ตลกขบคิด
จับ ‘ไบรท์ไร้ไขมัน’ ครีเอเตอร์ดาวรุ่งสายฮา มาลีนสูตรสำเร็จในการทำละครแนวตั้งล้านวิว
ในยุคที่โลกโซเชียลฯ สุกงอม ใครต่อใครต่างลุกขึ้นมาเป็นครีเอเตอร์สร้างแชนแนลของตัวเอง อัพโหลดคอนเทนต์สร้างสรรค์ตั้งแต่โชว์กินจุกินอร่อย อวดน้องหมาน้องแมว ออกแบบกฎกติกาเล่นสนุกกับแก๊งเพื่อนตัวป่วน หรือ ‘ละครแนวตั้ง’ ที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นทุกวัน
เช่นเดียวกับ ‘ไบรท์–เอกรัตน์ คงสถิตย์’ หรือ ‘ไบรท์ไร้ไขมัน’ (brightekkarat) ที่ใช้เวลา 2 ปีกว่า สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จากครีเอเตอร์มือใหม่สายฮา จนวันนี้กลายเป็นแอ็กเคานต์ที่มีผู้ติดตามหลัก 1.5 ล้านบนแพลตฟอร์ม TikTok และจำนวนหลักแสนบนแพลตฟอร์มอื่นๆ พ่วงด้วยรางวัล TikTok Awards Storyteller of the Year แห่งปี 2025
สิ่งที่ทำให้ไบรท์ไร้ไขมันประสบความสำเร็จ เป็นภาพจำในระยะเวลาอันสั้น คือการผสมผสานระหว่างเทคนิค ‘ละครแนวตั้ง’ ย่อยง่ายดูเพลิน กับ ‘ความฮา’ ในแบบซิตคอม จากการหยิบประเด็นใกล้ตัว ทั้งเรื่องราวปัจจุบันทันด่วนในสังคม, สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันตามแบบนิสัยคนไทย, หยอกล้อกีฬาฟุตบอลในวงเพื่อน แม้กระทั่งโรลเพลย์เป็นจังหวัดนั้นๆ
และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าคอนเทนต์ที่ว่ามาดำเนินด้วยเขาคนเดียวตลอดทั้งคลิป และตลอดทั้งกระบวนการผลิต
“ผมคิดเสมอว่าอะไรที่ทำแล้วตัวเองไม่ตลก คนดูยังไงก็ไม่มีวันตลกตาม ผมจะไม่ทำ” ครีเอเตอร์หนุ่มว่าแบบนั้น
เส้นทางการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ของเขาเริ่มจากตรงไหน ทำไมถึงต้องเป็นละครแนวตั้งแบบซิตคอม สารตั้งต้นการคิดคอนเทนต์มาจากอะไร และคอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถเป็นอาชีพหรือธุรกิจที่หล่อเลี้ยงคนคนหนึ่งได้จริงไหม เราชวนไบรท์มาลีนคำตอบทั้งหมดผ่านบทสนทนานี้

#ครีเอเตอร์มือใหม่
เด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบการอยู่หน้ากล้องกับการเป็นนักเขียนบททีมโจ๊กเกอร์ แฟมิลี่
“เอาจริงจังเลยนะ ฝันแรกของผมคือการเป็นพิธีกรหน้ากล้อง ผมเป็นคนกล้าแสดงออกมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนผมก็มีโอกาสเป็นพิธีกรของมหาวิทยาลัย”
ไบรท์เกริ่นนำถึงจุดเริ่มต้นการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ให้เราฟัง ถึงจะดูเป็นคนตลกเฮฮาหามุมจริงจังได้ยาก แต่ตัวตนของเขากลับอุดมด้วยฝันจริงจังเต็มเปี่ยม สิ่งที่เขาตั้งเป้าเสมอคือการเป็นพิธีกรขับเคลื่อนรายการสักรายการหนึ่ง
เมื่อมีฝันก็ต้องทำตามฝัน ไบรท์เริ่มต้นเส้นทางจากการสมัครเป็นอินเทิร์นประจำสถานีวิทยุเอไทม์ มีเดีย ฝึกวิชาการเป็นครีเอฟกับรายการดัง เช่น จันทร์ Shock โลก และพุธทอล์ค พุธโทร ซึ่งในระยะเวลา 3 เดือนนี้ เด็กหนุ่มได้เฉิดฉายไอเดียคอเมดี้ของตัวเองผ่านการเขียนสคริปต์ งานเล็กบ้างใหญ่บ้าง ทว่าสิ่งที่เขาค้นพบคือตนเองมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นคนฟังตลกไปกับมุกที่คิด
กระทั่งเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชีวิตของเด็กหนุ่มมายืนอยู่บนทางแยกอีกครั้ง และฝันที่เพิ่มมามากกว่าหนึ่ง จากฝันแรกคือพิธีกรหน้ากล้อง ตอนนี้มีฝันที่สองคือการเป็นครีเอทีฟขีดเส้นตัวโตๆ กำกับว่า ‘สายฮา’ ก่อนจะเริ่มชีวิตการทำงานกับการเป็นครีเอทีฟเขียนบทให้กับรายการก็มาดิคร้าบ ของทีมโจ๊กเกอร์ แฟมิลี่
“หลังเรียนจบผมยื่นสมัครงานไปหลายที่ ก่อนจะมี 2 บริษัทที่ติดต่อมา บริษัทแรกเป็นแชนแนลยูทูบ กับอีกบริษัทคือโจ๊กเกอร์ แฟมิลี่ ของพี่ตั๊ก (บริบูรณ์ จันทร์เรือง) ซึ่งพี่เขาเป็นคนโทรติดต่อมาทาบทามด้วยตัวเอง เลยรู้สึกว่านี่แหละทางของเรา ก็เลยได้ทำงานเขียนบทซิตคอมที่นั่น เรียนรู้ศาสตร์ตลกจากพี่ตั๊ก พี่บอล (บอล เชิญยิ้ม) จากพี่แจ๊ส (แจ๊ส ชวนชื่น)
“ศาสตร์ที่ได้มาจากคนที่เขาเป็นตลกอาชีพจริงๆ มันเหมือนเป็นหลักวิชาการของสายตลกเลย คือมันมีกระบวนการที่เราไม่เคยรู้เบื้องหลัง ต้องมีตัวปู ตัวชง ตัวเซ่อ นักแสดงทุกคนถูกวางคาแร็กเตอร์ไว้หมด ตอบคำถามว่าทำไมตัวที่พี่บอลเล่นถึงไม่โดนแกล้งเลยเพราะเขาเป็นตัวปูมุก
“ถามว่าโหดไหม การเป็นครีเอทีฟรายการตลก โหดครับ” ไบรท์หัวเราะ “อย่างแรกคือเราเพิ่งจบใหม่ทำงานที่นี่เป็นที่แรก อีกอย่างคืองานของผมไม่ได้จบที่เขียนบทเงียบๆ หลังฉาก ต้องไปที่สตูดิโอถ่ายทำบรีฟนักแสดง บรีฟช่างภาพ บอกบทกับ OB ให้สวิตช์ภาพ เป็นกองถ่ายที่ใหญ่และงานยากมาก”

#เปิดการมองเห็น
‘ไบรท์ไร้ไขมัน’ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ซิตคอมแนวตั้ง
“แล้วไบรท์ไร้ไขมันเริ่มจากตรงไหน” ผู้เขียนรอฟังคำถามด้วยใจจดจ่อ
ถ้าย้อนกลับไปสัก 15 ปีก่อน การเป็นเด็กจบใหม่ที่ได้ทำงานกับนักแสดงดัง อยู่ในบริษัทที่มั่นคง เป็นส่วนหนึ่งของรายการยอดฮิตแตะหลักล้านวิวไม่ว่าจะออกมากี่ตอนต่อกี่ตอน แต่ในยุคที่สื่อบันเทิงบนสถานีโทรทัศน์เอาแน่เอานอนไม่ได้ แนวคิดแบบเด็กเจนฯ Z ตอนต้น และอย่างที่พี่ตูน บอดี้สแลมกล่าวไว้ว่า ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน ไบรท์จึงตัดสินใจลาออกมาทดลองค้นหาตัวตนอีกครั้ง
“ผมเป็นเด็กในเจเนอเรชั่นที่ต้องการการเติบโตที่มันรวดเร็วแตกต่าง คือถ้าเราทำงานแล้วรู้สึกว่าที่ตรงนี้มันไม่ใช่ก็อยากจะออกไปหาโอกาสใหม่ๆ แต่ไม่ใช่จู่ๆ กลายมาเป็นไบรท์ไร้ไขมันทันทีนะ ตอนนั้นผมออกมาขายโกโก้ก่อนด้วยซ้ำ
“ระหว่างที่ผมขายโกโก้ ผมคุยกับแฟนว่าอยากหางานเสริมเล็กๆ ทำ เลยนึกไอเดียอยากทำคลิปโปรโมตร้าน เผื่อคนจะรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น และจะได้นำวิชาครีเอทีฟที่สั่งสมมาลองใช้ดู เลยทำคอนเทนต์ออนไลน์เป็นคลิปวิดีโอตลกสั้นๆ ลงบน TikTok ทำออกมาเป็นสิบๆ คลิป แต่ที่ดังคือคลิปที่ล้อเลียนกระแสสังคมตอนนั้น
“คลิปที่บอกว่าให้พิซซ่าเรามาฟรีไม่งั้นจะตกอเวจี ปอยเปตแสนล้านภพแสนล้านชาติ ผมเปลี่ยนเป็นเอาโกโก้มาให้เราฟรีแทน ปรากฏว่าคนดูนึกว่าคนในคลิปที่ล้อเลียนมาที่ร้านผมจริงๆ กลายเป็นว่าฟีดมันดัน เพราะตอนนั้นใน TikTok ยังไม่ค่อยมีคอนเทนต์แนวเล่าเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นคอนเทนต์แนวเต้น แนวลิปซิงค์ร้องเพลงมากกว่า
“พอทำไปเรื่อยๆ มันเกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย สิ่งทำอยู่มันสนุกดีนี่หว่า จนมาถึงคลิปล้านวิวแรกที่หยิบมีมของต่างประเทศมาเล่น ในคลิปนั้นผมสวมบทเป็นอาหวังเข้าไปกางร่มให้ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเล่นโดยแฟนผม ถามเขาว่ากลับบ้านยังไงครับ พอผู้หญิงบอกว่าแฟนมารับผมก็หุบร่ม สักพักเขาบอกว่าคงต้องกลับคนเดียว แล้วผมก็กางร่มใหม่อะไรประมาณนี้
“จากคลิปนั้นผมเลยปฏิญาณกับตัวเองว่า ต่อไปจะสร้างมาตรฐานไว้เลยว่า ทุกคลิปที่ทำยอดคนดูต้องไม่ต่ำกว่าแสนวิว เพราะถ้ามันถึงตามเป้าแสดงว่าคนดูเขาสนุก เข้าใจถึงสิ่งที่เรากำลังสื่อ” ไบรท์กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
เหตุนี้ไบรท์จึงตัดสินใจออกมาสร้างช่องคอนเทนต์ของตัวเองจริงจัง ซึ่งการเป็นครีเอเตอร์ที่ดีนอกจากเรื่องของมาตรฐานคอนเทนต์ ‘ชื่อช่อง’ ก็เป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่สำคัญที่ทำให้คนจดจำได้
อย่างไรก็ดี ไบรท์เฉลยถึงที่มาของชื่อไบรท์ไร้ไขมันด้วยอารมณ์ขันว่า ไม่ได้มาจากการที่ตนเองเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสหรือขายคอร์สออกกำลังกายตามที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นการหยิบฉายาที่เพื่อนตั้งให้สมัยเรียนมัธยมมาใช้ ที่ในตอนนั้นเป็นคนชอบออกกำลังกายจนผอมแห้ง ที่เจ้าตัวคิดๆ แล้วน่าจะเป็นชื่อที่ติดหูได้ง่าย
“ไบรท์ไร้ไขมันเป็นฉายาตอนมัธยมที่เพื่อนตั้งให้ครับ สมัยเด็กๆ เป็นคนชอบออกกำลังกายจนตัวผอมแห้งหนังติดกระดูก ผอมจนคนแซวว่าผมเหมือนก้างปลาทู ผมคิดว่าน่าจะเป็นชื่อที่คนจำง่าย แต่หลายคนชอบคิดว่าผมขายคอร์สลดน้ำหนัก ขอบอกว่าไม่ใช่นะครับ”

#ดันขึ้นหน้าฟีด
หากิมมิกให้ตัวเองด้วยการโรลเพลย์ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว ประเด็นในสังคม ทีมบอลดัง จนถึงคาแร็กเตอร์ดังประจำจังหวัด
ยุคนี้ความฮาอย่างเดียวไม่น่ามัดใจผู้ติดตามได้อยู่หมัด การหา ‘กิมมิก’ สร้างความยูนีกจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ในมุมของไบรท์ไร้ไขมันกิมมิกที่เขาสร้างขึ้นคือการ ‘โรลเพลย์’ ที่ไม่ใช่การสวมบทบาทเป็นคนดังคนใด แต่โรลเพลย์สร้างคาแร็กเตอร์ ‘คนธรรมดา’ จากบริบทสามัญใกล้ตัวที่ใครก็ต้องเคยเจอ ทั้งเจ้านาย vs ลูกน้อง, เด็กนักเรียนแต่ละประเภทในห้อง, ถ้าจังหวัดมีชีวิตจะเป็นคนแบบไหน โดยเล่าในกรอบรูปแบบละครซิตคอมแนวตั้งเนื้อหากระชับ
“มันเริ่มมาจากการที่ผมอยากให้คนดูรู้สึกรีเลตกับคอนเทนต์ที่ทำในรูปแบบวิดีโอสั้นๆ รู้สึกว่าเขาก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้เหมือนกัน ที่ผ่านมามีคนเคยทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ แต่ยังไม่เคยมีใครนำเสนอในรูปแบบละครสั้น ผมก็ใช้วิชาการเขียนบทละครที่ตักตวงสะสมมาลองเขียนบทจำลองเป็นสถานการณ์ในออฟฟิศบ้าง ในโรงเรียนบ้าง
“ถามว่าแล้วมันต่างจากคอนเทนต์ของคนอื่นยังไง ผมว่ามันคือเรื่องของการลงดีเทลเนื้อหา ตั้งโจทย์ก่อนว่า เราอยากจะเล่าอะไร และคนดูกำลังสนใจกับอะไร ผมยกตัวอย่างคลิปที่หยิบเรื่องกีฬาสีในโรงเรียน ผมครีเอตประเด็นให้มันยิ่งใหญ่เสียดสีกับการเมือง ประธานสีแอบเอางบไปกินหมูกระทะ หรือตั้งหัวข้อที่แบบทุกคนต้องเคยตั้งคำถามตอนเป็นเด็ก เช่น ทำไมครูพละแทบทุกโรงเรียนถึงต้องเป็นแฟนกับครูสอนนาฏศิลป์ พอมันแมสขึ้นก็ขยายเป้าหมายไปกลุ่มคนดูวัยทำงาน หยิบเรื่องวิถีชีวิตคนในออฟฟิศมาเล่า
“หรืออย่างซิตคอมตระกูลจังหวัด สมมติกระบี่ปะทะภูเก็ต สิ่งที่ผมทำคือการรีเสิร์ชหาข้อเท็จจริง อ่านคอมเมนต์ของคนในเฟซบุ๊ก ใน TikTok เริ่มจากเรื่องทั่วไป เช่น ในจังหวัดมีของดีขึ้นชื่ออะไรบ้าง ร้านอาหารอร่อย ที่ท่องเที่ยวดังประจำจังหวัด ถามข้อมูลจากคนที่เขาอยู่ที่นั่นจริงๆ รวบรวมข้อมูลแล้วค่อยสวมบทเป็นคนจังหวัดนั้น”
ตัวอย่างคอนเทนต์ที่หยิบสถานการณ์ป่วนๆ ในรั้วโรงเรียนมาเล่า
ที่เป็นไวรัลสุดๆ คือการโรลเพลย์เป็นสโมสรฟุตบอลดังที่เรียกเรตติ้งได้ทุกสัปดาห์
“อย่างกีฬาฟุตบอลความสนุกของมันคือการได้แซวกันในฐานะแฟนบอล เมื่อคืนทีมแพ้ไม่อยากไปทำงานเลยเดี๋ยวโดนแซว ซึ่งผมคิดอีกมุมหนึ่งคือถ้าทีมฟุตบอลทีมนั้นเป็นคนจะเป็นยังไง เลยสร้างสถานการณ์จำลองเป็น ‘โรงเรียนฟุตบอล’ มีทีมดังเป็นนักเรียน เช่น เชลซี, ลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และแมนฯ ซิตี้ ที่ต้องส่งการบ้านครูซึ่งก็คือผลการแข่งขันประจำสัปดาห์ ที่คนดูชอบเพราะได้แซว ได้บลัฟกัน”
คอนเทนต์โรงเรียนฟุตบอลที่เป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ของไบรท์ไร้ไขมัน
นอกจากการโรลเพลย์อีกหนึ่งเทคนิคของไบรท์คือการแสดงเล่าเรื่องครบจบในตัวคนเดียว ในแต่ละคลิปคนดูจึงเห็นไบรท์มีคาแร็กเตอร์มากกว่าหนึ่ง มีการโต้ตอบคุยกัน จิกกัดแซวราวกับเป็นคนละคน จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของช่อง
“ความจริงโครงสร้างของหนังหรือละครสักเรื่องมันเล่นคนเดียวไม่ได้ ยกเว้นแต่จะเป็นการบ่นไปเรื่อยซึ่งมันน่าเบื่อแหละ ตอนแรกผมก็เริ่มจากชวนคนใกล้ตัว ชวนเพื่อน ชวนแฟนมาเล่น แต่พอทำไปสักพักมันรู้สึกว่าไม่ใช่ทาง เราอยากลงคอนเทนต์ทุกวัน แต่เราไม่สามารถพึ่งพาเพื่อนพึ่งพาแฟนทุกวันได้ ก็เลยคิดว่าไหนๆ เราก็ถ่ายคลิป ตัดคลิปเอง งั้นก็เล่นเองด้วยเลยละกัน
“เริ่มจากเล่นเป็นตัวละคร 2 ตัว ใช้วิธีแอ็กติ้งสร้างคาแร็กเตอร์กับแต่งตัวให้ต่างกัน ตัวละครหนึ่งอาจจะใส่แว่น อีกตัวใส่วิก แล้วสลับมุมกล้องซ้าย-ขวา แรกๆ มีเขินบ้างที่ต้องพูดคนเดียว แต่พอทำบ่อยๆ จนชิน มันเกิดความรู้สึกว่า เอ้อ! เราก็ทำได้นี่ แล้วที่ผลตอบรับดี มีคนสนใจก็เพราะเราเล่นคนเดียวนี่แหละ ทำไปทำมามันเลยกลายเป็นซิกเนเจอร์ของช่อง ทุกวันนี้กระบวนการ pre (pre-production), pro (production), post (post-production) เลยมาจากตัวผมเองทั้งหมด”

#สร้างรายได้จากคอนเทนต์
มายด์เซตของคนที่ยึด ‘ครีเอเตอร์’ เป็นธุรกิจและอาชีพหล่อเลี้ยงชีวิต
ห้องสี่เหลี่ยม กล้องหนึ่งตัว ไมโครโฟน ผ้ากรีนสกรีน และคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อ จากงานอดิเรกสนุกๆ ที่ดำเนินด้วยอุปกรณ์ไม่กี่ชิ้น ทุกวันนี้ไบรท์ลงมือผลิตคอนเทนต์จนแมสติดตลาด
และคุณภาพตัวเลขหลักล้านวิวที่ผ่านมาคือเครื่องยืนยันว่า ทุกวันนี้คอนเทนต์ครีเอเตอร์คือ ‘ธุรกิจ’ ที่เขาสร้างจากศูนย์ และ ‘อาชีพ’ ที่หล่อเลี้ยงตัวเอง รวมไปถึงการมีงานโฆษณาเข้ามาเป็นโจทย์ท้าทาย
“โห แรกๆ กดดันอยู่นะ ตอนที่รับงานแรกจากลูกค้า กดดันว่าจะทำออกมาได้ไม่ดี กลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรออกมา แต่พอได้ลงมือทำจริงๆ ผมค้นพบว่าผมชอบมาก ชอบกับการที่ต้องคิดบทเพื่อไทอินสินค้าชิ้นนั้น และคอนเทนต์ที่ลงไปก็ได้รับผลตอบรับดี มีคอมเมนต์หนึ่งที่ผมจำได้ไม่ลืมเลยคือ ต่อให้เป็นโฆษณาผมก็ดูพี่จนจบ”
บทแบบที่ไบรท์ว่า คือการขยายขอบเขตไอเดียของตัวเองเล่นกับบริบทอื่นๆ โดยเผื่อพื้นที่สำหรับการโฆษณา แต่ยังคงคอนเซปต์การหยิบสิ่งของรอบตัวและเสน่ห์ความเป็นซิตคอมมาใช้
“พอรู้สึกว่าเราคิดนอกกรอบได้ เราจะหยิบจะจับอะไรมาเล่นก็ได้ เพียงแต่มันต้องรีเลตกับคนดูอยู่ ผมยกตัวอย่างคอนเทนต์ที่เล่นเรื่องกระเป๋าผู้หญิง อย่างที่รู้กันว่าหาของสักชิ้นในกระเป๋าของผู้หญิงเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร สิ่งนี้ผมเจอมากับตัวตอนแฟนหรือแม่ใช้ให้หยิบของ แต่แทนที่ผมจะเล่าประเด็นนี้ตรงๆ ผมบิดมาเล่นว่า ถ้าเราเป็นของในกระเป๋ามันจะพูดคุยกันยังไง ในมุมของโฆษณามันมีที่ว่างสำหรับลูกค้าที่เป็นเครื่องสำอาง ข้าวของเครื่องใช้แบบไหนก็ได้
“จริงๆ สิ่งพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรขนาดนั้น มันคือไอเดียที่ได้แรงบันดาลใจมาจากงานโฆษณาตลกในสมัยก่อนมาปรับให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งผมโตมากับหนังโฆษณาแบบนี้”
ตัวอย่างคอนเทนต์ที่ไบรท์บอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากงานโฆษณาในสมัยก่อน
“คุณทำยังไงให้ไม่เผชิญกับภาวะตีบตันไอเดียและมีวินัยในการทำงานเสมอ ในเมื่อคุณต้องลงมือทำเองทั้งกระบวนการ” ผู้เขียนถามต่อ
“เอาเข้าจริงผมก็เคยตั้งคำถามนี้เหมือนกันนะ แล้วส่วนตัวผมก็เคยประสบกับปัญหานี้มาพักหนึ่ง ถามว่าวิธีแก้คืออะไร สำหรับผมมันคือการสร้างแพสชั่นขึ้นมา หาโกลใหม่ๆ ให้กับตัวเอง เช่นวันนี้โกลที่ตั้งไว้คือทำยอดให้ได้ 1 ล้านวิว ถ้าทำถึงวันต่อไปอาจจะขยับเป็น 2 ล้านวิว
“อีกสิ่งหนึ่งคือการเปลี่ยนมายด์เซตของตัวเอง จากมายด์เซตที่คิดว่าพรุ่งนี้เดี๋ยวค่อยเริ่ม หรือถ้ายอดเอนเกจไม่สูงเท่าแต่ก่อนกูไม่ทำต่อแล้ว มีช่องใหม่ มีคอนเทนต์ใหม่ๆ มาแซงหน้ากูไม่ทำแล้ว ผมคิดเสมอว่าอาชีพคนทำคอนเทนต์มันก็เหมือนหุ้น มีวันที่หุ้นตกและมีวันที่หุ้นขึ้น เราต้องเชื่อมันว่าวันพรุ่งนี้หุ้นของกูจะต้องกระโดดสูงขึ้น กูจะต้องทำทุกทางให้หุ้นสูงขึ้น เป็นการปลุกไฟไปในตัว ถ้าพรุ่งนี้ยังทำได้ไม่ถึงเป้าก็ยังมีอีกหลายวันข้างหน้ารอเราอยู่ ทางที่เราเดินไม่มีใครมากดดันเรา ถ้าจะกดดันคือเราบีบตัวเอง
“หรือเอาง่ายๆ เลย อย่างผมถ้ารู้สึกว่าวันนี้หมดไฟให้ไปอาบน้ำ อาบน้ำก่อน ไปทำตัวเองให้สดชื่น ล้างหน้าล้างตาให้สะอาดแล้วค่อยมาคุยกับตัวเองอีกทีในกระจก หรือลองออกมาจากบ้านมาหาไอเดียใหม่ๆ บ้าง คุณอย่าคิดทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่แต่อยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยม ลองออกมาเดินเล่น หาหนังดูสักเรื่องให้บันเทิงจิตใจก่อน พอผ่อนคลายมันถึงจะคิดอะไรออก” เจ้าของช่องผู้ติดตามหลักล้านบอกกับผู้เขียน

#สร้างแรงบันดาลใจ
เมื่อชีวิตไม่ได้จบอยู่ที่แนวตั้ง
อย่างที่รู้กันว่าไบรท์ไร้ไขมันเติบโตจากการทำคอนเทนต์คลิปวิดีโอแนวตั้ง คำถามคือไบรท์ไร้ไขมันคิดเห็นยังไง หากวันใดวันหนึ่งกระแสคอนเทนต์รูปแบบดังกล่าวถูกพัดพาหายไปตามวิถีโลกที่หมุนเปลี่ยนเวียนวนตลอดเวลา?
“เคยมีคนบอกกับผมเหมือนกันนะ ว่าถ้ากระแสคอนเทนต์แนวตั้งหายไปมึงตายแน่นอน มึงจะไม่มีลูกค้า ไม่มีรายได้จากอาชีพนี้อีกต่อไป แต่ผมว่ามันไม่ใช่แบบนั้น วันใดวันหนึ่งกระแสแนวตั้งหายไป ผมอาจจะทำคลิปวิดีโอแนวนอนความยาวนานๆ ก็ได้
“คนบอกว่าการลาออกมาทำแชนแนลของตัวเองไม่มั่นคง ความไม่มั่นคงมันอยู่ที่ใคร อยู่ที่ความคิดคนทำ ผมเลยรู้สึกว่าผมมั่นคงอยู่ตลอด เพราะอะไรรู้ไหม เพราะผมรู้สึกว่าเราจะต่อยอดได้ตลอด นี่คือสันดานของครีเอทีฟ สันดานที่ครีเอเตอร์ควรมี มันคือการปรับได้ทุกเวลา ปรับได้ทุกอย่าง ถ้าเราปรับได้ยังไงเราก็อยู่ได้”
“แล้วที่คนส่วนใหญ่ชอบพูดว่า ในยุคนี้ใครก็เป็นครีเตอร์ได้ล่ะ คุณคิดเห็นยังไง” ผมถามทิ้งท้ายบทสนทนา
“ถามว่าจริงไหม ก็จริงครับ ทุกคนทำได้หมด อยู่บ้านก็ทำได้ อยู่ในห้องนอนก็ทำได้ คุณมีโทรศัพท์แค่เครื่องเดียวไม่จำเป็นต้องมีกล้องใหญ่เหมือนในสตูฯ มันทำได้หมดขึ้นอยู่กับไอเดียของคนคนนั้น ซึ่งคนอาจจะคิดว่าอาชีพนี้มันทำได้ง่ายก็จริง แต่นั่นคือตอนเริ่ม สิ่งที่มันยากคือการรักษามาตรฐาน ถ้ามองแบบคนทำธุรกิจคือทำยังไงให้ธุรกิจนี้ยืนยาว นั่นคือความสม่ำเสมอ ต้องรู้ว่าตื่นมาจะทำอะไร ถ่ายยังไงให้ดีเหมือนเดิม ตัดให้ดีเหมือนเดิม เมื่อถึงคราวกระแสสังคมเปลี่ยนต้องขยับตัวตามยังไง
“สุดท้ายอย่างที่ผมบอกคือคุณต้องมีแพสชั่น ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำ วันไหนเริ่มรู้สึกว่าไม่รักในสิ่งที่ทำ ลองพักแล้วทบทวนตัวเอง เราอาจจะแค่เหนื่อยเหมือนตอนงอนกับแฟน แต่ถ้ามันจะไปต่อกันไม่ได้จริงๆ ถึงค่อยเลิกรา
“ในอนาคตผมยังมีความคิดอยากขยายโปรดักชั่น พยายามทำแบรนด์ไร้ไขมันให้เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ อนาคตอาจจะกลายเป็นสื่อโฆษณาเต็มตัว แต่คนยังจดจำได้ว่านี่แหละคือตัวตนในแบบของไบรท์ไร้ไขมัน และในทีมจะได้มีคนมาเพิ่มจากที่มีผมแค่คนเดียว”
ไบรท์เปรยถึงเป้าหมายในอนาคตสั้นๆ ด้วยความตั้งใจ เป็นอันจบบทสนทนาที่ได้เห็นตัวตนของเขาที่น้อยคนนักจะเห็น และได้เห็นว่าเบื้องหลังความฮาจนถึงตัวเลขยอดวิวแลกมาด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยมแค่ไหน