Pre-Wedding

Wedding Lists การวางแผนทางการเงินเมื่อคิดจะแต่งงาน

ช่วงนี้คนแต่งงานกันเยอะมากค่ะ มีคำถามจากทางบ้านเรื่องการวางแผนทางการเงินเมื่อคิดจะแต่งงาน ซึ่งถ้าการวางแผนทางการเงินคือการวางแผนชีวิต คำถามนี้จึงเป็น เราควรจะวางแผนชีวิตอย่างไรเมื่อคิดจะแต่งงาน

เมื่อไหร่ที่พูดถึงเรื่องแต่งงาน ชีวิตจริงค่อนข้างจะแตกต่างจากหนังและละครมากเลยใช่ไหมคะ ฉากแต่งงานของคู่บ่าวสาวที่ทั้งหล่อและสวยแบบตอนจบในละครนั้นแสนแฮปปี้เอนดิ้ง แต่ชีวิตจริงนั่นคือจุดเริ่มต้นของคนสองคนที่แตกต่างกันและมาเจอกัน

ใช่ค่ะ ก่อนแต่งงานนั้นเป็นเรื่องของคนสองคน แต่หลังแต่งงานนั้นเป็นเรื่องของคนสองกลุ่ม และความยุ่งเหยิงทั้งหมดก็เริ่มต้นมาจากตรงนั้น แต่ไม่เป็นไรค่ะ กว่าจะไปถึงตอนนั้น เราล้วนอยากได้ตอนจบที่สวยหรูก่อน 

หลายคนอาจจะสนใจว่าในขั้นตอนเตรียมงานนั้นต้องมีอะไรบ้าง

แต่เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องที่อยู่ก่อน ว่าเมื่อแต่งงานกันเรียบร้อยแล้วเราจะไปใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน คนหลายคู่อาจจะอยากแยกไปอยู่กันเองสองคน ซึ่งถ้าฐานะที่บ้านอำนวยก็เป็นเรื่องที่คนทั้งคู่มีความสุขแน่นอน

สิ่งที่เราอยากบอกก็คือการแต่งงานเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในชีวิต ในฐานะนักการเงินขอแนะนำว่า หากทำได้คู่แต่งงานใหม่ควรจะอยู่กับครอบครัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน หรือเช่าบ้านและคอนโด เพื่อทดสอบอะไรหลายๆ เรื่อง เพราะการที่ใครสักคนหรืออาจจะเป็นคนทั้งคู่ต้องย้ายที่อยู่ก็ควรศึกษาทำเลและลักษณะบ้านที่ต้องการ หรือแม้แต่เรียนรู้การอยู่ร่วมกันไปก่อนสักระยะหนึ่ง ไม่ค่อยอยากแนะนำให้คู่แต่งงานใหม่ต้องมีภาระเรื่องการซื้อบ้านตั้งแต่ปีแรกๆ ของการแต่งงาน

สำหรับคนที่อยากมีบ้าน เราแนะนำว่าควรจะมีบ้านหลังแรกก่อนอายุ 35 ปี เพราะฉะนั้นถ้าถอยหลังกลับไป อายุที่เหมาะสมจะแต่งงานคือช่วง 27-36 ปี (แต่ถ้าไม่แต่ง 45 ปีก็ยังพอได้ เพราะอายุ 40 ปีเดี๋ยวนี้ก็ยังดูหนุ่มสาวกันอยู่) เพราะเราคิดว่าลงตัวด้วยกันทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเป็นวัยที่ค่อนข้างชัวร์แล้วว่าชอบทำงานอะไร ไลฟ์สไตล์แบบไหน ลักษณะบ้านที่อยู่เป็นอย่างไร ทำเลควรจะอยู่ที่ตรงไหน

คำถามต่อมาที่คนมักจะถามเสมอก็คือ แล้วเมื่อไหร่ควรมีลูก

เราคิดว่าอายุที่เหมาะแก่การมีลูก อย่างช้าที่สุดคือ 37 ปี

เหตุผลที่ต้องอายุ 37 ปี เพราะคาดหวังว่าวันที่เราอายุ 60 ลูกเราน่าจะเรียนจบปริญญาตรีพอดี เป็นการตอบคำถามในมุมของการวางแผนทางการเงินอย่างเดียวเลยนะคะ จะได้ไม่มีห่วง คือคุณอาจจะแต่งงาน 35 มีลูกอายุ 37 เพื่อให้เขาจบปริญญาตรีพอดีตอนเราอายุ 60 ปี

ย้อนกลับไปเรื่องแต่งงาน เมื่อได้เจอคนที่รักใคร่ชอบพอแล้ว และคิดจะใช้ชีวิตร่วมกัน คำถามสำคัญในบทความนี้คือ เราจะจัดงานแต่งงานกันแบบไหน

สำหรับสังคมไทยแล้ว บางทีงานแต่งงานไม่ใช่งานของเรานะคะ แต่เป็นงานของพ่อแม่ ขอให้ตระหนักถึงเรื่องนี้ให้ดี เรามักจะเห็นการแก้ปัญหาด้วยการแยก งานช่วงดึกหรือ after party เป็นงานสำหรับเพื่อนๆ และงานช่วงกลางวันหรือเย็นเป็นงานสำหรับพ่อแม่ เพื่อให้สะดวกแก่การดูแลแขกผู้ใหญ่ และการจัดเลี้ยงรับรองงานที่มีแขกผู้ใหญ่จำนวนมาก อาจจะต้องจัดโต๊ะบุฟเฟต์หรือโต๊ะจีน แทนงานเลี้ยงลักษณะค็อกเทลเพราะหากแขกผู้ใหญ่จะต้องยืนรับประทานอาหารคงไม่สะดวก การจัดเลี้ยงก็เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก บางงานสูงเป็นหลักล้านบาท ซึ่งเราไม่มีคำแนะนำอะไรเพราะถือเป็นความพอใจของคนทั้งสอง และการทำความเข้าใจร่วมกันว่างานนี้ได้สร้างความทรงจำที่ดีครั้งเดียวในชีวิต

สิ่งที่คู่รักต้องคิดถึงก็คือ งานแต่งที่ต้องการเป็นงานลักษณะแบบไหน ต้องเทคแคร์ใครบ้าง

ปัจจุบัน ทางเลือกในการจัดมีเยอะมากนะคะ เริ่มจากเรื่องอาหาร ถ้างานต้องการเทคแคร์เฉพาะแขกผู้ใหญ่ ก็อาจจะมีโต๊ะอาหารสำหรับผู้ใหญ่สัก 10 โต๊ะก็น่าจะเหลือเฟือ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ต้องการโต๊ะจีนเพื่อเทคแคร์แขกผู้ใหญ่ แต่ก็ชวนแขกทุกคนมางานเดียวกันนี้ด้วย ทำให้จำนวนโต๊ะจีนจาก 10 โต๊ะกลายเป็น 50 โต๊ะ เกิดเป็น cost จำนวนมหาศาล แต่เราก็จะเห็นว่าในบางงานตั้งใจจัดเลี้ยงแบบค็อกเทลผสมกับเลือกสรรอาหารจากร้านหรือแบรนด์ดังมาเปิดบูทอาหาร ทำให้งานออกมาน่ารัก อาหารก็เพียงพอเลี้ยงรับรองแขก ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่มากจนเกินไป 

เรื่องต่อมาคือสถานที่จัดงาน หากไม่ต้องการจัดในโรงแรม 4-5 ดาว หลายคนก็นิยมสถานที่เอาต์ดอร์ เช่น จองปิดร้านอาหารสักร้าน เลือกร้านที่อาหารอร่อย ทานง่าย บางร้านมีสวนน่ารักให้บรรยากาศที่ดี บางงานแจกปิ่นโตเป็นของชำร่วย ให้แขกใช้เป็นภาชนะตักอาหารทานในงานหรือตักกลับบ้านได้ บางงานก็แจกต้นไม้เล็กๆ เป็นของชำร่วยให้แขกไปปลูก 

เราเคยเจอบ่าวสาวคู่หนึ่ง ครอบครัวให้ budget งานแต่ง 4 ล้านบาท พวกเขาขอนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาค ส่วนหนึ่งนำไปท่องเที่ยวทริปต่างประเทศ แล้วทำแค่การ์ดหรือโพสต์เฟซบุ๊กบอกทุกคนว่าเราแต่งงานกันแล้วนะ เผอิญเป็นช่วงโควิดด้วยพวกเขาก็บอกเพื่อนๆ ว่าเดี๋ยวเราเที่ยวเผื่อนะ แล้วจะส่งรูปให้ ขณะที่เพื่อน ๆ ก็มาอวยพรกันเต็มไปหมดเลย

จริงๆ แล้วตรงนี้แหละค่ะที่เราอยากบอกว่าเป็นสิ่งที่สำคัญกับงานแต่งงาน

นั่นคือ คนสองคนต้องคุยกันให้เข้าใจ แล้วไม่ใช่แค่คนสองคน ครอบครัวทั้งสองฝ่ายด้วย แน่นอนว่าครอบครัวของบางฝ่ายอาจจะอยากให้จัดงานเลี้ยงแขกแบบนี้ นี่คือบททดสอบแรกของคู่รักที่กำลังจะแต่งงานกันทุกคู่ คือจัดงานแต่งงานอย่างไรให้ไม่ทะเลาะกัน หรือถ้าทะเลาะกัน ก็หาวิธีแก้ไขข้อขัดแย้งนั้นให้ได้

ถัดจากเรื่องสำคัญอย่างเรื่องการจัดงานแต่งงานและเรื่องแขก เรื่องต่อไปก็คือเจ้าสาวกับชุดแต่งงาน ไม่ว่าจะลูกไม้ผ้าถุงธรรมดาไปจนถึงชุดที่ตัดเย็บหรูหราระดับโอต์กูตูร์ 

ความจริงที่ว่านี่เป็นงานครั้งเดียวของเจ้าสาว และเธอคงไม่มีโอกาสใส่ชุดแบบนี้ที่ไหนอีก เพราะฉะนั้นจะลงทุนซื้อ ตัด เก็บไว้เป็นมรดกลูกหลาน อันนี้ก็แล้วแต่ บางคนอาจจะคิดว่าใช้ครั้งเดียวแทนที่จะตัดก็เป็นเช่าตัด บางคนอาจจะเช่าเลย บางคนอาจจะไม่ต้องการความหรูหรา ขอแค่ชุดเรียบ เช่น สูทสีขาว ไว้ใส่เป็นชุดทำงานอื่นได้ 

แทนที่จะตอบว่าอะไรเหมาะสม เราอยากให้ลองเริ่มคุยกันเรื่องงบประมาณที่มี (budget) ก่อนไหม ว่าทั้งคู่จะใช้เงินสำหรับงานนี้เท่าไหร่ เพื่อให้งานแต่งที่อยากได้พอดีกับ budget ที่มี ซึ่งจะช่วยทำให้เรารู้ได้ว่ามีอะไรที่ทำได้บ้าง และเราจะลำดับความสำคัญอย่างไร อะไรสำคัญที่สุด ถ้าอันดับหนึ่งของงานแต่งของคุณคือชุดแต่งงาน เงินก็อาจจะไปที่ชุดแต่งงาน เรื่องอื่นไม่มีความหมาย เพราะงานที่อยากได้และ budget ที่มี เราอาจจะเก็บไว้ไปฮันนีมูน

สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรคาดหวังเลยคือ ซองที่มาช่วยงานแต่งหรือของขวัญให้ถือว่าได้ก็ดี แต่เราไม่ได้ต้องการตรงนี้ เราต้องการให้เพื่อนฝูงมาสนุกกัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อเวลาผ่านไปสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นความทรงจำ สิ่งที่เราอยากได้ก็คือความทรงจำที่ดีมากๆ เพราะฉะนั้นหลายคนก็พยายามจะบันทึกภาพ ถ่ายวิดีโอ หลายๆ อย่าง 

เพราะฉะนั้นงานแต่งงานที่ดีเริ่มต้นจาก เจอคนที่ใช่

การนั่งคุยกันอย่างจริงจังถึงงานแต่งที่อยากได้และอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมกับงบประมาณสำหรับการจัดงานที่มี มั่นใจได้เลยว่าถ้าได้ทำแบบนี้ร่วมกัน ก็เหมือนกับเราเริ่มวางแผนชีวิตแล้ว คุณวางแผนชีวิตได้จากงานแต่งงานของคนสองคนนี่แหละ

ถ้าให้พูดตามประสานักลงทุน แม้งานแต่งงานจะไม่ได้ทำให้เกิดกำไรทางตัวเลข แต่คุณจะได้คนที่รักมาอยู่เคียงข้าง 

โดยสรุปแล้วถ้าเราจัดงานแต่งงานภายใต้ budget ผลตอบแทนก็คือความทรงจำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ โดยเฉพาะกับเรื่องความสัมพันธ์ ความรักของคนในครอบครัวแล้ว งานแต่งงานคือวันวันหนึ่งที่สำคัญเพราะทำหน้าที่สร้างความทรงจำดีๆ เหล่านั้น อย่าให้มันเป็นแค่ just a moment แต่ขอให้เป็นสิ่งที่ทั้งชีวิตยังไงก็จะไม่ลืม

ความสุขในชีวิต ไม่มีใครจะให้คุณได้ยกเว้นตัวคุณเองเท่านั้น 

นึกออกไหมคะ คุณคาดหวังนู่นนั่นนี่ กดดันตัวเองให้ต้องทำนู่นนี่เยอะแยะ แต่จริงๆ แล้ว as long as คุณสองคนมีความสุข เรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีความหมาย งานที่เกิดขึ้นวันนั้นอาจจะไม่ใช่งานใหญ่โต ไม่ต้องมีแขกผู้ใหญ่มาเยอะแยะรุงรัง แต่ขอให้คุณสองคนมีความสุข นั่นก็ดีที่สุด

Writer

อุปนายกสมาคมนักวางแผนทางการเงินไทย กรรมการอิสระ และที่ปรึกษาทางการเงินผู้อยากให้คนไทยหันมาวางแผนทางการเงิน ขณะเดียวกันเธอก็เชี่ยวชาญในการวางแผนอ่านหนังสือและดูซีรีส์อย่างไรให้จบภายในหนึ่งคืน

Illustrator

กราฟฟิกที่พยายาม ประคองสติ เพื่อค้นหาสไตล

You Might Also Like