Relax Time Between Colleagues
5P ของ Fika & Co. Cafe ร้านกาแฟไทยหนึ่งเดียวที่ติดลิสต์ร้านกาแฟดีที่สุดในโลกประจำปี 2026
ในทุกวันนี้ที่เราเห็นคาเฟ่อยู่แทบทุกที่ในไทย และหลายคนบอกว่าเป็น ‘ธุรกิจปราบเซียน’ ที่เปิดง่ายแต่รอดยาก ท่ามกลางตัวเลือกที่มีมากมายในตลาด กลับมีคาเฟ่แห่งหนึ่งที่โดดเด่นขึ้นมาในฐานะคาเฟ่ที่มีบาริสต้ามือรางวัล และเป็นร้านกาแฟไทยหนึ่งเดียวที่คว้าอันดับ 61 ในลิสต์ World’s 100 Best Coffee Shops 2026 หรือร้านกาแฟดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 นั่นก็คือ Fika & Co. Cafe
เจน–กวินนาถ วีระวรเวท เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและบาริสต้า Fika & Co. Cafe หรือที่คนในแวดวงกาแฟรู้จักในฐานะผู้ชนะเลิศการแข่งขัน Thailand National Barista Championship 2026 เป็นหนึ่งในผู้ปลุกปั้นคาเฟ่แห่งนี้ด้วยแพสชั่นอันแรงกล้าและความฝันเล็กๆ ว่าอยากจะมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง
แรกเริ่มเดิมที Fika & Co. Cafe เป็น everyday coffee ที่ราคาเริ่มต้น 70 บาท เพราะอยากเป็นที่พักใจให้เหล่าพนักงานออฟฟิศในตึกสิงห์คอมเพล็กซ์ ก่อนจะก้าวมาสู่การเป็น creative drink ที่รังสรรค์เมนูกาแฟในรูปแบบค็อกเทล จนสายกาแฟจากทั่วสารทิศอยากมาทดลองชิม
สารภาพเลยว่าเราก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่อยากลิ้มลองรสชาติกาแฟในร้านแห่งนี้เช่นกัน บ่ายวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย หลังหมดเวลาพักของพนักงานออฟฟิศ และพอมีเวลาให้เจนได้พักคุยกับเรา จึงถือโอกาสจิบกาแฟสักแก้ว พร้อมสนทนาถึงรสชาติธุรกิจที่เจนปลุกปั้นมากับมือในชื่อ Fika & Co. Cafe

Product
กว่าจะมาเป็น Fika & Co. Cafe
เจนออกตัวตั้งแต่เริ่มต้นสนทนากันว่า เธอโชคดีที่รู้ตัวเองไวว่าชอบโลกของกาแฟและมีความฝันว่าอยากเปิดคาเฟ่เป็นของตัวเอง พอเรียนจบเธอจึงไปขอวีซ่า Working Holiday ที่ออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี เพื่อไปทำงานเก็บเงินและไปเรียนคอร์สบาริสต้าระยะสั้น ทำให้รู้ว่าโลกของกาแฟมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก พร้อมทำงานเป็นบาริสต้าที่ออสเตรเลียไปด้วย
“งานบาริสต้าที่นั่นยากมาก เพราะคัลเจอร์การกินกาแฟของเขาแข็งแรงมาก คล้ายผัดกะเพราบ้านเรา ถ้าร้านไหนทำไม่อร่อยก็จะไม่มีลูกค้า ร้านกาแฟที่นั่นเลยค่อนข้างคัดบาริสต้า เราก็เริ่มจากการเป็นเด็กล้างแก้ว แล้วอัพตัวเองมาเรื่อยๆ จนได้เป็นบาริสต้า”
อาชีพนี้ทำให้เจนได้เรียนรู้ว่าร้านกาแฟไม่ใช่แค่ธุรกิจ F&B หรือ food and beverage ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ร้านดูพิเศษคือการสร้าง hospitality ที่ไม่ใช่แค่ส่งแก้วกาแฟให้ลูกค้าแล้วจบไป แต่ต้องส่งมอบบริการที่ดีให้กับลูกค้า
หลังกลับมาไทยเจนได้ทำงานตรงกับสายอาชีพอีกอย่างหนึ่งที่เรียนจบมาคือสายงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในวันจันทร์-ศุกร์ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ เธอทุ่มเทเวลามาเป็นบาริสต้าในคาเฟ่แถวทองหล่อ ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำตามความฝัน

“เราได้ไปเจอหุ้นส่วนที่เขาเปิดคาเฟ่เป็นของตัวเองกันอยู่แล้ว และเจอพาร์ตเนอร์ที่แต่เดิมเขาเช่าพื้นที่ตรงนี้ที่ตึกสิงห์คอมเพล็กซ์เอาไว้แต่ยังไม่ได้ทำอะไร เพราะเขาไม่มี know-how ในการทำร้าน ส่วนฝั่งเรามี know-how อยู่แล้วแต่ไม่มีโลเคชั่น พวกเราเลยตัดสินใจเปิดร้านร่วมกันในชื่อ Fika & Co. Cafe”
คอนเซปต์ตั้งต้นมาจากที่ตึกสิงห์เป็นตึกที่ติดกับสำนักงานออฟฟิศ จึงอยากทำกาแฟดีๆ ให้เหล่าพนักงานออฟฟิศดื่มได้ทุกวัน หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ เธอบอกว่าร้านนี้เป็น everyday coffee ที่ราคาเริ่มต้นไม่แรงมาก แต่สามารถเข้าถึงกาแฟคุณภาพดีได้
“ส่วนที่มาที่ไปของชื่อร้านเราก็พยายามหาคำที่ matching กับคอนเซปต์ของเรา ก็ไปเจอคำว่า Fika ซึ่งมันเป็นภาษาสวีดิชแปลว่า Relax Time Between Colleagues หรือช่วงเวลาการพักดื่มกาแฟกับเพื่อนร่วมงาน ประโยคนี้ตรงกับความตั้งใจของเรา ที่อยากให้ร้านเป็นเหมือนที่พักใจให้แก๊งชาวออฟฟิศ ส่วนคำว่า & Co ก็มาจากคำว่า corporate สื่อถึงการที่เราเปิดร้านนี้ร่วมกับเพื่อนๆ”


กว่าจะมาเป็น Specialty Coffee
Fika & Co. Cafe เริ่มเปิดเมื่อปี 2019 หรือก็คือปีที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลังเปิดร้านได้ไม่นานก็โดนผลกระทบหนัก จนเจนกลับมาตั้งคำถามกับอาชีพนี้และคิดว่าการออกมาเปิดร้านเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือไม่
แต่ก่อนที่จะทิ้งความฝันไว้กลางคัน เธอตัดสินใจเข้าแข่งขันและคว้ารางวัลจาก Specialty Coffee Association หรือ SCA ซึ่งเป็นเวทีระดับโลกที่จัดโดยสมาคมกาแฟมาได้ หลังจากนั้นได้คว้ารางวัลอีกมากมาย อาทิ แชมป์ Thailand National Barista Championship ในปี 2023 และชนะเลิศการแข่งขัน Thailand National Barista Championship 2026
นอกจากนี้ยังมีหุ้นส่วนของร้านอีกคนหนึ่งที่แข่งขัน Coffee in Good Spirit หรือการนำกาแฟมาผสมกับแอลกอฮอล์ และคว้ารางวัลที่ 2 กลับมาให้ประเทศไทย


“แต่เดิมเราไม่ได้มีคอนเซปต์ที่จะขายแอลกอฮอล์ในร้านนี้อยู่ การแข่งขันในครั้งนั้นของเรากับหุ้นส่วนจึงทำให้เราได้เอาไอเดียมา twist เป็น coffee mocktail ทำให้นอกจากเมนูซิกเนเจอร์ที่เราขายปกติ ตอนนี้เราได้ creative drink inspiration จากเมนูที่เราได้ไปแข่งขันมาให้ลูกค้าได้ชิมด้วย
เมนูซิกเนเจอร์ของร้านในตอนนี้คือ Coffee Craft Beer ที่ได้นำไปแข่งขันแล้วได้รับรางวัลอันดับที่ 5 ของโลก โดยเมนูนี้จะให้สัมผัสฟองนุ่มละมุนคล้ายการจิบเบียร์ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์ ส่วนผสมหลักคือ Fruity Blend Coffee ผสมผสานกับเนื้อสับปะรด มอลต์ และฮอปส์ ซึ่งให้กลิ่นหอมเหมือนดื่มแอลกอฮอล์ แต่ได้รสชาติที่สดชื่นของกาแฟ
อีกเมนูคือ Manhattan ที่เน้นความหอมลึกของ cold brew ที่ผ่านการบ่มคล้ายวิสกี้ ตัดด้วยความเปรี้ยวหวานของกาซิส เป็นผลไม้ตะกูลเบอร์รีที่มีความเปรี้ยวหวาน พร้อมด้วยรสชาติสดชื่นจากส้ม

กว่าจะมาเป็น Best Coffee Shops
รางวัลล่าสุดที่วางอยู่ในร้าน Fika & Co. Cafe คือการเป็นคาเฟ่ไทยหนึ่งเดียวที่ติดลิสต์อันดับ 61 ใน World’s 100 Best Coffee Shops 2026 ซึ่งเป็นการจัดอันดับร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก โดยพิจารณาจากคุณภาพของกาแฟ ความเชี่ยวชาญของบาริสต้า การบริการลูกค้า นวัตกรรม บรรยากาศ ความยั่งยืน คุณภาพของขนมและความสม่ำเสมอของรสชาติ
“รางวัลนี้จะมีกรรมการเข้ามาสุ่มเทสต์ร้านต่างๆ โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นกรรมการ และจะให้คะแนนเราตามเกณฑ์ทั้งหมด โดยคะแนนจากกรรมการคิดเป็น 70% และมีคะแนนโหวตจากทางบ้านอีก 30% สิ่งที่ทำให้เราได้รางวัลนี้หลักๆ มาจากคุณภาพของเครื่องดื่ม ที่เรามีเมนูสร้างสรรค์ คุมคุณภาพดีให้เหมือนกันทุกแก้ว
“อีกเรื่องที่ทำให้เราโดดเด่นต่างจากคนอื่นคือการบริการ เราให้ความสำคัญแม้กระทั่งเรื่องมู้ดแอนด์โทนของน้ำเสียงและเรื่อง facial expression หรือการแสดงออกทางสีหน้า ต่อให้เราหรือพนักงานจะเหนื่อยแค่ไหนเราก็จะฮึบสู้บริการให้ดี”
เจนมองว่าอยากให้ร้านนี้เป็นคอมมิวนิตี้กาแฟในตึกสิงห์เหมือนกับช่วงแรกๆ ที่เจนยืนหน้าบาร์เป็นบาริสต้าเอง แล้วมีลูกค้าประจำมาคุยกันทุกวัน ขนาดลูกค้าคนนั้นลาออกไปทำงานที่อื่นแล้ว ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ เธออยากให้เกิด good vibe ที่เติมเต็มใจแม้ในวันเหนื่อยล้าให้กับเหล่าพนักงานออฟฟิศ


Price & Promotion
ราคาเข้าถึงสาย everyday coffee และตอบโจทย์สาย specialty
ในช่วงเริ่มต้น Fika & Co. Cafe มองตัวเองว่าเป็น everyday coffee ที่พนักงานออฟฟิศดื่มได้ทุกวัน ในราคาเริ่มต้นแก้วละ 70 บาท หากเป็นเมนูลาเต้ก็จะอยู่ที่ 80 บาท โดยเมื่อก่อนมีราคาไม่เกิน 150 บาท แต่ในตอนนี้ที่ร้านเริ่มเพิ่มเมนูแนวสร้างสรรค์มากขึ้น จึงขยับสูงสุดคือ 500-600 บาท เป็นกาแฟเกรดการแข่งขันที่เจนเอามาชงให้ลูกค้าได้ชิม ซึ่งปกติกาแฟพวกนี้มีราคาที่แพงมาก กิโลกรัมหนึ่งราคาเป็นหมื่นเลยทีเดียว
“พอเราเริ่มไปแข่งแล้วคว้ารางวัลมา คนก็รู้จักเรามากขึ้น ทำให้นอกจากลูกค้าประจำในตึกสิงห์แล้ว เราก็มีลูกค้าจากที่อื่นมาหาด้วย กลุ่มนี้จะเป็นคนที่ชอบ specialty coffee อยู่แล้ว เขาก็จะเลือกสั่งเมนูซิกเนเจอร์ กาแฟดริป และกับเมนูที่เป็น Champion Research จะเป็นกาแฟที่เราไปคัดเลือกมา เช่น กาแฟเกรดการแข่งขัน
“ภาพลักษณ์ของ Fika ตอนนี้จะเป็นแนว creative drink มากกว่า everyday coffee แต่ว่าเราก็ยังอยากเสิร์ฟกาแฟคุณภาพตามความตั้งใจเดิมไว้ โดย add-on เมนูครีเอทีฟเข้ามา เราก็พยายามรักษาเมนูเริ่มต้นอยู่ที่ 70 บาท”

เจนขยายความเพิ่มว่าสำหรับพนักงานออฟฟิศกาแฟแก้วละ 70-80 บาท ยังเป็นคอมฟอร์ตโซนของพวกเขาอยู่ หรือว่าบางวันถ้าเขารู้สึกว่าอยากลองอะไรใหม่ๆ ก็จะมีตัวเลือกในการสั่งเมนูสเปเชียลตี้มากขึ้น ตอนนี้ก็กลายเป็นว่าบางคนเลือกกินเมนูเบสิก 4 วัน แล้วเลือกกินเมนูซิกเนเจอร์ที่มีราคาสูงขึ้นอีก 1 วัน
ส่วนเรื่องการจัดโปรโมชั่นนั้นเป็นสิ่งที่เจนไม่ค่อยทำนัก เธอให้เหตุผลว่าคาเฟ่เป็นธุรกิจที่มี margin หรือกำไรที่ค่อนข้างน้อย เพราะมีต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนต่างๆ ที่ค่อนข้างสูง เธอจึงเลือกตั้งราคาให้เข้าถึงง่ายตั้งแต่ต้น
“เราเคยจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 อยู่พักหนึ่ง ซึ่งจุดประสงค์ในการจัดคือช่วงนั้นมีออฟฟิศที่หมดสัญญาและย้ายออกไป จึงมีออฟฟิศใหม่เข้ามาอยู่แทน เราเลยจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ให้มาเปิดใจดื่มกาแฟของเรา พูดง่ายๆ คือเหมือนเป็นโปรฯ ที่ดึงทราฟิกมามากกว่า เพื่อให้เขารู้ว่ากาแฟแก้วละ 70 บาทเข้าถึงง่าย แต่ได้กาแฟคุณภาพคับแก้ว”

Place
โลเคชั่นคือหัวใจหลักของ Fika & Co. Cafe
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าการคิดคอนเซปต์ร้าน รวมถึงการตั้งราคา ล้วนมาจากโลเคชั่นแรกที่ตึกสิงห์คอมเพลกซ์ ซึ่งเป็นตึกที่อยู่ติดออฟฟิศมากมาย ทำให้เจนรู้สึกว่าโลเคชั่นเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ ก่อนที่จะขยายสาขาที่ 2 เธอจึงลองไปเปิดเป็นสโลว์บาร์ที่ Jebi House อารีย์
“เราลองเปิดเป็น pop-up เป็นเวลา 1 ปี เพราะอยากลองเปิดในโลเคชั่นที่แตกต่างออก ซึ่งอารีย์ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนหลากหลาย เราเลยเลือกทำร้านเป็นแนวนั่งชิลล์ ต่างจากสาขาที่ตึกสิงห์จะเป็นแบบ Grab and Go ที่ลูกค้ามาซื้อกาแฟแล้วมีเวลานั่งคุยกันนิดหน่อย ก่อนจะต้องรีบกลับออฟฟิศไปทำงานต่อ ที่นั่งสาขานี้เลยจะไม่เยอะมาก และอาจจะนั่งไม่สบายมาก เป็นเก้าอี้บาร์และเก้าอี้ไม่มีพนักพิงซะส่วนใหญ่
“ส่วนเมนูตอนไปเปิดเป็นสโลว์บาร์ที่อารีย์ก็แตกต่างกัน เพราะอยากดึงดูดลูกค้าใหม่ และให้ลูกค้าเก่าเราตามไปชิมเมนูใหม่ที่โน่นด้วย”
นั่นทำให้เจนได้ข้อสรุปในการเปิดสาขา 2 แถวสุขุมวิท 62 ซึ่งถือว่า traffic น้อยกว่าที่ตึกสิงห์อย่างเห็นได้ชัด แถวนั้นจะเป็นบ้านคน โฮมออฟฟิศ และโรงพยาบาล จึงมีการจัดเวิร์กช็อปและมีกิจกรรมเพื่อดึงคนไปสาขานั้น
ทั้งที่เมนูเครื่องดื่มและขนมเหมือนกัน แต่ทั้ง 2 สาขามีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสาขาตึกสิงห์ เมนูเบสิกจะขายดีกว่า ในขณะที่สาขาสุขุมวิท เมนูซิกเนเจอร์หรือเมนูสเปเชียลตี้จะขายดีกว่า การเลือกโลเคชั่นที่แตกต่างและมองหากลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย จึงเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อน Fika & Co. Cafe ให้ยืนระยะมาได้ถึง 7 ปี


Passion, People, Product Quality
ในท้ายบทสนทนาของคอลัมน์ 5P เราจะขอ P ตัวสุดท้ายที่สื่อถึงแบรนด์นั้นๆ มากที่สุด ซึ่งสำหรับเจนสิ่งที่สะท้อนความเป็น Fika & Co. Cafe มีถึง 3P คือ Passion, People และ Product Quality
ตลอดบทสนทนาอธิบายให้เห็นภาพชัดว่าร้านแห่งนี้เกิดจากความรัก ความฝัน และแพสชั่นอันแรงกล้าของเจนที่อยากมีคาเฟ่เป็นของตัวเอง แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตอย่างโควิดหรือโดนพิษเศรษฐกิจ พิษจากสงครามในช่วงนี้ ที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูง แต่เธอมีแพสชั่นคอยขับเคลื่อนให้ฝ่าฟันปัญหามาได้ทุกครั้ง

“ในเรื่องของ People มาจากการทำคาเฟ่ที่เราต้องทำงานกับคนเยอะมาก และเราให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้าแบบ hospitality คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด ต่อให้วันนั้นเราอกหักหรือเจอเรื่องแย่ๆ มา เราก็ต้องส่งต่อ vibe ดีๆ ให้กับลูกค้า
“ใน coffee industry เราก็ขับเคลื่อนด้วยผู้คนต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ กาแฟก็ต้องมีเกษตรกรปลูก แล้วเอาไปให้คนคั่วเมล็ดกาแฟมา เอาไปให้บาริสต้าชงและเพิ่ม value เข้าไป ลูกค้าถ้าดื่มแล้วเขาชอบก็จะบอกต่อร้านเราไปเรื่อยๆ”
เรื่องสุดท้ายคือ Product Quality เจนมองว่า Fika & Co. Cafe อยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำ การที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำคือคุณภาพที่ดีเหมือนกันทุกแก้ว ยิ่งในยุคที่กระแสทุกอย่างมาไวไปไว มีคาเฟ่ใหม่ๆ เกิดมาเยอะมาก แต่คุณภาพนี่แหละที่จะทำให้ลูกค้ายังอยู่กับเราเรื่อยๆ