Tough Guy
KhemKhaeng Running แบรนด์ชุดวิ่งที่ ณเดชน์ ยังเลือกใช้ลงแข่ง Hyrox
ในวันที่ health and well-being เป็นเทรนด์สำคัญ ทำให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงการวิ่ง ที่มักเห็นพวกเขาจับกลุ่มอยู่ตามสวนสาธารณะ หรือริมถนน ตั้งตนเป็นรันคลับที่เชื้อเชิญให้ผู้คนตื่นเช้ามาออกกำลังกาย และพัฒนาตัวเองในทุกสุดสัปดาห์
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่กระแส wellness และรันคลับนั้นไม่ได้จบแค่คำว่าสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่มันต่อยอดไปถึงคำว่าไลฟ์สไตล์ อีเวนต์ แฟชั่น ร้านอาหาร และแบรนด์สินค้าต่างๆ ซึ่งจุดนี้เองที่ภาคธุรกิจเริ่มมาจับต้องกับกระแสนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
KhemKhaeng Running ก็เช่นกัน เพราะในวันที่การวิ่งไม่ใช่แค่การสวมรองเท้าแล้วออกไปลุยตามพื้นถนน แต่ยังหมายถึงการเลือกหยิบจับเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ต่างๆ ให้ตรงกับรสนิยมของตัวเอง ธุรกิจเสื้อผ้าวิ่งที่มีเอกลักษณ์และตัวตนที่ชัดเจน จึงเข้ามามีส่วนร่วมในองคาพยพของ ‘พี่นักวิ่ง’ ในไทยเป็นจำนวนมาก
‘เป็นแบรนด์ของไทย ใส่แล้วต้องดี ราคาจับต้องได้ ’ เหล่านี้คือตัวตนของ KhemKhaeng Running ที่ เข้ม–ณัฐธนพล เข้มแข็งตั้งตระกูล เจ้าของแบรนด์ได้อธิบายให้ฟัง ในขณะที่เขาเล่าถึงเรื่องราวของแบรนด์ นับตั้งแต่วันแรกที่ยังคงเป็นร้านเสื้อผ้าวินเทจ จนมาสู่วันที่เริ่มขายเสื้อผ้าวิ่งขวัญใจชาวไทย ผ่านคอลัมน์ 5P ในวันนี้

Product
ทำเอง ใส่เอง แต่อยากเอามาแบ่งกันชม
“ชีวิตผมอยู่กับเสื้อผ้ามาตลอด สมัยก่อนเวลาไปเที่ยวที่ตลาดผมก็มักจะเป็นคนเลือกเสื้อผ้ามือสองให้กับคุณยาย หรือให้กับคนอื่นๆ ในบ้าน เหมือนกับว่าเราจะชอบทำอะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว
“ตัวผมเองก็เหมือนกัน ค่อนข้างจะจริงจังกับการแต่งตัวระดับหนึ่ง ผมรู้สึกว่าเสื้อผ้ามันสามารถอธิบายตัวตนของเราได้ ดังนั้นในแต่ละช่วงรสนิยมผมก็จะเปลี่ยนไปตามบุคลิก ความคิดในช่วงนั้น ดังนั้นเราจะมีเสื้อผ้าเยอะมาก”
ณัฐธนพลอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาและการแต่งตัว ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจริงจัง อีกทั้งยังอธิบายต่ออีกว่าตัวเองมีหลักเกณฑ์ในการเลือกเสื้อผ้าที่สำคัญที่สุดอยู่หนึ่งข้อคือ ดีไซน์ ลวดลาย ต้องมาก่อน เขาต้องคิดเสมอว่ามันต่อยอดไปสู่แนวการแต่งตัวที่ต้องการได้ไหม ซึ่งถ้ามันตอบโจทย์แล้ว เรื่องคุณภาพ หรือราคา จะเป็นข้อพิจารณารองลงมา เพราะหากคุณภาพดีและราคาสูง แต่ถ้าดีไซน์มันถูกต้อง เรื่องราคาก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา
ส่วนเสื้อผ้าวิ่งนั้น ที่มาอาจแตกต่างกันเล็กน้อย ณัฐธนพลเล่าว่าช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้ารุ่นพี่ที่รู้จักได้ชักชวนเขาให้มาลองวิ่งและลงสมัครงานวิ่งระยะมาราธอน จึงต้องเริ่มซ้อมวิ่งอย่างจริงจัง ระดับ 6 วันต่อสัปดาห์ ทำให้เสื้อผ้าแนววินเทจที่เคยใส่ในแต่ละวันเริ่มเปลี่ยนไป เขาหันมาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้ากีฬาจากแบรนด์ต่างๆ เปลี่ยนจากกางเกงยีนส์ผ้าหนา เริ่มกลายเป็นกางเกงรัดกล้าม ด้วยเสื้อผ้าที่มีเทคโนโลยีแห้งไวและระบายความร้อน

“จนถึงตอนนั้นแหละครับ ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าในเมื่อเราใส่เสื้อผ้าแบบนี้แทบทุกวัน ทำไมเราไม่ลองทำเองดูบ้าง” จึงเกิดเป็นที่มาของแบรนด์ KhemKhaeng Running
“ตอนแรกก็ทำเอง ใส่เอง ทดสอบเองก่อนเลย เพราะเราก็ต้องซ้อมวิ่งอยู่แล้ว เป็นเสื้อกล้ามเขียนว่าเข้มแข็งด้านหน้า ก็ใส่วิ่งรอบสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เลยครับ ทำตัวเองเป็นเหมือนป้ายบิลด์บอร์ด วิ่งโฆษณาคนทั้งสวน (หัวเราะ) คนก็เริ่มมาถามว่าแบรนด์อะไร ทำไมมีภาษาไทย ก็ได้คุย ได้อธิบาย ว่าเป็นแบรนด์ของผมนะ ผมกำลังเริ่มทำเสื้อผ้าสำหรับวิ่ง
“ผมก็พัฒนาเสื้อวิ่งของตัวเองมาเรื่อยๆ จนมีลายหนึ่ง เราทำเสื้อกล้ามสกรีนข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘ไม่มีใครเก่งเท่าแม่มึxแล้ว’ ปรากฏว่าลายนั้นคนชอบ ขายดีมาก จนทำให้แบรนด์ KhemKhaeng Running เริ่มถูกเป็นที่พูดถึงมากขึ้น”
เสื้อผ้าสำหรับวิ่ง แตกต่างจากเสื้อผ้าวินเทจยังไงนั้น เรื่องนี้ณัฐธนพลอธิบายเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ
“เสื้อผ้าวิ่งที่ดีจริงๆ สำหรับผมรายละเอียดเยอะมาก เอาแค่เรื่องไซส์ มันไม่ใช่แค่ขนาดรอบอก ความยาวแบบเสื้อทั่วไป ต้องมาดูความกว้างไหล่ ดูความลึกของช่วงรักแร้ ดูความยาว ดูความกระชับ แล้วทรงแต่ละแบบก็ไม่เหมือนกัน เสื้อแขนสั้นก็แบบหนึ่ง เสื้อกล้ามก็แบบหนึ่ง เสื้อคร็อปท็อปก็แบบหนึ่ง เพราะเขาต้องใส่ออกไปวิ่ง มันต้องเปียกเหงื่อ มันต้องเสียดสี เลยต้องออกแบบมาให้พอดี และใช้งานสำหรับวิ่งได้จริง
“ยังไม่รวมถึงเรื่องการเย็บ ว่าตะเข็บจะบาดไหมหรือต้องใช้วิธีอัดกาว เนื้อผ้าจะเอาแบบไหนที่จะไม่อมเหงื่อ เรื่องพวกนี้มันสำคัญ และเราต้องวางแผนทั้งหมด
“ที่สำคัญคือลวดลาย อย่างที่ผมบอกว่าผมให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากที่สุด ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดทำออกมาแล้วผมต้องชอบก่อน เพราะผมต้องใส่เสื้อผ้าพวกนี้แทบทุกวันอยู่แล้ว ล่าสุดก็ออกแบบลายน้ำแข็งมา คือเกิดจากความคิดตลกๆ คือ เวลาวิ่งแล้วมันร้อน เลยอยากทำลายอะไรที่ทำให้รู้สึก (ทางใจ) ว่ามันเย็น ก็เลยทำลายน้ำแข็งออกมา
“แล้วยังมีลูกค้าบางคนกลับมาเล่าให้ฟังอีกด้วยนะว่าซื้อไปใส่แล้วตอนวิ่งไม่ร้อนเลย รู้สึกเย็นจริงๆ (หัวเราะ)

Price
เน้นจับต้องได้ ให้คนไทยใส่ไปซิ่งด้วยกัน
หากย้อนกลับไปก่อนหน้า KhemKhaeng Running เคยเป็น Khem2Hand ร้านขายสินค้าวินเทจ ของใช้ส่วนตัวของณัฐธนพลที่เขาสะสมมาโดยตลอด จนวันหนึ่งเขาเริ่มทำกางเกงมวยสำหรับใช้แข่งขันช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะต่อยอดสู่การทำสินค้าที่เป็นออริจินอลแบรนด์ของ KhemKhaeng ในเวลาต่อมา
“เรื่องการทำเป็นธุรกิจ ความคิดด้านนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงมหาวิทยาลัย ด้วยความที่ตอนนั้นเราชอบไปเที่ยวตลาดเสื้อผ้าที่อำเภออรัญประเทศ ไปดูพวกสินค้าราคาขายส่ง สินค้ามือสอง ก็เลยเห็นว่ามันสามารถนำมาขายทำกำไรได้ ช่วงแรกๆ ก็เอาเสื้อผ้าสำหรับกีฬาว่ายน้ำมาขายเพื่อนในมหาวิทยาลัย จากนั้นก็เริ่มต่อยอดมาเรื่อยๆ เริ่มเห็นว่ามันทำเงินให้เรา ตอนเรียนช่วงนั้นก็เลยไม่ต้องขอเงินจากที่บ้านมาใช้แล้ว พอเรียนจบเราเลยยึดอาชีพด้านนี้มาตลอด จนกลายมาเป็นหน้าร้านที่ตั้งอยู่ในตึกแดง จตุจักรทุกวันนี้”

พอทำเป็นธุรกิจ ความรู้สึกที่ชอบเสื้อผ้า ชอบการแต่งตัวมันแตกต่างออกไปบ้างไหม เรื่องนี้ณัฐธนพลอธิบายว่า ตัวเองก็ยังเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบเลือกซื้อหรือเลือกผลิตสินค้าของตัวเองให้ตรงกับรสนิยมเหมือนเดิม เพียงแต่พอทำเป็นธุรกิจมันมีปัจจัยให้ต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้นกว่าเดิมอยู่บ้าง
“โดยเนื้อแท้มันก็ยังเกิดขึ้นจากความชอบของผมก่อนครับ เข้มชอบ เข้มเลยทำ และเข้มก็ใส่ ส่วนใครที่ชอบแบบเข้มก็มาซื้อ มาอุดหนุน มาใส่เป็นเพื่อนกัน มันเริ่มจากแบบนี้
“แต่พอจะทำเข้าจริง มันก็ต้องมาคิดเรื่องกลุ่มลูกค้า คิดเรื่องวิธีการโปรโมต คิดเรื่องการตั้งราคา คิดเรื่องการสต็อกสินค้า ก็เป็นเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องปรับตัว ยิ่งในกลุ่มลูกค้านักวิ่งด้วยที่ค่อนข้างใหม่สำหรับผม”
690 จนถึง 990 บาท เป็นราคาของสินค้า KhemKhaeng Running ที่ณัฐธนพลตั้งใจกำหนดไว้ประมาณนี้ เพราะอยากให้จับต้องได้ แม้จะทำให้เขาทำกำไรกับสินค้าแต่ละตัวได้ไม่มากเท่าไหร่นัก


“อย่างแรกคือมันเป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับคุณภาพของสินค้าผมนะ คือทุกวันนี้มันก็มีเสื้อผ้าวิ่งราคาตั้งแต่หลักร้อยไปยันหลักหมื่นบาท แต่ผมมองว่าคนไทยน่าจะโอเคกับราคาหลักร้อยจนเกือบถึงหลักพันบาท
“ซึ่งมันยังพอทำกำไรให้เราได้ ยังถูกต้องในเชิงธุรกิจ เพราะแบรนด์ผมก็ไม่ได้มีค่าโฆษณาอะไร ทุกวันนี้ทีมงานก็มีอยู่กันสี่คน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ได้สูงอยู่แล้ว ก็เลยมองว่าไม่ได้จำเป็นต้องทำราคาสูงอะไรขนาดนั้น เอาราคาสมเหตุสมผล ที่ลูกค้าพอใจ เข้มพอใจ แล้วทุกคนได้ใส่วิ่งด้วยกัน แบบนี้จะดีกว่า”
จึงทำให้ KhemKhaeng Running ยึดแนวทางธุรกิจแบบนี้เรื่อยมา ผ่านสินค้าหลากลวดลายตามรสนิยมของณัฐธนพล ในราคาที่จับต้องได้ เกิดเป็นคอมมิวนิตี้ของนักวิ่งที่หันมาใส่แบรนด์เสื้อผ้าวิ่งที่ชื่อ KhemKhaeng Running มากขึ้น

Place
บ้านหลังที่สอง ที่ขอลองทำเป็น ‘เข้มแข็งรันคลับ’
ในวันนี้ KhemKhaeng Running ตั้งอยู่ที่ตึกแดงวินเทจ จตุจักร ศูนย์รวมสินค้าวินเทจขนาดใหญ่ ที่ในมุมหนึ่งดูจะเป็นทำเลทองของการเป็นร้านเสื้อผ้า แต่ณัฐธนพลก็อธิบายว่า ยุทธศาสตร์ตรงนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องพิจารณา และกำลังหาทางปรับปรุงอยู่
“พื้นที่ตรงนี้ข้อดีคือเรื่องการเดินทาง มันสะดวกติดรถไฟฟ้า และก็มีกลุ่มลูกค้าอยู่แล้ว ชาวต่างชาติก็เยอะ ที่สำคัญคืออยู่ใกล้สวนวชิรเบญจทัศ ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าของเรา แล้วออกไปวิ่งต่อได้เลย ผมว่าเรามีข้อได้เปรียบตรงนี้
“แต่ข้อเสียเลยคือพื้นที่เราเล็กมาก ยืนกัน 4-5 คนก็แน่นแล้ว ขยับตัวลำบาก แล้วผมจะขยายเพิ่มก็ยาก ดังนั้นในอนาคตที่ผมมีความคิดอยากพัฒนาพื้นที่หน้าร้านให้คนสามารถมาหาได้มากขึ้น จึงอาจต้องพิจารณาหาความเป็นไปได้ในพื้นที่อื่นๆ”


สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือ ในวันที่การซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นพฤติกรรมหลักของลูกค้าทั่วโลก การมีหน้าร้านที่เพิ่มปริมาณงานและค่าใช้จ่ายเช่นนี้ยังจำเป็นอยู่จริงหรือ เรื่องนี้ณัฐธนพลอธิบายเอาไว้ว่า
“ผมว่าการทำแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งยังไงก็จำเป็นที่จะต้องมีหน้าร้าน อย่างที่ผมเล่าเอาไว้ว่าสำหรับเสื้อผ้าวิ่ง เรื่องไซส์ เรื่องความรู้สึกตอนใส่วิ่งมันละเอียดอ่อนมาก ผมเลยอยากมีพื้นที่ให้เขาได้มาลอง ได้มาคุย ได้มารู้จักกัน อย่างน้อยที่สุด แม้ท้ายที่สุดจะไม่ได้ซื้อสินค้าของเรา แต่คนที่ความชอบแบบเดียวกัน รสนิยมแบบเดียวกันได้มาเจอ มารู้จักกันไว้ก่อน ก็ไม่เสียหายอะไร

Promotion
ออกบ่อย ออกถี่ พี่นักวิ่งจะได้ไม่เบื่อ
หากเป็นแบรนด์เสื้อผ้าวิ่งเจ้าอื่น การปล่อยสินค้าใหม่มักจะทำเป็นกลุ่มสินค้าตามฤดูกาล เป็นคอลเลคชั่นหน้าร้อน หรือหน้าหนาว ออกมาพร้อมวิดีโอโปรโมทอย่างยิ่งใหญ่
แต่ KhemKhaeng Running เลือกวิ่งในเลนส์ที่แตกต่างออกไป ด้วยการปล่อยสินค้าถี่ในระดับรายสัปดาห์ การโปรโมทสินค้ามีเพียงการถ่ายตัวอย่างสินค้าลงอินสตราแกรม พร้อมระบุราคา เป็นวิธีการ สั้นๆ ห้วนๆ ในสไตล์ที่ณัฐธนพลเขาวางแผนให้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม
“ถามว่าดีต่อธุรกิจไหม ตอบได้ทันทีว่า ไม่เลย (หัวเราะ) ตอนนี้เรามีดีไซน์เสื้อผ้าวิ่งเยอะมาก สินค้าก็มีสต็อกที่ค้างอยู่ในร้านเยอะ เอาจริงๆ ถ้าจะให้ปล่อยสินค้าเป็นฤดูกาล ใช้วิธีพรีออเดอร์สินค้า ผมก็ทำได้”
“แต่มันไม่สนุก” ณัฐธนพลเล่า “ทุกลายที่ผมดีไซน์ ผมออกแบบ คือผมชอบและอยากใส่วิ่งเองด้วยเช่นกัน ดังนั้นพอลายไหนมันคลอดออกมาได้ ก็ทำออกมา แล้วเอามาขายเลย ผมไม่ได้มีแผนว่าต้องรอปล่อยช่วงนี้ ช่วงนั้น หรือต้องเอาไปรวมกับสินค้าชิ้นนี้ทำเป็นคอลเลคชั่น คือเอาแค่พอมันเสร็จ มันขายได้ ก็เอาออกมาขายเลย ผมจะได้เอาไปใส่ เอาไปวิ่งกับลูกค้าผมคิดแบบนั้น
“แล้วพอมันมีดีไซน์เยอะ มีลายหลายแบบ เวลาแต่งตัวมันก็สนุก วันนี้อยากแต่งเรียบๆ วันนี้ขอแต่งแรงๆ สีฉูดฉาด ตัวนี้เอาไว้ใส่วันซ้อมวิ่ง ตัวนี้เอาไว้ใส่วันลงแข่งงานวิ่ง มันก็มีตัวเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้นด้วย”
รวมไปถึงวันที่ ณเดชน์ คูกิมิยะ เอาไปใส่ในงานแข่ง Hyrox ด้วย ณัฐธนพล เริ่มเล่าถึงช่วงเวลาที่ทำให้ KhemKhaeng Running เติบโตและเป็นที่รู้จักในกีฬาอื่นนอกจากการวิ่ง
“ผมไม่รู้ต้องขอบคุณพี่ณเดชน์สักกี่ครั้งถึงจะพอ ถ้าเจอหน้ากันก็คงจะไหว้แล้วไหว้อีก เพราะเขาทำให้แบรนด์เราเป็นที่รู้จักในวงกว้างจริงๆ คือกางเกงตัวสีส้มที่พี่เขาใส่แข่ง Hyrox เนี่ย พี่เขาทักมาเองเลยนะ ว่าสนใจกางเกงตัวนี้ เห็นสีมันจี๊ดจ๊าดดี คือเขาก็ซื้อจริงๆ ไม่ได้มีการสปอนเซอร์ หรือผมทักไปขอให้เขาใส่เลย มันออแกนิคมากๆ”

แล้ว KhemKhaeng Running แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาดอย่างไร เรื่องนี้ณัฐธนพลขอสงวนคำตอบของตัวเองเอาไว้ และขอยกคำพูดของนักวิ่งที่เคยมาซื้อสินค้าของเขาแทน
“ส่วนใหญ่เลยคือเขาเห็นเป็นแบรนด์ของไทย ของนักวิ่งด้วยกัน เขาเลยอยากอุดหนุน คำว่าเข้มแข็ง ความหมายมันทรงพลังนะ มันปลุกใจการจะทำอะไรที่ค่อนข้างใช้แรงใจอย่างเช่นการวิ่งได้ รวมถึงโอกาสอื่นๆ ด้วย
“ผมเคยเจอลูกค้าบางคนทักมาเล่าให้ฟังว่าในงานศพของคนในครอบครัว เขาก็ใส่เสื้อของเอาไว้เตือนสติตัวเองว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ เราอ่านแล้วก็อึ้งไปพักหนึ่งเหมือนกัน ไม่เคยคิดว่าแบรนด์ของเรามันจะสื่อสารกับคนได้ถึงระดับนี้”
“แต่ส่วนตัวผมก็ไม่ได้มองว่าสิ่งนี้เป็นข้อได้เปรียบของแบรนด์นะ กลับกันมันเป็นแรงกดดันด้วยซ้ำ เพราะในเมื่อเราเป็นที่จดจำในฐานะเสื้อผ้าวิ่งคนไทยแล้ว เรื่องคุณภาพเราก็ต้องสู้แบรนด์อื่นได้ มาตรฐานมันต้องถึง ใส่วิ่งแล้วต้องไม่อายใคร”

Personal best-คู่แข่งคนสำคัญ คือตัวฉันในเมื่อวาน
หลังจากนี้จะได้เห็นอะไรจาก KhemKhaeng Running
ณัฐธนพล เล่าว่าก็ยังคงใช้วิธีบริหารธุรกิจเช่นเดียวกับการวิ่ง คือเรียนรู้ และพัฒนาต่อไป ด้านดีไซน์ก็ยังจะได้เห็นอะไรที่สนุก แต่ในส่วนคุณภาพ เราก็พยายามพัฒนาให้ดี ให้ทัดเทียมกับสินค้าระดับโลกขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเรื่องการตัดเย็บ การปรับไซส์และขนาด
“สิ่งหนึ่งที่ผมใช้เป็นเกณฑ์การวัดว่า เราทำธุรกิจมาถูกทาง คือการเห็นลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าของเราซ้ำ หรือไปชวนเพื่อนมาซื้อสินค้าของเราเพิ่ม ผมอยากให้เวลาลูกค้ากลับมาซื้อเสื้อผ้าของ KhemKhaeng Running ครั้งต่อไป เขารู้สึกว่า สินค้าเรามันดีขึ้นเรื่อยๆ มันพัฒนาตามเทรนด์ ตามกระแส ตามเทคโนโลยีของวงการวิ่งระดับโลก
“สุดท้ายแล้วคู่แข่งของ ผม และ KhemKhaeng Running ไม่ใช่ใครหรือแบรนด์ไหน แต่คือตัวเองในเมื่อวาน ที่เป็นแรงกดดันให้ผมต้องพัฒนา ก้าวไปข้างหน้าให้เร็วและแรงกว่าเดิม”