นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

ปล่อยให้เขาไปดีกว่า?

ย้อน 5 เรื่องของ Robinhood จากแรกหวังเป็น CSR สู่วันที่ต้องโบกมือลา ท่ามกลางความเสียดายของผู้คน

เวลานี้ หนึ่งในประเด็นร้อนที่หลายคนน่าจะจับตามองคือ Robinhood แพลตฟอร์มเดลิเวอรีสัญชาติไทยภายใต้การนำของ SCBX ได้ประกาศปิดตัวลง

พ่อค้าแม่ขายที่มีช่องทางในแพลตฟอร์ม Robinhood คงพยายามหาหนทางและข้อสรุปต่อไปของร้าน เนื่องด้วย Robinhood แทบจะเป็นแพลตฟอร์มแรกๆ ที่หลายเจ้ากระโดดเข้าไปเปิดหน้าร้านเพราะไม่เสียค่า GP ในการขายของ ขณะเดียวกัน เชื่อว่าคนทั่วไปน่าจะสงสัยไม่น้อยว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีเป็นยังไง? เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ขนาดนั้นเลยหรือไม่? Capital ขอพาไป recap เส้นทางของ Robinhood และอนาคตต่อไปของตลาดนี้

1. Robinhood เกิดขึ้นโดยกลุ่ม SCBX ที่ตั้งใจให้คนไทยมีค่าครองชีพถูกลง ในห้วงเวลาที่สถานการณ์โควิด-19 บังคับให้คนส่วนใหญ่ต้องสั่งอาหารออนไลน์ จากปกติที่ต้องใช้เวลาพัฒนาแอพฯ นานเป็นปี กลุ่ม SCB พัฒนาภายในเวลา 3 เดือน

2. การสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรีมี pain point ที่ราคาและปริมาณ คือร้านโดนเก็บค่า GP สูงถึง 30-35% ของค่าอาหารที่ขาย นั่นแปลว่าร้านก็ได้เงินน้อยลง ลูกค้าก็จ่ายแพงขึ้น คอนเซปต์ของ Robinhood จึงคือการเป็นฟู้ดเดลิเวอรีที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมใดๆ

เช่น ค่าสมัคร ค่า GP นั่นทำให้ร้านอาหารได้เงินเต็ม ลูกค้าก็ได้อาหารปริมาณเหมือนกินหน้าร้านในราคาไม่บวกเพิ่ม ในค่าส่งตามจริง ไอเดียนี้ได้มาจากบริษัทในต่างประเทศที่ชื่อ Robinhood เหมือนกัน แต่ทำเรื่อง security trading โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม 

3. คุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานกรรมการ บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด ในตอนนั้น ยังอธิบายว่า การเกิดขึ้นของ Robinhood ก็เหมือนกับการสร้างโครงการ CSR ขึ้นมาอีกโครงการหนึ่ง เพราะงบที่ได้นั้นมาจากงบ CSR ของธนาคารไทยพาณิชย์ “Robinhood ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อแข่งกับใครหรือต้องการเป็นเจ้าตลาด แต่พัฒนาโดยใช้มุมมองของลูกค้าเป็นตัวตั้ง” นั่นแปลว่าจะไม่มีกำไรจากการเปิดแอพพลิเคชั่นนี้

แต่ถึงจะบอกว่าไม่ได้หวังกำไร ทาง SCBX ก็ถือว่ายังได้ผลประโยชน์อื่นๆ เพราะ Robinhood เปิดให้ร้านค้าเข้าถึงสินเชื่อธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นร่มใหญ่ได้ง่ายขึ้น แปลว่าธนาคารก็ย่อมได้ฐานข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลร้านค้าบริการไปด้วย รวมถึงได้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของผู้บริโภคไปเต็มๆ

นอกจากนั้น คอนเซปต์ CSR นี้ยังทำให้ลูกค้ารักใน Robinhood รักในไทยพาณิชย์ และหวังว่าหากลูกค้าจะใช้บริการธนาคาร ก็จะนึกถึงไทยพาณิชย์เป็นธนาคารแรก นี่ก็คือการสร้าง brand love และ brand awareness ให้แบรนด์นั่นเอง

4. ณ ตอนนั้น ในรอบ 1 ปี ของ Robinhood มีลูกค้าที่ลงทะเบียนใช้งานกว่า 2.3 ล้านคน จำนวนร้านอาหารบนแพลตฟอร์มกว่า 164,000 ร้าน และมีไรเดอร์ให้บริการรับ-ส่งอาหารกว่า 26,000 คน Robinhood ยังทำแคมเปญส่งอาหารฟรีซึ่งทำให้แอพฯ โตแบบก้าวกระโดดภายในระยะเพียง 4 สัปดาห์ นั่นคือมีไรเดอร์จาก 8 พันสู่ 2.6 หมื่นคัน, ร้านอาหารจาก 1 แสนสู่ 1.6 แสนร้าน, ลูกค้าจาก 1.2 ล้านคนสู่ 2.1 ล้านคน และยอดออร์เดอร์ต่อวันจาก 2 หมื่นสู่ 1.5 แสนออร์เดอร์

และหลังจากที่ประสบความสำเร็จในการดึงลูกค้าแล้ว Robinhood ยังขยับตัวเองจากการเป็นเพียง CSR มาเป็น social enterprise เพื่อให้อยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง นอกจากมีบริการรับ-ส่งอาหาร ยังขยายบริการอื่นๆ เช่น การจองโรงแรม การรับ-ส่งคน ทั้งหมดนี้เมื่อปี 2565 Robinhood ตั้งเป้าว่าจะเป็น super app ให้ได้

5. แต่หากขุดดูข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะเห็นว่ารายได้ตลอดการเปิดแอพฯ นั้นแม้จะเพิ่มขึ้นก็จริง แต่กลับขาดทุนต่อเนื่องทุกปี และในปี 2566 ก็ขาดทุนกว่า 2,155 ล้านบาท และขาดทุนสะสมกว่า 5,500 ล้านบาท

อันที่จริง สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ทั้งในตลาดฟู้ดเดลิเวอรีและอีคอมเมิร์ซก็ยอมเผาเงินและขาดทุนในช่วงแรกกันเป็นปกติ เนื่องจากต้องการดึงดูดลูกค้าใหม่ เพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ การสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ ซึ่งกับลูกค้าบางราย การลดแลกแจกแถมในช่วงนี้ก็อาจทำให้คนบางกลุ่มกลายเป็นลูกค้าประจำได้ แต่เมื่อหมดช่วงข้าวใหม่ปลามันนี้แล้ว ลูกค้ากลุ่มนี้ก็อาจไม่สานต่อสัมพันธ์และเลือกมองหาแบรนด์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์เรื่องราคาได้  

อีกสิ่งที่ทำให้สตาร์ทอัพทั้งหลายยอมเสียเงินมหาศาลเพื่อให้ได้ลูกค้ามา ก็คือการได้มาซึ่งข้อมูลที่ได้เล่าไปแล้วในข้อ 4 เพราะฐานข้อมูลถือเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีใครยอมขายให้ เมื่อมอง Robinhood ว่าเป็นแบรนด์ลูกของธนาคารไทยพาณิชย์ การยอมลดแลกเพื่อได้ฐานข้อมูลเฉพาะที่ธนาคารอาจไม่เคยมีก็อาจถือเป็นทางเลือกที่ดี

แต่การแข่งขันกันที่ราคานี้เองที่ทำให้เกิดสงครามราคาอันดุเดือด ซึ่งนั่นหมายความว่าหากแบรนด์ไหนไม่สามารถหาวิธีทำกำไรในระยะยาวของตนเองได้ การผลาญเงินไปเรื่อยๆ ก็อาจกลายเป็นเส้นทางสู่บทสุดท้ายของหนังสือ

  • ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีไทยเป็นยังไงต่อ? จากข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปได้ว่า
  • ปริมาณการสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นน่าจะลดลงประมาณ 3.7% จากปี 2566 ด้วยผู้บริโภคนั้นกลับมาทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น
  • แม้ 94% ของผู้ใช้งานฟู้ดเดลิเวอรีคิดว่าจะยังใช้งานอยู่ก็ตาม แต่กว่า 48% คิดว่าจะสั่งอาหารน้อยลง
  • ร้านอาหารยังมีต้นทุนสะสมสูงทำให้จำเป็นต้องปรับราคาขึ้น ส่งผลต่อปริมาณการสั่งอาหารของผู้บริโภค
  • ตอนนี้หลายๆ แพลตฟอร์มอัดโปรโมชั่นน้อยลงเพื่อหวังลดต้นทุนและสร้างกำไร ขณะเดียวกันก็หันมาทำการตลาดแบบเจาะจงมากขึ้นด้วย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่า ในปี 2567 มูลค่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีจะอยู่ที่ประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท หดตัว 1.0% จากปี 2566 แปลว่าเมื่อตลาดนี้หดตัวลงเรื่อยๆ ผู้เล่นในเกมนี้ต้องหากลยุทธ์อื่นๆ เพื่อสร้างรายได้มากกว่าการเป็นเพียงแค่แอพพลิเคชั่นส่งอาหาร 

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือตัวเลขการสมัครใช้งานในเดือนมิถุนายน 2566 ของแอพพลิเคชั่นอย่าง LINE MAN Wongnai ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดก็ลดน้อยลงเช่นกัน นั่นทำให้แอพฯ ต้องใช้กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าในต่างจังหวัด และเพิ่มบริการอื่นๆ อย่างการเรียกรถ การสร้างสัมพันธ์ข้ามธุรกิจ

ย้อนกลับมาที่ Robinhood ซึ่งได้ประกาศถึงแผนการปิดตัวที่จะเปิดให้ใช้งานแอพฯ ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 เวลา 20:00 น. เหตุการณ์นี้ถือว่าสร้างเสียงฮือฮาไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการและไรเดอร์ที่ใช้งานแอพฯ

ถึงอย่างนั้น เพราะความตั้งใจแรกเริ่มที่หวังเป็น CSR จึงมีหลายเสียงที่กล่าวว่าเข้าใจดีถึงสถานการณ์ ร้านค้าหลายรายเสียดายและเสียใจเพราะการเปิดหน้าร้านใน Robinhood นั้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมมากมาย ส่วนฟากฝั่งของผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็โอดครวญว่าจะต้องจ่ายค่าอาหารแพงอีกแล้วหรือนี่?

ขณะเดียวกัน กรณีของ Robinhood น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมในฟากฝั่งของผู้เล่นอื่นๆ ในตลาดไม่มากก็น้อย เพราะขณะที่เศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงเร็วในแต่ละวัน การเป็นผู้เล่นที่สามารถยืนหนึ่งได้ตลอดนั้นก็ท้าทายไม่น้อย

อ้างอิง 

Writer

กองบรรณาธิการไลฟ์สไตล์ที่มีแมวเป็นแรงผลักดันในการทำงาน

Illustrator

บรรณาธิการศิลปกรรม Email: y.pongtorn@gmail.com

You Might Also Like