Wellness Design

ปุจฉาเรื่องสุขภาวะกับ BDMS Wellness Clinic คลินิกที่ช่วย ‘ดีไซน์’ คุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ก่อนอื่นผู้เขียนอยากชวนตั้งคำถามก่อน ว่าการจะไปสถานที่ที่เรียกว่า ‘คลินิก’ เราจะไปด้วยเหตุใด

มีไข้เล็กน้อย

ทำแผลที่ไม่อุกฉกรรจ์ 

ปรึกษาวิธีรักษาเฉพาะทาง เช่น ทำฟัน

ฯลฯ 

ถึงคำตอบจะออกหน้าใด แต่หากสังเกตสักเล็กน้อยจะพบสิ่งหนึ่งที่พ้องกัน คือเราไปคลินิกด้วยวัตถุประสงค์ต้องการรักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น เหตุผลแทบไม่ต่างกันกับที่ต้องไปโรงพยาบาล

แต่ในยุคที่แนวคิด ‘wellness’ หรือจะ ‘longevity’ แพร่หลายจนกลายเป็นภาพใหญ่ระดับ เทรนด์โลก นั่นทำให้ธุรกิจคลินิกแปรเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการมีอยู่ไปอีกขั้น กล่าวคือ ไม่ใช่การรักษาก่อนเกิดโรคภัยเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อบริการที่ซัพพอร์ตการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจอย่างมีคุณภาพ

ข้างต้นคือสิ่งที่ ‘BDMS Wellness Clinic’ กำลังดำเนินอยู่ คลินิกแห่งนี้เกิดจากการต่อยอดของ ‘กรุงเทพดุสิตเวชการ’ หรือ ‘Bangkok Dusit Medical Services’ (BDMS) บริษัทผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ยืนยงมากว่า 50 ปี

การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน, การสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก, สุขภาพสมองและความจำ, สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด, สุขภาพฟัน (ทันตกรรม), สุขภาพผิวพรรณและสุขภาพเส้นผม, ส่งเสริมสุขภาพสตรีและช่วยเหลือผู้มีบุตรยาก ฯลฯ ที่ว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโปรแกรมการ ‘ดีไซน์’ สุขภาพดีรอบด้านของ BDMS Wellness Clinic ชนิดที่ครบองค์ประกอบโครงสร้างมนุษย์ ที่ละเอียดถึงขั้นจำแนกการดูแลตามความต่างของ DNA และเหนือกว่านั้นคือ epigenetics 

เราเดินทางไปยังถนนวิทยุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ BDMS Wellness Clinic เพื่อขอคำตอบจาก ‘คุณหมอจอย–แพทย์หญิงจิรา ถาวรประดิษฐ์’ (ว.36412) ผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู BDMS Wellness Clinic ถึงแนวคิดการบริการเพื่อออกแบบชีวิตที่ดีและยืนยาวของคลินิกแห่งนี้ว่าเป็นแบบไหนกัน

จากคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงเวชศาสตร์ป้องกันมานาน คุณหมอจอยมองว่านิยามของ Being Well จากอดีตจนตอนนี้พัฒนาไปไกลมากน้อยแค่ไหน

เมื่อก่อนหน้าที่ของอาชีพคนเป็นแพทย์ คือการรักษาพยาบาลเป็นหลัก การรักษาที่ว่าคือเราจะมองแต่ละคนว่ามาด้วยโรคภัยไข้เจ็บใดบ้าง ถ้าเป็นอาการป่วยแบบชั่วครั้งชั่วคราวมีแค่อาการติดเชื้อเราก็จะให้ยากลับไปรักษาอาการตามขั้นตอน 

อีกกลุ่มคือผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs (non-communicable diseases) เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง เราพบว่าปัจจุบันมีจำนวนเยอะขึ้น สิ่งที่อยากจะบอกคือผู้ป่วยสามารถอยู่กับโรคภัยไข้เจ็บประเภทนี้ได้ แต่สิ่งที่จะตามมาคือคุณภาพการใช้ชีวิตที่ลดลง ต้องมีการทานยาเป็นประจำ ต้องไปโรงพยาบาลเป็นประจำ หรือต้องมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด

ด้วยความที่มีผู้ป่วยประเภท NCDs ที่มากขึ้น กับในยุคที่เรามีผู้สูงอายุมากขึ้น เราจึงหันมาค้นหาความหมายของคำว่า well-being ใหม่อีกครั้ง ความหมายของคำว่า well-being ในยุคนี้คือการมีชีวิตที่ยืนยาวและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ รวมไปถึงการมี ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ อีกด้วย นั่นทำให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพที่หลากหลายมากขึ้นจนกลายเป็นเทรนด์ 

ไม่ใช่แค่เรื่องของ anti-aging แต่อุตสาหกรรมสุขภาพด้านอื่น ๆ ก็เติบโตขึ้นมาก เช่น Wellness Real Estate หรือที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างสถานที่ทำงานเมื่อก่อนเราอาจจะมีแค่โต๊ะทำงานก็พอ แต่ตอนนี้ต้องเป็นโต๊ะที่ปรับขึ้นปรับลงได้ ต้องมีเก้าอี้ที่มี ergonomic ต้องมีแสงไฟที่เหมาะสม หรือภายในบ้านที่ต้องมีเตียงนอนที่ดี และบริเวณรอบบ้านต้องอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ 

จากข้อมูลที่เรามียังพบอีกว่า เรื่องของแพทย์แผนไทยก็กำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพ เช่น เรื่องของการนวดคลายเส้นที่เติบโตขึ้นเยอะและมีวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์รองรับ อย่างทางศิริราชเองก็เปิดหลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่นอกจากเรื่องของการนวดแพทย์แผนไทย ยังมีเรื่องของการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรไทยตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน 

นอกจากนี้ กลุ่มตลาด mental wellness ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการที่คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพจิต ทำยังไงให้เรามีจิตใจที่ดีในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ฉะนั้น การที่เราเห็นกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโต นั่นสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของเทรนด์ well-being ปัจจุบัน ที่มองถึงเรื่องการป้องกันก่อนเกิดโรค และเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี ไม่ว่าจะการรับประทานอาหาร การนอน หรือการออกกำลังกาย ต่างจากอดีตที่มองว่าเป็นแค่เรื่องการมีอายุที่ยืนยาว

นั่นหมายถึงนิยามของคำว่า ‘การมีสุขภาพที่ดี’ ก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเช่นกัน?

มนุษย์เรามีโครงสร้าง มีการทำงานที่ค่อนข้างลึกมาก เดิมทีวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ลงลึกข้อมูลร่างกายของมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง เช่น การตรวจระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด  ค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ฯลฯ

แต่พอวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น มีการรวบรวมข้อมูล และประยุกต์ AI เข้ามาใช้ นั่นทำให้เราเข้าใจร่างกายลงไปลึกขึ้น เข้าใจสารชีวเคมีที่ร่างกายแสดงออกมาหรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า biomarkers อย่างเรื่องของฮอร์โมนในร่างกายที่มีหลายระดับ เช่น growth hormone (ฮอร์โมนการเจริญเติบโต), thyroid hormone (ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมระบบการเผาผลาญ) หรือเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) ที่เดิมเราเชื่อว่า การทำงานหนักแล้วจะป่วยง่าย อายุเยอะขึ้นจะทำให้ภูมิคุ้มกันแย่ลง เหล่านี้เรามีฐานข้อมูลที่จะช่วยให้การตรวจลงลึกได้ละเอียดขึ้นจาก biomarkers (ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ เช่น น้ำลาย เนื้อเยื่อ และปัสสาวะ เป็นต้น)

อย่างเรื่องการกินเมื่อก่อนเราเข้าใจว่า ‘กินดี’ เท่ากับ ‘กินครบ 5 หมู่’ แต่ในปัจจุบันเรารู้ถึงขั้นที่ว่า กรดอะมิโนตัวไหนช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น ตัวไหนทำให้ร่างกายมีพลัง ตัวไหนควรหลีกเลี่ยงในกลุ่มคนที่อ้วนง่าย แม้แต่วิตามินแร่ธาตุในร่างกายที่มีขายมากมาย เราดูได้ว่าวิตามินตัวไหนที่ร่างกายยังขาด ตัวไหนควรทาน ตัวไหนหาทานได้จากอาหาร

ปัจจุบันทางการแพทย์จึงมีสิ่งที่เรียกว่า ‘lifestyle medicine’ หรือ ‘เวชศาสตร์วิถีชีวิต’ ที่ช่วยแยกย่อยแก่นของคำว่า ‘สุขภาพดี’ ออกมา ให้เรารู้ได้ว่าการมีวิถีชีวิตแบบไหนที่ทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมช้าลง ถ้าไม่บาลานซ์เลยร่างกายก็จะเสื่อมได้ไว เปรียบเทียบเหมือนเราซื้อรถสปอร์ตมาคันหนึ่งแต่เอาไปใช้วิ่งแบกของ เอาไปวิ่งบนทางขรุขระ รถสปอร์ตก็เสี่ยงจะชำรุดได้ง่าย 

BDMS Wellness Clinic จึงเข้ามาช่วยดูแลปรับไลฟ์สไตล์โดยใช้ข้อมูลจากร่างกาย เพื่อมาให้คำแนะนำแก่ผู้ที่เข้ามารับการบริการอย่างเหมาะสม เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่าง และมีผลลัพธ์ปลายทางที่ไม่เหมือนกัน

เหมือนอย่างที่หลายคนหันมารักสุขภาพก็จริง แต่ยังไม่เข้าใจร่างกายตัวเองลึกซึ้งมากพอหรือเปล่า?

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในช่วงอายุน้อยของคนเราหลายคนค่อนข้างมีร่างกายที่แข็งแรง ในช่วงเวลานั้นเรามักจะทำอะไรได้ค่อนข้างดี เหมือนที่หลายคนออกไปวิ่งโชว์ตัวเลขเพซ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นคนที่ใส่ใจสุขภาพ 

ทว่าบางครั้งการใช้ร่างกายที่หนักจนเกินไปโดยไม่ได้บาลานซ์ให้ดี ก็อาจทำให้เกิดความเสื่อมของร่างกายที่เร็วขึ้น ดังนั้น ยิ่งเราใช้ร่างกายหนักเท่าไหร่ สิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงตามมาคือเข้าใจว่าร่างกายต้องการอะไร จะบาลานซ์ร่างกายยังไง และจะฟื้นฟูร่างกายยังไงให้เหมาะสมและเกิดความเสื่อมในร่างกายที่ช้าที่สุด

BDMS Wellness Clinic ทำยังไงให้ตัวเองต่างจากคลินิกดูแลสุขภาพอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

สิ่งที่ BDMS Wellness Clinic ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ที่เข้ามาใช้บริการ โดยจะต้องผ่านโปรแกรมการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เรียกว่า scientific wellness เพื่อรวบรวมดาต้าร่างกายเชิงลึกให้ได้มากที่สุด 

สิ่งที่ตามหลังจากนั้นเมื่อผลการตรวจออกมา เรามีทีมแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นทีมพยาบาล ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านประสบการณ์ผู้รับบริการ ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย ทีมนักกำหนดอาหาร ทีมนักกายภาพบำบัด ไปจนถึงทีมเภสัชกร ที่คอยให้คำปรึกษาดูแลรอบด้าน เพื่อให้ผลในการดูแลคนคนนั้นยั่งยืนที่สุด

คำว่า ‘ยั่งยืน’ ในทีนี้ ขอยกตัวอย่างการลดน้ำหนัก หลายคนพยายามลดน้ำหนักจนสำเร็จในช่วงแรก แต่กลับประสบปัญหาน้ำหนักโยโย่ ตรงนี้เราพยายามจะเปลี่ยนให้คนคนนั้นเข้าใจร่างกายมากขึ้น โดยใช้ข้อมูลสุขภาพที่มีมาถอดแบบและแก้ให้ตรงประเด็น เพื่อที่จะควบคุมดูแลน้ำหนักในเกณฑ์เหมาะสมระยะยาว ห่างไกลจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ได้อย่างหมาะสมที่สุด

ที่กล่าวมาคือ คีย์เวิร์ดสำคัญจากคำถามที่ว่า BDMS Wellness Clinic ทำยังไงให้แตกต่างจากที่อื่น โดยมีหัวใจหลัก 3 อย่าง คือ

หนึ่ง–Scientific Wellness ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อทราบถึงสุขภาพคนคนนั้น BDMS Wellness Clinic ได้ทำงานร่วมกับ N-Health ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์เอกชนที่ใหญ่ภายใต้เครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย อยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลร่างกายของผู้บริการให้ถูกต้องแม่นยำสำหรับวางแผนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเฉพาะบุคคลมากที่สุด 

สอง–ที่ BDMS Wellness Clinic เราทำงานกันเป็น ‘ทีม’ เพื่อการดูแลด้านสุขภาพเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาพในหลากหลายมิติ

สาม–Personalized Plan ต่างๆ ที่เราออกแบบให้แตกต่างไปตามแต่เฉพาะบุคคล เช่น Personalized Treatment และ Personalized Vitamins

และหลังจากผ่านทุกขั้นตอนมีการติดตามผลการดูแลอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่า คนที่เข้ามาใน BDMS Wellness Clinic จะได้รับการบริการดูแลสุขภาพยังไงบ้าง

ใครที่เข้ามาจะเห็นว่า BDMS Wellness Clinic มีอยู่หลายชั้น แต่ละชั้นจะเป็นแผนกดูแลเฉพาะทางในแต่ละด้าน แต่ภาพใหญ่ของเราจริงๆ คือการ ‘ดูแลสุขภาพแบบองค์รวม’ ผ่าน 8 คลินิกหลัก ที่ทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ Scientific Wellness เพื่อดูแลผู้เข้ารับบริการได้ในมิติที่หลากหลาย ได้แก่

  1. คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Prevention and Wellness Clinic) 
  2. คลินิกสร้างเสริมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal and Rehabilitation Clinic) 
  3. คลินิกสุขภาพสมองและความจำ (Brain Wellness Clinic) 
  4. คลินิกสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด (Preventive Cardiology Clinic) 
  5. คลินิกสุขภาพทางเดินอาหาร (Digestive Wellness Clinic) 
  6. คลินิกทันตกรรม (Dental Wellness Clinic) 
  7. คลินิกรักษาผู้มีบุตรยาก และส่งเสริมสุขภาพสตรี (Fertility and Women Wellness Clinic) 
  8. คลินิกผิวพรรณ ความงาม และสุขภาพเส้นผม (Aesthetic and Hair Wellness Clinic) 

เราเชื่อว่า ร่างกายของเราไม่สามารถดูแลแบบแยกระบบใดระบบหนึ่งได้ แม้กระทั่งเรื่องจิตใจและจิตวิญญาณ ดังนั้น คนที่เข้ามาเบื้องต้นจะได้พบกับแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อพูดคุยกันว่าสุขภาพของคุณเป็นยังไง การกินการนอนเป็นยังไง จุดมุ่งหมายเกี่ยวกับสุขภาพที่มองไว้เป็นยังไง ก่อนหน้านี้มีการดูแลตัวเองยังไงบ้าง หลังจากนั้นเราก็จะดีไซน์โปรแกรมการตรวจสุขภาพกัน 

ในการตรวจสุขภาพตรงนี้คล้ายกับการตรวจร่างกายประจำปี แต่ที่มากไปกว่านั้นคือเราตรวจลงลึกไปถึงระดับของยีน รหัสพันธุกรรม, ระดับฮอร์โมน, ระดับวิตามิน ฯลฯ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาคุยกันเพื่อดีไซน์การดูแลและการรักษากันอีกที 

ยกตัวอย่างเมื่อเจาะเลือดเสร็จเรียบร้อย เราก็จะพาไปที่แผนกคลินิก Musculoskeletal and Rehabilitation Clinic เพื่อทำ Fitness Test และ Posture Analysis เพื่อตรวจประเมินคุณภาพกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกว่าเป็นยังไงบ้าง และหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุด ไปที่แผนก Preventive Cardiology Clinic เพื่อตรวจเช็กสุขภาพของหัวใจ สุขภาพของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจเป็นยังไงบ้าง

ไปที่แผนก Brain Wellness Clinic เพื่อทำ MRI Brain ตรวจสอบการทำงานสมองและส่วนของความจำ ไปจนถึงการดูแลสุขภาพฟันที่ Dental Wellness Clinic เพื่อตรวจเช็กสุขภาพฟัน ไปจนถึงการทำ Smile Design ออกแบบรอยยิ้มผ่านความสวยงามของฟันเพื่อเพิ่มความมั่นใจเวลาพูด 

เหล่านี้เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งของบริการเฉพาะเจาะจงที่ได้จากการมาหาเรา ทั้งหมดคือการทำงานร่วมกันของบุคลากรทางการแพทย์ภายใต้กรอบของคำว่า ‘Scientific Wellness’ 

การดูแลสุขภาพคนคนหนึ่งในแบบของ BDMS Wellness Clinic ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน

อย่างที่บอกว่าโจทย์ของเราไม่ใช่การรักษาโรคให้หายแต่เป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ดังนั้นเรื่องการดูแลสุขภาพจึงเป็นเป้าหมายหรือกราฟระยะยาว ที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ ถ้าเป็นการดูแลรักษาอาการติดเชื้อ ไม่สบายเป็นหวัด คออักเสบ เราให้ยาสัก 2 สัปดาห์ดีขึ้นเป็นอันจบ แต่การดูแลเรื่องของสุขภาพเป็น journey กรอบการดูแลในคอร์สของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน 

สิ่งที่เราทำเสมอก่อนเริ่มคอร์สจึงเป็นการตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าอนาคตอีก 10 ปีคุณอยากเป็นยังไง หรือในระยะสั้นอีก 6 เดือนคุณอยากเป็นยังไง จากนั้นเราถึงร่วมกันออกแบบสร้าง physical wellness และ mental health wellness โดยใช้พื้นฐานร่างกายจากการเจาะเลือด จากการตรวจร่างกาย  มาทำความเข้าใจในร่างกายไปด้วยกัน

ยกตัวอย่างบางคนอาจมีปัญหานอนไม่หลับ สิ่งที่เราทำไม่ใช่เริ่มจากการให้ยา แต่เรามาพูดคุยกันก่อนว่าที่เป็นอยู่มันเกิดจากปัจจัยใดได้บ้าง บางคนอาจจะเกิดจากการออกกำลังกายหนัก บางคนอาจขาดธาตุเหล็ก ขาดแมกนีเซียม พอได้รับการเติมเต็มสองสัปดาห์ก็เริ่มดีขึ้น หรือบางกรณีที่เป็นมานานตั้งแต่หมดประจำเดือน ก็อาจจะต้องมีทีมแพทย์เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด 

ฉะนั้น การดูแลเรื่องของ wellness ในแต่ละคนจึงมีขอบเขตไม่เท่ากัน บางคนเห็นผลเร็ว บางคนเห็นผลช้า สำคัญคือเราจะเลือกทีมบุคลากรของเราเข้าไปดูแลยังไงให้เหมาะสม 

แม้แต่การเลือกกินวิตามินเองก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวบุคคล เพราะแต่ละคนการรับประทานอาหารไม่เหมือนกัน กิจวัตรในชีวิตที่มีก็ไม่เหมือนกัน โรคประจำตัวก็ไม่เหมือนกัน ลงลึกกว่านั้นบางคนอาจจะออกกำลังกายหนักแต่ไม่รับประทานผักเลย บางคนประจำเดือนมาเยอะกว่าปกติ 

ในเมื่อมีความต้องการแตกต่างกัน การจะเลือกซื้อวิตามินกินเองอาจจะเป็นเรื่องที่ยากและแก้ได้ไม่ตรงจุด การตรวจเลือดจึงเป็นทางออกที่ช่วยในการเลือกวิตามินได้อย่างเหมาะสม โดยที่ตับไตไม่ทำงานหนักมากเกินไป

เมื่อนึกตามแล้วเหมือนเป็นการค้นหา Wellness Life Blueprint ร่างกายของคนคนนั้นให้เจอ

ใช่ค่ะ จากประสบการณ์ของหมอและทีมแพทย์ที่ทำงานตรวจสุขภาพ ดูแลร่างกายผู้คนมามากมาย เราพบว่าการดูแลสุขภาพด้วยการปรับฮอร์โมน ปรับวิตามิน มันเห็นผลประมาณหนึ่ง แต่ภาพรวมของการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน เรื่องการใช้ชีวิต การนอนหลับต่างๆ ก็เป็นภาพรวมสำคัญ 

ดังนั้นโปรแกรม Wellness Journey ที่เราดีไซน์ออกมาในแบบเฉพาะบุคคล จะเหมือนเป็น Wellness Life Blueprint ของร่างกายเพื่อให้คนคนนั้นเข้าใจถึง ‘จิ๊กซอว์’ ต่างๆ  ที่ประกอบออกมาแล้วเป็นภาพร่างกายที่สมบูรณ์ 

ไม่ว่าจะจิ๊กซอว์การนอนหลับ จิ๊กซอว์ฮอร์โมน จิ๊กซอว์การกิน จิ๊กซอว์วิตามินและแร่ธาตุในร่างกาย จิ๊กซอว์ระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ เหล่านี้นำมาประกอบเป็นภาพรวมเดียวกัน และทำให้ผู้ที่เข้ารับบริการมี Wellness Joureny ที่ดีพร้อมกับทีม ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของเรา

ผู้ที่เข้ามาใช้บริการกับคลินิกส่วนใหญ่เป็นวัยไหน

ในอดีตคนที่เข้ามาคือคนที่มีอายุ 40-50 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รู้สึกว่าร่างกายตัวเองเปลี่ยนแปลง รู้สึกเพลียง่าย น้ำหนักขึ้นง่าย แต่ในปัจจุบันนับตั้งแต่ผ่านยุคโควิด-19 เป็นต้นมา หลายคนเริ่มตระหนักเรื่องของสุขภาพมากขึ้น คนเริ่มมองหาวิธีว่าจะทำยังไงให้ตัวเองไม่เจ็บป่วยหนักหากติดเชื้อ 

คนที่เข้ามาใช้บริการตอนนี้เลยมีตั้งแต่อายุ 16-20 ปี บางคนขอให้พ่อแม่พามาเพื่อดูว่าวิธีที่เขาดูแลร่างกายตัวเองอยู่ ทั้งการออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส กินอาหารสุขภาพตามโซเชียลฯ เป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วหรือยัง กรณีแบบนี้มีมาเยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ 

สิ่งที่ BDMS Wellness Clinic ทำอยู่จึงเป็นเหมือนการล้างภาพจำว่า การมาคลินิกเท่ากับการรักษาอาการเจ็บป่วยหรือเปล่า

ใช่ค่ะ จริงๆ การเราที่แยกออกมาจากโรงพยาบาล (BDMS) เป็นจุดมุ่งหมายของเราที่ไม่ได้ดูแลแต่คนเจ็บหรือคนป่วยอย่างเดียว ภาพจำของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่มักจะเกิดความกลัว เพราะคิดว่าการมาคลินิกก็เหมือนมาโรงพยาบาล มาทีก็เห็นคนป่วยนอนติดเตียง เห็นผู้ป่วยผ่าตัด 

คราวนี้เราบอกว่าอยากให้เรื่องของการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย มาแล้วมีความสุขที่จะมาดูแลสุขภาพ BDMS Wellness Clinic จึงอยากเป็นที่ที่เข้ามาแล้วช่วยดีไซน์ชีวิตในแบบที่อยากเป็น เพื่อเพิ่ม Healthspan ที่ยืนยาวมากขึ้นจวบจนวันสุดท้ายของชีวิต

บรรยากาศมวลรวมภายใน BDMS Wellness Clinic ที่ไม่เหมือนคลินิก แต่เหมือนโรงแรม เหมือนสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ก็มีส่วนช่วยให้ผู้ที่เข้ามารู้สึกผ่อนคลายด้วยใช่ไหม

ถูกต้องค่ะ เราตั้งใจอยากสร้างบรรยากาศที่เข้ามาแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกเหมือนมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้างสุขภาพที่ดี

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันธุรกิจ wellness ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงอุตสาหกรรมของตัวเอง แต่ยังต่อยอดร่วมมือกับอุตสาหกรรมอื่น อย่างที่ไม่นานมานี้ BDMS Wellness Clinic จับมือร่วมกับโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต เพื่อทำโปรเจกต์ BDMS Wellness Clinic Sri Panwa Phuket ช่วยเล่าตรงนี้ให้เราฟังหน่อย

ต้องบอกว่าเรื่องสุขภาพเป็นอะไรที่กว้างมากๆ บางเรื่องเราก็ไม่สามารถทำเองคนเดียวได้ พื้นฐานของ BDMS Wellness Clinic มาจากการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันโดยใช้ scientific wellness แต่ว่าภาพใหญ่ที่ประเทศไทยโดดเด่นมากๆ ตอนนี้คือ medical tourism ซึ่งชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่เราเรียกว่า primary wellness tourism ตั้งใจเดินทางมาบ้านเราเพื่อการพักผ่อนพร้อมกับรับการบริการสุขภาพที่ดี 

เมื่อเราเห็นจุดแข็งของประเทศไทยที่มีจุดแข็งทั้งด้านวัฒนธรรมและด้าน ecosystem wellness ทางทีมผู้บริหารของเราจึงมองหาโรงแรมระดับ 6 ดาวในไทย เพื่อร่วมกันทำโปรเจกต์ที่ตอบโจทย์เรื่องดังกล่าว ซึ่งเรามองไปที่โรงแรมศรีพันวาที่มีเป้าหมายเดียวกันกับเรา ก็เลยทำให้เกิดโปรแกรมรองรับนักท่องเที่ยวหรือคนไทย ที่อยากท่องเที่ยวพักผ่อนไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพเชิงลึกได้อย่างไร้รอยต่อ 

จุดแข็งของ hospitality นี้มีตั้งแต่เรื่องของอาหารการกินที่เราใช้เทคโนโลยีการตรวจผลเลือดและผลการตรวจร่างกาย เพื่อส่งต่อข้อมูลนั้นให้กับเชฟของโรมแรมเพื่อออกแบบโปรแกรมการจัดเมนูอาหารให้กับผู้รับบริการได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่เขามาพักผ่อน 

ทั้งยังมีการออกแบบกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างเรื่องจิตวิญญาณ เช่น โยคะ พิลาทิส การนั่งสมาธิ การออกแบบโปรแกรม Sleep Quality หรือแม้กระทั่งการมีทีมแพทย์และพยาบาลเตรียมพร้อมดูแลผู้ป่วยที่เข้ามาพักในโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต เพื่อให้การดูแลสะดวกรวดเร็วและครบวงจรเรื่องของสุขภาพมากที่สุด

เรื่อง mental wellness ถือเป็นจุดชูโรงของบ้านเราที่ประเทศอื่นอาจยังไม่มีหรือยังตามไม่ทัน ดังนั้นพวกเรื่องของกิจกรรมอื่นๆ เช่น เดินเขา ปั่นจักรยาน หรือธุรกิจที่พักอาศัยเหล่านี้สามารถจับมือร่วมกันกับภาค medical wellness เพื่อขยายขอบเขตของอุตสาหกรรม wellness tourism ได้

คุณคิดว่า wellness ecosystem จะช่วยยกระดับตัวเลข GDP ประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหนในอนาคต

การเติบโตของ wellness ecosystem ในไทยถือว่าเติบโตค่อนข้างเร็วมากแม้มูลค่าตลาดของเราอาจยังไม่สูงเทียบเท่าต่างประเทศ โดยประเทศไทยมีมูลค่าตลาด wellness ในปี 2567 ไทยอยู่ที่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 38.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 ติดในอันดับที่ 24 ของโลก และครองอันดับ 7 ด้านอัตราการเติบโตที่ 10.1% ระหว่างปี 2566-2567 

ภาพการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ยังถือเป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจด้วยมูลค่า 14.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และมีอัตราการเติบโตมากสูงถึง 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก สอดคล้องกับทิศทางตลาด wellness โลกที่คาดว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 1.38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9.1% ต่อปี

การที่เราเติบโตได้ไวสะท้อนให้เห็นว่า มีกลุ่มคนที่เข้ามาใช้บริการที่เห็นความสำคัญในสิ่งที่เราสร้างขึ้น และยังเป็นตัวเลขที่เติบโตได้ต่อเนื่อง ทางรัฐบาลเองก็ช่วยโปรโมตเรื่อง wellness tourism ในขณะที่ ecosystem wellness ของเราไม่ว่าจะเรื่องของโภชนาการ บริการสปา น้ำพุร้อน นวดแผนไทย hospitality ไปจนถึงสถานพยาบาลหลายแห่งก็ได้การรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) จากนานาชาติ ที่ถือว่าอยู่ในจำนวนที่เยอะเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

ดังนั้น หากประเทศไทยยกระดับจากภาพลักษณ์ของการเป็นประเทศที่ ‘รักษาเก่ง’ ไปสู่การเป็นประเทศแห่ง ‘การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างเป็นระบบ’ ที่เน้น Preventive, Predictive และ Personalized Wellness อย่างจริงจัง ประเทศไทยจะมีศักยภาพที่ก้าวขึ้นสู่ top tier ของการเป็น wellness hub ระดับโลกได้แน่นอน 

ในระยะยาว ความสำเร็จของอุตสาหกรรม eellness จะไม่ได้สะท้อนเพียงตัวเลข GDP เท่านั้น แต่ยังสะท้อนเรื่องของ Wellness Index ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอายุขัยที่มีคุณภาพ หรือคุณภาพของ healthspan ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับ productivity ของประชากรไทย ที่หมายถึงคุณภาพชีวิต ไม่ใช่เพียงเรื่องตัวเลขระดับรายได้

ในมุมของคุณหมอจอย เรื่องเทรนด์ wellness หรือ wellness ecosystem จะเป็นเรื่องระยะยาวหรือเป็นแค่ความนิยมที่เกิดแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

เป็นเรื่องของระยะยาวและเป็นการวางแผนระยะยาว เรื่องของสุขภาพทุกวันนี้ไม่ได้กระทบอยู่แค่ในภาคอุตสาหกรรม wellness แต่มันกระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจของโลกและหน่วยย่อยนั่นคือประเทศไทย รวมไปถึงเศรษฐกิจภายในครอบครัว 

ฉะนั้น เทรนด์การดูแลสุขภาพมันจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่ชั่วข้ามคืน แต่จะเป็นเทรนด์ที่มาแล้วอยู่ยาว อย่างเรื่องของ healthspan ทุกคนอยากมีชีวิตที่ยืนยาว เหมือนที่เรามักจะอวยพรญาติผู้ใหญ่ว่า ขอให้มีชีวิตที่ยืนยาว แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนใหม่คือมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง 

เรื่องของเทคโนโลยีอย่าง AI ที่ช่วยเราเก็บดาต้าร่างกายลงลึกไปถึงระดับยีน, การศึกษา epigenetics ที่ช่วยเราถอดพิมพ์เขียวของร่างกาย เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาซัพพอร์ตให้เราเข้าใจร่างกายมากขึ้น และทำให้เรื่องของเทรนด์ wellness อยู่ในกระแสหลักระยะยาว

Writer

นักเขียนผู้หลงใหลโลกของฟุตบอล สนีกเกอร์ และกันพลา

Photographer

ทำงานให้งานมันท้อเรา ig : chinnakanc

You Might Also Like