Behind BKK BOOK District

คุยกับ Cloud-floor ถึงเบื้องหลังการจัด ‘ย่านหนังสือ’ และการพัฒนาเมืองระยะยาวหลังจบเทศกาล

จะเป็นยังไง หากเมืองมีพื้นที่ให้เหล่านักเขียนและผู้รักวรรณกรรมได้พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดกัน คล้ายย่านวรรณกรรมในปารีสยุคเฮมิงเวย์ ซึ่งเคยเป็นแหล่งรวมตัวของปัญญาชน นักคิด และนักวิชาการที่ต้องการตั้งคำถามกับสังคม

ในอดีต กรุงเทพฯ เองก็เคยมีย่านลักษณะนั้น พื้นที่ตั้งแต่ผ่านฟ้า วังบูรพา เฟื่องนคร นาครเขษม เสาชิงช้า ท่าเตียน ไปจนถึงนางเลิ้ง เคยรุ่งเรืองทางตัวอักษร และเป็นศูนย์กลางของผู้คนในแวดวงความคิด

จะดีเพียงใด หากบรรยากาศเหล่านั้นถูกนำกลับมาตีความใหม่ในบริบทของยุคปัจจุบัน

โจ–ดลพร ชนะชัย และ ฟิวส์–นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย ผู้ก่อตั้ง Cloud-floor บริษัทสถาปนิกและการพัฒนาเมือง เป็นทีมผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาย่านหนังสือ Bangkok Book District Fest 2026 ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และคนรักหนังสือหลากบทบาทในเมือง ด้วยความตั้งใจอยากผลักดันให้เกิดย่านหนังสือในกรุงเทพฯ จากหลายภาคส่วน จึงเป็นครั้งแรกที่มีการรวมร้านหนังสืออิสระ จัดกิจกรรม นิทรรศการ ทอล์ก เวิร์กช็อป เป็นเวลา 11 วันเต็มทั่วทั้งย่านในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ก่อนจะเล่าถึงการจัดย่านหนังสือในพื้นที่นี้ ต้องย้อนกลับไปถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ย่านเมืองเก่าซึ่งผูกพันกับพัฒนาการของรัฐและสังคมเมืองอย่างใกล้ชิด ในช่วงที่รัฐพยายามทำให้กรุงเทพฯ ทันสมัยและเป็นระบบมากขึ้น ศูนย์ราชการจำนวนมากถูกก่อสร้างขึ้นเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานในการทำงานของรัฐ โรงพิมพ์ในย่านนี้จึงเกิดขึ้นตามมาอย่างหนาแน่น ทำหน้าที่ตั้งแต่พิมพ์เอกสารราชการ ฎีกา ไปจนถึงสิ่งพิมพ์ในพระราชพิธีและงานสำคัญต่างๆ พื้นที่แถวนี้จึงกลายเป็นย่านแห่งความรู้ของบ้านเมืองโดยปริยาย

เมื่อเวลาผ่านไป จากโรงพิมพ์ได้ต่อยอดสู่การเกิดสำนักพิมพ์จำนวนมาก ไปจนถึงการรวมตัวของกลุ่มปัญญาชน ในยุคนั้น ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นักคิดและนักเขียนคนสำคัญเคยกล่าวถึงความตั้งใจในการสร้างย่านหนังสือว่าเป็นการสร้าง ‘มหรสพบนหน้ากระดาษ’ และยังเป็นถนนแห่งความรักและความหวังที่สะท้อนความเฟื่องฟูทางตัวอักษรในช่วงเวลานั้น ประวัติศาสตร์ของหนังสือน่าสนใจถึงเพียงนั้น 

หลังการทดลองจัดกิจกรรมย่านหนังสือในปีนี้ได้จบลง ชวนไปฟังเบื้องหลังกระบวนการขุดประวัติศาสตร์ พูดคุยกับคนในย่านเพื่อออกแบบ Bangkok Book District Fest ของ Cloud-floor ไปจนถึงบทสนทนาเรื่องการพัฒนาเมือง โลกหลังเทศกาลงานหนังสือจบ มุมมองการผลักดันนโยบายเมืองในระยะยาว และความหวังที่อยากให้ประเทศไทยเห็นความสำคัญของอาชีพนักออกแบบเมืองมากขึ้น 

In Search of a Book District’s Meaning

จุดเริ่มต้นของย่านหนังสือมาจากโครงการของ CEA ที่สานต่อโจทย์ของ THACCA ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งตั้งเป้าสนับสนุน 6 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทย และหนังสือคือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือต้องการผลักดันอย่างจริงจัง

หลายคนอาจคุ้นเคยกับเทศกาลงานออกแบบในจังหวัดต่างๆ ที่ใช้โจทย์เฉพาะของแต่ละพื้นที่มาเป็นแกนในการจัดแสดงผลงานและความคิดสร้างสรรค์ แต่ครั้งนี้โจทย์ที่ทีม Cloud-floor ได้รับแตกต่างออกไป เพราะเป็นการผลักดันให้เกิดย่านหนังสือโดยตรง

โจเล่าว่า คำถามแรกที่ทีมตั้งต้นคิดงาน ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการจัดงาน แต่คือการตามหาความหมายของคำว่า ย่านหนังสือ “เราตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วย่านหนังสือคืออะไร จะต่างกับงานหนังสือยังไง เพราะเมืองเราไม่เคยมีคำว่าย่านหนังสือมาก่อน อาจมีร้านหนังสืออิสระที่กระจุกตัว แต่ยังไม่เคยมีการใช้คำที่เรียกว่า ย่านหนังสือจริงๆ ก็เลยต้องมาตั้งเฟรมเวิร์กใหม่”

ท้ายที่สุดจึงสรุปออกมาเป็นกรอบคิดว่า การทำย่านหนังสือคือการพัฒนาระบบนิเวศควบคู่กันสองด้าน ฝั่งหนึ่งคือการพัฒนาเมือง อีกฝั่งคือการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือไปพร้อมกัน คำถามถัดมาคือ จะเลือกย่านยังไง

ย้อนกลับไปก่อนเริ่มคิดกิจกรรม งานวิจัยของ CEA พบว่าในกรุงเทพฯ มีร้านหนังสืออิสระราว 70 กว่าร้าน ซึ่งลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก และในย่านเมืองเก่าเพียงย่านเดียวมีอยู่ประมาณ 16 ร้าน จึงถือว่ามีจำนวนร้านหนังสือและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เยอะมากพอจะใช้เป็นจุดตั้งต้นในการตีความคำว่าย่านหนังสือให้ผู้คนเห็นภาพได้

โจเล่าว่าทีม Cloud-floor อ่านหนังสือเป็นงานอดิเรกกันอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นสายลึกที่ตามนักเขียนทุกคนอย่างใกล้ชิด จึงเลือกใช้วิธีลงพื้นที่ คุยกับเจ้าของร้านหนังสืออิสระ เพื่อทำความเข้าใจจากคนในพื้นที่

“เราเริ่มจากคุยกับพี่ๆ เจ้าของร้านหนังสืออิสระว่า ถ้าจะมีย่านหนังสือ คิดว่าหน้าตาจะเป็นยังไง แล้วเขามองว่าประโยชน์ของย่านจะเกิดกับใครบ้าง ชวนคุยเรื่อยๆ ว่าทำไมถึงเลือกมาอยู่ในพื้นที่ พี่ๆ ร้านหนังสือแถวเฟื่องนครก็พูดขึ้นมาว่า ตรงนี้มีจิตวิญญาณของย่าน เขาใช้คำว่า spirit of place”

คำว่า spirit of place จึงกลายเป็นคอนเซปต์ของงานและต่อยอดเป็นกิจกรรมต่างๆ ที่คำนึงถึงบริบทของย่าน

Building Book Ecosystem 

หลายคนอาจคิดว่าการจัดย่านหนังสือจะไปยากอะไร แค่จัดกิจกรรมขายหนังสือหรือพื้นที่ให้อ่านหนังสือก็น่าจะเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง การทำงานเมืองมีความลึกซึ้งกว่านั้น เพราะต้องคำนึงถึงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมหนังสือทั้งหมด ไม่ต่างจากเทศกาลออกแบบอื่นๆ ที่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่แค่การจัดแสดง แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความคิดสร้างสรรค์ในระยะยาว

โจเล่าว่า หลังพูดคุยกับคนในพื้นที่ ทีมร่วมกันออกแบบเฟรมเวิร์ก และมองว่า หากจะสร้างย่านหนังสือ ควรให้ความสำคัญกับ 3 ส่วน ได้แก่ book creator, book business และ book place

“book creator คือคนทำหนังสือทั้งหมด  คนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หลักสูตรและสิ่งพิมพ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพราะอินไซต์คือ เรามีคนรักหนังสือเยอะ แต่ทักษะบางอย่างขาดไป เช่น book reviewer คนรีวิวหนังสือ หรือ book critic คนที่กล้าวิจารณ์หนังสือ รวมถึงคนสร้างต้นฉบับภาษาไทยให้เข้มข้น เพราะทุกวันนี้หนังสือแปลเยอะ แต่คนสร้างต้นฉบับภาษาไทยยังน้อย ถ้าเราจะพัฒนาอุตสาหกรรม เราต้องพัฒนาคนพัฒนาทักษะและคุณภาพที่เคยแข็งแรงให้กลับมา

“ก้อนที่สองคือ book business มาจากสถานการณ์ร้านหนังสืออิสระที่ไม่ค่อยดี จำนวนลดลงเรื่อยๆ เพราะค่าเช่าที่สูงจาการพัฒนาเมือง เจ้าของร้านอยู่ไม่ได้ และยังต้องสู้กับร้านหนังสือใหญ่กับตลาดออนไลน์ เวลาคนเข้าร้านหนังสือจะเช็กราคาก่อนว่าในช้อปปี้ถูกกว่าหรือเปล่า ทั้งที่บางครั้งยืนอยู่ในร้าน แต่สุดท้ายก็ไปซื้อออนไลน์ มันเลยลดทอนความสำคัญของร้านหนังสืออิสระ และลดบทบาทของความเป็น book seller

ทั้งที่ความจริงแล้ว เสน่ห์ของร้านหนังสือคือการได้คุยกับเจ้าของร้านที่เล่าและแนะนำหนังสือต่อๆ กันไป สิ่งที่ต้องทำจึงเป็นการกระตุ้นให้ธุรกิจร้านหนังสือและสิ่งพิมพ์อยู่ได้ ซึ่งมันจะไปแตะเรื่องนโยบายด้วย ทั้งภาษีหนังสือหรือเรื่องเชิงโครงสร้าง เราอาจทำได้ในระดับกิจกรรม แต่ต่อไปควรมีการส่งต่อกิจกรรมไปถึงระดับนโยบายในระยะยาว

“ก้อนที่สามคือ book place ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ต่างจากงานหนังสือทั่วไป คือการใช้พื้นที่เมืองและพื้นที่สาธารณะ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่าน เราตั้งคำถามว่า เมื่อซื้อหนังสือแล้วจะไปอ่านที่ไหน ซื้อกลับบ้านได้แน่นอน แต่ถ้าอยากอ่านในเมืองล่ะ จะทำยังไงให้พื้นที่เมืองเอื้อต่อการอ่านนอกห้อง”

ทั้งสามส่วนถูกต่อยอดออกมาเป็นโปรแกรมต่างๆ ภายในงาน เกิด reading space 4 รูปแบบ ได้แก่ อ่านในสวน อ่านเคลื่อนที่ อ่านข้างวัด และอ่านหน้าร้านหนังสืออิสระ ขณะเดียวกันกิจกรรมสนับสนุนเจ้าของร้านก็ได้ความร่วมมือจาก OKMD องค์กรที่สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ เช่น การจัดโปรแกรมร่วมกับหนุ่ม–โตมร ศุขปรีชา ที่ชวนคนทำงานหนังสือมาทำความเข้าใจสถานการณ์และการปรับตัว เพื่อให้อยู่ได้ในยุคที่ร้านหนังสืออาจไม่ได้มีหน้าที่แค่ขายหนังสือ รวมถึงการทำคูปองสำหรับใช้จ่ายเฉพาะร้านหนังสือในย่าน เพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้น ทำให้คนรู้จักเส้นทางและร้านต่างๆ มากขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นการจับจ่ายและหมุนเงินกลับสู่ร้านหนังสืออิสระโดยตรง

Mapping the Stakeholders

แม้เทศกาลย่านหนังสือปีนี้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การพัฒนาย่านและอุตสาหกรรมหนังสือยังต้องเดินหน้าต่อ ทีม Cloud-floor มองว่าควรจัดเทศกาลต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี เพื่อเห็นโมเดลที่เติบโตได้จริง โดยเฉพาะแนวคิด book place ที่เชื่อมเรื่องหนังสือเข้ากับการพัฒนาเมือง

แต่ขณะเดียวกันในการออกแบบย่านสร้างสรรค์ ทั้งคู่เล่าว่าเนื่องจากแต่ละพื้นที่มีบริบทต่างกัน ทั้งผังเมือง วัฒนธรรม วิถีชีวิต และค่านิยม จึงไม่สามารถยกโมเดลเดียวกันไปใช้โดยตรงได้ทุกแห่ง การทำงานจึงต้องเริ่มจากการศึกษาบริบทของแต่ละพื้นที่ใหม่ทุกครั้งที่เข้าไปทำงาน

ในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการชวนผู้มีบทบาทในวงการหนังสือ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้สร้างเนื้อหา นักออกแบบ และผู้ประกอบการ ให้มีส่วนร่วมและเห็นภาพในทิศทางเดียวกัน รวมถึงคำนึงในมิติหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ตั้งแต่ภาษีหนังสือ ค่าเช่าพื้นที่ ไปจนถึงมาตรการส่งเสริมการอ่าน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในเมืองคือผู้ขับเคลื่อน หากเป็นย่านสร้างสรรค์ก็ต้องมีนักสร้างสรรค์อยู่ในย่านนั้น

ฟิวส์สะท้อนบทเรียนจากการทำงานพัฒนาเมืองว่า “ถ้ามองในมิติเมือง ปัจจัยที่ขับเคลื่อนได้แรงที่สุดคือนโยบายหรืออำนาจจากภาครัฐ อันนี้ใหญ่สุด แล้วอีกสองส่วนค่อยตามมา อย่างที่สองคือ นวัตกรรมด้านการออกแบบเชิงกายภาพ เพราะเมืองคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ธรรมชาติไม่ได้สร้าง ดังนั้นงานออกแบบ ทั้งสินค้า บริการ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นจึงมีบทบาทสำคัญมาก

“ส่วนสุดท้ายคือเรื่องที่ฝังรากลึกและยากที่สุด คือทัศนคติต่อพื้นที่สาธารณะ เช่น ต่อให้ออกแบบทางม้าลายดีแค่ไหน ถ้าผู้ขับขี่ยังไม่เคารพคนเดิน กฎหมายอ่อนแอ งานออกแบบก็ช่วยไม่ได้ หรือจะรณรงค์ให้เมืองสะอาด แต่คนยังทิ้งขยะ ก็ไปไม่รอด เพราะสุดท้ายเมืองต้องพึ่งทั้งนโยบาย งานออกแบบ และทัศนคติต่อเมืองของคนไปพร้อมกัน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้”

แปลว่าแม้จะสร้างย่านหนังสืออย่างยิ่งใหญ่แค่ไหน หากไม่มีคนรักการอ่านหนังสือหลงเหลืออยู่ ย่านก็จะไม่ถูกให้ความสำคัญเท่าที่ควรในระยะยาว

No One Carry the City Alone

กว่าจะออกแบบย่านสร้างสรรค์ได้อย่างเข้าใจคนในพื้นที่และมิติเมืองแบบวันนี้ ทั้งคู่เล่าว่าทีม Cloud-floor เคยผ่านช่วงเวลาที่เฟลจากการอยากนำเสนองานออกแบบที่ทีมชอบ แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเมืองยังไม่เห็นด้วย
ฟิวส์เล่าถึงงานที่ทำให้วิธีคิดในการทำงานของทีมเปลี่ยนไป คือโปรเจกต์ช่วงตั้งบริษัทระยะแรก

“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราไปเสนอโครงการกับทาง กทม. เราคิดว่าปัญหาที่ใหญ่สุดในกรุงเทพฯ คือเรื่องรถติด เพราะเวลาเสิร์ชกูเกิลก็เจอเรื่องรถติด สมัยนั้นยังไม่มี BTS MRT เหมือนทุกวันนี้ คิดว่าเครื่องมือที่น่าจะแก้ได้คือรถสาธารณะ

“เราก็เลยออกแบบโปรโตไทป์เป็นงานกระดาษ เป็นรถต่อกันให้เหมือนงูที่เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ได้ เพื่อเปลี่ยนให้วินมอเตอร์ไซค์เป็นทางเลือก เพราะปัญหาของบ้านเราคือซอยย่อยเยอะ รถสาธารณะเข้าไม่ถึง คนเลยต้องนั่งมอเตอร์ไซค์หรือนั่งรถกะป๊อ ตอนนั้นยังไม่มีแอพฯ เรียกรถ เรารู้สึกว่าถ้ามีลูกสาวก็ไม่อยากให้เขานั่งวิน มันไม่ปลอดภัย ซึ่งปัญหานี้ทำให้คนเมืองรู้สึกว่า งั้นซื้อรถเองดีกว่า ก็เลยยิ่งเพิ่มปริมาณรถในเมือง”

โจเสริมว่า “เราตั้งชื่อโปรเจกต์ว่า Snake เอาจริงๆ พอมองย้อนกลับไป ถ้าตอนนั้นเราเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. เราก็คงตั้งคำถามเหมือนกันนะว่าไอเดียอะไรเนี่ย ตอนนั้นไฟพลุ่งพล่าน รู้สึกว่าทุกอย่างแก้ได้ เพราะเราเรียนดีไซน์มาเนาะ ดีไซน์คือต้องแก้ปัญหาได้ ก็เลยเสนอไอเดีย Snake ไป แล้วก็เป็นจุดเปลี่ยนเพราะโดนสอยกลับมา”

สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่คำชม แต่คือคำท้วงติงเรื่องความไม่เข้าใจเมืองในภาพรวม ไม่เข้าใจความซับซ้อนทางสังคม การบริหาร หรือแม้แต่การแก้ปัญหาเชิงระบบ แค่อยากนำดีไซน์ไปแก้ปัญหา แต่คำแนะนำที่ได้รับคือให้เริ่มจากพื้นที่ขนาดเล็กก่อน ค่อยๆ สร้างความเข้าใจบริบท แล้วจึงขยับสเกลงาน

การถูกปฏิเสธในไอเดียแรกๆ ทำให้ทั้งคู่ตั้งคำถามว่าเมืองยังมีความหวังหรือเปล่า แต่ก็เป็นโอกาสที่ทำให้กลับมาทบทวนว่า นี่คือวิธีการที่ถูกต้องหรือเปล่าในการทำงานด้านเมือง

บทเรียนสำคัญคือการเลิกมองตนเองเป็นนักแบกที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างไว้เพียงฝ่ายเดียว ในความเป็นจริง นักออกแบบไม่สามารถจัดการได้ทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องนโยบาย ทำได้เพียงกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้หรือเปิดพื้นที่สนทนา แต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง

เมื่อมองเห็นโครงสร้างที่มีหลายชั้นซ้อนกัน จึงจะยอมรับได้ชัดขึ้นว่าบางส่วนเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้ บางส่วนทำได้เพียงเชื่อมประสานหรือผลักดันเท่านั้น ความสำเร็จหรือความไม่สำเร็จไม่ได้เกิดจากการออกแบบล้วนๆ แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเชิงโครงสร้าง ผู้มีอำนาจ และบริบททางสังคม การเติบโตจึงหมายถึงการเลือกโฟกัสในสิ่งที่ทำได้ มองหา small wins เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทีละขั้น แทนการคาดหวังว่าจะพัฒนาเมืองทุกอย่างได้ในคราวเดียว

Beyond Urban Projects

แม้จะสนุกกับงานพัฒนาเมือง แต่ฟิวส์ยังเล่าว่าครึ่งหนึ่งของการทำงานในออฟฟิศยังคงเป็นงานสถาปัตยกรรม ทั้งอาคาร บ้าน โรงแรม และคาเฟ่ ล่าสุดคือร้านอาหาร ‘มัดสกล’ ที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งสะท้อนปรัชญาการทำงานของทีมได้ชัดเจน

“การออกแบบร้านอาหาร ‘มัดสกล’ ที่จังหวัดสกลนคร เป็นงานที่ตอบโจทย์ philosophy ของร้านเขา มันไม่ได้แค่ขายโปรดักต์ แต่ขายคุณค่า ขายเรื่องเล่าของพื้นถิ่น เพราะฉะนั้นคอนเซปต์อาหารก็มาจากชุมชนและวัตถุดิบในท้องถิ่น”

โจอธิบายว่างานที่สัมพันธ์กับเรื่องราวท้องถิ่นเป็นหนึ่งในงานที่ Cloud-floor ชอบ และทีมก็ค่อนข้างเลือกแนวงานที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยากทำมากกว่ารับทุกโจทย์ที่เข้ามา “สำหรับงาน ‘มัดสกล โจทย์ตั้งต้นคืออยากทำเป็น living room ของสกลนคร มัดความเป็นสกลและอีสานไว้ที่นั่น มันจึงไม่ใช่แค่โจทย์ออกแบบร้านอาหาร แต่ต้องเชื่อมโยงกับปรัชญาของเจ้าของว่าเขาอยากทำอะไร หรืออยากให้พื้นที่ออกมาแบบไหน อย่างร้านน้ำแข็งใส ‘ไสไส’ กับร้านกาแฟ Roots ที่ย่านประตูผี ตอนเริ่มก็คล้ายกัน คือเขามี philosophy ชัดเจนว่าจะใช้พื้นที่เป็นโชว์เคสของเรื่องราวชุมชนต้นน้ำที่ทำงานด้วย เราเลยรู้สึกแฮปปี้กับการทำงานแบบนั้น”

นอกจากงานอาคารแล้ว ยังมีงานออกแบบชั่วคราวอย่างพาวิลเลียนในเทศกาลออกแบบที่ทำร่วมกับ CEA ซึ่งแม้จะมีอายุสั้น แต่โจบอกว่าสิ่งสำคัญคือการสื่อสารประเด็นที่อยากสื่อกับสังคมในช่วงเวลานั้น

“พาวิลเลียนอยู่ได้ชั่วคราวก็จริง แต่เราต้องสร้าง statement บางอย่างให้กับช่วงเวลานั้น อย่างช่วงหนึ่งเราพูดเรื่องขยะพลาสติก ก็เอาประเด็นนั้นมาตีความเป็นงานดีไซน์ หรือช่วงที่พูดเรื่องมลพิษ ฝุ่น ก็ต้องแปลงประเด็นเหล่านั้นออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้

Silver Lining of City

เมื่อถามว่า หากย้อนเวลากลับไปในวันแรกที่ก่อตั้ง Cloud-floor ได้ อยากบอกอะไรกับตัวเองในวันนั้น ทั้งคู่สบตากันก่อนหัวเราะ เพราะหลังจากผ่านเรื่องราวการผลักดันงานพัฒนาเมืองมามากมาย มุมมองของแต่ละคนเป็นคนละทิศทาง

“ถ้าเกิดบอกตัวเองวันแรกได้ ก็อยากบอกว่า อย่าทำเลย”  ฟิวส์หัวเราะหลังคำตอบ

เหตุผลของฟิวส์ไม่ใช่เพราะไม่รักงานพัฒนาเมือง งานที่ทำยังคงมีคุณค่าและสนุก แต่เพราะนักออกแบบเมืองเป็นสายอาชีพที่ไม่มีแพร่หลายในไทยมาก่อน “day one ที่ตั้งบริษัทตอนที่กลับจากเยอรมนี เราคาดหวังว่า มันจะเกิดอาชีพที่เรียกว่า นักออกแบบเมืองขึ้นมา คิดว่าจะใช้ความสามารถที่พอมีมาทำบริษัทออกแบบที่เกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะ

“แต่ความจริงมันยังไม่มีอาชีพนั้นเลยในไทย มันถูกเรียกว่าสถาปนิกชุมชน มีแค่นักผังเมือง แต่ไม่ใช่นักออกแบบ แล้วภาพที่ออกมา มันดูเหมือนเป็นการช่วยเหลือมากกว่าอาชีพ ดูเป็นคนดีไปขอทุนคนโน้นคนนี้มาพัฒนาเมือง เดินตามชุมชนแออัดแล้วก็ทำโครงการขึ้นมา แต่จริงๆ แล้วเราไม่ใช่แบบนั้น เราก็เป็นคนทั่วไปที่มีความคิดสร้างสรรค์และอยากทำเป็นอาชีพ แต่เราก็รู้ว่ามันไม่ง่าย เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพยายามสู้มาถึงทุกวันนี้ มันก็กระท่อนกระแท่น โมเดลของบริษัทเราคือ 50% ต้องหารายได้จากงานออกแบบปกติที่มีการออกแบบอาคารมาช่วยเลี้ยงออฟฟิศ เพราะว่าอีก 50% ที่เราทำงานภาครัฐโดยตรง มันไม่พอ”

อีกมุมหนึ่งของผู้ร่วมก่อตั้งอย่างโจคือ ถึงงานจะเหนื่อย แต่ยังสนุกกับการพบปะคนจากหลายวงการอยู่ “คิดไม่เหมือนกันตรงที่ว่า ยังอยากทำอยู่ จุดตั้งต้นคือเราทำงานที่เมืองนอกมาก่อน แล้วรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ซึ่งจะต่างกับเมืองไทยมาก ขนาดบริษัทรถอย่าง MINI Cooper และ BMW ยังจ่ายเงินสถาปนิกเพื่อให้คิดว่าต่อไปเมืองจะเปลี่ยนไปยังไง เพราะมันสัมพันธ์กับการออกแบบรถของแบรนด์

“สมมติว่าอีก 10 ปี คนไม่ซื้อรถแล้ว แล้วแบรนด์จะทำรถต่อเหรอ หรือสนใจจะทำเป็นสกูตเตอร์แทน เพราะว่าคนอาจใช้ mobility รูปแบบเดียวมากขึ้น บริษัทเอกชนจึงลงทุนเพราะมองว่าสิ่งนี้มีคุณค่าในการสร้าง scenario ใหม่ของเมือง เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีการตัดสินที่สะดุด เช่น เทศบาลนี้ไม่ให้ทำ เกิดการเปลี่ยนผู้มีอำนาจตัดสินใจ ปัจจัยภายนอกที่ทำให้งานยากเหล่านี้มันไม่เคยเกิดขึ้นกับเรา เวลาเราทำงานที่เมืองนอก แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ที่ไทยคือ มันจะมีความยากในหลายหลายมิติอยู่

“แต่ด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนไม่ได้สนใจเรื่องเดียว สนใจสิ่งใหม่หลายเรื่องเป็นมุมกว้าง การทำงานเมืองเลยพาเราไปเจอมิติอื่นๆ ได้เยอะ อย่างเช่น ทำงานเมืองมา 10 ปี พอปีที่ 8 เราเพิ่งรู้ว่า อีกช่องทางของคำว่าเมือง มันคือเรื่องอาหาร เมืองพาเราไปเจอกลุ่มคนที่สนใจเรื่องอาหารโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะในแง่ผลักดันเรื่องความปลอดภัยทางอาหารในระดับนโยบาย หรือผลักดันอาหารในมุมสินทรัพย์ของท้องถิ่นและความคิดสร้างสรรค์ เพราะการที่เมืองอยู่ได้ มันต้องมีคนจากทักษะต่างๆ อยู่

“ก็เลยรู้สึกว่ายังแฮปปี้กับการตัดสินใจทำ Cloud-floor เพราะเราไม่ได้โฟกัสแค่อย่างเดียวแล้ว เราเป็นคนที่ความสนใจเปลี่ยนไปตามการเติบโตของตัวเอง อยากขยาย wisdom ของตัวเองให้เยอะ พอเจอคนเยอะเราก็แฮปปี้มาก ทำเรื่องหนังสือก็รู้สึกว่าแฮปปี้สุดๆ แล้วเราก็ยังอยากขยายเติบโตด้านนี้อีก”

เมืองจะเติบโตได้ดี ธุรกิจออกแบบเมืองจะยืนระยะได้ ก็ต่อเมื่อทุกคนในเมืองเห็นภาพตรงกันว่าการพัฒนาเมืองในระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ 

Writer

Culture-Centric Consultant, Cultural Decoder, Brand strategist, Narrative Designer, Craft Curator & Columnist, Design Researcher // Instagram : @rata.montre

Photographer

ทำงานให้งานมันท้อเรา ig : chinnakanc

You Might Also Like