Singha Park Chiang Rai The Happiness
‘สิงห์ปาร์ค เชียงราย’ แลนด์มาร์กแห่งความสุข ที่ผลักดันธุรกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม
หากคิดว่า ‘สิงห์ปาร์ค เชียงราย’ เป็นเพียงไร่ชาขนาดใหญ่ที่มีไว้ถ่ายรูปสวยๆ คุณอาจจะมองข้ามแก่นแท้ของสถานที่แห่งนี้ไป บนพื้นที่กว่า 8,600 ไร่ สิงห์ปาร์คฯ ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเชียงรายเท่านั้น แต่ที่นี่คือ happiness destination ที่ยึดหลักการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise)
สิ่งที่สิงห์ปาร์คฯ ยึดเป็นหัวใจสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่ทางการเกษตร การสร้างสมดุลระหว่างการผลิตชาคุณภาพระดับโลก สร้างโรงงานผลิตชาเขียวมาตรฐานญี่ปุ่นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการจัดบิ๊กอีเวนต์ระดับโลก เช่น เทศกาลบอลลูนนานาชาติ และผลักดันให้เชียงรายเป็น sport destination ด้านการแข่งกีฬา สร้างงานกว่า 1,200 ตำแหน่งให้กับคนในท้องถิ่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาศาลให้กับจังหวัดเชียงราย
เบื้องหลังธุรกิจยังต่อยอดองค์ความรู้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิด Forest-Based Agriculture ที่ปลูกชาใต้ร่มเงาไม้ใหญ่โดยไม่ทำลายป่าสู่พื้นที่ปลูกชาในจังหวัดน่าน รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล จึงเป็นโมเดลที่ธรรมชาติอยู่ได้ คนอยู่ดี และความสุขเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
ตามไปดูกันว่าอะไรที่ทำให้แลนด์มาร์กแห่งนี้เป็นมากกว่าที่เที่ยวในทั้งมิติธุรกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม

1. ธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการท่องเที่ยว
เบื้องหลังการเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวและจัดอีเวนต์ระดับนานาชาติของสิงห์ปาร์ค เชียงราย ที่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2526 โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด คือโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนและจังหวัดเชียงรายให้เติบโตไปพร้อมกับบริษัท เป้าหมายหลักจึงไม่ใช่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่คือการสร้างงานและรายได้ที่กระจายกลับสู่คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
โดยสร้างโอกาสการจ้างงานกว่า 1,200 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งภาคเกษตรกรรม การดูแลพื้นที่ และกิจกรรมต่างๆ เน้นการจ้างงานหมุนเวียนในพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถมีอาชีพที่มั่นคงในถิ่นที่อยู่เดิม หนึ่งในกลุ่มสำคัญคือเกษตรกรผู้ปลูกชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนโดยรอบ เช่น ชุมชนหนองเขียวที่เป็นชาวลาหู่หรือมูเซอ แนวคิดนี้ช่วยให้คนในพื้นที่สามารถทำงานในสิ่งที่คุ้นเคย ไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นไปหางานจากที่อื่น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม
2. แลนด์มาร์กท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์กลางจัดเทศกาลและบิ๊กอีเวนต์ระดับโลกตลอดทั้งปี
นอกจากสิงห์ปาร์ค เชียงรายจะเป็นพื้นที่กิจกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรขนาดใหญ่ พื้นที่ทั้งหมดถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบสำหรับการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน ตั้งแต่ไร่ชาอู่หลง สวนยางพารา ไปจนถึงแปลงปลูกผลไม้ตามฤดูกาล ตั้งใจผลักดันผลผลิตเหล่านี้ให้กลายเป็นของดีเมืองเชียงรายที่ช่วยสร้างรายได้ให้จังหวัดอย่างต่อเนื่อง และยังพัฒนาโซน Flower Bloom ที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายชนิดซึ่งผลัดเปลี่ยนตามฤดูกาล เพื่อให้ภูมิทัศน์ของพื้นที่เบ่งบานสวยงามตลอดทั้งปี และกลายเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
นอกจากนี้ สิงห์ปาร์ค เชียงรายยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจัดบิ๊กอีเวนต์ระดับประเทศและนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น Singha Park Chiangrai International Balloon Fiesta เทศกาลบอลลูนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่ล่าสุดเพิ่งได้รับรางวัล Gold Award ระดับโลกจาก IFEA (International Festivals & Events Association สมาคมเทศกาลและกิจกรรมระหว่างประเทศ ผู้มุ่งส่งเสริมและพัฒนางานเทศกาลและอีเวนต์ทั่วโลก) ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการจัดงานระดับสากล ทั้งคุณภาพกิจกรรม การบริหารจัดการพื้นที่ ความปลอดภัย และการออกแบบประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงงาน Farm Festival on the Hill ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
ในเชิงเศรษฐกิจ เทศกาลบอลลูนในปี 2025 มีผู้เข้าร่วม 110,000 คนตลอด 5 วัน สร้างเงินหมุนเวียนรวมกว่า 1,055.99 ล้านบาท พร้อมก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 1,380 คน และรายได้ภาษีในพื้นที่กว่า 50 ล้านบาท ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนโมเดลธุรกิจท่องเที่ยวที่สร้างอิมแพ็คในระดับจังหวัด โดยไม่ได้กระจุกอยู่เพียงพื้นที่จัดงาน แต่ยังกระจายไปสู่ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร ตลาดท้องถิ่น ระบบขนส่ง และภาคการเกษตร เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือการผลักดันเชียงรายสู่การเป็น sport destination ของประเทศ สิงห์ปาร์คฯ เป็นพื้นที่จัดการแข่งขันกีฬาหลากหลายรูปแบบ และงานวิ่งมาราธอนที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย Chiang Rai Marathon งานจักรยานทางเรียบ Chiang Rai Road Classic การแข่งขันเรือเร็ว F1 Singha Water Sports และจะเป็นสถานที่จัด Spartan SUPER World Championship Chiangrai 2026 ซึ่งสอดรับกับนโยบายที่เชียงรายถูกยกให้เป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดเมืองกีฬาของไทย กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างสีสัน ดึงดูดนักท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตลอดทั้งปี
3. ยกระดับอุตสาหกรรมชาไทยสู่มาตรฐานโลก
สิงห์ปาร์คฯ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตชาคุณภาพระดับประเทศ และดำเนินธุรกิจชาแบบครบวงจรตั้งแต่ไร่ชา (farm) ไปจนถึงโรงงานผลิต (factory) โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ภายในพื้นที่มี Absolute Tea Tuning Center ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์นวัตกรรมด้านชาครบวงจร เพื่อพัฒนารสชาติ มาตรฐาน และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมชาไทย
ก้าวสำคัญของการยกระดับสู่สากลคือการร่วมมือกับ Maruzen Tea Japan ในการก่อตั้งโรงงานผลิตชามาตรฐานญี่ปุ่นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มารุเซ็นถือเป็นแบรนด์ชาอันดับต้นของญี่ปุ่นจากจังหวัดชิซุโอกะ และมีทีมงานนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านชา รวมถึงวิศวกรญี่ปุ่นเข้ามาควบคุมดูแลกระบวนการผลิต เพื่อให้ชาจากเชียงรายมีคุณภาพและรสชาติเทียบเท่ามาตรฐานการผลิตจากเมืองชิซุโอกะ พร้อมส่งมอบสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
อีกหนึ่งการต่อยอดสำคัญคือแนวคิด Forest Based Agriculture หรือการเกษตรบนฐานของป่า ซึ่งเลือกปลูกชาใต้ร่มเงาไม้ใหญ่โดยไม่ทำลายระบบนิเวศ แนวคิดนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ปลูกชาอัสสัมในจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นชาที่เติบโตตามธรรมชาติบนพื้นที่ภูเขาสูง สิงห์ปาร์คฯ ได้พัฒนาองค์ความรู้ ถ่ายทอดแนวทางการปลูก และรับซื้อใบชาจากชุมชน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง ควบคู่ไปกับการปลูกจิตสำนึกรักและหวงแหนผืนป่าอย่างยั่งยืน
4. สนับสนุนการศึกษาและคุณภาพชีวิตเยาวชน
การพัฒนาคนคืออีกหนึ่งแกนสำคัญของสิงห์ปาร์คฯ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการเปิด Department of Tea เป็นการยกระดับองค์ความรู้ด้านชาไทยควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสเรียนรู้และรายได้ให้นักศึกษา โดย Department of Tea พัฒนาต่อยอดมาจาก Singha Park Cafe @ MFU ซึ่งทำหน้าที่เป็นห้องเรียนคาเฟ่ให้นักศึกษาได้ฝึกงานจริง ได้เรียนรู้ทั้งด้านธุรกิจและงานบริการ พร้อมเป็นศูนย์รวมความรู้เรื่องชาและพื้นที่จัดเวิร์กช็อปโดยพนักงานทั้งหมดเป็นนักศึกษาแม่ฟ้าหลวงที่ได้รับโอกาสทำงานจริงระหว่างเรียน
นอกจากนี้ยังสร้างห้องเรียนธรรมชาติให้ชุมชน เช่น Art Summer Camp และ Singha Park Nature Camp เพื่อเป็นพื้นที่ที่เยาวชนจะได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์จริงในสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ อีกทั้งยังสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชน เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ควบคู่กับโครงการมอบทุนอาหารกลางวันที่ช่วยให้เด็กในโรงเรียนห่างไกลได้รับอาหารครบ 5 หมู่ เสริมสร้างสุขภาพและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ พร้อมปลูกฝังแนวคิดการพึ่งพาตนเองและความยั่งยืนในอนาคต ไปจนถึงร่วมออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในชื่อ ‘หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา’ เน้นให้บริการตรวจสุขภาพและคัดกรองโรคแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดูแลสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัดเชียงราย
5. พื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
บนพื้นที่กว่า 8,600 ไร่ สิงห์ปาร์คฯ ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ภายในพื้นที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติกว่า 50 แห่ง มีการส่งเสริมการเกษตรปลอดสารเคมี ลดการเผาป่าในฤดูแล้ง และคืนพื้นที่ป่าให้สัตว์ป่าได้กลับมาอยู่อาศัยอีกครั้ง โดยยึดหลักคิดว่าเมื่อธรรมชาติอยู่ได้คนก็อยู่ได้ ซึ่งกลายเป็นดีเอ็นเอของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
สิงห์ปาร์คฯ ยังร่วมมือกับ GISTDA ในการนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ และสนับสนุนการพัฒนาระบบสารสนเทศ รวมถึงกลไกการประเมินคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐและชุมชนมีส่วนร่วมในการเพิ่มคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย ความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมนี้ยังได้รับการยืนยันผ่านการรับรองเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม หรือ OECMs จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม