Pop Boutique Hotel
เทรนด์ Boutique Hotel ยุคใหม่ ชนะใจเจนฯ Z ด้วยคอนเซปต์และแบรนด์ที่แข็งแรง
ในยุคที่การออกเดินทางไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนสถานที่นอนเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกไปหาแรงบันดาลใจและความทรงจำใหม่ๆ ธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ กำลังก้าวข้ามผ่านนิยามแบบเดิมๆ ไปสู่การเป็น lifestyle hotel และ concept hotel อย่างเต็มตัว ใครจะไปคิดว่าโรงแรมในวันนี้จะกลายเป็นทั้งอาร์ตแกลเลอรี สตูดิโออัดพ็อดแคสต์ หรือแม้แต่โลกแฟนตาซีที่หลุดออกมาจากหนังเรื่องโปรด
เทรนด์ที่น่าสนใจคือการที่ผู้ประกอบการไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงผู้ให้บริการที่พัก แต่สวมบทบาทเป็น curator หรือผู้คัดสรรประสบการณ์ หลายธุรกิจเลิกแข่งกันที่จำนวนดาวหรือความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่หันมาสู้กันด้วย unique selling proposition ที่ชัดเจนจนกลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้เข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนอพาร์ตเมนต์เก่าให้กลายเป็นพื้นที่รวมตัวของเหล่าครีเอทีฟ การดึงพลังงานทางอารมณ์มาดีไซน์ห้องพัก หรือการสร้างแบรนด์ให้แต่ละห้องนอนมีบุคลิกไม่ซ้ำกันเลย
ช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ Capital ขอพาไปเที่ยวบูทีกโฮเทลจากคอลัมน์ ‘พักดี’ พร้อมถอดรหัสกลยุทธ์ของ 3 ธุรกิจโรงแรมทั้ง Public House, The Fig Lobby และ Kitsch Hotel เพื่อดูว่าธุรกิจเหล่านี้มีวิธีคิดยังไงในการมัดใจนักเดินทางยุคใหม่ที่โหยหาเอกลักษณ์และประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีก
Public House : กลยุทธ์ In-Between Place กับการสร้างสรรค์กิจกรรมไลฟ์สไตล์

กลยุทธ์หลักของ Public House คือการวางตัวเป็น lifestyle hotel ที่ให้ความสำคัญกับ vibe และประสบการณ์มากกว่าแค่ฟังก์ชั่นการเข้าพัก โดยผู้ก่อตั้งตั้งใจให้ที่นี่เป็น in-between place หรือสถานที่ที่ผู้คนสามารถมาฆ่าเวลาได้อย่างสบายใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดหมายปลายทางหลักเสมอไป แต่เป็นพื้นที่ที่เข้ามาแล้วได้ไอเดียหรือคอนเนกชั่นใหม่ๆ กลับไป กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ส่วนกลางให้มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่มีความคิดและรสนิยมคล้ายคลึงกันให้มาเจอกัน แม้ไม่ได้เข้าพักก็สามารถเข้ามาใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบพื้นที่ที่เรียกว่า The Podcast Lounge สตูดิโอสำหรับอัดพ็อดแคสต์ การทำร้านขายแผ่นเสียงและอาร์ตแกลเลอรีในช่วงอีเวนต์ ล้วนเป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนให้แวะเวียนมาที่โรงแรมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเทรนพนักงานให้เป็นมากกว่าผู้ช่วยในโรงแรม แต่เป็นเจ้าบ้านที่แนะนำประสบการณ์ hidden gem ในกรุงเทพฯ ได้ลึกกว่าข้อมูลในกูเกิล เช่น การแนะนำอาร์ตแกลเลอรีลับๆ หรือร้านอาหารที่มีนักร้องดีๆ ตามรสนิยมของลูกค้าแต่ละคน เพื่อสร้างความทรงจำที่มีค่าสำหรับนักเดินทาง
The Fig Lobby : กลยุทธ์ Emotional Energy สร้างสมดุลพลังงานผ่านงานศิลปะ


The Fig Lobby เลือกใช้กลยุทธ์การสร้าง fluid space หรือพื้นที่ลื่นไหลที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้หลากหลายตามคุณค่าที่แบรนด์ยึดถือ โดยเน้นไปที่การสร้างคอมมิวนิตี้ผ่านงานศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ทำให้ที่นี่โดดเด่นคือการนำแนวคิดเรื่อง emotional energy หรือพลังงานทางอารมณ์มาใช้ในการออกแบบ โดยแบ่งประเภทห้องพักตามพลังงาน Masculine (หยาง) และ Feminine (หยิน) เพื่อให้ผู้เข้าพักเลือกห้องที่ตรงกับมู้ดหรือพลังงานที่อยากได้รับในขณะนั้น กลยุทธ์นี้เปลี่ยนการเลือกห้องพักจากการเลือกตามขนาดเตียงเป็นการเลือกตามอารมณ์
การออกแบบอาคารมีการใช้สีสันเป็นเครื่องมือหลักในการส่งผ่านพลังงาน เช่น The Red Room ที่ใช้สีแดงฉูดฉาดเพื่อสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและทรงพลัง หรือการออกแบบห้องน้ำแบบยูนิเซ็กซ์ในโซนล็อบบี้เพื่อประกาศจุดยืนการเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดเพศสภาพ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม Ice Bath บนดาดฟ้า ไปจนถึงปั้นเซรามิก เพื่อให้โรงแรมเป็นสถานที่ที่แขกได้กลับมาสะท้อนความคิดและดูแลจิตใจของตัวเองผ่านกิจกรรมที่มีคุณค่า
Kitsch Hotel : กลยุทธ์ Differentiation สร้างแบรนด์รายห้องสู่โลกวันเดอร์แลนด์

สำหรับ Kitsch Hotel กลยุทธ์ที่ใช้คือการสร้างความแตกต่างเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางสมรภูมิโรงแรมในย่านราชเทวีที่แข่งขันกันสูง ผู้ก่อตั้งที่มาจากสายแฟชั่นและโฆษณาเลือกที่จะไม่สู้ด้วยราคาแต่สู้ด้วยการสร้างสรรค์ประสบการณ์ โดยการสร้างแบรนดิ้งให้แก่ทุกห้องพักให้มีคอนเซปต์ดีไซน์ที่ไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่ห้องเดียว กลยุทธ์นี้มองว่าความแตกต่างไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดเดียวในตลาดที่เปี่ยมไปด้วย red ocean เพื่อเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ลูกค้าตั้งใจมาเพื่อนอนในห้องที่เลือกโดยเฉพาะ


ตัวอย่างคือการดีไซน์ห้องพักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์หรือศิลปะในตำนาน เช่น ห้อง Teddy ที่จำลองบรรยากาศหนังเรื่อง Moonrise Kingdom พร้อมโซฟาหมียักษ์ หรือห้อง Apple ที่ได้แรงบันดาลใจจากงานของ René Magritte ซึ่งมีโคมไฟรูปแอปเปิลลอยอยู่บนเพดานที่ติดกระจกสำหรับให้แขกเงยหน้าขึ้นมาถ่ายรูปเซลฟีได้ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ปลอกหมอนหรือชุด bathrobe ที่ออกแบบมาเฉพาะห้องนั้นๆ ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจจนอยากซื้อกลับบ้าน
เทรนด์ธุรกิจ boutique hotel ในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าความชัดเจนของแบรนด์และความกล้าที่จะแตกต่างคือกุญแจสำคัญ ทั้ง 3 โรงแรมเลือกที่จะไม่เดินตามสูตรสำเร็จเดิมๆ ของธุรกิจบริการ แต่หันมาใช้ต้นทุนทางความคิดสร้างสรรค์ (creative capital) ในการชุบชีวิตตึกเก่าและสร้างคุณค่าใหม่ให้กับย่านที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเป็นศูนย์กลางการสังสรรค์แบบ Public House พื้นที่ฮีลใจผ่านศิลปะแบบ The Fig Lobby หรือโลกแฟนตาซีที่เหนือความคาดหมายแบบ Kitsch Hotel ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ว่าในโลกธุรกิจยุคใหม่ประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้คือสิ่งที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายและกลับมาหาซ้ำอย่างแน่นอน
อ่านในเว็บไซต์ต่อได้ที่