใหญ่ในรายงานไตรมาสที่สองของบริษัท คือการแสดงจุดยืนของบริษัทว่าตอนนี้พวกเขาทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น กำลังเร่งแก้ไขในส่วนต่างๆ ทั้งลดค่าใช้จ่าย ปลดพนักงานหลายส่วน จำกัดงบการสร้างคอนเทนต์ และชะลอการจ้างงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แถมยังบอกด้วยว่าในไตรมาสสามพวกเขาน่าจะมีโอกาสได้สมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านคนด้วย พร้อมทั้งยังบอกอีกว่าจะหาโมเดลการสร้างรายได้แบบอื่นๆ เพื่อชดเชยและเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทในเร็ววันนี้

สำหรับคนที่ถือหุ้น Netflix อยู่คงเริ่มอุ่นใจมากขึ้นอีกนิดหน่อย

ล่าสุดเราเห็น Netflix กำลังจับมือกับ Microsoft เพื่อร่วมทำระบบโฆษณาบนคอนเทนต์ใน Netflix ซึ่งข่าวก็บอกว่าที่ดีลนี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะว่า Microsoft สัญญาว่าจะไม่ทำธุรกิจสตรีมมิงแข่ง (ต่างจากกูเกิลที่มียูทูบ) คาดว่าจะลองเปิดตัวฟีเจอร์การดูคอนเทนต์แบบมีโฆษณาติดมาด้วยในหลายๆ ตลาดช่วงต้นปี 2023

การปรับตัวตรงนี้ของ Netflix แสดงให้เห็นถึงสัญชาตญาณเอาตัวรอดของบริษัทเช่นกัน เพราะอย่างที่หลายคนทราบดีว่าพวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะมีโฆษณามาโดยตลอด อาจจะด้วยหลักการหรืออะไรก็ตาม แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าถ้ามันมีออพชั่นแบบนี้มาให้ลูกค้าเลือก ดูคอนเทนต์แบบมีโฆษณาคั่นและดูได้ฟรีหรือเสียเงินเล็กน้อย อาจดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ให้เข้ามาลองใช้งานได้ แม้รายได้อาจจะไม่เยอะเท่ากับสมาชิกแบบจ่ายเงิน ก็ยังดีกว่าที่สมาชิกหายไปเรื่อยๆ ทุกไตรมาสอยู่ดี

อีกเรื่องหนึ่งที่ Netflix กำลังโฟกัสอย่างหนักคือการ ‘ตั้งตี้’ หรือการแชร์พาสเวิร์ดบัญชีเดียวเข้าหลายเครื่อง หลายคน หลายบ้าน จากการประเมินพบว่ามีประมาณ 100 ล้านเครื่องที่เข้าชมโดยการแชร์รหัสจากคนอื่น ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่บริษัทเองก็พอทราบมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้โฟกัสจริงจังเพราะจำนวนสมาชิกยังคงเติบโตอยู่ แต่วิกฤตตอนนี้ที่มีคู่แข่งอยู่รอบด้าน ทำให้พวกเขาต้องกลับมาอุดรอยรั่วตรงนี้ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าการเติบโตต่อไปในอนาคตจะเป็นผู้ใช้งานที่สร้างรายได้ให้พวกเขาอย่างแท้จริง

ตอนนี้ทางแก้ที่กำลังถูกทดสอบมีอยู่สองอย่างคือหนึ่งสมาชิกสามารถเพิ่ม ‘เพื่อน’ หรือคนอื่นเข้ามาในบัญชีของตัวเองได้ และสองสมาชิกสามารถเพิ่ม ‘บ้าน’ หรือสมาร์ตทีวีที่อยู่ที่บ้านมาบนบัญชีของตัวเองได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราวๆ 2.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเรามีบัญชี Netflix อยู่แล้ว อยากเพิ่มเพื่อนเข้ามาคนหนึ่ง และเพิ่มทีวีบ้านญาติอีกเครื่องก็ต้องจ่ายเพิ่มเดือนละ 5.98 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 200 บาท จากรายเดือนที่เราจ่ายอยู่แล้วปกติ (ซึ่งราคาไทยต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง) ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีหารายได้จากคนที่แชร์พาสเวิร์ดให้คนอื่นนั่นเอง

อีกการเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่เราน่าจะเห็นมากขึ้นคือการหันมาพึ่งพาคอนเทนต์ของตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน Netflix มีบทเรียนที่เจ็บปวดกับดิสนีย์มาแล้ว หลังจากที่จับมือทำงานร่วมกันมานานหลายปี เมื่อดิสนีย์ออกมาทำสตรีมมิงของตัวเองและถอดคอนเทนต์ทุกอย่างออกจาก Netflix ทั้งหมดก็ทำให้จำนวนผู้ใช้งานหายไปไม่น้อย

การลดลงของจำนวนสมาชิกสองไตรมาสติดต่อกันทำให้ Netflix เริ่มหันกลับมาตาสว่างอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าตอนนี้ยังเป็นบริการสตรีมมิงเจ้าใหญ่ที่สุด มีจำนวนสมาชิกกว่า 220 ล้านคนก็ตาม นักลงทุนเห็นแล้วว่าทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ เจ้าอื่นๆ ที่อยู่ในตลาดก็มีจุดเด่นในแต่ละด้านของตัวเอง สามารถดึงสมาชิกไปจาก Netflix ได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นต่อจากนี้สงครามสตรีมมิงจะยิ่งลุกเป็นไฟมากยิ่งขึ้น ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองของ Netflix อาจจะจบลงไปแล้ว การคาดหวังให้จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นทุกไตรมาสคงไม่มีทางเป็นไปได้อีกต่อไป

ความสะดวกในการสมัครและยกเลิกสมาชิกเองก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ Netflix ต้องพยายามแก้ไข บางคนสมัครเพียงเดือนเดียวเพื่อดูโชว์ที่ตัวเองต้องการแล้วก็ยกเลิก เมื่อไหร่มีโชว์ที่อยากดูก็ค่อยสมัครใหม่อีกครั้ง

เทคนิคหนึ่งที่เราเห็น Netflix ได้ลองทำแล้วประสบความสำเร็จมากในช่วงที่ผ่านมาคือการดึงเกมในการปล่อยซีรีส์อย่าง Stranger Things Season 4 ที่ได้เสียงตอบรับดีมาก จากเมื่อก่อนที่ Netflix จะปล่อยทุกตอนออกมาทีเดียว สร้างกระแสให้ดังสนั่นไปเลยในคราวเดียว ตอนนี้พวกเขาปล่อยออกมาทุกตอนยกเว้นตอนสุดท้าย ให้คนได้พูด ได้เขียน ได้เล่า สร้างกระแสออนไลน์ให้ยาวไปเรื่อยๆ แล้วค่อยปล่อยตอนสุดท้ายออกมาจบทีหลัง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมาก กลายเป็นซีรีส์ที่คนดูไปแล้วกว่า 1,300 ล้านชั่วโมงทั่วโลก ติดอันดับท็อปโชว์หลายสัปดาห์

แต่ถึงอย่างไร สำหรับคนที่เป็นแฟนของ Netflix และติดตามออริจินอลคอนเทนต์มานานพอจะทราบดีว่าช่วงที่ผ่านมานั้นปริมาณของคอนเทนต์บน Netflix หลากหลายมากขึ้นก็จริง แต่ซีรีส์คุณภาพอย่าง Stranger Things, Squid Game, The Crown, Orange Is the New Black หรือ Ozark ก็นานทีกว่าจะมีสักเรื่อง ซีรีส์ระดับ A+ หายากขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่คนสมัครเพื่อดูโชว์ดีๆ จึงเลิกสมัครเพื่อไปอยู่กับสตรีมมิงที่เป็นคู่แข่ง เพราะฉะนั้นถ้า Netflix ตัดงบประมาณในการสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง ก็อาจทำให้การแข่งขันในมุมนี้อาจจะไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งเป็นอีกโจทย์ที่สำคัญ

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องของธรรมชาติ เกิดมา ตั้งอยู่ และถ้าไม่ดับไปเสียก่อนก็ต้องพยายามดิ้นรนกันต่อไป Netflix ก็เหมือนทุกอย่างบนโลกใบนี้ นักลงทุนคงไม่สามารถคาดหวังว่าจำนวนสมาชิกจะเติบโตไปได้ทุกไตรมาส สุดท้ายแล้วก็ต้องถึงจุดอิ่มตัว การปรับตัวให้อยู่รอดและเพิ่มช่องทางอื่นให้ธุรกิจได้เติบโต (อย่างโฆษณา) อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้

จำนวนสมาชิกที่ลดลงไปหนึ่งล้านคนในไตรมาสนี้อาจจะถือเป็นข่าวดี ให้ Netflix ได้หายใจหายคอกันเล็กน้อย ถ้าเปรียบเรื่องราวของ Netflix เป็นซีรีส์สักเรื่องหนึ่ง ตอนนี้คือตอนจบของซีซั่นที่ปะทะบอสเรียบร้อย รอดตาย เติบโต แต่ก็มีแผลเลือดออกติดตัวไปไม่น้อย แต่เราก็ทราบดีว่าพอเปิดซีซั่นหน้า พวกเขาต้องแกร่งกว่าเดิม เพื่อสู้กับปัญหาใหญ่ที่ยังรออยู่และดูเหมือนว่าจะท้าทายมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เรื่อง : โสภณ ศุภมั่งมี

อ้างอิง

Writer

คุณพ่อลูกหนึ่งจากเชียงใหม่ที่รักการเขียน การอ่าน และการดองหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ หลงใหลเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายการทำงานที่เป็นมากกว่าแค่ผลกำไรและทำงานหนักจนลืมความหมายของการมีชีวิตอยู่

You Might Also Like