Manga Created

จดหมายรักและความเชื่อตลอด 75 ปีของ ‘วิบูลย์กิจ’ สำนักพิมพ์ผู้สร้างความบันเทิงผ่านมังงะ

กลิ่นหมึกจากเครื่องพิมพ์ สัมผัสตอนพลิกรีมกระดาษ ฝึกความอดทนจากการรอการ์ตูนเล่มวางขาย และช่วงเวลาลุ้นระทึกว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินยังไงต่อ เหล่านี้คือความคลาสสิกที่นักอ่านคุ้นเคยดีในยุคที่ความบันเทิงมีให้เลือกไม่กี่อย่าง 

ย้อนความกลับไปเมื่อหลายสิบปีที่แล้วในยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์เฟื่องฟู ชื่อของ ‘วิบูลย์กิจ’ คือสำนักพิมพ์แรกๆ ที่บุกเบิกนำเข้าหนังสือการ์ตูนจากประเทศญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า ‘มังงะ’ (Manga) เข้ามาให้เด็กๆ ได้ตื่นเต้นตาลุกวาว 

เริ่มด้วยขบวนพาเหรดซูเปอร์ตั้งแต่เดชไอ้มดแดงถึงยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ขยับมาเป็นแนวโชเน็นหลากหลายอรรถรส ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน, คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา, ก้าวแรกสู่สังเวียน มาจนถึงยุคของ Attack on Titan หรือ Blue Lock ขังดวลแข้ง ที่ว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวตลอดระยะเวลา 75 ปี ที่วิบูลย์กิจตีพิมพ์หนังสือการ์ตูน 

จากเล่มสู่เล่ม จากนักอ่านรุ่นเก่าถึงรุ่นใหม่ จากบนหน้ากระดาษพัฒนาสู่บนหน้าจอดิจิทัล เหนือสิ่งอื่นจิตวิญญาณของผู้ผลิตการ์ตูนยังคงอยู่ ด้วยความเชื่อที่ว่าพวกเขาเป็นมากกว่าสำนักพิมพ์ แต่คือ ‘ครีเอเตอร์’ นักสร้างความบันเทิงผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น

ในโอกาสครบรอบ 75 ปี เราชวน แตม–เจิมใจ พรพิบูลย์ ซีอีโอคนปัจจุบัน และ วุฒิ–วรวุฒิ วรวิทยานนท์ บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ มารำลึกเส้นทางการเติบโตของสำนักพิมพ์นี้ ความรักที่มีต่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น และเหตุผลที่ยืนหยัดธุรกิจจนถึงทุกวันนี้

ขอเชิญนักอ่านการ์ตูนมาอิ่มเอมความสุขไปพร้อมกัน

จุดกำเนิดของวิบูลย์กิจในวันที่มังงะในไทยผลิตจากการลอกลาย

“ธุรกิจของครอบครัวเราเริ่มจากการทำโรงไม้และโรงน้ำแข็ง กระทั่งปี 2494 จึงมาเริ่มกิจการโรงพิมพ์ทั่วไป ตอนนั้นเรายังไม่เห็นภาพว่าจะทำสำนักพิมพ์การ์ตูนด้วยซ้ำ” เจิมใจเปิดบทสนทนาด้วยการย้อนถึงจุดเริ่มต้นแรกสุดก่อนการกำเนิดวิบูลย์กิจ

อย่างที่เจิมใจกล่าว เมื่อ 75 ปีที่แล้วธุรกิจโรงพิมพ์ของครอบครัวพิบูลย์เริ่มจากการรับพิมพ์งานทั่วไปและรับทำบล็อกตะกั่วสำหรับงานเรียงพิมพ์ พิกัดตั้งอยู่ที่ย่านธุรกิจโรงพิมพ์ชุกชุมอย่างถนนวิสุทธิกษัตริย์ 

กระทั่งปี 2517 โรงพิมพ์ภายใต้การบริหารของ นวลจันทร์ พรพิบูลย์ คุณแม่ของเจิมใจบังเอิญพบจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีกลุ่มเด็กนักเรียนชายจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลหอบหิ้วต้นฉบับการ์ตูนญี่ปุ่นเพื่อขอโอกาสตีพิมพ์ ด้วยความน่าสนใจประกอบกับยุคนั้นหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นยังไม่ได้หาอ่านง่ายนัก คุณแม่ของเธอจึงตัดสินใจตอบรับข้อเสนอ 

จากเหตุการณ์ที่ว่าจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ก่อนที่ในเวลาไล่เลี่ยกันจะคลอด ‘ทีวีไลน์’ นิตยสารการ์ตูนรายเดือน ขนาดประมาณหน้ากระดาษ A4 ที่ตีพิมพ์รวมเรื่องการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่แดนอาทิตย์อุทัย เช่น ไอ้มดแดง (มาสก์ไรเดอร์), อุลตร้าแมน และกันดั้มในภายหลัง ซึ่งบางโอกาสมีแถม ‘เปเปอร์คราฟต์’ ของเล่นที่ทำจากกระดาษซึ่งทีมบรรณาธิการเป็นคนประดิษฐ์เอง

ความน่าสนใจคือหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่ขายในไทยสมัยก่อนไม่ได้ตีพิมพ์จากไฟล์ต้นฉบับที่ต้นทางส่งมาจากแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยความที่เครื่องมือเทคโนโลยีไม่เอื้อเลยเกิดเป็นกรรมวิธี ‘ลอกลายเส้น’ ด้วยกระดาษไขจากหนังสือที่วางขายในญี่ปุ่น นั่นทำให้นอกจากการลอกลายเส้น นักวาดยังต้องกลับหน้ากระดาษให้เป็นขวาไปซ้ายตามวิธีการอ่านของคนไทย, ลงสีตัวละครบนปก, ทำเทคนิค ‘สกรีนโทน’ เพื่อสร้างมิติให้กับฉากในภาพ ไปจนถึงการแปลเนื้อหาจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย

“ช่วงแรกที่นิตยสารทีวีไลน์วางจำหน่ายผมยังเป็นคนอ่านอยู่เลย ก่อนที่ช่วงเรียนปี 1 จะมีโอกาสได้รู้จักกับพี่ที่วาดให้กับนิตยสารทีวีไลน์ เจ้าของนามปากกา พจน์สรนาถ ผมถึงมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในกองบรรณาธิการของทีวีไลน์ และได้รู้ว่าคนทำงานทุกคนที่นี่คือคนที่รักการ์ตูนมากๆ บางคนนอนกินอยู่ที่โรงพิมพ์กลับบ้านแค่ตอนเสาร์-อาทิตย์ (ยิ้ม)” วรวุฒิเสริมในมุมของตนเอง

จากนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ สาขาเทคโนโลยีการพิมพ์ การถ่ายภาพและการภาพยนตร์ ผู้ชื่นชอบอ่านการ์ตูนที่วันหนึ่งเขาก็ได้รับโอกาสเข้ามาทำงานกับทีวีไลน์ ที่นั่นเขาได้เรียนรู้ทุกเทคนิคที่คนทำหนังสือการ์ตูนยุคนั้นต้องรู้จนช่ำชอง

การ์ตูนเรื่องซูเปอร์แมชชีนที่ต่อมาได้นำกลับมาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้ง

วรวุฒิบอกเล่าความทรงจำสีจางถึงยุคที่หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นราคาบนแผงอยู่ 5-10 บาท ซึ่งบรรณาธิการบริหารวิบูลย์กิจในวันนี้ให้คำนิยามว่า เป็นยุคที่การ์ตูนญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทย เกิดนักอ่านเฉพาะกลุ่มตามอ่านจริงจัง ผู้อ่านบางคนเลือกตามอ่านการ์ตูนจากนักแปลที่แปลได้อรรถรสถึงใจ ขณะที่นักวาดชาวไทยก็ได้ซึมซับเทคนิคลายเส้นจากนัดวาดการ์ตูนญี่ปุ่นไปในตัว นั่นทำให้นักวาดการ์ตูนไทยสามารถสร้างการ์ตูนกลิ่นอายแบบเดียวกับการ์ตูนญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเรื่อง ซูเปอร์แมชชีน ที่เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่เผยแพร่กับนิตยสารทีวีไลน์

ยุคเฟื่องฟูของวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น

ความสำเร็จของทีวีไลน์ นำมาสู่ไอเดียในการทำหนังสือการ์ตูนขนาด ‘พ็อกเก็ตบุ๊ก’ ตีพิมพ์รายสัปดาห์ ชื่อว่า เดอะซีโร่ ในปี 2527 ซึ่งเนื้อหาภายในเล่มเปลี่ยนจากการ์ตูนจบในตอนมาเป็นการ์ตูนร้อยเรียงเนื้อเรื่อง เช่น ดราก้อนบอล, ซิตี้ฮันเตอร์, โดราเอมอน และ ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ  

“สูตรสำเร็จของเรามาจากการติดตามนิตยสารการ์ตูนญี่ปุ่น ดูว่าในช่วงนั้นเขามีเรื่องไหนบ้างที่กำลังได้รับความนิยม ด้วยความที่ยังไม่มีกฎกติกาลิขสิทธิ์เข้ามาบังคับเราสามารถหยิบการ์ตูนของสำนักพิมพ์ไหนมาแปลก็ได้ 

“ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ภาพจำของผมและคนทำงานที่นี่คือวันไหนที่หนังสือออก ข้างหน้าโรงพิมพ์จะต้องมีพ่อค้าแม่ค้ามากางเต็นท์รอรับหนังสือไปขายต่อ บางครั้งมารอข้ามวัน จนเราต้องจัดสรรบัตรคิวเพื่อไม่ให้เขาทะเลาะกัน ขณะที่เครื่องพิมพ์ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คนทำงานก็ต้องเปลี่ยนกะกันมาเข้างาน” วรวุฒิเล่าให้เราฟัง

ยุคทองที่ว่านี้เองที่มีการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรมการพิมพ์ จาก letterpress มาเป็น offset printing ถ่ายโอนภาพต้นฉบับลงบนแผ่นฟิล์มแม่พิมพ์ แต่ในการผลิตที่รวดเร็ว แรงงานฝีมือคนก็ยังจำเป็นอยู่ เช่น การแต่งตัวหนังสือเอฟเฟกต์ เปรี้ยง ตูม ฮึบ ฯลฯ บนบอลลูนคำพูด ที่ต้องเขียนทับภาษาไทยลงบนต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งตัวหนังสือเอฟเฟกต์ที่มีลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของนักเขียน และภายหลังได้กลายเป็นซิกเนเจอร์ของวิบูลย์กิจโดยปริยาย

ซึ่งความหฤโหดของวงการสำนักพิมพ์การ์ตูนยุคนั้น คือ ‘ความเร็ว’ ใครหยิบต้นฉบับที่วางขายมาแปลได้ก่อนคือผู้ชนะ วิบูลย์กิจจึงต้องดั้นด้นเฟ้นหาต้นฉบับจากทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหรัฐฯ เพื่อแฟกซ์ส่งกลับมาที่ไทย วรวุฒิกล่าวติดตลกว่า เมื่อก่อนทีมงานต้องนอนเฝ้าหน้าเครื่องแฟกซ์รอต้นฉบับด้วยซ้ำ

“ความลับของเราสมัยก่อนที่ไม่เคยเผยให้ใครฟัง คือวิบูลย์กิจรู้จักบริษัทนำเข้าเครื่องถ่ายเอกสารและเครื่องแฟกซ์แทบทุกเจ้า เพราะเราต้องการคุณภาพความคมชัดจากต้นฉบับต่างประเทศให้ได้มากที่สุด หมึกต้องดำสนิท อย่างดราก้อนบอลที่มีต้นฉบับ 16 หน้า ทีมบรรณาธิการ 5-6 คนจะนอนรอเฝ้าหน้าเครื่องแฟกซ์ พอต้นฉบับถูกส่งมาทีมจะแปลทันทีหน้าต่อหน้า จากนั้นส่งไปให้ทีมกราฟิกแต่งภาพต่อ และส่งให้โรงพิมพ์ตีพิมพ์ทันที”  บก.บห.วิบูลย์กิจเล่าให้เราฟังอย่างออกรส

เผชิญกำแพงที่ชื่อว่า ‘ลิขสิทธิ์’

“ช่วงนั้นมีข่าวลือแพร่สะพัดว่ามีบริษัทหนึ่งในไทยได้ไปขอลิขสิทธิ์ตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อการ์ตูนของอาจารย์อาดาจิ (มิตสึรุ อาดาจิ) ที่เรากำลังตีพิมพ์รวมอยู่ด้วย 

“ด้วยความที่เรื่องของลิขสิทธิ์กับวงการหนังสือการ์ตูนยังเป็นเรื่องใหม่ เลยเกิดความวิตกกังวลว่าเราอาจจะต้องหยุดตีพิมพ์ คุณนวลจันทร์กับทีมเลยประชุมกันเรื่องนี้ สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือที่ผ่านมาวิบูลย์กิจทำแต่หนังสือการ์ตูนอย่างเดียว เราไม่มีโปรดักต์อื่นเลย ถ้าจะทำก็ต้องทำให้สุด งั้นเรามาทำเรื่องนี้ให้มันถูกต้อง จึงเกิดการไปเจรจากับสำนักพิมพ์ญี่ปุ่น”

จากที่วรวุฒิเล่ามาข้างต้นทำให้เห็นภาพว่า เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วในยุคที่วงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นในบ้านเราเฟื่องฟู ทำให้ทุกสำนักพิมพ์สามารถหยิบการ์ตูนเรื่องใดก็ได้มาแปล ใครก็อยากเข้ามาร่วมวงในธุรกิจนี้ จนกระทั่งมาเจอกับข่าวลือเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ จากเดิมที่ว่าใครเร็วกว่าได้แปลก่อน กลายมาเป็นต้องนึกถึงเรื่องความถูกต้อง

สิ่งที่วิบูลย์กิจลงมือแก้ปัญหาที่ว่า คือการบินไปคุยกับสำนักพิมพ์ผู้ถือครองลิขสิทธิ์การ์ตูน โดยวรวุฒิรับหน้าที่นี้ด้วยตัวเอง โดยสำนักพิมพ์แรกที่เปิดโต๊ะเจรจาคือ อาคิตะ โชเต็น (Akita Shoten) ที่ถือครองลิขสิทธิ์การ์ตูนเรื่องดัง เช่น เซนต์เซย่า, บากิ จอมประจัญบาน, เรียกเขาว่าอีกา, แบล็คแจ็คหมอปีศาจ ฯลฯ 

“พอเราไปเจรจาเราถึงได้รู้ว่า เขาไม่เคยให้ลิขสิทธิ์ตีพิมพ์กับใคร ข้อดีของการบินไปเจรจาด้วยตัวเองคือเราคุยภาษาคนทำกองบรรณาธิการ เขาสัมผัสได้ว่าเราเป็นคนรักการ์ตูนจริงๆ อย่างเราบอกว่าเราชอบ อุลตร้าเซเว่น ฝั่งเขาเองก็ชอบ มันเลยเกิดการเปิดใจพูดถึงปัญหาในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งทางนั้นให้ข้อเสนอมาว่า เพื่อให้ทุกอย่างมันถูกต้องคุณต้องหยุดผลิต หยุดขายการ์ตูนที่ละเมิดลิขสิทธิ์ก่อนนะ 

“อีกจุดหนึ่งที่ทำให้เขาเห็นถึงความตั้งใจเรา คือเราไม่ได้ผลิตแค่การ์ตูนญี่ปุ่น แต่เราผลิตแม็กกาซีนเกี่ยวกับเกม และนิตยสารการ์ตูนไทยที่ชื่อว่า ThaiComic ซึ่งเราทำมานานแล้ว เพราะเราเห็นว่านักวาดนักเขียนไทยเองมีฝีมือไม่น้อย” วรวุฒิเล่าถึงจุดเปลี่ยน

จากเหตุการณ์ในวันนั้นทาง อาคิตะ โชเต็น ยื่นข้อเสนอให้ทางวิบูลย์กิจยกเลิกผลิตหนังสือและนิตยสารการ์ตูนญี่ปุ่นในมือ โดยปราศจากการดำเนินคดีย้อนหลัง ทางวิบูลย์กิจตอบรับข้อเสนอพร้อมหยุดการตีพิมพ์ราว 1 เดือนเพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด กระทั่งปี 2535 ถึงได้สิทธิ์ตีพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ นั่นคือเรื่อง จิ๋วพลังอึด  (The Long Distance) การ์ตูนเกี่ยวกับกีฬาวิ่งมาราธอน ของอาจารย์มิยะ ทาเคชิ (Miya Takeshi) 8 เล่มจบ

การ์ตูนเรื่องจิ๋วพลังอึด

“ความสนุกของตอนนั้นคือเราบินไปหาบรรณาธิการบริหารของแต่ละสำนักพิมพ์ ไปพูดคุยทำความรู้จัก คุยกันเสร็จในที่ประชุมก็ไปดื่มกินกันต่อ กว่าจะได้กลับโรงแรมแทบจะถึงเช้าอีกวัน จากการเจรจาธุรกิจ กลายเป็นว่าเราได้มิตรภาพจากเขา (หัวเราะ)”

ไม่นานนักวิบูลย์กิจก็ได้ลิขสิทธิ์จากอีกสำนักพิมพ์ คือ โคดันฉะ (Kodansha) ซึ่งสำนักพิมพ์นี้ได้กลายมาเป็นพันธมิตรที่ดีจวบจนปัจจุบัน และที่สำคัญคือการ์ตูนหลายเรื่องจากสำนักพิมพ์โคดันฉะช่วยพยุงวิบูลย์กิจกลับมาอีกครั้ง เช่น คินดะอิจิกับคดีฆาตกรรมปริศนา, GTO คุณครูพันธุ์หายาก และ Shoot 

เหตุนี้เองวิบูลย์กิจจึงเป็นสำนักพิมพ์ไทยที่ได้ลิขสิทธิ์ตีพิมพ์การ์ตูนญี่ปุ่นอย่างถูกต้องเป็นเจ้าแรก พลันขึ้นแท่นสำนักพิมพ์ที่มีลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นในมือมากที่สุด มีกำลังมากพอตีพิมพ์ทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ และรายเดือน ซึ่งศักยภาพที่ว่าไม่เพียงทำให้ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่สถานการณ์วงการหนังสือการ์ตูนได้ขยับคึกคักตาม มีเด็กๆ เฝ้ารอหนังสือการ์ตูนหน้าแผง และเกิดธุรกิจเช่าหนังสือการ์ตูนตามมา

จิตวิญญาณของ ‘ครีเอเตอร์’ ผู้สร้างความบันเทิงผ่านการ์ตูนญี่ปุ่น

ธุรกิจหนังสือการ์ตูนก็เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา จากในยุคตลาดถูกครองด้วยการ์ตูนโชเน็น ดำเนินเรื่องด้วยวิถีลูกผู้ชาย นักเลงซัดกันหมัดต่อหมัด หรือแฟนตาซีชวนติดตาม มาสู่ยุคที่การ์ตูนแตกแขนงประเภทเนื้อหา ตัวเอกเกิดใหม่ในต่างโลก (Isekai), ความรักระหว่างชายกับชาย (Yaoi) หรือแนวปรัชญาการเมืองเข้มข้น (Seinen) ใดๆ ล้วนเป็นสิ่งที่คนทำการ์ตูนต้องปรับตัวให้เท่าทันกับความต้องการของนักอ่าน

“ในฐานะคนชอบอ่านและคนทำการ์ตูน เรารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สิ่งที่เราทำคือเข้าไปศึกษาว่าเทรนด์ของนักอ่านมีอะไรบ้าง คัดสรรหาบุคลากรคนทำงานที่สามารถเข้ามาถ่ายทอดบริบทใหม่ๆ ให้กับกองบรรณาธิการ 

“สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ปิดรับตัวเอง อย่างยุคผมเมื่อก่อนเริ่มจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ ขยับมาเป็นการ์ตูนแนวแอ็กชั่น อย่างการ์ตูนแนววายชายรักชายใช่ว่าภาพใหญ่ของเรื่องจะพูดถึงเรื่องเพศ มันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเนื้อหา แต่สิ่งที่มีอยู่คือแนวทางการเล่าเรื่องดราม่า โรแมนติก แฟนตาซี เหล่านี้ยังถูกสอดแทรกเหมือนการ์ตูนในอดีต” วราวุฒิกล่าว

นอกจากเรื่องของเนื้อหาที่เปลี่ยนไป ยังมีเรื่องของการปรับตัวจากเดิมที่หนังสือคือสื่อกระดาษ ใช้มือพลิกหน้า และสัมผัสรูปเล่ม เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลการ์ตูนจึงถูกยกไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่เรียกว่า E-book สไลด์อ่านบนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่งเป็นสิ่งที่วราวุฒิเล็งเห็นและพยายามนำวิบูลย์กิจปรับตัวตาม

“เมื่อก่อนเราหรือใครต่อใครเรียกตัวเองว่าเป็นคนทำหนังสือ เขียนหนังสือ แต่จริงๆ แล้วเรายึดถือผิดจุด ความจริงเราเป็นนักสร้างสรรค์เนื้อหาจากการ์ตูนต่างหาก เหมือนที่คนยุคนี้นิยามว่า อาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งแนวทางแทบไม่เปลี่ยนไปจากเดิม เราแค่นำเนื้อหามันมาเล่า ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมีเดียชนิดไหนต่างหาก” 

จากความคิดที่ว่าของวราวุฒิ วิบูลย์กิจจึงเฟ้นหาแนวทางจากโลกของปรินต์ติ้งขยับสู่ช่องทางออนไลน์ ไอเดียแรกเริ่มเดิมทีคือการให้นักอ่านจ่ายเงินออนไลน์เหมือนการใช้บัตรเติมเกม ทว่ายังหาจุดลงตัวร่วมกับสำนักพิมพ์จากฝั่งญี่ปุ่นไม่ได้ ก่อนที่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะพัฒนาแอพพลิเคชั่น E-book เป็นของตัวเอง และนำหนังสือไปขายบนแอพพลิเคชั่น Mobile E-book อย่าง Meb และ Ookbee

ผลปรากฏว่า E-book กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางทำเงิน นักอ่านได้ครอบครองการ์ตูนบางเรื่องที่ตามหาฉบับรูปเล่มไม่ได้อีกแล้ว, ประหยัดพื้นที่ในการสะสม และไม่จำเป็นต้องไปหาโหลดอ่านเถื่อนให้เสียเวลา 

จดหมายรักถึงเธอที่ชื่อว่าการ์ตูนญี่ปุ่น

ถึงตรงนี้มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสงสัย คือเหตุใดสำนักพิมพ์นี้ถึงสามารถยืนหยัดมาได้ถึง 75 ปี ผ่านการเจ็บตัว ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่ผู้เล่นในตลาดเดียวกันล้มหายตายจากไปเกือบหมด ซึ่งเจิมใจและวราวุฒิต่างให้เหตุผลตรงกันว่า คือ ‘ความรัก’ ที่มีต่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น ที่ทำให้พวกเขายังยืนอยู่บนเส้นทางนี้

“เราเคยคิดว่าเมื่อใดก็ตามที่วิบูลย์กิจจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน วันใดวันหนึ่งที่เราขาดทุนเราอาจถูกบีบให้ล้มเลิกกิจการ แต่สิ่งที่ทำให้เรายืนหยัดจนถึงทุกวันนี้คือเราทำการ์ตูนด้วยใจรัก ตลอด 30-40 ปีที่ผ่านมาเราสร้างนักอ่านหน้าใหม่ เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นนักอ่านสนับสนุนเรา สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าต่อเรามาก” เจิมใจกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เราทำมากันมาหลากหลายมากนะ ทำแต่การ์ตูนก็จริง แต่การ์ตูนแตกแขนงออกมาหลากหลายประเภท ในหัวของพวกเราไม่ได้มีแค่เรื่องปิดเล่ม มันมีเรื่องของมาร์เก็ตติ้ง การออกสู่ตลาด การทำให้คนอ่านรู้สึกสนุกมากขึ้น เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่เราเคยรู้สึก เหมือนครั้งหนึ่งที่เราเคยจัดงานประกวดคอสเพลย์เป็นเจ้าแรกของประเทศไทยในงานครบรอบ 40 ปี วิบูลย์กิจ, เคยร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์เข้าไปสอนนักโทษในคุกให้หัดวาดการ์ตูน เพื่อที่เขาจะนำความรู้ไปต่อยอดสร้างอาชีพ นั่นเป็นความสนุกในสายงานวิชาชีพที่มีมากกว่าแค่การทำหน้าที่บรรณาธิการ

“อีกสิ่งคือความยินดีที่ได้เห็นนักอ่านจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น เคยมีเด็กนักศึกษา 2 คนเข้ามาติดต่อขอลิขสิทธิ์คาแร็กเตอร์การ์ตูนของเราไปทำเกม เราให้คาแร็กเตอร์การ์ตูนญี่ปุ่นไม่ได้ก็จริง แต่เราให้คาแร็กเตอร์การ์ตูนไทยที่มีอยู่ในมือได้ ถ้าคุณทำได้ คุณประสบความสำเร็จค่อยกลับมาหาเรา ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จจริงๆ มันเลยเป็นความรู้สึกดีที่ได้ส่งต่อความรักไปถึงนักอ่าน และได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น” วรวุฒิทิ้งทายบทสนทนา

เสียงเครื่องจักรในโรงพิมพ์วิบูลย์กิจยังคงทำหน้าที่ต่อไป อนาคตไม่มีทางรู้เลยว่าสำนักพิมพ์นี้จะยืนระยะไปอีกกี่ปี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ก็คือพวกเขาได้สร้างความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความฝันผ่านหนังสือการ์ตูนเล่มแล้วเล่มเล่าให้แก่นักอ่าน ที่อาจกลายเป็นใครสักคนที่มีค่าต่อโลกใบนี้ไม่มากก็น้อย

เพราะการ์ตูนเป็นมากกว่ากระดาษและลายเส้น แต่เป็นเครื่องมือสร้างฝันอันทรงพลัง นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราหยิบการ์ตูนขึ้นมาอ่านไม่ว่าจะอายุจะล่วงเลยไปสักแค่ไหน

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like