local economy
จากทางผ่านสู่หัวเมืองภาคเหนือ ‘ลำพูน’ ทำยังไงให้กลายเป็น ‘เมืองตั้งใจพัฒนา’
‘ลำพูน’ จังหวัดที่อดีตเคยมองว่าเป็นแค่ทางผ่านไปสู่หัวเมืองภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ทว่าพักหลังกลับพัฒนาจนกลายเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่หลายคนเตรียมแพ็กกระเป๋าไปเยือนสักครั้ง บ้างเตรียมจับจองลงทุนซื้อพื้นที่ที่ยังว่างอยู่
สายไฟฟ้าลงดิน ถนนราบเรียบ มาสคอตสุดน่ารัก ฯลฯ เราชวนหาคำตอบว่า วิธีคิดและปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ลำพูนกลายเป็น ‘เมืองตั้งใจพัฒนา’ ที่มีดีทั้งในแง่เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตคนท้องถิ่น ใน Recap ตอนนี้
อดีตเมืองเก่าแก่ที่เปลี่ยนผ่านสู่นิคมอุตสาหกรรมสำคัญทางภาคเหนือ

ในอดีตเมื่อพูดถึงลำพูน ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือบรรยากาศแมกไม้ธรรมชาติสุดสโลว์ไลฟ์ สวนลำไยของชาวบ้าน หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร, โบราณสถานกู่ช้าง กู่ม้า หรืออนุสาวรีย์พระนางจามเทวี จนกระทั่งในปี 2526 ได้เกิดจุดเปลี่ยนแรก เมื่อการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้เลือกลำพูนเป็นพื้นที่จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาบรรดาเมืองรองของภูมิภาคต่างๆ ด้วยงบประมาณ 438 ล้านบาท
จากนโยบายดังกล่าวรัฐบาลในยุคนั้นใช้เวลา 2 ปี ในการพัฒนาลำพูนให้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมเต็มตัว โดยในช่วงแรกเน้นไปที่อุตสาหกรรมเพาะปลูกและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จากการที่มีทรัพยากรและแรงงานที่เชี่ยวชาญเป็นทุนเดิม
กระทั่งในดือนกันยายน ปี 2528 สหรัฐฯ ประกาศข้อตกลง Plaza Accord ร่วมกันในกลุ่มประเทศ G5 ด้วยการลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มค่าเงินเยนและเงินมาร์ก เพื่อช่วยเหลือสหรัฐฯ ที่กำลังประสบปัญหาภาวะขาดดุลการค้าอย่างหนัก เหตุดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตฟองสบู่แตกฉับพลัน เศรษฐกิจฝืดเคือง นั่นทำให้บรรดาบริษัทญี่ปุ่นตัดสินใจมองหาฐานการผลิตใหม่นอกประเทศที่มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อย
ในช่วงเวลาดังกล่าวมีบริษัทจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ทยอยเข้ามาลงทุนตั้งถิ่นฐานในเมืองหละปูน อาทิ Murata Electronics ก่อนจะมีบริษัทจากฟากยุโรปที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตจิวเวลรีส่งผลให้ตัวเลข GPP ของจังหวัดมากกว่า 50% มาจากภาคอุตสาหกรรม
ถึงเวลาพัฒนาสู่การเป็น Smart City

แม้จะถูกยกให้เป็นเมืองที่มี GPP สูงที่สุดในภาคเหนือ โดยมีแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 86,800-91,500 ล้านบาทต่อปี แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือภาพรวมของลำพูนยังดูไม่ทันสมัยเท่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ถนนยังเป็นหลุมบ่อ ปัญหาขยะและของเสีย ไปจนถึงการเดินทางที่ลำบาก
กระทั่งปี 2563 เป็นต้นมาหลายคนหันกลับมาสนใจเมืองเก่าแก่นี้อีกครั้ง จากการที่จังหวัดมีการขานรับแนวคิด ‘Bio-Circular-Green Economy Model’ (BCG) หรือโมเดลการพัฒนาด้านเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว ในเว็บไซต์ของ สอวช. (สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ) ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวคือหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 13
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ยังร่วมกับ อบจ.ลำพูน วางแผนขับเคลื่อน ‘Smart Economy’ โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยวและความปลอดภัยชุมชน ในกลุ่ม Northern Smart City นั่นคือ เชียงใหม่, ลำพูน และลำปาง
ถามว่านับตั้งแต่ปี 2563 ลำพูนถูกพัฒนาต่อยังไงบ้างหลังมีนโยบายข้างต้นเข้ามาเกี่ยวข้อง?
อย่างแรกคือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เช่น สายไฟและสายสื่อสารที่ดำเนินการนำลงดิน (เป็นการทำต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งปัจจุบันถูกนำลงดินไปแล้ว 8 กิโลเมตร, ถนนสายหลักและสายรองสำคัญในลำพูนที่ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 80% อาทิ สาย 106 (ป่าซาง-ลี้) ที่ได้รับการพัฒนาเป็น 4 เลน
ส่วนปัญหาขนส่งสาธารณะที่มีการร้องเรียน ทาง อบจ.ลำพูนได้ทดลองนำ ‘Lamphun EV Shuttle Bus’ รถบัสไฟฟ้าสำหรับรับ-ส่งประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีเส้นทางหลัก 3 สายคือ สายเมืองเก่า สายนิคม และสายมุ่งสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมไปถึงการติดต่อกับ Anywheel บริษัทผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะจากสิงคโปร์ โดยนำร่องให้บริการตามจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น สวนม่วนใจ๋, ประตูท่านาง, อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี และสถานีรถไฟลำพูน เพื่อแก้ปัญหารถติดโดยเฉพาะในช่วงหน้าเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ
และที่สำคัญคือการเป็นต้นแบบ ‘จังหวัดสะอาด’ อันดับ 1 ของประเทศ ผ่านนโยบาย ‘ลำพูนเมืองสะอาด’ ที่ทาง อบจ.รณรงค์ให้ชาวหละปูนหันมาจัดการขยะอย่างเป็นระบบและงดการใช้พลาสติก เช่น นโยบาย ‘ถังขยะเปียกลดโลกร้อน’ ที่ส่งเสริมให้ครัวเรือนคัดแยกขยะอาหาร โดยมีหน่วยงานภายนอกรับรองเรื่องคาร์บอนเครดิต, นโยบาย ‘คนลำพูนร่วมใจ’ จัดตั้งธนาคารขยะในโรงเรียนและชุมชน เปิดให้รับฝากและขายขยะรีไซเคิลแบบเดียวกับระบบธนาคารทั่วไป เพื่อสร้างรายได้และสวัสดิการในชุมชน นอกจากนี้ในส่วนของขยะจากนิคมอุตสาหกรรมยังมีการพัฒนาซอฟแวร์ควบคุมการลักลอบทิ้งขยะอันตราย และใช้ระบบ oxidation pond ระบบบ่อบำบัดน้ำเสียกำจัดสารอินทรีย์
อบจ.ลำพูนยังนำนวัตกรรม ‘โดรนเทอร์มอล’ (Thermal Drone) ตรวจจับความร้อน สำหรับชี้พิกัดจุดเกิดไฟป่า พร้อมควบคุมกับการรณรงค์ให้ชาวบ้านงดเผาป่า รวมไปถึงร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สร้างชุมชนต้นแบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป โดย กฟภ.ยังรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคา 2.2 บาทต่อหน่วย
สร้างอัตลักษณ์ให้ท้องถิ่นผ่านมาสคอต ‘ขันโต๊ก’ น้องไก่สุดน่ารัก

อีกหนึ่งความน่าสนใจของจังหวัดลำพูนคือการสร้างอัตลักษณ์ให้แก่จังหวัดด้วยมาสคอต ‘น้องขันโต๊ก’ ที่หยิบลักษณะของ ‘ไก่เหลาป่าก๋อย’ ไก่ชนสายพันธุ์ดังจากจังหวัดลำพูน ผสมผสานกับความเชื่อเรื่องปีนักษัตรประจำของพระธาตุหริภุญชัย มาเป็นตัวแทนพรีเซนต์โครงการและอีเวนต์ของจังหวัด รวมถึงปรากฏตัวบนของที่ระลึกจังหวัด
ซึ่งชื่อขันโต๊กมาจากคำว่า ‘ขันโตก’ ภาชนะวางอาหารของภาคเหนือ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดลำพูน ผ่าน ‘โต๊กเค่น’ หรือโทเคนที่นักท่องเที่ยวสามารถสะสมจากร้านค้าท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการราว 140 ร้านค้า เพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์ในการซื้อครั้งถัดไป รวมมูลค่า 2 ล้านบาท
การสร้างมาสคอตแบบนี้เองทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกจับต้องจังหวัดได้ง่ายขึ้น และเปิดประตูสู่การเป็นที่ท่องเที่ยวไวรัล เหมือนที่จังหวัดสมุทรสงครามมีน้องปาป้าทูทู่ หรือคุมะมง ของจังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นทูตในการสื่อสารกิจกรรม จนท้องถิ่นรู้สึกผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ถึงตรงนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างการเป็นเมืองตั้งใจพัฒนาของลำพูน ที่ไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองจากพรรคใดพรรคหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เกิดจากความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่ร่วมใจก่ออิฐทีละก้อนจนกลายเป็นเมืองที่แข็งแรง โดยมี ‘นโยบาย’ ที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบทยุคสมัย เป็นเสมือนหางเสือขับเคลื่อนจังหวัด ซึ่งอาจเป็นโมเดลต้นแบบให้จังหวัดอื่นได้ทำตามหากประสบความสำเร็จ
อนาคตลำพูนยังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จากการที่บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในนิคมอยู่ตลอด โดยเฉพาะในยุคที่อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีการแข่งขันสูง ทั้งยังถูกบรรจุเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC: Northern Economic Corridor) ร่วมกับเชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง ต้องมาดูกันต่อว่าจังหวัดจะรักษามาตรฐานที่เป็นอยู่แบบนี้ได้ต่อไปมากน้อยแค่ไหน
ที่มา
- lamphun.go.th
- nrie.ieat.go.th
- bcg.in.th/news/lamphun-province-organizes-a-discussion-on-the-topic-the-future-of-lamphun-and-the-drive-for-the-northern-special-economic-corridor
- nxpo.or.th
- lamphun.nso.go.th/lamphun/images/infographic/nofrom63.pdf
- depa.or.th/th/article-view/20201103_06
- facebook.com/share/p/1Bs5qtrp89