1197
December 24, 2025

เรื่องผีฟีล Scrooge 

เมื่อคริสต์มาสสมัยก่อนคือคืนเล่าเรื่องผี กับกิจการหนังสือปลายปีที่ก่อตัวในศตวรรษที่ 19

ใครๆ ก็ชอบเรื่องผี คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์ จะพาไปสำรวจและพิสูจน์ว่าเรื่องผีนี่แหละที่ทั้งตอบความต้องการของสังคม แถมจริงๆ อาจจะถือว่าขับเคลื่อนสังคมไปด้วย

เรื่องผีที่เราจะพาไปสำรวจถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่พอสมควร คือเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่หนึ่งของอังกฤษที่กลายมาเป็นธรรมเนียมในยุครอยต่อสู่โลกสมัยใหม่คือยุควิคตอเรียน ช่วงเวลาที่ความเจริญและความทันสมัยเข้ามา 

เจ้าความทันสมัยซึ่งมีหลายส่วนประกอบประจวบกันนี่แหละที่ทำให้วันแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปลายปีคือวันคริสต์มาส กลายเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัว เพื่อนฝูงจะนั่งล้อมวงกันในคืนที่ทั้งอบอุ่นทว่าหนาวเย็น 

บรรยากาศการรวมตัวกันแบบนี้ จะมีอะไรดีไปกว่าการเล่าและฟังเรื่องสยองขวัญ เรื่องราวของปีศาจ ความตาย และตำนานปรัมปรา

ธรรมเนียมเรื่องผีในวันคริสต์มาสสัมพันธ์กับบริบทความเปลี่ยนแปลงและธุรกิจกิจการอย่างไม่น่าเชื่อ จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้การอ่านกลายเป็นเรื่องของคนทุกชั้น การกลับบ้านที่เรื่องผีกลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนชื่นชอบและใช้ล้อมวงกันอ่านร่วมกัน 

นอกจากบริบทอันซับซ้อนของยุครอยต่อซึ่งเป็นทั้งการรื้อฟื้นธรรมเนียมการเล่าเรื่องผีในช่วงฤดูหนาว การมาถึงของตลาดสิ่งพิมพ์ หนังสือสำคัญที่ทำให้เรื่องผีกลายเป็นหัวใจของวันคริสต์มาสคือนิยายขนาดสั้นเรื่อง A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกคินส์ งานเขียนที่ทั้งสะท้อนกิจกรรมการจับจ่ายในช่วงเทศกาลและการที่ตัวหนังสือกลายเป็นสินค้าที่ถูกออกแบบให้เป็นของขวัญ

คริสต์มาสกับความเป็นสมัยใหม่และโลกทุนนิยม

ความสนุกของการเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสคือเรื่องราวที่ซับซ้อนในการฉลองวันคริสต์มาส 

อันที่จริงการระบุให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันประสูติของพระเยซูเจ้าก็เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นภายหลัง ด้วยในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุวันที่ประสูติเอาไว้ ทฤษฎีตีความย้อนไปเองก็ยังซับซ้อนคลุมเครือ บ้างก็ตีความโดยคำนวณจากวันตรึงกางเขน บ้างก็คำนวณจากวันที่พระแม่มารีรับพระวรสารจากทูตสวรรค์หรือการปฏิสนธินิรมลของพระเยซูเจ้า

ทว่าวันที่ 25 ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าคริสตจักรเลือกวันเฉลิมฉลองให้พ้องกับวันสำคัญของความเชื่อของแพแกน คือศาสนาผีที่มีอยู่เดิม กรณีของวันที่ 25 ธันวาคม เป็นช่วงเวลาของการบูชาเทพแซตเทิร์น เทพเจ้าแห่งเกษตรกรรม 

ช่วงนี้จะมีการเฉลิมฉลอง กินเลี้ยงเทศกาล มีการมอบของขวัญ รวมถึงร่องรอยสำคัญคือการประดับบ้านด้วยช่อใบไม้สีเขียว กระทั่งธรรมเนียมการนำต้นไม้เข้ามาไว้ในบ้านก็เป็นธรรมเนียมที่ชาวเพแกนทำในช่วงฤดูหนาว

ข้อถกเถียงและประวัติศาสตร์ที่เราพูดถึงเป็นห้วงเวลาที่ยาวนานมากนับพันปีคือตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 3 ล้อไปกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของคริสต์ศาสนา คือวันคริสต์มาสเป็นวันเฉลิมฉลองหนึ่งในยุคกลาง แต่ภาพของวันคริสต์มาสในฐานะวันของครอบครัว การฉลองวันประสูติของพระเยซูเป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงศตวรรษที่ 19 คือในยุควิคตอเรียน

ยุควิคตอเรียนเป็นยุคที่ทรัพย์คัลเจอร์พูดถึงบ่อยๆ เป็นยุครอยต่อที่เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ เริ่มเกิดเมืองแล้ว เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการทะลักเข้าเมือง เมื่อมีการเข้าเมืองก็มีการกลับบ้านในวันหยุด ทั้งการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้สิ่งพิมพ์มีราคาถูกลง พร้อมๆ กับอัตราการอ่านออกเขียนได้เพิ่มสูงขึ้น 

การก่อตัวขึ้นของความเป็นสมัยใหม่โดยเฉพาะการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในอังกฤษ และเราน่าจะพูดได้ว่าคริสมาสต์ที่เรารู้จักในปัจจุบันก็สัมพันธ์กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านไปสู่สมัยใหม่จากอังกฤษ

ตรงนี้จะค่อนข้างซับซ้อนหน่อย คือคริสต์มาสถือเป็นผลพวงหนึ่งของการเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ การปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมถึงกิจกรรมการฉลองวันคริสต์มาสที่มีนัยของการให้ ความเอื้ออาทรมีความเชื่อมโยงอย่างซับซ้อนทั้งจากบริบทความเปลี่ยนแปลงและงานเขียนสำคัญคือ A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกคินส์ เป็นต้นแบบความแมสของความหมายและการฉลองคริสต์มาสในทุกวันนี้

ตัวอย่างที่บอกว่าวันคริสต์มาสยังไม่ ‘แมส’ คือในหนังสือพิมพ์เก่าแก่ของอังกฤษเช่น The Times ไม่เคยพูดถึงวันคริสต์มาสเลยในช่วงปี 1790-1835 หนึ่งในร่องรอยที่เริ่มเกิดคือภาพโปสต์การ์ดวันคริสต์มาสซึ่งก็สัมพันธ์กับเทคโนโลยีและกิจการสิ่งพิมพ์ในอังกฤษซึ่งปรากฏในปี 1843 ภาพโปสต์การ์ดซึ่งถือเป็นการ์ดวันคริสต์มาสแรกได้รับการออกแบบให้เป็นการ์ดซึ่งมีสามส่วน ช่องด้านซ้ายและขวาเป็นภาพของการให้ซึ่งเป็นคุณธรรมอันดีของชาวคริสต์และตรงกลางภาพเป็นภาพครอบครัวซึ่งกลับมาพร้อมหน้าและกินเลี้ยงร่วมกัน 

การ์ดวันคริสต์มาสใบแรกอันที่จริงก็เกี่ยวโยงกับชนชั้นและความแมสของกิจการและสินค้า ตัวการ์ดออกแบบโดย จอห์น คอลคอต ฮอร์สลีย์ (John Callcott Horsley) หลังจากออกแบบขึ้นก็นำไปวางขายในปี 1846 แต่การ์ดขายไม่ดีเพราะแพง กระทั่งเทคโนโลยีการพิมพ์สีมีราคาเข้าถึงได้ ประกอบกับการปฏิวัติกิจการไปรษณีย์ของอังกฤษ เกิดการส่งไปรษณีย์ราคาหนึ่งเพนนีเรียกว่า Penny Post เมื่อการ์ดถูกลง คนก็ส่งการ์ดวันคริสต์มาสเพื่อแสดงความรำลึกถึงกันได้

สิ่งที่มาพร้อมกันมีอีกหลายมิติซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์ เช่น ความนิยมตั้งและประดับต้นคริสต์มาส ก็สัมพันธ์กับการที่พระนางเจ้าวิคตอเรียอภิเษกกับเจ้าชายจากเยอรมนี ในปี 1848 หนังสือพิมพ์อังกฤษเผยแพร่ภาพทั้งสองพระองค์พร้อมด้วยโอรสธิดาพร้อมหน้ากันรอบต้นคริสต์มาสซึ่งประดับด้วยเทียนและของประดับอื่นๆ 

ตลาดหนังสือและการรู้หนังสือ

หลังจากเล่ามาอย่างยาวนาน กรณีการปฏิวัติอุตสาหกรรมและนวัตกรรมซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์ และสิ่งพิมพ์ที่ขยายตัวก็มาพร้อมกับการรู้หนังสือที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนถึงได้ทั้งอ่านและเขียนโปสต์การ์ดหากัน หรือมีการรับเอาความคิดจากหนังสือพิมพ์ที่กลายเป็นแหล่งรสนิยมของคนทั่วไปหรือ ‘แมส’ ได้

เรากลับมาที่กิจการสำคัญที่เราจะพูดถึงคือกิจการหนังสือ และใช่ครับ เรื่องผี ที่เราจะได้พูดถึงกันสักที

อันที่จริงเรื่องผี ก็เป็นอีกกิจกรรมที่คู่ขนานกับวัฒนธรรมอังกฤษมาเนิ่นนาน คือฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่คนอังกฤษจะล้อมวงกันเล่าเรื่องผีอยู่แล้ว เมื่อเกิดความเป็นสมัยใหม่ ผู้คนก็เริ่มรู้หนังสือมากขึ้น แต่ไม่ทั้งหมด รวมถึงยุควิคตอเรียนเองเป็นยุคสมัยที่ผู้คนกลับมาหลงใหลในเรื่องเหนือธรรมชาติ กลับมาชอบเรื่องผีๆ สางๆ มีการใช้นวัตกรรมเช่นเรื่องแสงมาทำเป็นบ้านผีสิง

ความนิยมของเรื่องผี ด้านหนึ่งก็เรียบง่ายมาก ตรงนี้เราเคยพูดถึงในการเกิดขึ้นของการอ่านบนรถไฟ คือเมื่อคนชั้นแรงงานรู้หนังสือ ตลาดหนังสือขนาดยักษ์ก็เปิดออก ประกอบกันกับเทคโนโลยีที่ทำให้หนังสือพิมพ์ได้ในราคาถูก สิ่งที่บรรณาธิการและสำนักพิมพ์ต่างๆ นำมาพิมพ์เพื่อตอบสนองช่องว่างและการอ่านที่เกิดอย่างรวดเร็ว ก็คือเรื่องเล่าผีสาง ตำนานท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่มีอยู่แล้ว

กรณีการขายหนังสือในช่วงคริสต์มาสถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งขับเคลื่อนด้วยตลาดในช่วงวันคริสต์มาส คือเมื่อวันคริสต์มาสเริ่มสำคัญขึ้น มีแนวคิดเช่นการเกิดขึ้นของตลาดคริสต์มาส เกิดแนวคิดว่าเป็นช่วงเวลาของการให้ของขวัญ ห้างร้านและกิจการต่างๆ ก็พยายามทำให้ช่วงเวลาปลายปีและวันคริสต์มาสเป็นวันของการจับจ่าย

ถ้าเรามองย้อนไป นักเขียนสำคัญๆ อาทิ อาเทอร์ โคนัน ดอยส์ (Arthur Conan Doyle) ก็พยายามเขียนหนังสือและปิดเล่มเพื่อออกขายในช่วงวันคริสต์มาสซึ่งกลายเป็นหมุดหมายของการจับจ่ายสำคัญของปี หนังสืออื่นๆ เองก็เช่นกัน จากการที่ในหนึ่งปีอาจจะมีการพิมพ์เรื่องสั้นตีพิมพ์ในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ ช่วงปลายปีนี้เป็นจังหวะที่บรรณาธิการจะนำเอางานเขียนต่างๆ หรือเขียนงานขึ้นใหม่เพื่อรวมเป็นหนังสือเล่ม หุ้มปกเข้ากี่สวยงามเพื่อขายในช่วงเวลาสำคัญ 

ในช่วงแรกของการรวมเล่มเป็นหนังสือฉบับวันหยุดหรือฉบับวันคริสต์มาส แน่นอนว่าบรรณาธิการมักจะต้องมีเรื่องผีหรือเรื่องสยองขวัญเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มพิเศษส่งท้ายปีเสมอ 

การพิมพ์เรื่องผีที่รวมเป็นเล่มจึงตอบสนองหลายมิติ อย่างแรกคือตอบสนองผู้คนที่พลัดบ้านเรือนเข้ามาในเมือง และที่สำคัญคือการที่คนเหล่านี้จะหยิบเอาหนังสือที่มีเรื่องสยองขวัญกลับไปใช้เวลาร่วมกันในวันหยุดซึ่งคือวันคริสต์มาส ในสมัยนั้นแม้จะมีประชาชนคนทั่วไปที่รู้หนังสือแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะอ่านได้คล่องแคล่ว การกลับมาล้อมวงพูดคุยแล้วต่อเนื่องด้วยการหยิบหนังสือขึ้นอ่านร่วมกันจึงเป็นกิจกรรมสำคัญของวันกลับบ้าน

ประกอบกับในยุคนั้นยังไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไร การล้อมวงกันและให้คนที่พอจะอ่านหนังสือได้ อ่านหนังสือใต้แสงเทียน รอบเตาผิงในคืนอันหนาวเหน็บ ย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่าการเล่าเรื่องผีให้เพื่อนฝูงและครอบครัวได้ฟัง

มองย้อนไป ก็ดูเหมือนจะเป็นชุมชนขนหัวลุก เป็นเดอะโกสต์เรดิโอของศตวรรษที่ 19 

หมายความว่าเรื่องเล่าสยองขวัญ-ความกลัว เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างชุมชนมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน

A Christmas Carol เมื่อเรื่องผีฟีล Scrooge

ถ้าเราสรุปอย่างรวบรัด การฉลองวันคริสต์มาส ภาพวันคริสต์มาสในฐานะวันแห่งการให้และการรำลึกถึง เราก็มักจะยกความสำคัญให้กับความแมสของนวนิยายสั้น A Christmas Carol ของชาร์ลส์ ดิกคินส์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งทั้งความพยายามของดิกคินส์เองในการพิมพ์หนังสือเพื่อสนองตลาดหนังสือวันคริสต์มาส และการเล่าเรื่องผีให้เป็นส่วนหนึ่งของการขายหนังสือวันคริสต์มาส

A Christmas Carol ตีพิมพ์ในวันที่ 19 ธันวาคม ปี 1843 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพิมพ์หนังสือเพื่อตอบสนองกับตลาดในช่วงวันคริสต์มาส ก่อนหน้านี้ตลาดหนังสือวันคริสต์มาสมีอยู่แล้ว มีการพิมพ์หนังสือฉบับพิเศษ มีหนังสือว่าด้วยวันคริสต์มาส แต่ A Christmas Carol กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการหนังสือ และกลายเป็นตัวกำหนดความคิดความเชื่อเรื่องวันคริสต์มาสในยุคปัจจุบัน

อย่างแรกคือ A Christmas Carol กลายเป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ที่นี้ ความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้มีความซับซ้อนพอสมควร ความเป็นปรากฏการณ์ของหนังสือเล่มนี้คือขายดีชนิดมองจากยุคปัจจุบันก็ถือว่าขายดีมาก หลังจากวางขายในวันที่ 19 จนถึงวันที่ 24 คือวันคริสต์มาสอีฟของปีนั้น สำนักพิมพ์ขายหนังสือไปได้ 6,000 เล่ม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมหาศาลของการอ่าน

การขายหนังสือได้ 6,000 เล่มในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นความสำเร็จที่น่าตกใจ ข้อสำคัญคือเจ้า 6,000 เล่มในตอนนั้นเป็นฉบับตีพิมพ์แบบหรูหรา ตามสไตล์ของวรรณกรรมที่พิมพ์ครั้งแรกจะเป็นหนังสือที่มีการพิมพ์ หุ้มปกและเข้าเล่มอย่างพิถีพิถัน หมายความว่าเป็นหนังสือฉบับที่มีราคาแพงที่สุด และหนังสือเรื่องสั้นๆ ของผีในวันคริสต์มาส มีราคา 5 ชิลลิ่ง เทียบเป็นเงินปัจจุบันราว 31 ปอนด์ เป็นหนังสือราคาพันกว่าบาท ถ้าเรามองย้อนไปในเศรษฐกิจยุคนั้นถือว่ามีราคาสูงมาก

ความพิเศษของ A Christmas Carol ไม่ได้อยู่ที่ยอดขายในวันคริสต์มาสเท่านั้น แต่ยอดขายของ A Christmas Carol ยังสะท้อนถึงการที่หนังสือเป็นสินค้าพิเศษคือเป็นสิ่งที่ผู้มีอันจะกินและชนชั้นกลางที่ก่อตัวขึ้นในขณะนั้นซื้อให้กันเป็นของขวัญ 

ยอดขายและความนิยมของ A Christmas Carol พุ่งสูง ‘หลัง’ วันคริสต์มาส และหลังวัน Boxing Day คือเมื่อผู้คนเริ่มได้รับหนังสือและแกะอ่าน ความนิยมและยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในต้นปีถัดไป เรียกว่าหนังสือขายดีต่อเนื่องทั้งในเดือนมกราคม ครองความนิยมถึงเดือนเมษายน จนกลางปีตีพิมพ์ซ้ำเป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 (การขายหมด 6,000 เล่ม ในโลกปัจจุบันของประเทศไทยถือเป็นความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์ได้เช่นกัน)

สิ่งที่น่าสนใจคือ A Christmas Carol ดำเนินตามขนบทั้งการพิมพ์หนังสือในช่วงปลายปี และเป็นการเขียนเรื่องผีซึ่งก็เป็นอีกองค์ประกอบที่มีเค้าลางต่อเนื่องกันมา อันที่จริงตัวดิกคินส์เองเคยเขียนเรื่องสั้นชื่อ The Story of the Goblins Who Stole a Sexton ในปี 1836 ตัวเรื่องเล่าถึงกลุ่มเพื่อนที่ไปฉลองวันคริสต์มาสในฟาร์มชนบทห่างไกล ทั้งหมดล้อมวงเล่าเรื่องผี หนึ่งในเรื่องเล่าเล่าถึงชายใจดำที่ถูกก็อบลินลักพาตัวไป ในถ้ำก็อบลินได้แสดงความผิดในการใช้ชีวิตที่ใจจืดใจดำของชายคนนั้น–เหมือนเรื่องราวของ Scrooge ใน A Christmas Carol

ความพิเศษของ A Christmas Carol คือการที่ดิกคินส์ไม่ได้เล่าแค่เรื่องผี แต่เรื่องผีของดิกคินส์คือเรื่องผีที่มีหัวใจอยู่ในนั้น ตัวเรื่องเล่าถึงนายทุนเจ้าของกิจการนาม Scrooge ผู้ใจจืดใจดำ และใช้ผีเป็นตัวแทนของการทบทวนและรำลึกถึงความผิดพลาดในการใช้ชีวิต ผีของดิกคินส์จึงเป็นตัวแทนของการชดใช้และการแก้ไขข้อผิดพลาด

ความผิดพลาดของ Scrooge และเรื่องราวการเรียนรู้ความผิดพลาดคือความเห็นแก่ตัว การเอารัดเอาเปรียบใน A Christmas Carol จึงไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องผีในระดับปัจเจกบุคล ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญเพียงอย่างเดียว แต่ดิกคินส์กำลังให้ภาพและวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาของสังคมสมัยใหม่ โลกของทุนนิยม โลกที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำที่ถ่างขยาย

ทว่า ในเรื่องราวการหลอกหลอนของทั้งผีในชีวิตและวิญญาณของวันคริสต์มาส ในที่สุดเรื่องราวใน A Christmas Carol ก็จบลงด้วยดี ตัวละครนายทุนเกิดความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันกับลูกจ้าง เกิดความสงบสุขและเปลี่ยนแปลงชีวิตได้

อ่านมาถึงขนาดนี้ก็รู้สึกใจฟู ซึ่งบทเรียนของ Scrooge ไม่ใช่แค่ขายดีในอังกฤษ แต่ขยายไปฮิตทั้งในอเมริกาและยุโรป ในที่สุด ภาพของวันคริสต์มาสจึงค่อยๆ ถูกโยงเข้ากับเทศกาลของการให้ และเป็นเทศกาลที่เราทั้งได้ทบทวนช่วงเวลาที่ผ่านมา และมองกลับไปยังผู้คนที่อยู่รายล้อมเราอีกครั้ง 

ถ้าเราย้อนกลับไปที่ภาพของคริสต์มาสในโปสต์การ์ด ค่านิยมเรื่องการให้ ความเอื้ออารีเป็นค่านิยมหนึ่งของยุควิคตอเรียนนั่นแหละ แต่ถูกตีความส่งต่อมาเพื่อมาไขปัญหาสังคมซึ่งเหลื่อมล้ำถ่างขยายของยุควิคตอเรียนเอง

หลังจากนั้นตัวดิกคินส์เองก็พยายามออกหนังสือฉบับคริสต์มาสที่ว่าด้วยเรื่องผี ก่อนจะหยุดเขียนเรื่องผีในวันคริสต์มาส ด้านหนึ่งคือ A Christmas Carol กลายเป็นตำนาน และเป็นต้นแบบของจิตวิญญาณของคริสต์มาสในฐานะช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี คือช่วงเวลาของการรวมตัว ความอบอุ่น และการทำให้สังคมสวยงามขึ้นกลายเป็นมาตรฐานและความเข้าใจร่วมสมัย

การรวมเอาเรื่องสยองเข้ากับการเรียนรู้เข้าใจ ทำเรื่องผีกลายเป็นเรื่องอบอุ่นหัวใจ จรรโลงสังคมถือเป็นสุดยอดอัจฉริยะของดิกคินส์ซึ่งแม้ว่าธรรมเนียมเรื่องผีจะจางลงหลังจากนั้น แต่พลังของความเป็นวันคริสต์มาสยังทรงพลังจนถึงวันนี้

ถ้าเรามองย้อนไป ความสำเร็จของดิกคินส์อาจสัมพันธ์กับหลายมิติ แน่นอนความชาญฉลาดของดิกคินส์เอง อาจสัมพันธ์กับจังหวะที่ปัญหาสังคมของอังกฤษและสังคมสมัยใหม่สุกงอม เป็นจังหวะที่การพิมพ์มีตลาดที่กว้างใหญ่พอ เกิดชนชั้นกลางจำนวนมากพอ ไปจนถึงบรรยากาศความเป็นคริสต์มาสซึ่งเติบโตไปพร้อมๆ กับอุตสาหกรรมและกิจการอื่นๆ ที่สินค้าและการบริโภคทำให้คริสต์มาสในฐานะวันหยุดสำคัญ

จากความสำคัญในแง่ของการตลาด ไปสู่ความสำคัญในการใช้ชีวิต กรณีนี้คือการที่เราได้ทบทวนชีวิตและเส้นทางของเรา เป็นช่วงเวลาสำคัญของปีที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ซึ่งสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและภาคธุรกิจอย่างซับซ้อน

Merry Christmas

อ้างอิง

Writer

ชื่อว่านครับ ทำงานรับจ้างทั่วไปด้านงานเขียน ส่วนใหญ่เขียนเรื่องการเขียน การอ่าน และวัฒนธรรม เชื่อว่าพื้นที่นามธรรมเป็นสินทรัพย์ที่จะพาเราเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Illustrator

ชื่อกล้วยค่ะ banana blah blah เป็นนักวาด บางวันจับเม้าส์ปากกา บางวันจับลูกกลิ้งทำภาพพิมพ์ สนใจ Art therapy และการวาดภาพเพื่อ Healing เชื่อว่าการทำงานที่ดีต้องทำให้เราอิ่มทั้งกายและใจ ได้มองเห็นตัวเองเติบโตภายใน

You Might Also Like