ไทยโนเสาร์

ตะลุย ‘Thainosaur’ มิวเซียมโลกล้านปี ที่อยากให้ผู้คนได้สัมผัสกับไดโนเสาร์พันธุ์ไทย 14 ชนิด

คอยาวกินพืช สี่ขาเกราะหนา สองเท้าตัวจิ๋วกินซาก หรือนักล่าฟันแหลมคม บรรดา ‘ไดโนเสาร์’ หลากหน้าตาต่างสายพันธุ์ ถ้าไม่นับที่เห็นในจอภาพยนตร์หรือของเล่น สิ่งเดียวที่เราจะพอเชื่อมโยงกับยักษ์ใหญ่จากดึกดำบรรพ์ก็คงจะมีแต่ ‘ฟอสซิล’ ที่ถูกขุดค้นพบจากใต้พิภพ

ทว่าในสายตาคนไทย เรื่องของไดโนเสาร์ดูจะเป็นประเด็นที่นอกเหนือจากความสนใจของคนกลุ่มใหญ่ ครั้งสุดท้ายที่เห็นเป็นปรากฏการณ์คงต้องย้อนกลับไปในช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park ภาคแรก (1993) ออกฉาย

จนเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวคราวการค้นพบฟอสซิลของ นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (Nagatitan Chaiyaphumensis) ไดโนเสาร์สายพันธุ์ซอโรพอด ณ บริเวณบ้านพนังเสื่อ ตำบลบ้านเจียง อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ด้วยสถิติไดโนเสาร์ตัวใหญ่ที่สุดที่เคยถูกค้นพบในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงมีการหวนกระแส ‘ไดโนฟีเวอร์’ อีกครั้ง

นึกภาพตามการจะได้เห็นโครงกระดูกยักษ์ใหญ่จากบรรพกาลด้วยตาเนื้อคงจะเป็นเรื่องยาก นอกเสียจากดั้นด้นไปถึงแหล่งที่ขุดค้นพบ กระทั่งขวบปีที่ผ่านมามีการเปิดตัว Thainosaurพิพิธภัณฑ์สัตว์โลกล้านปี บนพื้นที่เอเชียทีคฯ ที่ก่อตั้งโดย พิ–พิริยะ และ ออน–กรกมล วัชจิตพันธ์ สามีภรรยาและผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ท่าพิพิธภัณฑ์

ความน่าสนใจของที่นี่คือ นอกจากจะเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาดึกดำบรรพ์ใจกลางกรุงแล้ว ยังเป็นที่เดียวที่รวบรวมโครงกระดูกไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยที่ถูกค้นพบในไทยทั้ง 14 ชนิด หนึ่งในนั้นคือนาคาไททัน ซึ่งหลังจากการประกาศการค้นพบอย่างเป็นทางการไม่นาน โครงกระดูกยักษ์ความยาว 27 เมตรของมันก็ปรากฏตัวในนิทรรศการทันที

เราชวน พิริยะและกรกมลมาเล่าถึงเบื้องหลังการสร้าง Thainosaur ที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นนักสะสมฟอสซิล จนถึงวันที่ตั้งต้นอยากทำพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมโครงกระดูกไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย เพื่อให้คนไทยได้ใกล้ชิดดุจย้อนเวลากลับไปเมื่อโลกล้านปี

เด็กชายกับงานอดิเรกที่ชื่อว่า ‘ฟอสซิล’

“วันที่มีการประกาศการค้นพบนาคาไททันอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้นผมให้ทีมงานนำโครงกระดูกจำลองของมันเข้ามาไว้ในนิทรรศการ ตอนแรกเกือบจะนำเข้ามาไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะขนาดของมันถ้าตั้งตรงจะสูงเท่าตึก 7-8 ชั้น” 

พิริยะเริ่มประโยคบทสนทนากับเรา ในขณะที่สายตาของทั้งเขาและเราจับจ้องไปยังโครงกระดูกจำลองของนาคาไททัน ที่หากจับมันยืนตัวตรงคงไม่สามารถนำเข้ามาไว้ในห้องจัดแสดงได้ ท่าทางของมันจึงออกมาในลักษณะโน้มคอลง หางตวัดเป็นวงกว้าง ดูไปแล้วแทบไม่ได้ลดทอนความน่าเกรงขามของมันแม้แต่น้อย

ภายในห้องจัดแสดงของ Thainosaur ถูกจัดเป็น 3 โซนใหญ่ ทุกๆ ตารางนิ้วอัดแน่นไปด้วยโครงกระดูกจำลอง ฟอสซิลของจริง และหุ่นไดโนเสาร์ที่ผ่านการดีไซน์ตามหลักชีววิทยาที่มีการบันทึกไว้ ทั้งความสูง สรีระ และหน้าตา ทำเอาเผลอจินตนาการว่า ถ้ามันยังมีชีวิตอยู่มนุษย์อย่างเราจะเป็นยังไง

พิริยะและกรกมลพาเรามานั่งมุมหนึ่งในห้องจัดแสดง ก่อนจะเริ่มเล่าที่มาที่ไปในการทำพิพิธภัณฑ์โลกล้านปีแห่งนี้ ซึ่งพิริยะเผยว่า ก่อนที่เขาจะมาเป็นนักสะสมผลงานศิลปะอย่างที่เราเห็นกัน เขาเป็นเนิร์ดไดโนเสาร์ที่ตระเวนเก็บฟอสซิลของพวกมันตั้งแต่วัยเยาว์

“เขาเป็นไดโนซอร์แมนเลยล่ะ” กรกมลแซวสามีของเธอให้บรรยากาศผ่อนคลาย

“จริงๆ ผมเพิ่งเริ่มเก็บผลงานศิลปะได้สักประมาณ 10 กว่าปีนี้เอง” พิริยะชวนเราย้อนความ “ฟอสซิลไดโนเสาร์ผมเก็บมานานน่าจะเกิน 30 ปีแล้วล่ะ ผมก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ ที่วัยเด็กชื่นชอบไดโนเสาร์ ต่างกันตรงที่คนอื่นโตมาอาจจะลืมมันไป แต่ผมอยู่กับมันมาจนถึงตอนนี้ 

“มันเริ่มจากตอนเด็กที่คุณพ่อคุณแม่พาผมไปเดินพิพิธภัณฑ์ แล้วก็จะขอให้เขาซื้อพวกฟอสซิลอันเล็กๆ ที่ขายในร้านของฝากที่ระลึก พอเจอก็จะขอซื้อมาเก็บสะสมตลอด ผมยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้อยู่เลย ว่าฟอสซิลชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งมันยิ่งใหญ่มาก มองด้วยตาเปล่าอาจจะไม่รู้เรื่องว่ามันคืออะไร เป็นแค่ก้อนหินก้อนหนึ่ง แต่สำหรับเรามันคือสิ่งที่ชวนจินตนาการถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตจากยุคดึกดำบรรพ์

“จนกระทั่งช่วงที่ไปเรียนต่อไฮสคูลที่อเมริกา ตอนนั้นผมหารายได้เสริมด้วยการเป็นเด็กล้างจานในร้านอาหาร ได้เงินชั่วโมงละ 8 ดอลลาร์ฯ แล้วแต่ละวันผมล้างจานเยอะมาก เยอะจนเรามีเงินเก็บมากพอ ประกอบกับผมเรียนโรงเรียนประจำ นอนก็นอนในหอของโรงเรียน กินก็กินที่โรงอาหารของโรงเรียน ด้วยความที่เราเป็นเด็กก็ไม่รู้จะเอาเงินตรงนี้ไปทำอะไร จนนึกได้ว่าโรงเรียนเราอยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งใกล้กับพิพิธภัณฑ์ดังๆ เช่น สมิธโซเนียน ผมก็เอาเงินเก็บที่มีไปซื้อพวกฟอสซิลในร้านที่ระลึกตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เก็บจนฟอสซิลในคอลเลกชั่นเรามีมากขึ้นเรื่อยๆ

“พอมาถึงช่วงที่เรียนต่อมหาวิทยาลัย ผมมีโอกาสได้ไปงานงานหนึ่ง เป็นงานจัดแสดงเกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่ใหญ่มากในอเมริกา ลักษณะคล้ายกับงานมอเตอร์โชว์เลย แต่เปลี่ยนจากรถเป็นคนจากทั่วทุกมุมโลกมาเปิดบูทซื้อ-ขายฟอสซิลของไดโนเสาร์ ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดต่างๆ ผมก็นำเงินเก็บที่มีไปซื้อฟอสซิลเท่าที่เราจะพอซื้อได้ 

“ต้องอธิบายว่า ที่อเมริกาการซื้อ-ขายฟอสซิลถือเป็นเรื่องปกติ ต่างจากบ้านเราหรืออีกหลายประเทศในเอเชียที่ยังมีกฎหมายห้ามซื้อ-ขาย ซึ่งงานใหญ่ที่สุดที่มีการซื้อ-ขายชื่อว่า Tucson Gem & Mineral Show ที่จะจัดขึ้นทุกปีในรัฐแอริโซนา”

เก็บไว้มันก็เก่า

งานอดิเรกในวัยเด็กของใครหลายคนอาจจะเลือนหายไปตามภาระหน้าที่ วัยวุฒิที่โตขึ้น หรือเกิดความเบื่อหน่ายระหว่างทางเสียก่อน แต่สำหรับพิริยะ การสะสมฟอสซิลไม่เคยเก่า เขาเก็บสะสมฟอสซิลเรื่อยมาจนกลายเป็นคลังสมบัติล้ำค่า 

“ข้างเตียงนอนของเขาจะมีฟอสซิลตั้งโชว์อยู่ วันหนึ่งมีคนมาเยี่ยมที่บ้าน พอเขาเห็นฟอสซิลตั้งอยู่เลยขอลองจับ เราถามพี่พิ (พิริยะ) กลับไปว่า ไม่หวงเลยหรือ? เขาตอบกลับมาเลยว่า ไม่ เก็บไว้มันก็เก่า สู้ให้คนอื่นได้จับแล้วเขาเกิดแรงบันดาลใจ เกิดจินตนาการดีกว่า” กรกมลเล่าถึงสามีในมุมที่เธอเห็น

จากประโยคที่พูดออกมาโดยบังเอิญว่า “เก็บไว้มันก็เก่า” นำมาสู่ความตั้งใจของพิริยะและกรกมล ที่อยากจะนำฟอสซิลไดโนเสาร์และสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ทั้งหลายมาจัดแสดงในสถานที่ที่เรียกว่า ‘พิพิธภัณฑ์’ ซึ่งในไทยพิพิธภัณฑ์บรรพชีวินที่เกี่ยวข้องกับไดโนเสาร์ยังมีน้อยจนแทบจะนับนิ้วได้

“ของที่เรามีอยู่มากมาย (ฟอสซิล) การที่หมกมันไว้อยู่ในโกดัง มันไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลย มันเป็นเพียงแค่เศษหิน เศษดิน แต่การที่มันถูกนำมาจัดแสดงให้เด็ก ให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้เห็น ได้เกิดแรงบันดาลใจมันมีประโยชน์กว่ามาก ถ้าเก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่ต่างจากการทำให้มันตายไปอีกรอบ แต่ถ้านำมาจัดแสดงให้คนอื่นได้เห็นก็เป็นเหมือนการปลุกฟอสซิลเหล่านี้ให้กลับมามีชีวิต

“ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์บรรพชีวินหลายแห่งในต่างประเทศ ผมก็อยากจะให้ประเทศเรามีอย่างนั้นบ้าง ความคิดของผมคือพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต้องเข้าถึงไม่ยาก คนเข้ามาแล้วสนุกไปกับมัน ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก” พิริยะเล่าด้วยแววตาเป็นประกาย

จากความตั้งใจนี้เอง จึงบังเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ชื่อว่า Thainosaur ในเวลาต่อมา

Thainosaur บ้านของไดโนเสาร์แดนสยาม

ความรู้สึกของผู้เขียนตอนนี้คงไม่ต่างจากตัวละคร ดร.อลัน แกรนต์ จากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park ในฉากที่ได้เห็นไดโนเสาร์กลับมามีชีวิตตัวเป็นๆ ต่างกันที่ไดโนเสาร์ตรงหน้าเป็นเพียงโครงกระดูก และไม่ใช่สายพันธุ์ที่คุ้นหูคุ้นตาตามจอเงินอย่าง ที-เร็กซ์ หรือเวโลซีแรปเตอร์ แต่เป็นไดโนเสาร์ที่ถูกค้นพบทั้งหมดบนผืนแผ่นดินไทย ณ ปัจจุบัน รวมแล้วนับได้ 14 สายพันธุ์ ที่มีทั้งโครงกระดูกจำลองและของจริง รวมไปถึงฟอสซิล ‘ไข่ไดโนเสาร์’ ที่อนุญาตให้ผู้ชมจับต้องได้

นอกจากนาคาไททันที่เป็นไฮไลต์ ยังมีสยามโมซอรัส สุธีธรนิ (Siamosaurus suteethorni) ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ชนิดแรกที่ถูกค้นพบในไทย, มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส (Minimocursor phunoiensis) ไดโนเสาร์เจ้าของฉายา นักวิ่งตัวจิ๋วจากแหล่งภูน้อย ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ที่มีสภาพฟอสซิลสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ค้นพบในไทย, ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) ไดโนเสาร์คอยาว กินพืช เดิน 4 ขา อดีตพี่เบิ้มก่อนจะพบนาคาไททัน ฯลฯ ยังไม่นับรวมบรรดาหุ่นจำลอง 3 มิติของสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์ อาทิ ชาละวัน ไทยแลนดิคัส (Chalawan thailandicus) พญากุมภีร์จากเมื่อ 150 ล้านปีก่อน

“ความจริง Thainosaur ถูกวางให้เป็นนิทรรศการชั่วคราวราว 3-4 เดือน ที่ท่าพิพิธภัณฑ์” พิริยะเล่าต่อ “ตอนนั้นเราตัดสินใจทำนิทรรศการนี้ขึ้นมาเพราะในไทยกำลังเกิดกระแสไดโนเสาร์ฟีเวอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง Jurassic World Rebirth ที่เขายกกองมาถ่ายทำในไทย เราเลยเกิดความคิดว่า ไหนๆ ก็เกิดกระแสฟีเวอร์ ก็ทำให้คนไทยรู้จักไดโนเสาร์ของไทยไปเลยน่าจะดี นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ Thainosaur ผมจำได้เลยว่าวันที่เปิดตัวนิทรรศการตรงกับวันที่หนังเข้าฉายพอดี ผลปรากฏคือคนแห่มาที่นิทรรศการเต็มไปหมด ต่างจากที่เราคาดไว้ตอนแรกพอสมควร”

หลังการเปิดตัวในฐานะนิทรรศการชั่วคราว Thainosaur หยุดพักไป 3 เดือน แน่นอนว่าโครงกระดูกและบรรดาหุ่นจำลองไดโนเสาร์ยังถูกจัดเก็บในสภาพสมบูรณ์ ด้วยแพสชั่นที่ยังค้างเติ่งในใจที่อยากให้คนไทยได้เข้าถึงและใกล้ชิดกับไดโนเสาร์ของไทย พิริยะและกรกมลจึงหาบ้านหลังใหม่ ก่อนจะมาลงเอยที่อาคาร Skyflyers ในโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

“การจะบริหารให้ธุรกิจมิวเซียมอยู่รอดยังไงก็เป็นเรื่องยาก สิ่งที่เราทำคือหาจุดที่เป็น hotspot ที่พิพิธภัณฑ์สามารถอยู่รอด และช่วยให้แวดล้อมรอบข้างได้รับประโยชน์ทั้งองคาพยพ ถ้าจะไปตั้งอยู่คู่กับแหล่งอุทยานคนที่ไปก็เดินทางยาก รัฐเองเขาก็มีมิวเซียมของเขาเองอยู่แล้ว เราเลยเลือกมาอยู่ที่เอเชียทีค ซึ่งที่นี่ก็มี Jurassic World: The Experience Bangkok ฉะนั้นถ้าคุณอยากจะมาดูไดโนเสาร์คุณสามารถมาครบจบได้ในที่นี่ที่เดียว

“ไม่ใช่แค่คนไทยนะที่มาที่นี่ ชาวต่างชาติบางคนที่มา Jurassic World: The Experience Bangkok เขาได้เห็นที-เร็กซ์ ได้เห็นไทรเซราทอปส์ เห็นไดโนเสาร์ทุกตัวที่เขาคุ้นเคยในหนัง พอเขาได้เข้ามาที่ Thainosaur เขาจะได้รู้ว่า ประเทศไทยที่เขากำลังเหยียบมีไดโนเสาร์ไม่น้อยไปกว่าที่เขาเห็นในหนังเลย” พิริยะเล่าถึงที่มาในการเลือกบ้านหลังใหม่ของ Thainosaur 

“นอกจากฟอสซิลจริงที่มีการจัดแสดง โครงกระดูกจำลองและหุ่นจำลองทุกตัวเราทำขึ้นมาโดยอาศัยช่างมีฝีมือ ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ไดโนเสาร์ทุกตัวที่จัดแสดงมีลักษณะถูกต้องตามหลักชีววิทยา บางตัวผ่านการแก้เกือบร้อยครั้ง อย่างไดโนเสาร์ตัวที่มีขน แทนที่เราจะใช้ขนนกไปเลย เราเลือกที่จะใช้ขนจากวัสดุอื่นแทน ซึ่งขนของไดโนเสาร์ที่มีสืบค้นจริงๆ มีเส้นตรง เส้นเดี่ยว ไม่ได้แตกแขนงออกมาเหมือนขนนก” กรกมลเสริม

“หุ่นจำลองก็มีชำรุดเสียหายบ้าง จากแดดบ้าง จากฝนบ้าง ทุกๆ 2-3 เดือน เราเลยต้องเรียกช่างมาบูรณะใหม่” พิริยะกล่าวพลางหัวเราะ เพราะเขาอยากให้เด็กๆ ที่มาได้ใกล้ชิดกับหุ่นไดโนเสาร์จำลองในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

ครบเครื่องเรื่องไทยโนเสาร์

ภาพจำของคนส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงพิพิธภัณฑ์ ถ้าไม่ได้มาด้วยความสนใจจริงๆ ก็คงจะมีแต่เรื่องชวนง่วงหงาวหาวนอน จาก pain point ที่ว่า Thainosaur เลยแก้ทางด้วยการใส่ ‘ความรู้’ ที่สนุกและได้ลงมือทำจริงไว้ตลอดทางที่เข้ามาในพิพิธภัณฑ์

วิดีโอสั้นอธิบายความรู้ตลอดทางโดย ‘มงคล’ คาแร็กเตอร์แอนิเมชั่นไดโนเสาร์คอยาวที่รับบทเป็นไกด์

ป้ายเนื้อหาของไดโนเสาร์แต่ละพันธุ์ที่อ่านเพลิน อ่านสนุก ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

ผู้นำชมที่เข้าใจความรักในไดโนเสาร์เป็นอย่างดี เพราะแต่ละคนล้วนโตมากับไดโนเสาร์ ชนิดที่บางรายมีเพจโซเชียลฯ ที่เกี่ยวกับไดโนเสาร์เป็นของตัวเอง

กิจกรรมที่ผู้เข้าร่วมจะต้องเช็กอินตามแต่ละฐานเพื่อแสตมป์ตรายาง จนรวมกันเป็นภาพวาดลายไดโนเสาร์

กิจกรรมขุดซากฟอสซิลจำลอง

‘ขี้’ จำลองของนาคาไททันที่วางให้เป็นจุดถ่ายรูปชวนตลกขบขัน 

ที่ว่ามาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้มา Thainosaur จะได้พบตลอดการชมไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย เพื่อให้คนที่รักไดโนเสาร์หรือคนที่อยากเข้ามาเรียนรู้ได้เอนจอยอย่างทั่วถึง

“เราพยายามใส่ใจกับเรื่องรายละเอียดกิจกรรม เพื่อให้คนที่เนิร์ดเรื่องไดโนเสาร์มากๆ กับคนที่ไม่เข้าใจเรื่องไดโนเสาร์เข้ามาแล้วสนุกเหมือนกัน คนที่ไม่ชอบการอ่านก็มีป้ายอธิบาย มีทั้งป้ายที่อธิบายซีเรียสชัดเจนสำหรับผู้ใหญ่ กับป้ายที่ถามคำถามสั้นๆ สนุกๆ สำหรับเด็ก อย่างคนที่ชอบอ่านเราก็มีวิดีโอแอนิเมชั่นให้ดู ผู้ปกครองที่กลัวลูกๆ จะเบื่อก็มีกิจกรรมให้ได้ทำร่วมกัน” กรกมลอธิบายถึงการทำให้ Thainosaur เป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์

“เราเชื่อว่าเมื่อคนที่เข้ามาเกิดความเข้าใจ ความรักในไดโนเสาร์ก็จะตามมา และอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งล้ำค่าเหล่านี้ ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่เรามีทีมงานที่เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ อย่างผู้นำชมบางคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องไดโนเสาร์จริงๆ สิ่งที่เขาเล่าออกมาเลยสนุก สามารถย่อยเนื้อหาวิทยาศาสตร์ที่ยากให้ออกมาฟังง่าย” พิริยะกล่าวเสริม

นอกเหนือจากเรื่องของไดโนเสาร์ หากกวาดสายตาสังเกตโดยรอบจะพบว่า มู้ดโดยรวมของตัวพิพิธภัณฑ์มีการผสมผสานกับงาน ‘ศิลปะร่วมสมัย’ ตั้งแต่การจัดวางองค์ประกอบของทุกๆ ชิ้น ภาพงานจิตรกรรมตามผนังซึ่งเป็น CI ของพิพิธภัณฑ์ที่ออกแบบโดยศิลปินไทยแถวหน้าอย่าง ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ รวมไปถึงช็อปด้านนอกที่วางจำหน่ายงานศิลปะเกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่ออกแบบโดยศิลปินไทยมากฝีมือ เหล่านี้ล้วนเป็นแพสชั่นในงานศิลปะที่ถูกนำมาผนวกกับความรักไดโนเสาร์ของพิริยะและกรกมล

ประกาศวันนี้มีตั้งแต่เมื่อวาน และ ‘กำไร’ ที่ไม่ใช่แค่เงิน

ถึงตรงนี้ผู้เขียนมีความสงสัยข้อหนึ่ง นั่นคือทำไมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถึงมีข้อมูลเกี่ยวกับไดโนเสาร์ครบถ้วน หรือแม้แต่โครงกระดูกนาคาไททัน ที่ผู้เขียนจำได้แม่นว่า หลังการประกาศการค้นพบอย่างเป็นทางการ วันต่อมาพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็มีฟอสซิลจัดแสดงเรียบร้อย

พิริยะเมื่อได้ฟังคำถามพลันหัวเราะออกเล็กน้อย พร้อมเฉลยว่า ความจริงเขาคือหนึ่งในคณะกรรมการของหน่วยงาน ‘คุ้มครองซากดึกดําบรรพ์’ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับกรมทรัพยากรธรณี เหตุนี้ข้อมูลที่ได้มาจึงได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ 

“ส่วนถ้าถามว่า ทำไมประกาศเมื่อวาน วันนี้ถึงมีจัดแสดงแล้ว ความจริงคือเรานำโครงกระดูกมาติดตั้งล่วงหน้าก่อนประกาศเสียอีก ที่เป็นแบบนั้นได้ต้องอธิบายว่า ไดโนเสาร์ที่เราเจออย่างนาคาไททัน จริงๆ มีการขุดค้นเจอเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ฟอสซิลของมันถูกเก็บไว้ในคลังรอการวิจัยต่อ จนมาถึงปัจจุบันที่มีคนทำงานรุ่นใหม่ที่เขาสนใจเรื่องนี้เข้ามาศึกษาต่อ เราเลยมีข้อมูลจากตรงนั้น ในอนาคตจะไม่ได้มีไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทยแค่ 14 ตัวแน่นอน แต่จะมากขึ้นเรื่อยๆ อีกหลายสิบชนิด ไม่นับรวมสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดอื่นๆ อีกเป็นร้อย” พิริยะอธิบายด้วยรอยยิ้ม

“คิดว่าสิ่งที่คุณทำประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?” ผู้เขียนถามพิริยะก่อนจะจบบทสนทนานี้ลง

“ผมคิดว่ามันประสบความสำเร็จแล้วนะ ถ้าถามว่ามันสำเร็จในเรื่องตัวเลขคงจะไม่ใช่ ผมมองว่าการที่นี่ยังอยู่ได้ มีคนรู้จักเรามากขึ้น มีชาวต่างชาติแวะเวียนสลับสับเปลี่ยนมาแทบทุกวัน การที่ได้เห็นเด็กคนหนึ่งแววตาเป็นประกายเหมือนตอนที่เราเห็นไดโนเสาร์ในวัยเด็ก สิ่งนี้มันเป็นกำไรมากกว่าเงินอีก” พิริยะกล่าวทิ้งท้าย โดยมีกรกมลนั่งเคียงข้าง

ซึ่งไม่ว่าปลายทางของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นยังไง แต่ในมุมของคนที่รักสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ และสิ่งนั้นได้นำมาพาคนคนนั้นมาถึงจุดนี้ได้ เท่านี้ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนมากกว่าเรื่องของตัวเลข ดังที่ชายผู้หลงรักไดโนเสาร์ว่ามาจริงๆ นั่นแหละ 

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like