เมื่อวิกฤต RAMageddon นำมาสู่เหตุ Apple ขึ้นราคาชั่วข้ามคืน 

ทำเอาเหล่าสาวกขมวดคิ้วและเหงื่อตกไปตามๆ กัน เมื่อล่าสุด Apple ประกาศขึ้นราคาสินค้าในกลุ่ม MacBook, MacDesktop, iPad และ home device อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นการปรับราคาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี  โดยมีผลทันทีในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ยกตัวอย่างเช่น MacBook Neo รุ่นเริ่มต้น ปรับราคาจาก 19,900 บาท เป็น 24,900 บาท, MacBook Pro M5 (1TB) ปรับราคาจาก 54,900 บาท เป็น 69,900 บาท หรือ iPad Air M4 รุ่น 11 นิ้ว ที่ปรับราคาจาก 21,900 บาท เป็น 27,900 บาท

เอาเข้าจริงการที่บริษัทเทคโนโลยีปรับขึ้นราคาสินค้า ถึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยแต่ก็อาจไม่ใช่เรื่องน่าตกใจแต่อย่างใด เพราะสาเหตุอย่างเงินเฟ้อ ภาษีนำเข้า หรือการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่มีสเปกสูงขึ้น ก็อาจล้วนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ เพียงแต่การขึ้นราคาในครั้งนี้ดูจะต่างออกไป เพราะนอกจากจะประกาศเรื่องราคา Apple ยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้นเหตุของการขยับครั้งนี้คือ ‘วิกฤตราคาชิป’

แล้วต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง มีลับลมคมในที่ต้องรู้เป็นพิเศษหรือเปล่า? เราขอทำหน้าที่อาสาสรุปให้อ่านที่ด้านล่างนี้

🧠 AI ผู้พลิกสมดุลของอุตสาหกรรมชิปไปตลอดกาล 🧠

ในปัจจุบันเวลาพูดถึง AI หลายคนมักนึกถึง GPU ของ NVIDIA เพราะเป็นหัวใจของการฝึกโมเดลขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริง AI ไม่ได้ใช้แค่ GPU เท่านั้น เซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องของ AI ยังต้องใช้ RAM และชิปเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อรองรับการประมวลผล การฝึกโมเดล และการให้บริการ AI แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก

ดังนั้นเมื่อบริษัทเทคโนโลยีต่างเร่งลงทุนสร้าง AI ความต้องการชิปหน่วยความจำจึงเพิ่มขึ้นตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในช่วงปีที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นผู้ผลิตชิปหลายรายจัดสรรกำลังการผลิตให้ลูกค้ากลุ่ม AI เป็นหลักเพื่อแลกกับการทำสัญญาระยะยาวและจ่ายในราคาที่สูงกว่า นำมาซึ่งผลเสียต่ออีกฝั่งอย่างชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ตที่มีปริมาณลดลง ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เนื่องจากสมดุลของอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนไป

หรืออาจกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรม AI ไม่ได้แค่ทำให้เกิดการแข่งขันในการ ‘สร้าง’ เท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดการแข่งขันในการ ‘แย่ง’ ซื้อทรัพยากรสำคัญ จนท้ายที่สุดผลกระทบก็ไม่อาจต้านทาน นำมาซึ่งการประกาศขึ้นราคาของ Apple ในวันนี้

📈 เมื่อ RAM แพงขึ้น Apple ก็รับต้นทุนต่อไม่ไหว 📈

ข้อมูลจาก TrendForce ระบุว่า ในตอนนี้ราคา DRAM เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 98% ในไตรมาสแรกของปี 2026 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 58-63% ในไตรมาสปัจจุบัน จนผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเรียกสถานการณ์นี้ว่า ‘RAMageddon’ เพราะเป็นการปรับขึ้นราคาที่รวดเร็วผิดปกติ

ด้วยเหตุนี้ ในการประกาศขึ้นราคาสินค้าของ Apple พวกเขาจึงระบุไว้อย่างชัดเจนว่าที่ผ่านมาบริษัทพยายามรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้เอง เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้บริโภค แต่วันนี้บริษัทมองว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป พร้อมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน” รวมถึง ทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอของแบรนด์ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal อีกด้วยว่า “น่าเสียดายที่การปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาเราพยายามปกป้องลูกค้าจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นมาโดยตลอด แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้มาถึงจุดที่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว”

ถึงแม้การปรับราคาจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกผลิตภัณฑ์ของ Apple แต่การกระทำและถ้อยคำจากประกาศดังกล่าวก็สะท้อนว่า ปัญหานี้ได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นปัญหาระดับโลก เพราะแม้แต่เจ้าเทคโนโลยีอย่าง Apple ที่มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ ก็ไม่อาจหนีพ้นต่อคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังถาโถมนี้

💸 พรุ่งนี้อาจเป็นทั้งตลาด 💸

ถึงแม้จะไม่ได้เพิ่มราคาสินค้าทุกผลิตภัณฑ์ แต่จากการเคลื่อนไหวล่าสุดของ Apple ก็ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักมองตรงกันว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมา เพราะในความเป็นจริง ต้นทุนชิปหน่วยความจำยังไม่มีสัญญาณว่าจะกลับสู่ระดับปกติในเร็ววัน

ยกตัวอย่างเช่นนักวิเคราะห์จาก IDC, Counterpoint Research และ Creative Strategies ที่ได้แสดงความเห็นไว้ว่า ผู้ผลิตรายอื่นที่ต้องใช้ส่วนประกอบชิปแบบเดียวกันอย่าง Dell, Lenovo, ASUS รวมถึงแบรนด์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตอีกหลายราย ก็มีแนวโน้มจะทยอยปรับราคาขึ้นตามเช่นกัน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรการันตีกับเราอีกแล้ว ว่าในพรุ่งนี้ราคาของผลิตภัณฑ์จะยังคงตรึงอยู่ที่เดิมหรือไม่

จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการที่ Apple ขึ้นราคาสินค้าชั่วข้ามคืน แต่เป็น wake-up call ครั้งสำคัญว่า ผลกระทบจากการแข่งขันกันด้าน AI เริ่มส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ และผลกระทบที่ว่าก็แผ่ขยายไกลจนมาถึงผู้บริโภคอย่างเรา ที่ต้องเตรียมจ่ายเงินมากขึ้นหากคิดจะซื้ออุปกรณ์เครื่องใหม่ในอนาคตอันใกล้ หรือกับบางคนที่อาจเปลี่ยนใจไม่ซื้ออุปกรณ์ใหม่ไปเลยก็มี

เป็นที่แน่นอนแล้วล่ะ ว่าพายุกำลังมา กอดอุปกรณ์ของคุณไว้ให้ดี และภาวนาให้มันอย่าได้มาเสียในช่วงนี้ด้วยเทอญ

อ้างอิง : 

Writer

ชื่อฆฤณ อ่านว่าคลิน พยางค์เดียว

You Might Also Like