Grocery on the Move
ไอเดียเดลิเวอรีสินค้าในวันที่ต้นทุนน้ำมันสูงขึ้น
ลองนึกภาพรถพุ่มพวงที่มีจุดจอดประจำในชุมชน หรือการใช้จักรยานส่งของในซอยสั้นๆ ในวันที่น้ำมันแพงขึ้น สิ่งเหล่านี้อาจเริ่มทำได้จริงในบางพื้นที่เพื่อทำให้ธุรกิจไปต่อได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบหรือใช้ต้นทุนเพิ่มมากนัก
ช่วงที่ผ่านมาวิกฤตน้ำมันกำลังเป็นที่พูดถึงจากแรงกระเพื่อมของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งล้วนเป็นประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง แหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลกเริ่มสั่นคลอน รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ปั๊มน้ำมันบางแห่งเริ่มมีน้ำมันไม่เพียงพอและมีการจำกัดโควตาการเติม
หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับแรงกระแทก เช่น รถพุ่มพวง ธุรกิจรายย่อยที่เป็นเส้นเลือดฝอยของการกระจายสินค้าไปยังชุมชนต่างจังหวัด ไปจนถึงธุรกิจที่ต้องอาศัยการเดลิเวอรีหรือขนส่งสินค้าจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่เชื่อมโยงไปถึงค่าครองชีพและราคาอาหารขึ้นตามมา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจะรับมืออย่างไร แต่จะปรับเกมด้านการขนส่งต่อไปยังไงสำหรับธุรกิจที่พึ่งพาระบบโลจิสติกส์เป็นหลัก ไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจคือการหาวิธีประยุกต์วิธีขนส่งเพื่อรับมือกับต้นทุนที่เปลี่ยนไปและความไม่แน่นอนที่กำลังเกิดขึ้นจากโมเดลธุรกิจและการเดลิเวอรีรูปแบบใหม่ โดยในบางพื้นที่หรือบางช่วงเวลา การนำโมเดลเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้อาจช่วยลดต้นทุนได้
ใช้จักรยานขนส่งช่วยเสริม
โมเดลของ ‘Pedal Me’ จากลอนดอน

ท่ามกลางบริษัทเดลิเวอรีที่มีมากมายในวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่า Pedal Me เป็นธุรกิจในเมืองใหญ่อย่างลอนดอนที่เลือกใช้ cargo bike ทั้งหมดแทนรถตู้ cargo bike คือจักรยานบรรทุกสินค้าและรถพ่วงที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับทั้งส่งพัสดุแบบด่วนและรับ-ส่งผู้โดยสารในเมืองใหญ่ โดยใช้คนปั่นจักรยานที่ผ่านการเทรนนิ่งมาอย่างดีทั้งหมด ซึ่งช่วยลดมลพิษ เลี่ยงรถติด และเข้าถึงพื้นที่แคบๆ อย่างทางเท้าหรือสถานีรถไฟได้ดีกว่ารถยนต์
ธุรกิจมีสโลแกนว่า Born in London, built for cities ซึ่งคำนึงถึงการแก้ปัญหาในเมืองใหญ่ที่การจราจรวุ่นวายและยังมีเว็บแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานง่ายสำหรับจองรับและส่งของไม่ต่างจากการเดลิเวอรีด้วยรถยนต์ทั่วไป
จากเคสในเมืองใหญ่อย่างลอนดอนที่ใช้ cargo bike ขนส่งแทนรถอย่างทั่วถึง ไอเดียที่ SME ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อาจไม่ได้หมายถึงการนำโมเดลมาใช้ทั้งเมืองแบบ Pedal Me แต่เป็นการหยิบบางส่วนมาปรับใช้ เช่น การพิจารณานำสามล้อปั่นหรือจักรยานพ่วงข้างมาใช้ร่วมเป็นตัวเลือกกับรถยนต์ในระยะทางขนส่งใกล้หรือซอยเล็กในบางพื้นที่หรือบางช่วงเวลา เพื่อช่วยกระจายสินค้าในระยะใกล้ถึงปานกลางภายในชุมชน นอกจากนี้โมเดลการขนส่งของ Pedal Me ยังมีการวางแผนเส้นทางส่งสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งเพียงจุดเดียวหรือหลายร้อยจุดในคราวเดียวบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งธุรกิจไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้โดยคำนวณเส้นทางเดินรถที่มีความหนาแน่นของลูกค้าสูงสุดเพื่อวางแผนเส้นทางที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้สามารถกระจายสินค้าได้คราวละมากๆ ในระยะทางที่สั้นที่สุด
ต่อยอดรถเป็นสเตชั่นรีฟิล
คู่กับตั้งตู้หยอดเหรียญตามร้านชำแบบ ‘Algramo’

ปัญหาข้าวยากหมากแพงมีมาทุกยุคจนเกิดเป็นโมเดลการขายแบบใหม่ Algramo เป็นธุรกิจในชิลีที่ก่อตั้งนานกว่า 10 ปีและขยายโครงการนำร่องไปนิวยอร์ก โมเดลคือการใช้รถสามล้อไฟฟ้าเป็น mobile refill ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจนี้เริ่มจากการสังเกตเห็นว่าผู้คนในชุมชนรายได้น้อยของกรุงซานติอาโกต้องซื้อผงซักฟอกและอาหารแห้งแบบแพ็กเล็กเพราะมีข้อจำกัดเรื่องเงินสดรายวันจำกัด ซึ่งทำให้จ่ายแพงกว่าต่อหน่วย จึงพัฒนาโมเดล ‘ซื้อตามกรัม’ หรือที่รู้จักกันในทุกวันนี้ว่าระบบรีฟิล โดยซื้อผ่านตู้หยอดเหรียญที่ขายสินค้าในราคาส่งแบบแบ่งปริมาณ พร้อมใช้รถเป็นสเตชั่นเคลื่อนที่กระจายสินค้าไปยังชุมชน รวมถึงเปิดให้จองเรียกรถมาที่บ้านผ่านแอพฯ วางเครื่องจ่ายสินค้าหรือตู้หยอดเหรียญไว้ในร้านโชห่วยใกล้บ้านเพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และยังใช้บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะที่มีชิป RFID สำหรับติดตามจำนวนครั้งที่ใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำ ผู้ที่ซื้อของจะได้รับเงินสะสมในกระเป๋าเงินเสมือน (virtual wallet) เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการซื้อครั้งต่อไปได้
แต่แม้จะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าหรือรถไฟฟ้าแบบเดียวกัน ธุรกิจบ้านเราก็ประยุกต์เอาแนวคิดการจัดการบางอย่างมาปรับใช้ได้ เช่น รถพุ่มพวงอาจนำโมเดลนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ในบางพื้นที่หรือบางช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยการเข้าหาลูกค้าแบบมีกลยุทธ์เพื่อลดการใช้น้ำมัน ทั้งการตั้งจุดจอดประจำในชุมชน หรือแม้แต่การวางจุดรีฟิลร่วมกับร้านค้าในพื้นที่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการวิ่งรถและการใช้น้ำมัน ขณะเดียวกันยังทำให้ลูกค้าซื้อในปริมาณที่เหมาะสมได้ในราคายุติธรรม
ชวนคนรักการออกกำลัง
มาเป็นทีมขนส่งแบบ ‘ปลูกปั่น’

ลองมาดูเคสธุรกิจในไทยกันบ้าง อีกหนึ่งไอเดียเก๋ที่ช่วยลดน้ำมันให้ธุรกิจคือการสร้างทีมเดลิเวอรีนักปั่นรถที่รักการออกกำลัง ไปจนถึงลดระยะทางขนส่งวัตถุดิบให้สั้นที่สุด ร้านขายน้ำปั่นผักผลไม้ 5 สีอย่าง PukPun (ปลูกปั่น) มีความตั้งใจทำน้ำปั่นเพื่อสุขภาพจากสวนเกษตรอินทรีย์โดยปั่นสดส่งลูกค้าทุกเช้าด้วยจักรยานตั้งแต่ยุคที่เทรนด์ความยั่งยืนยังไม่เป็นที่พูดถึงมากเท่าทุกวันนี้ ความน่ารักอยู่ที่การเปิดรับสมัคร ‘นักปั่นปลูกปั่น’ พร้อมชวนด้วยข้อความจูงใจว่า ‘ถ้าคุณตื่นเช้า ชอบออกกำลังกาย และอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น งานนี้เหมาะกับคุณ’ โดยนักปั่นจะมีหน้าที่ขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าวันละประมาณ 2-4 ชั่วโมง ช่วงตี 5-10 โมง เพื่อส่งน้ำปั่น และยังมีหน้าที่เก็บขวดแบบ reuse จากวันก่อนกลับมาใช้ซ้ำ
อีกหนึ่งความใส่ใจของปลูกปั่นคือการเลือกใช้วัตถุดิบที่ใช้ระยะทางขนส่งไม่ไกล เพื่อคงความสดและลดการพึ่งพาสารเคมีระหว่างขนส่ง โดยมากกว่า 90% เป็นผักผลไม้จากสวนอินทรีย์และเครือข่ายเกษตรกรในประเทศ
โมเดลนี้จึงเป็นตัวอย่างของการต่อยอดสินค้าจากผลผลิตทางการเกษตรให้ยั่งยืนมากขึ้น หากผู้ประกอบการรายย่อยนำแนวคิดเรื่องการออกกำลังหรือเทรนด์สุขภาพมาผสานกับการคำนึงถึงความยั่งยืนทางอาหารและการขนส่ง ก็อาจพัฒนาเป็นทีมเล็กๆ ในชุมชนที่ช่วยกันผลิตและกระจายสินค้าได้เอง พร้อมชูความยั่งยืนเป็นจุดแข็ง สร้างความต่างในยุคที่การแข่งขันสูงและการค้าขายไม่ง่ายเหมือนเดิม
หลายครั้งเรามักคิดว่าการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจหรือใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จะต้องแลกมากับการลดบทบาทของแรงงานคน แต่ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอีกมุมว่า การลดการพึ่งพาน้ำมันสามารถเดินไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้คนในชุมชนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวเป็นทีมนักปั่น การพัฒนาระบบกระจายสินค้าในระดับชุมชน ในทางปฏิบัติผู้ประกอบการอาจไม่ได้ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในทันที แต่อาจเริ่มจากการปรับบางส่วนให้เหมาะกับบริบทของตัวเอง เช่น เพิ่มจุดจอดหรือจุดกระจายสินค้า วางแผนเส้นทางให้คุ้มค่าขึ้น หรือผสานพลังงานทางเลือกและระบบจัดการเข้ามาช่วย โดยยังคงรูปแบบธุรกิจเดิมไว้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การ ‘เลิกใช้รถ’ เสมอไป แต่คือการมองหาวิธีใหม่ในการขนส่งและกระจายสินค้าให้ยืดหยุ่น คล่องตัว และสอดรับกับต้นทุนที่เปลี่ยนไป พร้อมรักษาเสน่ห์การขายในชุมชนต่อไป
อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพ