นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

Made Like No Other

Häagen-Dazs จากฝันของคู่รักที่อยากทำไอศครีมที่ดีที่สุด สู่แบรนด์ขวัญใจฮิปปี้และขยายสาขาไปทั่วโลก

นม ครีม น้ำตาล ส่วนผสมตั้งต้นของไอศครีมทั่วไปที่ใครๆ ก็รู้ดี เพียงแค่คุณมีวัตถุดิบสามอย่างนี้ และบางทีอาจจะเติมส่วนผสมพิเศษบางอย่างเพิ่มเติมเพื่อแต่งกลิ่น รส ตามชอบใจ เช่น วานิลลา ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี

หรือคุณอาจจะมาแบบแหวกแนวเป็นผลไม้เมืองร้อนไปเลยก็ได้ เช่น ทุเรียน หรือมะม่วงสุก ปั่นให้เข้ากันแล้วนำไปแช่แข็ง พอได้ที่ก็เอาออกมาตักเสิร์ฟทีละสกู๊ป เพียงแค่ทำตามขั้นตอน (ที่ดูเหมือน) ง่ายๆ เหล่านี้ คุณเองก็ทำได้ที่บ้าน ใครๆ ก็เหมือนจะสามารถเป็นนักทำไอศครีมได้

ขั้นตอนทำไอศครีมสักควอตซ์หนึ่งอาจจะไม่ยากสักเท่าไหร่ แต่การทำแบรนด์ไอศครีมออกมาให้มีรสชาติเข้มข้น ถ้าเป็นไอศครีมรสวานิลลา กลิ่นหอมจากวานิลลาอ่อนๆ ก็ลอยติดจมูกทุกครั้งที่ตักไอศครีมเข้าปาก แล้ววันหนึ่งก็กลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์คงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ 

แต่คู่รักพลัดถิ่น Rose และ Reuben Mattus ทำได้ และทำได้ดีด้วย

กำเนิดและเติบโตมากับไอศครีม

โรส และรูเบน แมตทัส คู่สามีภรรยา เริ่มต้นอยากจะเปิดกิจการไอศครีมที่แตกต่างจากไอศครีมอื่นทั่วไปในท้องตลาด

สารตั้งต้นความฝันนั้นมาจากการที่รูเบนมีความผูกพันกับไอศครีมมาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ เขาเป็นลูกชาวยิวที่สูญเสียคุณพ่อไปในสงครามโลกครั้งที่ 1 รูเบนและแม่เลยจำต้องอพยพมาจากยุโรปตะวันออกมายังย่านบรองซ์ในนิวยอร์ก ตั้งแต่ปี 1921

สองแม่ลูกผู้อพยพแบบแทบไม่มีเงินติดตัวมาเลย ทั้งสองจึงต้องทำงานอะไรก็ได้เพื่อหาเงินมาประทังชีพ และทางออกที่ดูจะสวยงามที่สุดในตอนนั้นคือการทำงานในร้านขายไอศครีมซอร์เบต์มะนาวของคุณลุงของรูเบนเองในย่านบรองซ์

เด็กชายรูเบนอายุ 10 ขวบจึงคุ้นชินกับการบีบมะนาว และปั้นน้ำแข็งใสๆ ให้ก่อร่างกลายเป็นสกู๊ปเสิร์ฟให้กับลูกค้า ปีแล้วปีเล่าที่รูเบนอยู่กับรสเปรี้ยวของมะนาวและอากาศเหน็บหนาวของนิวยอร์ก กิจการไอศครีมของครอบครัวรูเบนเริ่มขยายจากเดิมแค่ขายซอร์เบท์มะนาว ไปขายไอศครีมแท่ง ไอศครีมเคลือบช็อกโกแลต และไอศครีมแซนด์วิช

รูเบนอยู่กับธุรกิจไอศครีมของครอบครัวถึง 30 ปีภายใต้ชื่อ ‘Senator Frozen Foods’ ในตอนนั้นถ้าจะนึกถึงชื่อใครสักคนที่คุ้นเคยกับวงการไอศครีมสักคนในนิวยอร์ก ชื่อของรูเบนต้องติดโผอยู่ในนั้นแน่ๆ

ส่วนโรส มาจากครอบครัวอพยพชาวยิวเช่นกัน เธอเกิดที่แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษในปี 1916 แล้วจำต้องอพยพตามคุณพ่อคุณแม่ไปเรื่อยๆ ด้วยอาชีพทำเสื้อผ้าให้กับโรงละครที่นำพาท่านทั้งสองไปยังประเทศต่างๆ จนสุดท้ายมาปักหลักที่นิวยอร์กในปี 1921 

โรสและรูเบนพบกันที่นี่และตำนานของไอศครีมหรูหราราคาแพงแบรนด์แรกของอเมริกันจึงเริ่มต้นที่นิวยอร์ก

จุดเริ่มต้นจากความฟุ้งฝันที่อยากจะทำไอศครีมที่ดีที่สุดในโลก 

ช่วงปลายยุค 50s ไม่มีพ่อค้าขายไอศครีมคนไหนกล้าทำไอศครีมที่ราคาแพงๆ ออกมาขาย เพราะไอศครีมไม่ใช่ปัจจัยในการดำรงชีพ ราคาไอศครีมในท้องตลาดจึงมีแต่จะราคาถูกลงๆ ราคาที่ถูกลงจึงมาควบคู่กับคุณภาพของไอศครีมที่ลดลงตามราคาของไอศครีม 

แถมบริษัทผลิตไอศครีมยักษ์ใหญ่ช่วงนั้นเริ่มตีตลาดไอศครีมด้วยการเอาไอศครีมไปวางขายในร้านสะดวกซื้อ ฉะนั้นธุรกิจไอศครีมของรูเบนก็เหมือนจะสั่นคลอนไปด้วย เพราะไอศครีมกลายเป็นของที่หาง่าย ราคาถูก แค่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อก็มีให้กินแล้ว เขาจึงจำต้องหาทางรอดประคับประคองกิจการไอศครีมของเขาให้ได้

ปีแล้วปีเล่า รูเบนครุ่นคิดว่าจะหาทางออกให้กิจการไอศครีมของครอบครัวเขาได้ยังไงดี หลังจากที่แต่งงานกับโรส ความคิดอันแรงกล้าที่จะหาทางออกให้กับกิจการไอศครีมยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้กับกิจการไอศครีมของครอบครัว 

เขามองไปรอบๆ ตัวที่ซึ่งมีแต่ไอศครีมราคาถูก หาซื้อได้ง่ายและรสชาติกับคุณภาพก็ผันแปรไปตามราคาของไอศครีม รูเบนจึงเกิดไอเดียขึ้นว่า

เขาอยากทำไอศครีมที่ดีที่สุด ไอศครีมที่แตกต่างจากไอศครีมอื่นทั่วไปตามท้องตลาด

รูเบนมีความเชื่อว่า เหล่าไอศครีมเลิฟเวอร์ทั้งหลายต้องยินยอมพร้อมจ่ายเงินซื้อไอศครีม ถ้าเขาใช้ของดีๆมาทำไอศครีม

เขาจึงเริ่มจากการใช้วัตถุดิบตั้งต้นของการทำไอศครีมที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้ ทั้งนมที่ดีที่สุด, ไข่เกรด A, น้ำตาลพรีเมียม และรูเบนใช้แต่ครีมสดในการทำไอศครีม ในยุคที่ใครต่อใครต่างก็ใช้ครีมเทียม รูเบนเชื่อว่าสารตั้งต้นที่ดีของไอศครีมเริ่มมาจากวัตถุดิบที่ดี

ทั้งสองเริ่มต้นกิจการไอศครีมที่นิวยอร์ก ในปี 1960 โดยผลิตออกมาเพียงแค่สามรสเท่านั้น คือ วานิลลา (ใช้วานิลลาจากมาดากาสการ์), ช็อกโกแลต (ใช้ช็อกโกแลตจากเบลเยียม) และกาแฟ (จากโคลัมเบีย) เรียกว่า เขาใช้ส่วนผสมที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในทุกองค์ประกอบของการทำไอศครีม โดยไอเดียตั้งต้นของคุณรูเบนคือ อยากทำไอศครีมเกรดพรีเมียม คุณภาพดี

ไอศครีมของเขามีไขมันเนย (butterfat) มากกว่าไอศครีมเจ้าอื่น และมากกว่าจำนวนที่ทางการสหรัฐฯ กำหนดไว้ในตอนนั้นเสียอีก นั่นหมายความว่าไอศครีมของเขาเข้มข้นมากกว่าเจ้าอื่นๆ ในตลาด เขาเชื่อว่าถ้าเขาใช้ของดียังไงคนรักไอศครีมก็ยอมจ่ายเพื่อความรู้สึกอิ่มเอมจากการได้กินไอศครีมดีๆ สักถ้วย

แต่มีไอศครีมที่ดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีแผนการตลาดที่ดีด้วย ไม่อย่างนั้นใครจะไปรู้จักไอศครีมของเรากันล่ะ

ว่าแล้วมาเริ่มจากการตั้งชื่อแบรนด์กันก่อนเลยดีกว่า

ชื่อแบรนด์ที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม แต่มีความหมายในใจนักกินไอศครีม

รูเบนและโรสเริ่มระดมความคิดกันว่าจะตั้งชื่อแบรนด์ไอศครีมที่ดูพรีเมียมนี้ว่าอะไรดี ทั้งสองนั่งลงบนโซฟาตัวโปรดในห้องนั่งเล่นของบ้าน และเริ่มมีไอเดียว่า ถ้าใช้ชื่อภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ภาพลักษณ์ของแบรนด์น่าจะดูดีนะ ประหนึ่งว่าเป็นแบรนด์ที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งสองจึงเริ่มคิดถึงชื่อประเทศต่างๆ ที่ฟังดูแล้วน่าจะเป็นประเทศที่ดูมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาชาวอเมริกัน แล้วทั้งสองก็ตกลงใจว่าเอาเป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวียนี่แหละ ข้อมูลจาก The Guardian เล่าไว้ว่าโรสตั้งใจเลือกตั้งชื่อให้เป็นภาษาเดนนิช เพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศเดนมาร์กเพราะพวกเขาช่วยเหลือชาวยิวในการอพยพหลบหนีจากนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม เอาเป็นว่าทั้งสองเลือกที่จะตั้งชื่อแบรนด์ให้ออกไปทางสำเนียงแถบสแกนดิเนเวีย

ด้วยความรู้สึกว่าอยากจะให้มันฟังดูเป็นภาษาเดนมาร์ก หรือเป็นคำที่มาจากแถบสแกนดิเนเวียนิดๆ พวกเขาจึงเริ่มผสมคำไปมากันเอง จนได้ชื่อ ‘Häagen-Dazs’ คำที่ไม่มีความหมายในภาษาใดเลย แต่ฟังดูแล้วออกไปทางยูโรเปี้ยน ซึ่งก็ดูเข้าท่าและเก๋ไก๋ดีสำหรับรูเบนและโรส

พอได้ชื่อแบรนด์แล้ว ไอศครีมสูตรพรีเมียมก็สำเร็จแล้ว ทีนี้ต้องมาหาทางขายของกัน

โรส แมตทัส สตรียอดนักขายที่ภาพลักษณ์ของเธอเท่ากับภาพลักษณ์ของแบรนด์

ตอนที่โรสและรูเบนเพิ่งเริ่มกิจการ Häagen-Dazs ทั้งคู่ไม่ได้มีเงินมากมายขนาดที่ว่าจะสามารถเปิดร้านไอศครีมของตัวเองได้เลยในทันใด ฉะนั้นพวกเขาจึงจำต้องเริ่มกิจการโดยการนำไอศครีมไปเสนอขายให้แก่ร้านขนมและร้านอาหาร

เนื่องจากรูเบนใช้วัตถุดิบคุณภาพดีในการทำไอศครีม มันจึงเสมือนหนึ่งเป็นสูตรการตั้งราคาแบบกลายๆ ให้ทั้งสองไม่สามารถขายไอศครีมตัวเองในราคาถูกได้เลย The New York Times บอกเอาไว้ว่า Häagen-Dazs ถือเป็นไอศครีมที่หรูหราเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นในขณะนั้น

ถึงแม้ว่าโรสจะเคยทำงานเป็นเสมียนบัญชีมาก่อนหน้านี้ แต่อันที่จริงแล้ว โรสมีจิตวิญญาณของการเป็นนักขายโดยธรรมชาติ ว่ากันว่า เธอเคยพูดโน้มน้าวคุณแม่คนหนึ่งที่กำลังจะจัดปาร์ตี้วันเกิดให้กับลูก ให้ซื้อไอศครีม 20 ไพนต์ (pint) กลับบ้านสำเร็จ

โรสเป็นนักขายชั้นยอด แถมเธอยังเข้าใจโพซิชั่นของผลิตภัณฑ์ตัวเองอย่างถ่องแท้และเธอเข้าใจดีว่าเธอต้องวางตัวอย่างไรในฐานะเป็นทั้งเจ้าของและเป็นทั้งคนขายไอศครีมยี่ห้อนี้

โรสแต่งตัวโก้หรูทุกครั้งที่นำตัวอย่างไอศครีมไปเสนอแก่เจ้าของร้านต่างๆ ถึงแม้สิ่งที่เธอนำไปขายมันจะเป็นเพียงแค่ของกินเล่น ที่ใครๆ อาจมองเป็นเพียงแค่ขนมหวาน แต่เธอเข้าใจดีว่า กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ในแบบฉบับโรส แมตทัสแห่ง Häagen-Dazs คือ การสร้างความประทับใจแต่แรกพบให้กับลูกค้า สิ่งที่เธอขายคือไอศครีมราคาแพง คุณภาพดี เธอคือแบรนด์แอมบาสเดอร์ของแบรนด์ 

ฉะนั้นภาพลักษณ์ของเธอ เท่ากับภาพลักษณ์ของแบรนด์

โรสที่รับผิดชอบเรื่องการขายไอศครีม และรูเบนผู้รับผิดชอบเรื่องการทำไอศครีม ทำให้ Häagen-Dazs ค่อยๆ แจ้งเกิดในใจชาวนิวยอร์กเกอร์ พวกเขาทำให้ไอศครีมสัญชาตินิวยอร์กที่ชื่อแบรนด์ออกไปทางสแกนดิเนเวียนี้ เริ่มแจ้งเกิดในมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ในฐานะไอศครีมเจ้าแรกที่ให้ความรู้สึกหรูหรา และเข้มข้นด้วยวัตถุดิบชั้นดี

แล้วโรสก็ได้ค้นเจอตลาดใหม่สำหรับลูกค้าไอศครีม-ตลาดชาวฮิปปี้

การตลาดไอศครีมหวานเย็นกับเหล่าบุปผาชนยุค 60s

กระแสชาวฮิปปี้ที่ก่อกำเนิดขึ้นในอเมริกาช่วงยุค 1960-1970 ในหมู่เหล่านักศึกษาที่แสวงหาความสันติและความรื่นรมย์ในชีวิต เป็นตลาดสดใหม่ที่ไม่เคยมีไอศครีมเจ้าไหนเข้าไปทำการตลาด โรส แมตทัส ยอดนักขายไอครีมจึงไม่รอช้า เธอเริ่มวางแผนการตลาดเพื่อให้ได้เข้าถึงคนกลุ่มนี้ให้มากที่สุด

เริ่มจากการที่โรสตระเวนเอา Häagen-Dazs ไปวางขายร้านค้าบริเวณ Greenwich Village ซึ่งเป็นย่านที่ตั้งของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เธอคิดเอาไว้ว่าจะต้องตีวงล้อมนักศึกษาฮิปปี้ในโซนนี้ให้ได้ เรียกว่า ถ้าเดินออกมาจากมหาวิทยาลัยแล้วอยากกินไอศครีม ยังไงคุณต้องเห็น Häagen-Dazs เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่คุณมีในร้านไอศครีมแน่นอน

ในสายตาโรส การเป็นเพียงแค่ตัวเลือกก็ดีมากพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นในตลาดนี้

ปรากฏว่าโรสทำสำเร็จ เธอสามารถทำให้ Häagen-Dazs เข้าไปเป็นหนึ่งทางเลือกของการแสวงหาความสุขสมรื่นรมย์ในชีวิตของชาวฮิปปี้ได้ จากนั้นทั้งโรสและรูเบนจึงเริ่มทำการตลาดกับนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างเมืองบ้าง โดยการส่งไอศครีม Häagen-Dazs ไปขายผ่านการขนส่งทางรถบัสเกรย์ฮาวนด์ โดยมุ่งเน้นไปที่เมืองที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่

ผลตอบรับจากการทำการตลาดของโรสเป็นที่น่าประทับใจ ทั้งคู่สามารถทำการตลาดไอศครีมได้สำเร็จทั่วทั้งประเทศ ณ จุดนี้ Häagen-Dazs จึงกลายเป็นไอศครีมที่มีขายทั่วทั้งประเทศอเมริกา

จาก ‘นิวยอร์ก’ สู่ ‘โลก’ 

ปี 1976 ดอริส แมตทัส (Doris Mattus) ลูกสาวของโรสและรูเบน เปิดร้านไอศครีม Häagen-Dazs แห่งแรกใน Brooklyn Height ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ ไอศครีมของแบรนด์ และปัจจุบันร้านนี้ยังคงเปิดให้ดำเนินการอยู่

ปี 1983 บริษัท Pillsbury เข้าซื้อกิจการ Häagen-Dazs จากโรสและรูเบนด้วยเงินมูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,300 ล้านบาท) โดยที่โรสและรูเบนยังคงนั่งตำแหน่งที่ปรึกษา ต่อมาบริษัท General Mills ก็เข้าซื้อบริษัท Pillsbury ต่ออีกทีในปี 1989 และโรสกับรูเบนไม่ได้นั่งตำแหน่งใดๆ กับ Häagen-Dazs อีกต่อไป

ถ้าเปรียบกับการทำงานระบบบริษัท คงจะเปรียบได้ว่า รูเบนเสมือนกับเป็นหัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research & Development) ในขณะที่โรสรับบทเป็นหัวหน้าแผนกการตลาด ทั้งสองแรงแข็งขันสร้างประสานให้ Häagen-Dazs ประสบความสำเร็จจนเข้าไปนั่งในใจคอไอศครีมทั่วโลก

ความสำเร็จของไอศครีม Häagen-Dazs คงเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ารูเบนไม่บ้าบิ่นพอที่จะคิดทำไอศครีมสวนกระแสสังคม ณ ตอนที่ทุกคนทำแต่ไอศครีมราคาประหยัด หรือถ้าโรสไม่มีสายตาอันเฉียบแหลมที่สามารถมองเห็นตลาดฮิปปี้ ตลาดที่ใครเลยจะกล้าคิดเอาไอศครีมไปขาย หรือแม้แต่ความคิดและการตัดสินใจเลือกใช้ชื่อ Häagen-Dazs ทั้งๆ ที่เป็นคำที่ไม่มีความหมาย 

ส่วนผสมที่ลงตัวอย่างพอดิบพอดีอย่างไม่น่าเชื่อของทั้งสามองค์ประกอบนี้ ทำให้ Häagen-Dazs กลายเป็นแบรนด์ไอศครีมที่เดินทางจากการเป็นไอศครีมไปฝากขายในร้านขนมที่นิวยอร์กมาเป็นไอศครีมที่คุณสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อใกล้บ้านคุณ 

คำว่า Häagen-Dazs อาจจะไม่มีความหมายในไวยากรณ์ภาษาใด แต่สำหรับคนรักไอศครีมทั่วโลก Häagen-Dazs หมายถึงไอศครีมที่เนื้อนวลเนียนละเอียดรสชาตินุ่มนวลในถ้วยสีแดงเลือดหมู ที่เปิดมากินเมื่อไหร่ก็ฟินเมื่อนั้น


ฟังในรูปแบบพอดแคสต์ได้ที่

Spotify : spoti.fi/3OG2Vvn
Apple Podcasts : apple.co/3Kipx1v
อ้างอิง 

www.nytimes.com/1994/01/29/obituaries/reuben-mattus-81-the-founder-of-haagen-dazs.html

www.culinarylore.com/food-history:what-does-haagen-dazs-mean/

www.marketingweek.com/haagen-dazs-trying-become-iconic-brand/

www.nytimes.com/1983/06/08/business/business-people-family-success-story-at-haagen-dazs-chain.html

www.theguardian.com/media/2007/jan/09/advertising.food

www.icecream.com/us/en/brands/haagen-dazs/about/our-history

www.independent.co.uk/news/obituaries/rose-mattus-427144.html

www.britannica.com/topic/hippie

www.freshinkforteens.com/haagen-dazs-a-jewish-story-of-immigration-entrepreneurship-and-ice-cream

https://www.smh.com.au/national/how-ice-cream-made-a-fortune-20070110-gdp7ig.html

Writer

อาจารย์ผู้สอนวิชา Introduction to World Cuisine ในมหาวิทยาลัย หญิงสาวผู้หลงรักอาหาร และโฮสต์รายการพอดแคสต์ชื่อ 'Bon Appétit ธุรกิจรอบครัว'

You Might Also Like