นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Committed For All

ส่องเรื่องราว ‘4 บุคลากร’ ผู้ได้รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล กับการใช้ความมุ่งมั่นยกระดับวงการสาธารณสุขโลก 

นอกเหนือจากเศรษฐกิจ การศึกษา หรือสาธารณูปโภค อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศแข็งแรงคือเรื่องของ ‘ระบบสาธารณสุข’ ซึ่งเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามเจ็บป่วยตั้งแต่อาการไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงอาการหนักหนาสาหัส และโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ยกตัวอย่างประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในทวีปเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ที่มีอัตรา GDP ในประเทศเติบโตมากถึงร้อยละ 3 ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการมีระบบสาธารณสุขยอดเยี่ยม ถึงขั้นเคยคว้าอันดับ 1 ของประเทศที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร CEOWORLD โดยประชากรผู้เสียภาษีของเกาหลีใต้จำนวน 96.3% อยู่ภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่วนอีก 3.7% ที่เป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อยก็อยู่ภายใต้การดูแลของโครงการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่าง Medical Aid Program 

เนื่องจากโอกาสการรักษาที่ครอบคลุมประชาชนทุกระดับนี้เอง จึงไม่แปลกใจสักเท่าไหร่นักหากประชากรเกาหลีใต้จะมีอัตราการรอดชีวิตจากโรคร้ายแรงสูง ยกตัวอย่างโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งลำไส้ ที่ผู้ป่วยมีโอกาสรอดสูงถึง 72.8%

หรืออย่างประเทศไทยซึ่งเคยคว้าอันดับ 6 ประเทศที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลก ก็มีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค เปิดให้บริการประชาชนมาตั้งแต่ปี 2544 ด้วยจุดประสงค์ที่อยากลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการมีอยู่ระบบสาธารณสุขที่ดี ย่อมต้องพึ่งพา ‘บุคลากรทางการแพทย์’ หรือ ‘นักวิจัย’ ที่สามารถส่งต่อแนวทางหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสการช่วยชีวิตผู้ป่วยได้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน โรคไต โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง หรือโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด-19 ที่มนุษยชาติเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตไปไม่นาน ซึ่งแต่ละกรณีล้วนแต่มีจุดประสงค์เดียวกัน คือ “ ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง ให้ทุกคนเข้าถึงสุขภาพดีถ้วนหน้า ”

ด้วยความสำคัญของบุคคลเบื้องหลังทางการแพทย์และสาธารณสุขที่กล่าวถึงข้างต้น คอลัมน์ Recap จึงอยากบอกเล่าถึงชีวิตบุคลากรกลุ่มหนึ่งผู้เป็นดังกระดูกสันหลังของวงการสาธารณสุขโลก ที่ใช้สองมือ มันสมอง และความมุ่งมั่น แปรเปลี่ยนเป็นหนทางการช่วยชีวิตผู้คนทั่วโลกมากมายจากโรคร้าย

ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จากโรคมะเร็งด้วย ‘วิธีรักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้า’ 

มะเร็ง คือโรคร้ายอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษาและติดตามเฝ้าดูอาการ ศาสตราจารย์ ดร. แอนโทนี เร็กซ์ ฮันเตอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ศาสตราจารย์ ดร.โทนี ฮันเตอร์’ ซึ่งดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สถาบันซอล์กเพื่อการศึกษาชีววิทยา และ นักวิจัยอาวุโส (Renato Dulbecco Chair) ของศูนย์มะเร็งแห่งสถาบันซอล์กเพื่อการศึกษาชีววิทยา สหรัฐอเมริกา จึงพยายามคิดค้นหาวิธีเพื่อช่วยผู้คนให้หายจากโรคมะเร็งในเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น ก่อนจะพบกับแนวทางการรักษาที่มีชื่อว่า ‘การรักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้า (targeted therapy)’  

ความสำเร็จของแนวทางการรักษาดังกล่าว มาจากการที่ศาสตราจารย์ ดร.โทนี ฮันเตอร์ ได้ค้นพบกระบวนการ ‘ฟอสโฟรีเลชั่น’ (phosphorylation) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (tyrosine kinase) ที่หากมีการผลิตมากเกินในร่างกายจะนำไปสู่การเปลี่ยนเซลล์ธรรมดาให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง โดยการค้นพบนั้นนำไปสู่การพัฒนายาที่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้เป็นจำนวนมากมาย ไม่น้อยกว่า 86 ตัว เช่น อิมาทินิบ (Imatinib, Gleevec™) ที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการแพทย์และสาธารณสุขในการรักษาโรคมะเร็ง และช่วยให้ผู้ที่เจ็บป่วยจากโรคนี้ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง

รางวัลอันทรงเกียรติที่เคยได้รับ : รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ ปี 2567

ชายผู้ใช้เวลา 20 ปี คิดค้นยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 

โรคเบาหวานเป็นอีกหนึ่งโรคอันตรายที่ผู้คนประสบทั่วโลก ซึ่งนอกจากเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ขาดสารอินซูลิน ก็ยังมีเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เกิดจากการดูดกลืนน้ำตาลกลับเข้าที่ไตเพิ่มขึ้นผ่านช่องทางการไหลผ่านระหว่างโซเดียมและน้ำตาลในร่างกาย โดยเบาหวานชนิดที่ 2 นี้มักเกิดขึ้นในผู้มีภาวะอ้วนลงพุง ที่มักไม่ตอบสนองต่อการให้สารอินซูลิน

กระทั่ง ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ราล์ฟ เอ. ดีฟรอนโซ ศาสตราจารย์ สาขาวิชาเบาหวาน ภาควิชาอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเท็กซัส ซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ใช้เวลามากกว่า 20 ปีในการคิดค้นหาวิธีรักษากลุ่มผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ตั้งแต่การใช้ยาเมทฟอร์มิน (metformin) ที่ช่วยยับยั้งการดูดกลับของน้ำตาลสู่ไต ควบคู่กับการใช้วิธีรักษาโรคเบาหวานแบบเฉพาะบุคคล (personalized treatment) โดยออกแบบโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การออกกำลังกายลดน้ำหนักตามความเหมาะสมของบุคคล ซึ่งต่อมาวิธีนี้ได้เผยแพร่ใช้กันในการรักษาเบาหวานทั่วโลก

รางวัลอันทรงเกียรติที่เคยได้รับ : รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ ปี 2566

การค้นพบ ‘ยาต้านเกล็ดเลือด’ เพื่อช่วยผู้ป่วยจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

เป็นเวลาเกือบครึ่งชีวิตที่ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ วาเลนติน ฟัสเตอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคหัวใจและหลอดเลือดแห่งชาติ กรุงมาดริด ประเทศสเปน, นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลเมาท์ไซนาย นครนิวยอร์ก จากสหรัฐอเมริกา และหัวหน้ากองบรรณาธิการ วารสารวิทยาลัยโรคหัวใจแห่งอเมริกา สหรัฐอเมริกา หมดไปกับการวิจัยเรื่องบทบาทของ ‘เกล็ดเลือด’ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ที่แต่เดิมมีวิธีการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเท่านั้น และบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาป่วยซ้ำหลังการผ่าตัด

หลังใช้เวลาอย่างยาวนาน จนในที่สุด ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วาเลนติน ฟัสเตอร์ ได้คิดค้นยาที่มีชื่อว่า ‘ยาต้านเกล็ดเลือด’ ซึ่งสามารถใช้ควบคู่ภายหลังจากการผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจบายพาส’ (CABG-Coronary Artery Bypass Grafting) ในผู้ป่วยโรคหัวใจตีบตัน ทำให้อัตราการสูญเสียในกลุ่มผู้ป่วยโรคดังกล่าวลดน้อยลง และหายขาดจนกลับมาใช้ชีวิตได้ดังปกติ อีกทั้งยาตัวดังกล่าวยังสามารถนำไปต่อยอดรักษาผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับหลอดเลือดอุดตันส่วนอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ เป็นต้น ได้อีกด้วย 

รางวัลอันทรงเกียรติที่เคยได้รับ : รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการแพทย์ ปี 2563

‘แมทธิว โนโมแกรม’ เครื่องมือช่วยเหลือช่วยเหลือผู้ประสบตับเป็นพิษจากยาพาราเซตามอล  

พาราเซตามอลคือยาสามัญประจำบ้านที่มีไว้บรรเทาอาการปวด ทว่าการใช้ในปริมาณที่มากหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลเป็นพิษต่อตับ ยิ่งหากย้อนกลับไปเมื่อ 52 ปีที่มีผู้เสียชีวิตจากภาวะตับวายจากการใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาด มากถึงร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั่วโลก

จากปัญหาดังกล่าว ศาสตราจารย์ นายแพทย์แบร์รี่ เอช. รูแมค ที่ในเวลานั้นดำรงตำแหน่งอยู่ในโรงพยาบาลรอยัลแห่งเอดินบะระ ในประเทศสกอตแลนด์ ได้คิดหาวิธีช่วยชีวิตผู้ที่ประสบตับเป็นพิษจากพาราเซตามอล ก่อนจะสามารถประดิษฐ์ ‘Rumack–Matthew nomogram’ หรือเครื่องมือที่สามารถแสดงกราฟค่าความเข้มข้นของพาราเซตามอลในเลือด ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อภาวะตับเป็นพิษในผู้ป่วยแต่ละราย ควบคู่กับการใช้ยาเอ็น อะซิติลซิสเตอีน (N-acetylcysteine) ที่สามารถบรรเทาอาการตับเป็นพิษรุนแรง โดยต่อมาเครื่องมือนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนกห้องฉุกเฉินที่ต้องกะปริมาณยาในเวลาสั้นๆ

รางวัลอันทรงเกียรติที่เคยได้รับ : รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล สาขาการสาธารณสุข ปี 2566

‘สู่รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล รางวัลโนเบลด้านการแพทย์ของไทย’

อย่างที่เห็นว่า บุคลากรที่กล่าวมาทั้ง 4 คนล้วนควรค่าแก่การชื่มชมและยกย่อง ในฐานะผู้ยกระดับและช่วยเหลือวงการสาธารณสุขโลก โดยแต่ละรายล้วนได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ นั่นคือ ‘รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมนภ์’ (Prince Mahidol Award Foundation) ที่เป็นเสมือนดั่ง ‘รางวัลโนเบล’  สาขาการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อตอบแทนความมุ่งมั่นพยายามของพวกเขา โดยแบ่งเป็น ‘รางวัลสาขาการแพทย์’ ที่มอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงาน และวิจัยดีเด่นการแพทย์ อันก่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ และ ‘รางวัลสาขาการสาธารณสุข’ ที่มอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่ปฏิบัติงานดีเด่นทางด้านสาธารณสุข เป็นประโยชน์แก่สุขภาพอนามัยของมนุษยชาติ

ซึ่งการมอบรางวัลให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั้ง 4 ราย ถือเป็นความตั้งใจของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ที่ต้องการสร้างความพร้อมควบคู่กับความเจริญก้าวหน้าของวงการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงเป็นบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย 

ทั้งนี้ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงเป็นบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 100 ปี นับตั้งแต่ปี 2535 จวบจนปัจจุบัน

นอกจากการมอบรางวัลเชิดชู มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ ยังมีอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญ นั่นคือการดำเนิน ‘โครงการเยาวชนรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล’ (Prince Mahidol Award Youth Program) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้าง

นักวิจัยและนักพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพรุ่นใหม่ ที่พร้อมสานต่อเจตนารมณ์แห่งการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ด้วยงานวิจัยสร้างสรรค์จากการศึกษาด้านทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง ดังนั้นเยาวชนที่มีความฝันอยากจะเป็นแพทย์หรือนักวิจัยโครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบันไดสำคัญในการไปถึงจุดหมาย (สามารถดูรายละเอียดของโครงการได้ที่เว็บไซต์ เว็บไซต์ https://www.si.mahidol.ac.th/PMAYP/index.html)

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่ใช้ความรู้ ความสามารถ ในการคิดค้นแนวทางและเครื่องมือการรักษาเพื่อช่วยเหลือผู้คนทั่วโลกด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด รางวัลอาจเป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทางของความสำเร็จ แต่ ‘หัวใจ’ จริงๆ ที่อยู่ในของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล รวมไปถึงเจตนารมย์ของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ นั่นคือ ‘การเสียสละ’ เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกจำนวนมาก ซึ่งสักวันคนไทยที่มีความสามารถก็อาจก้าวไปถึงจุดนั้นได้ ตราบใดที่ไม่ละทิ้งความพยายาม 

อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า ทุกๆ ความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ดี ย่อมนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมกับสามารถขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้ โดยมีบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นดังกระดูกสันหลังคอยค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งบุคคลเหล่านี้เหมาะสมแล้วแก่การเชิดชูและจดจำในหน้าประวัติศาสตร์

You Might Also Like