นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Creative Retail Design At New York ชวนเดินเล่นร้านรีเทลสุดครีเอทีฟที่มหานครนิวยอร์ก

ถ้าพูดถึงย่านช้อปปิ้งในนิวยอร์ก หลายคนอาจนึกถึงย่านดังที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่าง
Time Square หรือ 5th avenue ที่เต็มไปด้วยแบรนด์เนมไฮด์เอนชื่อดังกับแฟล็กชิปสโตร์สาขาใหญ่ระดับโลก   

แต่เอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างของนิวยอร์ก มหานครซิตี้ยักษ์ใหญ่ของโลกคือการเป็นเมืองใหญ่ที่รวมผู้คนหลากหลาย ย่านต่างๆ มีเอกลักษณ์ด้วยคนหลากเชื้อชาติซึ่งแปลว่าในแง่ธุรกิจ นอกจากกิจการยักษ์ใหญ่แล้ว เมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยร้านรวงขนาดเล็กของผู้ประกอบการหลายสัญชาติที่สร้างโมเดลธุรกิจแปลกใหม่

ไม่ว่าจะเป็นร้านจานวินเทจที่รวบรวมจานเก่าจากโรงงานและร้านอาหารชื่อดังในนิวยอร์ก, ร้านปลากระป๋องซาร์ดีนสุดพรีเมียมจากโปรตุเกสที่เลือกขยายสาขามาอเมริกา, ร้านลูกปัดแฮนด์เมดที่ขายไอเทมแฟชั่นทั้งร้านในราคาหลักหมื่นดอลลาร์, ร้านสวีดิชแคนดี้ของชาวสวีเดนที่อยากนำเสนอวัฒนธรรมแคนดี้ในเมืองใหญ่, ร้านของนักสะสมยาสูบและของเล่นเรโทรที่อยากสร้างบรรยากาศย้อนยุคในเมืองที่วุ่นวาย และร้านหนังสือที่
ขายเฉพาะนิยายรักเป็นหลัก  

จาน ปลากระป๋อง ลูกปัด แคนดี้ บุหรี่และของเรโทร หนังสือ’ สินค้าของร้านเหล่านี้เป็นสินค้าที่พบเห็นได้ทั่วไปในราคาถูก แต่เหล่าร้านรีเทลที่คัดเลือกมาในวันนี้ ล้วนเป็นธุรกิจของผู้ประกอบการรายเล็กที่เพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้ด้วยไอเดียครีเอทีฟ  ไม่ว่าจะด้วยการออกแบบประสบการณ์ในร้าน การออกแบบแพ็กเกจและสินค้า การนำเสนอวิธีขาย หรือโมเดลธุรกิจใหม่

ร้านเหล่านี้มีที่มาที่ไปยังไง โมเดลธุรกิจเหล่านี้น่าสนใจแค่ไหน ไปทำความรู้จักกัน

Fishs Eddy
ร้านจานวินเทจที่บรรยากาศเหมือนมิวเซียม

Fishs Eddy ร้านจานวินเทจเก่าแก่ในนิวยอร์กแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1986 โดย Julie Gaines และ David Lebovitz ผู้ให้คำนิยามร้านว่าเป็น ‘the biggest gift shop for the smallest museum’  

จุดเริ่มต้นของร้านนั้นแสนเรียบง่าย นั่นคือการหาจาน deadstock จากโรงงานและร้านอาหารมาขายแบบซื้อมาขายไป เหล่าเจ้าของจานเหล่านี้ขายสิ่งที่พวกเขามีให้ Fishs Eddy เพราะมองว่าคอลเลกชั่นเก่าที่เก็บไว้เป็นเพียงแค่ขยะและต้องการโละจานที่ไม่ใช้แล้วออกไป ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจจานที่รวบรวมสารพัดคอลเลกชั่นจาน ชาม แก้วน้ำเก่าแก่หลากหลายยุคที่ผู้คนหลงลืมนำมารวบรวมไว้ด้วยกันในปริมาณมากแล้วขายในราคาที่จับต้องได้

ความพิเศษของ Fishs Eddy คือการนำจานชามแต่ละยุคมาดิสเพลย์อย่างสร้างสรรค์และรวบรวมทั้งหมดอยู่ในร้านเดียวกันโดยแยกหมวดหมู่ความเก่าแก่ การเดินช้อปปิ้งที่นี่จึงเหมือนเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์จานที่ได้ย้อนประวัติศาตร์ผ่านข้าวของเครื่องใช้บนโต๊ะ

ถึงแม้จานชามหลายใบจะมีหน้าตาธรรมดา แต่การดิสเพลย์ของ Fishs Eddy นั้นมีการจัดแสดงสินค้าดั่งผลงานศิลปะ เช่น มุมจานมือสองที่ชำรุดมีป้ายเขียนไว้ว่า ‘Slightly Imperfect Bowls, But are you that Perfect ?’ อีกมุมของร้านนำจานสีเหลืองมารวมไว้ด้วยกันในตู้ไม้และเขียนป้ายว่า ‘Sunshine Lives Here’ ทั่วร้านยังมีการจัดตู้ขายผลงานศิลปะของศิลปินในนิวยอร์กสลับกับตู้ที่ดิสเพลย์จานชามอย่างกลมกลืนทั้งโปสต์การ์ด โปสเตอร์ ภาพวาด คำคมต่างๆ

หากมองจานแต่ละใบเดี่ยวๆ เป็นสินค้าแยกจากกัน จานเหล่านั้นคงเป็นสินค้าหน้าตาธรรมดาที่ไม่มีใครสนใจ แต่ Fishs Eddy สามารถคงสโลแกน ‘We Do Dishes !’ มาได้ถึง 38 ปีและปัดฝุ่นให้จานเหล่านี้มีมูลค่าขึ้นมาได้

แวะช้อปปิ้งได้ที่ fishseddynyc.com

The Fantastic World of the Portuguese Sardine
ร้านปลากระป๋องคราฟต์สัญชาติโปรตุเกส 

ขายปลากระป๋องยังไงให้ตั้งราคาสูงได้ถึง 40 กว่าดอลลาร์?

ณ Time Square ย่านช้อปปิ้งที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงและคนพลุกพล่านที่นิวยอร์ก ร้านที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่แฟล็กชิปสโตร์ของแบรนด์เนมดังเท่านั้น แต่ยังมีแบรนด์จากโปรตุเกสที่ตั้งชื่อร้านได้อย่างแฟนตาซีว่า ‘The Fantastic World of the Portuguese Sardine’ ซึ่งเปิดเป็นสาขาแรกที่โปรตุเกสในปี 2016 และขยายหลายสาขาทั่วประเทศจนมาถึงสาขาในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก 

ความประทับใจแรกเมื่อเดินเข้ามาในร้านคือความหรูหราที่แทบไม่เชื่อสายตาว่านี่คือร้านขายปลากระป๋อง 
ด้วยบรรยากาศที่ตกแต่งเหมือนร้านของเล่นในธีมเวทมนตร์และเสก ‘ห้องสมุดปลากระป๋อง’ สีเขียวทองซึ่งอัดแน่นไปด้วยปลากระป๋องแพ็กเกจหรูตั้งแต่พื้นจรดเพดาน

เหล่าสินค้าในแพ็กเกจสีสันสดใสมีลายกระป๋องที่แทบไม่ซ้ำกันและยังจัดเรียงกระป๋องตามปีของสูตรปลาที่หลากหลายตั้งแต่ยุค 90s ไล่มาจนถึงปัจจุบัน ภายในมีป้ายไฟนีออนสีแดงเป็นชื่อร้านและภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ภูมิใจนำเสนอเรื่องราวของแบรนด์

สูตรเด่นของที่นี่มีทั้งปลาซาร์ดีนในน้ำมันมะกอกและสูตรอาหารที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโปรตุเกส นอกจากภาพประกอบสุดสร้างสรรค์ที่แพ็กเกจซึ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม คุณภาพปลาอย่างดี และการออกแบบประสบการณ์ในร้านเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้ขายปลากระป๋องเป็นดั่งของขวัญที่ระลึกได้ในราคาสูง 

แม้แต่คนที่ไม่อยากชิมปลากระป๋องมาก่อน ถ้ามาเห็นแพ็กเกจและบรรยากาศร้านแล้วอาจอดใจไม่ไหว

แวะช้อปปิ้งได้ที่ portuguesesardine.com/en

Susan Alexandra 
ร้านสารพัดแฟชั่นจากลูกปัดของศิลปิน  

แวบแรกเมื่อเห็นร้านนี้ คนไทยหลายคนน่าจะนึกถึงกระเป๋าลูกปัดที่สำเพ็ง แต่แฟชั่นลูกปัดจากร้านของศิลปินผู้นำชื่อของตัวเอง ‘Susan Alexandra’ มาตั้งเป็นชื่อร้านนั้นมีความพิเศษกว่านั้นจนอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จัก

บรรยากาศภายในร้านเป็นสีเหลืองและชมพูสดใสเต็มไปด้วยสารพัดแฟชั่นจากสินค้าลูกปัดทั้งกระเป๋า เครื่องประดับ ที่ใส่การ์ด สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ของใช้สำหรับเด็ก และไอเทมกระจุกกระจิกต่างๆ จุดเด่นคือคอนเซปต์ครีเอทีฟและการเล่นสีสันสดใสของลูกปัด 

แบรนด์เริ่มดังเป็นไวรัลจากกระเป๋าลูกปัดลาย I Love NYC แล้วจึงต่อยอดทำสินค้าหมวดอื่นๆ ราคาของสินค้าขายดีอย่างกระเป๋าลูกปัดอยู่ที่ราวหลักหมื่นดอลลาร์ และแม้จะเป็นร้านลูกปัดแฮนด์เมดเล็กๆ แต่ก็เคยคอลแล็บกับแบรนด์มีชื่อเสียงอย่าง Warby Parker, Disney, Post Cereal และอีกมากมาย ในบางคืนที่ร้านยังมีการจัดอีเวนต์ Bead Night ในธีม beading, beauty and baubles ที่ชวนผู้สนใจมาฝึกร้อยลูกปัด DIY ด้วยกัน

รายละเอียดทุกอย่างในร้านออกแบบมาอย่างตั้งใจ เมื่อมองงานลูกปัดให้เป็นงานออกแบบที่มีมูลค่าและมีคอนเซปต์จึงทำให้ Susan Alexandra กลายเป็นร้านรีเทลที่น่าจับตามอง 

แวะช้อปปิ้งได้ที่ susanalexandra.com 

BonBon
ร้านสวีดิชแคนดี้สีพาสเทลที่ดังเป็นไวรัล

อะไรจะเติมเต็มความฝันวัยเด็กได้ดีกว่าการเดินเลือกตักขนมมากมายในร้านแคนดี้! 

ที่สวีเดนผู้คนเชื่อว่า Candy is the way of life! เด็กสวีเดนมีธรรมเนียมการกินแคนดี้ทุกวันเสาร์ เจ้าของร้าน BonBon ซึ่งเป็นคนสวีเดนมองเห็นช่องว่างทางตลาด จึงต้องการแนะนำวัฒนธรรมการทานแคนดี้
ให้คนนิวยอร์กรู้จัก 

ความพิเศษของ BonBon คือการเป็นร้านแคนดี้สแตนด์อโลนสัญชาติสวีดิชที่ตั้งใจออกแบบทั้งรสชาติ แพ็กเกจ และบรรยากาศจนสร้างแบรนด์ให้มีชื่อเสียงได้ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก BonBon จึงจริงจังเรื่องแคนดี้ถึงขั้นที่สาขาส่วนใหญ่เปิดขายถึงเที่ยงคืนและมี candy sommelier หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการแนะนำเลือกรสแคนดี้คอยให้คำปรึกษาเวลาลูกค้าเลือกรสขนมในร้าน

รสเด่นคือ sweet and sour และขนม gummy Swedish fish ที่ทางร้านคิดค้นรสชาติเอง แน่นอนว่าความพิเศษของร้านแนวนี้คือมีรสให้เลือกหลากหลายและสามารถมิกซ์ได้ตามใจ ในโอกาสพิเศษเช่นงานเฉลิมฉลองต่างๆ ก็ยังมีบริการสั่ง candy cart ไปตั้งในงานหรือสามารถสั่ง candy box แจกเป็นของชำร่วยได้ด้วย

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา BonBon ยังโด่งดังเป็นไวรัลในช่องทางออนไลน์อย่าง TikTok และมียอดขายออนไลน์เพิ่มขึ้นถึงหลักพันในข้ามคืนหลังจากเปิดมา 6 ปี ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เพราะขนมเยลลี่ กัมมี่ แคนดี้ต่างๆ กำลังเป็นกระแสที่ TikTok ในต่างประเทศ อีกปัจจัยคือแคนดี้จากสวีเดนเป็นขนมที่ขึ้นชื่อด้านคุณภาพ รสชาติที่แตกต่าง ไปจนถึงวัตถุดิบที่ดี ทั้งมีแคนดี้แบบ gluten-free และ vegan ให้เลือกซื้อ  

Biggie’s Bodega
ร้านแอนทีกของนักสะสมยาสูบและของเล่นเรโทร   

Biggie’s Bodega เป็นร้านเล็กๆ ขนาด 1 คูหาที่นิยามตัวเองว่าเป็น antique smoke store ขาย

อุปกรณ์วินเทจเกี่ยวกับยาสูบและบุหรี่ (Tobacciana Antiquities) ไปจนถึงของเรโทรกระจุกระจิกต่างๆ

Sammy Levin และ Derek Nussbaum ผู้ก่อตั้งอยากให้เวลาลูกค้าเดินเข้ามาในร้านรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปยุคก่อน ทั้งคู่มองว่าอุปกรณ์วิินเทจเกี่ยวกับยาสูบนั้นเหมือนของตกแต่งบ้านที่สวยงามและมีการพัฒนาไปตามยุคสมัย ที่ร้านจึงมีของที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน เช่น เซ็ตกล่องบุหรี่แฟนตาซีรูปลูกเต๋า,รองเท้า cowboy และกล่องหรูหราสีทอง

แม้จะออกตัวว่าเป็นร้าน antique smoke store แต่ลูกค้าบางคนที่ไม่สูบบุหรี่ก็โดนร้านแห่งนี้ตกได้ เพราะทั้งคู่ก็มองว่าไฟแช็กวินเทจก็น่าสนใจสำหรับผู้ที่อยากสร้างความสุนทรีย์ในการจุดไฟต่างๆ ในบ้าน Biggie’s Bodega ยังมีลักษณะคล้าย curiosity shop ที่ขายของน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมายที่คุณอาจไม่เคยรู้ว่ามีอยู่บนโลกนี้ เช่น โซดารสชาติแปลกๆ จากทั่วโลกที่เก็บในตู้เย็นยุค 1960s  นิตยสารวินเทจ ขนมโบราณ การ์ดเกม 

ลูกค้าที่ร้านเป็นชาว New Yorkers หลากหลายกลุ่มทั้งเจน Z ที่มองหาร้านฮิปๆ ผู้ที่สนใจสินค้าหมวด Tobacciana สำหรับสูบไปจนถึงคนที่อยากเดินเล่นในร้านบรรยากาศย้อนยุค ร้านยังมองหาสินค้าหมวดที่เรียกว่า Oddities หรือคอลเลกชั่นแปลกใหม่หายากมาขายอยู่เสมอ

แวะช้อปปิ้งได้ที่ biggiesbodeganyc.com/store-gateway

The Ripped Bodice
ร้านหนังสือที่ขายแต่นิยายรัก

แม้นิวยอร์กจะมีร้านหนังสือขนาดใหญ่ชื่อดังหลายแห่ง เช่น The Strand และ Barns & Noble แต่ก็มีเหล่าผู้ประกอบการที่เปิดร้านหนังสืออิสระอยู่ไม่น้อย และโอกาสการชูจุดเด่นของร้านหนังสือขนาดเล็กให้แตกต่างจากร้านใหญ่คือโมเดลธุรกิจร้านหนังสือ Niche ที่จับลูกค้าเฉพาะกลุ่มและเน้นขายหนังสือหมวดเดียวอย่าง The Ripped Bodice

A Romantic Bookstore น่าจะเป็นคำจำกัดความของร้านหนังสือแห่งนี้ได้ดีที่สุดเพราะจุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจากการสานฝันความรักในธุรกิจร้านหนังสือให้เป็นจริงของคู่พี่น้อง Leah Koch และ Bea Hodges-Koch  
ด้วยการเสนอไอเดียธุรกิจในเว็บไซต์ระดมทุนอย่าง Kickstater จนประสบความสำเร็จและเปิดร้านหนังสือ 2 สาขาทั้งที่นิวยอร์กและลอสแอนเจลิส

ร้านสีชมพูหวานแหววแห่งนี้เต็มไปด้วยนิยายรักโรแมนติกที่มีหมวดย่อยหลายหมวด ทั้งนิยายรักหมวด ประวัติศาสตร์, sci-fi, young adult, L.G.B.T.Q, นิยายรักของผู้แต่งหลากหลายเชื้อชาติและหมวดอีกมากมายเท่าที่เรื่องราวในนิยายรักจะมีได้ซึ่งรวมถึงหมวดกิมมิกพิเศษที่ทางร้านเขียนติดป้ายเอง เช่น ‘No Happily Ever After guaranteed here’ หรือหมวดที่ไม่การันตีตอนจบแบบแฮปปี้เอนด์ดิ้ง 

ปัจจัยหนึ่งในความสำเร็จของร้านรีเทลอย่าง The Ripped Bodice คือการสร้างคอมมูนิตี้ที่สนใจในสิ่งเดียวกัน 
ไม่ใช่แค่ด้วยสินค้าแต่ด้วยกิจกรรมอย่าง Book Club ไปจนถึงบริการ ‘Read.Romance.Repeat’ โมเดล subscription box ที่จัดส่งนิยายโรแมนติกเล่มใหม่ให้ถึงบ้านแบบรายเดือนซึ่งเป็นบริการแปลกใหม่ที่ไม่มีร้านหนังสือใดในท้องตลาดทำอย่างแพร่หลายทำให้ร้านมีกลุ่มแฟนคลับที่ชัดเจนอย่างเหนียวแน่น

แวะช้อปปิ้งได้ที่ readromancerepeat.com

อ้างอิง

Tagged:

Writer

Craft Curator, Chief Dream Weaver, Lifestyle Columnist, Editor-in-Cheese, Design Researcher 'Instagram : @rata.montre'

Illustrator

บรรณาธิการศิลปกรรม Email: y.pongtorn@gmail.com

You Might Also Like