นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Ageing Socity

สังคมผู้สูงอายุทำพิษ บริษัทในญี่ปุ่นปิดกิจการกว่า 8,000 บริษัท เยอะสุดในรอบ 4 ปี

สำหรับคนไทยที่ชื่นชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นและเดินทางไปเยือนทุกปี อาจกล่าวได้ว่าการไปเยือนแดนปลาดิบครั้งหน้าไม่มีอะไรการันตีว่าร้านที่รัก แบรนด์ที่ชอบ หรือธุรกิจที่เชียร์ จะยังอยู่แข็งแรงเหมือนเก่าหรือเปล่า

ไม่ใช่ยอดขายไม่ดี แต่เพราะห้างร้านหรือธุรกิจต่างๆ ในญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน แม้แต่ร้านซูชิที่ขึ้นชื่อว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของญี่ปุ่นก็อยู่รอดยาก เพราะวัตถุดิบแพงขึ้นจนผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว จึงประกาศปิดกิจการเพิ่มขึ้นถึง 400%

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยข้อมูลประจำปี พบว่า 1 ใน 10 ของประชากรญี่ปุ่นอายุเกิน 80 ปี ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับสัดส่วนจำนวนประชากรที่อายุเกิน 65 ปี ซึ่งปีนี้ญี่ปุ่นมีจำนวนผู้สูงอายุถึง 29.8% ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 36.23 ล้านคน จากประชากรทั้งสิ้น 125 ล้านคน

อย่างที่ทราบกันดีว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่เริ่มหยุดนิ่ง สปีดช้าลง จนหลายคนเริ่มมองเห็นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่โต หรือติดลบด้วยซ้ำ อาจจะด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หรือคนเกิดใหม่ที่น้อยเหลือเกิน

ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จากรายงานของ Tokyo Shōkō Research เผยว่า ปีที่ผ่านมามีบริษัทในญี่ปุ่นยื่นล้มละลายแล้วกว่า 8,690 บริษัท รวมมูลค่าหนี้สินทั้งหมด 2.40 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 35.2% เป็นตัวเลขที่มากที่สุดในรอบ 4 ปี

เมื่อแยกตามอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับงานบริการมีจำนวนมากที่สุด 2,940 ราย เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 46.1% ตามด้วยอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ขาดแคลนแรงงานขั้นสุด บวกกับราคาวัสดุ-อุปกรณ์ที่แพงขึ้น ทำให้มีการยื่นปิดกิจการถึง 1,693 ราย และอุตสาหกรรมการผลิต ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้นก็ประกาศเลิกกิจการไปกว่า 977 ราย

จากตัวเลขทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหา ageing society หรือสังคมผู้สูงอายุที่ทำให้ญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงาน ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ภาระการจ่ายภาษีตกอยู่กับคนวัยทำงาน จึงส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในญี่ปุ่น จนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ทั้งนี้ หากมองที่ต้นตอปัญหาในประเด็นเรื่องประชากรเกิดใหม่ ใช่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะนิ่งนอนใจ ช่วงที่ผ่านมาก็มีมาตรการเพิ่มจำนวนประชากรออกมาเป็นระยะ ทั้งเงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิด เงินช่วยเหลือในการเลี้ยงดู การลดหย่อนภาษีสำหรับครอบครัวที่มีลูก การสนับสนุนให้ผู้หญิงทำงานหลังคลอด ฯลฯ เนื่องจากตอนนี้คนญี่ปุ่นเลือกใช้ชีวิตแบบไม่แต่งงาน เป็นโสดมากขึ้น ซึ่งก็มาจากค่าครองชีพ และรายได้ที่พิจารณาแล้วว่าจะไม่พอต่อการเลี้ยงลูก นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจบอกอีกว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นต้องการมีลูกแค่หนึ่งคนเท่านั้น ถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ ข้างต้นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะอัตราการเกิดก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ปีละ 800,000 คน (ปี 2565 มีเด็กเกิดใหม่ทั้งสิ้น 799,728 คน) ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องแก้ปัญหาเหล่านี้ วางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพ และสวัสดิการต่างๆ ในระยะยาว

ล่าสุด The Guardian รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังจะเสียตำแหน่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกให้เยอรมนี ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากค่าเงินเยนญี่ปุ่นที่อ่อนตัวเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ และผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น อัตราการเกิดใหม่ต่ำ จนเกิดช่องว่างของประชากรวัยทำงานที่น้อยลง

เมื่อประชากรวัยแรงงานน้อยลง สิ่งที่ตามมาคือ เศรษฐกิจเติบโตยาก ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจกลายเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิม

หนึ่งในวิธีที่รัฐบาลญี่ปุ่นเลือกใช้คือ การลดภาษีให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของคนญี่ปุ่นให้ลดลง อย่าลืมว่ารายได้ของรัฐบาลมาจากภาษี เมื่อรายได้จากภาษีลดลง รัฐบาลญี่ปุ่นก็ต้องกู้เงินเพื่อใช้บริหารประเทศ จึงนำไปสู่วังวนของหนี้สาธารณะมาหลายสิบปี ทำให้เวลานี้ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะกว่า 262% ต่อ GDP และมีการคาดการณ์ว่าใน 10 ปีข้างหน้า ญี่ปุ่นจะมีหนี้สาธารณะ 300% ต่อ GDP

จากกรณีของญี่ปุ่น เราสามารถเรียนรู้บทเรียนและเตรียมรับมือกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นกัน และหนี้สาธารณะของไทยก็ไม่ได้น้อยไปกว่าของญี่ปุ่น อีกทั้งรัฐบาลไทยก็มีนโยบาย Digital Wallet ที่ต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ หรือนโยบายเพิ่มสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ ซึ่งการดูแลเหล่านี้ล้วนต้องแลกมาด้วยหนี้สาธารณะ และทางรัฐบาลก็พยายามตรึงดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ในไม่ช้าไทยก็อาจเดินตามรอยญี่ปุ่น

ข้อมูลจาก

Writer

นักเขียนที่สนใจเรื่องธุรกิจ การตลาด และความเป็นไปในสังคม

Illustrator

บรรณาธิการศิลปกรรม Email: y.pongtorn@gmail.com

You Might Also Like