นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

All You Can Eat

วัฒนธรรมบุฟเฟต์หลากหลายชาติ ตั้งแต่สแกนดิเนเวีย คาสิโนในลาสเวกัส จนถึงร้านหมูกระทะไทย

ทุกวันนี้คำว่า ‘บุฟเฟต์’ ดูเป็นศัพท์สากลที่คนต่างชาติต่างภาษาต่างพากันเข้าใจความหมายของมันได้โดยไว โดยไม่ต้องมีใครอธิบายว่ามันหมายถึงการกินได้โดยไม่อั้นจนกว่าคุณจะอิ่มท้อง อยู่ที่ว่ากระเพาะของคุณจะใหญ่เล็กหรือกินได้มากน้อยเพียงใด

ย้อนเวลากลับไปในอดีต คำว่า บุฟเฟต์ ยังไม่ใช่ศัพท์สากลที่ทุกคนเข้าใจกันอย่างกว้างขวางเช่นทุกวันนี้ บางคนบอกว่าการกินแบบบุฟเฟต์มาจากอังกฤษในสมัยยุคศตวรรษที่ 18 โดยในงานเลี้ยงจะมีโต๊ะเฟอร์นิเจอร์เล็กๆ แบบฝรั่งเศส ที่ใช้สำหรับวางอาหารและเครื่องดื่มในระหว่างที่แขกผู้ร่วมงานกำลังเพลิดเพลินกับบทสนทนา แขกผู้ร่วมงานก็จะยืนรับประทานอาหารและวางจานอาหารไว้ที่โต๊ะเล็กๆ นี้ และจิ้มกินอาหารไปด้วย พูดคุยกันไปด้วย โดยว่ากันว่าการยืนกินในลักษณะแบบนี้เรียกว่า The usual stand-up buffet supper

แต่อีกส่วนหนึ่งของโลกก็ว่ากันว่าวัฒนธรรมการกินไม่อั้นนั้นมีจุดเริ่มต้นที่สวีเดนราวยุคศตวรรษที่ 16 เชื่อกันว่ากลุ่มคนที่เป็นพวกพ่อค้าและคนชนชั้นสูงของสวีเดนมีการจัดเตรียมอาหารเรียกน้ำย่อยเพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญที่อาจจะเป็นคู่ค้า เพื่อนฝูง หรือแขกต่างบ้านต่างเมืองที่มาเยี่ยมเยือนก่อนที่จะถึงเวลามื้ออาหาร

และเจ้าอาหารเรียกน้ำย่อยที่จัดเตรียมไว้นี่แหละ คือที่มาของการกินบุฟเฟต์

อาหารเรียกน้ำย่อยที่จัดเตรียมไว้เหล่านี้ ชาวสวีเดนเรียกว่า brännvinsbord ประกอบไปด้วยขนมปังที่หั่นไว้แบบพอดีคำ ชีส เนย ปลา และเนื้อสัตว์รมควันต่างๆ เสิร์ฟเคียงคู่ไปกับแอลกอฮอลล์ที่ให้ดื่มเรียกน้ำย่อยแบบไม่อั้น ผู้คนจะเดินมาหยิบกินเมื่อไหร่และมากเท่าไหร่ก็ได้ โดยการเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยเหล่านี้เปรียบเสมือนการเปิดโอกาสให้เหล่าแขกทั้งหลายได้มีโอกาสยืนและพบปะพูดคุยกันก่อนที่มื้ออาหารจะเริ่ม

โดยปกติแล้วอาหารเรียกน้ำย่อยจะเสิร์ฟก่อนที่มื้ออาหารจริงๆ จะเริ่มสัก 2-5 ชั่วโมง และในบางกรณีก็จะจัดแยกห้องชาย-หญิงด้วย จึงมักจะเป็นโอกาสที่ดีที่แขกในงานจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ ทั้งอาหารเล็กน้อยอุ่นท้องก่อนมื้ออาหารใหญ่ และทั้งแอลกอฮอล์ที่เสิร์ฟแบบเบาๆ พอให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย

กระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 18 การเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยแบบ  brännvinsbord ถูกเปลี่ยนเป็นการเสิร์ฟอาหารที่เรียกว่า smörgåsbord โดยเจ้า smörgåsbord ถูกปฏิบัติให้เป็นหนึ่งในอาหารที่เสิร์ฟในมื้ออาหาร เป็นการเสิร์ฟอาหารแบบให้ผู้คนเลือกหยิบจับคู่ของอาหารต่างๆ ที่วางเรียงรายอยู่เพื่อรับประทานเอง ก่อนการเสิร์ฟอาหารมื้อหลัก โดยเจ้า smörgåsbord มักประกอบไปด้วยปลาหมักเกลือ ไข่ ผักและผลไม้

ก็เลยกลายเป็นว่า อาหารเรียกน้ำย่อยที่มีแอลกอฮอล์ที่เคยเสิร์ฟให้กินแบบไม่อั้นก่อนมื้ออาหารเริ่ม 2-5 ชั่วโมง ได้รับความนิยมจนเป็นหนึ่งในการเสิร์ฟอาหารที่ชาวสวีเดนหลงรักจวบจนทุกวันนี้

นอกจากในงานเลี้ยงสังสรรค์ของพ่อค้าวาณิช รูปแบบการจัดเลี้ยงอาหารเรียกน้ำย่อยแบบ smörgåsbord ได้แพร่หลายไปยังห้องอาหารโรงแรมและห้องอาหารสถานีรถไฟในสวีเดนในเวลาต่อมา และยังคงคอนเซปต์ให้แขกผู้เข้าพักหรือลูกค้าสามารถมาเลือกตักอาหารต่างๆ ทั้งปลารมควัน ไข่ ผลไม้ได้เองตามชอบใจ

จนกระทั่งในปี 1912 ปีที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกถูกจัดขึ้นที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน นอกจากการจัดแข่งกีฬาระดับโลกครั้งนี้จะเป็นการเปิดประตูรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสู่ความงดงามของประเทศสวีเดนแล้ว คนที่เดินทางมาจากทุกสารทิศทั่วโลกยังมีโอกาสได้เห็นและเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ ของคนสวีเดนด้วย รวมทั้งการเสิร์ฟอาหารแบบ smörgåsbord ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจคนหลายชาติหลายภาษาที่ได้มาเยี่ยมเยือนสวีเดนในคราวนั้น 

ปี 1939 การเสิร์ฟอาหารแบบ smörgåsbord ได้บินไกลมาทักทายคนอเมริกันถึงประเทศในงาน World Fair ที่จัดขึ้นที่นิวยอร์กในซุ้มของประเทศสวีเดน หรือ Swedish Pavillian เท่ากับว่าคนอเมริกันได้รู้จักการกินแบบให้คนเดินมาตักอาหารกินเองแบบเรื่อยๆ และคนสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์อาหารที่วางรายอยู่ตรงหน้าได้เองโดยอิสระ

ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานปรากฏแบบแน่ชัดว่ามีลูกจ้างของร้านอาหารหนึ่งในคาสิโนของเวกัสมาร่วมงาน World Fair ที่นิวยอร์กหรือไม่ แต่ในช่วงปี 1940 ร้านอาหารหนึ่งในลาสเวกัสที่ชื่อว่า El Rancho Vegas ได้ทำการเสิร์ฟอาหารแบบ smörgåsbord ให้เป็นแบบบุฟเฟต์ หรือเสิร์ฟแบบไม่อั้น จัดอาหารวางเรียงรายอยู่ตรงบริเวณในร้านและให้ลูกค้าสามารถเดินมาตักอาหารเองได้ตามใจชอบขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นร้านอาหารแห่งแรกในอเมริกาที่ขายอาหารแบบบุฟเฟต์ 

และผลตอบรับของการขายอาหารแบบ smörgåsbord ก็ดีเกินคาด ต่อมาจึงมีการขายบุฟเฟต์แบบจริงจัง คือมีการใส่อาหารชนิดอื่นเข้าไปด้วยที่เรียกว่า The Buckaroo Buffet ในคาสิโนที่ลาสเวกัส ขายในราคาเพียงหัวละ 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น การขายแบบบุฟเฟต์เต็มรูปแบบคราวนี้ของร้านอาหารในคาสิโนได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเคยจนทำให้คาสิโนได้เงินลดลง (ในช่วงเวลาที่คนพากันออกมากินบุฟเฟต์) แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ตรงที่คนตะลุมบอนมากินบุฟเฟต์ แล้วทำให้คนหายจากโต๊ะคาสิโน (เพราะสุดท้ายเขาเหล่านั้นก็กลับมานั่งเล่นพนันที่โต๊ะคาสิโนอยู่ดีหลังกินเสร็จ) ประเด็นสำคัญของการขายบุฟเฟต์หรือการนำร้านอาหารที่ว่าดีที่ว่าเด่น หรือที่ว่าดังมาไว้ในคาสิโนคือ การดึงดูดให้คนใช้เวลาอยู่ในคาสิโนให้ได้มากที่สุด 

เพราะการคนที่ใช้เวลาอยู่ในคาสิโนมาก หมายความว่า คนเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะเล่นพนันในคาสิโนมากขึ้น ดังนั้นอาหารจึงเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กที่ใช้ดึงดูดคนให้อยู่ในคาสิโน 

และการขายอาหารแบบบุฟเฟต์คือหนึ่งในแม่เหล็กก้อนนั้นที่ทำให้คนแห่พากันมาที่คาสิโน

ตัดภาพมาที่สยามประเทศแห่งอุษาอาคเนย์ ดูเหมือนกับว่าประชาชนบ้านเรารักการกินบุฟเฟต์กันแบบไม่ต้องสงสัย สังเกตได้จากความนิยมของการเปิดร้านอาหารบุฟเฟต์ในประเทศไทยที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตั้งแต่ร้านอาหารบุฟเฟต์แบบพรีเมียมตามโรงแรมห้าดาว ไปจนถึงบุฟเฟต์ที่หากินได้ทั่วไปแบบบ้านๆ แบบบุฟเฟต์หมูกระทะที่จ่ายได้ในราคาสบายกระเป๋าเพียงมื้อละไม่ถึง 200 บาท

ไม่ว่าบุฟเฟต์จะถูกเสิร์ฟที่ไหนก็ตามบนโลก จุดร่วมที่ดูคล้ายคลึงกันของโลกตะวันตกและตะวันออกคือ การกินบุฟเฟต์นั้นอนุญาตให้เราได้บริหารความคิดสร้างสรรค์และได้ลองในสิ่งที่หลากหลาย อาหารบางอย่างบางชนิดถ้าให้สั่งมาลองเองกับตัวแบบเต็มปริมาณเราก็คงจะไม่สั่ง แต่ถ้ามาในรูปแบบบุฟเฟต์เราอาจจะอยากลองตักมาชิมดูสักชิ้นสักคำ แถมยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้ผสมปนเปเมนูที่รักชอบได้แบบไร้ขีดจำกัดอีกต่างหาก

นอกจากการได้บริหารความคิดสร้างสรรค์ ได้เลือกที่รักมักที่ชัง คือตักแต่อาหารแบบที่ชอบ ไม่ตักอาหารแบบที่ไม่ชอบแล้ว การกินบุฟเฟต์ยังดูเป็นสวรรค์ของคนกินจุ เพราะคุณสามารถจ่ายเงินในราคาเดียวกันกับที่คนกินน้อย แต่คุณสามารถกินมันอย่างไม่อั้นจนอิ่มท้องได้ นี่คงจะเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่สุดที่ทำให้วัฒนธรรมการกินบุฟเฟต์ฟุ้งกระจายไปไกลทั่วโลก

จะการกิน cold cut และชีสบอร์ดแบบไม่อั้นที่สวีเดนหรือกินบุฟเฟต์ขาปูทะเลที่ลาสเวกัส หรือปิ้งย่างหมูกระทะแบบไม่อั้นที่เมืองไทย เชื่อว่าคุณจะได้อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งหัวใจเมื่อได้กินอาหารมื้อที่คุณชอบในแบบที่คุณคิดว่าใช่ ที่บุฟเฟต์อนุญาตให้คุณได้สร้างสรรค์ออกแบบมื้ออาหารเองได้แบบตามใจชอบ

อ้างอิง

Writer

อาจารย์ผู้สอนวิชา Introduction to World Cuisine ในมหาวิทยาลัย หญิงสาวผู้หลงรักอาหาร และโฮสต์รายการพอดแคสต์ชื่อ 'Bon Appétit ธุรกิจรอบครัว'

You Might Also Like