นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

The Golden Century

เปิดตำนานห้างทอง ‘ตั้งโต๊ะกัง’ ที่ยืนหยัดผ่านยุคราคาทองผันผวนมากว่า 160 ปี

สมญานามของ ‘ตั้งโต๊ะกัง’ คือ หนึ่งใน 4 เสือแห่งร้านทองผู้เกรียงไกรและทรงอิทธิพล

กิจการก่อตั้งขึ้นในยุคสมัยที่ยังไม่มีการกำหนดราคาทองที่แน่นอนและไม่มีอินเทอร์เน็ตให้สามารถหาข้อมูลได้ เหล่าเถ้าแก่จากห้างทองแห่งใหญ่ที่น่าเชื่อถือจึงมานั่งจิบน้ำชา ตั้งราคาทองที่เหมาะสมร่วมกัน และประกาศราคาทองเพื่อให้ห้างทองแห่งอื่นตั้งตาม 

ตั้งโต๊ะกังทรงอิทธิพลถึงเพียงนี้

คืนวันเหล่านั้นเป็นยุคสมัยที่ผู้คนยังไม่เชื่อในเงินตรา นิยมซื้อขายทองรูปพรรณมากกว่าทองแท่ง และใส่ทองเส้นใหญ่ลวดลายวิจิตรเพื่อโชว์ความร่ำรวย ห้างทองเต็มไปด้วยเสียงก๊องแก๊งจากช่างทองคำหลักร้อยคนที่บรรจงทำสินค้าจากทองอย่างพิถีพิถันดั่งงานศิลปะ ในแต่ละวันมีผู้คนมายืนดูราคาทองซึ่งมีการปรับเปลี่ยนราคาที่ป้ายโลหะหน้าร้าน 

ไชยกิจ ตันติกาญจน์ ทายาทรุ่นที่ 4 และเจ้าของกิจการ บอกว่าราคาทองในปีเกิดของเขาอยู่ที่หลักร้อยบาท และปีที่เขาเข้ามาช่วยสานต่อกิจการราคาทองอยู่ที่ราวสี่พันกว่าบาท ส่วนปกรณ์  ตันติกาญจน์ ทายาทรุ่นที่ 5 ผู้เป็นลูกชายก็จำได้ว่าราคาทองตอนเข้ามาช่วยคุณพ่อทำงานอยู่ที่หนึ่งหมื่นจนปีนี้พุ่งขึ้นไปถึงสี่หมื่นบาท

กาลเวลาผันผ่าน มูลค่าและคุณค่าของทองคำเปลี่ยนไป วันนี้ผู้คนถือแบรนด์เนมยี่ห้อดังเป็นเครื่องประดับบ่งบอกความร่ำรวยแทนทองคำและเปลี่ยนมาซื้อทองในโอกาสใหม่เป็นรางวัล ของขวัญ สิ่งตอบแทน ไปจนถึงซื้อเพื่อลงทุน แต่ตั้งโต๊ะกังก็ยังเปิดกิจการอยู่ที่เดิม

ณ อาคารสถาปัตยกรรมโคโลเนียลเจ็ดชั้นที่ถนนวานิช เยาวราช ที่สืบทอดกิจการมา 5 รุ่น คอลัมน์หนึ่งร้อยปีแห่งความเด็ดเดี่ยวในวันนี้ขอชวนมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเรื่องราวการทำกิจการห้างทองหลักศตวรรษที่ยืนหยัดผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยและวิกฤตมาแล้วนับไม่ถ้วน   

ยุคเรืองรองของทองรูปพรรณ 

ไชยกิจ ทายาทรุ่นที่ 4 ของตั้งโต๊ะกังเล่าว่าสมัยก่อนอาชีพช่างทองเป็นหนึ่งในงานที่ง่ายที่สุดของคนที่มีฝีมือทางศิลปะ 

“แต่ก่อนผู้คนไม่มีงานทำเหมือนสมัยนี้ คนจีนที่อพยพมาไทยก็จะมาหางานทำกัน ส่วนหนึ่งทำงานแบกหาม คนอีกส่วนก็จะเน้นทำงานด้านศิลปะ ร้านเราก็คัดเลือกช่างมาทำทองเยอะมาก” 

ในยุคก่อตั้งกิจการของนายโต๊ะกัง แซ่ตั้งนั้นยังไม่มีการสต็อกสินค้าพร้อมขาย ลูกค้าจะนำสินทรัพย์ที่มีมาแลกเปลี่ยนเป็นทองและสั่งออร์เดอร์กับช่างทองโดยตรง ช่างเหล่านี้จะนั่งประจำที่โต๊ะทำงานเพื่อรับทำต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ฯลฯ ตามออร์เดอร์ของลูกค้า 

ทุกวันนี้อุปกรณ์การทำทองยุคโบราณ เช่น เบ้าหลอมทอง แม่พิมพ์ปั๊มทองคำ เตาต้มทอง ฯลฯ เป็นของสะสมของครอบครัวที่ไชยกิจตั้งใจอนุรักษ์ไว้และนำมาจัดแสดงเพื่อเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์การทำทองในยุคก่อน ณ พิพิธภัณฑ์ที่ชั้นบนสุดของห้างทอง 

“จะสังเกตได้ว่าเครื่องไม้เครื่องมือในการทำทองที่โต๊ะทำงานของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ในยุคก่อนไม่มีร้านขายเครื่องมือ ช่างจะประดิดประดอยอุปกรณ์ของเขาขึ้นมาเอง เอาไม้มาประกอบกับเหล็กและโลหะ ทำเองตามที่ตัวเองถนัด”  

ทองในยุคนั้นเปรียบเหมือนงานศิลปะที่มีชิ้นเดียวในโลก สร้อยทองเส้นหนึ่งจะใช้เวลาทำอย่างน้อย 2-3 วัน แต่ละเส้นที่ทำมาเป็นงานแฮนด์เมดที่มีลวดลายไม่เหมือนกันเลย หากช่างทำไม่ได้มาตรฐาน ทั้งลูกค้าและเจ้าของร้านทองจะสังเกตเห็นทันที 

“งานทองสมัยก่อนถ้าไม่ประณีตจะขายไม่ได้เลย ต้องแต่งให้มนและเนี้ยบเพื่อใส่แล้วไม่บาดคอ แต่ปัจจุบันนี้พอใช้เครื่องจักรอย่างเดียวก็มีรายละเอียดน้อยลงไปเยอะ”

ในช่วงที่กิจการสืบทอดถึงทายาทรุ่นที่ 2 หรือคุณปู่ของไชยกิจ เหล่าร้านทองก็เริ่มขยับขยายกิจการด้วยการทำโชว์รูมหรือเปิดหน้าร้านและทำสต็อกสินค้าเพื่อแข่งขันกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มใช้อาคารสถาปัตยกรรมโคโลเนียลในการดำเนินกิจการ 

ขายทองช่วยชาติ 

“รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าของผมมีอุปสรรคตลอดเวลา”

ไชยกิจย้อนความหลังว่าฉากหลังความรุ่งเรืองของห้างทองคือการยืนระยะผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาอย่างโชกโชน ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคของทายาทรุ่น 3 และวิกฤตต้มยำกุ้งในยุคของทายาทรุ่น 4 

“คุณพ่อเล่าว่าตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกคนไม่มีเงินและไม่มีกะจิตกะใจมาซื้อข้าวซื้อของ อยากเก็บออมอย่างเดียว แต่ว่าทองก็คือทอง คนยังคิดว่าทองมีคุณค่าและในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงเป็นเงินได้” 

สมัยนั้นผู้คนเชื่อว่าเงินไม่มีความน่าเชื่อถือจึงนิยมใช้ระบบแลกเปลี่ยนสิ่งของ (barter) และหนึ่งในสิ่งที่แลกมาแล้วมีมูลค่ามากที่สุดก็คือทองคำที่เก็บสะสมไว้ให้ลูกหลาน จนถึงเมื่อยามเศรษฐกิจฝืดเคือง ผู้คนตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากจึงมักจะนำทองคำกลับมาขายคืนให้ร้านทอง 

ภาระอันหนักอึ้งตกมาอยู่กับร้านทองซึ่งไม่มีเงินสดเพียงพอต่อการรับซื้อทองคืนจำนวนมากในรวดเดียว สิ่งที่ตั้งโต๊ะกังทำในตอนนั้นคือนำทองไปแลกเงินสดจากโรงรับจำนำเพื่อนำเงินที่ได้กลับมาซื้อทองจากลูกค้าอีกทอด นอกจากจะเป็นทางเลือกที่ไม่ทอดทิ้งลูกค้าแล้วยังได้รักษาความน่าเชื่อถือของร้านทองไว้

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กิจการยังเผชิญกับพิษเศรษฐกิจอีกครั้งตอนวิกฤตต้มยำกุ้งใน พ.ศ. 2540 ไชยกิจบอกว่าครั้งนั้นเป็นวิกฤตที่ร้านทองเป็นพระเอกและได้ช่วยคนไทยทั้งประเทศ

ตอนนั้นเป็นยุคของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณที่มีนโยบายปล่อยเงินบาทลอยตัว ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวอย่างก้าวกระโดด จาก 20 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐกลายเป็น 50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินค้านำเข้ามีราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าตามมา  

สิ่งที่เกิดขึ้นจนทายาทตั้งโต๊ะกังจำได้ไม่ลืมคือผู้คนแห่เอาทองมาเทขายเช่นเดิมคล้ายกับตอนสงครามโลก “นึกภาพว่าร้านทองแต่ละร้านขายทองออกไปแล้วหลายหมื่นตัน แล้วภายในพรวดเดียว ลูกค้าก็เอาทองมาคืนหมดทั้งตัน คุณคิดว่าร้านทองจะสู้ไหวไหม แน่นอนว่าสู้ไม่ไหวก็ต้องขายทองไปต่างประเทศ”

คำว่า ‘สู้ไม่ไหว’ แปลว่าร้านทองไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับซื้อทองคืนจากลูกค้าทั้งหมด คราวนี้ตั้งโต๊ะกังแก้เกมด้วยการเขียนเช็คจ่ายเงินให้ลูกค้าล่วงหน้าและขายทองไปต่างประเทศเพื่อดึงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐกลับเข้ามาพยุงเศรษฐกิจไทย ร้านทองจึงเป็นหนึ่งในพระเอกที่มีส่วนช่วยกอบกู้เศรษฐกิจในครั้งนั้น 

วิกฤตเหล่านี้ทำให้เห็นว่าตั้งโต๊ะกังไม่ใช่แค่ขายทองเพื่อให้กิจการของตนอยู่รอดเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสิ่งที่มากกว่ากำไร ทั้งคำนึงถึงลูกค้ายามลำบากและสังคมส่วนรวม 

บริหารสต๊อกที่มูลค่าเปลี่ยนหลักนาที

วิกฤตต่างๆ ของโลกช่วงที่ผ่านมาในยุคปัจจุบัน ทั้งโรคระบาดโควิด-19, สงครามยูเครน-รัสเซีย, สงครามที่อิสราเอล ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการซื้อและขายทองคืนเยอะ ทำให้ราคาทองมีความผันผวนสูงเป็นพิเศษดังเช่นในอดีต

ปกรณ์ ทายาทรุ่น 5 บอกว่าทักษะสำคัญของเจ้าของร้านทองคือการประเมินความเสี่ยงว่าควรซื้อและขายทองตอนไหนในแต่ละสถานการณ์โดยใช้ความรู้ทางการเงินการลงทุนและการเสพข่าวสารเศรษฐกิจมาประเมิน 

“โชคดีที่ผมเรียนจบการเงินมา ในการขายทองถ้าเรารู้เรื่องตลาดและการเงินมันก็ดี พอเราเรียนการเงินมาเราจะรู้เลยว่าความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละอย่างไม่เท่ากัน ธรรมชาติของทองไม่เหมือนสินค้าทั่วไป ไม่เหมือนหุ้นและตราสารหนี้ 

“ผมเคยทำงานบริษัทเกี่ยวกับการตลาดด้านการลงทุน ทำให้เรามองภาพรวมออกว่าตอนนี้ควรบริหารสต๊อกเท่าไหร่และควรขายออกไปเท่าไหร่ เราควรจะต้องซื้อเพิ่มหรือยัง ดังนั้นการส่องมือถือเยอะๆ ก็กลายเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง คิดว่าค่อนข้างจำเป็นที่ต้องติดตามข่าวสารตลอด เพราะจะสามารถคาดการณ์ได้ว่าต่อไปราคาทองจะขึ้นหรือลง” 

จากประสบการณ์ของปกรณ์ เขามองว่าทุกสถานการณ์ไม่ได้เป็นตามที่คาดหรือเป็นไปตามทฤษฎีเสมอไป

“มันตอบไม่ได้ 100% ว่า ณ ตอนนี้เราควรจะซื้อไปเลยหรือรอดีกว่า ตามทฤษฎีที่เราเรียนมาจะบอกว่าถ้าลดดอกเบี้ย เงินจะแข็งค่าขึ้นและทองจะอ่อนค่าลง แต่ในความเป็นจริงบางทีก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นตามทฤษฎี มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

ความท้าทายของร้านทองจากมุมมองของปกรณ์จึงเป็นการทำระบบสต๊อกซึ่งควบคุมยากเป็นพิเศษจากราคาผันผวนของตลาด

“สต๊อกของสินค้าประเภทอื่นไม่ได้มีราคาที่วิ่งเร็วเท่านี้ แต่ธรรมชาติของราคาทองคือวิ่งตลอดเป็นรายนาที เวลาคนมาซื้อทอง บางครั้งเราก็ต้องการล้างสต๊อกไปเลย แต่บางครั้งพอเราคิดว่าเดี๋ยวราคาทองมันน่าจะต้องลง เราก็อยากรอก่อน แต่ปรากฏว่าราคาจริงอาจจะลงหรือขึ้นไปเยอะกว่าที่คิด ก็กลายเป็นว่าเราซื้อกลับมาแพงขึ้นหรือถูกลงกว่าที่คาดไว้” 

การวิเคราะห์ราคาทองจึงต้องอาศัยมุมมองทางเศรษฐกิจที่เฉียบคมและประสบการณ์เก๋าเกมซึ่งปกรณ์บอกว่าเป็นสิ่งที่เขาและคุณพ่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันอยู่เสมอ 

“ความท้าทายอยู่ที่คนนี้ครับ” ปกรณ์ตอบคำถามพร้อมชี้ไปทางคุณพ่อของเขา “มันเป็นเรื่องปกติของ generation gap ที่จะมีข้อคิดเห็นไม่เหมือนกัน สมมติมีคนมาซื้อทองจำนวนเท่านี้ก็ต้องมีการคุยกันว่า พวกเราเห็นว่าควรจะซื้อคืนกลับมาได้แล้วหรือยัง 

ผมก็มองจากทฤษฎีที่เคยทำมาว่ามันควรจะต้องเป็นแบบนี้ คุณพ่อก็มองจากภาคปฏิบัติว่าเขาเคยปฏิบัติมาแบบนี้ ซึ่งมันไม่สามารถบอกได้ว่าแบบไหนถูก 100% มันต้องนำความคิดเห็นมาผสมผสานกัน หาจุดตรงกลาง” 

นอกเหนือจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อราคา สินค้าจากทองคำยังแบ่งยิบย่อยออกเป็นหลายรุ่นสินค้า (SKU) ทำให้การเซ็ตระบบสต็อกให้อยู่ตัวนั้นมีความท้าทายมาก 

ตัวอย่างเช่น สร้อยหนึ่งบาทแบ่งออกเป็นหนึ่งร้อยลาย ในบรรดาร้อยลายนั้นมีหลายขนาดและความยาว มีทั้งแบบโปร่ง แบบตัน และยังแบ่งยิบย่อยออกเป็นโปร่งมาก โปร่งน้อย ตันมาก ตันน้อย อีกทั้งถ้ายิ่งเก็บทองไว้นานก็จะยิ่งสึก หากทองคำ 1 บาท สึกหรอไป 1 กรัมก็จะทำให้มูลค่าหายไปถึง 2 พันกว่าบาท

หากอยากจัดการสต็อกให้แม่นยำจึงต้องมีระบบการควบคุมที่ละเอียดมากซึ่งยังเป็นโจทย์ที่ตั้งโต๊ะกังต้องหาทางแก้ต่อไป 

ระบบที่เที่ยงตรงและเที่ยงธรรม

แม้การจัดการสต๊อกจะยังเป็นเรื่องยาก แต่ปกรณ์ก็บอกว่าโชคดีที่คุณพ่อวางระบบหลังบ้านของธุรกิจให้แข็งแรงอยู่แล้ว ทำให้เมื่อเข้ามาสานต่อก็ตัดปัญหาไปได้แล้วหลายเรื่อง ทั้งระบบบัญชี ภาษี การบริหารคน

เรื่องเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องพื้นฐานทั่วไปสำหรับนักธุรกิจในยุคนี้ แต่ไชยกิจผู้เรียนจบด้านบัญชีมาบอกว่ากิจการสมัยก่อนไม่มีการจัดการใดๆ ทั้งสิ้น และเขาเป็นผู้บุกเบิกการนำระบบหลายอย่างมาใช้กับธุรกิจครอบครัว

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ ก็ไม่อยากมาทำที่ร้าน ไฟแรง อยากไปทำข้างนอกก่อน ก็ไปเรียนรู้งานของบริษัทใหญ่ว่าเขาจัดระบบกันยังไง สมัยก่อนที่ร้านก็ค้าขายกับพี่น้องแบบไม่นับเงิน ใช้วิธีโยนเงินใส่กล่อง มันก็ทนดูไม่ไหว

“ตอนนั้นคนละเจนฯ ก็คนละความคิด รุ่นก่อนคือคุณพ่อของผมในตอนนั้นหนักกว่าตอนนี้อีก เขาคิดว่าทำกิจการมาเป็น 30-40 ปีแล้ว จะไม่เชื่อใจคนของเขาได้ยังไง แต่ผมคิดว่าเราต้องมีระบบตรวจสอบทางการเงินก็เลยเริ่มทำระบบบัญชีขึ้นมา” 

ในฐานะเจ้าของกิจการตั้งโต๊ะกัง ไชยกิจยังผลักดันให้สมาคมร้านค้าทองคำเจรจากับสรรพากรในการสร้างระบบภาษี VAT สำหรับทองคำอย่างเป็นธรรม เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าที่นำมาขายใหม่ได้ หากเก็บ VAT 7% ของราคาทองในทุกครั้งที่ซื้อจะทำให้ทองมีราคาแพงเกินไปและร้านทองก็ขาดทุน จึงปรับให้คิด 7% จากค่าแรงกับส่วนต่างของทองแทนการคิดจากราคาทองโดยตรง 

นอกจากระบบทางการเงินที่เที่ยงตรงและเที่ยงธรรม ไชยกิจยังวางระบบการควบคุมพนักงานที่ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ 

“ตัวผมเองเวลาสรรหาคนมาก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเรียนจบดีๆ หรือต้องเก่งอะไรมากมาย ผมก็ดูคนจากการทดลองให้เขาทำงานบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับทองไปก่อน ดูว่าเขาเข้ากับคนอย่างเราและคนของเราได้ไหม เรื่องนี้สำคัญ การที่จะทำงานด้วยกัน มันต้องเป็นทีมเวิร์ก ถ้าขัดแย้งกัน ผมก็จะส่งอีกคนหนึ่งให้ไปอยู่อีกที่หนึ่งไปเลย ดึงไปทำบัญชีหรืองานข้างนอกเพื่อให้ห่างกัน  

 “คุณสมบัติของพนักงานร้านทองคือต้องรักแบรนด์ของเราให้มาก ตรงนี้สำคัญที่สุด ถ้าเขาไม่รักก็จบแล้ว เวลาผมคุยกับคนที่ร้าน ผมเป็นกันเอง ไม่ได้มานั่งเป็นเถ้าแก่ อยากจะคุยเรื่องอะไรหรือมีข้อเสนออะไรก็คุยได้หมด ผมรับฟังความคิดเห็นของเขาแล้วเราก็มาวิเคราะห์ คุยกันด้วยเหตุผล 

“โชคดีที่ได้คนที่ซื่อสัตย์มาทำงานด้วย” เขาสรุปปิดท้าย

อย่าเสี่ยงโชค

จากช่างทำทองแฮนด์เมดหลักร้อยคนในอดีต ปัจจุบันตั้งโต๊ะกังเหลือช่างทองที่อนุรักษ์การทำทองเพียงแค่คนเดียวด้วยปัจจัยด้านต้นทุนและพฤติกรรมลูกค้าที่ซื้อทองรูปพรรณน้อยลง 

เป็นโจทย์ของปกรณ์ที่ต้องพาร้านทองเข้าสู่ยุคที่โลกมีพฤติกรรมและค่านิยมใหม่  “ผมมองว่าร้านทองไปต่อได้เรื่อยๆ เพราะตัวสินค้าไม่เน่าเปื่อย ไม่มีอายุการใช้งาน เราพยายามรักษากิจการไว้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งระหว่างที่เรารักษาสิ่งเดิมอยู่ก็ต้องดูเทรนด์ตลาดว่าอนาคตจะไปในทิศทางไหน สมัยนี้ลูกค้าจะชอบซื้อเป็นทองแท่งและเน้นดีไซน์ที่เรียบง่ายขึ้น

“สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือพยายามหาดีไซน์แปลกใหม่หรือดีไซน์โมเดิร์น แต่ทีนี้ในการทำทองก็จะติดอุปสรรคบางอย่าง คือความจริงแล้วทองเส้นที่มีดีไซน์เรียบง่ายมันทำยาก แต่ลายมังกรที่ดูหรูหรากลับทำง่ายกว่า ค่าแรงถูกกว่า”  

ท่ามกลางความท้าทายมากมาย ทั้งปัญหาสุดซับซ้อนของระบบสต๊อกและอุปสรรคในการดีไซน์ทองให้ปรับเปลี่ยนไปตามความนิยมของยุคสมัย ไชยกิจสรุปหลักการสำคัญในการทำกิจการร้านทองของตั้งโต๊ะกังไว้อย่างเรียบง่าย

“ที่จริงการทำร้านทองนี้ไม่มีอะไรมากหรอก คือผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพและทำให้ลูกค้าเชื่อถือ อันนี้เป็นหลักสำคัญ ส่วนการจะทำให้ร้านอยู่ได้ต่อไปถึงร้อยปี ชั่วลูกชั่วหลาน อย่างแรกก็คือ ต้องคุมสต๊อก คุมบัญชีให้นิ่ง อย่าให้มันหวือหวา อย่าไปเสี่ยงโชค

“บางร้านที่อยู่ไม่ได้เพราะไปเล่นเรื่องโชค ไปเก็งว่าราคาจะลงหรือขึ้น พอเก็งผิดพลาดไปในจำนวนเยอะ มันก็ไปเร็ว ฉะนั้นเราคุมสต๊อกให้อยู่ใกล้เคียงกับตอนที่เราเริ่มต้นก็พอแล้ว อาจจะได้กำไรน้อยแต่ว่าเราจะอยู่ได้ไปเรื่อยๆ”

Writer

Craft Curator, Chief Dream Weaver, Lifestyle Columnist, Editor-in-Cheese, Design Researcher 'Instagram : @rata.montre'

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like