สำรวจโมเดลบริหารจัดการวาระสุดท้ายของ ‘สวิตเซอร์แลนด์’ ฮับของบริการ ‘สิทธิจากลา’ ระดับโลก

ยิ่งใกล้วันดีเดย์เลือกตั้งใหญ่ บรรดาพรรคการเมืองต่างงัดนโยบายหาเสียงออกมาไม่เว้นวัน ทำได้จริงบ้าง ชวนเพ้อฝันสร้างไวรัลบ้าง ตามแต่ประชาชนจะเลือกพิจารณา 

อย่างไรก็ดีหนึ่งในนโยบายหาเสียงที่ถูกพูดถึงไม่น้อย คือการผลักดัน ‘แนวทางการจบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์’ (Medical Assistance in Dying) ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม 

นโยบายดังกล่าวมีทั้งกลุ่มคนที่ยังแคลงใจสงสัยว่าเป็นการล้ำเส้นจริยธรรมและความเชื่อทางศาสนา กับอีกกลุ่มที่มองว่าเป็นนโยบายที่ดีที่คนคนหนึ่งจะได้ใช้ ‘สิทธิ’ ความต้องการสุดท้ายในการจากลาอย่างมีคุณภาพมากที่สุด แต่ในมุมมองระดับสากล เรื่องนี้ก้าวข้ามเพียงแค่ข้อถกเถียงไปสู่การวางระบบบริหารจัดการอย่างจริงจัง โดยมีทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ecosystem นี้ 

คอลัมน์ Recap ตอนนี้จะพาไปสำรวจโมเดลการจัดการจากประเทศที่ ‘สิทธิจากลา’ ถูกกฎหมาย เพื่อทำความเข้าใจว่าโลกบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไรให้ยั่งยืนและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด

[ทำความเข้าใจก่อนถึงการการุณยฆาตกับการช่วยเหลือในการยุติชีวิตตนเอง]

ก่อนจะไปสำรวจว่าการบริการที่เกิดจากการยอมรับกฎหมายการุณยฆาตเป็นยังไง เราขอชวนมาทำความเข้าใจก่อนว่า การการุณยฆาตที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จริงๆ แล้วมีอยู่ 2 ประเภท  

1. Active Euthanasia (การุณยฆาตเชิงรุก) แพทย์เป็นผู้จัดหาเครื่องมือ เช่น การฉีดยา หรือการปล่อยยาเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปทันทีโดยไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน

2. Passive Euthanasia (การุณยฆาตเชิงรับ) เป็นการยุติการรักษาจากแพทย์ เช่น การถอดเครื่องช่วยหายใจหรือเครื่องพยุงชีพ และไม่ปั๊มหัวใจหากเกิดกรณีหัวใจหยุดเต้น เพื่อให้ผู้ป่วยจากไปตามธรรมชาติ ทว่ามีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานก่อนจากไป

ทั้งสองข้อที่ว่านี้ล้วนมีหลักการเดียวกันคือ ผู้ป่วยหรือญาติใกล้ชิดเป็นผู้ยินยอมในการแจ้งความประสงค์ขอยุติชีวิต และแพทย์ประเมินอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าโรคร้ายที่ผู้ป่วยเผชิญไม่สามารถรักษาให้หายขาดและมีทีท่าทวีความเจ็บปวดมากกว่าเดิม 

ประเทศที่ให้การยอมรับการการุณยฆาตมีทั้งหมด 12 ประเทศ คือ เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, ลักเซมเบิร์ก, โคลอมเบีย, แคนาดา, สเปน, นิวซีแลนด์, โปรตุเกส, ออสเตรีย, สโลวีเนีย, อุรุกวัย และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนสหรัฐอเมริกายอมรับเป็นกรณีพิเศษในบางรัฐ เช่น โอเรกอนและวอชิงตัน ดีซี 

ทั้งนี้ ประเทศแรกที่อนุมัติการการุณยฆาตคือสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 1942 ในรูปแบบ Assisted Suicide หรือการยุติชีวิตตัวเองโดยการช่วยเหลือจากแพทย์ ต่างจากการยุติชีวิตทั้ง 2 ข้อที่กล่าวไปในข้างต้น เนื่องจากกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่อนุญาตให้แพทย์เป็นผู้ลงมืออัตนิวิบาต ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องเป็นคนลงมือจบชีวิตตัวเอง เช่น การกดปุ่มสวิตช์ฉีดยาตัวเองโดยต้องมีสติครบถ้วน

[Assisted Dying Centres ศูนย์บริการยุติชีวิตตนเองในสวิตเซอร์แลนด์]

จากข้อมูลของ thieme-connect.com แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับเข้าถึงฐานข้อมูลด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของสำนักพิมพ์ Thieme Publishing Group ระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ขอเข้ารับการการุณยฆาตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 800% นับตั้งแต่ปี 2003-2023 โดยในปี 2023 สวิตเซอร์แลนด์มีจำนวนผู้การุณยฆาตสูงถึง 1,729 ราย เป็นรองเพียงประเทศแคนาดา, เนเธอร์แลนด์ และเบลเยียมเท่านั้น

สาเหตุที่ตัวเลขสูงติดอันดับโลก เพราะรัฐบาลมีกฎหมาย ‘swiss panel code มาตรา 115’ ที่ระบุไว้ว่า การช่วยให้ผู้อื่นเสียชีวิตไม่เป็นความผิด หากช่วยเหลือโดยปราศจากแรงจูงใจส่วนตัว เช่น แพทย์ที่ทำไปเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย โดยผู้ป่วยเป็นผู้แจ้งขอความประสงค์หรือญาติแจ้งขอความประสงค์ ในกรณีผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤตไม่รู้สึกตัว แน่นอนว่าภายใต้มาตราดังกล่าวมีรายละเอียดอีกยิบย่อยเพื่อป้องกันข้อผิดพลาด

ความเชื่อเรื่องสิทธิสุดท้ายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดของคนเฉพาะกลุ่ม แต่ยังเป็นจุดยืนที่ได้รับความเห็นชอบจากประชากรส่วนใหญ่ โดยในปี 2011 เคยมีการทำประชามติครั้งสำคัญในซูริก ซึ่งผลคะแนนระบุว่าชาวเมืองกว่า 80% ปฏิเสธข้อเสนอที่จะสั่งแบนการการุณยฆาต และยังยืนยันที่จะให้สิทธินี้ครอบคลุมไปถึงชาวต่างชาติด้วย สิ่งนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์รักษาภาพลักษณ์การเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สำหรับสิทธิในการจบชีวิตโดยสมัครใจมาอย่างยาวนาน

นี่จึงเป็นที่มาที่สวิตเซอร์แลนด์มีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับบริการช่วยเหลือการการุณยฆาตที่เรียกว่า ‘Assisted Dying Centres’ หรือ ‘ศูนย์บริการยุติชีวิตตนเอง’ ยกตัวอย่างที่มีชื่อเสียงเช่น ‘Dignitas’ ที่ก่อตั้งโดย ‘ลุดวิค มิเนลลี (Ludwig Minelli)’ ในปี 1998 ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘สิทธิในการตาย’ คือสิทธิสุดท้ายที่มนุษย์ควรได้รับ โดยการจดทะเบียนในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรนั้นเป็นไปตามข้อกฎหมาย ที่ไม่อนุญาตให้ Assisted Dying Centres แสวงหาผลกำไรจากการตายของผู้อื่น และการบริการมีเพื่อ ‘บรรเทาทุกข์’ เท่านั้น แม้ภาพรวมจะมีโครงสร้างคล้ายธุรกิจก็ตาม

การบริการหลักๆ ของ Dignitas เริ่มตั้งแต่การประเมินคำร้องขอ assisted suicide (การช่วยจบชีวิต) ก่อนที่จะประสานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและจิตแพทย์ว่า ผู้ร้องขอเข้าข่ายในการการุณยฆาตหรือมีทางเลือกอื่นๆ ที่ดีกว่าในการรักษา หากเข้าข่ายจะเข้าสู่กระบวนการขอใบสั่งยาสำหรับฉีดการุณยฆาต ก่อนจะจัดหาสถานที่และเจ้าหน้าที่ในวันดำเนินการยุติชีวิต โดยทุกขั้นตอนจะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อความโปร่งใสและแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด

นอกจากบริการการุณยฆาตยังครอบคลุมไปถึงบริการหลังการเสียชีวิต (Post-Death Services Optional) เช่น การจัดการศพ, การประสานส่งอัฐิหรือศพกลับประเทศในกรณีที่เป็นผู้เข้ารับการบริการต่างชาติ ไปจนถึงการจัดการเอกสารส่วนตัวแก่ผู้เสียชีวิต รวมค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราวๆ 4,000-7,000 ยูโร (146,000 บาท – 256,000 บาท)

ด้วยความที่สวิตเซอร์แลนด์อนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางมาเข้ารับการการุณยฆาตในประเทศได้ จึงเกิดนิยามใหม่ที่เรียกว่า ‘suicide tourism’ ยกตัวอย่างที่ในกรณีของ ‘ฌ็อง-ลุก กอดาร์ (Jean-Luc Godard)’ ผู้กำกับภาพยนตร์และนักเขียนบทระดับตำนานชาวฝรั่งเศส ที่จบชีวิตตัวเองด้วยความสมัครใจในวัย 91 ปี เมื่อปี 2022 เพื่อหลีกหนีจากความทุพพลภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการบริการจากชาวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้น ในปี 2025 รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เริ่มปรับเปลี่ยนโมเดลการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ยั่งยืนมากขึ้น เดิมทีค่าใช้จ่ายในการสอบสวนทางการแพทย์และกฎหมายหลังการเสียชีวิตมักจะแบกรับโดยงบประมาณรัฐจากภาษีประชาชน แต่ล่าสุดรัฐเริ่มปรับระเบียบให้องค์กรที่ให้บริการเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสอบสวนทั้งหมด รวมถึงมีการนำนวัตกรรมอย่างการเก็บหลักฐานผ่านวิดีโอมาใช้เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่รัฐ 

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสวิตเซอร์แลนด์กำลังเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่รัฐให้การสนับสนุน (subsidy) ไปสู่โมเดลที่ผู้รับบริการและองค์กรเอกชนต้องบริหารจัดการต้นทุนเอง (self-funding model) เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคมเรื่องการใช้งบประมาณรัฐเพื่อ ‘นักท่องเที่ยว’ ที่เดินทางมาเพื่อจบชีวิต

[Euthanasia Capsule แคปซูลเครื่องมือช่วยการุณยฆาต]

นอกจากการบริการยังมีเรื่องการพัฒนานวัตกรรมที่เรียกว่า ‘Euthanasia Capsule’ หรือ ‘แคปซูลการุณยฆาต’ ซึ่งแคปซูลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ณ เวลานี้คือ ‘ซาร์โก’ (Sarco) ที่พัฒนาโดย ดร.ฟิลิป นิตช์เก (Philip Nitschke) อดีตแพทย์ชาวออสเตรเลียผู้เชี่ยวชาญด้านการการุณยฆาต จากองค์กร Exit International ด้วยเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D printing) 

แคปซูลซาโกร์สามารถจุคนได้หนึ่งคน ผู้เข้ารับการการุณยฆาตสามารถกดใช้งานเครื่องได้จากภายใน ซึ่งเมื่อกดปุ่มใช้งานเครื่องจะปล่อยไนโตรเจนเข้ามาแทนที่อ็อกซิเจนทีละนิดทำให้ผู้ใช้เกิดความวิงเวียน เคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในภวังค์ก่อนจะจากไปภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที 

ทั้งนี้ก่อนเริ่มกดปุ่มใช้งานตัวเครื่องจะถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ เช่น “Do you know what happens if you press the button?” (คุณรู้ตัวใช่ไหมว่าหากกดปุ่มนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น?) และหากผู้ใช้งานเกิดเปลี่ยนใจกลางคันก็กดปุ่มหยุดเครื่องได้ทันที โดยเครื่องจะดูดไนโตรเจนกลับเข้าไปในถังกักเก็บ อีกทั้งตัวเครื่องยังปรับให้กระจกโปร่งใสมองเห็นภายนอก หรือปรับให้กลายเป็นกระจกทึบแสงได้เช่นกัน แต่ที่สำคัญคือการใช้งานจะต้องมีแพทย์ค่อยกำกับจนขั้นตอนลุล่วง

แม้สวิตเซอร์แลนด์จะเป็นฐานหลักในการเปิดตัวนวัตกรรมนี้ แต่ปัจจุบันเครื่อง Sarco ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงทางข้อกฎหมายอย่างหนักในสวิตเซอร์แลนด์เอง โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ทำให้สถานะการให้บริการในวงกว้างยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

ถึงตรงนี้เรื่องการุณยฆาตยังถือเป็นเรื่องใหม่ ไม่ใช่แค่ในบ้านเราแต่รวมไปถึงทั่วโลก และอยู่บนเส้นแบ่งระหว่าง ‘ศีลธรรม’ กับ ‘สิทธิ’ ในการเลือกจบชีวิตตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี มากไปถึงเรื่องการบริการที่รองรับการการุณยฆาต ว่าสมควรหรือไม่ที่ผู้ให้บริการจะดำเนินไปในฐานะ ‘ธุรกิจประเภทหนึ่ง’ เหมือนกับการบริการเพื่อสุขภาพใดๆ หากสิ่งนี้ถูกรวมอยู่ในเรื่องของคำว่า ‘คุณภาพชีวิต’

เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นข้อถกเถียงไปอีกพักใหญ่ แต่ไม่ว่าจะจบลงยังไง ความหมายของการเลือกมีชีวิตอยู่หรือเลือกจบชีวิตตัวเองล้วนมีค่าและสวยงามไม่ต่างกัน

และหากวิตกกังวลหรือต้องการคำปรึกษาที่ดีสามารถโทรติดต่อหาสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เบอร์ 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: 

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

You Might Also Like