Personal Color

สร้างความมั่นใจด้วยโทนสีประจำตัว คุยกับ Colorsayyoo ผู้บุกเบิก personal color ในไทย 

หากถามคนทำงานวัยผู้ใหญ่ตอนต้นในยุคนี้ว่า สิ่งที่มักเปิดขึ้นมาดูอ้างอิงเวลายืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าคืออะไร คำตอบที่สองรองจาก Pinterest คงหนีไม่พ้นตารางสีเสื้อมงคล ไม่ใช่เพราะแค่คนรุ่นเรางมงายหรือหมกมุ่นเรื่องโชคลาง แต่เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่รักการจัดวางตัวเองให้เข้าที่เข้าทางที่สุดอยู่เสมอ ไม่ว่าวันนี้จะออกไปไหน มีแผนทำอะไร เราทุกคนล้วนอยากรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนหนึ่ง  

แต่หากวันนี้มีคนบอกกับคุณว่า นอกจากโหราศาสตร์แล้ว เรายังสามารถใช้วิทยาศาสตร์ความงามเป็นเครื่องมือในการตามหา ‘สีที่ถูกโฉลก’ กับคุณได้ด้วยล่ะ

นี่คือศาสตร์ที่ ขวัญ–เชิญขวัญ มุกดาประกร ตัดสินใจเดินทางไปร่ำเรียนมาจากเกาหลีใต้ โดยศาสตร์เกี่ยวกับสีประจำตัว (personal color) ของที่นี่ไม่เพียงนำมาใช้ได้ดีกับการเลือกเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสีผม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ หรือกระทั่งธีมงานแต่งที่ขับเน้นความเป็นเรา

“คนไทยส่วนใหญ่ยังมองการใช้บริการเกี่ยวกับความงามว่าเป็นเรื่องของโอกาสพิเศษ หรือเป็นสิ่งลักชูรี สังเกตจากลักษณะการให้บริการก็ได้ ที่นี่เราจะเรียกช่างแต่งหน้าช่างทำผมมาบริการเรา ในที่ที่เราสะดวก ขณะที่ในเกาหลีลูกค้าจะเดินทางไปหาช่างและรับบริการกันในชีวิตประจำวันทั่วไปเลย 

“เป้าหมายของเราคือการนำเอาความงามเข้ามาอยู่ในวันธรรมดาๆ ของคนไทยแบบนั้นบ้าง ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องเข้ามาปรึกษา personal color ทุกวัน แค่เมื่อได้ลองเรียนรู้ personal color ของตัวเองแล้ว เขาจะเริ่มสังเกตเห็นสีพวกนี้ในชีวิตประจำวัน และเลือกใช้มันได้อย่างเหมาะสมในทุกๆ วัน”

แล้ว ‘Colorsayyoo’ ก็ค่อยๆ เติบโตมาจากห้องคอนโดเล็กๆ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงตัวคนเดียว เพียงไม่ถึง 3 ปีขวัญก็สามารถขยับมาเปิดเป็นสตูดิโอกว้างขวางใจกลางย่านอโศกได้ แถมยังมีลูกค้าทั้งขาจรขาประจำเป็นคนมีชื่อเสียงมากมาย

คอลัมน์ Micro Wave วนกลับมาทั้งที ขอพาผู้อ่านไปสำรวจภูมิทัศน์ของคลื่นการตามหา personal color และ one-woman business ว่ามีแรงขับเคลื่อนอะไรอยู่เบื้องหลังบ้าง

Test the Waters
ปากทางเข้าโลกธุรกิจของมนุษย์เงินเดือน

แรกเริ่ม แม้เรียนจบด้านธุรกิจมา แต่ด้วยความที่สมาชิกในครอบครัวส่วนใหญ่ทำงานประจำ ขวัญจึงก้าวตามรอยผู้ใหญ่ไปในเส้นทางที่ปลอดภัย และนั่นก็เปิดโอกาสให้เธอได้เข้าไปเปิดหูเปิดตาลองงานในหลายวงการ

“ทำมาหลายอย่าง มีทั้งอีคอมเมิร์ซ บริษัทเกาหลี อุตสาหกรรมอาหาร สายการบินก็เคยทำ ตอนทำอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกต่อต้านอะไร แต่ด้วยธรรมชาติเป็นคนชอบหาเงิน แม้แต่ตอนที่ทำงานประจำแล้วเวลาว่างน้อยลงเราก็ยังแอบคิดตลอดว่าอยากหาเงินให้ได้เยอะกว่านี้”

ด้วยเหตุนี้ เวลาว่างที่เหลือจากงานจึงอุทิศให้กับทำเงินทุนก้อนจิ๋วๆ ให้งอกเงย ด้วยธุรกิจระยะสั้นๆ อย่างการรับสินค้ามาขายออนไลน์ตามแต่เทรนด์ช่วงนั้น 

“แต่สุดท้าย ถ้างานประจำรัดตัวเราก็เหลือเวลามาคิดทำอะไรได้ไม่มาก ต้องช่วงที่ลาออกมาแล้วนู่นแหละ เราถึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้ว่าอยากลองทำธุรกิจเกี่ยวกับ personal color”

Find the Blue Ocean
น่านน้ำสีครามที่เหลือไม่มากในมหาสมุทรความงาม

“เราเป็นคนชอบความสวยความงามมาตั้งแต่เด็ก จำได้ว่าชอบมองผู้คน มองผู้หญิงสวย มองดูจุดที่ดูสวยงามบนใบหน้าและร่างกายคน อาจจะเป็นด้วยเครื่องหน้าหรือวิธีการแต่งหน้าแต่งตัวของเขาก็ได้ เรารู้สึกว่าได้มองแล้วเกิดแรงบันดาลใจ อยากสวย อยากดูแลตัวเอง 

“จุดเริ่มต้นของความสนใจในธุรกิจความงามมันน่าจะมาจากตรงนี้ แต่ในช่วงที่เริ่มคิดทำธุรกิจ การแข่งขันมันก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว”

อุตสาหกรรมความงามของไทยครองอันดับ 1 ของอาเซียนในแง่ของมูลค่าตลาด ฐานการผลิต และแรงดึงดูดนักลงทุนมาสักพักใหญ่ ต่อให้ย้อนกลับไป 3-4 ปีก่อนหน้า ในช่วงที่สตูดิโอของขวัญยังไม่ตั้งไข่ก็ตาม ในยามนั้น ไม่ว่ามองไปทางไหนด้วยสายตานักธุรกิจก็คงเจอแต่ตลาดที่มีคู่แข่งนำเสนอสินค้ากลุ่มเดียวกันอยู่แล้วมากมาย (red ocean) แต่ในบรรดาเรื่องที่ขวัญสนใจ มีอยู่ไอเดียหนึ่งที่พูดถึงเมื่อไหร่เป็นต้องได้มาทั้งคำถามและเสียงปรามจากคนรอบข้าง

“เรารู้จัก personal color มาก่อนหลายปี พูดตามตรงมันไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ขนาดนั้น เพียงแต่ก่อนนี้มันยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ปัญหาก็คือเราพูดถึงไอเดียนี้ให้คนรอบตัวฟังทีไร ส่วนใหญ่เขาจะงงและถามว่ามันคืออะไร หรือไม่ก็คัดค้านว่าอย่าทำเลย ถ้าคนไม่รู้จักมัน เขาจะมองมันเป็นสิ่งจำเป็นได้ยังไง”

ขวัญไม่รู้ว่าจะเรียกการยืนหยัดครั้งนั้นว่าความดื้อรั้นหรือความเชื่อมั่น แต่ในท้ายที่สุด เธอตัดสินใจไปต่อกับไอเดียนี้ คิดแค่ว่ายังไงก็ยังอยากทำงานกับสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่ปรากฏว่าความชอบส่วนตัวนี่แหละ คือเข็มทิศที่นำทางขวัญไปเจอกับพื้นที่ตลาดขนาดย่อมซึ่งยังไม่มีใครเปิดให้บริการคล้ายๆ กับเธอ น่านน้ำสีคราม (blue ocean) ที่เธอตามหาอยู่นั่นเอง

“สตูดิโอของเราเปิดวันแรกโดยที่เราไม่คาดหวังอะไร แค่เตรียมสถานที่ ถ่ายคอนเทนต์ง่ายๆ และยิงแอดธรรมดาๆ แต่ปรากฏว่าจากโพสต์นั้น มีคนเข้ามาจองจนคิวล้นตั้งแต่วันแรก เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้มีอยู่ทั่วไป แค่ลูกค้ายังไม่รู้จักมันดีก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ต้องการมัน”

Ride the K-Wave
ความพิเศษของศาสตร์เกาหลี

การวิเคราะห์ personal color อาศัยการรวมตัวกันของความรู้หลายแขนง ไม่ใช่แค่ทักษะการเสริมความงามเท่านั้น แต่ยังมีศิลปะ จิตวิทยาบุคลิกภาพ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ส่วนสาเหตุที่ต้องเป็นศาสตร์ของเกาหลีนั้น ขวัญเล่าที่มาที่ไปให้เราฟังว่า

“คนเกาหลีให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ และการดูแลตัวเองมาก ด้วยวัฒนธรรมของเขา เขามองว่าภาพลักษณ์ของคนคนหนึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเขาเองคนเดียว แต่เกี่ยวโยงไปถึงสังคมด้วย จะออกจากบ้านสักครั้งหนึ่งได้เขาเลยมักจะดูแลกันเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า ศาสตร์นี้ของเขาเลยพิถีพิถันมากๆ ไปด้วย

“อย่างที่บอกไป personal color ไม่ใช่ของใหม่อะไร ไม่ได้เริ่มขึ้นในเกาหลีด้วยซ้ำ แต่เอกลักษณ์ของศาสตร์เกาหลีคือจะให้ความสำคัญและลงรายละเอียดเรื่องการแต่งหน้ากว่ามาก แล้วไกด์การแต่งตัวก็จะเน้นสอนวิธีคุมโทนมากกว่าฝรั่งที่เน้นจับคู่สีเยอะๆ และด้วยความที่มันเป็นศาสตร์ที่พัฒนามาจากมาตรฐานใบหน้าและสีผิวคนเอเชียนเหมือนกัน ฉะนั้นทั้งในแง่วัฒนธรรมและกายภาพ มันใกล้เคียงกับคนไทยมากกว่า”

Where Taste Meets Theory
เมื่อสีที่ชอบอาจไม่ตรงกับ ‘สีที่ใช่’

แน่นอน เราไม่พลาดโอกาสที่จะยิงคำถามคลาสสิกในใจคนส่วนใหญ่ที่เพิ่งมารู้จักกับศาสตร์นี้ได้ไม่นาน ขวัญประเดิมคำตอบด้วยการหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเปิดรูปถ่ายของตัวเธอเองสมัยก่อนให้ดูประกอบเรื่องเล่า

“ด้วยความที่เป็นสาวไทย เมื่อก่อนเราจะยึดติดอยู่ตลอดว่าพื้นผิวติดเหลืองต้องแต่งหน้าวอร์มโทน ต้องปัดแก้มสีส้ม ต้องสวมเสื้อผ้าสีเข้มๆ เช่น สีน้ำตาล มาเข้าใจเอาหลังจากไปเรียนมาแล้วว่าตัวเองเป็นซัมเมอร์ แปลว่าแต่งหน้าสีชมพูคูลโทนและใส่เสื้อผ้าสีอ่อนจะดูดีกว่ามาก 

“แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากลับไปหาสีเหล่านั้นไม่ได้เลย โดยเฉพาะถ้าเป็นสีที่ชอบ ทริกสำคัญคือต้องแต่งให้สมดุล เช่น จับคู่สีที่เป็น personal color กับสีที่เราชอบให้ได้สัดส่วนสัก 70:30 และถ้าให้ดี พยายามสวมใส่ไอเทมสีที่ไม่ใช่ personal color ให้ห่างจากใบหน้าก็จะช่วยได้มาก เรื่องสีมันไม่ใช่กรอบตายตัวอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องของบาลานซ์นี่แหละ”

Who’s on Board?
เสียงตอบรับที่ไม่คาดคิด

“จริงๆ ก็ไม่ได้คาดคิดไว้สักอย่าง ตั้งแต่ที่มีคนจองจนเต็มภายในวันแรกนั่นก็ด้วย แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มเป้าหมาย แน่นอนว่าลูกค้ากลุ่มแรกๆ เริ่มจากกลุ่มที่เราคาดคิดเอาไว้ก่อนคือผู้หญิงวัยทำงาน แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีกลุ่มอื่นๆ ที่เราไม่คาดคิดไว้เข้ามาสนใจ เด็กสุดคือน้องๆ วัยมัธยมจูงมือมากับผู้ปกครอง หรือกลุ่มที่อายุเยอะหน่อยคือลูกค้าเดิมเขาชวนผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านมาทำด้วยกัน

“ยุคนี้ดีกว่าเมื่อก่อนอย่าง ถ้าย้อนกลับไปสักสิบปี เราจะพบว่าผู้ชายไม่สนใจเรื่องความงามเลย แต่เดี๋ยวนี้มันเปิดกว้าง ผู้ชายสนใจเสื้อผ้า สกินแคร์ หรือกระทั่งเมคอัพก็ไม่ใช่เรื่องแปลก 

“กลุ่มที่ไม่คาดฝันที่สุดคือคนมีชื่อเสียง คนเหล่านี้เป็นมืออาชีพในด้านภาพลักษณ์อยู่แล้ว ย่อมต้องมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องความงามรายล้อม เราเลยไม่คิดมาก่อนว่าเขาจะนึกอยากมาใช้บริการสตูดิโอเล็กๆ ของเรา” 

Branch out the Route
ดูแลมากกว่าแค่เรื่องสี

“ตัว Korean personal color จะเป็นการวิเคราะห์เรื่องเฉดสีเป็นหลัก ดูตั้งแต่สีผิว สีตา สีผม สีคิ้ว โดยมีแกนกลางเป็นแนวคิดเรื่องฤดูกาล อย่างที่เราจะเห็นเขาวิเคราะห์รูปถ่ายคนดังในโซเชียลฯ กันบ่อยๆ ว่าเป็นคูลซัมเมอร์ เป็นไบรท์วินเทอร์ต่างๆ ซึ่งคนแต่ละฤดูก็จะมีชุดสีที่เหมาะกับเขาที่สุด

“บริการอย่างที่สองจึงไม่ใช่เรื่องสีแล้ว แต่เป็น face and body fit ที่จะเน้นทำความเข้าใจบอดี้ไทป์และสัดส่วนของใบหน้าและร่างกาย ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นเรื่องของทรง (silhouette) มากกว่าสี เช่น ทรงเสื้อผ้า ทรงผม ทรงแว่นตา ทรงคอเสื้อ ความสั้นยาวของเสื้อผ้า วิธีการคอนทัวร์ใบหน้า เป็นต้น ความน่าสนใจคือลูกค้าที่เป็นผู้ชายมักจะสนใจ face and body fit มากกว่า Korean personal color

“สุดท้ายคือ wedding consult ตามชื่อเลย เป็นการให้คำปรึกษาสำหรับงานแต่งซึ่งเป็นส่วนผสมของทั้งการวิเคราะห์สีและทรงแบบครบวงจร แต่เน้นใช้งานในงานแต่งโดยเฉพาะ เช่น ชุดแต่งงาน ผ้าคลุมหน้า เครื่องหัว ชุดสูท ไท ธีมงาน ไปจนถึงสีของดอกไม้ที่ใช้ประดับ”

Read the Currents
มองอนาคตเทรนด์ความงาม

“ถ้ามองภาพใหญ่ เราก็ยังเห็นว่าเกาหลีนำเราอยู่หลายก้าวในตลาดความงาม เขามีนวัตกรรมมากกว่า ทั้งเรื่องเทคนิค เรื่องเครื่องสำอาง หรือหัตถการที่พัฒนาไปไกล ซึ่งหลายอย่างไทยยังไม่มีและต้องไปตามศึกษาดูงานเขาอยู่ ถ้าเกาหลีคิดค้นหรือเกิดเทรนด์ความงามอะไร กว่าคนไทยจะเริ่มหันมาหยิบจับตามจนนิยมที่นี่บ้างก็ผ่านไปแล้ว 6 เดือนถึง 1 ปี

“แต่ไม่ปฏิเสธว่าตลาดไทยเองก็โตมากเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่เราชอบเกี่ยวกับคนไทยคือเราตามแฟชั่นกันแล้วผลลัพธ์มันสร้างสรรค์กว่า ต่างจากคนเกาหลีที่สังคมมีความ collective สูง เลยมักจะแต่งตามกัน หลีกเลี่ยงอะไรที่เด่นเกินไป ไม่อยากแปลกแยกจากคนอื่น เทียบกันแล้วคนชาติเราหลากหลายกว่า ทั้งภูมิภาคและชาติพันธุ์ เราเลยมีแนวโน้มที่จะดัดแปลงเทรนด์ต่างๆ ให้เข้ากับตัวเองมากกว่า ที่เราเห็นว่าสาวไทยจะมีสายฝอ สายเกา สไตล์ญี่ปุ่น สไตล์ไทยๆ ใครเคยไปเกาหลีจะรู้ว่ามีวาไรตี้แบบนี้ให้เห็นน้อยมาก  

“อาจเพราะอย่างนี้ เราเลยติดตามชมอย่างตื่นตาเสมอว่ากระแสความงามในไทยจะเดินทางต่อไปในทิศทางไหน และขณะเดียวกันก็ตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้ว่าศาสตร์ของเกาหลีจะพัฒนาต่อไปยังไง ในฐานะคนที่อยากไปเรียนรู้ ปรับใช้ และส่งต่อสิ่งเหล่านั้นให้ลูกค้าของเราต่อไป”

Photographer

ช่างภาพที่สนุกกับการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลง และหลงรักในความทรงจำ Ig : mocfirst

You Might Also Like