Local Made Goods

Local Made Goods แฮนด์เมดสตรีทไทยสายขบถที่เกิดจากคำถามว่า ‘ถ้าพรุ่งนี้ตาย จะเสียใจไหมที่ไม่ได้เริ่ม’

หากลองหลับตาแล้วนึกถึงคำว่า ‘งานคราฟต์’ ภาพจำที่ลอยขึ้นมามักเป็นความสงบนิ่ง ความเนิบช้าของวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือเสื้อผ้าสีธรรมชาติที่ดูเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจนเกือบจะดูไร้สีสัน 

แต่สำหรับ Local Made Goods (LMG) นิยามของงานทำมือได้กลายเป็นความจัดจ้านที่เรียกว่า ‘Handmade Streetwear’ ที่ไม่ได้ขายแค่ดีไซน์ แต่ขายจิตวิญญาณที่ re-sampling ใหม่ผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่

จุดเริ่มต้นของ LMG นี้เริ่มจากกองเพลิงในอุบัติเหตุไฟไหม้ห้องทำงานที่เกือบพรากทุกอย่างไปจาก อาหรู–โชติพัฒน์ สุวิสุทธะกุล และ มิลลี่–กันตวรรณ นรากุลมงคล เหตุการณ์นั้นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้อาหรูตัดสินใจทิ้งโมเดลธุรกิจนับสิบอย่างที่เคยทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาทำสิ่งที่ ‘ชอบ’ จริงๆ เพราะเขาตกตะกอนได้ว่า

 “จริงๆ แล้วเราจะตายตอนไหนก็ได้” 

LMG จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2024 ด้วยปณิธานที่จะ ‘reconnecting the world through craftsmanship’ หรือเชื่อมโยงโลกทั้งใบผ่านงานฝีมือที่ไม่จำกัดอยู่แค่แฟชั่น แต่คือ ‘goods’ ที่หยิบเอาเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเล่าจากแหล่งต่างๆ มาจัดวางใหม่ภายใต้จังหวะของดนตรีแจ๊สและสตรีทคัลเจอร์ โดยใช้กระบวนการที่อาหรูนิยามว่าเป็นการ ‘sampling’ เหมือนการทำเพลงฮิปฮอป ที่นำสิ่งที่ดีที่สุดจากที่ต่างๆ มาใส่ไว้ในโปรดักต์เดียว จนกลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้และมีชีวิต

เราจะพาไปสำรวจเบื้องหลังผ่านคอลัมน์ 5P ที่เล่าถึงการคิด Product, Price, Place, Promotion และ P สุดท้ายที่พวกเขาเลือกมาเพื่อพิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่เอาจิตวิญญาณนำทางนั้น สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้ไกลแค่ไหน

Product

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของ Local Made Goods คือการที่ทั้งอาหรูและมิลลี่เริ่มต้นแบรนด์นี้โดยไม่มีต้นทุนความรู้ด้านแฟชั่นติดตัวมาเลย 

มิลลี่เล่าว่า “จริงๆ เราทั้งสองคนไม่มีความรู้เรื่องแฟชั่นเลย ทุกอย่างมันเลยเหมือนมีชาเลนจ์ในทุกขั้นตอน”  ความเป็นมือใหม่นี่เองที่กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี เพราะเมื่อไม่มีกรอบ พวกเขาจึงกล้าที่จะถามและเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ศูนย์ผ่านการลงสนามจริง

หากย้อนดูที่มาของทั้งคู่ จะพบว่ามีพื้นฐานที่ต่างกันคนละขั้ว อาหรูเรียนจบด้าน entrepreneurship หรือเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเขานำวิธีคิดแบบนักบริหารมาใช้ในการวางโครงสร้างแบรนด์ ส่วนมิลลี่เรียนจบด้าน design craft ประเทศอังกฤษ แม้จะไม่ใช่สายเสื้อผ้าโดยตรงแต่เธอก็มีความเป็นดีไซเนอร์อยู่ในสายเลือด ความแตกต่างนี้ทำให้ LMG มีส่วนผสมของธุรกิจและความอาร์ตที่ลงตัว 

“อาหรูจะเป็นคนตัดสินใจและมองภาพรวมของแบรนด์ทั้งหมดในอนาคตว่ามันจะไปในทิศทางไหน” เขาคือ creative director ต้นคิดคอนเซปต์และแรงบันดาลใจหลักๆ ที่มักจะมาจากความอินส่วนตัวในเสียงเพลงและวัฒนธรรมสตรีท

ส่วนมิลลี่ทำหน้าที่เป็นดีไซเนอร์ ผู้เปลี่ยนภาพในหัวของอาหรูให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง “มิลลี่จะเป็นคนที่จะทำให้ภาพในหัวของอาหรูออกมาเป็นรูปธรรม แล้วก็เอามาพิตช์ให้เขาดูอีกทีหนึ่งว่าใช่แบบนี้ไหมที่ต้องการ” 

การแบ่งงานแบบนี้ทำให้แบรนด์มีทั้งคนฝันและคนทำที่ช่วยกันตบไอเดียให้เข้าที่ จนเกิดเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งหัวใจของความเป็น Handmade Streetwear ของพวกเขาไม่ใช่แค่การตัดเย็บ แต่คือการ ‘ขุด’ เอาของดีจากชุมชนมาปัดฝุ่นและเล่าใหม่ในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าใจ 

ช่วงแรก ทั้งคู่เดินสายหา sourcing ผ้าที่เชียงใหม่โดยต้องใช้เวลาถึง 1 ปีเต็มเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ชาวบ้านยอมรับและเปิดใจ เพราะงานสีธรรมชาติคือความไม่แน่นอนที่ต้องอาศัยความเข้าใจวิถีชีวิต 

“การทำงานกับช่างทอมือและสีย้อมธรรมชาติสอนให้เราต้องช้าลงให้เป็น เราต้องเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้านที่บางฤดูกาลเขาต้องกลับไปทำนาหรือดูแลครอบครัว”

วัสดุหลักของแบรนด์คือ organic cotton ที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติถึง 90% ความยากคือการจัดการกับสีที่ธรรมชาติให้มา เช่น สีม่วงหรือสีแดงสะท้อนแสง ซึ่ง LMG เลือกจะใช้ ‘non-synthetic chemical’ ที่ไม่เป็นอันตรายเข้ามาเสริม เพื่อให้ได้ visual ที่ดูอินเตอร์และมีความเป็นสตรีทคัลเจอร์อย่างที่ใจต้องการ โดยที่ยังรักษาจิตวิญญาณของงานแฮนด์เมดเอาไว้ได้ 

พวกเขายกตัวอย่างเสื้อเชิ้ตในคอลเลกชั่นหนึ่งที่ใช้เวลาทำเกือบ 1 เดือนต่อ 1 ตัว มิลลี่บอกว่า “มันเริ่มจากผ้าทอมือสีขาว ย้อมที่เชียงใหม่ ตัดเย็บที่กรุงเทพฯ แล้วส่งไปย้อมสีจากเปลือกทุเรียนกับลูกจากที่บางกะเจ้า แล้วยังไม่จบเพราะต้องเอามาปักมือเพิ่มอีกที่สมุทรปราการ” 

กระบวนการที่ดูเหมือนจะ ‘หาทำ’ นี้เองที่ทำให้สินค้าแต่ละชิ้นมีเรื่องเล่าและมีตัวตนที่ไม่ซ้ำกันเลยสักตัว

แต่มิลลี่และอาหรูไม่ได้หยุดอยู่แค่เสื้อผ้า เพราะคำว่า ‘goods’ ของพวกเขานั้นกว้างไกลไปถึงลำโพง Hi-Fi ที่ตัวตู้ทำจากไม้ย้อมสีธรรมชาติ หรือแม้แต่งานเซรามิกที่มิลลี่เรียนจบมาโดยตรง สิ่งเหล่านี้ถูกแทรกเข้ามาเพื่อย้ำเตือนว่าแบรนด์นี้คือการส่งต่อ ‘soul’ หรือจิตวิญญาณผ่านวัตถุ 

อาหรูบอกว่า “LMG คือ streetwear with the soul เป้าหมายของเราจริงๆ มันคือการที่เราได้คอนเนกต์กับคนในหลากหลายแบ็กกราวนด์มากกว่า”  

ในแง่ของธุรกิจ LMG มีแนวทางที่ชัดเจนและขบถสุดๆ คือการเลือกทำน้อยแต่เน้นคุณค่า สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นและไม่มีการรีสต็อก การสร้างความหายากนี้ไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่คือการยกระดับสินค้าให้กลายเป็นของสะสมที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เหมือนกับกระเป๋าแบรนด์อังกฤษที่พวกเขาเคยเก็บเงินซื้อด้วยกันในสมัยเรียน

สิ่งที่น่าทึ่งคือวิธีคิดแบบสวนกระแส อาหรูสารภาพแบบตรงไปตรงมาว่าเขาจงใจวิ่งหนีสิ่งที่กำลังฮิต 

“เราเชื่อว่าเทรนด์มันมีวงจรของมัน อะไรที่แมสในวันนี้ วันหนึ่งคนจะมองหาสิ่งที่อยู่ตรงข้ามซึ่งก็คือความ niche และสุดท้ายความแมสก็จะวิ่งตามมาหาความ niche นั้นอยู่ดี เราเลยเลือกทำสิ่งที่ล่วงหน้าคนอื่นไปสัก 2 ปี เพราะเรารู้ว่าเดี๋ยววันหนึ่งมันจะกลายเป็นกระแสหลักเอง”

การวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็น ahead of time ทำให้ LMG ไม่เคยต้องเหนื่อยกับการวิ่งไล่ตามใคร พวกเขาเลือกที่จะหยิบเอากลิ่นอายยุค 90s ความเป็นฮิปฮอปหรือแจ๊สมาผสมผสานจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ใหม่ที่หาจากแบรนด์อื่นไม่ได้ 

“จริงๆ ยอดขายเราเป็นศูนย์ในช่วง 6 เดือนแรก จนคิดว่าจะเลิกทำไปแล้ว คนรอบตัวที่ทำธุรกิจก็บอกเราว่าโมเดลแบบนี้ไม่มีทางรวย”

แต่ทั้งคู่ก็ยังยืนหยัดที่จะใช้ความสนุกนำทาง มิลลี่มองว่าการไม่มีเพดานและไม่จำกัดตัวเองทำให้แบรนด์ได้ลองทำสิ่งที่เหลือเชื่ออย่างลำโพงหรือการคอลแล็บกับศิลปินหลากหลายแขนง 

ความขบถที่น่ารักของ LMG คือการที่พวกเขาไม่เคยเอาเงินมาเป็นที่ตั้ง แต่เอาความ ‘สะใจ’ และ ‘ความเชื่อ’ เป็นตัวขับเคลื่อน 

“เราไม่ได้ต้องรอให้คนอื่นมาบอกว่าชอบสิ่งนี้นะทำสิ แต่เราชอบสิ่งเนี้ยแล้วเราไปบอกคนอื่นว่าชอบดิ”

Price

สำหรับการตั้งราคาของ Local Made Goods ทั้งคู่มองว่า ‘ราคา’ คือตัวชี้วัดว่าแบรนด์จะเดินไปได้ไกลแค่ไหน ถ้างานที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อใจกับชุมชนนานนับปีถูกตั้งราคาไว้เท่าเสื้อผ้าทั่วไป คุณค่าที่สร้างมาทั้งหมดคงสูญเปล่า 

อีกจุดที่ทำให้ราคาหลักหลายพันดูถูกต้องในมุมของแบรนด์ คือเรื่องของจำนวน LMG ไม่เคยเชื่อเรื่องการผลิตทีละเยอะๆ แต่พวกเขามองโปรดักต์ทุกชิ้นเป็นเหมือนอาร์ตพีซที่มีจำนวนจำกัดมากๆ การมีของแบรนด์นี้ไว้ในครอบครองจึงไม่ได้แปลว่าคุณแค่มีเสื้อผ้าใหม่ แต่มันคือการได้ถือครองงานศิลปะที่มีเพียงไม่กี่ชิ้น และยิ่งนานวันเข้ามูลค่าของมันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามความหายาก

แน่นอนว่ากลยุทธ์แบบนี้ทำให้กลุ่มลูกค้าแคบลงจนกลายเป็น niche ใน niche อีกที แต่นี่คือเจตนาในการคัดคนที่เห็นคุณค่าเบื้องหลังจริงๆ เพราะสำหรับทั้งคู่ LMG ไม่ได้ต้องการขายทุกคน แต่ต้องการขายคนที่พร้อมจะเติบโตไปกับแบรนด์ คนที่เข้าใจว่าทำไมต้องย้อมเปลือกทุเรียน หรือทำไมต้องใช้เวลาปักมือกันเป็นเดือนๆ ราคาจึงทำหน้าที่เป็นตัวกรองให้แบรนด์ได้เจอกับคนคอเดียวกันที่หลงใหลในสตรีทคัลเจอร์และงานฝีมือจริงๆ

“ลูกค้าหลายคนจากคนที่แค่มาซื้อของ กลับกลายเป็นเพื่อนที่แชร์รสนิยมเดียวกัน คุยเรื่องดนตรีเรื่องดีไซน์กันถูกคอ มันเลยทำให้ LMG มีคอมมิวนิตี้ของคนที่พร้อมจะซัพพอร์ตงานที่ทำออกมาจากใจจริงๆ”

Place

Place ในแบบของ Local Made Goods เริ่มจากการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในคอมมิวนิตี้ที่พวกเขาชอบจริงๆ ตั้งแต่กลุ่มศิลปินอันเดอร์กราวนด์, กลุ่มเสื้อวินเทจ, ดีเจ, ช่างภาพ ไปจนถึงงานคราฟต์

อาหรูเล่าว่าตอนแรกไม่ได้มองเรื่องธุรกิจเลยด้วยซ้ำ “เราเอาตัวเองออกไปอยู่ในคอมมิวนิตี้หลายคอมมิวนิตี้มาก เราแค่รู้สึกว่าเราเข้าไปว่าเราอยากรู้ เราอยากเป็นส่วนหนึ่ง เราอยากเป็นเพื่อนเขา”

ความเป็นเพื่อนตรงนี้นี่เองที่ทำให้เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก จนแบรนด์ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ 

ที่น่าสนใจคือในช่วงแรก แบรนด์นี้แทบจะไม่ได้อยู่ในสายตาคนไทยเลย แต่กลับไปโตในต่างประเทศผ่านโลกโซเชียล โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนดังหรือไอดอลในวงการที่เขาชื่นชอบหยิบไปใส่แล้วช่วยแชร์ให้ จนกลายเป็นว่า LMG เป็นแบรนด์ไทยที่คนต่างชาติต้องสั่งซื้อข้ามโลก และสัดส่วนลูกค้าต่างชาติกับคนไทยเพิ่งจะมาขยับเป็นครึ่งต่อครึ่งในช่วงหลังมานี้เอง

ในส่วนของการขายออนไลน์ LMG ค่อนข้างหวงแหนบรรยากาศของแบรนด์ พวกเขาเลือกขายแค่ในเว็บไซต์อย่างเดียว และไม่เอาสินค้าวางในแพลตฟอร์มอื่นๆ แม้จะรู้ว่านั่นคือทางลัดในการเพิ่มยอดขาย เพราะพวกเขาต้องการให้การเข้าถึงแบรนด์เป็นเรื่องของความตั้งใจมากกว่าความสะดวกสบาย ใครที่อยากได้สินค้าที่มีเรื่องราวแบบนี้ ก็ต้องเข้ามาสัมผัสผ่านหน้าบ้านที่เขาจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น

ส่วนช่องทางออฟไลน์ อาหรูยังมีเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ชัดเจน เขาเน้นว่าร้านที่จะเอาของไปวางได้ต้องเป็นร้านอิสระที่มีคาแร็กเตอร์และมีชีวิต 

“ของของเราต้องไปอยู่ในร้านที่มีคาแร็กเตอร์เป็นของตัวเอง มีชีวิต คนที่จะไปร้านนี้ต้องตั้งใจไป ไม่ใช่เดินผ่านแล้วเจอ”

เหมือนที่ร้าน Unfound Projects ที่สยาม ลิโด้ หรือร้าน Kuru Kuru ที่เกาะเต่า ซึ่งเจ้าของร้านต้องอินกับแบรนด์จริงๆ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 

การที่สินค้าไม่ได้กระจายอยู่ทุกที่จึงคือการเลือกที่จะอยู่ในที่ที่คนมองเห็นคุณค่า เพราะพวกเขาไม่ได้อยากให้ของเข้าถึงง่ายจนเกินไป แต่อยากให้มันเป็นของที่คุ้มค่าสำหรับคนที่ตั้งใจตามหา

Promotion

ในเชิงการสื่อสาร LMG ก็ยังคงความขบถด้วยการนำเสนอความเรียลแบบสุดทาง

“ความเรียลที่เราพรีเซนต์ออกมาให้คุณได้เห็น เราไม่มีการเตรียม ไม่มีการเซตหรืออะไรล่วงหน้า แม้แต่ Lookbook ที่ไปถ่ายกันทุกอย่างเกิดขึ้นแบบกะทันหัน”

อาหรูอาศัยสัญชาตญาณของคนเป็นช่างภาพสตรีทจับเอาความ dramatic และแสงธรรมชาติมาเล่าเรื่อง จนภาพที่ออกมาอิมแพกต์และคนสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่ไม่ต้องปรุงแต่งเยอะ

เบื้องหลังความเท่ของนางแบบนายแบบในภาพ ก็มีวิธีบิลด์อารมณ์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อาหรูจะใช้เวลาขับรถพานางแบบนายแบบไปหน้างานนานนับชั่วโมงเพื่อจูนอารมณ์และจิตวิญญาณให้เข้ากับคอลเลกชั่น เปิดเพลง 90s ฮิปฮอป พูดคุยกัน

การให้ความสำคัญกับอินเนอร์ของทั้งคนถ่ายและคนโดนถ่ายแบบนี้ทำให้มู้ดของภาพออกมาดูธรรมชาติและเท่ในแบบที่แบรนด์ต้องการจริงๆ 

นอกจากนั้น พวกเขายังเน้นการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรหรือ storytelling บนเว็บไซต์ LMG เพราะมองว่านั่นคือรากฐานที่ทำให้คนเห็นภาพรวมมากกว่าแค่เสื้อผ้าหนึ่งชิ้น พวกเขาตั้งใจให้การสื่อสารเหล่านี้เป็นเหมือน medium หรือสื่อกลางที่พาคนไปรู้จักกับเบื้องหลังจริงๆ 

“เรามองตัวเองเหมือนสื่ออย่างหนึ่ง เราเป็นเหมือนนักเล่าเรื่องที่ส่งต่อสิ่งนี้ให้กับคนที่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน” 

การเล่าเรื่องวิถีชีวิตของแม่ๆ ในชุมชนจึงคือการพรีเซนต์ตัวตนของคนที่ทำงานจริงๆ  

เมื่อแบรนด์ทำหน้าที่เป็น storyteller ที่ดี ความอินของผู้คนก็ตามมาเองโดยไม่ต้องอาศัยแคมเปญลดราคาสักนิดเดียว

Proof

“เรายอมรับว่าเราโชคดีที่ไม่มีภาระทางการเงินบีบคั้น ทำให้เรากล้าเลือกทำตามใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่แบรนด์จะไปต่อได้จนถึงระดับโกลบอลมันต้องอาศัยการแข่งกับตัวเองในทุกวัน” อาหรูบอก

ดังนั้นถ้าจะให้จำกัดความจากสิ่งที่อาหรูและมิลลี่พยายามทำมาตลอด มันคือคำว่า ‘Proof’ หรือการพิสูจน์ ไม่ใช่แค่พิสูจน์ว่าแบรนด์จะขายได้ไหม แต่คือการพิสูจน์ว่าแบรนด์สตรีทจะยืนระยะและเติบโตได้ด้วยคุณค่าของตัวเองจริงๆ 

อาหรูยอมรับว่าเขาเป็นคนชอบอะไรยาก และเขารู้ว่ากำแพงที่ใหญ่ที่สุดคืออคติของคนไทยด้วยกันเองที่บางครั้งยังไม่เปิดใจให้แบรนด์ในประเทศ 

“สำหรับผม มันคือการพิสูจน์ รอเวลาให้เขาเห็นสิ่งที่เราทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะแบบ เฮ่ย แบรนด์นี้มันก็มีของนี่หว่า มันก็ได้นี่หว่า”

ความน่าสนใจคือ LMG ไม่ได้วางตัวเองไว้เป็นแค่แบรนด์เสื้อผ้า แต่พวกเขาดีไซน์โครงสร้างแบรนด์ให้ยืดหยุ่นพอที่จะโตไปกับความอินของผู้ก่อตั้งในทุกช่วงวัย ชื่อแบรนด์ Local Made Goods จึงต้องมี ‘s’ ต่อท้ายคำว่า Good เสมอ 

“Goods ที่มันต้องมี s เพราะว่าเราไม่ได้อยากลิมิตตัวเอง ตอนนี้อายุ 25-26 ความชอบเราอยู่ตรงนี้ แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าความสนใจเราจะเปลี่ยนไปทางไหน” มิลลี่มองว่าวันนี้อาจเป็นเสื้อผ้ากับลำโพง แต่วันข้างหน้ามันอาจจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือแม้แต่การคอลแล็บกับแบรนด์รถยนต์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกร้อยเรียงอยู่ภายใต้รสนิยมแบบ LMG

นิยามคำว่า ‘local’ ของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมันไม่ได้หมายถึงแค่ภูมิปัญญาไทยหรือกลุ่มแม่ๆ ในเชียงใหม่เท่านั้น แต่คือ ‘ใครก็ได้’ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่และมีฝีมือในแบบของตัวเอง นั่นทำให้ LMG มีความทะเยอทะยานที่จะไปไกลระดับสากล 

มิลลี่ยังเสริมว่า “local สำหรับเรามันไม่ใช่แค่ชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่มันคือใครก็ได้เลยที่เป็นคนของพื้นที่นั้น สมมติเราไปทำที่อินเดีย ไอ้สิ่งที่เขาเป็นชุมชนของที่นั่น เขาก็เป็น local ของที่นั่นเหมือนกัน” 

การวาง positioning แบบนี้ทำให้แบรนด์ดูอินเตอร์และมีความเป็นสากลมาตั้งแต่เริ่ม โดยไม่ต้องพยายามทำตัวให้ดูเป็นแบรนด์ชุมชนแบบดั้งเดิมที่คนคุ้นเคย

แม้ในวันที่แบรนด์เริ่มมีชื่อเสียงและลูกค้าต่างชาติแย่งกันพรีออร์เดอร์ แต่อาหรูและมิลลี่กลับถ่อมตัวและมองว่าสิ่งที่ทำอยู่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เขาให้คะแนนความสำเร็จของตัวเองแค่ 20% จากภาพที่วาดไว้ในหัว ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเขาไม่เคยหยุดวิ่ง 

“เราแข่งกับตัวเอง คอลเลกชั่นหน้ามันต้องดีกว่านี้แล้วมันต้องดีขึ้นเรื่อยๆ” อาหรูว่าแบบนั้น เพื่อให้คนเห็นว่าโมเดลธุรกิจที่เอาความชอบนำหน้าเงินนั้นมีศักยภาพพอที่จะไประดับโกลบอลได้จริงๆ

Writer

พิลาทิสและแมว

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like