บ้านญาติโฮสเทล
11 ปี The Yard Hostel สถานที่เชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คน ในวันที่ขยายบ้านญาติสู่เชียงใหม่
เมื่อลมหนาวพัดผ่านมาช่วงปลายปี 2025 เรามีโอกาสได้ไปเยือนเชียงใหม่และได้รู้จักกับ The Yard Hostel ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกลับไปเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสักคน เพราะทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปเราจะเจอสวนหญ้าขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง มีโต๊ะวางให้เลือกนั่งอย่างอิสระ และรายล้อมไปด้วยบ้านพักอันแสนอบอุ่น
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราที่สุด คือภาพบรรยากาศที่เหล่าคนแปลกหน้าหลากหลายเชื้อชาติต่างมาพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสนุกสนาน แม้แต่เจ้าของโฮสเทลแห่งนี้อย่าง ส้ม–อติพร สังข์เจริญ ก็ได้เดินทักทายแขกอย่างเป็นกันเอง
ทันทีที่เราได้พูดคุยกับเธอ ทำให้รู้ว่า The Yard Hostel ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่คือสถานที่ที่เปิดกว้างให้ผู้คนจากแดนไกลได้มาสานสัมพันธ์จนเกิดความผูกพัน หลายคนยอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาเจอกันทุกปี บางคนก็ได้พบรักและแต่งงานกันในโฮสเทลแห่งนี้
ก่อนที่เราจะทำความรู้จัก The Yard Hostel เชียงใหม่ ให้มากกว่านี้ ก็ต้องขอพาย้อนไปถึงต้นกำเนิดสาขาแรกอย่าง The Yard Hostel อารีย์ ที่มีหัวใจสำคัญเหมือนกันคือการมี common space หรือพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างอิสระ มีพื้นที่เอาต์ดอร์ คนมาอยู่ท่ามกลางแสงแดดและธรรมชาติ
เมื่อเราบินจากเชียงใหม่กลับมาที่กรุงเทพฯ ประจวบเหมาะกับที่ส้มก็บินกลับมาที่ The Yard Hostel อารีย์พอดิบพอดี ก็ขอถือโอกาสมาพูดคุยกันอย่างลงลึก ถึงการดีไซน์โฮสเทลแห่งนี้ให้ยืนระยะมาได้ถึง 11 ปี และกลายมาเป็นบ้านญาติอันแสนอบอุ่นที่มีเหล่าเครือญาติแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

ก่อกำเนิดเกิดบ้านญาติ
ย้อนไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ส้มเป็นวิศวกรที่เจอปัญหาเหมือนพนักงานประจำหลายๆ คน คือรู้สึกเครียดและกดดันในการทำงาน จนได้มาเห็นโฆษณาของเว็บไซต์หนึ่งคล้ายกับ Airbnb ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถครีเอตกิจกรรมอะไรก็ได้ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจมาร่วมกิจกรรม
“เราครีเอตกิจกรรมให้คนมากินข้าวที่บ้าน คือตอนเช้าเราก็ยังไปทำงานปกติ ตกเย็นมารับนักท่องเที่ยวไปทำอาหารกินกันที่บ้าน”
กลายเป็นว่าทำแบบนี้อยู่ 6 เดือน มีคนจองเข้ามาถึง 30 บุ๊กกิ้ง

“ตอนนั้นเราสนุกมาก แต่ละคนที่จองเข้ามาก็ชอบถามว่าไปพักที่ไหนดี มีคนหนึ่งเขามากินข้าวกับเราเสร็จก็หายไปอาทิตย์หนึ่ง แล้วอยู่ๆ ก็ติดต่อกลับมาขอไปนอนที่บ้านเราได้ไหม เพราะก่อนหน้านี้เขาไปพักที่หนึ่งแล้วเจอเจ้าของที่เป็นเหมือนฝันร้ายของเขา คือทำตัวไม่ดีเลย เขารู้สึกว่าอยากมาอยู่บ้านเรา เพราะทำให้เขาเหมือนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย รู้สึกอบอุ่น และอยากมีคนที่หัวเราะไปกับเขาได้”
เหตุการณ์นี้ทำให้ส้มกลับมามองย้อนถึงความรู้สึกตัวเอง ว่าเธอมีความสุขและผูกพันกับแขกที่มากินข้าวที่บ้านเช่นกัน ขนาดเวลาจะจากลากันทีหนึ่งแต่ละคนถึงกับร้องไห้ ทั้งที่เจอกันแค่ไม่นาน อยู่กันคนละประเทศด้วยซ้ำ จึงจุดประกายให้เธอออกจากงานประจำและหันมาทำธุรกิจโฮสเทล เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้
“เราไปหาสถานที่ทำโฮสเทลด้วยเงื่อนไขว่าเป็นไปได้ไหมที่จะเป็นที่ดินเปล่า จนมาเจอที่ตรงนี้อยู่ห่างจากปากซอยพหลโยธิน 5 ไม่กี่ร้อยเมตรและไม่ไกลจาก BTS อารีย์ เมื่อก่อนมันเป็นที่รกร้าง มีหญ้าขึ้นสูง มีรถเก่าๆ อยู่คันหนึ่งที่ต้นไม้ขึ้นเต็มรถไปหมด มีบ้านร้างที่เวลาคนเดินผ่านเขาจะชอบนึกว่าเป็นบ้านผีสิง” ส้มหัวเราะ

ดีไซน์บ้านญาติให้เป็นมิตรต่อธรรมชาติและผู้คน
ส้มหยิบสมุดภาพมาให้เราดู ข้างในเต็มไปด้วยรูปภาพสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นที่รกร้าง ก่อนจะกลายเป็น The Yard Hostel อย่างทุกวันนี้ ทั้งยกตู้คอนเทนเนอร์เก่ามาสาดสีสันใหม่ให้สวยงาม เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นในสวนก็เลือกหยิบของเก่ามาปรับใช้ แม้แต่ต้นไม้ทุกต้นเธอก็เป็นคนนำมาปลูกเอง จนผ่านไปถึง 11 ปี ต้นไม้เหล่านั้นก็กลายมาเป็นร่มเงาใหญ่ให้แก่สถานที่แห่งนี้
“เหตุผลที่เราเลือกใช้วัสดุเก่ามี 2 มุม ในมุมธุรกิจคือเราเช่าที่ตรงนี้เป็นสัญญา 3 ปี ถ้าอยากย้ายไปที่ไหนเราก็แค่ยกตู้คอนเทนเนอร์ออกไป อีกมุมหนึ่งคือเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เราก็อยากใช้สิ่งของซ้ำจนกว่าจะใช้งานไม่ได้”
คำพูดของเธอไม่ได้ดูเกินจริงไปนัก เมื่อเราหันไปเห็นป้ายบอกทางต่างๆ ในโฮสเทลแห่งนี้ ก็ทำมาจากปลอกหมอนเก่า ส้มเล่าว่าแม้แต่ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าม่านยังเลือกใช้ผ้าที่ทำมาจากผ้าเหลือใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้ผ้าทุกชิ้นในห้องมีสีสันและลวดลายแตกต่างกัน เหมือนกับโต๊ะและเก้าอี้ในสวนส่วนกลางที่เรากับส้มนั่งคุยกันอยู่นี้ แต่ละชิ้นใช้วัสดุคนละอย่างกันและถูกจัดวางเหมือนไม่ได้ตั้งใจ แต่นั่นแหละคือความตั้งใจของเธอ
“วันไหนที่น้องเขาจัดโต๊ะและเก้าอี้สีเดียวกันให้มาอยู่ด้วยกัน หรือจัดโต๊ะให้ตรงกัน แปลว่าวันนั้นเขาจัดผิด เพราะเคยมีวันหนึ่งเราทำเวิร์กช็อปกับน้องๆ แล้วถามเขาว่ามองที่นี่ว่าเป็นยังไง มีคำพูดหนึ่งโผล่ขึ้นมาคือคำว่าไม่เพอร์เฟกต์”


ส้มเป็นคนดีไซน์หลายๆ อย่างในบ้านญาติแห่งนี้ ด้วยคำถามที่ว่าทำไมเราต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในอาคาร จึงออกแบบพื้นที่เป็นรูปตัวแอล เน้นพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นเหมือนสวนขนาดย่อม เพื่อให้คนได้ออกมาดื่มด่ำกับแสงแดดและธรรมชาติ
ก่อนที่เธอจะพาเราเดินทัวร์ห้องพักที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละห้องกลับให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย จากหน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปจะเห็นต้นไม้รายล้อม แม้แต่ห้องที่เล็กที่สุดในโฮสเทลแห่งนี้ เธอยังพยายามดีไซน์ให้มีระเบียงเปิดออกไปรับลมด้านนอกได้
ข้างๆ กันคือบ้านสีขาวสไตล์วินเทจ ที่เธอบอกว่านี่แหละคือบ้านร้างตอนเช่าที่ดินแห่งนี้มา ส้มรีโนเวตและแบ่งห้องเป็นสัดส่วนได้ 3 ห้อง แต่บ้านหลังนี้เปิดรับเฉพาะแขกที่เคยมาเข้าพักแล้วเท่านั้น ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วบ้านญาติรองรับแขกได้สูงสุด 74 คน
“เราตั้งชื่อห้องเป็นบรรดาเครือญาติด้วย เช่น ห้องพ่อแม่ ก็จะเป็นห้องใหญ่ที่สุดในบ้าน ห้องหลานเป็นห้องที่มีอ่างอาบน้ำ ห้องเหลนก็จะเป็นห้องที่ไม่มีอ่างอาบน้ำ”

ขยายบ้านญาติสู่เชียงใหม่
นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เชียงใหม่ถือเป็นเมืองที่ส้มคุ้นเคยและไปบ่อยที่สุด รวมถึงแขกที่มาเยือนบ้านญาติเองก็มักจะไปเที่ยวที่เชียงใหม่ต่อเช่นกัน แต่แขกชอบมาเล่าให้เธอฟังว่าหาที่พักที่ตอบโจทย์ทุกอย่างเหมือนตอนมาพักที่โฮสเทลของเธอไม่ได้เลย ส้มจึงรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องขยับขยายบ้านญาติ เพื่อซัพพอร์ตที่พักให้กับแขกที่เธอรัก
“แขกที่เข้าพักจะชอบบอกว่ามาที่นี่แล้วนึกถึงเชียงใหม่ สุดท้ายแล้วต่อให้ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เวลาขยายบ้านไปสาขาใหม่มันก็จะมีความคล้ายกับเดอะยาร์ดที่อารีย์อยู่ดี เพราะมันมาจากสิ่งที่เราชอบ อย่างการมี common space หรือพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างอิสระ มีพื้นที่เอาต์ดอร์ คนมาอยู่กับท้องฟ้า แสงแดด เรื่องพวกนี้มันเกิดมาจากหัวจิตหัวใจของเรา แล้วส่งผ่านไปยังดีไซน์ของโฮสเทล”

ส้มเล่าว่าก่อนจะมีบ้านญาติเธอเคยตั้ง persona หรือลักษณะของแขกที่จะมาเข้าพักว่าเป็นคนแต่งตัวสบายๆ ต่อให้ใส่เสื้อผ้าหรือใช้ของอะไรที่มียี่ห้อ ก็จะไม่มีโลโก้มาแปะป้ายให้เห็นว่าใช้ของแบรนด์อะไร
มุมหนึ่งเป็นคนชอบดื่มกาแฟดำ เป็นคนขี้เกียจไม่ชอบไปตามจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวไปกัน อีกมุมเป็นคนที่ชอบนั่งพูดคุย ชอบปาร์ตี้ คนที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ เป็น NGO (คนที่ทำงานในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร) หรือเป็นช่างภาพ ซึ่งตั้งแต่เปิดมาแขกส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้น แม้แต่เรื่องชอบดื่มกาแฟดำยังตรงกับคาแร็กเตอร์ของแขก ถึงขนาดที่ทำกาแฟวันหนึ่งไว้ให้หลายๆ แก้ว
“ตอนหาสถานที่เปิดโฮสเทลในเชียงใหม่ เรานั่งดูจาก Google Maps Street View อยู่ทุกที่ทุกวัน จนมาเจอที่นี่เราก็ขับรถขึ้นไปเลย พอมองเห็นว่าต้นไม้มันเยอะดี เราก็ชอบมากเลย ทั้งที่ตอนแรกไม่คิดว่าจะมาเปิดในเขตเมืองเก่าแถวสี่เหลี่ยมคูเมือง ซึ่งมันถือว่าอยู่กลางเมืองมาก ต่างจากสาขาอารีย์ที่จะอยู่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น วัดพระแก้ว

“แต่ต้นไม้คือ priority แรกที่ต้องการและเราอยากได้พื้นที่โล่งมาทำเป็นสวนส่วนกลางด้วย เพราะเรามองว่าเดอะยาร์ดก็คือต้องมียาร์ด เป็นสนามหญ้าให้แขกมานั่งพัก ถ้าไม่มีรู้สึกเหมือนทำผิดสัญญาที่เราตั้งใจไว้”
หญิงสาวตรงหน้าเล่าให้เราฟังว่าเธอมีเวลาสร้างโฮสเทลที่เชียงใหม่เพียง 3 เดือนเท่านั้น เพราะมีแขกบอกว่าอยากมาเข้าพัก จึงเลือกใช้เป็น prefab คือบ้านที่ทำชิ้นส่วนต่างๆ มาจากโรงงาน เช่น ผนัง พื้น เสา แล้วยกมาประกอบกันที่หน้างาน
วิธีนี้ยังแก้ปัญหาจากเดอะยาร์ดอารีย์ได้ คือเรื่องความสูงของตู้คอนเทนเนอร์ที่มีจำกัดอยู่แค่ 2 เมตร 50 เซนติเมตร แต่ที่เชียงใหม่เธอสามารถออกแบบให้มีความสูงเพิ่มขึ้นถึง 3 เมตร 50 เซนติเมตร เพื่อรองรับแขกชาวต่างชาติที่มักจะสูงกว่าคนไทย และขยายห้องพักจำนวนมากขึ้นให้จุคนสูงสุดกว่า 88 คน


ญาติสนิทมิตรสหาย
เมื่อเราเอ่ยปากถามถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้ The Yard Hostel ยืนระยะมาได้ถึง 11 ปี ส้มตอบทันทีแบบไม่ลังเลว่าคือ ‘เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน’ เพราะเธอมองว่ามนุษย์โหยหาการสร้างความสัมพันธ์ ไม่อย่างนั้นแขกคนที่มาขอนอนบ้านเธอครั้งแรก คงไม่เลือกมาหาพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัย มีคนหัวเราะไปด้วยกัน
“หัวใจของโฮสเทลคือเรื่องของประสบการณ์ มันไม่เหมือนโรงแรมที่เราก็เข้าห้องนอน แล้วก็ตื่นออกไปเที่ยวข้างนอก แต่โฮสเทลคือการใช้ชีวิตร่วมกัน ทุกคนเขาตั้งใจมาแล้วว่าฉันจะได้คอนเนกต์กับคนอื่น ฉันจะได้เจอคนอื่น ฉันจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยน คือมันมาด้วยใจที่เปิด เราก็มีหน้าที่เปิดพื้นที่ให้เขา”
เดอะยาร์ดจึงไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือผูกพันกันแบบผิวเผิน ที่แค่แขกมาเข้าพักแล้วก็จากกันไป แต่เป็นสถานที่ที่พวกเขายอมบินข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาพักที่โฮสเทลแห่งนี้ในช่วงเวลาเดิมของทุกปี
ส้มเปิดสมุดภาพแล้วชี้ไปที่รูปของชายต่างชาติคนหนึ่ง ก่อนจะเล่าให้เราฟังว่า

“เขาชื่อวิลลี่ เป็นแขกคนแรกของเดอะยาร์ด เคยมาร่วมกิจกรรมกินข้าวที่บ้านเรา เราก็บอกว่าวิลลี่เรากำลังจะทำโฮสเทลแหละ อยากไปดูไหม เราพาเขามาที่นี่ตั้งแต่ยังสร้างไม่เสร็จ เขาบอกจะไปเที่ยวภูเก็ตสักสองอาทิตย์ ถ้ากลับมาแล้วเราสร้างเสร็จทันจะเข้ามาพัก เราก็เร่งสปีดรีบสร้างจนเสร็จทัน แล้วเขาก็มาพักจริงๆ
“ปีต่อมาเขาก็กลับมาพักที่นี่อีก เราเลยชวนแขกทั้งหมดที่เคยมาพักที่นี่ว่าเราจะจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวเซอร์ไพรส์ให้แขกคนแรกของเรา ทุกคนก็ทยอยกันกลับมา ซึ่งตอนนั้นเราเปิดโฮสเทลได้ปีเดียว แต่เราเจอความสัมพันธ์ที่ดีขนาดที่ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง ในงานนั้นเราทำเสื้อแจกทุกคน เป็นคำถามที่เราอยากถามเขา เช่น รู้ไหมว่าเรากินเบียร์กันมากี่ขวด เราคุยกันไปกี่เรื่อง ตอนพิมพ์ข้อความพวกนี้เราก็ร้องไห้นะ”
หญิงสาวเจ้าของบ้านญาติมองว่าถ้าเธอยังหัวเราะได้ ยังยิ้มให้กับธุรกิจนี้ได้ ยังร้องไห้กับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ก็แปลว่าธุรกิจมันยังไปต่อได้ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งเธอชินชากับการจากลา และมองว่าแขกแค่มาพักแล้วก็จากไปกลายเป็นไม่มีการสร้างสัมพันธ์กันต่อ ธุรกิจนี้ก็อาจจะไปไม่รอด
ตอนที่เรามีโอกาสได้ไปเยือนเดอะยาร์ดเชียงใหม่ เราได้เจอกับแขกหนุ่มสาวชาวต่างชาติคู่หนึ่งที่อุ้มเด็กน้อยมาด้วย ส้มเล่าให้เราฟังว่าพวกเขาพบรักกันที่เดอะยาร์ดอารีย์ และแต่งงานกันที่โฮสเทลของเธอ ทั้งคู่ชอบย่านนี้มากถึงขนาดวันแต่งงานนำร้านอาหารในย่านอารีย์มาเลี้ยงแขก และตั้งชื่อลูกคนแรกว่าอารีย์


“เราให้ความสำคัญกับแขกและเน้นสร้างความสัมพันธ์กับคนในชุมชนรอบๆ ด้วย เพราะเราทำธุรกิจคนเดียวไม่ได้ เราต้องมีเพื่อนด้วย อย่างตอนนี้ทุกวันอังคารจะมีสอนต่อยมวยให้แขกมาร่วมกิจกรรม ครูที่สอนก็เป็นคนที่อยู่ในย่านนี้นี่แหละ วันศุกร์ก็จะมีสอนโยคะ เป็นครูชาวอินเดียที่อยู่กับเรามา 11 ปี เมื่อก่อนก็จะมีทำกิจกรรมกับเพื่อนบ้านอารีย์ ให้คนเอาเสื้อผ้าเก่ามาแลกกัน”
อย่างเดอะยาร์ดเชียงใหม่เธอก็เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ทั้งนมจาก Chiangmai Freshmilk กาแฟจากลิ้มรสให้รู้ราก ซึ่งเป็นร้านที่ใช้กาแฟจากเชียงใหม่มาขาย เพื่อนำรายไปสนับสนุนคุณครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กและได้รับเงินเดือนน้อย
“เรามีการทำโครงการ Rest for Forest ด้วย คือถ้าเราไปจองใน OTA หรือแฟลตฟอร์มที่รวมโรงแรม ที่พัก เขาจะหักค่าเงินจากเราไปประมาณ 20% โดยปกติธุรกิจโรงแรมก็อยากให้ทุกคนมาจองโดยตรงกับที่พัก แล้วก็อาจจะลดราคาให้ 10% เราก็ได้กำไรเพิ่ม 10%
“คำถามคือเราอยากได้ 10% ตรงนั้น หรือแขกอยากได้ลด 10% จริงไหม ถ้าเราแบ่งเปอร์เซ็นต์ตรงนั้นออกมาเป็น 3 ส่วน เรายังได้กำไรอยู่นะ แต่เราได้เพิ่มแค่ 7% แขกก็ได้ลด 7% ที่เหลือเราก็นำเงินมาสนับสนุนโครงการป้องกันไฟป่าของชุมชนที่ป่าแป๋ จังหวัดลำพูน เป็นเรื่องที่เราทำมา 8 ปี ตอนนี้เรามีโฮสเทล 2 สาขา มีรายได้เพิ่มขึ้น ในอนาคตก็คิดว่าอยากขยับขยายไปช่วยชุมชนอื่นเพิ่มด้วย”

เธอมองว่าในการทำธุรกิจสามารถพลิกวิธีคิดให้ทุกคนได้รับผลประโยชน์ได้ เพราะไม่มีใครอยากสนับสนุนธุรกิจ เพียงเพราะอยากเห็นเจ้าของรวยขึ้น แต่ถ้าธุรกิจนั้นเติบโตขึ้น แล้วมีคนได้รับผลประโยชน์มากขึ้น ผู้คนก็อยากสนับสนุนธุรกิจนั้นมากกว่า
ในวันนี้ที่บ้านญาติเดินทางเข้าสู่ปีที่ 11 และขยายสู่สาขาใหม่ที่เชียงใหม่ ส้มย้ำว่าเธอยังยึดมั่นในความเชื่อเดิม คือการสร้างความสัมพันธ์กับแขกหรือที่เธอเรียกพวกเขาว่าเป็นเหมือนเครือญาติ ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทีมงานและชุมชนรอบข้าง ในอนาคตเธอก็หวังว่าจะขยายบ้านญาติไปยังเมืองต่างๆ เพื่อเชื่อมผู้คนจากแดนไกล ให้มาทำความรู้จักกันมากขึ้น