จุดกำเนิด
ดอกไม้จากผืนดินเปอร์เซีย ชายผู้เป็นดังเทพเจ้าของเกษตรกรญี่ปุ่น สู่ ‘คินโช’ ยาจุดกันยุง
ล่วงเข้าหน้าฝนแบบนี้ สิ่งที่มากับฝนก็คือยุง สำหรับคนเมืองแบบเราๆ ยุงอาจเป็นปัญหากวนใจเล็กน้อย แต่สำหรับในอดีตหรือในหลายพื้นที่ห่างไกล ยุงคือศัตรูตัวร้าย พวกมันไม่เพียงก่อความรำคาญใจ แต่นำมาด้วยโรคระบาด แม้กระทั่งความตาย
ทุกวันนี้เราอาจกันยุงด้วยมุ้งลวด และส่วนใหญ่การกันยุงเราน่าจะคิดถึงสเปรย์กันยุงเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่เชื่อได้เลยว่า หนึ่งในอุปกรณ์กันยุงสำคัญที่ใครๆ ก็ต้องเคยใช้ โดยเฉพาะในพื้นที่กลางแจ้ง คือ ‘ยาจุดกันยุง’ ที่มาในรูปทรงขดกลม ที่เราคุ้นชิน
ความแมสของโปรดักต์ดังกล่าว ถึงขั้นที่ Diptyque แบรนด์น้ำหอมระดับลักชัวรี ได้ดีไซน์ธูปขดกลิ่นตะไคร้สูตรไล่แมลง ที่ชวนให้นึกถึงกลิ่นควันจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของยาจุดกันยุงแบบขด ทำเอาทั่วโลกตื่นเต้นไปกับการตีความผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคยให้ออกมามีหน้าตาที่หรูหราขึ้น
คอลัมน์ทรัพย์คัลเจอร์ตอนนี้ ขอชวนกลับไปสำรวจความเป็นมาของ ‘ยาจุดกันยุง’ ผ่านชายที่ชื่อ เออิจิโร่ อุเอยามะ (Eiichiro Ueyama) กับเรื่องราวการคิดที่ไม่ใช่แค่การนำเอาภูมิปัญญาเก่าแก่จากซีกโลกตะวันออกมาปรับใช้จนเกิดนวัตกรรมไล่ยุงที่ว่า แต่ยังมีสตอรีที่น่าตื่นเต้นอีกมากมายระหว่างทาง อย่างการค้นพบ ‘ไพรีทรัม’ ดอกไม้ในตระกูลเบญจมาศ ซึ่งโยงใยไปยังการเป็นผู้ปลูกและส่งออกวัตถุดิบเพื่อเป็นยุทธภัณฑ์เพื่อสู้รบกับแมลง การสู้รบที่เกี่ยวข้องกับการทำสงคราม การออกจากฝ่ายพันธมิตร และการคิดค้นผลิตภัณฑ์โดยมีประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น ผสมเข้ากับความคิดการผลิตสมัยใหม่
ไพรีทรัม ดอกไม้จากเปอร์เซีย ศัตรูตัวฉกาจของหมัดและตัวเรือด
ดอกไพรีทรัม (Pyrethrum) เป็นชื่อเรียกของดอกไม้กลุ่มหนึ่งในวงศ์เบญจมาศ ซึ่งให้สารธรรมชาติชื่อเดียวกันคือ ‘ไพรีทริน’ (Pyrethrin) สารกำจัดแมลงที่มนุษย์รู้จักและใช้งานมานานหลายศตวรรษ พืชชนิดนี้เติบโตได้ดีบริเวณชายฝั่งดัลเมเชีย (Dalmatia) ริมทะเลเอเดรียติก รวมถึงพื้นที่ภูเขาในดินแดนเปอร์เซียหรือคืออิหร่านปัจจุบัน
ดอกไม้ที่หน้าตาน่ารักเหมือนดอกเดซี่นี้กลับมีพลังและความสำคัญอย่างยิ่ง คือแค่ปลูกพวกมันไว้ก็สามารถขับไล่แมลงก่อกวนและแมลงศัตรูพืชได้ชะงัด ในสมัยโบราณ อารยธรรมเช่นเปอร์เซีย จึงมีการปลูกและใช้งานดอกไม้เหล่านี้ในหลายรูปแบบ นำไปตากแห้งบดเป็นผง ใช้โรยเพื่อฆ่าเหา เห็บ หมัด ใช้ผสมในน้ำเพื่อฉีดพ่นผลิตผลทางการเกษตร
ด้วยความรู้และประสิทธิภาพของดอกไม้ ซึ่งตัวสารสามารถรบกวนระบบประสาทและฆ่าแมลงได้อย่างรวดเร็ว ดอกไม้และผงจากดอกไม้ ค่อยๆ กระจายตัวออกไป จากเปอร์เซีย สู่ออตโตมัน กระจายสู่รัสเซีย และขยายไปสู่ยุโรปตะวันตกในที่สุด
โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 19 บนเกาะอังกฤษ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เมืองมีความหนาแน่นจนเกิดปัญหาตัวเรือดและหมัดรบกวนครัวเรือน ผงดอกไพรีทรัมถูกนำมาใช้งานเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จนเกิดความนิยมและแพร่หลายไปทั่วยุโรป
ในเวลาต่อมาความต้องการในผงไพรีทรัมมากขึ้นจนกลายเป็นสินค้าสำคัญ กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธภัณฑ์ระดับโลก ในการใช้ทำสงครามในโลกสมัยใหม่
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในประเทศทางซีกโลกตะวันออกอย่างญี่ปุ่น มีชายคนหนึ่งที่เชื่อมั่นว่าดอกไพรีทรัมจะเป็นผลิตผลที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรญี่ปุ่น ก่อนที่ในเวลาต่อมาญี่ปุ่นจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกดอกไม้ดังกล่าวเป็นอันดับ 1 ได้จริงๆ
เมื่อเมล็ดพันธุ์จากดินแดนตะวันตกพลิกชีวิตชายหนุ่มเกษตรกรชาวญี่ปุ่น
การที่ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ผลิตและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์จำกัดแมลง เกิดขึ้นจากเออิจิโร่ อุเอยามะ ชายหนุ่มที่เกิดในครอบครัวเกษตรกรสวนส้มแมนดาริน เออิจิโร่เกิดในปี 1862 ในเมืองอาริตะ ยุคนั้นถือเป็นยุคที่ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากโลกตะวันตก เออิจิโร่จึงเป็นเด็กรุ่นใหม่คนหนึ่งที่มีความสนใจในความรู้จากโลกตะวันตก
ในปีที่ 1882 เออิจิโร่เดินทางไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเคโอ ซึ่งปรัชญาสำคัญของมหาวิทยาลัยตรงกับสิ่งที่เขาสนใจ นั่นคือการที่ญี่ปุ่นต้องเรียนรู้วิทยาการความทันสมัยจากโลกตะวันตก เพื่อให้พร้อมต่อการแข่งขันกับตลาดโลก
หลังจากนั้นในปี 1885 เออิจิโร่เดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว ด้วยการก่อตั้งบริษัทส่งออกส้มแมนดารินของครอบครัว
ในปี 1885 นี้เอง เออิจิโร่ได้พบกับเฮช. อี. อามัวร์ (H. E. Amoore) ประธานบริษัทพฤกษศาสตร์อเมริกัน ซึ่งเป็นผู้ค้าเมล็ดพันธุ์และพืชหายากต่างๆ ด้วยความที่บริษัทอเมริกันต้องการต้นส้มแมนดารินญี่ปุ่น เออิจิโร่จึงมอบให้โดยแลกเปลี่ยนกับการที่นายอามัวร์ส่งพืชหายากหลายชนิดมาให้ในปีถัดไป ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเมล็ดไพรีทรัมรวมอยู่ด้วย ความพีคอยู่ตรงที่ในจดหมายส่งมอบมีการระบุว่า ในอเมริกามีเกษตรกรซึ่งปลูกดอกไม้นี้ร่ำรวยไปหลายคนแล้ว
เออิจิโร่ที่เห็นข้อความนึกขึ้นได้ว่า ในดินของพื้นที่ที่แห้งแล้งแบบนี้ ถ้าปลูกและส่งออกพืชชนิดนี้ได้ จะช่วยยกระดับฐานะเกษตรกรญี่ปุ่นที่ประสบความยากจนได้ไม่น้อย แน่นอนว่าในระยะแรกไม่มีใครเชื่อและปลูกดอกไม้นี้ เออิจิโร่ถึงขั้นให้คำมั่นว่า จะต้องพัฒนาดอกไม้นี้ให้กลายเป็นสินค้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลกให้ได้ ตัวเขาเองถึงกับเขียนคู่มือเพื่อเพาะปลูก และเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรเพื่อส่งเสริมการปลูกด้วยตัวเอง จนในที่สุดเกษตรกรจำนวนหนึ่งหันมาปลูกดอกไพรีทรัมตามบ้าง
และแล้วจุดพลิกผันก็เกิดขึ้นในปี 1904 ช่วงกำลังเกิดสงครามรัสเซีย- ญี่ปุ่น เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการซื้อผงไพรีทรัมจำนวนมากเพื่อใช้กำจัดเหาและตัวเรือดที่สร้างความรำคาญแก่เหล่าทหารในกองทัพ ช่วงนี้เองที่คำมั่นสัญญาในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่เออิจิโร่เคยกล่าวไว้เห็นผล เมื่อญี่ปุ่นกลายเป็นผู้รับซื้อและส่งออกผงไพรีทรัมรวมถึงน้ำมันจากดอกไพรีทรัมไปทั่วโลก
ยาจุดกันยุงแบบขดที่ได้ความคิดจากภรรยา
ความมุ่งมั่นของเออิจิโร่นั้นไม่จบแค่การส่งเสริมให้เกิดการปลูกดอกไพรีทรัมในพื้นที่แถบเซโตะอุจิ (Setouchi) รอบทะเลเซโตะ หรือรับซื้อและส่งออกผงของดอกไม้ดังกล่าวในช่วงสงคราม เพราะตั้งแต่แรกเริ่มทำกิจการเออิจิโร่มุ่งมั่นพัฒนาผลผลิตจากดอกไพรีทรัมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่เขาคิดค้นคือการทำ ‘ธูป’ จากผงดอกไพรีทรัมที่ไว้ใช้สำหรับกำจัดเหาเป็นหลัก ทว่าภายหลังเออิจิโร่เล็งเห็นว่า บริบทการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นถูกรบกวนจากยุงมากกว่า เหตุนี้เขาจึงยืมกรรมวิธีไล่แมลงแบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นมาใช้ นั่นคือการนำไม้ซีดาร์เผาและสมุนไพรบางชนิดมาผสมกับผงดอกไม้ไพรีทรัมที่เหมาะสำหรับการใช้ไล่ยุง
ทว่าในการผลิตช่วงแรกยังเกิดปัญหา เมื่อไม่สามารถเผาขึ้นรูปยาจุดกันยุงให้เป็นแท่งได้ จนวันหนึ่งในระหว่างที่เออิจิโร่เดินทางไปเยือนเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เขาได้พักแรมในโรงแรมเดียวกันกับช่างทำธูปคนหนึ่ง การพบกันครั้งนั้นเองนำมาสู่การพัฒนาธูปไล่ยุงจนสำเร็จในปี 1890 นี่จึงเป็นที่มาที่ยาจุดกันยุงในยุคแรกมีหน้าตาเป็นแท่งธูปเหมือนกับที่เราใช้ไหว้พระ
แต่ด้วยความที่ยาจุดกันยุงยุคแรกเป็นก้านแท่ง ทำให้เวลาจุดมักจุดได้ราว 40 นาทีเท่านั้น และด้วยขนาดแท่งค่อนข้างเล็กจึงได้ควันที่บาง จำต้องจุดทีละหลายก้านเพื่อให้เพียงพอต่อการไล่ยุง
อย่างไรก็ดี มีเรื่องเล่าปากต่อปากว่า ภรรยาของเออิจิโร่บังเอิญเห็นงูตัวหนึ่งนอนขดเป็นเกลียว จึงออกความคิดแก่สามีว่า ทำไมไม่ทำธูปไล่ยุงเป็นขด ซึ่งเรื่องเล่าที่ว่าเป็นความจริงไหมไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ที่แน่ชัดคือในปี 1902 ได้มีการพลิกโฉมยาจุดกันยุงจริงๆ จากแบบเดิมที่เป็นก้านธูปกลายรูปเป็นทรงขดเกลียวและแบน ซึ่งถือเป็นการออกแบบชาญฉลาด ได้ธูปที่ทรงหนาขึ้น และขดรวมกันทำให้ง่ายต่อการขนส่ง
กิจการยาจุดกันยุงแบบขดถือเป็นอีกกิจการที่โตอย่างก้าวกระโดด และเป็นอีกกิจการที่เติบโตมาจากรากเหง้าอุตสาหกรรมการเกษตรของญี่ปุ่น

จากการคิดค้นจนเกิดเป็นยากันยุงแบบขดในปี 1902 หลังจากนั้นในปี 1910 เออิจิโร่ได้ตั้งบริษัทผลิตยาจุดกันยุงแบบขดอย่างเป็นทางการ พร้อมจดทะเบียนสินค้าในชื่อยี่ห้อ ‘คินโช’ (Kincho) ที่มีโลโก้เป็น ‘หัวไก่’ ที่มาจากสุภาษิตจีนโบราณว่า ‘เป็นหัวไก่ดีกว่าหางวัว’ หมายถึงขอเป็นผู้นำในพื้นที่ที่เหมาะสม ดีกว่าเป็นผู้ตามในที่ที่ยิ่งใหญ่ โดย 1 ปีหลังจากนั้นคินโชได้ขยายสาขาไปที่รัสเซีย และปักธงที่เมืองนิวยอร์กในปี 1922
ในที่สุดช่วงปี 1930 ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ส่งออกไพรีทรัมอันดับ 1 ของโลก กองทัพทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษใช้ผงเหล่านี้ในการเข้าสู้รบในพื้นที่ป่าดิบชื้น โดยกองทัพอังกฤษนำไพรีทรัมมาทำเป็นสเปรย์เพื่อฉีดพ่นเต็นท์และพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันยุงและหมัดที่เป็นพาหะนำโรคอันตราย เช่น โรคไข้รากสาดใหญ่ (Typhus) ที่ติดจากเหา และโรคไข้มาลาเรีย (Malaria) จากยุงก้นปล่อง
ทว่าเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นแปรสถานะกลายเป็นศัตรูของชาติตะวันตก ส่งผลให้ประเทศอย่างสหรัฐฯ และอังกฤษขาดแคลนดอกไพรีทรัม กลายเป็นว่าสหรัฐฯ ต้องผลักดันพัฒนาสารเคมีกำจัดแมลงที่ชื่อว่า DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เพื่อใช้ทดแทนสารกำจัดแมลงจากพืชธรรมชาติที่หายไป
ความนิยมของยาจุดกันยุงตราไก่ที่ถดดอยไปตามกาลเวลา
ถ้าเราดูเรื่องราวของคินโชที่ถูกนำเสนอบนเว็บไซต์ของพวกเขาจะพบว่า คินโชมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากสารสกัดของดอกไพรีทรัม ที่เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันอีกหลายรูปแบบ
สำหรับเออิจิโร่เสียชีวิตลงในปี 1943 เขาถือเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับการยกย่องเป็นเทพ (Kami) ตามความเชื่อชินโตคือมีการสร้างศาลบูชาของเขาบนเกาะมุไคชิมะ
ซึ่งเดิมทีพื้นที่ตั้งของศาลแห่งดอกไพรีทรัมนี้ประสบกับความแห้งแล้ง แต่การมาของเออิจิโร่ได้ช่วยพลิกฟื้นให้ที่นี่อุดมสมบูรณ์ จากเกาะที่ผู้คนพึ่งพาแค่อาชีพประมง สู่เกาะที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ถึงขั้นที่ยุคหนึ่งมีการกล่าวว่า บนเกาะมุไคชิมะขาวโพลนไปด้วยกลีบสีขาวของดอกไพรีทรัม
ชะตากรรมของทุ่งดอกไม้สีขาวถดถอยไปตามกาลเวลา ความนิยมสารฆ่าแมลงธรรมชาติลดน้อยลง ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวญี่ปุ่นมองว่า พื้นที่ปลูกดอกไม้สำคัญน้อยกว่าพื้นที่เพาะปลูกผลผลิตทางการเกษตร มิหนำซ้ำญี่ปุ่นยังถูกตัดขาดออกจากเจ้าตลาดโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเช่นเคนย่าก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตและส่งออกดอกไพรีทรัม
แม้เรื่องราวของคินโชจะดูเป็นจุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ แต่เมื่อสืบสาวลึกลงไปจะเห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโลกธุรกิจจากยุคหนึ่งสู่อีกยุคหนึ่ง ผ่านเรื่องราวของชายหนุ่มที่กระตือรือร้นในการรับศาสตร์ความรู้โลกตะวันตก มุ่งมั่นนำความรู้ใหม่ๆ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพแก่เกษตรกรริมพื้นที่ชายฝั่ง
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของดอกไม้สีขาว ที่เดินทางไกลจากเปอร์เซียถึงหมู่เกาะวากายามะ และชายหนุ่มที่ในเวลาต่อมาถูกเรียกว่าเทพเจ้า
อ้างอิง
- kincho.co.jp/en/corporate/mark/index.html
- eprints.whiterose.ac.uk/id/eprint/194892/1/10.2478_host_2022_0017.pdf?
- business.ntt-west.co.jp/bizclip/articles/bcl00074-026.html?link_id=a_series
- nomadit.co.uk/conference/eajs2023/paper/69101
- nationalgeographic.com/environment/article/the-deadliest-flower-in-the-insect-world-is-a-lifeline-to-farmersand-the-planet
- note.com/kincho_jp/n/n001cd45c612a?hl=en