เบื้องหลังการเติบโตตลอด 15 ปี ของ KAMU KAMU สู่รายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท

ไดโนไมโล แรปเตอร์ ชานมดอกคามิเลีย มัทฉะ วาราบิโมจิ และอีกสารพัดเมนูจาก KAMU KAMU ที่ขึ้นแท่นเป็นเครื่องดื่มในดวงใจของใครหลายคนจนสร้างรายได้รวมกว่า 600 ล้านบาท พร้อมการครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 10% ของตลาดชานมไข่มุก และจัดอยู่ในอันดับท็อป 5 ของแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุด

ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดูน่ารักสดใส ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นแบรนด์คนไทยที่อยู่มายาวนานถึง 15 ปี ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและการแข่งขันที่เข้มข้น

แม้ภาพรวมตลาดชาในประเทศไทยที่มีมูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท และหากเจาะเฉพาะตลาดชานมไข่มุกจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท แต่ส่วนแบ่งหน้าเค้กนี้กลับมีแบรนด์คู่แข่งถึง 45 แบรนด์ โดยมีทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์จากต่างประเทศ

ในวาระครบรอบ 15 ปีของ KAMU KAMU ภายใต้เครื่องดื่มสุดหวานหอมนี้มีเรื่องราวการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับจุดแข็งด้านคุณภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเราได้สรุปทั้งเบื้องหลังความสำเร็จและทิศทางการดำเนินธุรกิจของ KAMU KAMU มาให้อ่านกันผ่านคอลัมน์ Keynote ในครั้งนี้

จาก ‘คุณภาพ’ สู่ ‘ความได้เปรียบในการแข่งขัน’

ตลอดเส้นทางกว่า 15 ปีของ KAMU KAMU เติบโตจากแบรนด์ชานมสไตล์ญี่ปุ่น สู่แบรนด์เครื่องดื่มที่มีสาขามากกว่า 200 แห่ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพของแบรนด์ในการปรับตัวและเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดเครื่องดื่ม

เบื้องหลงความสำเร็จนี้เกิดจาก ‘การเลือกสิ่งที่ดีที่สุด’ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การชงสดใหม่ในทุกวัน ไปจนถึงการพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย KAMU KAMU ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการต้มใบชาสดใหม่ทุกวันในทุกสาขา การใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง และการพัฒนาเมนูผ่านการทดลองกับผู้บริโภคจริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือมาตรฐานที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน KAMU KAMU ยังพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่ดื่มเครื่องดื่ม แต่ดื่มด่ำไปกับความสวยงามของแก้วด้วย จึงรีแบรนดิ้งไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เปลี่ยนหน้าตาของแก้วให้ดูน่ารักสดใสมากยิ่งขึ้น

‘ชา’ คือหัวใจของแบรนด์ สู่แกนหลักการเติบโตในบทใหม่

สำหรับ KAMU KAMU กลุ่มชานมไข่มุกยังคงเป็นเมนูหลักที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็น 60% ของยอดขาย ขณะที่กลุ่มชา เช่น ชาไทย มัทฉะ และชาอื่นๆ คิดเป็น 20% และกลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ คิดเป็น 20% สะท้อนให้เห็นว่า ‘ชา’ ไม่ได้เป็นเพียงรากฐานของแบรนด์ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดพอร์ตสินค้าและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป

นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่หมัดเด็ดที่หลายคนติดใจ ทั้งเมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีและฮอตฮิตมากในหมู่คนรักโกโก้ ชาไทยไม่ใส่สีที่ตอบรับกับเทรนด์รักสุขภาพ เมนูมัทฉะที่หลากหลายเอาใจสายมัทฉะเลิฟเวอร์ เมนูชาดอกไม้และชาผลไม้ สอดคล้องกับเทรนด์ในตอนนี้ที่คนไม่ได้แค่ดื่มด่ำกับรสชาติอร่อยแต่ยังชอบกลิ่นหอมของเครื่องดื่ม ไปจนถึงท็อปปิ้งเด็ดอย่างวาราบิโมจิสุดนุ่มหนึบที่ทำสดใหม่ทุกวัน

เมื่อ Product & Brand Experience คือเรื่องเดียวกัน

KAMU KAMU ได้เปิดตัวเมนูใหม่ ‘Oolong Peach’ ภายใต้แนวคิด The Harmony of Oolong Peach ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างชาอู่หลงที่มีกลิ่นหอมละมุนกับความหวานสดชื่นของพีช เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มที่นุ่มนวล สดชื่น และมีความพรีเมียมในทุกคำ

ขณะเดียวกันก็ได้เปิดตัว ‘Kamu & Friends’ แก๊งมาสคอตสุดน่ารักที่เป็นตัวแทนความสดใสและวัตถุดิบหลักของ KAMU KAMU เช่น คามุซัง มาสคอตหมีที่เป็นตัวแทนภาพลักษณ์หลักของแบรนด์, เลมอนซัง มาสคอตเลมอนสุดเปรี้ยวซ่า ตัวแทนของเครื่องดื่มกลุ่มชาผลไม้ และโมโม่จัง น้องพีชสีชมพูละมุน สมาชิกใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับเมนูพิเศษ เพื่อสร้าง brand engagement เพิ่มการจดจำและเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่ในระยะยาว

หมุดหมายต่อไปของ KAMU KAMU

จากปัจจุบันรายได้กว่า 600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายก้าวสู่รายได้ 1,000 ล้านบาท และจาก 200 สาขา ขยายสาขาสู่ 300 แห่งภายใน 3 ปี โดยการเติบโตดังกล่าวจะขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบร้านที่คล่องตัว โดยมีขนาดเฉลี่ยราว 23 ตารางเมตร เพื่อรองรับทำเลที่หลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

3. การสร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกชัดเจน ทันสมัย และอยู่ในใจผู้บริโภคในระยะยาว

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของ KAMU KAMU จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นการตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในการก้าวสู่อนาคต ในฐานะแบรนด์ที่มี ‘ชา’ เป็นแกนหลักของการเติบโต และมุ่งสร้างประสบการณ์เครื่องดื่มคุณภาพที่เข้าถึงผู้บริโภคไทยในทุกวัน

Writer

นักเขียนที่อยากเปลี่ยนเรื่องธุรกิจให้เป็นเรื่องสนุก และมีแมวกับกาแฟช่วยฮีลใจในทุกวัน

Illustrator

แล้วแต่จะคิด ชีวิตคนละแบบ

You Might Also Like