นโยบายข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการใช้คุกกี้

บริษัท ทุนดี จำกัด (“บริษัท”) มีความจำเป็นต้องใช้คุกกี้ในการทำงานหลายส่วนของเว็บไซต์เพื่อรับประกันการให้บริการของเว็บไซต์ที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้บริการเว็บไซต์ของท่าน โดยบริษัทรับประกันว่าจะใช้คุกกี้เท่าที่จำเป็น และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลของท่านโดยสอดคล้องกับกฎ หมายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นกรณีการใช้คุกกี้บางประเภทที่อาจดำเนินการโดยผู้ให้บริการภายนอก ทั้งนี้ เมื่อท่านเข้าใช้บริการเว็บไซต์ บริษัทจะถือว่าท่านรับทราบและตกลงนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้แล้ว โดยบริษัทสงวนสิทธิ์ในการปรับปรุงนโยบายฉบับนี้ตามแต่ละระยะเวลาที่บริษัทเห็นสมควร โดยบริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์นี้... 

Always Active

Necessary cookies are required to enable the basic features of this site, such as providing secure log-in or adjusting your consent preferences. These cookies do not store any personally identifiable data.

Functional cookies help perform certain functionalities like sharing the content of the website on social media platforms, collecting feedback, and other third-party features.

Analytical cookies are used to understand how visitors interact with the website. These cookies help provide information on metrics such as the number of visitors, bounce rate, traffic source, etc.

Performance cookies are used to understand and analyze the key performance indexes of the website which helps in delivering a better user experience for the visitors.

Advertisement cookies are used to provide visitors with customized advertisements based on the pages you visited previously and to analyze the effectiveness of the ad campaigns.

ตลาดไวน์

ทำไมภาครัฐฝรั่งเศสถึงจ้างโรงงานผลิตไวน์ทำลายไวน์และจ้างเกษตรกรปลูกมะกอกแทนองุ่น

ฤดูร้อนที่ผ่านมาเราใช้เวลาร่วมครึ่งเดือนอยู่ที่ฝรั่งเศส ถึงแม้เป็นเพียงช่วงเวลาสิบกว่าวันเท่านั้นแต่ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ทำให้เราเห็นถึงความรุ่มรวยไม่เร่งเร้ารีบร้อนของคนฝรั่งเศส ความสุนทรีในการกินดื่ม และการใช้ชีวิต

ไวน์ ดูเป็นเครื่องดื่มสามัญประจำบ้านและร้านอาหารที่หันมองซ้ายขวาก็เจอได้ทั่วไป พอๆ กับการหาซื้อน้ำอัดลมได้ง่ายๆ ในบ้านเรา คนฝรั่งเศสบางคนดื่มไวน์ตอนมื้อกลางวัน หลังวุ่นกับงานมาตลอดช่วงเช้า หรือบางคนดื่มมันตอนบ่ายๆ เพื่อดึงเข็มนาฬิกาให้หมุนช้าลงอีกนิดตอนที่ละเลียดไวน์แต่ละจิบเข้าไปในลำคอ

จากที่เราเล่าไป ฟังดูเหมือนว่า ‘ไวน์’ เป็นเครื่องดื่มที่สำคัญและแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของคนฝรั่งเศสอย่างแพร่หลายใช่ไหมคะ

ถ้าอย่างนั้นคุณคงจะแปลกใจถ้าเราจะบอกคุณว่าตอนนี้รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังต้องควักเงินจำนวนกว่า 160 ล้านยูโร (ประมาณ 5,900 ล้านบาท) ในการทำลายไวน์ทิ้ง หรือที่หลายๆ สำนักข่าวใช้คำแบบสุดโต่งว่า ‘เทไวน์ทิ้ง’

เราอยากให้คุณเลิกคิ้วลงสักครู่แล้วฟังเราอธิบายก่อนว่าทำไมอยู่ดีๆ รัฐบาลของประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์นักหนาจำต้องมาทำลายไวน์ทิ้งกันนะ

สาเหตุทั้งหมดเริ่มต้นจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเราอาจจะต้องย้อนกลับไปถึง 3-4 ปีที่แล้ว ช่วงปลายปี 2019 เมื่อเริ่มมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 และทุกอย่างหยุดชะงัก ทั้งเศรษฐกิจ การพัฒนาประเทศ เราต้องรักษาระยะห่าง ร้านค้าต่างๆ ต้องปิดตัวลงชั่วคราวหรือบางแห่งถึงกับต้องปิดตัวลงอย่างถาวรเลยด้วยซ้ำ เพราะผู้คนรัดเข็มขัดเรื่องการใช้จ่าย และร้านค้าเองก็ไม่มีสายป่านที่ยาวพอที่จะพยุงค่าใช้จ่ายเอาไว้ได้

ร้านอาหารเกือบทุกร้านต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งสำคัญเพราะผู้คนเข้ามานั่งกินข้าวในร้านไม่ได้ ต้องสั่งกลับบ้านเท่านั้น ลำพังอธิบายเพียงเท่านี้คุณคงพอนึกภาพตามได้แล้วว่าผลกระทบคลื่นลูกใหญ่จากโควิด-19 นั้นสร้างความเสียหายมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจของโลก

แล้วสรุปว่ามันเกี่ยวกับการทำลายไวน์ทิ้งยังไง? 

เมื่อร้านอาหารเปิดให้บริการนั่งกินในร้านไม่ได้ ยอดขายของเครื่องดื่มหลายชนิดก็ลดลงตามไปด้วย รวมถึง ‘ไวน์’ ที่ยอดขายตามร้านอาหารลดฮวบ อาจจะเรียกได้ว่าคลื่นลูกแรกแห่งวิกฤตความต้องการไวน์ลดลงเริ่มขึ้นจากตรงนี้

ถึงแม้ไม่ได้เรียนเอกเศรษฐศาสตร์ แต่ทุกคนคงพอมีความรู้วิชาเศรษฐศาสตร์พื้นฐานระดับ 101 ที่ว่าถ้าความต้องการของผู้ซื้อในตลาด ไม่สัมพันธ์กับจำนวนของสินค้าที่มีในตลาด กลไกของราคาก็จะมีการปรับขึ้นและลงตามอำนาจและความต้องการของผู้ผลิตและผู้ซื้อ 

เมื่อเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นและเจ้าของกิจการโรงงานทำไวน์ยังคงผลิตไวน์มาในอัตราการผลิตเท่าเดิม แต่ความต้องการไวน์ในตลาดลดลง ไวน์กลายเป็นของที่มีเกลื่อนตลาดจนเกินไป ราคาไวน์หลายแห่งจึงจำต้องปรับตัวลงเพราะไวน์ที่มีอยู่มากจนเกินไป ร้านค้าหรือบางทีผู้ผลิตเองจำต้องระบายของออกด้วยวิธีการที่ไม่มีใครอยากทำแต่ก็จำต้องทำ นั่นคือ ลดราคาลง

grapes line controller

แต่สถานการณ์โรคระบาดคือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นวัฏจักรบนโลกใบนี้อยู่แล้วมิใช่หรือ เมื่อมียารักษาหรือวัคซีนที่ก้าวหน้ามากพอ สถานการณ์ทุกอย่างควรจะคลี่คลายลงและทุกอย่างควรจะกลับมาเป็นปกติ นี่คงเป็นความคิดที่เกษตรกรผู้ปลูกองุ่นหรือผู้ผลิตไวน์แอบหวังใจอยู่ลึกๆ แต่ความเป็นจริงแล้วบางสิ่งบางอย่างบนโลกนี้ที่เปลี่ยนไปแล้ว ใช่ว่าจะกลับคืนสู่สภาวะเดิมได้เสมอไป บางอย่างที่เปลี่ยนไปแล้วก็ไม่สามารถคืนย้อนกลับมาได้เหมือนเดิม ดังเช่น พฤติกรรมการดื่มกินของคน ที่ลดความนิยมในการละเลียดไวน์ลงแต่หันไปดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นมากขึ้น เช่น เบียร์ และค็อกเทล 

ซึ่งจะว่าไปเทรนด์การบริโภคไวน์ที่ลดลงใช่ว่าจะมาแรงในช่วงโควิด-19 เท่านั้น อันที่จริงแล้วเทรนด์ความนิยมในไวน์ของคนฝรั่งเศสค่อยๆ ลดลงเรื่อยมา เพียงแต่โควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ทุกอย่างมันรุนแรงและรวดเร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง

ความนิยมในการดื่มที่เปลี่ยนแปลงไปดูได้จากสถิติในการบริโภคไวน์ของคนฝรั่งเศส โดยเฉลี่ยแล้วสถิติเมื่อ 70 ปีย้อนหลังคนฝรั่งเศสดื่มไวน์ 130 ลิตร ต่อคนต่อปี แต่ปัจจุบันนี้ที่ปี 2023 ตัวเลขลดลงเหลือเพียงแค่ 40 ลิตรต่อคนต่อปีเท่านั้น ไวน์แดงทั่วทั้งฝรั่งเศสมียอดขายลดลง 15% ในปี 2022 ส่วนไวน์ขาวและไวน์โรเซ่มียอดลดลงอยู่ที่ 3-4%

ตัวเลขการดื่มไวน์ลดลงอย่างน่าใจหายแต่ผู้ผลิตไวน์ยังคงผลิตออกมาเท่าเดิม คือสาเหตุหลักที่ทำให้ไวน์มีมากจนล้นเกินความต้องการของตลาด และรัฐบาลฝรั่งเศสจำต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อให้อุตสาหกรรมการผลิตไวน์ในฝรั่งเศสยังเดินต่อไปข้างหน้าได้ นอกจากเป็นการประคับประคองผู้ผลิตไวน์ในประเทศ การยื่นมือเข้าช่วยเหลือของรัฐบาลฝรั่งเศสถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการจ้างงานระดับประเทศด้วยเช่นกัน เพราะมีการประมาณการเอาไว้ว่าแรงงานในอุตสาหกรรมไวน์ในฝรั่งเศสมีอยู่ประมาณ 5 แสนคน ดังนั้นหากไม่มีการแทรกแซงช่วยเหลือใดๆ จากรัฐเลย น่าจะมีคนประมาณ 1-1.5 แสนคนต้องตกงานในไม่ช้านี้

โดยผู้ผลิตไวน์ในฝรั่งเศสที่ดูเหมือนกับว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้ผลิตไวน์จากบอร์กโดซ์ ซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูลข้างต้นที่เราเล่าให้คุณฟังเอาไว้ว่า ยอดขายไวน์แดงลดลงกว่า 15% ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วฝรั่งเศส และบอร์กโดซ์ก็ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตไวน์แดงซะด้วย โดยเดือนมิถุนายน 2023 รัฐบาลฝรั่งเศสจ่ายเงินไปแล้วกว่า 57 ล้านยูโร (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตไวน์ในแคว้นนี้และสนับสนุนให้เปลี่ยนจากการปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์ไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน เช่น มะกอก

แต่สมาพันธ์เกษตรกรผู้ปลูกองุ่นและทำไวน์จากบอร์กโดซ์กลับมองว่าเงินจำนวนนี้ไม่เพียงพอต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนได้ เงินจำนวนนี้ทำได้แค่เพียงช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ทำไวน์ในระยะสั้นเท่านั้น

มีการคาดการณ์จากสมาพันธ์เกษตรกรผู้ปลูกองุ่นและทำไวน์จากบอร์กโดซ์ว่า การปรับเปลี่ยนพื้นไร่และผืนดินจากการปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มาเป็นการปลูกมะกอกน่าจะกินพื้นที่ถึง 15,000 เฮคแทร์ และจำนวนเงินที่สมาพันธ์เรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสช่วยเหลือในการปรับพื้นที่คือ 10,000 ยูโร ต่อ 1 เฮคแทร์

ต่อมาคือประเด็นที่ว่าเงิน 160 ล้านยูโรที่รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังจ่ายไปเพื่อช่วยพยุงราคาของไวน์ทั้งประเทศนั้น รัฐบาลฝรั่งเศสจะนำไวน์จำนวนมหาศาลนั้นไปทำอะไรต่อ?

คำตอบอาจไม่เหมือนดังเช่นที่หลายสำนักพาดหัว คือเอาไปเททิ้ง เพราะการซื้อมาเพื่อเททิ้ง คงดูสวนทางกับหลักการการบริโภคอย่างยั่งยืนที่รัฐบาลฝรั่งเศสตั้งใจจะปฏิบัติ ดังนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสจึงซื้อไวน์มาเพื่อนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น เช่น นำไปแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ในอุตสาหกรรมยา นำไปแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ล้างมือ นำไปแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและน้ำหอม เป็นต้น

มิใช่แต่เพียงแค่ชาวไร่ที่ปลูกองุ่นหรือผู้ผลิตไวน์ในฝรั่งเศสเท่านั้นที่จับตาดูว่าเทรนด์การดื่มไวน์และราคาไวน์ฝรั่งเศสจะไปต่อในทิศทางใด แต่เชื่อว่าคนทั้งโลกก็คอยจับจ้องดูเช่นกันว่าเราจะได้เห็นไวน์ฝรั่งเศสที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรารุ่มรวย ดื่มได้เฉพาะในโอกาสพิเศษที่สำคัญเท่านั้น หรือมันจะกลายเป็นเครื่องดื่มที่มีราคาเป็นมิตรมากเสียจนคนธรรมดาที่ไม่ได้อยู่ที่ฝรั่งเศสสามารถจิบละเลียดได้ในมื้อกลางวันในวันที่อากาศร้อนๆ เพื่อความบันเทิงในตอนพักเที่ยงหลังต้องเผชิญงานกองท่วมหัวมาตลอดเช้า

ไม่แน่ว่าเราอาจได้เห็นเพื่อนร่วมงานเราสักคนดื่มไวน์แดงจากบอร์กโดซ์สักแก้วเคียงกับข้าวเหนียวหมูปิ้งตอนพักกลางวันก็ได้ในอนาคต

อ้างอิง 

Writer

อาจารย์ผู้สอนวิชา Introduction to World Cuisine ในมหาวิทยาลัย หญิงสาวผู้หลงรักอาหาร และโฮสต์รายการพอดแคสต์ชื่อ 'Bon Appétit ธุรกิจรอบครัว'

You Might Also Like