ประชามติ

คุยกับ ‘สวนดุสิตโพล’ ว่าทำไมเสียงหลักพันสะท้อนคนทั้งชาติได้

ท่ามกลางความร้อนระอุของสมรภูมิการเมืองไทย ข้อมูลมักถูกใช้เป็นอาวุธและโล่กำบัง แต่หากเอ่ยชื่อหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนกระจกสะท้อนความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชนมาตลอดหลายสิบปี หลายคนจะนึกถึงชื่อ ‘สวนดุสิตโพล’ เป็นอันดับแรกๆ 

ย้อนกลับไปในวันที่คำว่า ‘public opinion’ หรือความเห็นสาธารณะ ยังเป็นเพียงแนวคิดที่เพิ่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากอเมริกา ศาสตร์แขนงนี้มีรากฐานมาจากการสำรวจความคิดเห็นเพื่อคาดการณ์ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีผ่านหน้าหนังสือพิมพ์  

เมื่อ รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ผู้บุกเบิกได้นำศาสตร์นี้เข้ามาสู่รั้วสวนดุสิต ก้าวแรกนั้นไม่ได้เริ่มต้นจากคณะรัฐศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่กลับเริ่มขึ้นในหลักสูตร ‘บรรณารักษศาสตร์’ โดยมองเห็นว่าเหล่านักศึกษาที่ช่างสังเกตและละเอียดลออในการจัดระเบียบข้อมูล คือกำลังพลชุดแรกที่เหมาะสม 

ในช่วงเริ่มต้น ภารกิจของนักศึกษาบรรณารักษ์กลุ่มนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เรื่องบ้านเมืองเป็นหลัก แต่เน้นหนักไปที่ ‘โพลการตลาด’ เพื่อสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคและการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก่อนที่จะขยับเข้าสู่สนาม ‘โพลการเมือง’ อย่างเต็มตัว ตั้งแต่การทำ exit poll และการทำนายผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในยุคคุณสมัคร สุนทรเวช ซึ่งผลออกมาแม่นยำอย่างน่าอัศจรรย์จนทำให้ผู้คนเริ่มสนใจศาสตร์นี้

“ท่านอาจารย์สุขุมเป็นผู้นำของสวนดุสิตโพล แล้วก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกันตรงนี้เลย สื่อก็จะมารอติดตามผล หลังจากนั้นทำให้คนรู้จักสวนดุสิตโพลมาโดยตลอด” 

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองไทยปัจจุบัน เราเดินทางมาเยือนมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อพูดคุยกับ ‘อาจารย์หนิง’ หรือ ดร.พรพรรณ บัวทอง’ ประธานสวนดุสิตโพลคนปัจจุบัน ถึงเบื้องหลังกองแบบสอบถามนับแสนแผ่น ไปจนถึงแง่มุมธุรกิจที่คนนอกอาจไม่เคยรู้ว่า ในยุคที่ดาต้าคือขุมทรัพย์ การทำงานกับ ‘ความจริง’ ของผู้คนนั้นมีมูลค่ามหาศาลในหลายมิติ

โพลคือบันทึกประวัติศาสตร์ 

หากมองผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์ ดร.หนิงเล่าว่าพัฒนาการความเห็นสาธารณะในไทยสามารถแบ่งออกเป็นยุคสมัยที่สะท้อนอารมณ์ของสังคมได้อย่างชัดเจน 

ในยุคแรกหรือ ‘ยุค 1.0’ นั้น เป็นยุคที่ผู้คนมีความตื่นตัวและตื่นเต้นกับการทำโพลอย่างมาก ประชาชนยินดีที่จะตอบคำถามและสะท้อนความเห็นของตนเองอย่างตรงไปตรงมา เพราะมองว่าเป็นพื้นที่ใหม่ในการแสดงออกทางความคิดเห็นที่ส่งผลถึงระดับนโยบาย

ทว่าเมื่อเข้าสู่ยุคต่อมาหรือ ‘ยุค 2.0’ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มมีความกังวลและกลัวที่จะตอบความจริง หรือบางครั้งจงใจให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ เนื่องจากอิทธิพลทางการเมืองและการซื้อเสียงที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การทำโพล โดยเฉพาะโพลหน้าคูหาเลือกตั้ง (exit poll) มีความเสี่ยงสูงขึ้นและต้องใช้ต้นทุนมหาศาลในการป้องกันความคลาดเคลื่อนและการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกที่บิดเบือนข้อมูลได้

ในยุคปัจจุบัน บริบทของการทำโพลซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น แม้ผู้คนจะมีความเต็มใจตอบมากขึ้น แต่ความท้าทายกลับอยู่ที่ ‘ความจริง’ ในคำตอบนั้นอาจไม่ได้มีเพียงมิติเดียว หรือประชาชนอาจเปลี่ยนใจได้ง่ายตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่ใช้ในการสำรวจ ระดับความรู้ส่วนบุคคล ไปจนถึงปัจจัยภายนอกอย่างกระแสข่าวสารและสภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น ซึ่งส่งผลให้ความคิดเห็นมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา

สิ่งหนึ่งที่ ดร.หนิงสะท้อนให้ฟังคือเอกลักษณ์ของคนไทยที่ว่าคนไทยมักไม่ยึดติดกับแนวคิดทางการเมืองหรืออุดมการณ์อย่างชัดเจนเหมือนในต่างประเทศที่หากใครเป็นฝั่งซ้ายหรือขวาจัดก็มักเลือกพรรคที่มีอุดมการณ์อย่างนั้น แต่คนไทยให้ความสำคัญกับ ‘ผลลัพธ์’ เป็นที่ตั้ง โดยเลือกที่จะเทคะแนนให้กับผู้ที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถเข้ามาแก้ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตได้จริง 

“หัวใจสำคัญของโพลคือข้อมูล ข้อมูลมาจากคน ในกรณีที่โลกมันต่างกันอย่างสุดขั้วแบบนี้ มันก็ทำให้คนตอบโพลมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกเยอะมากๆ เจ้าหน้าที่ของเราก็ทำงานหนักมากขึ้น” 

เพื่อให้ก้าวข้ามกำแพงอารมณ์ สวนดุสิตโพลจึงพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า ‘ดัชนีการเมืองไทย’ (Suan Dusit Poll Political Index) ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ละเอียดและครอบคลุมมิติทางสังคมอย่างรอบด้าน ดัชนีนี้ไม่ได้ถามแค่ว่าคุณชอบใคร แต่เจาะลึกลงไปใน 25 ตัวชี้วัดสำคัญ 

“ดัชนีการเมืองไทย คือการใช้ชุดคำถามเดิม 25 ตัวชี้วัดในแต่ละเดือนเพื่อให้เห็นภาพการเปรียบเทียบว่าในมาตรฐานเดียวกันนั้น รัฐบาลแต่ละยุคสมัยมีผลงานในสายตาประชาชนเป็นยังไง ใครสอบผ่านหรือสอบตกในเรื่องไหนบ้าง”

ตั้งแต่การปฏิบัติงานของนายกรัฐมนตรี ความเชื่อมั่นในพรรคการเมือง ไปจนถึงเรื่องปากท้องอย่างค่าครองชีพและราคาสินค้า ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน ‘ผลตรวจสุขภาพ’ ของประเทศที่ทำสม่ำเสมอทุกเดือน เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าฟันเฟืองตัวไหนของรัฐบาลที่กำลังทำงานได้ดี หรือฟันเฟืองตัวไหนที่ประชาชนเริ่มไม่เห็นชอบ

“เราหยุดทำไปช่วงที่มีการทำรัฐประหาร เพราะพอเราเทียบทุกเดือนก็จะเห็นว่าความเห็นของประชาชนเต็ม 10 มันค่อยๆ ได้คะแนนน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมือง ก่อนที่จะกลับมาทำตอนที่เราได้รัฐบาลใหม่

“แต่เชื่อมั้ยว่าในระยะเวลาที่ทำโพลดัชนีการเมืองมาหลายสิบปี ประเด็นคำถามที่สร้างดัชนีมาในแต่ละคำถาม ทุกวันนี้ยังใช้ได้จนถึงปัจจุบัน มันก็บ่งบอกได้หลายอย่าง เช่น สถานการณ์การเมืองบ้านเราไม่ไปไหน ก็เลยยังถามได้เหมือนเดิม หรือไม่ก็ข้อคำถามเรามันแม่นยำมาก”

อีกหนึ่งรูปแบบที่สวนดุสิตโพลนำมาใช้รับมือกับความผันผวนทางการเมืองคือ tracking poll หรือการเก็บข้อมูลแบบต่อเนื่องเป็นระยะเพื่อดูแนวโน้มแทนการเก็บเพียงครั้งเดียว การทำโพลแบบนี้ช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของคะแนนนิยม มากกว่าแค่ภาพถ่ายนิ่งๆ ซึ่งมีความหมายอย่างมากในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ ดร.หนิงย้ำเตือนนักวิเคราะห์และประชาชนอยู่เสมอคือ ‘อายุขัย’ ของข้อมูลทางการเมือง เธอเชื่อว่าเราไม่สามารถเอาผลโพลในอดีตที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้น มาอธิบายหรือตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบริบทและปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที โพลจึงเป็นเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ความรู้สึกที่บอกเราว่า “ครั้งหนึ่งคนเคยคิดแบบนี้” แต่ไม่ได้หมายความว่าวันนี้เขาจะยังคิดเหมือนเดิม

“ถ้าให้เรานึกย้อนกลับไป คนชอบพี่เบิร์ด ธงไชย แต่ณ วันนี้ คนโหวตเจฟ ซาเตอร์ ไง ดังนั้นแสดงว่าโพลมันเปลี่ยนได้ อารมณ์ความรู้สึกของคนมันเปลี่ยนได้”

ในสนามการเมืองก็เช่นกัน ข้อมูลที่ดูเหมือนจะชนะขาดลอยในวันนั้นอาจพ่ายแพ้ในวันนี้เพียงเพราะ ‘ความรู้สึก’ ของมวลชนได้ขยับที่ทางไปแล้ว การเอาข้อมูลเก่ามาใช้จึงต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

ความยากของการวิเคราะห์โพลการเมืองจึงอยู่ที่การแยกแยะระหว่าง ‘ข้อเท็จจริง’ กับ ‘อารมณ์ชั่ววูบ’ ข้อมูลที่เก็บท่ามกลางวิกฤตการณ์มักจะมีความแหลมคมสูงแต่ขาดความยั่งยืน ทีมงานสวนดุสิตโพลจึงต้องทำงานอย่างหนักในการสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อมองหาว่าภายใต้เสียงแห่งอารมณ์นั้น อะไรคือ ‘ความต้องการที่แท้จริง’  

บทเรียนที่สวนดุสิตโพลพยายามส่งมอบผ่านการทำโพลการเมืองมาตลอด 30 ปี คือการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันข้อมูล

“ให้สนุกกับการติดตามโพล อย่าให้โพลมันปั่นหัวเรา ให้โพลบอกเราว่ามันมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง”

ศาสตร์แห่งการชิมแกง

“ไม่รู้เหมือนกันว่าวันหยุดของคนอื่นเป็นยังไง แต่เสาร์-อาทิตย์ของอาจารย์คือการทำงาน” ดร.หนิงเอ่ยพลางหัวเราะ 

“วันเสาร์เราปั่นต้นฉบับ พอวันอาทิตย์ผลโพลออกสื่อเราก็ต้องมานั่งดูว่ามีสื่อไหนพูดถึงเรายังไงบ้าง การตามดูตรงนี้ไม่ได้แปลว่าเอามาเครียดนะ แต่เราดูเพื่อดูว่ากระแสสังคมเป็นยังไง เพื่อจะเอามาวางแผนว่าสัปดาห์หน้าเทรนด์เรื่องไหนกำลังจะมา พอถึงวันจันทร์เราก็มานั่งคุยกับพี่ๆ ทีมงานที่อยู่กันมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเพื่อสรุปงานกันต่อ”

หัวใจสำคัญคือการมองว่าทุกความคิดเห็นคือสินทรัพย์ทางปัญญาที่ต้องผ่านกระบวนการถนอมและแปรรูปอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกผลโพลที่ปรากฏต่อสาธารณะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นได้ ถึงอย่างนั้น ที่ผ่านมาหลายคนตั้งคำถามกับโพลหลายๆ สำนักว่าไปทำโพลกันตอนไหน ทำไมเราไม่เคยถูกถาม กระทั่งว่าจำนวนคนเท่านี้จะบอกอะไรได้

“โพลคือแขนงหนึ่งของการวิจัย ซึ่งหัวใจสำคัญอย่างการสุ่มตัวอย่างมักถูกตั้งคำถามเสมอว่าคนเพียงหลักพันจะสะท้อนเสียงของคน 65 ล้านคนได้ยังไง ความสงสัยนี้เป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้เราฉุกคิดก่อนที่จะเชื่อ แต่ในทางวิชาการ การวิจัยมีรากฐานมาจากปรัชญาและความเป็นเหตุเป็นผล 

“เหมือนที่อาจารย์สุขุมเคยเปรียบเทียบไว้ว่า ‘การชิมแกงไม่จำเป็นต้องกินทั้งหม้อ แค่ซดเพียงช้อนเดียวก็รู้แล้วว่ารสชาติเป็นยังไง’ หากช้อนนั้นถูกตักขึ้นมาอย่างถูกวิธี มันก็เพียงพอที่จะบอกรสชาติของคนทั้งประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ หรือเชิงปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราสร้างองค์ความรู้และกำหนดทิศทางเพื่อนำไปใช้งานจริงได้อย่างแม่นยำ”

กระบวนการ ‘ทำความสะอาดข้อมูล’ หรือ data cleaning คือด่านทดสอบแรกที่สวนดุสิตโพลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความเสี่ยงสูง ทีมงานต้องตรวจสอบตั้งแต่ช่วงเวลาการตอบเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่บอตหรือโปรแกรมอัตโนมัติที่ถูกส่งมาปั่นผลโพล มีการวัดระยะเวลาที่ใช้ในการตอบแต่ละข้อเพื่อคัดกรองคำตอบที่อ่านผ่านๆ หรือตอบแบบสุ่มออกไปจากระบบ รวมถึงการตรวจสอบความสอดคล้องของคำตอบในแต่ละประเด็นเพื่อหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นจากการตอบแบบไม่ตั้งใจ ทำให้ข้อมูลที่เหลืออยู่คือความจริงที่ผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดที่สุด

สำหรับการเก็บข้อมูลภาคสนามที่ยังคงใช้แบบสอบถามกระดาษ ความท้าทายอยู่ที่การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย หลายคนอาจไม่เต็มใจให้คำตอบ หลายครั้งการทำงานภาคสนามก็ตามมาด้วยความเครียดจากการเผชิญกับอารมณ์ที่หลากหลายของผู้คน

สวนดุสิตโพลยังกำหนดว่าข้อมูลที่ใช้ได้ต้องมีความสมบูรณ์มากกว่า 80% ในแต่ละชุดคำถามเท่านั้น เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในเชิงสถิติ กลยุทธ์สำคัญที่นำมาใช้คือการเก็บตัวอย่างเกินจำนวนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากการที่ข้อมูลบางส่วนอาจถูกคัดทิ้งทำให้มั่นใจได้ว่าแม้จะผ่านการกรองที่เข้มข้นจนเหลือแต่ข้อมูลชั้นดี จำนวนข้อมูลที่เหลือก็ยังคงมากพอที่จะเป็นตัวแทนของประชากรได้อย่างแม่นยำและมีน้ำหนักมากพอ 

ในขั้นตอนการวิเคราะห์ทางสถิติ ทีมวิจัยจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความผิดปกติหรือ outliers เพื่อหาข้อมูลที่โดดออกจากกลุ่มจนอาจส่งผลกระทบต่อค่าเฉลี่ยที่แท้จริง มีการดูรูปแบบการกระจายตัวของข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อให้เห็นภาพรวมที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมมากที่สุด 

แม้เทคโนโลยีจะช่วยในการประมวลผลได้มหาศาล แต่ประสบการณ์ของบุคลากรคือปัจจัยในการควบคุมคุณภาพและการตีความข้อมูลที่ซับซ้อน เจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ยาวนานจะมองเห็นความผิดปกติในข้อมูลได้เร็วกว่าระบบคอมพิวเตอร์ และมีความสามารถในการมองลึกลงไปในความรู้สึกของผู้คนผ่านตัวเลขเหล่านั้น 

นักสำรวจโพลของสวนดุสิตจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่แจกแบบสอบถาม แต่ต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการวิจัย ตั้งแต่การออกแบบการสุ่มตัวอย่าง การวัดผล ไปจนถึงการวิเคราะห์ผลเบื้องต้น นอกจากนี้ยังต้องมีความรู้รอบตัวในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น รัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ เพื่อให้สื่อสารกับกลุ่มตัวอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจประเด็นที่กำลังสำรวจ  

Data is an Asset

ในมิติธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ข้อมูลของสวนดุสิตโพลเปรียบเสมือน ‘เข็มทิศ’ ที่มีราคาสูงยิ่งในตลาดการแข่งขันปัจจุบัน 

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นแผนที่ที่บอกทิศทางกระแสสังคมที่นักธุรกิจและผู้วางนโยบายต่างต้องการ ดร.หนิงย้ำถึงคุณค่าของสิ่งที่ถืออยู่ในมือเสมอว่า 

“ถ้าถามถึงคำจำกัดความของที่นี่ อาจารย์มักจะใช้คำว่า ‘Data is an asset’ เพราะข้อมูลคือทรัพย์สินที่มีค่าเท่ากับความรู้และเงินทอง หากเราบริหารจัดการข้อมูลเหล่านั้นจนเข้าถึงระดับอินไซต์หรือข้อมูลเชิงลึกได้จริงๆ มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก 

“อาจารย์เชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนโลกวันพรุ่งนี้ได้ด้วยข้อมูลที่เรามีในวันนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่แนวคิดส่วนตัว แต่เป็นแนวทางที่สวนดุสิตโพลทำมาตลอด คือการหยิบเอาข้อมูลมาสังเคราะห์และเปลี่ยนรูปให้กลายเป็นมูลค่าและองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับสังคม”

ยุคหนึ่งสถาบันได้รับโอกาสสำคัญในการทำงานร่วมกับรายการทีวีและสื่อยักษ์ใหญ่เพื่อสร้างเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลหรือ data-driven content การเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นเรื่องเล่าผ่านหน้าจอโทรทัศน์ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์สวนดุสิตโพลในมิติธุรกิจและสื่อมวลชนมหาศาล

ชื่อเสียงที่สั่งสมเหล่านี้เองทำให้ภาคเอกชนและบริษัทข้ามชาติจำนวนมากต่างติดต่อเข้ามาให้สวนดุสิตโพลทำข้อมูลสำคัญให้ ดร.หนิงมองว่าสิ่งที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดคือความเชื่อมั่นในเครือข่ายการเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมทุกตารางนิ้วผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ 

ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นฐานในการตัดสินใจลงทุนระดับหลักล้านถึงหลักพันล้านของภาคธุรกิจ โพลยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายระดับชาติ  

“โดยทั่วไปแล้วโพลคือข้อมูล input ที่ส่งออกไปเป็น policy หรือนโยบายได้เร็วที่สุดในกระบวนการทำงานของรัฐบาล ถ้าทำวิจัยปกติอาจใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่นี่คือ quick response ที่ให้ข้อมูลได้เร็วมาก รัฐบาลเลยมักใช้โพลเป็นเครื่องมือ ซึ่งไม่ใช่คำ negative นะ แต่มันคือกลไกที่เอามาใช้ขับเคลื่อนงาน 

“โพลสำคัญตรงที่มันทำให้คนบางคน ซึ่งทั้งปีอาจไม่เคยมีใครมาถามความเห็นเขาเลย ได้มีโอกาสแสดงออกในสังคมประชาธิปไตยว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้ ทั้งเรื่องจำนำข้าวหรือคนละครึ่ง โพลเลยเป็นทั้ง storyteller และเป็นไดอารีที่ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราว เป็นกระจกสะท้อนที่ทำให้คนเห็นคุณค่าของข้อมูลในแต่ละช่วงเวลา”

แม้ข้อมูลจะมีมูลค่ามหาศาล แต่ปัจจุบันสวนดุสิตโพลได้ตัดสินใจขยับบทบาทกลับมาทำหน้าที่ ‘รับใช้สังคม’ การรับงานเพื่อแสวงหาผลกำไรสูงสุดถูกลดทอนเพื่อรักษาความเป็นกลางและภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมานาน 

“เราลดการรับงานเชิงพาณิชย์ลง เพื่อมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากขึ้น” 

ภารกิจหลักในยุคนี้เป็นการทำให้โพลเป็น ‘กระจก’ ที่สะท้อนความจริงอย่างอิสระ โมเดลธุรกิจของสวนดุสิตโพลในปัจจุบันจึงเป็นหน่วยงานอิสระภายใต้มหาวิทยาลัยที่มีระบบการจัดสรรงบประมาณเพื่อความยั่งยืนขององค์กร มีการแบ่งสัดส่วนรายได้ 20% ให้มหาวิทยาลัย 20% สำหรับบริหารจัดการ และถึง 60% ที่ถูกทุ่มลงไปในต้นทุนการดำเนินงานภาคสนาม 

ถึงอย่างนั้น ความเชื่อที่ว่า ‘Data is an asset’ ยังคงถูกสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลายเพื่อให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเป็นมิตร ตั้งแต่รายการ Poll Talk ที่ชวนพูดคุยเรื่องข้อมูล โครงการ Poll Lab ที่ฝึกให้คนทั่วไปและนักศึกษาเข้าใจเรื่องการทำโพล และกิจกรรม Poll Cafe ที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่เรียนรู้ข้อมูลร่วมกับประชาชนทั่วไป 

การทำให้เรื่องตัวเลขกลายเป็นเรื่อง ‘สนุกและคุยสบาย’ ช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยทางวิชาการและวิถีชีวิตของผู้คนได้

หัวข้อโพลสาธารณะในแต่ละสัปดาห์จึงถูกคัดสรรอย่างประณีตผ่านกระแสข่าวสาร Google Trends และอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัย ประเด็นเรื่องอาหาร การศึกษา การท่องเที่ยว และสุขภาพ ถูกนำมาสำรวจเพื่อมอบองค์ความรู้ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยให้ดียิ่งขึ้น 

“เราหลีกเลี่ยงประเด็นที่เปราะบางเกินไปเพื่อรักษาสมดุลและไม่สร้างความแตกแยก แต่ยังคงยืนหยัดในการสะท้อนเสียงของคนในเรื่องสำคัญ” 

เหนือสิ่งอื่นใด ดร.หนิงเชื่อว่า “โพลคือตัวกลางสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นสำคัญต่างๆ ของสังคมอย่างเท่าเทียมกัน เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยสามารถส่งไปถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมือง โพลจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บอกว่าใครชนะหรือใครแพ้ แต่เป็นการยืนยันว่าทุกเสียงของประชาชนนั้นมีความหมายต่อการขับเคลื่อนประเทศ”

Writer

พิลาทิสและแมว

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like