แม่ซื้อไม้โยกเยก
คุยกับ CODE Studio ถึงการนำความเชื่อโหราศาสตร์ไทยสุดเนิร์ดมาออกแบบ ‘แม่ซื้อไม้โยกเยก’
คุณเคยได้ยินคำว่า ‘แม่ซื้อ’ วิญญาณผู้พิทักษ์ทารกในความเชื่อไทยหรือไม่
แม่ซื้อคือสัตว์เทพประจำวันเกิด และกลายมาเป็นคอนเซปต์ในการออกแบบ ‘แม่ซื้อไม้โยกเยก’ (The Wooden Rocking Thai Guardian Sidekick) ที่ได้แรงบันดาลใจจากม้าโยกไม้คลาสสิกที่หลายคนคุ้นเคย
เรากำลังอยู่กันที่ ‘แซมฟ้าการช่าง’ ร้านค้าไม้ผู้ผลิตประตูและหน้าต่างที่ตึกแถวถนนบริพัตร ย่านหลังวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ซึ่งดำเนินกิจการมานานกว่า 7-8 ทศวรรษ เดิมทีพื้นที่แถบนี้คือย่านค้าไม้เก่าแก่ในยุคก่อนที่ย่านค้าไม้บางโพจะรุ่งเรืองเสียอีก รากของธุรกิจไม้ในกรุงเทพฯ สืบย้อนไปถึงยุคทำสนธิสัญญาค้าขายกับชาติตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่ออังกฤษเข้ามาทำอุตสาหกรรมป่าไม้ในภาคเหนือ ไม้จากลุ่มน้ำปิงถูกล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนจะถูกขนส่งมาขึ้นที่ท่าเรือบริเวณบางลำพูใกล้ป้อมพระสุเมรุ
บริเวณนั้นในอดีตเคยมีโรงเลื่อยขนาดใหญ่สำหรับแปรรูปไม้ท่อนให้กลายเป็นไม้แปรรูป จากนั้นไม้จะถูกส่งต่อผ่านคลองบางลำพูเข้าสู่คลองมหานาค ชุมชนย่านวัดสระเกศจึงค่อยๆ เติบโตเป็นแหล่งค้าไม้ครบวงจร กลายเป็นรากเดิมของเศรษฐกิจย่านค้าไม้ในพระนคร

ปรัชญ์–ปรัชญ์ ทินราช และตุ่น–ศิวัช วิทยเลิศปัญญา ผู้ร่วมก่อตั้ง Cultural-Oriented Design Studio หรือ CODE Studio นำความสนใจด้านวัฒนธรรมและความเชื่อไทยมาถอดรหัสและตีความใหม่ ศึกษาตำนานเรื่องแม่ซื้อจากศาลาวัดโพธิ์ ควบคู่กับความเชื่อทางโหราศาสตร์ไทยเรื่องเทพนพเคราะห์ และสีประจำวันเกิด เปลี่ยนความเชื่อโบราณที่หยุดนิ่งอยู่ในเรื่องเล่าและศาลาวัดให้ขยับมามีชีวิตและเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันด้วยการออกแบบของเล่นที่โยกได้อย่าง ‘แม่ซื้อไม้โยกเยก’ ทั้งหมด 7 ตัว แต่ละตัวมีหัวเป็นสัตว์ผู้พิทักษ์ประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน ผลิตด้วยเทคนิคช่างไม้ไทยดั้งเดิม ใช้วิธีซ้อนไม้และการเข้าไม้แบบไทย ผสานองค์ความรู้ช่างกับแนวคิดร่วมสมัย
โจทย์การออกแบบครั้งนี้ต่อยอดจาก ‘แซมฟ้าการช่าง’ กิจการค้าไม้ของครอบครัวตุ่นและมีที่มาจากการเปิดสตูดิโอที่ย่านค้าไม้เก่าของทั้งคู่ซึ่งมีพื้นเพเป็นสถาปนิก ช่วงแรกทั้งคู่เริ่มเห็นโอกาสจากกระแสคนรุ่นใหม่ที่หันมารีโนเวตตึกแถวเก่าเป็นออฟฟิศ จึงรวมตัวทำโปรเจกต์ป๊อปอัพ ทดลองสร้างเส้นทางเดินเที่ยวย่านเมืองเก่าร่วมกับ The Roots Routes ทีมออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
กิจกรรมพาเที่ยวดังกล่าวพาผู้เข้าร่วมสำรวจย่านค้าไม้เก่าแก่ ควบคู่กับการจัดเวิร์กช็อปทำผลิตภัณฑ์จากไม้เพื่อเรียนรู้ทั้งกระบวนการและเทคนิคจากช่างไม้ไทย และนั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญว่างานช่างไม้ไทยยังสามารถถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยแบบใดได้อีกบ้าง

From Fireworks to the Woodcraft District
กิจการในยุคก่อนเริ่มต้นจากอากงของตุ่นที่เดินทางจากเมืองจีนเข้ามาปักหลักในกรุงเทพฯ เช่าอาศัยพื้นที่วัดเป็นที่อยู่ และเปิดกิจการเล็กๆ เป็นร้านโชห่วย ควบคู่กับการชงกาแฟขายในยุคที่ย่านนี้ยังไม่ได้กลายเป็นย่านค้าไม้
ปรัชญ์เล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังว่า หากย้อนกลับไปในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 3-5 พื้นที่แถบนี้ถูกเรียกว่าบ้านดอกไม้ไฟ เป็นชุมชนที่อยู่นอกกำแพงพระนครด้านหลังแนวคลองบางลำพู เมื่อข้ามคลองไปจะเจอกำแพงเมืองซึ่งมีทั้งป้อมมหากาฬและประตูเมืองเป็นเส้นแบ่งระหว่างในเมืองกับนอกเมืองอย่างชัดเจน พื้นที่นอกกำแพงเมืองในเวลานั้นเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มช่าง โดยเฉพาะช่างทำดอกไม้ไฟซึ่งมีบทบาทสำคัญในงานพระราชพิธีและเทศกาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานสมโภชหรืองานออกเมรุที่ต้องใช้คบเพลิงและพลุจำนวนมาก
ช่างเหล่านี้จำนวนไม่น้อยทำงานให้กับวังต่างๆ ในพระนคร ในยุคที่พระราชโอรสและพระราชธิดาแต่ละพระองค์ประทับตามวังประจำย่านของตน โดยมีช่างฝีมือประจำวัง ทั้งช่างทอง ช่างมุก และช่างแขนงอื่นๆ เมื่อถึงคราวต้องจัดแสดงดอกไม้ไฟ ช่างเหล่านี้ต้องออกมาตั้งหลักอยู่นอกกำแพงเมือง ด้วยลักษณะงานที่กี่ยวข้องกับไฟโดยตรง
ต่อมาเคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในย่านนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้พื้นที่ต้องได้รับการจัดระเบียบใหม่ วัดสระเกศราชวรมหาวิหารซึ่งเป็นผู้ถือครองที่ดินบริเวณนี้จึงเข้ามาพัฒนาพื้นที่ สร้างตึกแถวขึ้นใหม่ โดยถือเป็นตึกแถวคอนกรีตเสริมเหล็กยุคแรกๆ ของกรุงเทพฯ
ในช่วงแรกของการพัฒนา ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยกิจการหลากหลาย ตั้งแต่ร้านขายยา ร้านสอนดนตรี ร้านสอนเย็บผ้า ไปจนถึงร้านกาแฟจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บริเวณหัวมุมใกล้วัดสระเกศก็มีโรงเลื่อยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ทำให้ธุรกิจค้าไม้ค่อยๆ เติบโตและสร้างมูลค่าทางการค้าได้สูง
จุดเปลี่ยนของครอบครัวเกิดขึ้นเมื่ออากงตัดสินใจเลิกขายกาแฟหันมาจับธุรกิจประตูและหน้าต่างไม้แทนด้วยเหตุผลเรื่องธุรกิจค้าไม้ได้กำไรที่ดีกว่า จากเดิมทีที่เคยเป็นช่างเย็บผ้า มีพื้นฐานงานฝีมืออยู่แล้วก็ได้ไปเรียนรู้การประกอบประตูหน้าต่างเพิ่มเติม ก่อนเริ่มผลิตและจำหน่ายด้วยตัวเอง

กิจการเริ่มต้นจากห้องแถวเพียงหนึ่งคูหา ก่อนจะขยับขยายจนปัจจุบันครอบครองสามคูหาต่อเนื่องกัน กลายเป็นแซมฟ้าการช่าง หลังจากนั้นกิจการค้าไม้ในย่านนี้ก็เข้าสู่ยุครุ่งเรือง เป็นยุคที่ใครอยากสร้างบ้านต้องมุ่งหน้ามาที่ถนนเส้นนี้เพียงเส้นเดียว เพียงขับรถมาที่ถนนเส้นนี้ก็สามารถสั่งทำประตูและหน้าต่างจากร้านหนึ่ง สั่งทำบันไดจากอีกร้าน ทั้งโครงสร้าง เสา วงกบ ไม้ขนาดต่างๆ มีครบในระยะเดินถึงกันได้ เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางธุรกิจไม้ของเมืองอย่างแท้จริง ตุ่นเล่าว่าในยุคที่ธุรกิจรุ่งเรืองที่สุดแซมฟ้าการช่างมีลูกค้าต่อคิวสั่งประตูหน้าต่างไม้ยาวจากโต๊ะรับออร์เดอร์ชั้นล่างไปจนถึงหน้าบ้าน โดยผลิตที่ชั้นสองของตึกแถวซึ่งพื้นที่แน่นขนัดไปด้วยงานไม้และเครื่องมือ
เมื่อเริ่มกลายเป็นย่านค้าไม้ กิจการประเภทอื่นในย่านอย่างร้านสอนดนตรี ร้านเย็บผ้าก็ทยอยย้ายออก กระทั่งกรุงเทพฯ เริ่มมีเทศบัญญัติด้านความปลอดภัยและอุตสาหกรรมเมือง เครื่องจักรงานไม้จำนวนหนึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องจักรหนัก พื้นที่ค้าปลีกใจเมืองจึงไม่เหมาะกับการผลิตขนาดใหญ่ ร้านจำนวนมากตัดสินใจย้ายโรงงานออกไปชานเมือง ครอบครัวของตุ่นก็เช่นกัน โรงงานถูกย้ายไปที่นนทบุรี ปัจจุบันอยู่ย่านบัวทอง ขณะที่เครือญาติบางส่วนแยกไปตั้งหลักที่บางโพ ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาและเป็นแหล่งค้าไม้สำคัญอยู่แล้ว ทั้งไม้ท่อนและไม้อุตสาหกรรม ทำให้บางโพกลายเป็นย่านค้าไม้รุ่งเรืองในยุคถัดมา
แม้วันนี้บางร้านบนถนนเส้นเดิมจะเปิดบ้างปิดบ้างและเงียบลงบ้างจากสมัยก่อน แต่เบื้องหลังแต่ละร้านยังมีฐานการผลิตและเครือข่ายลูกค้าที่สืบทอดกันมายาวนาน ร้านข้างเคียงบางแห่งที่ปัจจุบันแทบไม่เปิดหน้าร้าน ภายในยังเก็บประตูไม้แกะสลักฝีมือประณีตไว้จำนวนมาก บางร้านเคยผลิตส่งออกถึงอิตาลี สะท้อนให้เห็นว่าย่านแห่งนี้เคยเป็นเศรษฐกิจค้าไม้แหล่งสำคัญ


Myth in Motion
ปรัชญ์เล่าว่า ‘แม่ซื้อไม้โยกเยก’ เกิดจากโจทย์ที่ตั้งไว้กับทีมดีไซเนอร์ในออฟฟิศให้คอยเก็บแรงบันดาลใจหรือไอเดียที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมใส่แฟ้มสะสมไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสหยิบเทคนิคของช่างไม้ไทยดั้งเดิมมาต่อยอดเป็นสินค้าใหม่นอกเหนือจากประตูและหน้าต่าง จนกระทั่งสังเกตเห็นประเด็นหนึ่งในแฟ้มที่น่าสนใจและอยากหยิบมาเล่าต่อคือม้าไม้
“ที่ห้างจะมีโซนเด็กเล่น แล้วมันก็จะมีม้าโยก เราคิดว่า ไม่ว่าจะม้าโยกที่ไหน ส่วนใหญ่มันมีรูปร่างเป็นม้าตลอดเลย ถ้าเราลองทำม้าโยกแต่ว่าหน้าตาไม่ใช่ม้า มันจะเป็นอะไรได้บ้าง แล้วเราก็ไปเจอเรื่อง ‘แม่ซื้อ’ แต่ก่อนเวลาได้ยินคำว่าแม่ซื้อ เราไม่เคยเห็นลักษณะกายภาพของแม่ซื้อเลย เรานึกว่าแม่ซื้อเป็นผีที่เล่นกับเด็ก แต่ไม่เคยรู้ว่ามันคืออะไร ศึกษาจนพบว่ามีแม่ซื้อที่อยู่ที่วัดโพธิ์ มีหัวเป็นรูปสัตว์ แต่ละตัวไม่เหมือนกันโดยจะแบ่งตามวันในสัปดาห์ ก็เลยคิดว่าถ้าเราเอาหัวแม่ซื้อมาใส่เป็นหัวม้าโยก มันจะเป็นไปได้ไหม หาแนวทางสเกตช์ว่าจะเป็นอะไรได้บ้าง จนสุดท้ายก็ได้ออกมาเป็นสัตว์ประจำ 7 วัน”
แท้จริงแล้วสัตว์เหล่านี้มีรากจากความเชื่อเรื่องสัตว์เทพหรือเทพนพเคราะห์ที่ผูกกับวันเกิดในวัฒนธรรมไทย ในขณะที่เวลาคุยกับเพื่อนต่างชาติ คนชาติอื่นจะจำไม่ได้ว่าเกิดวันจันทร์ อังคาร หรือพุธ แต่คนไทยจะจำได้แม่นยำเพราะวันเกิดสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องเทพประจำวัน สีประจำวัน และการดูดวง
ปรัชญ์เล่าต่อว่า “ความเชื่อเรื่องเทพนพเคราะห์ที่กำเนิดจากพระอิศวรนี้เราไปรับคติมาจากอินเดีย ตามความเชื่อคือ เทพประจำวันจันทร์กำเนิดจากการเอานางฟ้าจำนวนหนึ่งมาห่อด้วยผ้าสีขาวนวล แล้วไปกวนในเกษียรสมุทร กลายเป็นพระจันทร์ มีผิวกายสีขาวนวล เพราะห่อด้วยผ้าสีนั้น แล้วก็ขี่ม้าออกมา แต่ละวันก็จะต่างกันไป พระอาทิตย์ขี่สิงห์ พระจันทร์ขี่ม้า พระอังคารขี่ควาย พระพุธขี่ช้าง พระพฤหัสบดีขี่กวาง พระศุกร์ขี่วัว และพระเสาร์ขี่เสือ”

“ตอนนี้เราสร้างคาแร็กเตอร์และตั้งชื่อให้ม้าโยกทั้ง 7 ตัวด้วย ชื่อพวกนี้เราเอามาจากสิ่งที่เชื่อมโยงกับภาษาไทย เช่น วันอาทิตย์ชื่อบอส มาจากคำว่าบริบาล ที่แปลว่าผู้ปกปักรักษา วันอังคารชื่อการ์ด มาจากกาสรที่แปลว่าควาย วันจันทร์ชื่ออาร์ต มาจากอาชาที่แปลว่าม้า วันพุธชื่อกุชชี่ มาจากกุญชรที่แปลว่าช้าง วันพฤหัสชื่อเคน วันศุกร์ชื่อออตต้า วันเสาร์ชื่อกาน มาจากขาน คือมันจะเป็นการเลียนเสียงกันมา แล้วก็ผูกกับรากคำเดิมของมัน
“ถ้าเราเอา big letter ของสัตว์ทั้ง 7 ตัวมาเรียงกัน มันจะเป็นคำว่า bangkok ซึ่งเราตั้งใจจะพัฒนาแนวคิดนี้ให้เป็น city guardian เพราะกรุงเทพฯ คือ ‘ภพนพรัตน์ราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศ มหาสถาน’ แปลว่า การสถิตของเมืองเกิดจากการที่มีดาวเคราะห์ทั้ง 9 คอยปกป้องอยู่”
ความเชื่อเรื่องสัตว์เทพประจำตัวไม่ได้มีเฉพาะในไทย หลายวัฒนธรรมต่างมีสัญลักษณ์หรือสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ปกป้อง คุ้มครอง หรืออยู่เคียงข้างตัวเรา ในกระบวนการออกแบบทั้งหมดนี้ ปรัชญ์และตุ่นได้ปรึกษาความรู้เรื่องสัตว์เทพกับ ตั้ม–ณัฐกฤต สุนทรีรัตน์ ผู้ออกแบบตัวละครของดิสนีย์ในแอนิเมชั่นเรื่อง Raya and the Last Dragon เพื่อทำความเข้าใจบทบาทของตัวละครประเภท sidekick ที่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดหรือผู้ช่วยของตัวเอก
เรามักคุ้นเคยกับตัวละครลักษณะนี้กันอยู่แล้วในหนังของดิสนีย์ ไม่ว่าจะเป็น Flounder เพื่อนของแอเรียลใน The Little Mermaid, มังกร Mushu ที่คอยช่วยเหลือมู่หลาน หรือเสือ Rajah คู่กายของ Jasmine ความเชื่อเรื่องผู้พิทักษ์ข้างกายที่เรียกว่า sidekick จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวนัก เมื่อเชื่อมโยงกับความเชื่อไทยเรื่องแม่ซื้อ ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองเด็กแรกเกิด การออกแบบม้าไม้โยกเยกครั้งนี้จึงเป็นการออกแบบคาแร็กเตอร์ให้ร่วมสมัยด้วยความเชื่อตามบริบทวัฒนธรรมไทย และกลายเป็นผลงานชื่อ The Wooden Rocking Thai Guardian Sidekick

Astro Gachapon
ปรัชญ์เล่าเรื่องโหราศาสตร์ไทยต่ออย่างสนุกจนเกือบลืมว่ามาชวนคุยเรื่องการออกแบบม้าโยกที่ร้านค้าไม้ “เคยได้ยินเรื่องแก้ว 9 ประการไหมครับ จริงๆ มันเป็นเรื่องเดียวกัน คนไทยเชื่อใน cosmology ที่จังหวะชีวิตของคนเราเปลี่ยนแปลงตามการเคลื่อนที่ของดวงดาว เวลาเราเกิดจะมี birth chart ของตัวเอง และในชาร์ตนั้นจะมีตัวเลขตั้งแต่ 0-9 เป็นตัวแทนของดาวทั้งหมด ซึ่ง 9 ดวงนี้ถือว่าเป็นของมงคล เพราะมันอยู่ในดวงเกิดที่ทุกคนต้องมี คนโบราณเลยเอาความเชื่อนี้มาทำเครื่องประดับให้อยู่กับตัวเรา เรียกว่าแหวนนพเก้าหรือนพรัตน์
“พอเราไปรีเสิร์ชเชิงลึกแล้ว ปรากฏว่าดาว 9 ดวงมีความสัมพันธ์กัน มีทั้งดาวที่เป็นคู่ศัตรูและคู่มิตรกัน มีกลอนโบราณบทหนึ่งบอกไว้ว่า
อาทิตย์ เป็นมิตรกับครู
จันทร์โฉมตรู พุธนงเยาว์
ศุกร์ปากหวาน อังคารรับเอา
ราหูกับเสาร์ เป็นมิตรแก่กันฯ”
หมายความว่าคนเกิดวันอาทิตย์จะเป็นมิตรกับคนเกิดวันพฤหัสบดีที่เรียกอีกอย่างว่าครู คนเกิดวันจันทร์ส่งเสริมคนเกิดวันพุธ คนเกิดวันเสาร์จะดีเมื่อเจอคนเกิดวันพุธกลางคืนที่เชื่อมโยงกับราหู เหล่านี้คือคู่มิตรที่ถ้าอยู่ด้วยกันก็จะส่งเสริมกัน ทำให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้น ในทางกลับกันหากเป็นคู่ศัตรูก็จะเป็นคู่ที่ขัดแย้งกัน ท้าทายกันตลอดเวลา”
จากความเข้าใจในโหราศาสตร์เชิงลึกเหล่านี้ นอกจากสร้างสรรค์เป็นม้าไม้แล้ว ทั้งคู่ยังนำคาแร็กเตอร์สัตว์เทพผู้พิทักษ์ทั้ง 7 ไปทำเป็นเข็มกลัดสำหรับสุ่มเลือกในตู้กาชาปองของ Lumera บริษัทผู้นำเข้าตู้กาชาปองจากญี่ปุ่น
เมื่อหมุนได้วันใด ก็จะมีผังคำทำนายประกอบ เช่น หากเกิดวันเสาร์แต่หมุนได้กาชาปองที่เขียนว่าวันพฤหัส คำทำนายจะสะท้อนพลังหรือสิ่งที่ควรเสริมในช่วงเวลานั้น รวมถึงระบุสัตว์ผู้พิทักษ์ที่เหมาะกับพลังเรา เป็นการเล่าเรื่องความเชื่อทางโหราศาสตร์และคาแร็กเตอร์ sidekick ที่สนุกและร่วมสมัย จากการทดลองหมุนตู้กาชาปองนี้ใน Bangkok Design Week ที่ผ่านมาก็พบว่าได้คำทำนายที่ตรงมากๆ
ทั้งคู่เล่าว่าแนวคิดแม่ซื้อยังมีพื้นที่ให้ต่อยอดอีกมาก แผนต่อไปคือนำคอนเซปต์นี้ให้เพื่อนศิลปินนักวาดที่รู้จักนำไปตีความใหม่ในแบบของตัวเอง เพื่อดูว่าเมื่อรากวัฒนธรรมเดียวกันถูกส่งผ่านสายตาของศิลปินต่างเทคนิคและต่างประสบการณ์จะไปได้ไกลแค่ไหน และอาจออกมาเป็นคอลเลกชั่นที่ตีความความเชื่อทางโหราศาสตร์และแม่ซื้อที่แตกต่างมุมมองกันไปเลยก็ได้

Rewriting Memory in Space
นอกจากแม่ซื้อไม้โยกเยก ปีที่ผ่านมาผลงานท้าทายที่สุดในบทบาทสถาปนิกของทั้งคู่ คือการบูรณะวังไชยา วังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นไชยาศรีสุริโยภาส พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ต้นราชสกุลสุริยง อาคารแห่งนี้อายุเกือบ 120 ปี และเคยเป็นสถานที่ทำบัตรประชาชนแห่งแรกของประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
ด้วยประวัติการต่อเติมหลายครั้ง รูปทรงอาคารจึงคลาดเคลื่อนจากแบบดั้งเดิม การบูรณะจึงต้องอาศัยการสำรวจเชิงลึก ควบคู่การทำงานกับหน่วยงานภาครัฐภายใต้งบประมาณและกรอบเวลาจำกัด ทำให้งานนี้ซับซ้อนกว่าการรีโนเวตอาคารทั่วไปอย่างมาก

อีกหนึ่งผลงานย่านเมืองเก่าของทั้งคู่คือร้านอาหาร Bite Me Softly ซึ่งรีโนเวตจากบ้านต้นตระกูลของหลวงศิลป์ประสิทธิ์ สถาปนิกในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ตรอกไก่แจ้ พื้นที่ถูกปรับให้เป็นร้านบรรยากาศอบอุ่น แต่ยังคงเสน่ห์คลาสสิกของโครงสร้างเดิมไว้ครบถ้วน
ทั้งนี้ผลงานที่สะท้อนตัวตนของทั้งคู่ได้ชัดที่สุด คือการรีโนเวตพื้นที่ในย่านค้าไม้เก่าให้กลายเป็นสตูดิโอของตัวเอง งานนี้ตุ่นเล่าย้อนกลับไปถึงการใช้งานพื้นที่ในอดีต
“พื้นที่ออฟฟิศตรงนี้เดิมเป็นร้านขายประตูหน้าต่าง บนชั้น 2 เคยเป็นพื้นที่ทำงานของช่างไม้ทั้งหมด เดิมช่างจะขึ้นไปตากไม้และต่อประตูกันข้างบนแล้วเอาลงไปขายข้างล่าง เราก็เห็นร่องรอยการกระแทกพวกนั้นอยู่ในห้อง ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นที่ทำงานของช่าง ก็เลยเลือกเก็บบางส่วนไว้ แบ่งพื้นที่ครึ่งหนึ่งเป็นออฟฟิศที่ปรับปรุงค่อนข้างเยอะ ทาผนังให้เป็นสีขาวเพื่อคำนึงถึงการใช้งานของเราด้วย”
ปรัชญ์เสริมว่า “เราตั้งใจเก็บโครงและผิววัสดุไว้แบบเดิมเลย โชว์ร่องรอยของกาลเวลา เพราะเราตั้งใจเปิดสตูดิโอเพื่อทำงานที่โชว์ทรัพยากรของเดิมซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วและมีคุณค่า สำหรับเรา memory พวกนี้คือสิ่งที่เล่าเรื่องได้ พอลูกค้าหรือคนที่สนใจงานลักษณะนี้มาดูพื้นที่ ก็จะเห็นตัวอย่างชัดเลยว่าการรีโนเวตมันทำได้หลายระดับ”
การรักษาความทรงจำดั้งเดิมของบ้านให้ยังมีชีวิตเหล่านี้ คือจุดตั้งต้นในการทำ CODE Studio ตลอดมา โดยที่ผ่านมามีลูกค้าที่สนใจในวัฒนธรรมและมีความต้องการอนุรักษ์พื้นที่ดั้งเดิมในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตึกแถวย่านเมืองเก่าที่เจ้าของรีโนเวตอยู่อาศัยเอง หรือปรับเป็นธุรกิจขนาดเล็กอย่าง Airbnb โดยยังคงโครงสร้าง เรื่องเล่า และบรรยากาศเดิมไว้ให้มากที่สุด
ล่าสุดทั้งคู่กำลังเตรียมจัดนิทรรศการ Recycling Building with CODE Studio กิจกรรมเปิดสตูดิโอในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนเพื่อแสดงผลงานการปรับปรุงอาคารในกรุงเทพฯ ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จากประสบการณ์ทั้งของปรัชญ์ที่เรียนจบด้านสถาปัตยกรรมไทย มีประสบการณ์ออกแบบวัด สถานปฏิบัติธรรม และประสบการณ์ของตุ่นที่เปลี่ยนบ้านเก่าให้มีชีวิตเพื่อให้เข้ากับบริบทของปัจจุบัน พร้อมชักชวนเจ้าของบ้านหรือผู้ที่มีพื้นที่เก่าในเมืองให้ใช้ศักยภาพของพื้นที่ให้เต็มที่


Living Craft of Bangkok’s Old Town
นอกเหนือจากงานสถาปัตยกรรม ปรัชญ์เล่าว่าทั้งคู่ยังสนใจการทำงานฝีมือร่วมกับชุมชน โดยเฉพาะย่านเมืองเก่ารัตนโกสินทร์ซึ่งเต็มไปด้วยเครือข่ายช่างฝีมือหลากแขนง แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน แต่ทักษะและองค์ความรู้ของช่างในย่านนี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้
ตัวอย่างผลงานอื่นๆ ที่น่าสนใจของสตูดิโอ เช่น ตาลปัตรวชิรมุนี ฉลอง 7 รอบนักษัตร สมเด็จวัดเครือวัลย์ ที่ร่วมออกแบบกับตั้ม–ณัฐกฤต สุนทรีรัตน์ โดยออกแบบเป็นลายเครือเถาเพื่อล้อไปกับชื่อวัด และออกแบบลายตาลปัตรที่ได้จากแรงบันดาลใจในจิตรกรรมภายในวัด พร้อมปักด้วยดิ้นทอง
ปรัชญ์เล่าด้วยความภูมิใจว่า “พอย้ายสตูดิโอมาอยู่ในย่านนี้จริงๆ เราเห็นศักยภาพมากกว่าที่คิด สมมติถ้ามีออร์เดอร์ทำตาลปัตรจากวัด แต่ก่อนถ้าเราไม่ได้อยู่แถวนี้ การจะไปติดต่อร้านหรือหาคนทำมันจะยากกว่า ไม่รู้จะไปต่อยังไง ติดต่อใคร แต่พอเราอยู่ตรงนี้ สมมติส่งแบบตอนเช้า ผมสามารถส่งให้ร้านแถวหน้าวัดสุทัศน์ได้เลย บ่ายก็เดินไปนั่งคุยหน้าวัด เช็กหน้างานเลยว่าวัสดุโอเคไหม สีนี้ได้หรือเปล่า จากเดิมที่ต้องใช้เวลาทำม็อกอัพเป็นเดือน ตอนนี้เสร็จได้ภายในไม่ถึงสัปดาห์
“อย่างตาลปัตร ถ้าอยู่ที่อื่นเราอาจทำได้แค่งานปักบนผ้า แต่พออยู่ย่านนี้ นอกจากร้านปักแล้ว ยังมีร้านทำเหรียญ ทำเครื่องหมาย ทำชิ้นงานทองเหลือง เราก็สามารถสร้างงานจากหลายเทคนิคได้ แทนที่จะเป็นตาลปัตรผ้าอย่างเดียว มันเลยทำให้ผลงานของเราไปได้ไกลกว่ารูปแบบเดิมที่เคยทำ การมาอยู่ตรงนี้มันเหมือนเราได้เจอกับแหล่งผลิตงานคราฟต์ งานฝีมือของกรุงเทพฯ โดยตรง”


Decoding Cultural Intelligence
จะเห็นได้ว่ากระบวนการออกแบบของ CODE Studio ที่เล่ามาทั้งหมดนั้นลงลึกในการรีเสิร์ชข้อมูลอย่างมาก ซึ่งปรัชญ์เล่าว่าสิ่งนี้เป็นความท้าทายสำคัญของการทำงานด้านวัฒนธรรมเช่นกัน
“ความท้าทายในการทำงานด้านนี้คือเรื่องการจัดการข้อมูล การค้นหา และการจัดความสัมพันธ์ของมัน บ้านเราแหล่งข้อมูลกระจายอยู่หลายที่ คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ไม่ง่ายและข้อมูลไม่เปิดกว้างมากนัก เวลาทำงานกับต่างประเทศ บางประเทศรัฐบาลมี hub หรือศูนย์รวบรวมองค์ความรู้ให้ดีไซเนอร์หรือคนทำงานเข้าถึงได้โดยตรง ถ้าเรามีการซัพพอร์ตที่ดีขึ้นในด้านนี้ มันน่าจะทำให้ธุรกิจสร้างสรรค์หรือการออกแบบของบ้านเราไปได้ไกลกว่านี้
“เพราะจริงๆ แล้วบ้านเรามีโครงการที่สำคัญที่อาจจะไม่ได้ถูกพูดถึงในเวทีหลักอย่าง Bangkok Design Week ฐานข้อมูลเหล่านี้ควรถูกขยายออกไป เพราะมันคือแหล่งข้อมูลตั้งต้นที่จะทำให้ศิลปะไทยกระจายไปสู่ทั่วประเทศและต่างประเทศได้จริง ๆ และทำให้เราไปคุยกับเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่นๆ ได้ ดังนั้นภารกิจของ Culture-Oriented Design Studio อย่างหนึ่งก็คือ ก่อนที่จะออกแบบต้องมีข้อมูลที่ดีก่อน การมีข้อมูลที่ดีทำให้เราต้องศึกษาหลากหลายเรื่อง และเมื่อศึกษาแล้ว ข้อมูลเหล่านั้นก็กลายเป็น source ในการดีไซน์ด้วย”
ปรัชญ์เล่าว่า ก่อนหน้าก่อตั้งสตูดิโอ เขาและตุ่นทำงานร่วมกันในฐานะผู้ช่วยวิจัยที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ทำหน้าที่สำรวจเมืองในโครงการแผนพัฒนาพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ริมคลองของสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร งานดังกล่าวทำให้ต้องลงพื้นที่สำรวจทั้งชุมชน สถาปัตยกรรม และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในย่านเกาะรัตนโกสินทร์อย่างเข้มข้น จนเกิดความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
ทั้งคู่มีแนวคิดในการทำงานที่สอดคล้องกัน เพราะเติบโตมาจากสายงานวิจัย หลังจากนั้นปรัชญ์ไปเรียนต่อที่เกาหลีด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ทำให้ซึมซับแนวคิดการทำงานที่เน้นกระบวนการรีเสิร์ชเชิงลึก เพราะก่อนจะคิดหรือออกแบบสิ่งใด คนเกาหลีมักให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจที่มาและบริบทของเรื่องนั้นอย่างแท้จริง แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนางาน
ปรัชญ์สรุปแนวคิดในการออกแบบให้ฟังว่า “ถ้าเราอยากจะได้งานดีไซน์ที่มีเนื้อหา หรือมีเรื่องราวที่ลึกซึ้ง มันควรต้องเริ่มจากองค์ความรู้ก่อน การรีเสิร์ชสำหรับเราคือการอนุรักษ์และการพัฒนาไปพร้อมกัน เราเชื่อในการเรียนรู้จากสิ่งที่มีอยู่ก่อนอย่างจริงจัง ก่อนจะเอาแนวคิดของเราใส่ลงไปเป็นงานออกแบบ เรามองว่าสิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรที่สามารถต่อยอดได้ ดีไซน์สตูดิโอของเราจึงเริ่มต้นจากเรื่องราวทางวัฒนธรรม ใช้วัฒนธรรมเป็นทั้งเครื่องมือและวัตถุดิบในการพัฒนาแนวคิดในการออกแบบ เราอยากให้คนเห็นว่า ของที่ดูโบราณหรือผูกกับวัฒนธรรมมากๆ พอมันมาโลดแล่นอยู่ในชีวิตจริงของเราแล้ว มันจะไปต่อได้ยังไง”
ปรัชญ์สรุปทิ้งท้ายว่า เคล็ดลับในการออกแบบสินค้าทางวัฒนธรรมให้ไม่ดูโบราณและยังร่วมสมัยโดยไม่ละทิ้งราก คือการหาความพอดี เช่นเดียวกับ ‘แม่ซื้อไม้โยกเยก’ ที่มองแวบแรกก็เข้าใจได้ทันทีว่าได้แรงบันดาลใจจากม้าไม้ และยังเล่าเรื่องโหราศาสตร์ไทยให้คนรุ่นใหม่เข้าใจได้อย่างกลมกล่อมพอดี

ขอบคุณรูปผลงานรีโนเวตและตาลปัตรจาก CODE Studio
Editor’s Note : Wisdom from Conversation
หลายคนมักเข้าใจว่างานออกแบบเริ่มต้นจากไอเดีย แต่แท้จริงแล้วหัวใจสำคัญอยู่ที่ขั้นตอนก่อนหน้านั้น ในกระบวนการคิดเชิงออกแบบหรือ design thinking หรือที่เรียกว่า Double Diamond ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กรูปเพชรสองเม็ดต่อกัน กระบวนการช่วงแรกคือ discover การเปิดและขยายความคิดให้กว้างเพื่อค้นคว้าและทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน (divergent) ก่อนจะเข้าสู่ช่วง define ที่ค่อยๆ กลั่นกรองและสรุปประเด็นให้ชัดเจน (convergent)
wisdom ของ CODE Studio อยู่ที่การ decode หรือถอดรหัสวัฒนธรรมจากการรีเสิร์ชในกระบวนการ discover อย่างลงลึก ด้วยความเชื่อว่าวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งให้หยิบมาใช้ตรงๆ แต่ต้องผ่านการ deconstruct เรื่องราว แยกชั้นข้อมูล เห็นทั้งบริบท ประวัติศาสตร์ และความหมายเชิงสัญลักษณ์ เปิดพื้นที่ให้กว้างที่สุดเพื่อค้นคว้าและตั้งคำถามอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะสรุปไอเดียหรือหาทางออก ทั้งหมดนี้เปรียบดั่งกระบวนการเจียระไนเพชรเม็ดงาม (crystallize) ซึ่งไม่ได้เกิดจากแรงบันดาลใจฉับพลัน แต่ผ่านกระบวนการออกแบบเพื่อให้ไอเดียสุดท้ายมาจากฐานความเข้าใจในประวัติศาสตร์และรากเหง้าอย่างแท้จริง