124
August 11, 2026

Whimsical Trend คนกำลังเหนื่อยล้า และต้องการโลกขี้เล่นสนุกสนาน ทำยังไงให้ธุรกิจตอบโจทย์เทรนด์ยุคนี้ได้?

Sean Anthony Bryant อายุ 34 ปี ทำงานเทคโนโลยีในนิวยอร์ก ชีวิตเขาดำเนินไปอย่างปกติทั่วไป ไม่ต้องคิดที่จะเติมสีสันเพื่อชีวิตอะไรมากขนาดนั้น จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาพบว่าสิ่งรอบตัวเต็มไปด้วยเรื่องเครียดๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ทางสังคมที่บีบรัดการใช้ชีวิตของเขาเอง ไบรอันต์ทนไม่ไหวแล้ว สิ่งที่เขาเลือกทำคือพยายามหนีออกจากความวุ่นวายนั้นด้วยการโอบรับแนวคิดที่คนเรียกกันว่า Whimsy หรือ Whimsical ซึ่งแปลความในมวลรวมๆ ได้ถึงความเพ้อฝัน ขี้เล่น แปลกใหม่อย่างมีเสน่ห์ หรือไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์เดิมๆ

ถ้าเป็น 3-4 ปีก่อน เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเลือกทำอะไรแบบนี้ แต่ในวันนี้ เขาพยายามทำให้ชีวิตตัวเองมีเสน่ห์ด้วยการเลือกซื้อสินค้าที่มีความขี้เล่น หรือเลือกเสพอะไรที่ทำให้ได้เพ้อฝันเหนือจินตนาการ และเขาจะรู้สึกหงุดหงิดมากเมื่อเห็นคนในโซเชียลมีเดียมองโลกในแง่ลบเกินไป วันหนึ่งไบรอันต์จึงทำคลิปลง TikTok บอกทุกคนว่า “โลกกำลังลุกเป็นไฟแล้ว พวกเราควรลองทำอะไรที่แปลกใหม่และมีเสน่ห์บ้างนะ” 

และเพราะว่าคลิปนั้นมียอดวิวมากกว่าสี่ล้านครั้ง เพื่อนๆ ก็ดันหลังให้ไบรอันต์เริ่มขายเสื้อยืดและหมวกที่มีข้อความว่า “Be More Whimsy” (เติมความเพ้อฝันให้มากขึ้นนะ)

เรื่องราวของไบรอันต์คือตัวอย่างปรากฏการณ์คนเจนฯ Z และมิลเลนเนียลที่ทำให้คำว่า Whimsical Trend แนวคิดในการหยิบจับ aesthetic ของความสนุกสนาน เพ้อฝัน เทพนิยาย ขี้เล่น เหนือจริง แปลกใหม่ และผสมผสานการหวนนึกถึงวัยเด็ก หรือการได้ทำอะไรสนุกๆ ตามใจตัวเองมากขึ้น​ 

เทรนด์นี้บูมขึ้นในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ มีคนทำคลิปถามว่า ‘มีวิธีไหนบ้างที่จะเพิ่มความ Whimsy ของเราได้?’ เราจึงได้เห็นหลายคลิปเต็มไปด้วยแชร์ไอเดีย ‘แต่งตัวแบบ Whimsy’ หรือ ‘รวมแบรนด์ที่มีความเป็น Whimsical’ และไม่ใช่แค่สินค้าเท่านั้น แม้กระทั่งการทำงานอดิเรกที่ตัวเองในวัย 10 ขวบเคยชอบ หรือการทำอะไรแอนะล็อกอย่างการส่งโปสต์การ์ด ก็ถือเป็น ‘Whimsy Hobbies’ เช่นกัน ทำให้มีคอนเทนต์อย่าง ‘ใช้ชีวิต 1 วันแบบ Whimsy’ 

สิ่งที่เป็นมวลรวมๆ ของ Whimsy คือสีสันสดใส ดีไซน์ที่เต็มไปด้วยการหวนนึกถึงอดีต บางครั้งก็เต็มไปด้วยเรื่องราวเทพนิยายเพ้อฝัน แต่ความแฟนตาซีก็พาผู้คนใช้ชีวิตโลกจินตนาการได้อย่างน่าสนใจ 

ภาพ stillandstirredd  

แม้จะดูสนุกสนาน เพ้อฝัน หรืออยู่ภายในโลกจินตนาการ แต่ความนิยมที่มากขึ้นของ Whimsical หรือ Whimsy สะท้อนว่า คนกำลังเหนื่อยล้าจากสภาวะความเครียด จึงโหยหาความอบอุ่น ความขี้เล่น นึกถึงความทรงจำวัยเด็ก และอยากหลบหนีออกจากโลกความเป็นจริง 

“เพราะเรารู้สึกว่าเราควบคุมผู้นำให้ทำอะไรต่างๆ ไม่ได้” Liz Plank นักทำรายการพ็อดแคสต์จากลอสแอนเจลิสกล่าว เธอเพิ่งผิดหวังจากการเลิกรากับรูมเมตไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทว่ากลับรู้สึกดีกับชีวิตตัวเองได้เพียงแค่ได้เลือกซื้อชุดนอนแบบ Whimsy จากแบรนด์หนึ่ง “แต่คุณสามารถควบคุมได้ว่าคุณจะเลือกแก้วแบบไหน คุณจะใส่ชุดน่ารักแบบไหน และคุณจะทำสิ่งสวยงามอะไรในตอนเช้า” เธอว่า

Whimsical Trend จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะหรือความสวยงามเท่านั้น แต่ในทางธุรกิจ มันคือ ‘กลยุทธ์การตลาดเชิงอารมณ์’ (emotional marketing) ที่ทำให้คนได้เชื่อมโยงกับสินค้าที่พวกเขาได้แสดงความอารมณ์และความรู้สึก

Etsy แพลตฟอร์มออนไลน์สัญชาติอเมริกันที่ขึ้นชื่อเรื่องขายสินค้าวินเทจและของทำมือก็บอกว่า การค้นหาคำว่า ‘Whimsical Jewelry’ ‘Whimsical Decoration’ และ ‘Whimsical Product’ เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 50% จากปีที่แล้ว

“เราเห็นผู้บริโภคหันมาหาความแปลกใหม่ (Whimsy) ในรูปแบบของการหลีกหนีจากชีวิตประจำวัน มองหาสินค้าที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว สนุกสนาน และคาดไม่ถึง เพื่อทำให้ชีวิตประจำวันพิเศษยิ่งขึ้น” เดน่า อิซอม จอห์นสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์ของ Etsy กล่าว

ภาพ cultureandcampaigns

Dion Terrelonge นักจิตวิทยาด้านแฟชั่น อธิบายว่า การแต่งตัวในจินตนาการมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมเผชิญกับความเครียด “สุนทรียศาสตร์ที่แปลกใหม่และจินตนาการ (Whimsical aesthetic) มักจะเข้าถึงคนได้โดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนหรือความวุ่นวายระดับโลก” เธอกล่าว “มันเป็นรูปแบบหนึ่งของการหลีกหนีจากความเป็นจริง และความงามเพื่อความงามในยามเผชิญกับเหตุการณ์ที่อาจดูเลวร้าย” 

โดยจุดเด่นที่เห็นได้ชัดใน Whimsical aesthetic คือโบ ลูกไม้ และระบายในเลเยอร์เสื้อผ้า ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากชีวิตอันยากลำบากในสมัยนี้ และเป็นเครื่องเตือนใจเล็กๆ น้อยๆ ว่าความสุขและความรื่นเริงยังคงมีอยู่

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ความนิยมในแบรนด์ที่ไม่ได้นำเสนอเพียงความเรียบหรูและพรีเมียม แต่เต็มไปด้วยความสนุกสนานเติบโตขึ้นในช่วงหลายปีนี้ หรือบางแบรนด์ที่เริ่มเห็นสีสันสดใสแบบ Whimsy เพิ่มขึ้น พวกเขาก็ทำการตลาดโปรโมตให้แบรนด์มีความขี้เล่น เหนือจินตนาการมากขึ้น เพราะภาพของความเรียบหรู คมกริบ หรือ Minimalist แบบเดิมๆ อาจไม่เพียงพอที่จะฮีลใจผู้บริโภคได้อีกต่อไป

ถ้ายกตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในสุนทรียะแบบ Whimsy ก็คงต้องยกให้แบรนด์ตุ๊กตาอย่าง Jellycat ด้วยการเปลี่ยนแนวคิดจากแบรนด์ตุ๊กตาผ้าธรรมดามาเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ขาย ‘ความสุขและจิตวิญญาณแห่งวัยเด็ก’ ผ่านการเปลี่ยนพื้นที่หน้าร้านให้กลายเป็นโลกสมมติที่มีความสนุก ด้วยการให้พนักงานจำลองเป็นเชฟทำขนมหรือเชฟทำอาหาร เอาตุ๊กตารูปเค้ก กาแฟ หรืออาหารมาห่อเป็นขนมบ้าง หรือเอามาหั่น มาปรุงอาหารบ้าง ทำให้คนได้นึกถึงวัยเด็กที่เรามักเล่นสนุกกับจินตนาการรับบทเป็นพ่อค้าแม่ค้า ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียลมีเดีย เพราะมันมอบประสบการณ์ฮีลใจวัยเด็กให้กับคนที่มาเยือนที่นี่

@faoschwarz

Welcome to the Jellycat Diner, where cuddles are always on the menu! ✨🍔 Join us for a whimsical experience featuring your favorite Jellycat Diner plushies. From soft, snuggly snacks to magical moments, it’s a meal full of smiles! Book your experience on our website! Link in bio 💖 🎥: @chloevalentinetoscano #faoschwarz #faoexperience #nyc #toywonderland #jellycatdiner #faomagic

♬ Cute – JerryJeyy

แบรนด์แว่นอย่าง Gentle Monster ที่มีความเป็นศิลปะเหนือจริงมาโดยตลอด ในปี 2026 ก็ได้เปิดคอลเลกชั่นแว่นพับได้ 2026 Veggie Collection โดยนำสิ่งของทั่วไปอย่างผักมาเติมจินตนาการและความขี้เล่นในคอลเลกชั่น แถมพา Karina จากวง aespa ในลุคสาวน้อยภาพลักษณ์นิ่งๆ น่ารักๆ แต่เธอปีนขึ้นหลังแกะที่ต่อตัวกันสูงเป็นเมตร แล้วกระโจนลงมาใส่มะเขือเทศกองมหึมา เสริมภาพลักษณ์สาวขี้เล่นสนุกสนานเหมือนดีไซน์แว่นที่ได้แรงบันดาลใจจากผักไปในตัว

อีกแบรนด์แฟชั่นที่ได้รับนิยามจากชาวเน็ตว่ามีความ Whimsy อย่างถึงที่สุดคือ Selkie แบรนด์แฟชั่นนี้มีชื่อเสียงในด้านความสวยงามราวกับความฝันและเวทมนตร์ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ชุดเดรสทรงพองขนาดใหญ่ ผ้าทูลล์หลายชั้น และมีระบายอลังการ เลียนแบบชุดเจ้าหญิงในเทพนิยายคลาสสิก โทนสีพาสเทลและสีสันมหัศจรรย์ และลายพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทพนิยาย ผ้าส่วนใหญ่มักมีลวดลายดวงดาว ดอกไม้โรแมนติก สัตว์ป่า และมีกลิ่นอายวินเทจ ถ้าให้ Selkie เป็นอะไรสักอย่าง คงทำให้นึกถึง ‘ตัวละครเอก’ ในละครย้อนยุคนั่นเอง

แล้วธุรกิจจะโอบรับเทรนด์ที่เกิดขึ้นได้ยังไง?

ถ้าถอดแบบจากลักษณะ Whimsy ที่ชาวเน็ตมาแชร์ประสบการณ์กัน สิ่งที่น่าสนใจคือการเข้าใจจริงๆ ว่าตอนนี้คนจำนวนมากเหนื่อยล้า และต้องการพื้นที่เยียวยาใจ และได้จินตนาการโลกที่สนุกกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้นการสร้างประสบการณ์ให้คนรู้สึกได้เชื่อมต่อความรู้สึกสนุก ขี้เล่น เหนือจินตนาการ และได้หนีออกจากโลกความเป็นจริงสักพักได้จึงเป็นแนวคิดหลักที่ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้ตั้งแต่คอนเซปต์สร้างสินค้าไปจนถึงบริการหน้าร้าน

สำหรับแบรนด์ไหนที่ต้องการสร้าง visual ของแบรนด์ให้มี ‘human touch’ และขี้เล่นขึ้น การสร้างภาพลักษณ์ด้วยลักษณะ whimsy คือการเลือกใช้ลายเส้นวาดมือเพื่อไม่ให้โทนตึงเครียดเกินไป สะท้อนความงดงามแบบนุ่มนวลโดยใช้โทนสีพาสเทล หรือสร้างตัวการ์ตูน/มาสคอตประจำแบรนด์ที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว เพื่อทำให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย อบอุ่น และมีเสน่ห์ต่างจากคู่แข่ง

หรือถ้าต้องการดีไซน์บรรจุภัณฑ์อาจจะลองสร้างคอนเซปต์ธีม ‘ของสะสมแห่งความฝัน’ ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งที่ผสมผสานเทพนิยาย ดอกไม้ สัตว์พูดได้ หรือรูปทรงที่เหนือจริง เช่น ขวดน้ำหอมรูปดวงจันทร์ หรือกล่องขนมรูปปราสาท เพื่อเปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะที่ให้คุณค่าทางจิตใจ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้คนรู้สึกว่าไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้า แต่ซื้องานศิลปะหรือของสะสม

ไอเดียสำหรับธุรกิจคาเฟ่ ร้านอาหาร แฟชั่น หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้า การสร้างพื้นที่หน้าร้านโดยใช้แนวคิด Whimsical ต้องมาด้วยธีมเหนือจริงที่ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝัน เช่น ร้านชาธีม Alice in Wonderland หรืออย่างแบรนด์ Gentle Monster ที่มักสร้างประติมากรรมขนาดยักษ์ตามธีมต่างๆ จนกลายเป็นทั้งงานศิลปะอาว็องการ์ดและสร้างโลกเหนือจริงให้คนได้หลุดเข้าไปชื่นชมความงดงามของศิลปะไปด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด หากแบรนด์ของคุณไม่สามารถเอาตัวเองสวมเข้ากับเทรนด์ Whimsical ได้ทั้งหมด แบรนด์ยังสามารถถอดรหัสมวลอารมณ์ทำความเข้าใจสภาวะที่ผู้คนเผชิญได้ เพื่อมาออกแบบสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ เช่น คนกำลังเบิร์นเอาต์กับสังคม เบื่อชีวิตประจำวัน และความรู้สึกถูกสูบพลังจากโลกยุคดิจิทัลและทุนนิยมแล้ว แบรนด์อาจจะไม่ต้องทำตัวเป็นคนขี้เล่นแบบ Whimsy แต่ทำหน้าที่เป็น ‘เบาะรองรับอารมณ์’ ที่ใส่ความนุ่มนวล เข้าอกเข้าใจ และไม่กดดันลูกค้า หรือเมื่อคนรู้สึกเบื่อความจำเจในปัญหาที่เผชิญรอบด้าน แบรนด์อาจจะสร้างประสบการณ์ในบริการที่ทำให้คนรู้สึกได้เจอเรื่องดีๆ โดยไม่คาดคิดก็ได้

เพราะการขายสินค้าในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่ฟังก์ชั่นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ตัดสินกันที่แบรนด์สามารถมอบความสุขและพาผู้บริโภคหลีกหนีความเครียดได้มากแค่ไหน แบรนด์ที่เข้าใจความจริงข้อนี้ จะไม่มองลูกค้าเป็นเพียงตัวเลขยอดขาย แต่มองเขาเป็น ‘มนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเหนื่อยล้า’ ที่แบรนด์สามารถหยิบยื่นเวทมนตร์เล็กๆ ความนุ่มนวล หรือพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้พักใจ กลายเป็นมิตรแท้ที่เขาขาดไม่ได้ในโลกความเป็นจริง

อ้างอิง

You Might Also Like