312
June 17, 2026

สำรวจวิสัยทัศน์บทบาทไทยก่อนเป็นเจ้าภาพ 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings 

ภายหลังการประชุม IMF-World Bank Group Spring Meetings ที่จัดขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เมื่อระหว่างวันที่ 13-18 เมษายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  สหรัฐฯ ได้สะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ‘New Horizons’ หรือยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและซับซ้อน 

ไทยเองที่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเล็งเห็นถึงปัจจัยความผันผวนที่ว่า แต่ขณะเดียวกันก็มองว่านี่เป็น ‘โอกาส’ ในการเปิดประตูย่านน้ำเศรษฐกิจใหม่ๆ สิ่งนี้เองสะท้อนผ่านเซสชั่น Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ในงานดังกล่าว ผ่านวิสัยทัศน์ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มองว่า ‘หัวใจ’ สำคัญที่ไทยนำเสนอในเซสชั่นที่ว่า คือการยกระดับ ‘adaptive capacity’ หรือความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็ว เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่น โดยรัฐบาลได้วางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการเปิดรับเทคโนโลยีและเชื่อมโยงกับภูมิภาค โดยเป้าหมายคือการทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นประเทศที่สามารถสร้างความมั่นคงและโอกาสใหม่ๆ ได้จากภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังมองหาฐานการผลิตที่มั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

การลงทุนคือเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต 

เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ประเทศไทยได้ส่งสัญญาณการก้าวสู่โมเดล investment-led Thailand โดยตั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจาก 22-23% สู่ระดับ 30% ของ GDP ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า การลงทุนนี้จะมุ่งเน้นในสาขาที่สร้างผลกระทบสูงและสอดคล้องกับทิศทางอนาคต (targeted and future-oriented) อาทิ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ อุตสาหกรรมนวัตกรรม และการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโตของประเทศจากการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว

พลังงานสะอาด ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ 

ในมิติด้านพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังรุกคืบสู่การเป็นเศรษฐกิจพลังงานสะอาด หรือ ‘Green Transformation’ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงานซึ่งสูงถึง 8-10% ของ GDP 

โดยการออกแบบระบบนิเวศพลังงานใหม่นี้ จะมุ่งเน้นการกระจายอำนาจการผลิตสู่ระดับครัวเรือนผ่านระบบ solar rooftop และ smart grid ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้บริโภค เป็น prosumer หรือผู้ผลิตพลังงานเอง การปรับโครงสร้างนี้จึงไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะยาว  

มุ่งลงทุนกับคน โดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ 

สำหรับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนั้น เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ของสังคมผู้สูงอายุ และยกระดับผลิตภาพแรงงาน รัฐบาลมุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นตัวเร่งการเติบโต ผ่านกระบวนการ reskill และ upskill ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะทำให้แรงงานไทยมีทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ ซึ่งการลงทุนในคนนับเป็นแกนกลางของการเสริมสร้างพลังกับคน (empowering people) ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง 

ตั้งเป้าดันไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาค

ปัจจุบันประเทศไทยได้ปักหมุดเป็น ‘Regional Investment Hub’ ที่สำคัญในอาเซียน โดยเฉพาะการเป็นฐานการกระจายความเสี่ยง และศูนย์กลางการผลิตใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ China+1 ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางนโยบายและทำเลที่ตั้งที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค ทำให้ไทยได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและ data center ซึ่งการเข้ามาของเงินลงทุนและเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงระบบเศรษฐกิจโลก และสร้างความหลากหลายให้กับโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ 

ปรับโครงสร้างรัฐให้ยืดหยุ่น รองรับการเติบโต 

เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกับวิสัยทัศน์ข้างต้น ภาครัฐจึงได้ยกระดับสู่การเป็น agile government ที่ปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแลมาเป็นผู้สนับสนุนการเติบโตผ่านการปฏิรูปกฎระเบียบให้ทันสมัยและรวดเร็ว (omnibus law) เพื่อรองรับการลงทุนในรูปแบบใหม่ๆ ผสานกับความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างระบบ PromptPay ที่ช่วยให้การสนับสนุนจากรัฐเข้าถึงประชาชนได้อย่างแม่นยำและโปร่งใส นับเป็นการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลที่เท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที 

ผนึกอาเซียน เดินหน้าผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล 

ไทยมุ่งมั่นผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็น digital economy blocs ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผ่านการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าถึงตลาดและโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น  

โดยยุทธศาสตร์ทั้งหมดที่ว่ามานี้ จะรวบรวมจากความโดดเด่นด้านนโยบายทางเศรษฐกิจของไทย และจะถูกถ่ายทอดเป็นแนวคิดในฐานะประเทศเจ้าภาพในการจัดการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings หรือการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะประกาศความสำเร็จในการปรับตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์และแสดงศักยภาพในฐานะประเทศผู้นำเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการ เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี ‘คน’ เป็นศูนย์กลาง และมี ‘ความยืดหยุ่น’ เป็นรากฐานในการก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง 

โดยระหว่างนี้สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของงาน 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ได้ที่เว็บไซต์ www.am2026thailand.go.th/ และเฟซบุ๊กเพจ AM 2026 Thailand www.facebook.com/AM2026THAILAND  

You Might Also Like